‘ออม-เปิด-ลงทุน’ หลักออมเงินของมนุษย์เงินเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/300175

‘ออม-เปิด-ลงทุน’ หลักออมเงินของมนุษย์เงินเดือน

‘ออม-เปิด-ลงทุน’ หลักออมเงินของมนุษย์เงินเดือน

วันอังคาร ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ถึงไม่ฟุ่มเฟือย แต่ก็เต็มที่กับสิ่งที่ชอบ ใช้จ่ายไม่ค่อยคิดหน้าคิดหลัง รวมถึงการนำเอาเงินในอนาคตมาใช้ (บัตรเครดิต) ใครเป็นแบบนี้ มั่นใจได้เลยว่า ไม่มีเงินเก็บเงินออม แน่นอน ยิ่งถ้าเป็น “มนุษย์เงินเดือน” อย่างเราๆ แค่ขอให้ใช้จ่ายอย่าเกินเงินเดือนที่ได้รับ ก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว

ไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการเริ่มต้น“ออมเงิน” หากใครยังตั้งต้นไม่ได้ TMB All Freeสนับสนุนเคล็ดลับดีๆ ทางการเงิน แนะนำให้ถือฤกษ์ประเดิมชัยกับ วันออมแห่งชาติ 31 ตุลาคม ปีนี้กันได้เลย โดยเฉพาะชาวมนุษย์เงินเดือน หากไม่มีการจัดการกับรายได้ของตัวเองให้ดี เงินที่หามาได้ในแต่ละเดือนนั้น ก็จะไม่พอใช้และไม่เหลือเก็บเหลือออม ดังนั้น ต้องมีการบริหารเงินเพื่อให้มีเงินเก็บไว้ใช้ในอนาคตข้างหน้า ซึ่งหลักในการ “ออมเงิน” สำหรับมนุษย์เงินเดือน นั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่อาศัยหลัก“ออม-เปิด-ลงทุน” ที่มนุษย์เงินเดือนทุกคนนั้นสามารถทำได้ไม่ยุ่งยาก

1.“ออม” ก่อนใช้ หักไว้ทันที เมื่อถึงสิ้นเดือน เงินเดือนที่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงเข้าในบัญชี ให้รีบแบ่งเงินส่วนหนึ่งเก็บ โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารอีกบัญชีทันที และส่วนที่เหลือนั้นค่อยนำมาแบ่งเป็นรายจ่ายต่างๆ เช่นรายจ่ายส่วนตัว ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าบ้าน ค่าโทรศัพท์รวมไปถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ รอสำรวจดูว่าเราน่าจะสามารถแบ่งหรือวางแผนที่จะออมเงินในแต่ละเดือนได้กี่เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน เราอาจจะเริ่มต้นที่ 10 % ก่อนก็นับว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี และค่อยขยับ เป็น 20-30% ตามกำลังความสามารถ เพียงเริ่มแบ่งเงินออมก่อนใช้ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับอนาคตในวันข้างหน้าแล้ว

2.“เปิด” บัญชีเพื่อออม บัญชีเพื่อใช้จากหลักในการออมข้อที่ 1 เงินเดือนออกแบ่งเก็บออมก่อนใช้ เมื่อแบ่งเงินออม และเงินเพื่อใช้ ออกตามกำลังของเราเรียบร้อยแล้ว ก็ให้เปิดบัญชี ทั้งนี้เพื่อเป็นการจัดระเบียบในการใช้เงินในบัญชี ซึ่งบัญชีแต่ละบัญชีนั้นก็จะมีความสำคัญที่แตกต่างกันออกไป โดยบัญชีเพื่อใช้ จะเป็นการแบ่งเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวันสามารถฝากถอน โอนเงิน จ่ายบิล ค่าใช้จ่ายได้ตลอดเวลา และบัญชีเพื่อออม มองหาสถาบันการเงินที่ให้ดอกเบี้ยเงินฝากสูง ไม่ซ่อนเงื่อนไขเปิดบัญชีเพื่อออมนี้ไว้ และอาจจะแบ่งบัญชีเพื่อออมนี้ เป็นระยะสั้น กลาง ยาว เพื่อเป็นการวางแผนการเงินในอนาคตของเราได้ดีขึ้น เช่น บัญชีออมระยะสั้น เป็นการออมเพื่อต้องการใช้เงินฉุกเฉิน เช่น ตกงาน เป็นต้น บัญชีออมระยะกลาง เพื่อออมเงินไว้ใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นหรือเป็นการออมเพื่ออนาคตข้างหน้า เช่น การซื้อบ้าน คอนโด รถ เงินในบัญชีออมระยะกลางนั้นมากกว่าออมแบบระยะสั้นนั่นเอง บัญชีออมเงินระยะยาวนั้นถือว่าสำคัญมากๆ เป็นการวางแผนในการออมเงินว่าอีก 30-40 ข้างหน้า เพื่อวัยเกษียณเพื่อจะได้ไม่เป็นภาระของลูกหลาน จะได้มีเงินใช้จ่ายได้อย่างสบาย แนะนำเพิ่มเติมว่าให้เปิดเป็นบัญชีของธนาคารเดียวกัน ทั้งนี้ เพื่อประหยัดค่าธรรมเนียมในการโอนเงินและสะดวกสบาย ไม่ยุ่งยาก หากจำเป็นที่จะต้องไปติดต่อทำธุรกรรมกับทางธนาคาร

3.ลงทุนให้งอกเงย ต่อจากหลักการออมข้อที่ 2 เมื่อเปิดและแบ่งบัญชีเพื่อออม และเพื่อใช้เรียบร้อยแล้ว หลักของการลงทุนจะเข้ามา ควรศึกษาหรือมองหาวิธีที่จะทำให้เงินที่ออมนั้นงอกเงยเพิ่มดอกเพิ่มผล เช่น การลงทุนหุ้น หรือลงทุนในกองทุนรวม ที่มีความเสี่ยงน้อย และมีผลประโยชน์ที่น่าสนใจ เช่น มนุษย์เงินเดือนอย่างเราต้องมีเรื่องภาษี ซึ่งเราสามารถนำเงินออมนี้ไปใช้สิทธิ์ในเรื่องของการลดหย่อนภาษีในกองทุน LTF / RMF หรือแม้กระทั่งการซื้อประกันชีวิตในลักษณะของการออมเงินระยะยาวพร้อมให้ความคุ้มครอง เป็นต้น ทั้งนี้ การลงทุนทุกรูปแบบมีข้อดีและข้อเสียในตัวเสมอ เราควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง

การเริ่มต้นการออมไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป และไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการเริ่มต้น “ออม- เปิด-ลงทุน” คุณก็ทำได้ วางแผนดีชีวิตดีขึ้นเรื่อยๆ

รณรงค์ตรวจวัดสายตา ‘วันสายตาโลก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/300002

รณรงค์ตรวจวัดสายตา ‘วันสายตาโลก’

รณรงค์ตรวจวัดสายตา ‘วันสายตาโลก’

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น

ห้างแว่นท็อปเจริญ รณรงค์คนไทยใส่ใจดูแลสายตาให้มากขึ้น เนื่องใน “วันสายตาโลก”พร้อมเชิญชวนตรวจสุขภาพสายตา โดยหมอสายตาและทีมผู้เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ

ห้างแว่นท็อปเจริญ นำโดย นพศักดิ์ ตรีพรชัยศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ เน้นย้ำคนไทยหันมาใส่ใจดูแลสายตาของตนเองและครอบครัวให้มากขึ้น เนื่องจากในปัจจุบันมีการใช้สายตากับเทคโนโลยีดิจิตอล และเครื่องมือสื่อสารค่อนข้างมาก โดยในวันสายตาโลก 12 ตุลาคม 2560
ที่ผ่านมา ได้เชิญชวนคนไทยเข้ารับบริการตรวจวัดสายตาและสุขภาพดวงตาฟรี โดยจักษุแพทย์ นักทัศนมาตรศาสตร์ (หมอสายตา-Doctor of Optometry) และทีมผู้เชี่ยวชาญด้านสายตาระดับมืออาชีพ พร้อมด้วยเหล่าพยาบาลและเภสัชกร ที่ร้านแว่นท็อปเจริญทุกสาขาใกล้บ้านคุณ หรือที่ “หน่วยตรวจสุขภาพสายตาเคลื่อนที่” (Eyecare Mobile Service) โดยบริการตรวจวัดสายตา ทั้งการวัดความสามารถในการมองเห็น การทดสอบการรับรู้สี วัดความดันน้ำในตา ด้วยอุปกรณ์และเครื่องมือที่ทันสมัย ครบครัน เพื่อให้บริการด้านสายตาที่สะดวกรวดเร็วและทั่วถึง

นายแพทย์นพวุฒิ ตรีพรชัยศักดิ์ จักษุแพทย์ และกรรมการบริหาร ได้กล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบันเกี่ยวกับโรคตาและปัญหาเกี่ยวกับสายตาในปี 2560 ที่ผ่านมา รวมถึงแนะแนวทางในการดูแลรักษาสายตาว่า จากการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของยุคสมัย เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทต่อการดำรงชีวิตมากขึ้น ทุกคนใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทั้งคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน แท็บเลต ที่มีแสงสีน้ำเงินคอยทำร้ายดวงตา ส่งผลให้เราใช้สายตามากขึ้นในระยะเวลานานยิ่งขึ้นในแต่ละวัน ซึ่งเป็นอันตรายโดยตรงต่อกระจกตา และจอประสาทตาของเรา และยังเร่งให้เกิดความเสื่อมของเลนส์ตา นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยร่วมอื่นๆ ที่ส่งผลให้เกิดปัญหาและโรคที่เกี่ยวข้องกับดวงตา เช่น รังสียูวีจากการทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานานๆ ในชั้นบรรยากาศที่บางลง จึงทำร้ายผิวหนังและดวงตาของเราได้มากขึ้น หรือมลภาวะในอากาศที่ทำให้เกิดการระคายเคืองของดวงตาและเยื่อบุตาของเรา สิ่งเหล่านี้ ทำให้เราทุกคนจำเป็นต้องดูแลสุขภาพดวงตาอยู่เสมอ เพื่อป้องกันความสูญเสียที่ไม่สามารถกลับคืนได้

นพศักดิ์ ตรีพรชัยศักดิ์

“อยากให้ทุกคนหมั่นดูแลสายตาของตนเองและครอบครัว เช่น หากเกิดจากการใช้สายตามากเกินไป ให้งดการใช้สายตาที่ใกล้ที่ไม่จำเป็น เช่น การเล่นเกมส์เป็นเวลานานๆ ถ้าจำเป็นต้องใช้สายตาที่ใกล้ ให้มีการหยุดพักเป็นช่วงๆ ด้วยสูตร 20/20/20 คือ การจ้องดูจอคอมนาน 20 นาที ให้พักสายตา 20 วินาที โดยหลับตาหรือมองไปไกลๆ ระยะประมาณ 20 เมตร หรือการใช้สายตาควรมีแสงสว่างที่เหมาะสม ไม่ให้มีแสงสะท้อนมาก ตัวหนังสืออย่าให้ตัวเล็กจนเกินไปทำให้ต้องเพ่งมากปรับเปลี่ยนแว่นสายตาให้เหมาะสมกับค่าสายตา หากพักสายตาแล้วยังไม่หาย ควรไปพบจักษุแพทย์ นักทัศนมาตรศาสตร์หรือหมอสายตา และขอรับปรึกษาฟรีกับผู้เชี่ยวชาญด้านสายตา เพื่อพิจารณาตรวจหาสาเหตุต่อไป นอกจากนี้ แนะนำให้เข้ารับการตรวจสุขภาพดวงตาเป็นประจำ เพื่อสุขภาพการมองเห็นที่ดีขึ้น ประมาณ 6 เดือนต่อ 1 ครั้ง”

ทั้งนี้ สามารถเข้ารับบริการตรวจวัดสายตาและสุขภาพดวงตาฟรี โดยจักษุแพทย์ นักทัศนมาตรศาสตร์ (หมอสายตา–Doctor of Optometry) และทีมผู้เชี่ยวชาญด้านสายตาระดับมืออาชีพ พร้อมด้วยเหล่าพยาบาลและเภสัชกร ที่ร้านแว่นท็อปเจริญทุกสาขาใกล้บ้านคุณ หรือที่ “หน่วยตรวจสุขภาพสายตาเคลื่อนที่” หรือสอบถามได้ที่โทร.02-6124710-1 หรือ Facebook.com/TopCharoenOfficial

ควรตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ อย่างน้อย 6 เดือนต่อ 1 ครั้ง

ควรตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ อย่างน้อย 6 เดือนต่อ 1 ครั้ง
หน่วยตรวจสุขภาพสายตาเคลื่อนที่ พร้อมให้บริการตรวจวัดสายตาและสุขภาพดวงตาฟรี

หน่วยตรวจสุขภาพสายตาเคลื่อนที่ พร้อมให้บริการตรวจวัดสายตาและสุขภาพดวงตาฟรี
นพ.นพวุฒิ ตรีพรชัยศักดิ์ จักษุแพทย์และกรรมการบริหาร

นพ.นพวุฒิ ตรีพรชัยศักดิ์ จักษุแพทย์และกรรมการบริหาร

ยูนิโคล่ และ KAWS อวดโฉมสนูปปี้สีดำสุดคูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/299998

ยูนิโคล่ และ KAWS อวดโฉมสนูปปี้สีดำสุดคูล

ยูนิโคล่ และ KAWS อวดโฉมสนูปปี้สีดำสุดคูล

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ยูนิโคล่ และ KAWS ศิลปินสายสตรีทอาร์ทชื่อก้องแห่งนิวยอร์ก หวนจับมือกันอีกครั้งเพื่อสร้างสรรค์เสื้อยืดยูนิโคล่ “KAWS x PEANUTS” คอลเลคชั่นที่สอง หลังจากที่คอลเลคชั่นแรกได้รับการตอบรับที่ดีจากเหล่าสาวกทั่วทุกมุมโลกอย่างล้นหลาม โดยในคราวนี้ยังคงมาพร้อมกับไอเท็มสุดฮิต สำหรับผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก ที่มีลายสนูปปี้ซึ่งถูกออกแบบโฉมใหม่ด้วยสีดำล้วนสุดคูล โดยจะเริ่มวางจำหน่ายพร้อมกันทั่วโลกในเดือน พฤศจิกายน2560 เป็นต้นไป ที่ร้านยูนิโคล่ทุกสาขาและช่องทางออนไลน์สโตร์

เสื้อยืด UT นั้นถือว่าเป็นองค์ประกอบหลักของปรัชญาไลฟ์แวร์ (LifeWear) ของยูนิโคล่ ซึ่งจะมีการผสมผสานแฟชั่นสมัยใหม่ด้วยวัฒนธรรมป๊อป และลวดลายกราฟิกของเหล่าศิลปินชื่อดังจากทั่วโลกเพื่อที่จะสะท้อนตัวตนของผู้สวมใส่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ ไลฟ์แวร์ ยังนำเสนอเสื้อผ้าที่เปี่ยมไปด้วยนวัตกรรม และมีคุณภาพสูง ดีไซน์ที่เป็นสากล และมอบความรู้สึกสบายให้แก่ผู้สวมใส่ทุกคน ได้ทุกที่ทุกเวลา

KAWS ศิลปินที่มีชื่อเสียงโด่งดังและได้รับการยอมรับจากแฟนๆ ทั่วโลก ด้วยผลงานที่มีสุนทรียภาพทางศิลปะในแบบที่แตกต่างออกไป สำหรับ KAWS x PEANUTS คอลเลคชั่นแรกนั้นก็ได้สร้างปรากฏการณ์อย่างยิ่งใหญ่ไปทั่วโลกตั้งแต่วันเปิดตัวเมื่อเดือนเมษายน 2560 ที่ผ่านมา เนื่องจากลายกราฟิกของสนูปปี้และผองเพื่อนที่ถูกออกแบบใหม่ในแบบฉบับเฉพาะตัวของเขาเอง และในคอลเลคชั่นที่สองนี้จะมีการปรับเปลี่ยนสีสนูปปี้บนเสื้อผ้า ให้กลายเป็นสีดำล้วนทั้งตัวเลยทีเดียว

อีกทั้ง ในคอลเลคชั่นที่สองนี้จะมีไอเท็มสุดพิเศษที่เพิ่มเติมเข้ามาเป็นครั้งแรกก็คือ ตุ๊กตาสนูปปี้ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก โดยมีเอกลักษณ์ของ KAWS อยู่ตรงที่การใช้สัญลักษณ์กากบาทแทนดวงตาทั้งสองข้าง รวมถึงเนื้อผ้าคุณภาพดีที่ KAWS เป็นผู้คัดสรรด้วยตัวเองอีกด้วย

สำหรับคอลเลคชั่นที่สองของ KAWS x PEANUTS นั้นจะประกอบไปด้วยเสื้อยืด UT เสื้อฮู้ดผ้าสเวตแขนขาวเสื้อสเวตเตอร์ รวมถึงตุ๊กตาสนูปปี้ไซส์ใหญ่และไซส์เล็ก ซึ่งจะมีไอเท็มสำหรับผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก ทำให้สามารถใส่แบบคู่รัก หรือใส่พร้อมกันทั้งครอบครัวได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยจะวางจำหน่ายในเดือนพฤศจิกายน ที่ร้านยูนิโคล่ทุกสาขาและออนไลน์สโตร์ www.uniqlo.com/th

เปิดสูตรลับหยุดผมร่วงสร้างเส้นผมใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/300000

เปิดสูตรลับหยุดผมร่วงสร้างเส้นผมใหม่

เปิดสูตรลับหยุดผมร่วงสร้างเส้นผมใหม่

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

แฮช ซีรี่ส์ คอปเปอร์ เปปไทด์ แชมพู (H Series Copper peptide shampoo) สูตรลับที่สุดของที่สุด กับมหัศจรรย์ COPPER PEPTIDE ที่ยับยั้งการทำลายรากผม เป็นผลิตภัณฑ์หยุดผมร่วง สร้างเสริมเส้นผมใหม่ด้วยเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในขณะนี้ จากคลินิกปลูกผมอันดับหนึ่งของเมืองไทย MHC Million Hair transplant Center ( MHC clinic ) มีประสบการณ์ดูแลการศัลยกรรมปลูกผมให้กับคนไข้มานานกว่า 6 ปี ดูแลคนไข้มามากกว่า 5,000 คน ซึ่งค้นพบว่า ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมมีผลอย่างมากต่อเซลล์ผม และผลิตภัณฑ์ที่เหนือมาตรฐานเท่านั้นที่จะสามารถสร้างผลที่แตกต่างได้

H Series Copper peptide Shampoo ถูกคิดค้นและสร้างขึ้นมาพิเศษ สำหรับผู้ที่มีอาการผมร่วง เส้นผมอ่อนแอ และมีอาการผมร่วงจากกรรมพันธุ์ ช่วยฟื้นฟูเซลล์รากผมให้กลับมาแข็งแรงดังเดิม ยับยั้ง DHT สาเหตุผมร่วงในผู้ชาย เพิ่มการไหลเวียนโลหิตทำให้เลือดมาเลี้ยงรากผมเพิ่มขึ้น ไม่มีสารประกอบซิลิโคนที่ก่อให้เกิดรังแค ซึ่งเหมาะสมกับคนที่เป็นรังแคง่าย เพิ่มความชุ่มชื้นให้เส้นผม

ทั้งนี้ H Series Copper peptide Shampoo เป็นผลิตภัณฑ์ที่รวมเอาสารสกัดจากธรรมชาติและนวัตกรรมทางการแพทย์ ทั้งหมด 5 ชนิด ที่ถูกค้นพบและพิสูจน์แล้วว่า สามารถแก้ปัญหาเรื่องเส้นผมให้กับทุกเพศทุกวัยมากที่สุด โดยมี 5 ส่วนผสมที่ทรงคุณค่า อันได้แก่ 1.COPPER PEPTIDE ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญหลักของ H Series Copper Peptide Shampoo มีคุณสมบัติพิเศษในการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ภายหลังการถูกทำลาย ซึ่งมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับรากผมและหนังศีรษะ ทั้งทางตรงและทางอ้อมมีประสิทธิภาพสูงในการต่อสู้กับอาการผมบางและเพิ่มปริมาณความเงางาม โดยเป็นไอออนสมดุล (ION-Balancing Shampoo) สูตรฟองน้อย ที่อุดมไปด้วยสารสกัด Peptide ทองแดง 2.Coffee Extract กาเฟอีนมหัศจรรย์จากธรรมชาติมีความสามารถในการต่อต้านการอุดตันของรูขุมขน และควบคุมการเจริญเติบโตของเส้นผม จากการศึกษาที่ถูกตีพิมพ์ในนิตยสาร International journal of Dermatology ในปี 2550 พบว่า กาเฟอีนสามารถกระตุ้นรูขุมขนให้เส้นผม มีการเจริญเติบโตและช่วยซ่อมแซม รวมถึงการปกป้องไม่ให้ผมหลุดร่วงได้เป็นอย่างดี

3.Saw Palmetto Extract สารสกัดจากผลต้นปาล์มใบเลื่อยในทวีปอเมริกาใต้ ที่พิสูจน์แล้วว่ามีส่วนช่วยในการรักษาอาการผมบาง ผมร่วง และยับยั้งการทำงานที่เกิดจากฮอร์โมน DHT ต้นเหตุของผมหลุด จึงส่งผลให้หนังศีรษะและต่อมรากผมมีการไหลเวียนเลือดและการนำสารอาหารเข้าสู่รากผมเป็นปกติ ทำให้เส้นผมกลับมาแข็งแรงดกดำขึ้นได้ 4.Phytopolyamine-s สารอาหารจำเป็นสำหรับเส้นผม ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการเจริญเติบโตของเส้นผม ซึ่งหากร่างกายขาดสารอาหารนี้ไปแล้วล่ะก็จะทำให้ผมฝ่อ ผมเกิดใหม่ช้า หรือเส้นผมแคระแกร็นได้ และ 5.Horse tail Extract สารสกัดจากหญ้าหางม้า หรือ Equisetum arvense มีคุณสมบัติในการต้านเชื้อแบคทีเรียและสมานแผล เป็นแหล่งสะสม ซีลีกา ช่วยบำรุงรากผมให้แข็ง พร้อมเสริมสร้างคอลลาเจนและเนื้อเยื่อต่างๆ บริเวณรากผม

อีกทั้ง เนื้อแชมพู มีกลิ่น Crytal green อ่อนๆ ที่จะระเหยออกมา และเมื่อชโลมลงบนศีรษะ เพียงนวดจนเกิดโฟมก็จะได้กลิ่นหอมบางเบาช่วยผ่อนคลายในขณะที่ Copper peptide จะเริ่มทำงาน เมื่อทิ้งไว้ 5 นาที แล้วจึงล้างออกโดยไม่ต้องนวดผม เมื่อใช้ติดต่อกันเป็นเวลา 90-180 วัน เพื่อให้เส้นผมใหม่ใช้เวลาในการเจริญเติบโต ส่วนเส้นผมเก่าต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู การพักผ่อนให้เพียงพอและหมั่นออกกำลังกาย รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการทำสีผม ส่วนผู้ที่ไม่มีรากผมแล้วควรปรึกษาแพทย์ เพื่อทำการย้ายรากผมที่เหลืออยู่มาอยู่ในจุดที่ต้องการ โดยการศัลยกรรมปลูกผม

สามารถสั่งซื้อพร้อมติดตามโปรโมชั่นได้ที่ Line@ : @hseries หรือที่คลินิก MHC Million Hair transplant Center ( MHC clinic )

คุณแหน : 30 ตุลาคม 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/300015

คุณแหน : 30 ตุลาคม 2560

คุณแหน : 30 ตุลาคม 2560

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

●● พสกนิกรชาวไทยน้ำตานองทั้งแผ่นดิน ร่วมน้อมถวายอาลัยและน้อมส่งเสด็จ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เสด็จสู่สวรรคาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้เป็นล้นพ้น การจัดงานฯ ถวายครั้งสุดท้ายเป็นพระราชพิธีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด สมพระเกียรติยศยิ่ง..

●● ขอนำธรรมกถา จาก พระธรรมมงคลญาณ (หลวงพ่อวิริยังค์) เจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล พระวิปัสสนาจารย์ชื่อดัง ปรารภถึง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2559 (ปีที่แล้วหลังเสด็จสวรรคต) ว่า “พระองค์ท่าน มิได้เสด็จไปไหน ท่านเพียงแต่เปลี่ยนภพภูมิที่สูงขึ้น ความดีของพระองค์ท่านยังคงสถิตอยู่ในใจเรา เราเพียงแต่ทำความดีต่อไป ตามรอยพ่อสอน”

●● และขอนำท่านผู้อ่าน “แนวหน้า” ย้อนไปถึงธรรมกถา ของพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) เมื่อขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ได้กล่าวถึง “ในหลวง รัชกาลที่ 9” ว่า พระองค์ทรงเป็นพระโพธิสัตว์โดยแท้ ขอน้อมถวายความจงรักภักดีแด่พระมหาธรรมราชา ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐแห่งแผ่นดินไทย และเพื่อความเป็นสวัสดิ์มงคลอันยิ่งให้บังเกิดแห่งแผ่นดิน นับว่าเป็นบุญของแผ่นดินไทย ที่เราได้มีพระมหากษัตรย์ผู้ทรงทศพิธราชธรรมอย่างแท้จริง..” ตลอดระยะเวลาครองราชย์ 70 ปี ของพระองค์ท่าน ด้วยพระมหากรุณาธิคุณปกแผ่ไพศาล ไม่มีประมาณ นั้นเป็นคำกล่าวที่เป็นจริงที่สุด..

●● และขณะนี้ ปวงชนชาวไทยทุกคนอยู่ใต้ร่มพระบารมีแห่งในหลวง รัชกาลที่ 10 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ขอร่วมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้และขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน..

●● เห็นหน้าขาวสวยๆ ของหญิงใจบุญ มนวิภา ประชัญคดี ไปค้างคืนอยู่ข้างถนนหน้าศาลฎีกาตรงข้ามพระเมรุมาศ ตั้งใจส่งเสด็จให้ได้ไม่ว่าจะต้องตากแดดตากฝนเพียงใด… ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์..

●● คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานชมรมผู้รู้คุณแผ่นดิน พร้อมด้วยสมาคมนักเรียนเก่ามาแตร์เดอีวิทยาลัยฯ จัดพิธีมิสซาถวายพรพระผู้สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร6 พ.ย. 09.00 น. ณ หอประชุมโรงเรียนมาแตร์เดอีฯ..

●● ปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานฯบี.กริม เพาเวอร์ และนายกสมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ร่วมกับ กฟผ. และผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนในประเทศ เตรียมจัดงานสัมมนา “ร้อยใจผู้ผลิตไฟฟ้าไทย ปี 2560” เพื่อเสริมสร้างสัมพันธภาพเครือข่ายด้านพลังงาน พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ด้านพลังงาน เพื่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้า 2-3 พ.ย. ณ ห้องนภาลัยเอ โรงแรมดุสิตธานี พัทยา ชลบุรี..

●● คริมา กุญชร ณ อยุธยา ร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง ขอขมาพระแม่คงคา จัดงาน “เสน่ห์แห่งสายนที สืบสานประเพณีลอยกระทง” มีกิจกรรมย้อนยุคต่างๆ พร้อมลิ้มรสอิ่มอร่อยกับบุฟเฟ่ต์นานาชาติและบาร์บีคิวซีฟู้ดสดใหม่ กับบรรยากาศสุดโรแมนติกในสวนสวยใต้แสงจันทร์ริมสายน้ำเจ้าพระยา ณ ศาลาริมน้ำ รร.มณเฑียร ริเวอร์ไซด์ ในคืนพระจันทร์เต็มดวง 3 พ.ย…●●

คุณแหน

หลอมดวงใจแห่งความจงรักภักดี ถวายดอกไม้จันทน์ น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/300013

หลอมดวงใจแห่งความจงรักภักดี ถวายดอกไม้จันทน์ น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

หลอมดวงใจแห่งความจงรักภักดี ถวายดอกไม้จันทน์ น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ในวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา ภาพที่เห็นคือ พสกนิกรชาวไทยหลั่งไหลจากทั่วสารทิศ เดินทางมาถวายดอกไม้จันทน์ เพื่อส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ด้วยหัวใจแห่งความจงรักภักดีกันอย่างล้นหลาม ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าเกินจะพรรณนา

ภายในวัดที่ถูกกำหนดให้เป็นสถานที่ถวายดอกไม้จันทน์ และพระเมรุมาศจำลองทุกแห่งในกรุงเทพฯ และทั่วประเทศ คราคร่ำไปด้วยผู้คนทุกเพศ ทุกวัย มาเข้าแถวรอคิวกันยาวเหยียดจนสุดลูกหูลูกตา โดยเฉพาะบริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวงมีพสกนิกรประมาณ 157,000 คน และด้านนอกที่รอจะผ่านจุดคัดกรองอีกประมาณ 200,000 คน แม้จะต้องใช้เวลาในการรอคอยนานสักแค่ไหน จะยืนตากแดดตากฝน จนเปียกปอนเพียงใด พสกนิกรของพระองค์ทุกคนต่างมีหัวใจแน่วแน่เป็นหนึ่งเดียว ที่จะร่วมถวายดอกไม้จันทน์ เพื่อกราบทูลลาใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเป็นครั้งสุดท้าย ด้วยน้ำตานองหน้า

หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานประกอบพิธีถวายดอกไม้จันทน์ พร้อมกับผู้บริหารระดับสูงและข้าราชการ ณ ซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก กล่าวว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรทรงเป็นดวงใจของคนไทยทั้งชาติ การที่เราสูญเสียพระองค์ท่านในครั้งนี้ เป็นเรื่องที่คนไทยทุกคนต่างเสียใจ และนับว่าเป็นประวัติศาสตร์แห่งชีวิตของคนไทยทุกคนที่เราได้เกิดมาในรัชสมัยของพระองค์ท่าน โดยพระองค์ทรงบำเพ็ญคุณประโยชน์เป็นอเนกอนันต์ที่เป็นตัวอย่างให้กับชนรุ่นเรา และรุ่นต่อๆ ไป ฉะนั้นพวกเราทุกคนต้องช่วยกันจารึกและจดจำ ทั้งเรื่องศาสตร์ของพระราชา เรื่องพระราชจริยวัตร ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความพอเพียง ความเพียร ที่ลูกหลานเยาวชนไทยทุกคนมีความภาคภูมิใจ อีกทั้งต้องช่วยกันสืบสานพระราชปณิธานนี้ให้ดำรงอยู่ในชาติบ้านเมืองของเราต่อไป”

นี่คือเสียงส่วนหนึ่งของความจงรักภักดีและคิดว่าคงเป็นเสียงเดียวกันทั่วทั้งแผ่นดิน…ศิริวรรณ ภุมมาจันทร์ เล่าว่า “ดิฉันเป็นพสกนิกรคนหนึ่งที่ได้เดินทางไปวางดอกไม้จันทน์ ที่ พระเมรุมาศจำลอง สนามกีฬาธูปะเตมีย์ ซึ่งเดินทางไม่กี่กิโลเมตรจากบ้านนัก ถึงพระเมรุมาศ เวลา 11.15 น. ตอนนั้นท้ายแถวอยู่ลานจอดรถ.วัดลาดสนุ่น ลำลูกกา คลอง 1 ซึ่งก็ไกลจากพระเมรุมาศถึง 10 กิโลเมตร แต่ด้วยความที่ตั้งใจที่แน่วแน่และจงรักภักดีว่าจะต้องถวายดอกไม้จันทน์ให้ได้ ถึงแม้จะใช้เวลานานสักเพียงไหน ในที่สุดก็ได้ถวายดอกไม้จันทน์ เวลาประมาณ 21.00 น.รวมเวลาประมาณ 11 ชั่วโมง”

อดิศร วงศ์ศรศักดิ์ เลือกสถานที่ถวายดอกไม้จันทน์ ณ พระเมรุมาศจำลอง ลานคนเมือง บริเวณหน้าศาลาว่ากรุงเทพมหานคร เล่าว่า “ใช้เวลารอคอยนานถึง 12 ชั่วโมง 19 นาทีทีเดียว เริ่มมาเข้าคิวต่อแถวตั้งแต่เวลา O9.30 น. และได้ถวายดอกไม้จันทน์เวลา 21.49 น. โดยไม่มีความรู้สึกท้อแต่อย่างใด พระองค์ทรงงานหนักเพื่อประชาชนมายาวนานตลอดระยะเวลาที่ทรงครองราชย์ 70 ปี แม้จะต้องใช้เวลารอถวายดอกไม้จันทน์ เพื่อน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย นานกว่านี้ก็รอได้ และตั้งมั่นว่าจะเป็นคนดีคิดดี ทำดี ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาที่คุณอันหาที่สุดมิได้”

ชิตชนก ประสงค์ เผยว่า “ประชาชนหลั่งไหลเข้าไปถวายดอกไม้จันทน์กันมากมาย ที่ พระเมรุมาศจำลอง สนามกีฬาธูปะเตมีย์กองทัพอากาศ ดิฉันได้เดินทางไปถึง พระเมรุมาศจำลอง ตั้งแต่เวลา 09.30 น. หลังจากผ่านจุดคัดกรอง กว่าจะได้ถวายดอกไม้จันทน์ ก็เวลา 15.45 น. ขณะนั้นเกิดฝนตกหนัก แต่เมื่อมองไปที่แถวของประชาชนที่มาร่วมในพิธี ยังยืนรอเข้าแถวกางร่ม ตากฝน กันยาวเหยียดสุดตา ไม่ยอมถอยไปไหน จนวินาทีสุดท้าย นับเป็นภาพประทับใจที่ไม่รู้ลืมจริงๆ พอได้รับแผ่นพับที่แจกแล้วรู้สึกดีใจที่สุด”

ยินดี สุวรรณรักษา ซึ่งเดินทางไปกับกลุ่มเพื่อนๆ ที่ทำงานเดียวกัน เล่าด้วยความปลื้มปีติว่า “ได้ไปถวายดอกไม้จันทน์ที่ พระเมรุมาศจำลอง พระลานพระราชวังดุสิต ซึ่งกลุ่มของดิฉันไปถึงเวลาประมาณ 10.00 น. ใช้เวลาในการคัดกรองไม่นาน แต่หลังจากนั้นได้ใช้เวลาที่แสนยาวนานในการเข้าแถวรอเพื่อถวายดอกไม้จันทน์ ระหว่างที่ยืนต่อแถวผู้คนรอบข้างต่างอยู่ในอาการโศกเศร้า ฝนก็ตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย เจอทั้งแดดและฝน แต่ทุกคนและดิฉันไม่ย่อท้อ และปลาบปลื้มที่สุดมีโอกาสได้รับเสด็จฯ ในหลวงร.10 อีกด้วย และประมาณ 22.00 น. ได้เห็นฝูงนกกระยางสีขาวบินเป็นริ้วขบวนมุ่งหน้าไปทางพระเมรุมาศด้วย”

มนัสส์นันญ์ เป๋าอยู่ หนึ่งในจิตอาสาเฉพาะกิจ แผนกงานดอกไม้จันทน์ และเชิญพานของชำร่วย ณ พระลานพระราชวังดุสิต เล่าด้วยความรู้สึกปลาบปลื้มใจว่า “รู้สึกเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลอย่างหาที่สุดมิได้ และตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูกที่ได้เข้าร่วมงานพิธีสำคัญครั้งนี้ และได้รับเลือกเป็นจิตอาสาช่วยงาน ตั้งแต่วันที่ 25-26 ต.ค. ซึ่งเป็นวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวง ร.9 ได้เห็นประชาชนนับไม่ถ้วนมาร่วมไว้อาลัย “พ่อหลวง” เป็นครั้งสุดท้าย อยู่ๆน้ำตาก็ไหลเอ่อออกมาไม่รู้ตัว โดยรวมระยะเวลาปฏิบัติงานตั้งแต่เที่ยงวันจนถึงเที่ยงคืน แม้จะเหนื่อยแต่ภาคภูมิใจหลังจากปฏิบัติงานเสร็จ ก็มีโอกาสได้ถวายดอกไม้จันทน์ เพื่อส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ด้วยความจงรักภักดี และรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของในหลวง ร.9”

หทัยทิพย์ ศรีขำ เล่าว่า “เดินทางไปร่วมพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ณ วัดมัชฌันติการาม(วัดน้อย) ซอยวงศ์สว่าง 11เดินทางถึงวัดประมาณเวลา 15.30 น.ได้ถวายดอกไม้จันทน์ในเวลา 19.30 น. บรรยากาศคับคั่งไปด้วยประชาชนที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน เพื่อน้อมสักการะถวายความอาลัยเป็นครั้งสุดท้าย แม้จะยืนต่อแถวใช้ระยะเวลานานเพียงใดก็ไม่รู้สึกเหนื่อย และเฝ้ารออย่างมีหวัง ทั้งยังเห็นผู้สูงอายุ และเด็กเล็กๆ ที่มายืนรอคิวเพื่อถวายดอกไม้จันทน์ด้วยความจงรักภักดี ก็อดปลาบปลื้มไม่ได้”

ปราณี สุขกระจ่าง และ ไพมณี จันทาพนักงานบัญชี เล่าว่า “ดิฉันและเพื่อนไปร่วมในพิธีถวายดอกไม้จันทน์ ที่ พระเมรุมาศจำลอง พระลานพระราชวังดุสิต รอเข้าแถวที่สะพานชมัยมรุเชฐ เวลา 10.45 น. ผ่านจุดคัดกรองเวลา 11.15 น. และได้ถวายดอกไม้จันทน์ เวลา 16.20 น. ต้องบอกว่าเป็นเวลารอคอยที่ยาวนานที่สุดในชีวิต แต่กลับรู้สึกปลื้มปีติอยู่ในใจ ที่เห็นประชาชนยืนเข้าแถวอย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยและย่อท้อ ด้วยความจงรักภักดี ประทับใจในกลุ่มจิตอาสา ที่คอยดูแลให้กำลังใจ เสิร์ฟน้ำ อาหาร ยาดม สุขใจทั้งผู้ให้และผู้รับ เป็นความทรงจำที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิต”

ทิพวิมล จันทาทับ เดินทางมาร่วมถวายดอกไม้จันทน์ ที่ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร พร้อมด้วย ศุภกร รัตนโชคชัย และ เปี่ยมศักดิ์ สุวรรณ เล่าว่า “มายืนเข้าคิวรอตั้งแต่เวลา 15.00 น. กระทั่งเวลาประมาณ 22.00 น. จึงได้ถวายดอกไม้จันทน์ แต่ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยล้าเลย เพราะตั้งใจแล้วว่า จะมากราบลาพระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้าย และถึงจะต้องรอนานกว่านี้ ก็พร้อมที่จะรอ เพื่อส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยค่ะ”

นภาพร แจ่มจันทร์ เล่าว่า “มารอต่อคิวเพื่อถวายดอกไม้จันทน์ ที่ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร ตั้งแต่ 09.00 น. กระทั่งเวลา 12.00 น. ยังมีประชาชนในแถวที่รอก่อนหน้าอีกเป็นจำนวนมาก เลยต้องกลับมาเพื่อทำงานที่แนวหน้าต่อให้เสร็จ แล้วตัดสินใจเปลี่ยนไปรอเข้าแถวที่วัดหลักสี่ ยืนเข้าคิวรอตรงหางแถวเวลา 18.00 น. ประมาณเวลา 20.00 น. ได้ร่วมถวายดอกไม้จันทน์ตามที่ตั้งใจ และไม่ว่าจะรอนานแค่ไหน ก็จะรอ เพื่อส่งเสด็จพระองค์ท่านสู่สวรรคาลัย”

ดรุณี ไทยกมล เล่าว่า “เดินทางไปวัดประสิทธิเวช ตั้งแต่เช้า ได้เข้าถวายดอกไม้จันทน์เวลาประมาณ 14.00 น. แต่ก็ไม่ท้อ เพราะเห็นประชาชนมากมายที่มายืนตากแดด ตากฝนรอด้วยหัวใจที่จงรักภักดีเช่นเดียวกัน ยิ่งน้ำตาคลอ วันนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราทุกคนจะได้ร่วมส่งเสด็จพระองค์ท่านสู่สวรรคาลัย ต่อให้รอนานแค่ไหน ก็จะรอค่ะ”

เดิน-วิ่งการกุศล รณรงค์คนไทยใส่ใจโรคกระดูกพรุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/300004

เดิน-วิ่งการกุศล รณรงค์คนไทยใส่ใจโรคกระดูกพรุน

เดิน-วิ่งการกุศล รณรงค์คนไทยใส่ใจโรคกระดูกพรุน

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

มูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทยฯ และกลุ่มบริษัทดัชมิลล์ จำกัด จัดกิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศล “Fit Your Bone Run for Healthy Bone 2017” ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จ
พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และร่วมรณรงค์ให้คนไทยหันมาใส่ใจโรคกระดูกพรุน เนื่องในวันสากลโรคกระดูกพรุน (World Osteoporosis Day) กับ กิจกรรม “Fit Your Bone Run for Healthy Bone 2017” ณ บริเวณสะพานพระราม 8 กรุงเทพฯ ไปเมื่อเร็วๆ นี้

พ.อ.รศ.นพ.ทวี ทรงพัฒนาศิลป์ และ ทนงศักดิ์ ศุภการ

กิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศลครั้งนี้ พ.อ.รศ.นพ.ทวี ทรงพัฒนาศิลป์ ประธานชมรมผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกพรุน ภายใต้มูลนิธิโรคกระดุกพรุนแห่งประเทศไทยฯ, อ.ณรงค์ เทียมเมฆ ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ นายพรชัย สวัสดิ์สุขสบชัย
กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดัชมิลล์ จำกัด ได้ร่วมกันเปิดงาน จากนั้นผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนได้พร้อมใจกันยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 89 วินาที เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและถวายความอาลัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ท่ามกลางบรรยากาศที่สงบเงียบ นอกจากนี้ ในงานยังมีการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่นำเสนอสาระความรู้ด้านสุขภาพให้แก่นักวิ่ง อาทิ คลินิกนักวิ่ง, โภชนาการสำหรับนักวิ่ง, ตรวจสุขภาพเบื้องต้น, วัดมวลกระดูกและสมรรถภาพทางกาย โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทยฯ, บริการอาหารเช้าเพื่อสุขภาพ, บริการนวดคลายกล้ามเนื้อ พร้อมทั้งดื่มนมและผลิตภัณฑ์นมคุณภาพจากดัชมิลล์ ฟรีตลอดกิจกรรม

นายพรชัย สวัสดิ์สุขสบชัย

นายพรชัย สวัสดิ์สุขสบชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดัชมิลล์ จำกัด เผยว่า “กิจกรรม Fit Your Bone Run For Healthy Bone 2017 เดิน-วิ่งการกุศล เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและร่วมถวายอาลัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเนื่องในวันสากลโรคกระดูกพรุน (World Osteoporosis Day) รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย สมทบทุนมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทยฯ เราอยากให้กิจกรรมในครั้งนี้ เป็นกิจกรรมที่รวมพลังความรัก ความสามัคคี ความตั้งใจของปวงชนชาวไทยเปลี่ยนเป็นพลังออกวิ่ง ให้เป็นส่วนหนึ่งของวันประวัติศาสตร์กับการร่วมน้อมถวายอาลัยแด่ ในหลวง รัชกาลที่ 9 นอกจากนี้ ยังกระตุ้นเตือนให้คนไทยตระหนักถึงโรคกระดูกพรุน ภัยเงียบใกล้ตัว และวิธีป้องกันรักษา พร้อมทั้งรณรงค์ให้คนไทยหันมาดื่มนมและผลิตภัณฑ์นมซึ่งมีแคลเซียมธรรมชาติ ร่วมกับการออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อสุขภาพที่ดีและกระดูกแข็งแรง”

นพวรรณ  อัศววงษ์สันติ

หนึ่งในนักวิ่งที่มาร่วมกิจกรรม น.ส.นพวรรณ อัศววงษ์สันติ กล่าวว่า ดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมดีๆ ที่จัดขึ้นเพื่อน้อมสำนึกถึงพระองค์ท่าน ตนเองมีความซาบซึ้งใจกับพระราชกรณียกิจและจะคิดถึงสิ่งที่พระองค์ท่านได้ทำเพื่อพวกเราปวงชนชาวไทยตลอดไป ด้าน นายชัชวาล วิริยะไพบูรณ์ คุณลุงนักวิ่งวัย 62 ปี กล่าวว่า ได้เข้าร่วมกิจกรรมนี้เป็นครั้งที่สอง จากปีที่แล้วที่เคยมาร่วมงาน ประทับใจกับการจัดงานได้เป็นอย่างดี ด้วยระบบซึ่งทำให้ผู้วิ่งมีความปลอดภัย อีกทั้ง ยังมีความภูมิใจ ตื้นตันใจมากที่ได้ร่วมกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อ ในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นที่รักเทิดทูนยิ่งของพวกเรา

ผลการแข่งขันผู้ชนะเลิศ Overall มีทั้งหมด 4 รางวัล แบ่งเป็นฮาล์ฟมาราธอน ระยะทาง 21.1 กิโลเมตร ประเภทชาย ได้แก่ หนุ่มนักวิ่งจากเคนยา โทมัส มูลิส ซึ่งตั้งใจมาร่วมงานนี้โดยเฉพาะ ประเภทหญิง ได้แก่ ซีโอมาร่า ทิมเบอร์ตัน นักวิ่งสาวจากสหรัฐอเมริกา และมินิมาราธอน ระยะทาง 10.5 กิโลเมตร ประเภทชาย ได้แก่ นายนัธทวัฒน์ บุญอุปละ ประเภทหญิง ได้แก่ นางสาวมยุรี กานนท์ธนกุล ได้ครองถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัลและดื่มนมดัชมิลล์ฟรี 1 ปี นอกจากนี้ ยังมีถ้วยรางวัลเกียรติยศจากมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทยฯ สำหรับผู้ชนะเลิศอันดับ 1-3 ทุกประเภท ทุกกลุ่มอายุ รวมทั้งหมด 36 รางวัล

15 ปีวิทยาลัยนานาชาติ ม.ศิลปากร สะท้อนผลงานเชิดชูศาสตร์พระราชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/300016

15 ปีวิทยาลัยนานาชาติ ม.ศิลปากร สะท้อนผลงานเชิดชูศาสตร์พระราชา

15 ปีวิทยาลัยนานาชาติ ม.ศิลปากร สะท้อนผลงานเชิดชูศาสตร์พระราชา

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พระราชอารมณ์ขัน, การไม่หยุดที่จะเรียนรู้ รวมถึงพระปรีชาสามารถในทฤษฎีต่างๆ นำมาซึ่งแนวคิดในการจัดงานครบรอบ 15 ปี วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยศิลปากร โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมพิศ ขัตติยพิกุล คณบดี จัดการประชุมวิชาการและการแสดงนิทรรศการที่สอดคล้องขึ้น ภายใต้ชื่อ SUIC’s 15thInternational Conference  and Exhibition :  The Integration of Art, Creativity
and Management เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ, เผยแพร่ผลงานวิชาการและผลงานสร้างสรรค์ รวมทั้งขอบคุณสถาบันการศึกษาชั้นนำต่างประเทศที่ตลอดระยะเวลา 15 ปี ร่วมกันสร้างบัณฑิตชั้นนำหลักสูตรสองปริญญาของไทยจนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ณ อาคารไปรษณีย์ไทย บางรัก ห้องไปรษณีย์ฤดีสราญ

ภายในงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมบรรยายหัวข้อ การพัฒนาศิลปวัฒนธรรมสู่สากล เป็นแนวทางให้วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยศิลปากรและบัณฑิตได้ยึดถือและปฏิบัติ โอกาสนี้ Mr.Alain Sebban ผู้ก่อตั้งสถาบันวาแตล จากสาธารณรัฐฝรั่งเศส, Professor David Roberts ตัวแทนจากมหาวิทยาลัย Birmingham City University สหราชอาณาจักร, ร่วมแสดงความยินดี 15 ปีวิทยาลัยนานาชาติ พร้อมพันธะสัญญาถึงก้าวต่อไป ที่จะเป็นผู้บุกเบิกและผู้นำในหลักสูตรสองปริญญา เพื่อสร้างโอกาสการทำงานระดับสากลให้กับบัณฑิต

“หัวใจของหลักสูตรของวิทยาลัยนานาชาติศิลปากร เราเน้นที่หลักสูตรที่เรียนจบแล้วได้สองปริญญามาตลอดและเน้นการฝึกปฏิบัติและการฝึกงานในต่างประเทศ ที่ทำให้เราโดดเด่นอันเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จ ซึ่งในวิทยาลัยนานาชาตินั้น เด็กที่เข้ามาเรียนจะได้ สองปริญญา ปริญญาแรก จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ปริญญาที่สองจากสถาบันต่างประเทศที่เราร่วมมือด้วย เช่น Vatel International Business School, Rennes School of Business, Paris School of Business ประเทศฝรั่งเศส และ Birminham City University ประเทศอังกฤษ พร้อมเปิดโอกาสให้นักศึกษาไปเรียนในต่างแดนและมีประสบการณ์ในต่างประเทศ” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมพิศ ขัตติยพิกุล คณบดี วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวปิดท้าย พร้อมนำเสนอสุดยอดผลงานที่ภาคภูมิใจ ได้แก่ นิทรรศการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 9 ผ่านการจัดแสดงพระราชกรณียกิจที่สำคัญ บทกลอนภาษาฝรั่งเศส ภาพวาดในหลวงรัชกาลที่ 9 วีดีโอเกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9 ตรัสถึงเรื่องสังคม, การศึกษา, ปรัชญาและเศรษฐกิจพอเพียง สะท้อนถึงพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่าน ที่เน้นการพัฒนาบุคคลรวมทั้งสังคมอย่างยั่งยืน โดย Mr. Alain Sebban ผู้ก่อตั้งสถาบันวาแตล จากสาธารณรัฐฝรั่งเศส เผยว่า “วิถีชีวิต ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม รวมถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นที่สนใจจากนักท่องเที่ยว ล้วนต้องการมาเรียนรู้ เป็นเสน่ห์มัดใจที่มีเฉพาะเมืองไทยเท่านั้น”

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถชมภาพเพิ่มเติม ได้ที่ http://www.suic.org

ดร.พิเชฐ ธีรานุสนธิ์ อ.ประจำหลักสูตรวิทยาลัยนานาชาติ และเหล่านักศึกษา

ดร.พิเชฐ ธีรานุสนธิ์ อ.ประจำหลักสูตรวิทยาลัยนานาชาติ และเหล่านักศึกษา
วีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.กระทรวงวัฒนธรรม ประธานเปิดงานประชุมวิชาการและการแสดงนิทรรศการ

วีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.กระทรวงวัฒนธรรม ประธานเปิดงานประชุมวิชาการและการแสดงนิทรรศการ
(ซ้าย) Mr.David Roberts, ผศ.ดร.สมพิศ ขัตติยพิกุล และ Mr.Alain Sebban

(ซ้าย) Mr.David Roberts, ผศ.ดร.สมพิศ ขัตติยพิกุล และ Mr.Alain Sebban

‘พ่อไม่ได้จากไปไหน’ นิทรรศการประติมากรรม ในหลวงรัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/300017

‘พ่อไม่ได้จากไปไหน’ นิทรรศการประติมากรรม ในหลวงรัชกาลที่ 9

‘พ่อไม่ได้จากไปไหน’ นิทรรศการประติมากรรม ในหลวงรัชกาลที่ 9

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เพื่อเป็นการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการมาตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ในทั่วทุกเขตขัณฑ์ที่ทุรกันดาร เพื่อให้ปวงพสกนิกรชาวไทยได้มีความผาสุก ประเทศชาติเป็นปึกแผ่นร่มเย็นภายใต้พระบารมีและพระราโชบาย “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงเป็นที่รักและเป็นศูนย์รวมใจไทยทั้งชาติ ทรงเป็นเอกอัครศิลปินที่ทรงมีพระอัจฉริยภาพในด้านต่างๆ จนเป็นที่ประจักษ์โดยเฉพาะพระปรีชาสามารถในด้านศิลปะทั้งการวาดภาพ การถ่ายภาพ งานประติมากรรม เป็นต้น บริษัท ณ สยามแกลเลอรี จำกัด ขอร่วมเป็นสื่อกลางในการนำผลงานประติมากรรมที่แสดงออกถึงพระราชจริยวัตรอันงดงามของพระองค์ท่าน ผ่านสื่อประติมากรรมของศิลปินกว่า 30 คน ทั้งศิลปินรุ่นใหญ่มากด้วยฝีมือและประสบการณ์ รวมถึงศิลปินทั้งรุ่นใหม่และหน้าใหม่ไฟแรง ได้พร้อมใจกันสร้างสรรค์งานอันทรงคุณค่า จากผลงานนับร้อยกว่าชิ้น เพื่อให้ประชาชนผู้สนใจได้ชมและรำลึกถึงพระองค์ท่านตราบนิรันดร์ ณ สยามแกลเลอรี่

มัญชุสา อุดมวิทย์ กรรมการบริหารบริษัท ณ สยามแกลเลอรี จำกัด เปิดเผยว่า “งานนิทรรศการ “พ่อไม่ได้จากไปไหน” เป็นนิทรรศการแสดงประติมากรรม พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 จำนวน 150 ชิ้น จากผลงานการสร้างสรรค์ของเหล่าศิลปิน 30 คน ได้แก่ กิตติชัย ตรีรัตน์วิชชา / โกเมศ กาญจนพายัพ / โกวิทย์ นามแก้ว / จริยวดี มะราชลี / จุมพลภัทร์ มั่นเกษวิทย์ / เจริญ มาบุตร / ชนชัย บัวกล่ำ / อติ กองสุข / ชูศักดิ์ แก้วประพล / ณัฐเลิศ สุภัทร์อกนิษฐ์ / ทรงศักดิ์ นามโพธิ์ / ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ / ธุดงค์ สุขเกษม / ปัทม์ บุณยรังค / เปี่ยมจันทร์ บุญไตร / พีระศิลป์ ดวงอิน / มานพ สุวรรณปินฑะ / ยศจรินทร์ กุลอุบล / ยุทธกิจ ประสมผล / ลิขิต นิสีทนาการ / วัชระ ประยูรคำ / วิษณุพงษ์ หนูนันท์ / วีระพงษ์ อินทรพานิช / ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี / สตีเวน มุตธิกุลโจนส์ (Steven Muthikul Jones) / สมชาย เกตุกูล / สยามรัตน์ อักษรศักดิ์ / สราวุฒิ คำมูลชัย / สุริยา นามวงศ์ / เอก กระจ่างช่วย ฯลฯ

สยามแกลเลอรี ได้รวบรวมเอาไว้ และครั้งนี้ได้นำออกแสดงเป็นครั้งแรกและถือว่าเป็นงานนิทรรศการประติมากรรม ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่มากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย เพื่อรำลึกและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุด
มิได้ที่พระองค์ท่านมีต่อปวงพสกนิกรชาวไทยมาตลอดพระชนม์ชีพ และเปิดโอกาสให้นักศิลปะศิลปินใหม่ๆ ที่มีฝีมือชั้นเยี่ยมในด้านงานศิลปะได้มีพื้นที่ในการจัดแสดงผลงานออกเผยแพร่สู่สาธารณชนได้โดยง่าย”

งานนิทรรศการจะแบ่งเป็น 6 โซน ได้แก่ โซนที่ 1 เป็นวิดีทัศน์ที่จัดทำขึ้นใหม่สำหรับงานนี้ มีความยาวประมาณ 5 นาที ถ่ายทอดเรื่องราวแรงบันดาลใจของการจัดนิทรรศการครั้งสำคัญนี้ จัดแสดงวีดีทัศน์ชุด “มหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ นาม ภูมิพล” โซนที่ 2 “ยุวกษัตริย์แห่งสยาม สายใยแห่งความผูกพัน” โซนที่ 3 “ผู้ทรงธรรมแห่งแผ่นดิน” โซนที่ 4 “พระบารมีแผ่ทั่วหล้า ชาวประชาเปรมปรีดิ์” โซนที่ 5 “มหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่” จัดแสดงในรูปแบบงานประติมากรรมเกี่ยวกับพระราชพิธีต่างๆ และโซนที่ 6 “ธ ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา” แสดงรูปแบบงานประติมากรรมในหลวงรัชกาลที่ 9 กับสุนัขทรงเลี้ยง และช้างเผือกคู่พระบารมี นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำ Passport Book เพื่อให้ผู้เยี่ยมชมนิทรรศการได้แสตมป์ให้ครบทั้ง 6 โซน เพื่อรับสายรัดข้อมือที่ระลึกจากงานด้วย

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมตลอดทั้งวัน ได้แก่ มุมแสดงดนตรี “เพลงของพ่อ” ที่จะมีการแสดงทั้งวัน สลับกับ การแสดงจากน้องๆ ตัวแทนโรงเรียนในเขตใกล้เคียง หมุนเวียนมา วันละ 2 รอบ มุมศิลปะ Art for all “พาพ่อกลับบ้าน” ได้รับการสนับสนุนจากนักศึกษาเพาะช่างในการหล่อปูนปาสเตอร์ และให้คนที่มาชมนิทรรศการ ลงสีและนำกลับบ้าน มุมเสวนาจากศิลปินชื่อดังที่นำผลมางานโชว์ 9 วัน
9 ศิลปิน “ปฏิมากรของพระราชา” (เวลา 15.30 น. ของทุกวัน) และมุมขายของที่ระลึก เสื้อยืด, Photo Book , นาฬิกา

นิทรรศการประติมากรรม “พ่อไม่ได้จากไปไหน” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-19 พฤศจิกายน 2560 เวลา 10.00-18.00 น. ณ สยามแกลเลอรี่
ซอยลาดพร้าว 122-124 โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งนี้ รายได้ส่วนหนึ่งจากการจัดงานจะนำมอบให้องค์กรการกุศลต่อไป

ถ่ายทอดทุกภาพความทรงจำ’ลูก’มีต่อ’พ่อ’ ผ่านนิทรรศการภาพถ่าย’ด้วยรักและคิดถึง’ในหลวง ร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/300023

ถ่ายทอดทุกภาพความทรงจำ'ลูก'มีต่อ'พ่อ'  ผ่านนิทรรศการภาพถ่าย'ด้วยรักและคิดถึง'ในหลวง ร.9

ถ่ายทอดทุกภาพความทรงจำ’ลูก’มีต่อ’พ่อ’ ผ่านนิทรรศการภาพถ่าย’ด้วยรักและคิดถึง’ในหลวง ร.9

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตลอดระยะเวลาการครองราชย์ 70 ปี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรชาวไทยมาเนิ่นนาน พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายทรงงานหนักเพียงเพื่อหวังให้ประชาชนทุกคนอยู่ดีมีสุข พระองค์จึงทรงเป็นพ่อของแผ่นดิน เป็นกษัตริย์ผู้เป็นที่รักและสถิตอยู่ในดวงใจไทยนิรันดร์ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ในพระราชกรณียกิจนานัปการที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 มีต่อปวงชนชาวไทย “พอร์โต้ ชิโน่” ได้จัดงานนิทรรศการภาพถ่าย “ด้วยรักและคิดถึง : In Remembrance of King Rama 9” ณ ลานกิจกรรมชั้น 1 พอร์โต้ ชิโน่ไลฟ์สไตล์มอลล์ กม. 25 จ.สมุทรสาคร โดยงานนี้สุเทพ ปัญญาสาคร กรรมการผู้จัดการ บริษัทดี-แลนด์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้บริหาร “พอร์โต้ ชิโน่”ที่สุดของไลฟ์สไตล์มอลล์ สมุทรสาคร ได้ร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วนจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติในหลวง ร.9 เพื่อเป็นศูนย์กลางให้ชาวสมุทรสาครได้ร่วมแสดงความจงรักภักดีและถวายความอาลัยแด่พระองค์ เริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม 2559 ล่าสุดก็คืองานนิทรรศการภาพถ่าย “ด้วยรักและคิดถึง : In Remembrance of King Rama 9” เพื่อให้ชาวสมุทรสาครและประชาชนทั่วไปได้ร่วมรำลึกถึงพระมหากษัตริย์ที่อยู่ในดวงใจของคนไทยทั้งประเทศ ผ่านภาพพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง ร.9 ที่เกิดจากฝีมือการบูรณะฟิล์มเก่าที่หาชมยาก และบางภาพยังไม่เคยจัดแสดงที่ใดมาก่อน โดย ชาติฉกาจ ไวกวีนักบูรณะแผ่นฟิล์มโบราณ และ อ.สงคราม โพธิ์วิไล ช่างภาพผู้ที่มีโอกาสถวายงานการใช้กล้องแด่ในหลวง ร.9 พร้อมชมของสะสมหายากประเมินมูลค่าไม่ได้ ทั้งฟิล์มเก่า กล้องโบราณ ที่เป็นทั้งความทรงจำดีๆ และแรงบันดาลใจในการทำงาน รวมทั้งกิจกรรมการประมูลภาพถ่ายและเหรียญที่ระลึก ร.9 เพื่อนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายบริจาคให้กับมูลนิธิในพระบรมราชูปถัมภ์ต่างๆ

“ภาพทรงกล้อง” และ “ภาพทรงผนวช” ที่ ชาติฉกาจ ไวกวี ประทับใจมากที่สุด

“ตัวผมเองยึดหลักคำสอนของในหลวง ร.9ในเรื่องของการเรียนรู้และศึกษาอยู่ตลอดมาใช้ในการทำธุรกิจ สิ่งที่พระองค์ท่านทรงปฏิบัติให้เห็นคือ การเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ซึ่งเข้าใจก็คือ การทำความรู้จัก เข้าถึง คือ การหาความต้องการและรวบรวมข้อมูล ส่วนการพัฒนาก็คือ การนำข้อมูลที่ได้มาปรับและเสริมในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์พื้นฐานที่ผมนำมาใช้กับการพัฒนาธุรกิจได้จริง อีกส่วนหนึ่งที่ประทับใจและนำมาเป็นแนวทางทั้งการทำธุรกิจและชีวิตส่วน ตัวก็คือ การดำรงพระองค์อยู่บนความเรียบง่าย สมถะ และไม่ถือพระองค์ หรือที่เรียกรวมๆ ว่า ความพอเพียง รวมถึงความอดทนเมื่อเจอกับอุปสรรคและปัญหา ทั้งหมดเป็นคำสอนที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 มอบไว้ให้เป็นสมบัติสำหรับคนไทยทุกคน” สุเทพ ปัญญาสาคร กล่าว

ภาพที่ อ.สงคราม โพธิ์วิไล ประทับใจมากที่สุด เนื่องจากเป็นภาพแรกในชีวิตที่ได้ฉายพระรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและพระบรมวงศานุวงศ์ ด้วยฝีมือตัวเอง เมื่อครั้งเสด็จ ณ ปราสาทพระเทพบิดร ในปีพุทธศักราช 2520

ทางด้าน อ.สงคราม โพธิ์วิไล ช่างภาพผู้คร่ำหวอดในวงการถ่ายภาพมายาวนานกว่า 40 ปี และเป็นผู้ที่มีโอกาสถวายงานการใช้กล้องแด่ในหลวง ร.9 เล่าว่า “แรงบันดาลใจด้านการถ่ายภาพเกิดขึ้นตอนอายุ 16-17 ปี ตอนนั้นในหลวง ร.9 เสด็จฯ ไปยัง จ.กาญจนบุรี ตอนนั้นทำหน้าที่ลูกเสือยืนกั้นประชาชนในเส้นทางที่พระองค์ผ่าน เห็นพระองค์ทรงสะพายกล้องและทรงถ่ายรูป ตรงจุดนี้เองที่เป็นแรงบันดาลใจสูงสุด พร้อมบอกกับตัวเองอย่างมุ่งมั่นว่า “สักวันหนึ่งถ้าฉันมีกล้อง ฉันจะถ่ายภาพในหลวง” ต่อมาในปี 2520 ก็สมความตั้งใจ ได้ฉายพระบรมฉายาลักษณ์หรือฉายพระรูปในหลวง ร.9 เป็นภาพแรกในชีวิตเมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนิน ณ ปราสาทพระเทพบิดร และตั้งแต่ปี 2528 เป็นต้นมา ก็ได้มีโอกาสถวายงานการใช้กล้องแด่พระองค์ท่านอย่างใกล้ชิดหลายครั้ง ซึ่งพระองค์ทรงมีอัจฉริยภาพด้านการถ่ายภาพสูงมาก ทรงเรียนรู้อย่างไม่หยุดนิ่ง ทำให้ตนเองได้แนวคิดในการพัฒนาความรู้ด้านการถ่ายภาพ ถือเป็นประสบการณ์อันน่าภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต ภาพที่นำมาจัดแสดงในนิทรรศการครั้งนี้มีจำนวน 6 ภาพ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ พระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง ร.9 ที่ผมฉายพระรูปเอง ซึ่งภาพที่ผมชอบมากเป็นพิเศษคือ ภาพพระองค์เสด็จปราสาทพระเทพบิดร เป็นภาพแรกที่ผมได้ฉายพระรูปพระองค์ท่านพร้อมพระบรมวงศานุวงศ์ และ พระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง ร.9 ที่ผมได้รับมอบจากศิลปินแห่งชาติ อาทิ อ.จิตต์ จงมั่นคง และ อ.ไพบูลย์ มุสิกะโปดก ซึ่งภาพที่นำมาจัดแสดงในครั้งนี้ หลายคนอาจจะไม่เคยเห็นภาพเหล่านี้มาก่อนถือเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เห็นภาพถ่ายในหลวง ร.9 ในมุมมองต่างๆ จากนักสะสมภาพที่เก็บรวบรวมไว้”ปิดท้าย ที่ ชาติฉกาจ ไวกวี ช่างภาพชื่อดัง นักบูรณะ และสะสมแผ่นฟิล์มโบราณ บอกว่า นับตั้งแต่ในหลวงร.9 เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 คนไทยทั้งประเทศรู้สึกเสียใจเหมือนกันหมด ตนเองในฐานะช่างภาพจึงเริ่มเก็บสะสมและซ่อมแซมฟิล์มเก่าที่ฉายพระรูปในหลวง ร.9 แล้วอัดและขยายรูปออกมาให้สวยงาม หรือเรียกว่าเป็นการบูรณะพระบรมฉายาลักษณ์จากแผ่นฟิล์มเก่านั่นเอง ภาพที่นำมาจัดแสดงในนิทรรศการจำนวน 26 ภาพ ทุกภาพเป็นรูปแบบภาพถ่ายบุคคล ที่ตนชอบและประทับใจทุกภาพ จึงได้นำมาบูรณะปรับปรุงแล้วเก็บสะสมไว้ ซึ่งภาพที่ชอบมากที่สุดคือ ภาพทรงกล้อง และ ภาพทรงผนวช “ในโลกยุคปัจจุบันนี้ทุกคนเป็นช่างภาพได้เหมือนกันหมด เพราะสามารถถ่ายรูปจากสมาร์โฟนผมมองว่าการถ่ายรูปจากฟิล์มเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อนการอัดและขยายรูปจากฟิล์มมีความคมชัดและคลาสสิกที่สุด ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมสนใจและติดตามไลฟ์สไตล์ในหลวง ร.9 มาโดยตลอด และเป็นเรื่องที่ชินตาคนไทยกับการเห็นพระองค์ท่านทรงสะพายกล้องไปทุกที่ ตั้งแต่กล้องที่ใช้ระบบฟิล์มไปจนถึงกล้องดิจิตอล ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ การที่พระองค์ทรงถ่ายรูปที่ทรงคุณค่าเป็นอย่างมาก เพราะทรงถ่ายรูปเพื่อเป็นการบันทึกเป็นข้อมูล แล้วนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนา สร้างความเจริญให้กับประเทศชาติ และเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนคนไทย”

อ.สงคราม โพธิ์วิไล ช่างภาพผู้ที่มีโอกาสถวายงานการใช้กล้องแด่ในหลวง ร.9

ชาติฉกาจ ไวกวี นักบูรณะแผ่นฟิล์มโบราณ

สุเทพ ปัญญาสาคร กก.ผจก.บจ.ดี-แลนด์ พร็อพเพอร์ตี้