รณรงค์ลดการหักซํ้าของกระดูกสะโพกในผู้สูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/300358

รณรงค์ลดการหักซํ้าของกระดูกสะโพกในผู้สูงอายุ

รณรงค์ลดการหักซํ้าของกระดูกสะโพกในผู้สูงอายุ

วันพุธ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

โรคกระดูกพรุน ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-CommunicableDisease หรือ NCDs) ที่นับว่ามีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าโรคร้ายแรงอื่นๆ เพราะแม้ว่าจะเป็นโรคที่ไม่สามารถมองเห็น หรือไม่รู้สึกเจ็บปวดได้อย่างชัดเจนในขณะที่มวลกระดูกกำลังลดลงเรื่อยๆ จากภาวะกระดูกพรุน แต่เรียกได้ว่าเป็น “ภัยเงียบ” ที่ก่อให้เกิดภาวะที่รุนแรงตามมาจากอาการกระดูกหักได้ เพราะความเปราะบางของกระดูก ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บ ภาวะกระดูกหักซ้ำ(Capture the Fractures) ทุพพลภาพและอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ในที่สุด

กระทรวงสาธารณสุขและราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของอันตรายจากภาวะดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ในปีนี้จึงได้ร่วมกันจัดตั้ง โครงการรณรงค์ลดการหักซ้ำของกระดูกสะโพกในผู้สูงอายุ เพราะนับเป็นปัญหาที่สำคัญของภาวะโรคกระดูกพรุนและเนื่องใน“วันกระดูกพรุนโลก” ในวันที่ 20 ตุลาคม ของทุกปี ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาระบบสาธารณสุขและการแพทย์ไทยไปสู่ยุค 4.0 ที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพดี

ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทรรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมกับ ราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในราชวิทยาลัยแพทย์/วิทยาลัยวิชาชีพของประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรสูงสุดของการฝึกอบรมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่มีองค์ความรู้ การสร้างนวัตกรรม และมีสมาชิกทั่วประเทศ ร่วมกันหารือถึงความร่วมมือในการดำเนินงานด้านการผลิตและพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ พัฒนาระบบบริการแก่ประชาชน และความร่วมมืออื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ รวมถึงร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรมขึ้น ซึ่งในปีนี้ได้จัดตั้ง โครงการรณรงค์ลดการหักซ้ำของกระดูกสะโพกในผู้สูงอายุ เนื่องจากปัญหาการหักซ้ำของกระดูกสะโพก อันเนื่องมาจากภาวะโรคกระดูกพรุน สามารถนำไปสู่ความพิการและเสียชีวิตในอัตราที่สูง ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจในการป้องกัน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะสามารถนำไปดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดียิ่งขึ้น

โดยปกติแล้วตั้งแต่วัยเด็ก กระดูกในร่างกายจะมีการสร้างเซลล์ใหม่และสลายเซลล์กระดูกเก่าอยู่ตลอดเวลา ซึ่งอัตราการสร้างเซลล์กระดูกใหม่จะมีสูงมาก ต่อมาเมื่ออายุ  25-40 ปี อัตราการสร้างกระดูกและสลายกระดูกจะเท่ากันอยู่ในภาวะสมดุลจนกระทั่งเมื่ออายุ 40-50 ปีขึ้นไป  อัตราการสลายกระดูกจะเริ่มมีมากกว่าการสร้างเซลล์กระดูกหมายความว่า มวลกระดูกจะค่อยๆ ลดจำนวนลง โครงสร้างภายในของกระดูกจะถูกทำลายจนเกิดเป็นรูพรุนลักษณะคล้ายกับฟองน้ำเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนขึ้นโดยมีสัญญาณที่สามารถสังเกตได้เช่น อาการปวดตามบริเวณเอว หลัง ข้อมือ หรือรูปร่างที่เปลี่ยนแปลงไป หลังโก่ง ไหล่งุ้ม หรือเตี้ยลงเป็นต้น โดยกระดูกบริเวณที่พบว่ามีโอกาสหักได้บ่อย ได้แก่ กระดูกหลัง กระดูกสะโพก กระดูกข้อมืออัตราการเกิดโรคกระดูกพรุนในผู้หญิงจะมีโอกาสเสี่ยงมากกว่าผู้ชาย 2-3 เท่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้หญิงช่วงวัยหมดประจำเดือน เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่มีส่วนช่วยในการสร้างกระดูกจะลดต่ำลงมาก จึงทำให้เกิดภาวะสลายเซลล์กระดูกมีมากกว่าการสร้างเซลล์กระดูก

จากระบบการแพทย์และสาธารณสุขที่มีการพัฒนามากขึ้นกว่าในอดีต ทำให้อัตราเฉลี่ยของอายุของคนไทยจะยืนยาวมากขึ้น มีการคาดการณ์ว่า ในปีพ.ศ.2593 คนไทยจะมีอายุเฉลี่ยจากปัจจุบัน 74 ปี เป็น 84 ปี 1 ใน 5 ของผู้หญิงช่วงอายุ 40-80 ปีจะมีภาวะของโรคกระดูกพรุน มีความชุกของโรคกระดูกพรุนที่บริเวณกระดูกต้นขาและกระดูกบั้นเอว ในผู้หญิงอายุมากกว่า 40 ปี ถึงร้อยละ 13.6 และมีอุบัติการณ์ของภาวะกระดูกสะโพกหักในผู้หญิงผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป จำนวนเฉลี่ย 368 คนใน 1 แสนคนต่อปี ผู้ชายมีจำนวนเฉลี่ย 136 คนใน 1 แสนคนต่อปี โดยมีความสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตหลังจากกระดูกสะโพกหักร้อยละ 2.1 ของผู้ที่อยู่ในช่วงการรักษาในโรงพยาบาล และมีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 17 ในช่วง 1 ปีแรก นอกจากนี้แล้วยังมีจำนวนผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน ที่ไม่ได้รับการดูแลในเรื่องการบริโภคแคลเซียม การได้รับวิตามินดี หรือการออกกำลังกายที่เพียงพอ รวมถึงการไม่ได้รับยาในกลุ่มที่ช่วยลดการทำลายกระดูก (Antiresorptive agents)

แนวทางการดูแลสะสมมวลกระดูกให้กระดูกแข็งแรง ไม่แตกหักง่ายด้วยการบริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการโดยเฉพาะอาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ นม โยเกิร์ต ถั่วเหลือง ถั่วเขียว งาดำ งาขาว ปลาตัวเล็กที่รับประทานทั้งกระดูก กุ้งแห้ง กะปิ รวมถึงผักใบเขียว เช่น คะน้า ตำลึง บรอคโคลี่ นอกจากนี้ ยังต้องได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอ เพราะโปรตีนเป็นส่วนสำคัญของกล้ามเนื้อด้วยเช่นกัน หากผู้สูงอายุที่ได้รับโปรตีนน้อยลง จะทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะกล้ามเนื้อล้าอ่อนแรง มวลกล้ามเนื้อลดลง ซึ่งเมื่อเกิดอุบัติเหตุหกล้ม อาจจะทำให้กระดูกหักได้ รวมถึงควรได้รับ วิตามินดีจากแสงแดดในช่วงเช้าหรือช่วงที่แดดไม่จัดเกินไป เพราะนอกจากจะช่วยสร้างความแข็งแรงให้กระดูกแล้ว ยังช่วยการดูดซึมแคลเซียมได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงการออกกำลังกายที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้กระดูกและกล้ามเนื้อแข็งแรง เป็นการป้องกันไม่ให้กระดูกแตกหักง่ายอีกด้วย

ผุดโครงการ ‘อุทยานการเรียนรู้แห่งยุวเกษตรกรรม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/300391

ผุดโครงการ ‘อุทยานการเรียนรู้แห่งยุวเกษตรกรรม’

ผุดโครงการ ‘อุทยานการเรียนรู้แห่งยุวเกษตรกรรม’

วันพุธ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

วินัย สมเด็จ สคูล พาร์ทเนอร์ บมจ.ซีพีออลล์, ประหยัด ทัพธานี, อุทธา นัยติ๋บ ร่วมเปิดอุทยานการเรียนรู้แห่งยุวเกษตรกรรม

“อุทยานการเรียนรู้แห่งยุวเกษตรกรรม” โรงเรียนอนุบาลดงมหาวัน จังหวัดเชียงราย เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ในประเทศไทย ร่วมกับภาครัฐภาคประชาสังคม สนับสนุนโครงการสานพลังประชารัฐ ด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ หรือ CONNEXT ED เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริงดึงจุดแข็งด้านเกษตรกรรมที่มีในชุมชนให้เยาวชนได้ “เรียนรู้ รักษา และพัฒนาต่อยอด” เกิดเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้กับเยาวชน และชุมชนอย่างยั่งยืน

ประหยัด ทัพธานี ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลดงมหาวัน กล่าวถึงการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการโรงเรียนประชารัฐว่า หลังจากโรงเรียนได้รับคัดเลือกจึงได้วางแผนร่วมกับผู้นำรุ่นใหม่ในการพัฒนาการศึกษาของซีพี ออลล์ หรือ School Partner คณะครู คณะกรรมการการศึกษา และผู้นำชุมชน ดึงจุดเด่นของชุมชนด้านเกษตรกรรมเกิดเป็น “อุทยานการเรียนรู้แห่งยุวเกษตรกรรม” ประกอบไปด้วย 7 ศูนย์การเรียนรู้ โดยนักเรียนชั้นอนุบาล 1-2เลี้ยงปูนาในบ่อ, ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เลี้ยงกบ,ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เลี้ยงปลาดุก, ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เลี้ยงไก่พื้นเมือง, ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เลี้ยงไก่ไข่, ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5เพาะเห็ดนางฟ้า และชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เลี้ยงปลาทับทิมในกระชัง


วินัย สมเด็จ ติดตามความคืบหน้าของโครงการ

“โดยกิจกรรมที่เกิดขึ้นได้รับความร่วมมือ ร่วมใจจากชุมชนเป็นอย่างดี นักเรียนเกิดความกระตือรือร้นอยากเรียนรู้ อีกทั้งประโยชน์ที่นักเรียนจะได้คือประสบการณ์ ที่สามารถสร้างอาชีพที่เหมาะสมในท้องถิ่น ซึมซับวิถีชีวิตของชุมชนเกิดเป็นความรักความหวงแหน หากในอนาคตเด็กๆ ไม่ออกไปทำงานนอกพื้นที่ก็สามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพ สร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นในชุมชนได้”

ด้าน ธานินทร์ บูรณมานิต กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่นในประเทศไทย กล่าวว่า โครงการผู้นำเพื่อพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน CONNEXT EDเป็นโครงการภายใต้นโยบายสานพลังประชารัฐ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศที่สอดคล้องกับนโยบายด้านการส่งเสริมการศึกษาพัฒนาเยาวชนของซีพี ออลล์ ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องกว่า 22 ปี ตั้งแต่ปี 2538

“หวังว่าการร่วมมือผนึกกำลังสนับสนุนโรงเรียนประชารัฐ โดยการส่งเสริมให้พนักงานซีพี ออลล์ ในนามตัวแทนผู้นำรุ่นใหม่ขององค์กรได้นำความรู้ ความสามารถที่มีไปต่อยอดสร้างสรรค์ประโยชน์ให้เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกองค์กรเช่นนี้ น่าจะมีส่วนช่วยสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ความคิดใหม่ๆที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงให้กับชุมชน และสังคมในทางที่ดีขึ้นได้ตามสมควร”


เด็กหญิงพจมาน สว่างธนานันต์ หรือ น้องฟิน

ขณะที่ เด็กหญิงพจมาน สว่างธนานันต์ หรือ น้องฟิน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เล่าถึงภารกิจในแต่ละวันว่า มีหน้าที่ดูแลปลาทับทิมในกระชังจะต้องมาให้อาหารปลาทุกๆ เช้า-เที่ยง-เย็น และคอยสังเกตว่าในบ่อมีปลาตายหรือไม่ โดยต้องเรียนรู้ปรับเปลี่ยนหาวิธีว่าจะทำอย่างไรไม่ให้ปลาในบ่อตาย ซึ่งกิจกรรมนี้ทำให้ตนเองและเพื่อนได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ รู้สึกมีความสุข และสนุกที่ได้เห็นปลาค่อยๆ เติบโตจากการเลี้ยงดูของตนและเพื่อนๆ

อุทธา นัยติ๋บ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 12 รับหน้าที่ดูแลศูนย์การเรียนรู้บ่อเลี้ยงปลาดุกของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 บอกเล่าถึงการมีส่วนร่วมในกิจกรรมนี้ว่า การสร้างโรงเรือนทั้ง 7 แห่ง ชาวบ้านได้เล็งเห็นความสำคัญที่ลูกหลานจะได้รับ จึงได้ร่วมแรง ร่วมใจช่วยกันสร้าง “อุทยานการเรียนรู้แห่งยุวเกษตรกรรม” 1 ชุมชน 1 โรงเรือนพร้อมทั้งสนับสนุนให้คนในชุมชนที่มีองค์ความรู้และประสบการณ์ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงปลา เลี้ยงกบ เลี้ยงไก่มาสอนเด็กๆ ให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ และความเข้าใจในกิจกรรมของแต่ละศูนย์การเรียนรู้

“หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเด็กๆ จะเกิดจิตสำนึกรักและหวงแหนบ้านเกิดเห็นความสำคัญการทำการเกษตรของชุมชน ซึ่งเป็นวิถีชีวิตและองค์ความรู้ที่ตกทอดมาตั้งแต่ปู่ ย่า ตา ยาย และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปสร้างอาชีพ สร้างรายได้เลี้ยงตัวเองต่อไปในอนาคต”

เปิดสอนหลักสูตรดนตรีศึกษา‘ยามาฮ่า’ เจาะกลุ่มนักเรียนนานาชาติสิงคโปร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/300385

เปิดสอนหลักสูตรดนตรีศึกษา‘ยามาฮ่า’ เจาะกลุ่มนักเรียนนานาชาติสิงคโปร์

เปิดสอนหลักสูตรดนตรีศึกษา‘ยามาฮ่า’ เจาะกลุ่มนักเรียนนานาชาติสิงคโปร์

วันพุธ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ กรุงเทพ มั่นใจเลือกหลักสูตร “ยามาฮ่า”ที่นักเรียนทั่วโลกนิยมมากที่สุดพร้อมยกระดับมาตรฐานการเรียนการสอนดนตรีเยาวชนนานาชาติที่อยู่ในเมืองไทย

การลงนามความร่วมมือพันธมิตรขยายธุรกิจโรงเรียนดนตรีครั้งนี้ โดย แนนซี่ ชูพึ่งอาตม์ ผู้บริหารโรงเรียนดนตรียามาฮ่า เดอะคริสตัล และ มร.เคลวิน โคห์ ประธานกรรมการบริหาร โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ เพื่อเปิดสอนดนตรีศึกษาหลักสูตร “ยามาฮ่า” ตอบโจทย์ความต้องการของนักเรียนเยาวชนนานาชาติที่อยู่ในเมืองไทย และที่มีใจรักดนตรีในโรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ กรุงเทพ หรือ SISB  สาขาเหม่งจ๋าย ได้เรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์ดนตรีจากครูโรงเรียนดนตรียามาฮ่า เดอะคริสตัล และนักวิชาการจากสถาบันดนตรียามาฮ่า ตลอดจนได้รับการสนับสนุนจาก ดร.พีรวัฒน์ ชูเกียรติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามดนตรียามาฮ่าจำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายเครื่องดนตรี-เครื่องเสียงคุณภาพระดับโลก YAMAHA และเป็นผู้นำหลักสูตรดนตรีศึกษา “ยามาฮ่า” รายแรกของเมืองไทย

ที่สำคัญ จุดเด่นของหลักสูตรยามาฮ่า มีการพัฒนาดนตรีที่ไม่เคยหยุดนิ่ง และเพิ่มความสมบูรณ์ของดนตรีอย่างลงตัวที่สุด โดยหลักสูตร Yamaha Music Worldwide Education System มาตรฐานระดับโลก การันตีโดยยามาฮ่ามิวสิคฟาว์ชั่น ประเทศญี่ปุ่น ที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากนักเรียนทั่วโลกกว่า 40 ประเทศทั่วโลก เพราะเชื่อว่าไม่ว่าจะเด็กชาติไหนๆ ก็มีดีกรีความสามารถทางดนตรีที่เก่งไม่แพ้กัน

คุณแหน : 1 พฤศจิกายน 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/300397

คุณแหน :  1 พฤศจิกายน 2560

คุณแหน : 1 พฤศจิกายน 2560

วันพุธ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ll พระราชพิธีอันยิ่งใหญ่เสร็จสิ้นลงแล้วท่ามกลางความใจหาย อาลัยรักของปวงชนชาวไทย อย่าไปสนใจกับเสียงนกเสียงกาที่พ่นพิษออกมาเลย คนไม่รู้จริง ไม่รู้จักขนบธรรมเนียมประเพณีของเรา ไม่รู้จักการอนุรักษ์สิ่งมีค่าทางด้านประเพณีและศิลปะ เขาก็อยู่บนความหยาบกระด้างของหัวใจและความคิด เขาไม่มีวัฒนธรรม ไม่มีอารยธรรม เขาไม่ใช่ปุถุชนปกติ…ll ถึงพระองค์ท่านจะเสด็จสู่สวรรค์แล้ว แต่ทุกตารางนิ้วในเมืองไทย จะทำให้เรารำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ได้ทรงมอบสิ่งดีๆ ให้แก่คนไทยไม่มีวันลืมเลือน…

ll ขอบคุณจิตอาสาทุกสายและพี่น้องชาวไทยที่เป็นนักสู้ อยู่เฝ้าแหนขบวนพระราชพิธี 3 วัน 3 คืน เบื้องลึกเบื้องหลังมีแต่เรื่องตื่นเต้น น่าเหนื่อยกาย น่าเมื่อยล้าแทน แต่ดวงใจทุกดวงไม่มีท้อถอย กลายมาเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของเขาเหล่านั้น มาเล่าสู่กันฟังอย่างได้รสชาติ หลายคนต้องพลาดจากการไปถวายดอกไม้จันทน์เนื่องจากไม่สามารถสู้กับการต้องเข้าคิวนานๆ ได้ แต่ละคนก็มีเหตุผลและความจำเป็นของตนเอง พระองค์ท่านต้องทรงเข้าพระทัยดี…

ll อัครเดช บุนนาค เจอดีเข้าแล้ว เมื่อเขารับ add เป็นเพื่อนในเฟซบุ๊คกับรุ่นพี่ เพราะลืมไปว่าเคยเป็นเพื่อนในเฟซบุ๊คกันอยู่แล้ว อาทิตย์ที่ผ่านก็ส่งข้อความมาถามไถ่เรื่องรถติด แล้วก็ถามว่าตอนนี้ว่างไหมแถวบ้านมีเซเว่นไหมฝากเติมเงินใน wallet ให้หน่อย เจ้าตัวเลยเอะใจว่าพี่คนนี้ไม่ใช่คนแบบนี้เลยหาเบอร์โทร.ไปหาเขา ปรากฏว่าพี่เขาไม่รู้เรื่องเลย เลยคิดว่าเฟซบุ๊คโดน hack เสียแล้วจึงรีบบล็อกไว้ก่อน จึงแจ้งมายังเพื่อนๆ ให้ทราบไว้ด้วยว่าถ้าเขาเขียนข้อความส่วนตัวถึงใครแบบนี้อย่าเชื่อว่าเป็นเขา และจนบัดนี้เขาก็ยังไม่รู้เลยว่าเติมเงินใน wallet คืออะไร…

llแสดงความยินดีกับ พจมาน ภาษวัธน์ ที่ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณจากกระทรวงแรงงาน ในฐานะที่ทำคุณประโยชน์ให้กระทรวงด้วยดีตลอดมา…

ll ธัญญา จิตติกุลดิลก สูญเสียคุณพ่อ วัย 97“โอวซื้อ แซ่เตีย”หลังจากเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล ด้วยโรคปอดและถุงลมโป่งพอง เป็นเวลา 100 วัน พิธีสวดพระอภิธรรมจัดที่วัดเทพศิรินทร์ ศาลา 5 ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม ถึง 2 พฤศจิกายน 2560…

ll อัจฉพงศ์-เรวดี อรุณสกุล ยินดีปรีดาเป็นยิ่งนักที่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ชรณ์ อรุณสกุล สามารถสอบเข้าเรียนYear 7 ปีการศึกษาหน้าที่โรงเรียนนานาชาติบางกอกเพรพได้แล้ว…

ll เฟื่องฉัตร บุญรัตน์ ไปงานศพคุณน้า“สอางค์ ชุลี”เพื่อนของบุพการี ได้พบเพื่อนราชินี 62 แสงเดือน คฤหรัตน์ ที่ไปตั้งรกรากที่ Boston มานานมาก เลยเพิ่งทราบว่าเพื่อนของเธอเป็นหลานแท้ๆ ของผู้วายชนม์ อย่างนี้เขาเรียกว่า“โลกกลม”…

ll ปวดขามานานเกินไปแล้ว หนีหมอมานานเกินไปแล้ว สมัยสมาน ไกรฤกษ์ ทนไม่ไหว จะต้องเข้ารับการผ่าตัดหัวเข่าต้นเดือนหน้านี้ มีความหวังว่าผ่าแล้วจะเดินปร๋อซิ่งมอเตอร์ไซค์สบายๆ…

ll นพ.จุฑาเกียรติ เครือตราชูเสียชีวิตแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ 30 ตุลาคม เวลาห้าโมงเย็น ด้วยโรคมะเร็ง ที่รพ.ศิริราช จะรดนํ้าศพเวลา 15.30-16.30 น. ที่วัดโสมนัสวิหาร ศาลา 3 ในวันที่ 1 พ.ย.2560 และจะสวดพระอภิธรรมตั้งแต่ 1-7 พ.ย.2560 เวลา 18.30 น. …ll

หนูภาฯ

กระเป๋าคอลเลคชั่นพิเศษ ‘ณพัฒน์’ เพื่อ ‘มูลนิธิชัยพัฒนา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/300399

กระเป๋าคอลเลคชั่นพิเศษ ‘ณพัฒน์’ เพื่อ ‘มูลนิธิชัยพัฒนา’

กระเป๋าคอลเลคชั่นพิเศษ ‘ณพัฒน์’ เพื่อ ‘มูลนิธิชัยพัฒนา’

วันพุธ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

บริษัท พระยา ฟิโลโซฟี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้ออกแบบและจำหน่ายเครื่องหนังของไทย “PHYA”(พญา) โดย จิรยง อนุมานราชธน ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการบริษัทได้มีแนวคิดและแรงบันดาลใจในการสร้างกระเป๋าเพื่อส่วนรวม เพื่อให้ทั่วโลกได้เห็นคุณค่าความงามของความเป็นไทย โดยทีมงานทุกฝ่ายนำความเพียรของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นแรงบันดาลใจและแนวทางในการออกแบบ พร้อมร่วมกันพัฒนาให้เกิดกระเป๋าชื่อ “ณพัฒน์”

คำว่า “ณพัฒน์” พ้องเสียงมาจากคำว่า นภัทร ที่แปลว่า มีความรู้เป็นสิริมงคล ส่วน “พัฒน์”มาจากคำว่า พัฒนา ในที่นี้ยังหมายถึง มูลนิธิชัยพัฒนา อีกด้วย โดยแรงบันดาลใจในการออกแบบกระเป๋า“ณพัฒน์” คำนึงถึงการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่องของพระองค์ท่าน ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่ก่อให้เกิดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเพื่อการพัฒนาแนวใหม่ต่างๆ ในทุกภาคของประเทศไทย เป็นการพัฒนาในทุกๆ ด้านทั้ง ดิน น้ำ ลม ไฟและพลังงาน มุมที่ตัวโครงกระเป๋าจึงถูกออกแบบให้ชี้ออกไปสี่ทิศ โดยจิรยง อนุมานราชธน ในฐานะ Designerand Creative Director at PHYA(ดีไซเนอร์ แอนด์ ครีเอทีฟ ไดเร็คเตอร์ แบรนด์ พญา) ผู้ออกแบบกระเป๋า “ณพัฒน์” เผยว่า “ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ที่มีความต้องการที่จะสร้างสรรค์ผลงานศิลปะประกอบกับสิ่งที่เรามี นั่นคือกระเป๋า “ณพัฒน์” ที่ตั้งใจจัดทำขึ้นเพื่อนำรายได้สมทบทุน มูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้”

จิรยง อนุมานราชธน กล่าวต่อไปว่า “ความคาดหวังของโปรเจกท์นี้เราอยากเห็นผลงานออกมาแล้วมีคุณค่าทั้งเชิงศิลปะและการใช้งาน และในฐานะที่เราเป็นผู้ออกแบบ แน่นอนว่าเรามีความคาดหวังว่าผลงานจะออกมาเหมือนกับแบบที่ใจ
เราคิด ซึ่งผลออกมาก็เป็นไปตามคาด ทั้งนี้ก็เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของหลายๆ ฝ่าย เปรียบเสมือนกับภาพยนตร์ที่ถ้ามีแต่ผู้อำนวยการสร้าง แต่ขาดนักแสดงผลงานก็เกิดขึ้นไม่ได้ เมื่อได้ผลงานออกมาแต่ขาดคนดูก็ถือว่าไม่สมบูรณ์ เราก็หวังอย่างยิ่งว่ากระเป๋าณพัฒน์คอลเลคชั่นพิเศษทั้ง 99 ใบ จะถูกใจผู้ใช้ และยิ่งมีผลตอบรับที่ดีมากเท่าไร ทั้งทาง PHYA (พญา) และผู้ซื้อก็จะได้เป็นส่วนหนึ่งที่ได้ช่วยระดมทุนมอบแก่มูลนิธิชัยพัฒนาได้มากเท่านั้น”

ในส่วนของตราสัญลักษณ์ของกระเป๋า“ณพัฒน์” จะเป็นรูปดอกบัวบุณฑริกซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งความเพียร ที่ปรากฏอยู่ในพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก และตราสัญลักษณ์ของมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งปักด้วยเส้นด้ายผสมโลหะ สั่งทำพิเศษจากประเทศเยอรมนี ส่วนวัสดุหุ้มกระเป๋าจะทอด้วยมือจากคาร์บอนไฟเบอร์สานกับเส้นดีบุกและทองเหลืองจะมีความมันวาวเป็นพิเศษ จึงไม่มีวันหมอง โดย อาจารย์จารุพัชรอาชวะสมิต ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งทอ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Ausara Surface (อุสรา เซอร์เฟส) ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และยังเป็นที่ปรึกษาด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้กับโครงการร้านภัทรพัฒน์ มูลนิธิชัยพัฒนาอีกด้วย


จิรยง อนุมานราชธน

อาจารย์จารุพัชร กล่าวว่า สำหรับผลงานที่สร้างสรรค์ให้กับพญา เป็นการทอผ้าด้วยมือที่มีความพิเศษ ที่เราสามารถผสมเส้นใยได้หลากหลายชนิด เราปรับผิวสัมผัสของผ้าให้ประณีต แข็งแรงและทนทาน ทำการเคลือบเส้นใยดีบุกและทองเหลืองด้วยเทคนิค patina (พาติน่า) หรือการทำคราบสีโลหะ ทำการทดลองเป็นจำนวนหลากหลายสูตรเพื่อให้สีของผ้าออกมาสวยงาม เหมาะสมกับศิลปะแห่งความเป็นกระเป๋าพญา คอลเลคชั่น “ณพัฒน์” ที่สุด”

ตัวโครงสร้างของกระเป๋าทำจากเงินแท้ 93% และสีทองได้จากการทาด้วยทองคำแท้ 99.99 หนัก 2 บาท ด้วยเทคนิคไทยโบราณ ฐานของขาตั้งกระเป๋า ถูกออกแบบเพื่อให้ตัวกระเป๋าลอยขึ้นไม่กระทบพื้น จะมีรูปลักษณ์คล้ายกับฐานของกังหันชัยพัฒนาส่วนวงรีในกรอบสี่เหลี่ยมสะท้อนให้เห็นถึง ความอ่อนโยน แต่มุ่งมั่น แข็งแกร่ง ประดุจพระจริยาวัตรของพระองค์ท่าน


อาจารย์จารุพัชร อาชวะสมิต

สำหรับปุ่มเปิด-ปิดกระเป๋า จะเป็นรหัสกระเป๋าตั้งแต่เลข 1-99 ส่วนหูจับกระเป๋าทำจากเครื่องถมและมีลวดลายทั่วทั้งชิ้นที่แตกต่างกันทั้งหมด 10 ลาย ใน 99 ใบ ใช้เทคนิคถมทองโบราณจากจังหวัดนครศรีธรรมราช จึงสะท้อนเอกลักษณ์อันสวยงามของความเป็นศิลปะไทย และสามารถเก็บซ่อนในกระเป๋าได้ เพื่อเพิ่มรูปลักษณ์การใช้งานของกระเป๋าทั้งที่เป็นแบบหูจับและเป็นคลัทช์ โดย ครูอุทัย เจียรศิริ ช่างถมระดับปรมาจารย์ที่มีอายุงานกว่า 40 ปี ซึ่งครูอุทัยเล่าถึงมุมมองคุณค่าของงานถมว่า “แล้วแต่มุมมองนะ ผมมองว่างานของไทยมันมีความหมาย มีเสน่ห์ในทุกขั้นตอน พอเห็นกระเป๋าแล้ว ผมก็รู้สึกภาคภูมิใจมาก ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้โครงการของพระองค์ท่าน ”

กระเป๋า “ณพัฒน์” ผลิตทั้งหมด 99 ใบ เป็นสีทองมีจำนวน 10 ใบ เลขรหัสกระเป๋าคือ 9, 19, 29, 39, 49, 59, 70, 79, 89 และ 99 ส่วนที่เป็นสีเงินมีจำนวน 89 ใบ โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปสมทบทุน “มูลนิธิชัยพัฒนา” โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนคนไทยทั่วทุกภูมิภาค ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.phyaphilo.com หรือโทร.02-6561365


ครูอุทัย เจียรศิริ

‘ความท๙งจำ’ธ สถิตอยู่ในใจไทยนิรันดร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/300389

‘ความท๙งจำ’ธ สถิตอยู่ในใจไทยนิรันดร์

‘ความท๙งจำ’ธ สถิตอยู่ในใจไทยนิรันดร์

วันพุธ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

หนังสือเป็นธนาคารของความรู้ “…หนังสือเป็นการสะสมความรู้และทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ได้สร้างมา ทำมา คิดมาแต่โบราณกาลจนทุกวันนี้ หนังสือจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นคล้ายๆ ธนาคารความรู้และเป็นออมสิน เป็นสิ่งที่จะทำให้มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้…” พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชทานแก่คณะสมาชิกห้องสมุดทั่วประเทศ

เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่มีต่อวงการหนังสือไทยตลอดรัชสมัยของพระองค์ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยเป็นหลักในการประสานความร่วมมือ จัดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 22 สร้างสรรค์นิทรรศการ “ความท๙งจำ” พร้อมเสวนาหัวข้อ “๙ วัน ๙ ความท๙งจำ ธ สถิตอยู่ในใจไทยนิรันดร์”โดยมีบุคคลผู้มีชื่อเสียงอาทิ ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี, ไพศาลย์เปี่ยมเมตตาวัฒน์ นักสะสมหนังสือและภาพโบราณ,ชมัยภร แสงกระจ่าง นักเขียน, อ.ชูศักดิ์ วิษณุคํารณ จิตรกรที่วาดภาพในหลวงมากที่สุด, สุชาดา สหัสกุลนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย รวมทั้งผู้มาร่วมชมนิทรรศการในงานนี้ อารีรัตน์ ลิ้นจี่, กรพัฒ รุดดิษฐ์ ฯลฯ มาร่วมแบ่งปันความทรงจำในห้วงเวลาสำคัญของชาวไทย ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อเร็วๆ นี้

ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี “ในหลวงไม่เคยเกษียณ ท่านสั่งสมประสบการณ์จากทั่วประเทศและด้วยระยะเวลาจึงทรงรอบรู้ดั่งตาทิพย์ ท่านทรงอัจฉริยภาพทุกด้านไม่เฉพาะทฤษฎี อย่างเรื่องแผนที่ ท่านทรงรู้จริงอ่านออกโดยไม่ต้องไปดูสถานที่จริงในเรื่องของการพอเพียงในหลวงทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ประหยัด ทรงระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายมากเพราะฉะนั้นทุกโครงการที่ทำต้องระมัดระวัง ศึกษาถ่องแท้ ถ้าจำเป็นต้องลงทุนก็ต้องลงทุน เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้หมายถึงความขี้เหนียว แต่หมายถึงการรู้จักถึงคุณค่าของทุกสิ่งทุกอย่าง การเห็นคุณค่าของการทำอะไรลงไปโดยไม่เกินตัวเกินเหตุ การไม่ประมาท และการเข้าใจถึงผลของความเสี่ยง จากการเห็นโครงการที่ในหลวงทรงริเริ่มและทรงทำจนสำเร็จผมเห็นได้ว่าท่านทรงศึกษาอะไรถ่องแท้จริงๆ ท่านเป็นนักปราชญ์ เป็นนักปฏิบัติ และอยู่กับโลกแห่งความเป็นจริง ไม่เพ้อเจ้อหรือคิดอะไรเกินความเป็นจริง”

ไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์ นักสะสมหนังสือและภาพโบราณ “จากการเก็บพระบรมสาทิสลักษณ์ของในหลวง รัชกาลที่ 9 ผมได้ซึมซับประวัติศาสตร์ 70 ปีในการครองราชย์ของท่านผ่านหนังสือพวกนี้ จากเหตุการณ์สำคัญในบ้านเมืองท่านทรงเป็นมิ่งขวัญ เป็นหลักชัยให้กับประเทศอย่างไร เพราะต้นรัชกาลเป็นช่วงคับขันเพราะเป็นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากนั้นก็เป็นช่วงที่คอมมิวนิสต์เข้ามาในประเทศ และเป็นช่วงสงครามเย็นด้วย ฉะนั้นยุคนั้นก็จะเป็นยุคที่ท่านต้องไปปลอบขวัญเสด็จประพาส แปรพระราชทาน ไป เหนือ อีสาน ใต้ ท่านทรงงานหนักมาก แล้ว 20 ปีหลังท่านไม่เสด็จฯไปไหนเลย ทรงงานในประเทศเท่านั้น ผมได้ซึมซับความวิริยะ อุตสาหะ ของพระองค์ท่านในการที่ทุ่มเทเพื่อพัฒนาประเทศ ผมภูมิใจมากที่ได้เกิดในรัชกาลนี้”

ชมัยภร แสงกระจ่าง นักเขียน “วันที่ 13 ตุลาคม 2559 เป็นวันที่ช็อกคนทั้งแผ่นดิน ไม่เพียงดิฉันที่ร้องไห้ แต่คนทั้งประเทศก็คงเศร้าโศกเช่นเดียวกัน ในตอนนั้นไม่ว่ามองไปทางไหนก็เห็นแต่ความอาลัยของประชาชนกับการจากไปของพระองค์ ส่วนตัวดิฉันรู้สึกผูกพันกับพระองค์มาตั้งแต่วัยเยาว์ เพราะคุณย่าได้สอนให้รู้ว่าพระองค์ตรากตรำช่วยเหลือประเทศชาติมาอย่างยาวนานทำให้เรารู้สึกรักพระองค์เป็นอย่างมาก ดิฉันได้เคยมีโอกาสเฝ้าฯรับเสด็จพระองค์ท่าน แม้เป็นช่วงสั้นๆ แต่ก็จดจำเวลานั้นได้อย่างดี อีกทั้งยังเคยรับพระราชทานปริญญาบัตรกับพระองค์ วันนั้นท่านเสด็จฯมาพร้อมกับครอบครัว มีการเย้าแหย่ลูกดูแล้วแสนอบอุ่น แม้ตอนนั้นจะได้เห็นพระองค์อยู่ไกลลิบ แต่ก็ยังจดจำความรู้สึกปลื้มปีติได้ดีจนถึงทุกวันนี้”

อ.ชูศักดิ์ วิษณุคํารณ ศิลปินนักวาดภาพในหลวงมากที่สุด “พระองค์ทำแต่สิ่งที่ดีงามมาโดยตลอด ไม่มีด่างพร้อย มีรักที่เป็นอมตะและยังพระปรีชาสามารถอย่างมาก อีกทั้งพระองค์ยังทรงมีความเมตตาอย่างมหาศาล เห็นได้จากภาพยายตุ้มที่นครพนมที่ท่านได้โน้มกายลงมาหายายตุ้มหรือภาพที่พระองค์ทรงนั่งพับเพียบบนดินที่แตกระแหงกับชายที่ไม่ใส่เสื้อ เป็นภาพที่สะท้อนความเมตตาของท่านได้อย่างชัดเจนที่สุด ดังนั้นผมเชื่ออย่างไม่ต้องสงสัยเลยว่าในหลวงของเราเสด็จสู่สวรรคาลัยอย่างสมบูรณ์ที่สุดในชีวิตโลกนี้พึงจะมี และในฐานะที่ผมเป็นศิลปินนักวาดภาพ การได้วาดภาพพระองค์ถือเป็นมงคลของชีวิต ผมจึงอยากบันทึกพระราชกรณียกิจที่พระองค์ท่านเคยทำไว้ รวมถึงอิริยาบถต่างๆ ลงบนผืนผ้าใบ เพื่อให้อยู่คู่ประเทศไทยตราบนานเท่านาน”


ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี

อารีรัตน์ ลิ้นจี่ “ในหลวงรัชกาลที่ 9ทรงเป็นที่รักของคนไทย และจะอยู่ในความทรงจำของคนไทยตลอดไป นิทรรศการทำให้เรารู้ว่าพระองค์ทรงทำงานหนักขนาดไหน และเราซึ่งเป็นคนที่เกิดในรัชสมัยของพระองค์ก็น่าจะทำอะไรเพื่อประเทศชาติได้มากกว่านี้ เพราะตลอดเวลา 70 ปีที่ทรงครองราชย์ ทรงทำเพื่อคนไทยมามากมาย เนื้อหาในนิทรรศการนี้ทำให้เราทราบถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์มากขึ้น ผ่านหนังสือและสิ่งพิมพ์ต่างๆที่ตีพิมพ์ในช่วงที่ทรงครองราชย์ บางอย่างไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเป็นโครงการในพระราชดำริของพระองค์”

ไม่ใช่เพียงอารีรัตน์เท่านั้น ที่รู้สึกเช่นนี้ เพราะหลังจากที่ “กรพัฒ รุดดิษฐ์” ซึ่งตั้งใจว่าการมางานมหกรรมหนังสือครั้งนี้ นอกจากจะเพื่อซื้อหนังสือเล่มโปรดกลับไปอ่านแล้ว นิทรรศการหลักของงานอย่าง “ความท๙งจำ” ก็คือสิ่งที่พลาดไม่ได้“หลังจากได้ดูนิทรรศการก็ได้เห็นว่าที่ผ่านมาพระองค์ท่านทำอะไรเพื่อประชาชน เพื่อประเทศชาติมากขนาดไหน ได้ข้อคิดหลายๆ อย่างจากการอ่านข้อมูลที่จัดแสดง คำหรือประโยคที่คัดเลือกมาก็เป็นแรงบันดาลใจในการทำความดีต่อไป และยังได้ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ที่นำเสนอเป็นไทม์ไลน์ ทำให้รู้ว่าแต่ละช่วงเวลามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก” กรพัฒ กล่าวด้วยรอยยิ้ม

เป็นความทรงจำอันงดงามที่จะสถิตในใจตราบนิรันดร์


ไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์ นักสะสมหนังสือและภาพโบราณ


ชมัยภร แสงกระจ่าง นักเขียน


อ.ชูศักดิ์ วิษณุคํารณ ศิลปินนักวาดภาพในหลวงมากที่สุด


สุชาดา สหัสกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ


อารีรัตน์ ลิ้นจี่


กรพัฒ รุดดิษฐ์

ฟิวเจอร์พาร์ค ‘สานต่องานพ่อสร้าง’ ประกวดจัดสวนหย่อมเฉลิมพระเกียรติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/300400

ฟิวเจอร์พาร์ค ‘สานต่องานพ่อสร้าง’ ประกวดจัดสวนหย่อมเฉลิมพระเกียรติ

ฟิวเจอร์พาร์ค ‘สานต่องานพ่อสร้าง’ ประกวดจัดสวนหย่อมเฉลิมพระเกียรติ

วันพุธ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค เชิญนักศึกษา และประชาชนทั่วไป ร่วมประกวดจัดสวนหย่อมเฉลิมพระเกียรติ ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พร้อมเงินรางวัลมูลค่ารวม 160,000 บาท ในงาน ฟิวเจอร์พาร์ค “สานต่องานพ่อสร้าง”เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้-13 พฤศจิกายน 2560

การประกวดจัดสวนหย่อมเฉลิมพระเกียรติฯ จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินรอยตามแนวพระราชดำริด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ตลอดจนเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวโรกาสที่เสด็จขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 รวมทั้งกระตุ้นให้นิสิตนักศึกษาและประชาชนทั่วไปหันมาสนใจในการปรับภูมิทัศน์ภายในที่อยู่อาศัยให้มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มมากขึ้น

โดยการจัดสวนหย่อมครั้งนี้ จะจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสที่เสด็จขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10” แบ่งการประกวดออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทประชาชนทั่วไป และ ประเภทอุดมศึกษา ผู้ชนะเลิศทั้งสองประเภทจะได้รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวิชราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร พร้อมเงินรางวัล 40,000 บาท, รองชนะเลิศรับเงินรางวัล 20,000 บาท, รางวัลชมเชยรับเงินรางวัล 7,000 บาท จำนวน 3 รางวัล ผลงานทุกชิ้นที่ได้รับการคัดเลือก จะนำไปจัดแสดงในงานฟิวเจอร์พาร์ค “สานต่องานพ่อสร้าง” ระหว่างวันที่ 24 พฤศจิกายน-5 ธันวาคม 2560 ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค

ร่วมส่งผลงานประกวดจัดสวนหย่อมเฉลิมพระเกียรติฯได้ตั้งแต่วันนี้-13 พฤศจิกายน 2560 โดยสามารถดาวน์โหลดใบสมัครและกติกาการประกวดได้ที่ http://www.futurepark.co.th และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายกิจกรรมการตลาด โทร.02-9580011 ต่อ 1812, 1030

เทิดพระเกียรติรัชกาลที่ 3 ‘พระบิดาแห่งการแพทย์แผนไทย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/300392

เทิดพระเกียรติรัชกาลที่ 3 ‘พระบิดาแห่งการแพทย์แผนไทย’

เทิดพระเกียรติรัชกาลที่ 3 ‘พระบิดาแห่งการแพทย์แผนไทย’

วันพุธ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ถวายราชสดุดีและเทิดพระเกียรติ  แด่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนไทย” เนื่องในวันภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยแห่งชาติ” ซึ่งเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2558 คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ เรื่อง การถวายพระราชสมัญญา พระบิดาแห่งการแพทย์แผนไทย แด่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) พร้อมกำหนดให้วันที่ 29 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวัน “ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยแห่งชาติ”

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ในการรวบรวมความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย และภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยมาเผยแพร่ในวงกว้าง และยังเป็นผู้ที่สร้างรากฐานทางเศรษฐกิจของประเทศไทยมองการณ์ไกลจากการสร้างศิลปะแบบผสมผสาน 3 วัฒนธรรม ไทยจีน ฝรั่ง ในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการแพทย์แผนไทย และเป็นบุคคลที่ทำให้การแพทย์แผนไทยมีความเจริญรุ่งเรืองเกิดคุณูปการแก่ประชาชนในวงกว้าง จนองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศรับรองให้ศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก เมื่อวันที่27 พฤษภาคม 2554 ประกอบกับหลักฐานจากแผ่นศิลาจารึกว่าด้วยการปฏิสังขรณ์ วัดพระเชตุพน ครั้งรัชกาลที่ 3 จ.ศ.1193 พ.ศ.2374ตรงกับวัที่ 29 ตุลาคม 2374 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯมาทรงถวายพระกฐิน ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และได้ทรงทอดพระเนตรเห็นพระอุโบสถ พระวิหาร ฯลฯ ซึ่งพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสร้างมาแล้วเป็นเวลา 31 ปี มีการชำรุดปรักหักพังมากจึงมีพระราชศรัทธาจะปฏิสังขรณ์ และขยายพื้นที่ให้มากกว่าเดิม จึงมีรับสั่งให้รื้อพระอุโบสถเดิมมีการก่อตึกเสนาสนะสงฆ์ต่างๆ รวมทั้งสร้างกุฏิ หอไตร หอสวดมนต์ หอระฆังและศาลาที่มีอย่างเดิม และศาลาหลังใหม่ รวมได้ 237 หลัง มีการจารึกตำราการแพทย์แผนไทยมีการติดประดับไว้ตามศาลารายต่างๆ อาทิ แผนฝีดาษ ฝียอดเดียว แผนชัลลุกะ แผนกุมารและแม่ซื้อ แผนลำบองราหู ตำรายากุมาร จารึกตำราโอสถต่างๆ เป็นต้น อีกทั้งมีการก่อตั้งรูปฤๅษีดัดตน ที่มีส่วนประกอบสังกะสี ผสมดีบุก ตั้งไว้ศาลาละ 4-5 รูป รวม 16 หลัง และยังมีจารึกตำรายาต่างๆ ติดประดับไว้ในศาลา ทั้ง16 หลังอีกด้วย

นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิตอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ในฐานะคณะกรรมการและคณะทำงานการกำหนดให้วันที่ 29 ตุลาคม เป็นวันภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย จะทำให้ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยได้รับการอนุรักษ์คุ้มครองและให้คนรุ่นหลังตระหนักถึงคุณค่าที่บรรพบุรุษรุ่นก่อนได้สั่งสมจนเป็นภูมิปัญญาที่ได้รับการยอมรับ อีกทั้งยังเป็นการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และกระตุ้นการปลุกจิตสำนึกให้คนไทยทั้งชาติได้รู้จักและตระหนักในคุณค่าของภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยอันเป็นภูมิปัญญาประจำชาติที่มีมาช้านานรวมทั้งการสร้างกระแสและเป็นกลไกผลักดัน ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานตลอดจนการใช้กลไกการคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนดั้งเดิมในระบบบริการสุขภาพ ระบบเศรษฐกิจ และการพึ่งตนเองของสังคมไทย

กาชาดช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยใน 19 จังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/300383

กาชาดช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยใน 19 จังหวัด

กาชาดช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยใน 19 จังหวัด

วันพุธ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

แผน วรรณเมธี เลขาธิการสภากาชาดไทย ผู้แทนพระองค์ นำชุดธารน้ำใจสภากาชาดไทย พระราชทานพร้อมน้ำดื่มไปมอบให้แก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ต่างๆ

จากสถานการณ์อุทกภัย น้ำไหลหลาก และน้ำเอ่อล้นตลิ่ง ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ส่งผลให้หลายจังหวัดประสบอุทกภัย ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก อีกทั้งสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สิน และพื้นที่การเกษตรจำนวนมาก

สภากาชาดไทย โดย สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ยึดหลักการดำเนินงานตามหลักกาชาด ยังคงเร่งดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างทันท่วงที ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน-31 ตุลาคม2560 ได้ให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัย ด้วยการมอบชุดธารน้ำใจสภากาชาดไทย ประกอบด้วย ข้าวสาร น้ำดื่ม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง เครื่องดื่มสำเร็จรูป ยาสามัญประจำบ้าน โลชั่น ทากันยุง ยาทาแก้น้ำกัดเท้า ไฟแช็ก เทียนไข ไฟฉาย ถุงสำหรับใส่ขยะ เป็นต้น พร้อมทั้งน้ำดื่มและชุดเครื่องอุปโภคบริโภค เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นในพื้นที่รวม 19 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี พระนครศรีอยุธยา พิษณุโลก อุตรดิตถ์ กาฬสินธุ์ ตาก พิจิตร สุโขทัย มหาสารคาม บุรีรัมย์ นครราชสีมา ชัยภูมิ สิงห์บุรี ชัยนาท ลพบุรี อ่างทอง นครสวรรค์ สระบุรี และปทุมธานี รวมชุดธารน้ำใจฯ พร้อมน้ำดื่ม จำนวน 34,766 ชุด ชุดเครื่องอุปโภคบริโภค 909 ชุด และเรือไฟเบอร์กลาส 10 ลำ รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 34 ล้านบาท

นอกจากนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สภานายิกาสภากาชาดไทย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้แผน วรรณเมธี เลขาธิการสภากาชาดไทย เป็นผู้แทนพระองค์ นำชุดธารน้ำใจสภากาชาดไทยพระราชทาน พร้อมน้ำดื่มไปมอบให้แก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ต่างๆ ด้วย สร้างความปลาบปลื้มใจแก่ราษฎรผู้ที่ได้รับสิ่งของพระราชทานเป็นอย่างมาก

ผู้มีจิตศรัทธาสามารถบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยผ่านสภากาชาดไทย ได้ที่ ธนาคารกสิกรไทย สาขาสำนักสีลมชื่อบัญชี “สภากาชาดไทย เพื่อภัยพิบัติ” ประเภทบัญชีกระแสรายวัน เลขที่ 001-1-34567-0 หากต้องการใบเสร็จรับเงินให้ส่งหลักฐานการโอนเงิน พร้อมเขียนชื่อ-นามสกุล และระบุว่า “เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ” มาที่แฟกซ์ 0 2250 0312 หรือ 0 2650 4440 สอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 1664


ความปลาบปลื้มใจของประชาชนที่ได้รับชุดธารน้ำใจฯ

อมรินทร์ฯ น้อมนำแนวพระราชดำริ จัดงานบ้านและสวนแฟร์ 2017

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/300394

อมรินทร์ฯ น้อมนำแนวพระราชดำริ  จัดงานบ้านและสวนแฟร์ 2017

อมรินทร์ฯ น้อมนำแนวพระราชดำริ จัดงานบ้านและสวนแฟร์ 2017

วันพุธ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

บมจ.อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง ขอน้อมนำพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรมาเป็นแนวคิด ในการจัดงานบ้านและสวนแฟร์ 2017 ตั้งแต่วันนี้ถึง วันที่ 5 พฤศจิกายน 2560 ณ ชาลเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี

ระริน อุทกะพันธุ์ ปัญจรุ่งโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง เปิดเผยว่า เพื่อร่วมแสดงความอาลัยแด่พระผู้ทรงมีพระคุณสูงสุดต่อพสกนิกรชาวไทย และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ งานบ้านและสวนแฟร์ในปีนี้ จึงขอน้อมนำแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาสร้างสรรค์งานในทุกพื้นที่ บ้านตัวอย่าง “หารร่วมมาก” สร้างสิ่งที่มากกว่าการอยู่ร่วมกัน และอยู่แบบถ้อยทีถ้อยอาศัย, สวนหลังบ้าน นำเสนอแนวคิดเรื่อง “อาหาร” มาจากดินและน้ำ มีมุมเกษตรอินทรีย์ สอนบำรุงดินปลูกพืชผัก ดูแลพรรณไม้ และบ้านและสวน Art Gallery สาธิตการพิมพ์ภาพพิมพ์แกะไม้พร้อมรับผลงานพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมุดบันทึก “เราจะไม่ลืม”

โดยงานครั้งนี้จัดขึ้น 10 วัน และมีผู้มาออกบูธรวมกว่า 3,200 บูธ ทุ่มงบลงทุนสร้างบ้านตัวอย่าง กว่า 8 ล้านบาท และใช้งบจัดงานสูงถึง 200 ล้านบาท ในภาพรวมทั้งหมด คาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าชมงานทะลุกว่า 1,800,000

เจรมัย พิทักษ์วงศ์ กรรมการผู้จัดการสายงาน House & Living กล่าวว่า เหตุผลในการจัดงานบ้านและสวนแฟร์ตลอดระยะเวลา 18 ปีที่ผ่านมา แน่นอนว่ามันเริ่มมาจากการต่อยอดธุรกิจ แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือการทำหน้าที่ในฐานะสื่อมวลชนและคนทำงานสร้างสรรค์ให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ดังพระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงพระราชทานแก่ประชาชนชาวไทยในหลายวาระโอกาส ซึ่งพวกเราจะไม่มีวันลืม

ดังนั้นการต่อยอดเนื้อหาจากหน้านิตยสารมาเป็นเว็บไซต์ เฟซบุ๊ค รายการโทรทัศน์ และกิจกรรมต่างๆในงานแฟร์ ถือเป็นหน้าที่ที่เรารัก ถนัดและทำอย่างมีความสุข โดยที่เราไม่เคยลืมสอดแทรกแนวคิดตามพระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เข้ามาอยู่ในส่วนต่างๆ ของงานนี้ ตั้งแต่ทางเข้าบริเวณสวนโชว์ และบ้านตัวอย่างโดยนิตยสารบ้านและสวน เวทีเสวนาออกแบบโดยนิตยสาร room และกิจกรรมเวิร์กช็อปโดยนิตยสาร my home

บ้านและสวน มีเดียในเครือบริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) หวังว่างานในปีนี้จะเป็นที่พอใจของผู้เข้าชมงานและลูกค้า และตั้งใจเป็นอย่างยิ่งที่จะพัฒนารูปแบบของงานให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นในปีต่อๆ ไป เพื่อให้เป็นแหล่งที่ “รวมดีไซน์สร้างสรรค์ ครบครันสำหรับคนรักบ้านและสวน” อย่างแท้จริง สมกับที่เป็นมีเดียเกี่ยวกับบ้านและการตกแต่งที่ครองอันดับ 1 ของประเทศไทย เป็นผู้ริเริ่มจัดงานแฟร์เกี่ยวกับบ้านและการตกแต่งที่ยิ่งใหญ่ระดับภูมิภาค เป็นผู้สร้างสรรค์รายการโทรทัศน์เกี่ยวกับบ้านและสวนหลายรายการที่ดีที่สุดในประเทศ อีกทั้งยังเป็นมีเดียออนไลน์ที่ดีที่สุดสำหรับคนรักบ้านและสวน