ดูแลชีวิตเล็กๆ ในตู้อบ โอกาสรอดชีวิตทารกแรกเกิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/300354

ดูแลชีวิตเล็กๆ ในตู้อบ โอกาสรอดชีวิตทารกแรกเกิด

ดูแลชีวิตเล็กๆ ในตู้อบ โอกาสรอดชีวิตทารกแรกเกิด

วันพุธ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

วริษฏ์ ศรีประเสริฐ และ ปิยะพร มลชัยกุล กับน้องอันนา

จากรายงานขององค์การอนามัยโลก พบว่าในภูมิภาคอาเซียน สาเหตุการตายของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ร้อยละ 72 มาจากการคลอดก่อนกำหนด ซึ่งมักมีภาวะพิการแต่กำเนิดร่วมด้วย โดยประเทศไทยในแต่ละปีมีทารกเกิดใหม่ปีละ 700,000 คนเป็นทารกเกิดก่อนกำหนดประมาณ 100,000 คนและยังพบภาวะพิการแต่กำเนิดถึง 3% อาทิโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ภาวะแขนขาพิการ ปากแหว่งเพดานโหว่ กลุ่มอาการดาวน์ซินโดรมและภาวะน้ำคั่งในสมองแต่กำเนิด เป็นต้น นับเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ทำให้เสียชีวิต ซึ่งทารกกลุ่มนี้ต้องเข้ารับการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดภายในควบคุมอุณหภูมิร่างกายทารก ที่เรียกสั้นๆ ว่า “ตู้อบ” นั่นเอง

นายแพทย์สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ ให้ข้อมูลว่า ในการดูแลทารกภาวะวิกฤติที่ต้องใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์มากมาย เพราะทารกกลุ่มนี้มักมีอาการแทรกซ้อนต่างๆ อาทิ ภาวะปอดไม่สมบูรณ์ ทำให้หยุดหายใจ ภาวะโรคปอดเรื้อรัง ปัญหาลำไส้ การติดเชื้อในกระแสเลือด การมองเห็น การได้ยิน รวมทั้งพัฒนาการโดยรวมและน้ำหนักตัวที่น้อยของทารก เป็นต้น ซึ่งบางรายอาจต้องดำเนินการผ่าตัดหรือช่วยชีวิตทารกอย่างเร่งด่วน

“การนำทารกเด็กแรกเกิดที่มีภาวะเสี่ยงดังกล่าวเข้าตู้อบ เพื่อเป็นการควบคุมอุณหภูมิกายของทารกเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ทารกที่บอบบางต้องได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิร่างกายที่ไม่คงที่ ตู้อบจะช่วยควบคุมอุณหภูมิทารกให้คงที่ โดยที่แพทย์จำเป็นต้องสังเกตอาการของทารกที่นอนในตู้อบ โดยไม่ใส่เสื้อ ตลอดจนการให้อาหารทางสายในทารกตัวน้อยที่ยังดูดกลืนไม่เป็น แพทย์ก็ต้องสังเกตการรับนมทางหน้าท้อง และเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างใกล้ชิด จนกระทั่งทารกมีความพร้อม สามารถหายใจได้เอง ไม่หอบ น้ำหนักตัวดีขึ้น สามารถดูดกลืนเองได้ดี ออกจากตู้อบและอุณหภูมิตามปกติ ไม่มีภาวะแทรกซ้อน รวมทั้งให้แม่ได้ฝึกเลี้ยงทารกจนมั่นใจว่าสามารถดูแลที่บ้าน ติดตามและนัดตรวจสุขภาพร่างกาย ทุก 1-2 สัปดาห์ เพื่อติดตามและสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด”


ทารกแรกเกิดที่รักษาตัวภายในตู้อบ

ทั้งนี้ สถาบันสุขภาพเด็กฯ ได้วางนโยบายเพื่อเป็นศูนย์ดูแลทารกแรกเกิดป่วยและพิการครบวงจร ประกอบด้วย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านทารกแรกเกิด ศูนย์ความเป็นเลิศโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด และศูนย์ความเป็นเลิศด้านศัลยกรรมทารกแรกเกิด และศูนย์ความชำนาญพิเศษ (COSE: Center of Special Expertise) อีก 6 ศูนย์ ได้แก่ ตา, โสต ศอ นาสิก,กระดูกและข้อ, กายภาพบำบัด, พัฒนาการเด็ก และนมแม่ ซึ่งแต่ละปีมีผู้ป่วยเด็กที่เข้ารับการรักษาและรับส่งต่อมารักษาจากโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มากกว่า 2,000 คน โดยมีเตียงรองรับได้พร้อมกันเพียง 100 เตียง

“ปัจจุบัน สถาบันมีตู้อบเพียง 64 ตู้ ซึ่งใช้งานมาเกิน 12 ปี ถึง 25 ตู้ โดยใช้ตู้อบจำนวน 45 ตู้ในการใช้ดูแลทารกที่ไม่มีการเจ็บป่วยลุกลามมากนัก และตู้อบอีก 10 ตู้ ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อการรองรับและให้บริการของสถาบันฯ จึงได้จัดตั้งโครงการ “ให้โอกาสความรัก ให้โอกาสชีวิต (Give love a chance, Give life a chance)” เพื่อระดมทุนจัดซื้อเครื่องมือและครุภัณฑ์ทางการแพทย์ชั้นสูง ในการสนับสนุนการรักษาและบริการของสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี”

นายแพทย์สมเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมว่าตู้อบสมัยใหม่ เพื่อช่วยเหลือทารกคลอดก่อนกำหนดที่ทางสถาบันฯ จะจัดซื้อนั้น มีคุณสมบัติสำคัญดังนี้ มีระบบควบคุมอุณหภูมิทารก ทั้งวิธีใช้ อุณหภูมิกาย (skin mode) หรือใช้อุณหภูมิสิ่งแวดล้อมในตู้อบ (air mode), มีระบบปรับความชื้น (humidity) ให้เหมาะสมกับน้ำหนักและอายุครรภ์ทารก, มีระบบการชั่งน้ำหนักทารก และสามารถเก็บบันทึกเพื่อติดตามการเจริญเติบโตของทารกได้ โดยไม่ต้องเคลื่อนย้ายทารก ทั้งนี้เพราะทารกวิกฤติมักจะมีอุปกรณ์ช่วยชีวิตติดตามตัวมากมายหลายชนิด การเคลื่อนย้ายทารกอาจทำให้เกิดอันตรายได้, Incubator with radiant warmer มี 2 ระบบ คือ เป็น incubator และเปิดฝาตู้อบขึ้น จะสามารถเปลี่ยนเป็น radiant warmer (เครื่องให้ความอบอุ่นสำหรับทำหัตการ)ได้ ทำให้ไม่ต้องเคลื่อนย้ายทารกออกจากตู้อบเพื่อทำหัตถการต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มทารกน้ำหนักน้อยซึ่งมีความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนจากภาวะตัวเย็นได้, มีไฟส่องขณะทำหัตถการต่างๆ ที่สำคัญ เช่น การใส่สายสวนสะดือ การใส่สายสวนหลอดเลือด, ใช้ระบบ touch screen ในการตั้งค่าต่างๆ และมีระบบเก็บข้อมูลสามารถเปิดดูย้อนหลังได้ ซึ่งนับเป็นผู้ช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของทารกได้

วริษฏ์ ศรีประเสริฐ และ ปิยะพร มลชัยกุลพ่อและแม่ของ น้องอันนา หรือเด็กหญิงอลินนา ศรีประเสริฐวัย 1 ขวบ 5 เดือน โดยคุณพ่อวริษฏ์ เล่าว่า “น้องอันนาเป็นเด็กที่คลอดก่อนกำหนด ด้วยภาวะครรภ์เป็นพิษ เมื่ออายุครรภ์เพียง 6 เดือน น้ำหนักแรกคลอด500 กรัม และมีอาการติดเชื้อในกระแสเลือด ทำให้ต้องอยู่ในตู้อบที่อาจมีค่าใช้จ่ายกว่าหนึ่งล้านบาทต่อเดือน แต่ด้วยการดูแลรักษาจากโรงพยาบาลเด็กแห่งเดียวในประเทศ ทำให้ปาฏิหาริย์ที่พ่อแม่เฝ้ารอเป็นจริง”

สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีกรมการแพทย์ จึงขอเชิญชวนชาวไทยและผู้จิตศรัทธาร่วมมอบปาฏิหารย์ และโอกาสการมีชีวิตรอดให้กับเด็กทารกแรกเกิดที่มีความเสี่ยง จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยเครื่องมือและครุภัณฑ์ทางการแพทย์ชั้นสูง ในโครงการ “ให้โอกาสความรัก ให้โอกาสชีวิต (Give love a chance,Give life a chance)” เพื่อระดมทุนจัดซื้อเครื่องมือและครุภัณฑ์ทางการแพทย์ชั้นสูง แสดงความจำนงและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร.088-8744671

วงดนตรีโปรมูสิกา เตรียมเปิดการแสดง ผลงานเพลงของคีตกวีก้องโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/300393

วงดนตรีโปรมูสิกา เตรียมเปิดการแสดง ผลงานเพลงของคีตกวีก้องโลก

วงดนตรีโปรมูสิกา เตรียมเปิดการแสดง ผลงานเพลงของคีตกวีก้องโลก

วันพุธ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กลับมาสร้างความประทับใจให้คอเพลงคลาสสิกอีกครั้ง บทเพลงแห่ง หยิน หยาง ผลงานเพลงของคีตกวีก้องโลก วอล์ฟกัง อมาเดอุส โมสาร์ท โดยการบรรเลงของวงดนตรีโปรมูสิกา วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน ณ สถาบันเกอเธ่ ซอยสาทร 1

ในการแสดงครั้งนี้ วงดนตรีโปรมูสิกา เสนอการแสดงดนตรีเชมเบอร์ บรรเลงผลงานเพลงคีตนิพนธ์ของโมสาร์ทในยุคสุดท้ายของช่วงชีวิต ซึ่งวุฒิภาวะทางดนตรีของเขาก้าวขึ้นสู่ความรุ่งเรืองสูงสุด โดยผลงานควินเต็ท K.515 และ K.516 รังสรรค์ขึ้นในคริสต์ศักราช 1787 สำหรับการบรรเลงด้วยวงดนตรีเครื่องสาย 5 ชิ้น ประกอบด้วย ไวโอลิน 2 คัน วิโอล่า 2 คัน และเชลโล่ 1 คัน ซึ่งได้รับการเรียกขานเป็นพิเศษว่า “The viola quintets” เพื่อให้แตกต่างจาก “The cello quintets” ที่ประกอบด้วยเครื่องสาย เชลโล่ 2 คัน ของ ลุยอีจิ บอคเคอรินี่ คีตกวีชาวอิตาลี และฟรันซ์ ชูเบิร์ต คีตกวีชาวออสเตรีย บทเพลงทั้งสองบทของโมสาร์ท ซึ่งเป็นนวัตสังคีตในการสร้างรูปแบบใหม่ให้กับวงดนตรีเครื่องสาย 5 ชิ้น ได้กลายเป็นต้นกำเนิดของการรวมวงชนิดใหม่แห่งดนตรีเชมเบอร์ และเป็นแบบแผนที่นิยมต่อเนื่องมาตลอดจนถึงยุคศตวรรษที่ 19 และ 20

โดยโมสาร์ทได้สร้างสรรค์บทเพลงควินเต็ททั้งสองในบันไดเสียงเดียวกับบทเพลงซิมโฟนี 2 บทสุดท้ายอันลือลั่น กลับกลายเป็นบทเพลง “คู่แฝดคนละฝา” เยี่ยงอัตลักษณ์ของ “หยิน” และ “หยาง” ซึ่งปรากฏให้สัมผัสได้อย่างชัดเจนจากบทเพลง K.515 ในบันไดเสียง C major ซึ่งฉาบฉายแสงทองสดใสและงดงามอลังการ ในขณะที่คู่แฝด K.516 ในบันไดเสียง G minor ล้วนครอบงำด้วยความมืดมนรันทดสลดเศร้า ซึ่งผลงานเพลงทั้งสองนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นบทเพลงเชมเบอร์ชั้นเลิศที่สุดของโมสาร์ท อีกทั้งยังได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง สร้างคุณค่ามหาศาลให้แก่คีตศิลป์อย่างหาที่สุดมิได้


บอร์น เลา

สำหรับครั้งนี้ บรรเลงโดยวงโปรมูสิกาควอเต็ท โดย เลโอ ฟิลลิปส์, ทัศนา นาควัชระ, รวยชัย แซ่โง้ว และ ไอริส เรเกฟ พร้อมด้วยนักวิโอล่ารับเชิญ บอร์น เลา

ทั้งนี้ บอร์น เลา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากโรงเรียนดนตรี Colburn Conservatory of Music ในลอสแองเจลิส และประกาศนียบัตรจากสถาบันดนตรีเคอร์ติส (The Curtis Institute of Music.) เป็นนักดนตรีผู้ชนะรางวัลสำคัญที่สุดของโลกอย่างพริมโรสอินเตอร์เนชั่นแนล วิโอล่า คอมเพททิชั่น มาแล้ว (Primrose International Viola Competition 2014) เป็นหัวหน้ากลุ่มวิโอล่าของวงเคอร์ติส ซิมโฟนี ออเครสตร้า(Curtis Symphony Orchestra) และวงซานดิเอโก้ซิมโฟนี (San Diego Symphony)เคยมีผลงานการแสดงมาแล้วหลายประเทศทั่วโลก จะเปิดการแสดงวันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน ณ สถาบันเกอเธ่ ซอยสาทร 1เวลา 20.00 น. บัตรราคา 600 บาท (สำหรับนักเรียนนักศึกษา 100 บาท) สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.promusicabkk.com สำรองที่นั่ง : promusica.bkk@gmail.com

วาโก้โบว์ชมพู สู้มะเร็งเต้านม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/300355

วาโก้โบว์ชมพู สู้มะเร็งเต้านม

วาโก้โบว์ชมพู สู้มะเร็งเต้านม

วันพุธ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

โครงการ “วาโก้โบว์ชมพู สู้มะเร็งเต้านม” มอบเงินสมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ เพื่อสนับสนุนการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ด้อยโอกาส

วรเทพ อัศวเกษม รองผู้อำนวยการผลิตภัณฑ์วาโก้ อินทิรา นาคสกุล ผู้จัดการส่วนการตลาดผลิตภัณฑ์ชุดชั้นในวาโก้ บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย ณัฐชรินธรพงศ์สุภาจินตภา กรรมการบริหาร และ กัลยา โลหะวิจารณ์ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์ชุดชั้นใน บริษัทไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) ร่วมมอบเงินสมทบทุนจำนวน 1,000,000 บาท ให้กับมูลนิธิรามาธิบดีฯภายใต้โครงการ “วาโก้โบว์ชมพู สู้มะเร็งเต้านม” เพื่อสนับสนุนการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ด้อยโอกาส โดยมี ผศ.สุพัตรา ลีลาภิวัฒน์ กรรมการบริหารและเลขานุการมูลนิธิ เป็นผู้รับมอบ ณ มูลนิธิรามาธิบดีฯ เมื่อเร็วๆ นี้

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ชุดชั้นในวาโก้ ได้ร่วมกับ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ และสมาคมโรคมะเร็งแห่งประเทศไทยฯ สานต่อโครงการโรดโชว์การกุศล “วาโก้โบว์ชมพู สู้มะเร็งเต้านม ปี 2560” ซึ่งจัดต่อเนื่องขึ้นเป็นปีที่ 17 เพื่อรณรงค์และให้ความรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านมที่เป็นภัยร้ายอันดับหนึ่งของผู้หญิงไทย โดยมุ่งหวังเป็นส่วนช่วยกระตุ้นเตือนให้ผู้หญิงตระหนักถึงภัยร้ายนี้ และรู้จักวิธีดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันโรคอย่างถูกวิธีอีกทั้ง ยังร่วมระดมทุนหารายได้ช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเต้านมยากไร้ โดยมอบเงินบริจาคให้แก่โรงพยาบาลต่างๆและทุนสนับสนุนด้านงานวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ของไทยในการต่อสู้กับมะเร็งเต้านม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยให้ปลอดภัยจากโรคมะเร็งเต้านม

‘กุ๊กเกล-พนิตภัทร’ชวนเปิดช่อง’MONO 29’รอรหัสหน้าจอลุ้นรางวัลทุกชั่วโมง !!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/300942

'กุ๊กเกล-พนิตภัทร'ชวนเปิดช่อง'MONO 29'รอรหัสหน้าจอลุ้นรางวัลทุกชั่วโมง !!

‘กุ๊กเกล-พนิตภัทร’ชวนเปิดช่อง’MONO 29’รอรหัสหน้าจอลุ้นรางวัลทุกชั่วโมง !!

วันศุกร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 17.00 น.

กลับมาชวนแฟนๆ ช่อง MONO 29 และ dtac (ดีแทค)  ได้ร่วมสนุกกันอีกครั้ง  ในกิจกรรม “ดีแทค และ MONO29 แจกใหญ่!! ลุ้นขับเบนซ์ฟรี รวมรางวัล 4 ล้านบาท”  ในกติกาใหม่ ง่ายๆ เพียงเปิดช่อง MONO 29 ชมรายการตามปกติ ตั้งแต่เที่ยงวันถึงเที่ยงคืน ก็มีสิทธิ์ลุ้นรางวัลใหญ่สุดหรูได้แล้ว โดย กุ๊กเกล-พนิตภัทร ปิยะภาณีพงษ์ ผู้ประกาศ ช่อง MONO29 เป็นตัวแทนกล่าวถึงกิจกรรมนี้

“หลังจากกิจกรรม ดีแทค และ MONO29 แจกใหญ่!! ลุ้นขับเบนซ์ฟรี รวมรางวัล 4 ล้านบาท ออกไป กระแสการตอบรับจากแฟนๆ ช่อง MONO 29 ให้การตอบรับอย่างดีมากๆ ค่ะ ซึ่งทำให้ทีมงานได้คิดกติกาใหม่ให้แฟนรายการสามารถร่วมสนุกลุ้นรางวัลได้ง่ายกว่าเดิมค่ะ เพียงเปิดช่อง MONO 29 ชมรายการของช่องตามปกติ ตั้งแต่เที่ยงวันถึงเที่ยงคืน  เมื่อเห็นรหัสบนหน้าจอแล้ว (1 วัน มี 12 รหัส) ให้รีบพิมพ์ส่งมาที่หมายเลข 4155222  ตั้งแต่วันนี้ถึง 15 ธันวาคมนี้ แฟนรายการที่ร่วมสนุกส่งรหัสเข้ามา มีสิทธิ์ลุ้นรางวัลใหญ่เป็นรถยนต์ Mercedes-GLA-200 และ ทองคำ รวมมูลค่าของรางวัลกว่าสี่ล้านบาท ซึ่งแฟนช่อง MONO 29 สามารถร่วมสนุกได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งค่ะ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.mono-mobile.com/dtacbigsurprise/

ดึงความรู้สึกตัวละครผ่านเสียงร้องไม่ง่ายแต่’นาย ณภัทร’ทำได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/300943

ดึงความรู้สึกตัวละครผ่านเสียงร้องไม่ง่ายแต่'นาย ณภัทร'ทำได้

ดึงความรู้สึกตัวละครผ่านเสียงร้องไม่ง่ายแต่’นาย ณภัทร’ทำได้

วันศุกร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 16.00 น.

เป็นพระเอกน้องใหม่ที่หลายคนรอคอยผลงานละครเรื่องแรก แต่นอกจากละครเรื่อง “รักกันพัลวัน”แล้ว “นาย” ณภัทร เสียงสมบุญ ยังมีโอกาสได้ร้องเพลง “ฉันจะรอ” ประกอบละครอีกด้วย ซึ่งกว่าจะมีถึงผลงานวันนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกอย่างเริ่มจากการฝึกฝนและพัฒนาตัวเองมาตลอด “นาย” ได้เล่าถึงเส้นทางสายดนตรีให้ฟังว่า

“เริ่มจากคุณแม่ชอบพี่ก้อง สหรัถ ครับคุณแม่ก็เลยซื้อกีต้าร์ให้ เป็นกีต้าร์ตัวแรกของผม แต่ยังตั้งไว้ที่บ้านเฉยๆยังไม่ได้เล่นจนวันหนึ่งมีโอกาสได้ไปดูคอนเสิร์ตพี่ๆอัสนี วสันต์ ตอนนั้นประทับใจมาก และมีโอกาสได้ไปหลังเวทีพี่ๆก็ถามว่าเล่นกีต้าร์ไหม เดี๋ยวอีกหน่อยได้เล่นกีต้าร์แน่เลย จากนั้นกลับมาบ้านก็ฝึกเลยครับ ฝึกเอง ดูYOUTUBE ซื้อหนังสือมาอ่าน แล้วก็เล่นมาเรื่อยๆ พอเราเล่นกีต้าร์เราก็ต้องร้องฮัมเพลงไปด้วย พอมีโอกาสได้ร้องเพลง ก็รู้สึกว่ายังร้องไม่ดี เลยเริ่มเรียน เริ่มฝึกฝนพัฒนาตัวเองเรื่อยๆ พยายามทำทุกอย่างให้เต็มที่ ตอนที่รู้ว่าจะได้ร้องเพลงประกอบละคร ดีใจและเป็นเกียรติมากเพราะผมเคยดูละครแล้วเห็นพี่ณเดชน์ร้องเพลงประกอบละครจากนั้นผมก็เริ่มฟังเพลงละคร พอได้มาร้องก็ยินดีมาก เหมือนรู้คาแรคเตอร์ตัวละครดีอยู่แล้วและผมเองเคยร่วมงานกับพี่หนึ่ง ณรงค์วิทย์มาก่อนคุ้นเคยกัน พี่หนึ่งก็คอยช่วยเหลือเราตลอดตอนส่งเดโมมาก็มีโอกาสได้คุยกับพี่หนึ่งว่าต้องปรับอะไรบ้างมีการฝึกก่อนที่จะมาอัดร้อง สำหรับเพลงนี้ก็เป็นความรู้สึกที่อยากจะบอกรักแต่บอกไม่ได้ เหมือนไม่มีสิทธิ์ ผมเข้าใจความรู้สึกตัวละครอยู่แล้ว แต่พอเป็นเพลงจะมีความยากตรงที่ต้องดึงความรู้สึกตัวละครออกมาผ่านเสียงร้องให้ได้เพลงนี้ก็มีส่วนคล้ายกับประสบการณ์จริงของผมแต่ขอไม่บอกดีกว่า (หัวเราะ) ก็ฝากผลงานเพลงประกอบละครและละครเรื่องแรกของผมไว้ด้วยนะครับ”

‘ค้นพบตัวเอง’กับ’ครูเงาะ’แอ็คติ้งโค้ชตัวท็อปของเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/300934

'ค้นพบตัวเอง'กับ'ครูเงาะ'แอ็คติ้งโค้ชตัวท็อปของเมืองไทย

‘ค้นพบตัวเอง’กับ’ครูเงาะ’แอ็คติ้งโค้ชตัวท็อปของเมืองไทย

วันศุกร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 15.30 น.

ครูเงาะ -รสสุคนธ์ กองเกตุเจ้าของฉายาแอ็คติ้งโค้ชตัวท็อปของเมืองไทยประจักษ์ด้วยผลงานของเหล่าลูกศิษย์นักแสดงตั้งแต่รุ่นเล็กไปจนถึงรุ่นใหญ่ กับความเชื่อที่ว่า “การแสดงไม่ใช่เป็นเรื่องของพรสวรรค์ แต่เป็นเรื่องที่สามารถฝึกฝนและพัฒนาได้”

ด้วยประสบการณ์สอนการแสดงมากว่า17ปีในวงการบันเทิงและการเป็นครูผู้ช่วยสอนการแสดงที่ LEE STRASBERG THEATRE & FILM INSTITUTE นิวยอร์กทำให้พบว่าการแสดงเป็นวิชาที่มีหลากหลายอาชีพสนใจมาเรียนเพื่อเพิ่มทักษะมนุษย์ อาทิ หมอ ทนาย ครู ฯลฯครูเงาะจึงเชื่อว่าศาสตร์ของการแสดงสำคัญไม่น้อยสำหรับทุกคนไม่เฉพาะแค่นักแสดงแต่มันคือวิชาพัฒนาศักยภาพมนุษย์ ที่ทำให้เราได้รู้จักตัวเองอย่างลึกซึ้งและสามารถพาตัวเองไปสู่เป้าหมายที่เลือกได้อย่างมีศักยภาพ

จึงเป็นที่มาของโรงเรียน The Drama Academy by KruNgorสถาบันสอนศาสตร์การแสดงและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ที่“ใครๆก็เรียนได้”ผ่านการละครที่สนุกและให้ผลลัพธ์มากมายในการรู้จักตัวเองโดยแบ่งคอร์สการสอนเป็น 2 คอร์สได้แก่1. คอร์สการแสดงพิธีกร รับตั้งแต่เด็กอายุ 4ขวบจนถึงผู้ใหญ่ไม่จำกัดอายุ2. คอร์สพัฒนาบุคลิกภาพเพิ่มความมั่นใจฝึกการพูด และการค้นหาตัวเอง ซึ่งเปิดสอนทั้งบุคคลทั่วไปและสอนในระดับองค์กรผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่โทรศัพท์ 099 797 9615หรือติดตามกิจกรรมต่างๆที่ IG : the_drama_academy,Line : @thedrama , http://www.thedramaacademy.com

สะเทือน !! นครนิวยอร์ก ‘ปู ไปรยา’ มาในลุคสวยเฉียบสุดเรียบหรู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/301021

สะเทือน !! นครนิวยอร์ก ‘ปู ไปรยา’ มาในลุคสวยเฉียบสุดเรียบหรู

สะเทือน !! นครนิวยอร์ก ‘ปู ไปรยา’ มาในลุคสวยเฉียบสุดเรียบหรู

วันศุกร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 15.27 น.

ปู ไปรยา ลุนด์เบิร์ก Friend of Swarovski หนึ่งเดียวของประเทศไทย ร่วมงานกาล่าดินเนอร์การกุศล The Rescue Dinner  ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีโดย International Rescue Committee (IRC) องค์กรนานาชาติที่ให้ความช่วยเหลือด้านการรักษาพยาบาลและมนุษยธรรม โดยงาน The Rescue Dinner 2017 ปีนี้จัดขึ้นที่ New York Hilton Midtown ในมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยมีผู้เข้าร่วมงานทั้งจากองค์กรภาครัฐและเอกชน ทูตจากประเทศต่างๆ รวมถึงเหล่าคนดังในวงการ และสื่อมวลชน ร่วมกว่า 800 คน

ยิ่งไปกว่านั้น ปู ไปรยา เธอโดดเด่นด้วยเครื่องประดับจาก Swarovski  กับ Gardenia earrings ต่างหูลายดอกไม้ Statement และ Swarovski Remix Collection สร้อย minimal ซ่อนล็อคแม่เหล็กที่สามารถสวมใส่ได้หลากหลายรูปแบบ ประกอบกับชุดที่เรียบแต่ดูหรูเฉียบ เรียกได้ว่าการปรากฏตัวของเธอในงานระดับโลกแต่ละครั้ง ยิ่งทำให้เธอเป็นที่น่าจับตามองจากสายตาของสื่อดังๆระดับโลกยิ่งขึ้นไปอีก และครั้งนี้ถือว่าเป็นการกระโดดก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวงการคนดังระดับโลกอย่างเต็มตัวจริงๆ

ลูกสาววอนช่วย’กิตติ ดัสกร’อดีตดาวร้าย อาการป่วยทรุดหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/301004

ลูกสาววอนช่วย'กิตติ ดัสกร'อดีตดาวร้าย อาการป่วยทรุดหนัก

ลูกสาววอนช่วย’กิตติ ดัสกร’อดีตดาวร้าย อาการป่วยทรุดหนัก

วันศุกร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 14.53 น.

หลังดาวร้ายรุ่นใหญ่  “กิตติ ดัสกร” ประสบอุบัติเหตุรถยนต์ตกคลอง ก่อนลูกสาวนำตัวส่งโรงพยาบาล และแพทย์ตรวจพบโรคแทรกซ้อน ทั้งความดัน เบาหวาน ที่สำคัญยังมีอาการอัมพฤกษ์ขาไม่มีแรง ปากเริ่มเบี้ยว ต้องพักฟื้นที่ที่รพ.กลาง จากนั้นได้กลับมาพักฝืนอยู่ที่บ้าน

ล่าสุด “คิตตี้ ดัสกร” ลูกสาว โพสต์เฟซบุ๊กเผยอาการคุณพ่อว่า “คุณพ่อไม่สามารถเดินได้ กินข้าวต้องป้อนอยู่ตลอด ต้องกินเฉพาะข้าวต้ม ต้องใส่แพมเพิร์ส เบาหวานความดัน เส้นสมองจะแตก ขามีแผล แขนขาเริ่มผอมลงแล้ว จะเป็นอัมพฤกษ์ ลุกไม่ได้หัวจะฟาดพื้น ต้องพยุงเท่านั้น รักษาสามสิบบาทก็จริงค่ะ แต่มีค่าใช้จ่ายอย่างอื่นค่ะ เพราะไม่มีใครช่วยเลยญาติพี่น้อง ความกดดันหนูมีค่ะ เพราะต้องทำงานห่วงหน้าพะวงหลัง ใจเป็นทุกข์นะ ไม่เคยคิดทิ้งขว้าง ต้องหาเงิน มีความจำเป็น หาเงินมาซื้อข้าวให้คนป่วยกินทุกวัน”

“ต้องออกจากงานบริษัท เพราะตั้งแต่ไป ส่ง รพ. จนออกจาก รพ. หนูเป็นคนดูแลอยู่คนเดียวค่ะ หนูจำเป็นต้องออกมาโพสต์ค่ะ หนูไม่มีกำลังทรัพย์พอที่จะช่วยเหลือ ไม่มีที่พึ่งค่ะ รายได้น้อย ทำงานอยู่คนเดียว หนูขายของอยู่แถวตลาดนกฮูก นนทบุรีค่ะ ขอบคุณค่ะ”

ผู้ที่ต้องการช่วยเหลือ สามารถโอนเงินเข้าบัญชี กิตติ กลิ่นเกลี้ยง ธนาคารกรุงศรีอยุธยา หมายเลขบัญชี 2301495422

‘เจ้าสัวปั้น บัณฑูร ล่ำซำ’ – “น่าน ที่นี่แหละที่จะเป็นบ้านหลังสุดท้ายของผม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/301001

‘เจ้าสัวปั้น บัณฑูร ล่ำซำ’  -  “น่าน ที่นี่แหละที่จะเป็นบ้านหลังสุดท้ายของผม”

‘เจ้าสัวปั้น บัณฑูร ล่ำซำ’ – “น่าน ที่นี่แหละที่จะเป็นบ้านหลังสุดท้ายของผม”

วันศุกร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 14.52 น.

คุณบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย วันนี้ได้กลายเป็นพลเมืองจังหวัดน่านเต็มตัวไปแล้ว  ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เกิดและเติบโตที่นี่ และยังมีธุรกิจครอบครัวคือการบริหารแบงก์ใหญ่ระดับชาติที่ต้องดูแล คุณปั้นได้ลุกขึ้นมาเอาจริงเอาจังกับการแก้ไขปัญหาการอนุรักษ์ป่าน่าน ช่วยเกษตรกรน่านให้หลุดพ้นจากระบบทุนนิยมที่กำลังทำร้ายแบบไม่มีจุดจบ ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างพลเมืองดีที่อุทิศตนเพื่อประเทศชาติ เพราะคิดว่ามันคือส่วนหนึ่งใน ‘หน้าที่ของประชาชน’

ครั้งนี้คุณปั้น พาทัวร์ เปิดบ้านพักหลังใหญ่ ท่ามกลางขุนเขาที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติ ที่คุณปั้นย้ำว่า  “ที่นี่แหละจะเป็นบ้านหลังสุดท้ายของผม”  ก่อนจะพาเดินชมเรือนหลังเล็ก กับเรื่องเล่าที่มาของเรือนหลังนี้ทำเอาขนลุกเลยทีเดียว “ เฮือนแม่มะไฟ”  ที่สร้างขึ้นจากความเชื่อส่วนตัว ว่าเดิมเมื่อครั้งอดีตกาล มีผู้หญิงคนหนึ่งเค้าอยู่ที่นี่มานาน  ผมจึงสร้างเรือนให้เค้าอยู่เลย พร้อมพาชมภาพวาดของหญิงสาวจากจินตนาการที่ติดอยู่บนฝาผนัง

“สุดท้ายแล้ว เหมือนว่ามนุษย์เราถูกกำหนดให้เกิดมา เพื่อมีหน้าที่อะไรสักอย่าง เหมือนอย่างผมที่ถูกกำหนดให้เกิดมาเพื่ออุทิศความรู้ ความสามารถทั้งหมดที่ผมสั่งสมมาจากการทำงานทั้งชีวิต เพื่อมาวิเคราะห์ พัฒนา และแก้ปัญหานี้” 

“ถึงแม้ในวันที่คุณไม่รู้ว่า คุณชอบอะไร และสิ่งที่ทำอยู่ก็ไม่ชอบ แต่จำเป็นต้องทำ จงทำมันให้ดีที่สุด เพราะเราไม่สามารถรู้อนาคตได้หรอกว่า  การฝึกฝนบนหน้าที่ความรับผิดชอบทำหน้าที่ที่เราทำอยู่นั้น  อาจจะส่งผลให้เราได้ไปทำต่อในอีกจุดที่เหนือจิตนาการ และเป็นที่เรามีความสุขกับมันก็เป็นได้” 

ห้ามพลาด ! เรื่องราวของ “เจ้าสัวปั้น-บัณฑูร ล่ำซำ”  โดย พิธีกร “เปอร์-สุวิกรม”  แขกรับเชิญที่มาจะกระตุกต่อมคิด สร้างแรงบันดาลใจ พร้อมกับติดตามฟังเฉลยมายด์เซต ที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกงานและการดำเนินชีวิต “รายการเปอร์สเปกทิฟ”  คืนวันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน นี้ เวลา  21.00-22.00 น. ทางช่อง 9 MCOT HD

ห่างกัน13ปี’เป๊กกี้ ศรีธัญญา’เผยชีวิตรักจากเด็กบ้านแตกสู่ตลกสาวแฟนเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/300938

ห่างกัน13ปี'เป๊กกี้ ศรีธัญญา'เผยชีวิตรักจากเด็กบ้านแตกสู่ตลกสาวแฟนเด็ก

ห่างกัน13ปี’เป๊กกี้ ศรีธัญญา’เผยชีวิตรักจากเด็กบ้านแตกสู่ตลกสาวแฟนเด็ก

วันศุกร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 14.30 น.

นาทีนี้เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จักตลกสาวสุดสวยชั้นแนวหน้าของเมืองไทยอย่างสาว “เป๊กกี้ ศรีธัญญา” ที่ตอนนี้ลักกี้อินเกมและลักกี้อินเลิฟมากๆ ทั้งมีงานเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย และชีวิตส่วนตัวยังแฮปปี้อีกต่างหาก ล่าสุดได้ควงแฟนหนุ่มที่อายุห่างกัน 13 ปี มาเปิดตัวเป็นครั้งแรก อีกทั้งยังเล่าชีวิตในวัยเด็กที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน เพราะไม่เคยรู้เลยว่า พ่อที่เลี้ยงเธอมานั้นไม่ใช่พ่อแท้ๆ โดยเป๊กกี้ได้ควงฐากูรแฟนหนุ่ม มาเปิดใจว่า

ตอนแรกเจอกันได้ยังไง ?ฐากูร “คือผมไปรับแม่ เจอเค้าอยู่กับแม่”

แล้วไปทำอะไรกับแม่ ?เป๊กกี้ “คือตอนนั้นเป๊กอยากทำธุรกิจบางอย่าง เลยมีโอกาสได้เจอคุณแม่ของคุณฐากูรก็คุยเรื่องธุรกิจกันหลายต่อหลายครั้งแล้ว คุณแม่ฐากูรอายุเยอะกว่าเป๊ก เค้าอายุ 67 แล้ว ก็มีเจอกันหลายครั้งอยู่แต่มีอยู่ครั้งนึงเค้าไปรับคุณแม่เค้า เราไม่เห็นเค้า แต่เค้าอ่ะเห็นเรา”

เห็นปุ๊ปแล้วชอบเลยมั้ย ?ฐากูร “ชอบเลยครับ”

ชอบอะไรในตัวเค้า ?“ผมไม่รู้ว่ามันคือความรู้สึกอะไร แต่ผมรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้มีอะไรบางอย่างที่ผมชอบอยู่ในใจ พอหลังจากนั้นปุ๊ปกลับมาผมก็รีบเสิร์ชหาเลย ถามคุณแม่ก่อนว่าเค้าชื่ออะไร ตอนนั้นเค้ายังไม่ใช้ชื่อ เป๊กกี้ ศรีธัญญา เลย”

ชื่อจริงๆคือ ?เป๊กกี้ “ชื่อจริงๆคือ ดรุณี สุทธิพิทักษ์ ตอนนั้นอ่ะทำงานอยู่ในวงการบันเทิงแล้วหละ แต่ว่ายังไม่มีชื่อเสียงมาก ยังไม่โด่งดังมาก ก็เล่นละครบ้าง ออกรายการบ้าง คนรู้จักยังไม่เยอะ”

แล้วเป๊กกี้ ศรีธัญญา ใครเป็นคนตั้ง ?เป๊กกี้ “โชคดีมีโอกาสได้ไปออกรายการ กิ๊กดู๋ วันนั้นมีคนดูเยอะมากเค้ารอดู หญิงลี ศรีจุมพล เป๊กก็ได้ไปออก พอไปออกปุ๊ป พี่ตั๊ก ศิริพร เค้าก็พูดขึ้นมาว่า หญิงลีเค้าศรีจุมพล งั้นเป๊กกี้ ศรีธัญญา ก็แล้วกัน ก็เลยใช้ชื่อนี้ตั้งแต่นั้นมาเลยค่ะ”

ครั้งแรกที่เห็นแล้วรู้สึกประทับใจแล้วไปเสิร์ชกูเกิ้ล คิดจะจีบเค้าเลยหรอ ?ฐากูร “คิดเลยครับ เริ่มจากแอดเฟซบุ๊กก่อนแล้วก็ทักเค้าไปว่าวันนั้นผมที่ไปรับแม่นะครับ แล้วก็บอกเค้าไปต่างๆ เค้าก็ไม่ตอบอะไร เค้าก็รู้สึกว่าผมเป็นคนแปลกหน้า ไม่ได้ตอบอะไร

เป๊กกี้ “คือตอนนั้นเราไม่รู้ว่าใครในการที่เล่นโซเชี่ยลในยุคนั้น ใครก็ไม่รู้มาคุย เราก็ถามเค้าไปว่า ใครคะ เราก็เลยรู้ว่าอ๋อลูกคุณน้อย ก็คุยกันมาเรื่อยๆ ตอนนั้นเราก็ว่างอยู่ซักพักนึงแล้วหละ”

ความรู้สึกที่ทำให้รู้สึกว่า เป็นคนที่ใช่ มันเริ่มตอนไหน ?เป๊กกี้ “คือต้องบอกก่อนเลยว่า คุณฐากูรเค้าเป็นคนดีจากเนื้อแท้จริงๆ เค้าจะเป็นหนุ่มหวานๆ เค้าไปทานข้าวกับเรา เค้าเป็นมังสวิรัติมาสิบกว่าปี แล้วเค้าก็ไม่บอกเป๊กเลยว่าเค้าเป็นมังสวิรัติ แล้วเป๊กก็ไปทานอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ทุกอย่าง ไปทานข้าวมันไก่เค้าก็ทานแต่ข้าวเปล่า เราก็เลยเปลี่ยนไปทานข้าวขาหมูเค้าก็ไม่ทานหมูอีก กว่าเค้าจะบอกเรา เราไปทานข้าวกันหลายมื้อมากกว่าเป๊กจะรู้ว่าเค้าเป็นมังสวิรัติ”

หลายคนจะมองว่า เราจริงใจต่อกันรึเปล่า เพราะอายุห่างกันถึง 13 ปี ?เป๊กกี้ “มีค่ะ คือตอนนั้นที่เค้าจีบเราเป็นแฟน เราก็ยังไม่ได้บอกใครแล้วยุคนั้นเมื่อ 5-6 ปีก่อน การที่ผู้หญิงจะมีแฟนเด็กกว่ามันเป็นที่จับตามองอยู่แล้ว ไม่ผู้ชายมาเกาะผู้หญิงก็กินเด็ก ดูไม่ดี แล้วมีวันนึงเราไปทานข้าวกับเพื่อนกลุ่มใหญ่แล้วเรายังไม่ได้บอกเพื่อนว่าคนนี้คือใคร สถานะคืออะไร แต่เค้าก็เดินออกไปจับไมค์แล้วพูดเลยว่าต่อจากนี้เค้าจะขอจีบเราเป็นแฟนนะ แล้วเค้าก็จะดูแลเราเป็นอย่างดี เพื่อนบางคนก็ยี้ เพื่อนบางคนก็มองว่ามันสวยงาม”

จะแต่งงานกันมั้ย ? ฐากูร “แต่งอยู่แล้วครับคนนี้ ยังไงก็แต่ง”

เราชอบผู้หญิงอายุเยอะอยู่แล้วรึป่าว ?ฐากูร “คือผมไม่ได้มีสเป็กว่าผู้หญิงที่จะเข้ามาต้องมีอายุเยอะกว่าหรือน้อยกว่า แค่เป็นคนที่ผมชอบ คบกันแล้วก็คุยกันรู้เรื่อง”

เป๊กกี้ “บางคนเค้าอาจจะคิดว่าความรักของเรามันเป็นความรักที่ต่างขั้ว ผู้ชายจะคิดอะไรไม่ดีกับผู้หญิงหรือผู้หญิงคิดจะหลอกกินเด็กหรือเปล่า แต่เป๊กก็ฝ่าฟันและคบกันมาแล้วก็พิสูจน์ด้วยกันทั้งสองคนว่าความรักของเราช่างดีและสวยงามมาก เป๊กอยู่ด้วยกันวันนึง 24 ชม ทุกๆวันเกือบ 5 ปีแล้ว การทะเลาะของเราน้อยมาก เราใช้วิธีการเข้าใจและอดทน เป๊กทะเลาะกับฐากูรเรื่องใหญ่ๆไม่ถึง 3 ครั้งเลย”

เห็นว่าสมัยนั้นสู้ชีวิตมากจริงหรอ ?เป๊กกี้ “สู้ค่ะ คือเป๊กโตมากับคุณแม่แล้วก็ไม่รู้ว่าพ่อจริงๆคือใคร แล้วก็มีพ่อเลี้ยงอยู่คนนึงเดิมทีเราก็นึกว่าคนนี้คือพ่อของเราจริงๆ แล้วก็มีคุณป้าข้างบ้านหวังดี ระหว่างที่เราวิ่งเล่นอยู่ก็มากระซิบบอกเราว่าคนเนี้ยไม่ใช่พ่อนะ เป๊กก็ร้องไห้แล้ววิ่งกลับไปหาแม่เลย เรากลับไปถามแม่ว่าคนนี้ไม่ใช่พ่อจริงๆหรอ เป๊กถึงไม่เคยเอ่ยกับรายการไหนเลย เป๊กจะบอกว่า เป๊กโตมากับคุณแม่ไม่เคยรู้จักคุณพ่อเลย ซึ่งเป๊กก็ไม่รู้จักจริงๆ แต่ก็ไม่เคยเอ่ยถึงพ่อเลี้ยงเพราะเราไม่อยากเอาเรื่องจริงนี้มาคุย เพราะมันเป็นเรื่องสะเทือนใจเรา”

แล้วทุกวันนี้ยังได้เจอหน้าพ่อเลี้ยงหรือได้รู้จริงๆรึยังว่าพ่อแท้ๆเราเป็นใคร ?“เป๊กไม่ได้เจตนาจะตามหาพ่อแท้ๆ เพราะเรื่องมันก็ผ่านมาแล้ว แต่พ่อเลี้ยงของเป๊กดีมากกับเป๊กนะคะ ระหว่างที่ท่านเลี้ยงเป๊กมา ท่านดูแลเราเป็นอย่างดี จนเรารู้ว่าเค้าไม่ใช่พ่อแท้ๆ ของเรา เราเลยรู้สึกเป็นอื่น แม่เราก็เลยจัดการหาบ้านให้เราอยู่อีกหลังนึงกับพี่เลี้ยง เราก็โตมาแบบนั้น แต่บ้านก็อยู่ติดๆ กัน จนอยู่มาวันนึงคุณแม่เสียชีวิต เราก็ยิ่งเฮิร์ทหนักคิดว่าเค้าดูแลแม่เราไม่ดี หลังจากนั้นเป๊กก็โทษพ่อเลี้ยง หลังจากเสร็จงานศพเป๊กเก็บของเท่าที่เก็บได้แล้วก็ออกไปอยู่บ้านเพื่อนโดยที่ไม่เอาแม่แต่เงินออกมาเลย”

แล้วพ่อเลี้ยงเค้าไม่มาตามหรอ ?“จริงๆบ้านก็ไม่ได้ไกลจากบ้านเดิมมากนะ แต่เป๊กคือไม่พูดด้วยเลยคือโกรธ คิดว่าเค้าดูแลแม่ของเราไม่ดี แต่เนื่องด้วยความโง่เขลาของเราตอนนั้น เราเลยคิดแบบนั้น”

ทุกวันนี้ได้เจอพ่อเลี้ยงอีกมั้ย ?“เป๊กย้ายมาอยู่กับคุณลุงที่ชลบุรีได้ 7-8 ปี เป๊กก็กลับไปหาเค้าที่บ้าน เพราะได้ข่าวว่าดื่มหนัก ด้วยความที่เราคิดได้แล้ว เราก็เลยกลับไปบอกเค้าว่า พ่อเพลาๆ ดื่มหน่อยนะ เผื่อว่าวันนึงเราจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีก ท่านร้องไห้นะคะ หลังจากนั้นมาไม่นานท่านก็เสียชีวิตลง วันเดียวกับที่แม่เราเสียชีวิต”

ตอนที่กลับไปหาคุณพ่อมีการขอขมาเป็นเรื่องเป็นราว ?“เป๊กก็กราบขอขมา ขออภัยด้วย ว่าตอนนั้นเป๊กยังเป็นเด็ก เป๊กยังโง่เขลา เป๊กอาจะเฮิร์ทในเรื่องของแม่ ทำให้แบบพูดจารุนแรงไป ท่านก็ร้องไห้ เป๊กก็ร้องไห้”