Oliv’ (โอลีฟ) คุณประโยชน์จาก ‘ใบมะกอก’ สู่สุดยอดผลิตภัณฑ์ความงามออร์แกนิก..

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/303318

Oliv’ (โอลีฟ) คุณประโยชน์จาก ‘ใบมะกอก’  สู่สุดยอดผลิตภัณฑ์ความงามออร์แกนิก..

Oliv’ (โอลีฟ) คุณประโยชน์จาก ‘ใบมะกอก’ สู่สุดยอดผลิตภัณฑ์ความงามออร์แกนิก..

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จะดีแค่ไหน หากสามารถยืดเวลาให้ผิวสวยอยู่ กับเราได้นานขึ้น… Oliv’ (โอลีฟ)แบรนด์ผลิตภัณฑ์ความงามออร์แกนิกชั้นนำจากประเทศฝรั่งเศส ได้คิดค้นวิจัยเพื่อไขความลับอันน่าอัศจรรย์ของ “ใบมะกอก” ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ บำรุงผิวทรงประสิทธิภาพ

โดยใบมะกอกสกัด (Olive Leaf Extract) เป็นสมุนไพรธรรมชาติ ที่ช่วยต้านเชื้อแบคทีเรียและไวรัส ซึ่งสารสกัดจากพืขนี้ไม่เพียงแค่ปลอดภัย แต่ยังเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วยใบมะกอกสกัดประกอบไปด้วยสารโอเล โรเปอิน อย่างน้อย 20% ซึ่งเป็นทั้งสารที่มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ ทั้งยังได้รับการพิสูจน์แล้วว่า สามารถต้านอนุมูลอิสระได้มากเกือบถึง 2 เท่าของสารสกัดจากชาเขียว และมากถึง 400 เท่า เมื่อเทียบกับวิตามินซี รวมถึงเป็นตัวกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน

ด้วยประสิทธิภาพอันโดดเด่นและความเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกที่เชื่อถือได้ ทางร้าน All About Youร้านค้าจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ความ งามออร์แกนิกจากทั่วโลก จึงได้คัดเลือกผลิตภัณฑ์ Oliv’ (โอลีฟ) มาจัดจำหน่ายในประเทศไทย ประกอบด้วย Oliv’ Moonlight Serum เซรั่มเข้มข้นที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และปกป้องการเปลี่ยนสีผิว ช่วยลดจุดด่างดำและเพิ่มความกระจ่างใส Oliv’ Moonlight Face Care ครีมบำรุงผิวที่ช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใสอย่างอ่อนโยน แก้ปัญหาจุดด่างดำอย่างได้ผล Oliv’ Radiance Face Mask ผลิตภัณฑ์มาส์กหน้า ช่วยดูดซับสารพิษเพื่อผิวสุขภาพดี กระจ่างใส

อีกหนึ่งความงามจากธรรมชาติ เพื่อความสวยแบบปลอดภัย และความงามที่ยั่งยืนของคุณ

ยุคนี้เลือกสวย-หล่อ ด้วยวิธีปรับรูปหน้าให้อินเทรนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/303321

ยุคนี้เลือกสวย-หล่อ ด้วยวิธีปรับรูปหน้าให้อินเทรนด์

ยุคนี้เลือกสวย-หล่อ ด้วยวิธีปรับรูปหน้าให้อินเทรนด์

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เทรนด์ที่มาแรงของของสมัยนี้คือ เทรนด์เรื่องหน้าตา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากไม่ว่าใครต่างก็ดูแลตัวเอง และอยากให้ตัวเองดูดีทั้งนั้น แน่นอนว่ารสนิยมของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน บางคนอยากดูคมเข้มแบบไทยๆ แต่บางคนอยากจะดูเหมือนฝรั่งตาน้ำข้าว หรือบางคนอยากจะดูเป็นคนเกาหลี แน่นอนว่าการปรับรูปหน้าให้อินเทรนด์ ไม่ว่าอยากจะเป็นสาย ฝ. (สายฝรั่ง) หรือ สาย ก. (สายเกาหลี) ตอนนี้เราสามารถเลือกทำได้อย่างใจต้องการ

หมอเกรซ-พญ.เสาวภาคย์ พงศ์ศศิธร จาก DoctorGrace Clinic กล่าวว่า เทรนด์และเทคนิคการทำหน้าแบบสาย ก.เกาหลี ซึ่งเทรนด์รูปหน้าแบบสายเกาหลีที่ดูโดดเด่นและนิยมกันคือ 1.ใบหน้าต้องเรียวเล็กได้รูป เห็นกรอบหน้าชัดๆ ซึ่งสามารถใช้โบท็อกซ์ฉีดลดบริเวณกรามพร้อมทั้งใช้การฉีดไหมลดไขมันบริเวณกรอบหน้าและเหนียงให้ชัดได้ 2.คางยาวสวยรับกับรูปหน้า เพื่อที่เวลาถ่ายรูปแล้ว จะดูเป๊ะแบบทุกมุม การใช้ฟิลเลอร์ปรับรูปคางให้สวยได้รูป ก็เป็นอีกวิธีที่นิยมกัน และ 3.การดูแลผิวพรรณ ให้ดูเนียนสวยใสแล้วนั้น ซึ่งนอกจากครีมบำรุงผิวแล้ว การฉีดเมโสโบท็อกซ์ เข้าที่ใบหน้า จะยิ่งช่วยให้ใบหน้าดูไร้รูขุมขม และดูมีออร่ามากยิ่งขึ้น

สำหรับสาย ฝ. หรือฝรั่งตาน้ำข้าว ดูดีเป็นแบบคนยุโรปนั้น การปรับรูปหน้าอาจไม่ได้เน้นให้ ใบหน้าเรียวเล็ก เห็นกรอบใบหน้าชัดแบบคนเกาหลี หมอเกรซแนะนำว่า 1.ใบหน้าไม่ต้องเรียวเล็ก เห็นกรอบหน้าชัด แต่ไม่ได้หมายความว่า จะต้องมีเหนียง หรือแก้มย้อยๆ ห้อยๆ การฉีดโบท็อกซ์ลดเหนียง ลดกราม จะช่วยให้ใบหน้าดูมีสัดส่วนมากขึ้น 2.ส่วนใหญ่คนยุโรป นั้น ดวงตามักจะดูเฉี่ยว หางตาดูยกขึ้น ซึ่งนอกจากการฉีดโบท็อกซ์ยกหางตาขึ้นแล้วนั้น การร้อยไหมก็ช่วยให้ใบหน้าของคุณดูดีขึ้นอีกด้วย 3.ริมฝีปาก ต้องอวบอิ่มสักเล็กน้อย เพราะเขาไม่ฮิตปากเล็กเป็นปากกระจับกัน การฉีดฟิลเลอร์ริมฝีปาก จะช่วยให้ดูเซ็กซี่แบบคนยุโรปได้แล้ว

“นอกจากเคล็ดลับการปรับรูปหน้าให้ดูเป็นคนยุโรป หรือคนเกาหลี ที่หมอได้กล่าวไปข้างต้นแล้วนั้น แน่นอนว่าการดูแลสุขภาพ การออกกำลังดูแลร่างกาย เป็นส่วนสำคัญ และการแต่งหน้านั้นสามารถช่วยได้มากเลยทีเดียว”

เปิดตลาดนัดร่วมสมัย พร้อมชิมอาหารจากแผ่นดิน ในงาน‘รอยัล โปรเจ็คต์ มาร์เก็ต แอท สยาม พารากอน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/303367

เปิดตลาดนัดร่วมสมัย พร้อมชิมอาหารจากแผ่นดิน ในงาน‘รอยัล โปรเจ็คต์ มาร์เก็ต แอท สยาม พารากอน’

เปิดตลาดนัดร่วมสมัย พร้อมชิมอาหารจากแผ่นดิน ในงาน‘รอยัล โปรเจ็คต์ มาร์เก็ต แอท สยาม พารากอน’

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ชฎาทิพ จูตระกูล, ม.ร.ว.ภวรี สุชีวะ และ ดร.ณรงค์ชัย พิพัฒน์ธนวงศ์

ด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรไทยอันยิ่งใหญ่อย่างหาที่สุดมิได้นี้ มูลนิธิโครงการหลวงร่วมกับ ศูนย์การค้าสยามพารากอน จัดงาน “รอยัล โปรเจ็คต์ มาร์เก็ตแอท สยาม พารากอน” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “อาหารจากแผ่นดิน” งานจำหน่ายผลิตผลโครงการหลวงที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใครในรูปแบบตลาดนัดร่วมสมัย พร้อมเมนูอาหารสุขภาพจากผลิตผลโครงการหลวง ที่รังสรรค์ขึ้นมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ระหว่างวันที่ 23-30 พฤศจิกายน 2560 ทั้งนี้ ยังได้รับพระกรุณาจาก พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จมาทรงเปิดงาน ในที่ 23 พฤศจิกายน 2560 เวลา 14.30 น. ณ บริเวณฮอลล์ ออฟ เฟม และ พาร์ค พารากอน ชั้น เอ็ม ศูนย์การค้าสยามพารากอน

ดร.ณรงค์ชัย พิพัฒน์ธนวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายตลาด มูลนิธิโครงการหลวง กล่าวว่า งาน “รอยัล โปรเจ็คต์ มาร์เก็ต แอท สยาม พารากอน” จัดขึ้นเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้ ทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์สินค้าโครงการหลวง ด้วยการยกตลาดโครงการหลวงมาไว้ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน เพื่อเผยแพร่ผลงานของโครงการหลวงด้านการพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ๆ ให้แก่ผู้บริโภค โดยในปีนี้จัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “อาหารจากแผ่นดิน” ซึ่งกว่าจะเกิดเป็นอาชีพและรายได้ที่สร้างความยั่งยืนให้แก่เกษตรกรบนที่สูง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ทรงทุ่มเทพระวรกายทรงงานอย่างหนัก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพืชผัก ผลไม้เขตหนาว และปศุสัตว์หลากชนิด เพื่อทดลองและวิจัยจนได้พันธุ์ที่ดีและเหมาะสม โดยเรื่องราวเหล่านี้จะถูกนำมาร้อยเรียงเป็นนิทรรศการ ด้วยเทคนิคแอนิเมชั่น “แมปปิ้ง” นำเสนอตั้งแต่จุดเริ่มต้นของมูลนิธิโครงการหลวง ตั้งแต่ยังเป็นภูเขาหัวโล้นที่เต็มไปด้วยฝิ่น จนกลายเป็นพื้นที่การเกษตรเขียวชอุ่มในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังได้รังสรรค์พื้นที่ขายผลิตผลและผลิตภัณฑ์โครงการหลวงในรูปแบบตลาดนัดร่วมสมัย เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์
คนรุ่นใหม่ที่มีความแตกต่าง ทันสมัย ทั้งยังนำผลิตผลผลิตภัณฑ์อาหารจากแผ่นดิน 9 ชนิด ได้แก่ พีช, มะเดื่อฝรั่ง, ถั่วแดงหลวง, สตรอเบอร์รี่,ข้าวกล้องดอย, รูบาร์บ, ชา, กาแฟ และปศุสัตว์ มารังสรรค์ขึ้นเป็นเมนูเพื่อสุขภาพ ทั้งอาหารคาวและหวานมาจำหน่ายภายในงานโดยเฉพาะ อาทิ ข้าวเกรียบอ่อนไส้ปลาเทราต์, ข้าวเกรียบอ่อนไส้ถั่วแดงหลวง, ส้มตำข้าวเกรียบหลวง, ยำขนมจีนปลาเทราต์น้ำพริกลีซู, สลัดผักย่าง, เค้กข้าว,น้ำผักอินทรีย์ปั่น ฯลฯ ซึ่งเป็นอาหารที่เรียกว่า “พรีเมียมฟู้ด” ที่ให้ความสำคัญทั้งเรื่องโภชนาการและความสด สะอาด ปราศจากสารเคมี

ด้าน ชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามพารากอน ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า ศูนย์การค้าสยามพารากอน
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสมอมา เราจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์งาน ซึ่งจะช่วยเผยแพร่พระราชกรณียกิจที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และยังเป็นงานที่ให้ประโยชน์ทั้งผู้บริโภค และเกษตรกรชาวดอย เพราะรายได้จากการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ ภายในงานนี้ จะคืนกลับไปสู่เกษตรกรชาวดอย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน โดยปีนี้ได้จัดงานในรูปแบบที่ไม่ซ้ำใครโดยการออกแบบและตกแต่งพื้นที่พาร์ค พารากอน ให้กลายเป็นตลาดนัดร่วมสมัย ที่มีทั้งความเก๋ และให้กลิ่นอายของบรรยากาศบนดอย รวมไปถึงการจัดนิทรรศการ ซึ่งจะจัดในบริเวณฮอลล์ ออฟ เฟม ของสยามพารากอน

ภายในนิทรรศการจะได้ชมพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร กับผลิตผลอาหารจากแผ่นดิน 9 อย่าง เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปยังโครงการหลวงที่ต่างๆ ที่นำเทคโนโลยีทันสมัยอย่างแมปปิ้ง มาถ่ายทอดเรื่องราวของมูลนิธิโครงการหลวง ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน และเพื่อให้ผู้เข้าชมสามารถสัมผัสบรรยากาศบนดอย ทำความรู้จักกับมูลนิธิโครงการหลวง และผลิตผลผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากยอดดอย โดยเฉพาะผลิตผลไฮไลท์ในคอนเซ็ปต์ “อาหารจากแผ่นดิน” รวมถึงการรังสรรค์เมนูอาหารสุดพิเศษที่มีทั้งอาหารคาวและหวาน จึงได้จัดทำหนังสือ “Food for Health อาหารจากแผ่นดิน” ที่ตั้งใจสร้างสรรค์ขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อจำหน่ายภายในงานนี้อีกด้วย

ม.ล.อรดิศ สนิทวงศ์ และ เกล็ดดาว พานิชสมัย

ม.ล.อรดิศ สนิทวงศ์ และ เกล็ดดาว พานิชสมัย
ถั่วแดงหลวง 1 ในอาหารจากแผ่นดิน

ถั่วแดงหลวง 1 ในอาหารจากแผ่นดิน
มะเดื่อฝรั่ง 1 ในอาหารจากแผ่นดิน

มะเดื่อฝรั่ง 1 ในอาหารจากแผ่นดิน
ข้าวกล้องดอย 1 ในอาหารจากแผ่นดิน

ข้าวกล้องดอย 1 ในอาหารจากแผ่นดิน
รูบาร์บ 1 ในอาหารจากแผ่นดิน

รูบาร์บ 1 ในอาหารจากแผ่นดิน
เมนูเพื่อสุขภาพทั้งอาหารคาวและหวาน

เมนูเพื่อสุขภาพทั้งอาหารคาวและหวาน

ยูนิโคล่เสริมทักษะชีวิตน้องผู้ด้อยโอกาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/303335

ยูนิโคล่เสริมทักษะชีวิตน้องผู้ด้อยโอกาส

ยูนิโคล่เสริมทักษะชีวิตน้องผู้ด้อยโอกาส

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ยูนิโคล่ สานต่อปรัชญา “ทำให้โลกน่าอยู่ยิ่งขึ้น” ชวนน้องผู้ด้อยโอกาสเสริมทักษะคุณภาพชีวิต ผ่านโครงการ “In-store Shopping Experience” ครั้งที่ 6

ยูนิโคล่ ผู้นำตลาดเสื้อผ้าและแฟชั่นระดับโลกจากประเทศญี่ปุ่น พร้อมด้วยผู้บริหารและพนักงานยูนิโคล่จิตอาสาจัดกิจกรรม “In-store ShoppingExperience” อย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 6 โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้การสนับสนุนด้านการพัฒนาทักษะ ประสบการณ์ รวมถึงคุณภาพชีวิตของเยาวชน ผู้บกพร่องทางกายและสติปัญญา เพื่อตอกย้ำแนวทางการรับผิดชอบต่อสังคมอย่างยั่งยืนด้วยปรัชญา “ทำให้โลกน่าอยู่ยิ่งขึ้น” ที่ร้านยูนิโคล่ สาขา เอ็มควอเทียร์

ด้วยหลักขององค์กรที่เรียกว่า FR Way (Fast Retailing Way) และความมุ่งมั่นในการรับผิดชอบต่อสังคมอย่างยั่งยืนด้วยปรัชญา “ทำให้โลกใบนี้น่าอยู่ยิ่งขึ้น” ยูนิโคล่ จึงมีความพร้อมที่จะให้โอกาสและความช่วยเหลือกับทุกๆ คน รวมถึงน้องๆ ผู้ด้อยโอกาสในกิจกรรม “In-store ShoppingExperience” โดยได้ความร่วมมือจากผู้บริหารและพนักงานยูนิโคล่ที่จิตอาสาที่ร้านยูนิโคล่ สาขาเอ็มควอเทียร์ ซึ่งถือว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่เข้าร่วมโครงการได้ตระหนักถึงคุณค่าและพัฒนาความสามารถของตัวเองผ่านทางกิจกรรมต่างๆ เช่น การสื่อสาร การแก้ปัญหา การสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อผู้อื่นในสังคม เพื่อที่จะเป็นแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิต พร้อมนำทักษะไปปรับใช้ในการประกอบอาชีพเพื่อเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวในอนาคต

มร.เซอิเคน ชิโนะ ผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน บริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงกิจกรรม In-store Shopping Experience ว่า “การรับผิดชอบต่อสังคมอย่างยั่งยืน คือสิ่งที่ยูนิโคล่ให้ความสำคัญอยู่เสมอ พวกเรามีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในความสามารถและพลังของคนทุกเพศทุกวัยรวมถึงผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและทางกายที่มาเข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้ยูนิโคล่เชื่อว่าน้องๆ เหล่านี้ล้วนมีศักยภาพที่จะพัฒนาตัวเอง หากได้รับการดูแลและให้ความช่วยเหลืออย่างถูกต้อง จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า น้องๆ ทุกคนจะได้รับการเสริมทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในสังคมจากพี่ๆ พนักงานยูนิโคล่จิตอาสา เพื่อนำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิต การทำงาน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยในภายภาคหน้าต่อไป”

แพทย์รามาฯ ชี้สาวออฟฟิศเสี่ยงเป็นโรคชํ้ารั่ว โรคใกล้ตัวกวนใจที่รักษาได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/303323

แพทย์รามาฯ ชี้สาวออฟฟิศเสี่ยงเป็นโรคชํ้ารั่ว  โรคใกล้ตัวกวนใจที่รักษาได้

แพทย์รามาฯ ชี้สาวออฟฟิศเสี่ยงเป็นโรคชํ้ารั่ว โรคใกล้ตัวกวนใจที่รักษาได้

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

แพทย์โรงพยาบาลรามาธิบดีเตือนสาวออฟฟิศ เสี่ยงเป็นโรคภาวะโรคปัสสาวะบีบตัวไวเกินหรือโรคช้ำรั่ว Overactive Bladder (OAB) พบมากขึ้นถึงกว่า 21.3% ด้วยไลฟ์สไตล์การทำงานที่เปลี่ยนไปมีความเร่งด่วน การจราจรที่ติดขัด ทำให้ไม่มีเวลาที่จะเข้าห้องน้ำ หรือต้องอั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน มีอาการปัสสาวะเล็ด หรือการที่มีปัสสาวะรั่วไหลโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลงและเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนได้ จึงได้จัดงาน Check in OAB ชีวิตดี เมื่อโอเอบีรักษาได้ เจาะลึก รู้จริง เข้าใจเรื่องโรค OAB ในวันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน 2560 เวลา 13.00-16.30 น. ณ บริเวณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 7 เซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9 โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

ศ.นพ.วชิร คชการ หัวหน้าสาขาวิชาศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ปัจจุบันพบภาวะโรคปัสสาวะบีบตัวไวเกิน Overactive Bladder (OAB) หรือที่เรียกว่าโรคช้ำรั่ว เป็นอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่แบบปัจจุบันทันด่วนเพิ่มมากขึ้นถึง 21.3% โดยส่วนใหญ่จะพบโรคนี้กับผู้สูงอายุที่มากขึ้น มากกว่าร้อยละ 30 ของผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป และสตรีเคยมีประวัติคลอดบุตรหลายคน แต่ปัจจุบันพบในผู้หญิงวัยทำงานอายุ 30-40 ปี เพิ่มมากขึ้น ด้วยไลฟ์สไตล์ และยุคสมัยที่เปลี่ยนไป มีการทำงานต่อเนื่องกันหลายชั่วโมงไหนจะออกนอกสถานที่ ไหนจะต้องเผชิญกับภาวะรถติดบ้าง ไม่มีเวลาที่จะเข้าห้องน้ำ หรือต้องอั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน อาจประสบปัญหาเกี่ยวกับโรคระบบทางเดินปัสสาวะมีอาการปัสสาวะเล็ด หรือการที่มีปัสสาวะรั่วไหลโดยไม่ได้ตั้งใจ

สาเหตุเกิดจากความผิดปกติของอวัยวะที่มีส่วนในการควบคุมการปัสสาวะ เช่น กระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ ระบบหูรูด กล้ามเนื้อในอุ้งเชิงกราน ระบบประสาทที่ควบคุมการกลั้นและขับปัสสาวะ รวมถึงพฤติกรรมเสี่ยงบางอย่าง เช่น การดื่มน้ำน้อย กลั้นปัสสาวะเป็นเวลานานทำให้กระเพาะปัสสาวะเกิดการบีบตัวผิดปกติ จนกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ นอกจากนั้นคนที่เคยผ่าตัดมดลูกมาก่อนอาจมีการเสื่อมของหูรูด และการหย่อนยานของผนังช่องคลอด รวมทั้งบริเวณคอกระเพาะปัสสาวะ ทำให้บริเวณคอกระเพาะปัสสาวะปิดไม่สนิทจึงเกิดอาการปัสสาวะรั่วออกมา และในวัยสูงอายุ และประจำเดือนหมดแล้วฮอร์โมนเพศหญิงจะลดลง ทำให้เยื่อบุในท่อปัสสาวะขาดความยืดหยุ่นระบบการปิดกั้นของท่อปัสสาวะลดลง ทำให้ปัสสาวะรั่วซึมได้เช่นกัน และรวมถึง การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ต่อมลูกหมากโต หรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ พบได้ในทุกเพศทุกวัย แต่จะพบมากในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ปัญหาของโรคนี้คือ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ส่วนใหญ่จะไม่ทราบว่าตนเองเป็น เพราะมักจะเข้าใจผิดไปเองว่า อาการปัสสาวะบ่อยนั้นเกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น จึงไม่ไปตรวจที่โรงพยาบาล ทำให้อาการเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ อาจทำให้เป็นปัญหาในการเข้าสังคม หรือเป็นปัญหาทางสุขภาพและอนามัย แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นช้ำรั่วหรือไม่

วิธีสังเกตอาการที่เสี่ยงต่อภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่

1.อาการปวดราด คือปวดปัสสาวะรุนแรงจนเล็ดราดออกมา ไม่สามารถรอไปเข้าห้องน้ำได้ทัน ลักษณะสำคัญของโรคนี้คือ จะรู้สึกปวดปัสสาวะบ่อยมากกว่า8 ครั้งขึ้นไปต่อวัน

2. ปัสสาวะเล็ดจากการไอ จาม หรือหัวเราะ อาการลักษณะนี้มักพบในผู้หญิงที่เริ่มมีอายุมากขึ้น น้ำหนักตัวมาก เคยมีประวัติคลอดบุตรหลายคนไม่ว่าจะเป็นด้วยวิธีธรรมชาติ หรือผ่าตัด เคยมีการผ่าตัดบริเวณรอบท่อปัสสาวะ หรือเคยรับการฉายรังสีรักษาบริเวณนั้นมาก่อน

3. ปัสสาวะราด คือเมื่อปวด ปัสสาวะก็ไหลออกมาเลย โดยไม่สามารถกลั้นได้

โรคช้ำรั่ว ไม่ใช่โรคร้ายที่อันตรายถึงขั้นเสียชีวิต แต่จะทำให้ผู้ป่วยเกิดความรำคาญ มีผลต่อสุขภาพจิต และการดำเนินชีวิตประจำวัน ส่งผลให้ผู้ป่วยสูญเสียความมั่นใจที่จะเข้าสังคม ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่แย่ลงได้

อย่างไรก็ตาม โรคนี้สามารถรักษาให้หาย หรือทำให้ดีขึ้น เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้นได้ซึ่งการรักษามีหลายวิธี ทั้งการกินยา การใช้ฮอร์โมนทดแทน การฝึกบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน โดยการขมิบช่องคลอด หรือแม้แต่การผ่าตัด นอกจากนี้ผู้ป่วยควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมร่วมด้วย เช่น การลดน้ำหนัก อย่าให้ท้องผูก งดสูบบุหรี่ งดดื่มกาแฟ โซดา น้ำอัดลม เนื่องจากมีสารกระตุ้นให้เกิดการขับถ่ายบ่อยนอกจากนี้การสวมใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับผู้ใหญ่ก็จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ

ศ.นพ.วชิร กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางโรงพยาบาลรามาธิบดีจึงได้จัดงานเสวนา Check in OAB ชีวิตดี เมื่อโอเอบีรักษาได้ เจาะลึก รู้จริง เข้าใจเรื่องโรค OAB โดยมีนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลรามาธิบดีมาให้ความรู้ และ Check List กลุ่มเสี่ยงที่จะมีโอกาสเป็น และเปิดประสบการณ์ตรงเตรียมพร้อมรับมือกับ OAB จากดารารับเชิญสุดพิเศษ ตุ๊ก-ดวงตา ตุงคะมณี และ คัดกิ่งรักส์ คิคคิคสะระณัง (เมจิ) พร้อมพบกับกิจกรรมดนตรี “สุขาอยู่หนใด” จากศิลปิน เบล-สุพล ในวันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน 2560 เวลา 13.00-16.30 น. ณ บริเวณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 7 เซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9 โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น สนใจติดต่อสำรองที่นั่งได้ตั้งแต่วันนี้-18 พฤศจิกายน 2560 โทร.083-2911188 ระหว่างเวลา 10.00-18.00 น. หรือลงทะเบียนผ่านอี-เมล์ OABThai@gmail.com หรือ https://goo.gl/hxEtGB

แพทย์จีนแนะวิธีผสมผสาน ต้านมะเร็งให้อยู่หมัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/303319

แพทย์จีนแนะวิธีผสมผสาน ต้านมะเร็งให้อยู่หมัด

แพทย์จีนแนะวิธีผสมผสาน ต้านมะเร็งให้อยู่หมัด

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ปัจจุบันประเทศไทย โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตสูงเป็นอันดับ 1 รองลงมาคือ อุบัติเหตุและโรคหัวใจ ซึ่งปัจจัยเสี่ยงมาจากสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น สารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อนในอาหาร อากาศ รวมถึงปัจจัยภายในความผิดปกติทางพันธุกรรม ความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกันและภาวะทุพโภชนาการ เป็นต้น

ดังนั้นเพื่อสร้างความเข้าใจ และการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งให้ถูกต้อง ชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโรคมะเร็งจึงได้จัดงานเสวนา “นวัตกรรมผสมผสาน ต้านมะเร็งให้อยู่หมัด” ขึ้น เมื่อเร็วๆ นี้ ณ อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี กรุงเทพฯ โดยมีผู้เชี่ยวชาญรักษามะเร็งจากจีน ศาสตราจารย์ หวัง เจิ้น กั๋ว จาก ศูนย์วิจัยมะเร็ง โรงพยาบาลมะเร็งเจิ้นกั๋ว ปักกิ่ง ที่ได้รับรางวัลระดับชาติและนานาชาติ 6 รางวัล จากผลงานคิดค้นยาจีนรักษามะเร็ง ประสบการณ์รักษามะเร็งกว่า 30 ปีร่วมเสวนา

ศาสตราจารย์ หวัง เจิ้น กั๋ว กล่าวว่า ปัจจุบันมีทั้ง ปัญหามลภาวะทางสิ่งแวดล้อม ปัญหาติดเชื้อตับอักเสบ ปัญหาการอักเสบของร่างกาย ปัจจัยภายนอกรอบกายมากมาย ทำให้คนเป็นมะเร็งมากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งเป็นมะเร็งกันตั้งแต่อายุยังน้อย แค่ในจีนประเทศเดียว ทุก 1 นาที มีคนเป็นมะเร็ง 6 คน ต้องทราบก่อนว่า เราทุกคนมีโอกาสเป็นมะเร็งได้ จึงต้องป้องกันมะเร็งดีกว่ารอเป็นแล้วรักษา ในทฤษฎีแพทย์แผนจีนกล่าวถึง การขับร้อนถอนพิษ การเพิ่มภูมิคุ้มกัน สามารถช่วยป้องกันกระบวนการพัฒนาเป็นเซลล์มะเร็ง แพทย์แผนจีนใช้ทั้งยาจีน ดูแลอาหารเครื่องดื่ม ปรับเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมการใช้ชีวิต เพื่อลดอัตราการเกิดมะเร็ง เนื่องจากเรามองว่ามะเร็งสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดื่มกิน สภาพแวดล้อมอย่างชัดเจน เราต้องให้ความใส่ใจ หากเรามีภาวะอักเสบ ไม่ว่าจะเป็น กระเพาะอาหาร หลอดอาหาร ตับ หรือเนื้องอกธรรมดา ต้องเร่งดูแลรักษาเพื่อป้องกันการกลายเป็นมะเร็ง โดยเราใช้ทั้งยาจีน และตัวผู้ป่วยต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมวิถีชีวิต

การจะอยู่อย่างสงบกับมะเร็งได้นั้น อาจต้องผสมผสานการดูแลรักษาหลายวิธีร่วมกัน ด้วยการใช้ภูมิคุ้มกันสู้โรค อย่าทอดทิ้งการรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน และต้องรู้จักการผสมผสานวิธีการรักษาอย่างถูกต้อง รู้ว่ายาตัวใดมีฤทธิ์ต้านหรือเสริมกัน

การรักษามะเร็งแบบผสมผสานนั้น คุณหมอบอกว่า การรักษามะเร็งในระดับนานาชาติ ปัจจุบันล้วนมีแนวโน้มด้านการแพทย์แบบผสมผสาน โดยการรักษาที่ใช้อยู่ ได้แก่ ผ่าตัด ฉายรังสี เคมีบำบัด ยาจีน การจี้เย็น (Cryotherapy) การทำลายก้อนมะเร็งด้วยความร้อน (Thermal Ablation) ยังมีภูมิคุ้มกันบำบัด (Biotherapy) โดยการใช้ผสมผสานกันจึงได้ประสิทธิผลดี

ในประเทศจีน แต่ละปีโรงพยาบาลของผมดูคนไข้ราว 1 หมื่นคน ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยมะเร็งระยะกลาง ถึงระยะสุดท้าย เมื่อผ่านการรักษาแบบผสมผสาน มีผลทำให้ผู้ป่วยประมาณร้อยละ 80 มีชีวิตยืนยาวขึ้น ก้อนมะเร็งหดเล็กลง ซึ่งหากใช้ยาจีนเพียงอย่างเดียวอาจไม่ดีเท่า เรายังได้มีการศึกษาโดยนำยาจีน เคมีบำบัด ฉายรังสี ใช้ควบคู่กัน พบว่าประสิทธิผลการรักษาเพิ่มขึ้น 20% ดังนั้น ผู้ป่วยควรใช้การรักษาแบบผสมผสาน รวมทั้งต้องดูแลด้านโภชนาการ จิตใจ ใช้ดนตรีบำบัด ชี่กง อย่างนี้จะช่วยการฟื้นฟู สร้างความแข็งแรง และต้านมะเร็งได้ดีขึ้น

ในส่วนยาต้านมะเร็งของคุณหมอนั้น จะเน้นสมุนไพร เนื่องจากบ้านเกิดผมอยู่เมืองทงฮว่า มณฑลจี๋หลิน ที่นั่นมีเทือกเขาฉางไป๋ซานซึ่งเป็นแหล่งสมุนไพร ผมมีความสนใจด้านนี้ รู้ว่ามีสมุนไพรจีนหลายชนิด อาทิ โสมคน หวงฉี หนี่เจินจื่อ ไป๋ฮวาเสอเสอเฉ่า มีประโยชน์ในการต้านมะเร็ง ผมเริ่มต้นเก็บรวบรวมพืชสมุนไพรกว่า 1,200 ชนิด ทดลองผสมเป็นตำรับยาไปราว 23 ตำรับ จนในที่สุดได้เป็นตำรับยาจีน และขึ้นทะเบียนยาในจีน ในปี 1988

นอกจากยาแล้ว เรื่องของโภชนาการผู้ป่วยมะเร็งสไตล์แพทย์จีน เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน คุณหมอแนะว่าสำหรับผู้ป่วยมะเร็งอาหารเป็นเรื่องสำคัญ ผู้ป่วยบางคนกังวลว่าหากไม่ทานเนื้อสัตว์ร่างกายจะอ่อนแอ แต่หากจะกินก็กลัวผลของมัน สำหรับผู้ป่วยมะเร็งที่สำคัญ ต้องงดเนื้อปูเพราะเนื้อปูมักกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ซึ่งมะเร็งชอบการอักเสบอยู่แล้ว ผู้ป่วยไม่ดื่มน้ำเย็นหรือเครื่องดื่มเย็น ปลา กุ้ง ไข่ เนื้อสัตว์ต่างๆ สามารถทานได้ แต่แนะนำให้เติมน้ำส้มสายชูหมัก (จากข้าว) รวมทั้งเวลารับประทานผักกลัวมีสารพิษตกค้าง ไม่ว่าจะใช้ผักประกอบอาหารกับเนื้อสัตว์ใดๆ ให้นำมาลวกผ่านน้ำร้อนก่อน จากนั้นประกอบอาหารตามปกติ ตอนปรุงให้เติมกระเทียม น้ำส้มสายชูหมัก จะช่วยลดพิษ ไม่มีผลกระทบต่อร่างกาย ควรรับประทานผักมากๆ กินเนื้อสัตว์น้อยแต่ไม่ใช่ไม่รับประทานเลย อาจเน้นเนื้อปลาเป็นหลัก แต่ละวันอาหาร 3 มื้อ อาจมีมื้อหนึ่งที่รับประทานเนื้อสัตว์

ในตอนท้าย คุณหมอยังให้เคล็ดลับแก้ไขปัญหาสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็ง ว่า ขอแนะนำสูตรที่ผมใช้เพื่อแก้ไขปัญหาของผู้ป่วยที่พบบ่อย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารเครื่องดื่ม ทำง่าย ใช้ง่าย

– หากหลังผู้ป่วยรู้สึกปากคอแห้ง กระหายน้ำ ให้ใช้ถั่วเขียว ไป่เหอ หล่อฮั่งก้วย ต้มน้ำดื่ม หรือต้มจืดมะระกับกระดูกหมู

– เพื่อบำรุงชี่ บำรุงเลือด บำรุงร่างกาย อาจรับประทาน โจ๊กพุทราจีน ถั่วแดง ลูกเดือย, มะระผัดตับหมู, เห็ดหอมต้มกระดูกหมู

– ผู้ป่วยมะเร็งควรหมั่นรับประทาน เห็ดหอมเห็ดหูหนูดำ กระเทียม พุทราจีน ลูกเดือย เต้าหู้ มันเทศ ถั่วแดง ถั่วต่างๆ สมุนไพรซานย่าว ไป่เหอ โดยรับประทานสลับกันไป และสามารถใส่ในการประกอบอาหาร

เดินหน้าขยายผล‘ศาสตร์พระราชา’ เคลื่อน‘โคกหนองนาโมเดล’ส่งเสริมขุดสระน้ำในไร่นา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/311630

เดินหน้าขยายผล‘ศาสตร์พระราชา’  เคลื่อน‘โคกหนองนาโมเดล’ส่งเสริมขุดสระน้ำในไร่นา

เดินหน้าขยายผล‘ศาสตร์พระราชา’ เคลื่อน‘โคกหนองนาโมเดล’ส่งเสริมขุดสระน้ำในไร่นา

วันศุกร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯได้จัดฝึกอบรมการขับเคลื่อนงาน “ศาสตร์พระราชา สู่โคกหนองนาโมเดล” ภายใต้โครงการลดต้นทุนการผลิตและพัฒนาศักยภาพเกษตรกรตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่โรงแรมบ้านเชียง อ.เมือง จ.อุดรธานี โดย “โคกหนองนาโมเดล” เป็นแนวคิดที่มาจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงงานในด้านการจัดการน้ำและป่า โดยแนวคิดนี้จะช่วยลดพื้นที่ภูเขาหัวโล้น การปลูกพืชเศรษฐกิจที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์แก่ผืนป่าของประเทศไทย พร้อมยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรในการทำเกษตรแนวใหม่ โดยจัดการพื้นที่ให้มีความเหมาะสมกับพื้นที่การเกษตร และอาศัยแหล่งน้ำเป็นสำคัญเป็นการผสมผสานเกษตรทฤษฎีใหม่เข้ากับภูมิปัญญาพื้นบ้าน ซึ่ง จ.อุดรธานี ได้เห็นความสำคัญในการทำโคกหนองนาโมเดลมาขยายผลในพื้นที่ โดย จ.อุดรธานี มีแหล่งน้ำชลประทานสำหรับใช้ในการทำการเกษตรเพียง 6% (พื้นที่ทำการเกษตรจำนวน 4.89 ล้านไร่) เมื่อประสบภัยแล้งจึงได้รับผลกระทบด้านการทำการเกษตรเป็นจำนวนมาก ดังนั้น จึงได้จัดให้มีการฝึกอบรมการขับเคลื่อนงาน “ศาสตร์พระราชา สู่โคกหนองนาโมเดล” ขึ้น เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่เข้าใจหลักการนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้ในพื้นที่การทำเกษตรของตนเองให้เหมาะสม โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมการฝึกอบรมจำนวน 400 คน ประกอบด้วย เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” ปี 2560 ในกลุ่มเอ คือเกษตรกรที่สามารถพัฒนาตนเองสู่เกษตรทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 และทำเป็นต้นแบบได้ ปราชญ์เกษตร ประธานศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ศาสตร์พระราชาถือเป็นตำราแห่งชีวิตที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงรวบรวมหลักการทำงานและวิธีการทำงานที่ทรงทำเป็นตัวอย่างตลอดระยะเวลา 70 ปี อย่างไรก็ตามในการแก้ปัญหาภัยแล้งนอกเขตชลประทาน จะต้องส่งเสริมให้เกษตรกรขุดสระน้ำในพื้นที่ของตัวเองในลักษณะหลุมขนมครก เพื่อเก็บกักน้ำฝนไว้ใช้ในฤดูแล้ง โดยเกษตรกรสามารถทำเองได้ รวมทั้งชุมชนต่างๆ ต้องให้ความสำคัญกับการขุดลอกห้วย หนอง คลอง บึง ต่างๆ ไว้รองรับน้ำฝน ทั้งหมดนี้ถือเป็นแนวทางตามศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงได้มีการออกแบบพื้นที่ตามหลัก โคก หนอง นา โมเดล หรือการสร้างหลุมขนมครกตามที่รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานแนวพระราชดำริไว้เป็นแนวทางการรับมือภัยพิบัติเรื่องน้ำ ทั้งน้ำท่วม และ
น้ำแล้ง ได้เป็นอย่างดีและมีประสิทธิภาพ

สำหรับแผนสืบสานศาสตร์พระราชาจะดำเนินการ 3 ระดับ 5 กลไก 7 ภาคส่วน ประกอบด้วย 3 ระดับ คือ ต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบระดับชาติ ระดับจังหวัด และระดับพื้นที่ 5 กลได้ คือ 1) กลไกการประสานงาน 2) กลไกบูรณาการแผน 3) กลไกการจัดการความรู้ 4) มีนวัตกรรมและสืบสาน และ 5) การสื่อสารสู่สังคม และ 7 ภาคส่วนคือ 1) ภาคประชาชน 2) ศาสนา 3) วิชาการ 4) สื่อมวลชน 5) ประชาสังคม 6) ภาครัฐ และ 7) ภาคเอกชน ซึ่งจะต้องร่วมมือกันขับเคลื่อนแผนสืบสานศาสตร์พระราชาให้เกิดผลอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

เกษตรฯเปิดหลักสูตรติวเข้ม พัฒนา‘นักบริหารระดับสูง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/311627

x

นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯได้จัดฝึกอบรมหลักสูตร นักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับสูง เพื่อพัฒนาศักยภาพและความสามารถของบุคลากรในระดับนักบริหารของหน่วยงานในสังกัด ให้สามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจสภาพความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อการบริหารและการปฏิบัติงาน ต้องก้าวตามให้ทันวิทยาการใหม่ๆ ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว เพื่อเตรียมความพร้อมแก่ผู้ดำรงตำแหน่งประเภทอำนวยการหรือเทียบเท่าในการเข้าสู่ตำแหน่งประเภทบริหาร ขยายโอกาสเข้าสู่ตำแหน่งรองอธิบดี รองเลขาธิการ หรือเทียบเท่าของผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้มีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยจัดการเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆ ให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้เรียนรู้และพัฒนาตนเอง และมีส่วนร่วมในการพัฒนาผู้อื่น

ด้าน นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลักสูตรดังกล่าวได้ถูกพัฒนาขึ้น และจัดขึ้นเป็นรุ่นแรกในครั้งนี้ เพื่อขอรับการประเมินจาก ก.พ. หากผ่าน
การประเมินแล้ว ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมดังกล่าว และมีคุณสมบัติตามที่สำนักงาน ก.พ. กำหนด จะสามารถเข้ารับการฝึกอบรมเสริมหลักสูตรนักบริหารระดับสูง (ส.นบส.) ของสำนักงาน ก.พ. และเมื่อผ่านหลักสูตร ส.นบส. แล้ว จะถือว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติเสมือนได้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูง (นบส.) ของสำนักงาน ก.พ. ซึ่งปัจจุบันมีหลักสูตรที่ก.พ. พิจารณาให้ผู้ผ่านการฝึกอบรมเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติเสมือนได้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพียงไม่กี่หลักสูตร ประกอบด้วย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการคลัง กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงยุติธรรม สถาบันพระปกเกล้า และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร บางหลักสูตรเท่านั้น

ไทยค้นพบ‘ช้างงาเอก’ พืชชนิดใหม่ของโลก-ฝีมือนักวิจัยม.เกษตรฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/311628

x

ไทยค้นพบ‘ช้างงาเอก’ พืชชนิดใหม่ของโลก-ฝีมือนักวิจัยม.เกษตรฯ

วันศุกร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ผศ.ดร.ฉัตรชัย เงินแสงสรวย อาจารย์ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า นักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ค้นพบ “ช้างงาเอก” ซึ่งเป็นพืชชนิดใหม่ของโลก โดยเป็นพืชไม้พุ่มสูง 1.2 ม. กิ่งเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก เป็นสี่เหลี่ยม เปลือกเรียบ เมื่ออ่อน สีเขียว เมื่อแก่สีน้ำตาลเข้ม มักมีช่องอากาศ เปลือกชั้นในสีเหลืองอ่อน ส่วนต่างๆ มียางสีขาว แล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน ตายอดอยู่ในซอกก้านใบที่ปลายกิ่งใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก รูปใบหอกแกมรูปไข่ รูปไข่ หรือรูปรี ปลายเรียวแหลมหรือแหลม แข็ง โคนเว้ากึ่งรูปหัวใจ ขอบเรียบและเป็นคลื่นเล็กน้อย หนา แผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ช่วงปลายพับหากันรูปคล้ายอักษรวี มักบิดและโค้งลง ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างสีเขียวอ่อนดอกแยกเพศต่างต้น ช่อดอกแบบช่อกระจุกสั้น ออกตามซอกใบที่ปลายกิ่งหรือตามซอกใบที่ใบร่วงแล้ว ดอกตูมมีกลีบเลี้ยงสีชมพูหรือสีชมพูอมเหลืองอ่อน ดอกบานสีเหลืองอ่อนหรือสีนวล

ช้างงาเอก กระจายพันธุ์ในประเทศทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดบึงกาฬ และจังหวัดนครพนม พบตามป่าดิบแล้งและชายป่าดิบแล้ง ที่สูงจากระดับทะเล 150-220 ม. ออกดอกเดือนธันวาคมถึงกรกฎาคม เป็นผลเดือนธันวาคมถึงเมษายน มักเป็นผลเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน ในต่างประเทศคาดว่าพบที่ลาว ช้างงาเอกมีกลุ่มประชากรขนาดเล็ก ชาวบ้านใช้รากเป็นพืชสมุนไพร นำไปดองเหล้า มีความเชื่อว่าเป็นยาบำรุงกำลัง เป็นสาเหตุทำให้จำนวนประชากรลดลง จึงจัดอยู่ในสถานภาพพืชมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์

เลาะรั้วเกษตร : ส่งสินค้าเกษตรทางไปรษณีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/311625

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ส่งสินค้าเกษตรทางไปรษณีย์

วันศุกร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

วันนี้อาจจะออกจากรั้วเกษตรไปไกลสักหน่อย……

เมื่อก่อนเมื่อพูดถึงไปรษณีย์ หลายคนจะนึกถึงแต่การส่งจดหมาย การส่งพัสดุ แสตมป์ และการส่งโทรเลข เพราะไปรษณีย์ให้บริการอยู่เท่านั้นภายใต้ภารกิจของ “กรมไปรษณีย์โทรเลข” ต่อมาในปี พ.ศ. 2520 มีการจัดตั้ง “การสื่อสารแห่งประเทศไทย” หรือ กสท. ขึ้น เป็นรัฐวิสาหกิจ มีภารกิจเกี่ยวกับการสื่อสารโทรคมนาคม และดึงงานของกรมไปรษณีย์โทรเลขมารวมอยู่ด้วย

กิจการของ กสท. ดำเนินการไปได้พักใหญ่ราว 26 ปี ในปี พ.ศ. 2546 รัฐบาลมีนโยบายแปรสภาพรัฐวิสาหกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ก้าวหน้าพัฒนาเทียบเท่าภาคเอกชน จึงมีการแปรสภาพการสื่อสารแห่งประเทศไทย หรือ กสท. เป็นบริษัท โดยแยกออกเป็น 2 บริษัท คือ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด หรือ ปณท. และบริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด หรือ เรียกกันสั้นๆ ว่า CAT

CAT ก็แข่งขันกับเอกชนที่ให้บริการด้านโทรคมนาคม การสื่อสาร โทรศัพท์เคลื่อนที่ค่ายต่างๆ ไปอย่างหืดขึ้นคอ ส่วน บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ไม่มีคู่แข่ง แต่ต้องแข่งกับตัวเอง เพราะการส่งจดหมาย การส่งโทรเลขต่างๆ มีเทคโนโลยีของโทรศัพท์เคลื่อนที่ และอินเตอร์เนตเข้ามาแทนที่ ผู้คนไม่ส่งจดหมายติดแสตมป์ทางไปรษณีย์ แต่ส่งทางอี-เมล หรือที่เรียกว่าไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์

ที่เท้าความย้อนหลังมากมายเพียงเพื่อจะบอกว่า บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ต้องแข่งกับตัวเอง ในการต่อสู้กับเทคโนโลยีที่เข้ามาแทนภารกิจบริการของไปรษณีย์ที่เคยมี เพื่อแสวงหารายได้เราจึงเห็นไปรษณีย์ฉีกแนวไปในเรื่องของการส่งพัสดุไปรษณีย์ ซึ่งแต่ก่อนมีเพียงพัสดุขนาดเล็ก แต่เดี๋ยวนี้รถมอเตอร์ไซค์ก็ส่งได้ แต่ก่อนมีแต่ของแห้งๆ เดี๋ยวนี้ของสดอย่างอาหาร เช่น แหนมเนือง ก็ส่งได้

ช่วงเทศกาลปีใหม่ เคยเห็นไปรษณีย์บริการรับส่งผลไม้ของขวัญปีใหม่ เช่น ส้ม และแตงเมล่อน จากฟาร์มของเกษตรกร ไปให้กับผู้รับภายในเวลา 1-2 วัน แต่ทั้งนี้ก็เป็นกิจกรรมที่ตกลงกันหรือเป็นคู่สัญญากันเป็นครั้งคราวไป

เมื่อเดือนมกราคม ปี 2560 ธ.ก.ส. ก็ร่วมกับบริษัท ไปรษณีย์ไทยฯ และ บริษัท ไทยธุรกิจเกษตร จำกัด ลงนามความร่วมมือกันในการช่วยเหลือเกษตรกรจำหน่ายข้าวสาร ณ ที่ทำการไปรษณีย์ และจัดส่งข้าวสารขนาดบรรจุต่างๆ ให้กับผู้รับทางไปรษณีย์

ล่าสุด มีข่าวเล็กๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์ เมื่อไม่กี่วันมานี้ว่า บริษัท ไปรษณีย์ไทยฯ ร่วมกับ กรมการค้าระหว่างประเทศทำโครงการ “Thai Smart Farmers Promotion จากท้องนา ส่งตรงถึงผู้บริโภค” โดยทำการจัดส่งข้าวสารที่สั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ http://www.thaitrade.com/rice ไปยังผู้รับปลายทางภายในเวลา 3-4 วัน สามารถใช้บริการได้ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทุกแห่งทั่วประเทศ

บริการดีๆ แบบนี้ก็น่าเชียร์กัน สินค้าเกษตรทั้งสดและแปรรูปมีมากมาย ถ้าจัดการและวางระบบให้ดี การส่งทางไปรษณีย์ก็น่าจะช่วยกระจายสินค้าได้มาก แต่เท่าที่เคยประสบกับตนเอง บริการของไปรษณีย์ในระยะหลังๆ ไม่ค่อยจะประทับใจ เช่น จดหมาย EMS แทนที่จะได้รับภายใน 1-2 วัน กลับช้าเป็นสัปดาห์ รวมทั้งข่าวที่มีผู้ส่งไปรษณีย์ลงทะเบียนประกันสิ่งของเสียหาย แต่ของที่ส่งกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย

ถ้าบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ยังปล่อยให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ผู้ใช้บริการจะวางใจได้อย่างไร คงถึงเวลาที่ต้องยกเครื่อง บริษัท ไปรษณีย์ไทยฯ อีกสักครั้งละกระมัง