คุณแหน : 12 ตุลาคม 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/297116

คุณแหน : 12 ตุลาคม 2560

คุณแหน : 12 ตุลาคม 2560

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

●● วันที่ 13 ตุลาคม 2559 เป็นวันแห่งความเศร้าโศกอย่างใหญ่หลวงทั่วทั้งแผ่นดิน ในการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ โรงพยาบาลศิริราช  โดยในวันที่ 13 ตุลาคม 2560  คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล จัดงาน “ศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์” รำลึก 1 ปี สวรรคต มีพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายฯ การแสดงปาฐกถาโดย ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย,ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล การแสดงละครชุดพระมหาชนก การขับร้องบทเพลงพระราชนิพนธ์ โดยวงดุริยางค์ราชนาวี โดยเฉพาะเวลา 15.52 น. เชิญชวนพสกนิกรชาวไทย ร่วมเจริญจิตภาวนา  เวลา 19.00 น. ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภาคณบดีและบุคลากร ร่วมกันร้องเพลง “ความฝันอันสูงสุด” และ 21.00 น. พิธีสวดพระพุทธมนต์..

 

●● พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จไปในการพระราชทานเพลิงศพ สินีนาฏ โพธิเวส ณ เมรุวัดตรีทศเทพวรวิหาร 12 ต.ค.17.00 น…พิมพ์แข กุญชรฯ และน้องๆ อรดา,จันทนาฎ และ อ.พัชรา บัวทอง ฝากเรียนเชิญมา ณ โอกาสนี้..

●● พลเอกเทพพงศ์ ทิพยจันทร์ เป็นประธานในพิธีถวายสถานที่ประสูติและทอดกฐินสามัคคี ณ วัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ 14 ต.ค. 08.35 น. อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ โดยมี สุมนา อภินรเศรษฐ์ รองประธานวัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ในพระองค์ฯ ร่วมด้วย..

●● พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานคณะกรรมการจัดสร้างพระสมเด็จองค์ปฐม (พระพุทธเจ้าพระองค์แรก) “พระพุทธเมตตา” จัดทอดกฐินสามัคคีมหากุศลฯถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ วัดเทพประทาน อ.สอยดาว  จันทบุรี 15 ต.ค. และขอเชิญทุกคนที่ไปร่วมงานสวมใส่ชุดดำ…

●● พล.ท.สุพจน์-อัญชลี เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็นประธานดำเนินการทอดกฐินสามัคคีของเครือญาติราชสกุลเทพหัสดิน ณ วัดคูบางหลวงอนุกิจวิธูร อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี 15 ต.ค. 13.00 น….

●● มูลนิธิสุนทราภรณ์ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับ บริษัท เมโทรแผ่นเสียง (1981) จำกัด ผลิตซีดี เพลง “น้อมเกล้าฯ อาลัย ร.๙”ประพันธ์คำร้องทำนองโดย เทอด วรรธนา (พล.ต.เทอดศักดิ์ บุษปวรรธนะ ร.น.) บรรเลงและขับร้องโดยวงสุนทราภรณ์ เพื่อแจกในช่วงเดือนตุลาคมนี้..

●● พล.ต.ต.แสงสูรย์ กรรณสูต ชีพจรลงเท้า เดินทางไปติดต่อประสานงานที่รัสเซียเป็นรอบที่สามของปีนี้..

●● ไพลิน ภัยลี้ ประสบอุบัติเหตุขับรถกอล์ฟพลิกควํ่าที่บ้านพักที่แก่งกระจาน ฟกชํ้าดำเขียวพอหอมปากหอมคอ ให้พล.ต.อ.ธวัชชัยพาไปกายภาพบำบัดอยู่ตอนนี้..

●● อติพร เสนะวงศ์ กำลังเป็นโรคทันสมัยกรดไหลย้อน ทำให้ตอนนี้ผอมสวยเพราะรับประทานอะไรไม่ได้หมอห้ามหมด แต่สั่งงานให้ลูกๆ ไปจัดการทำต่อได้..

●● เศรษฐีสุราษฎร์ฯ กำธร วังอุดม ทอดกฐินติดกัน2 วัน 2 วัด วันที่ 14 ตุลาคม วัดโพธาวาส อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานีและวันที่ 15 ตุลาคม วัดคงคาราม(ลิปะใหญ่) เกาะสมุย ..●●

น้อง

‘พม.พาน้องดูหนัง’ภายใต้โครงการ‘ประชารัฐร่วมใจ พัฒนาเด็กและเยาวชน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/297036

‘พม.พาน้องดูหนัง’ภายใต้โครงการ‘ประชารัฐร่วมใจ พัฒนาเด็กและเยาวชน’

‘พม.พาน้องดูหนัง’ภายใต้โครงการ‘ประชารัฐร่วมใจ พัฒนาเด็กและเยาวชน’

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) และกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ(พก.) ร่วมกับ มูลนิธิ เมเจอร์ แคร์ จัดกิจกรรม “พม.พาน้องดูหนัง” ภายใต้โครงการ “ประชารัฐร่วมใจ พัฒนาเด็กและเยาวชน” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจดีๆ จากการชมภาพยนตร์ โดยมี พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ วิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการมูลนิธิ เมเจอร์ แคร์ ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดงาน ณ โรงภาพยนตร์ เอสพลานาด ซีนีเพล็กซ์ งามวงศ์วาน-แคราย ภายในงานมี วิทัศน์ เตชะบุญ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน, อนุสรี ทับสุวรรณ ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, สุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ ประธานบริหารธุรกิจภาพยนตร์ บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), อุษณีย์ แสงสิงแก้ว รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายการพาณิชย์ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน), หนิง-ศรัยฉัตร จีระแพทย์, นภัสดล หวั่งหลี มาร่วมงานด้วย พร้อมทั้งมอบโล่ประกาศเกียรติคุณผู้ให้การสนับสนุนกิจกรรมดังกล่าว ได้แก่ มูลนิธิ เมเจอร์ แคร์, บริษัท กันตนา แอนนิเมชั่น สตูดิโอ จำกัด, บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท แมคไทย จำกัด

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว เผยว่า “กิจกรรมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการส่งเสริมสร้างแรงจูงใจให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็กและเยาวชน โดยการสร้างโอกาสและให้กำลังใจกับผู้ประสบปัญหาทางสังคม ส่งเสริม ฟื้นฟู และพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชน เป็นการปลูกจิตสำนึกให้เด็กและเยาวชน มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มีความซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน มีอุดมการณ์ในสิ่งที่ดีงามเพื่อส่วนรวม และมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ซึ่งจะเป็นแบบอย่างที่ดีของเด็กและเยาวชนไทย รวมทั้งเป็นการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมให้กับเด็กและเยาวชนกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมกิจกรรม ประกอบด้วย เด็กในความอุปการะของสถานรองรับ และเด็กพิการที่อยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์ ในสังกัดกระทรวง พม. รวมจำนวน 200 คน สำหรับเด็กที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ จะได้ชมภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่อง ก้านกล้วย 2 ซึ่งสร้างโดยคนไทย เมื่อปี 2552 มีเนื้อหาปลูกฝังความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ความซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน มีอุดมการณ์ในสิ่งที่ดีงามเพื่อส่วนรวมกตัญญูต่อพ่อแม่ ครูบาอาจารย์และผู้มีพระคุณ และหลังจากที่เด็กดูภาพยนตร์เรื่องนี้จบ สามารถเขียนเรียงความถ่ายทอดข้อคิด แรงบันดาลใจที่ได้รับจากภาพยนตร์ที่ชม หรือความรู้สึกที่มีต่อการได้เข้าร่วมกิจกรรม แล้วส่งกลับมายัง มูลนิธิ เมเจอร์ แคร์ เพื่อพิจารณาคัดเลือกให้รับทุนการศึกษาประจำปี ปีละ 20 ทุน ทุนละ 10,000 บาท ให้กับน้องๆ ที่ด้อยโอกาส และบกพร่องทางร่างกายและสติปัญญา ซึ่งมูลนิธิ เมเจอร์ แคร์ ได้มอบไปแล้วรวม 80 ทุน ทั้งนี้ ขอขอบคุณภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ที่ร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อเด็กและเยาวชนในครั้งนี้ ซึ่งทุกภาคส่วนมีเป้าหมายเดียวกันในการสร้างเด็กและเยาวชนให้เป็นคนดี คนเก่ง เป็นพลังของประเทศชาติในอนาคต และขอให้ร่วมกันดำเนินงานเพื่อพัฒนาสังคมต่อไป”

นอกจากนี้ มูลนิธิ เมเจอร์ แคร์ ยังได้จัดทำ “ห้องหนังเพื่อการเรียนรู้” มอบให้กับโรงเรียนในชนบท และโรงเรียนที่เป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน ปีละ 10 โรงเรียน อีกด้วย และไม่ว่าจะอีกกี่ปีที่บวกเพิ่ม โลกแห่งการให้ที่เปี่ยมด้วยความสุขใบนี้ของ มูลนิธิ เมเจอร์ แคร์ จะยังคงขับเคลื่อนต่อไป ด้วยความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่อง พร้อมจะเข้าถึงในทุกพื้นที่ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีๆ และแต่งแต้มให้โลกกว้างใบนี้ มากมายไปด้วย แรงบันดาลใจ ความรู้ ความสุข และรอยยิ้ม ตลอดไป

‘โมเลสกิน’คอลเลคชั่นพิเศษ แรงบันดาลใจจากการเดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/297049

‘โมเลสกิน’คอลเลคชั่นพิเศษ แรงบันดาลใจจากการเดิน

‘โมเลสกิน’คอลเลคชั่นพิเศษ แรงบันดาลใจจากการเดิน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

วสุ วิรัชศิลป์, ธัชมาพรรณ จันทร์จำรัสแสง และ สรวิศ ประคอง

โมเลสกิน (Moleskine) แบรนด์ไลฟ์สไตล์จากอิตาลี อันเป็นที่โปรดปรานของเหล่านักสร้างสรรค์ จับมือศิลปินไทยแนวหน้า นำโดย ธัชมาพรรณ จันทร์จำรัสแสง (ปอม ชาน), วสุ วิรัชศิลป์ และสรวิศ ประคอง ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และแรงบันดาลใจจากการเดินทางลงสู่กระเป๋าคอลเลคชั่นคลาสสิก (Moleskine Classic Bags Collection) ด้วยรูปทรงและเทคนิคการออกแบบที่ต่างกัน 3 รุ่น ในนิทรรศการ Moleskine Journey Exhibition พร้อมเปิดให้ผู้รักงานศิลป์ได้เป็นเจ้าของกระเป๋าคอลเลคชั่นพิเศษทั้ง 3 ใบ ด้วยการประมูลเพื่อนำรายได้สมทบกองทุนบูรณะโบราณสถานโดยกรมศิลปากร เพื่อส่งเสริมการเผยแพร่พัฒนาวัฒนธรรมไทย ผู้สนใจชมนิทรรศการและแจ้งความจำนงร่วมประมูลได้ตั้งแต่วันนี้-15 ตุลาคม 2560 บริเวณ Art Tower ณ Open House ชั้น 6 เซ็นทรัล เอ็มบาสซี่

Moleskine เป็นแบรนด์ที่ได้รับแรงบันดาลใจในการนำเสนอสิ่งใหม่ๆ จากเหล่าศิลปิน นักเขียน นักสร้างสรรค์ระดับแถวหน้า ที่มักสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ จากการใช้ชีวิตบนท้องถนน คาเฟ่ รวมถึงประสบการณ์ระหว่างการเดินทางของบุคคลเหล่านี้ ด้วยแนวคิด จิตวิญญาณดั้งเดิมนี้ จึงสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์สำหรับการเดินทางที่จะมอบประสบการณ์การเดินทางในรูปแบบที่ไม่เหมือนใคร และเป็นเสมือนเพื่อนที่ขาดไม่ได้ ช่วยให้เหล่านักสร้างสรรค์เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับโลกดิจิทัล รวมถึงเปิดกว้างให้กับความคิดสร้างสรรค์และการสื่อสาร Moleskine ต้องการเป็นสื่อกลางช่วยส่งเสริมและเผยแพร่วัฒนธรรมไทยผ่านผลงานสร้างสรรค์ออกไปทั่วโลก

สำหรับนิทรรศการ Moleskine Journey Exhibition ทั้ง 3 ศิลปิน ได้เล่าเรื่องจากมุมมอง จินตนาการ หรือประสบการณ์ที่สามารถนำเสนอวัฒนธรรม หรือเรื่องราวชีวิตความเป็นไทยในรูปแบบที่ทันสมัยตามสไตล์ของแต่ละคน โดย วสุ วิรัชศิลป์ สถาปนิกและเจ้าของสตูดิโอแวสแล็บ ออกแบบผลงานกระเป๋ารุ่น Classic Slim Messenger ในคอนเซ็ปต์ City of Collage, ธัชมาพรรณ จันทร์จำรัสแสง หรือ ปอม ชาน นักออกแบบและวาดภาพประกอบ สร้างสรรค์ผลงานกระเป๋ารุ่น Classic Leather Backpack ในคอนเซ็ปต์ การเดินทางไปกับความโชคดี และ สรวิศ ประคอง นักออกแบบตัวอักษรและศิลปิน Calligraphy ผลงานกระเป๋ารุ่น Classic Weekender Tote ในคอนเซ็ปต์ ตัวอักษรจากการเดินทาง ซึ่งในนิทรรศการครั้งนี้จะได้จัดแสดงวิดีโอเบื้องหลังการทำงานและการเดินทางของศิลปินไปกับ Moleskine พร้อมสนุกกับ Interactive Wall ให้ผู้เข้าชมสัมผัสประสบการณ์ ร่วมออกเดินทางไปกับจินตนาการที่เป็นจริงได้ด้วยตนเอง

Moleskine Journey Exhibition เปิดแสดงให้ชมไปจนวันนี้-15 ตุลาคม 2560 ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. บริเวณ Art Tower ณ Open House ชั้น 6 เซ็นทรัล เอ็มบาสซี่ ตลอดระยะเวลาที่จัดนิทรรศการนี้ ทาง Moleskine และ Open House เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจประมูลผลงานของศิลปินได้จนถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2560 โดยสามารถลงชื่อพร้อมเสนอราคาประมูลได้ ณ บริเวณที่จัดนิทรรศการ หรือแจ้งความจำนงเข้ามาได้ที่ โทร. 096-291-3230 หรืออีเมล์ msk.sales@cmcretailgroup.com ทั้งนี้รายได้จากการจำหน่ายผลงานกระเป๋าที่จัดแสดงในนิทรรศการจะนำไปบริจาคสมทบกองทุนบูรณะโบราณสถานโดยกรมศิลปากร เพื่อส่งเสริมการเผยแพร่พัฒนาวัฒนธรรมไทยต่อไป

อีกทั้ง ยังได้จัดทำสมุดบันทึกรุ่น Limited Edition Pomme’s Journey by Moleskine ขนาดพ็อกเกต ออกแบบโดย Pomme Chan ศิลปินไทยท่านแรกที่ได้รับเชิญมาออกแบบหน้าปกสมุดโมเลสกิน ซึ่งมีคอนเซ็ปต์ดีไซน์เดียวกันกับกระเป๋าที่ถูกจัดแสดงในนิทรรศการนี้ วางจำหน่ายเฉพาะที่ Open House และ youmakeithappen.com ในราคา 940 บาท จำนวนจำกัดเพียง 80 เล่มเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังพบกับ Moleskine Journey Atelier ให้คุณได้เลือกซื้อกระเป๋าและแอ๊คเซสซอรี่ส์สำหรับการเดินทางแบบครบทุกรุ่น รวมถึงชุดปากกาอัจฉริยะ Smart Writing Set และสินค้าลิมิเต็ดที่หาจากที่อื่นได้ยาก ตั้งแต่วันนี้-2 มกราคม 2561 ที่ Open House ณ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี่ และร้าน The Travel Store สาขาออลล์ ซีซันส์ เพลส และสาขาเมกา บางนา ติดตามข่าวสารอัพเดทและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Moleskine Thailand Instagram@YouMakeitHappenStore

ผลงานของ วสุ วิรัชศิลป์

ผลงานของ วสุ วิรัชศิลป์
ผลงานของ สรวิศ ประคอง

ผลงานของ สรวิศ ประคอง
ผลงานของ ปอม ชาน - ธัชมาพรรณ จันทร์จำรัสแสง

ผลงานของ ปอม ชาน – ธัชมาพรรณ จันทร์จำรัสแสง

ศาสตร์พระราชาเพื่อการลดความเสี่ยงภัยพิบัติอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/297037

ศาสตร์พระราชาเพื่อการลดความเสี่ยงภัยพิบัติอย่างยั่งยืน

ศาสตร์พระราชาเพื่อการลดความเสี่ยงภัยพิบัติอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ปกหนังสือ “ศาสตร์พระราชาเพื่อการลดความเสี่ยงภัยพิบัติอย่างยั่งยืน”

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎร เนื่องจากประเทศไทยประสบสาธารณภัยบ่อยครั้งและมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น อาทิ ภัยแล้ง ดินโคลนถล่ม อุทกภัย เป็นต้น จึงได้พระราชทานแนวพระราชดำริในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่เป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

ด้วยพระปรีชาชาญอันยาวไกลแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนางานด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อันสอดรับกับการลดความเสี่ยงจากสาธารณภัยตามหลักสากล ซึ่งประเทศไทยและนานาอารยประเทศได้น้อมนำไปเป็นต้นแบบในการวางระบบการจัดการสาธารณภัยเชิงรุก เพื่อให้การแก้ไขปัญหาสาธารณภัยของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ โครงการชั่งหัวมัน โครงการฝนหลวง โครงการประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ โครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ โครงการฝายชะลอน้ำแม้ว โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มแม่น้ำปากพนัง โครงการปลูกหญ้าแฝกเพื่อรักษาหน้าดิน โครงการแก้มลิง และโครงการหลุมขนมครก เป็นต้น

ในทุกๆ ปี คณะกรรมการอาเซียนด้านการจัดการภัยพิบัติ ได้กำหนดให้วันที่ 13 ตุลาคมของทุกปี เป็น “วันการจัดการภัยพิบัติของอาเซียน” ซึ่งตรงกับ วันลดภัยพิบัติสากล ขององค์การสหประชาชาติ ในการนี้ สภากาชาดไทย ร่วมกับ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย กาชาดสากล และ ภาคเครือข่าย จัดงานเนื่องในวันการจัดการภัยพิบัติของอาเซียนและวันลดภัยพิบัติสากล ซึ่งในแต่ละปีจะมีการกำหนดแนวคิดการจัดงานที่เน้นบทบาทของภาคส่วนต่างๆ ในการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ อาทิ ปี พ.ศ. 2555 เน้นบทบาทกลุ่มสตรีและเด็ก ปี พ.ศ. 2556 เน้นกลุ่มผู้พิการ ปี พ.ศ. 2557 เน้นกลุ่มผู้สูงอายุ และปี พ.ศ.2558 เน้นกลุ่มภูมิปัญญาชาวบ้าน ปี พ.ศ. 2559 เน้นบทบาทของเครือข่ายอาสาสมัคร และในปีนี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม 2560 ได้จัดงานภายใต้แนวคิด “ศาสตร์พระราชาเพื่อการลดความเสี่ยงภัยพิบัติอย่างยั่งยืน” ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาปรับใช้ในการพัฒนาระบบป้องกันการสร้างภูมิคุ้มกันจากสาธารณภัย การเสริมสร้างความเข้มแข็งระดับชุมชนในการเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ เพื่อสร้างประเทศไทยให้เป็นเมืองปลอดภัยอย่างยั่งยืน

ชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า “การจัดงานการจัดการภัยพิบัติของอาเซียนและวันลดภัยพิบัติสากล ประจำปี พ.ศ. 2560 ประกอบด้วย การเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน การเปิดตัวโครงการจัดทำหนังสือ “ศาสตร์พระราชาเพื่อการลดความเสี่ยงภัยพิบัติอย่างยั่งยืน” โดยเนื้อหาภายในหนังสือได้อัญเชิญแนวพระราชดำริและโครงการตามแนวพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่พระราชทานไว้ให้แก่ประชาชนชาวไทย รวมถึงการจัดแสดงนิทรรศการเทิดพระเกียรติชุด “จอมปราชญ์แห่งการพัฒนา” และวีดิทัศน์รวบรวมพระราชกรณีกิจที่เกี่ยวข้องกับการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ รวมถึงกิจกรรม และผลงานของหน่วยงาน องค์กร และภาคีเครือข่าย ที่ได้ดำเนินการเพื่อสนองตอบแนวพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 กิจกรรมดังกล่าว ถือเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอาเซียนให้มีความพร้อมรับมือภัยพิบัติอย่างเข้มแข็งและเป็นหนึ่งเดียว สอดรับกับการขับเคลื่อนแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2558 และกรอบการดำเนินงานเซนไดเพื่อการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ พ.ศ. 2557- พ.ศ. 2573 ที่มุ่งสร้างการรู้รับ ปรับตัว ฟื้นเร็วทั่ว อย่างยั่งยืน”

ด้าน พล.ท.นพ.อำนาจ บาลี ผู้อำนวยการสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า “สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย มีภารกิจหลักในการบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยอย่างครบวงจร ทั้งการเตรียมความพร้อมในระยะก่อนเกิดภัย การช่วยเหลือผู้ประสบภัยในขณะเกิดภัย และการฟื้นฟูหลังเกิดภัย สำนักงานบรรเทาทุกข์ฯได้นำแนวทางในพระราชดำริมาปรับใช้ในองค์กรเช่นกัน และขอน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 อย่างหาที่สุดมิได้ ที่ได้พระราชทานแนวทางในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่เป็นระบบและมีประสิทธิภาพ”

ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 1664

นิทรรศการเทิดพระเกียรติชุด “จอมปราชญ์แห่งการพัฒนา”

นิทรรศการเทิดพระเกียรติชุด “จอมปราชญ์แห่งการพัฒนา”
พิธีเปิดงานวันจัดการภัยพิบัติของอาเซียนและวันลดภัยพิบัติสากล ชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.), พล.ท.นพ.อำนาจ บาลี ผอ.สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย, 
เรือเอก นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.), ดร.ปฤถา พรหมเลิศ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย, ปรานต์ทิพย์ ธิติศักดิ์ ประธานสมาคมแม่บ้านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, กอบชัย 
บุญอรณะ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และ โจนัส แอนเดอร์สัน ศิลปิน/นักร้อง

พิธีเปิดงานวันจัดการภัยพิบัติของอาเซียนและวันลดภัยพิบัติสากล ชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.), พล.ท.นพ.อำนาจ บาลี ผอ.สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย, เรือเอก นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.), ดร.ปฤถา พรหมเลิศ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย, ปรานต์ทิพย์ ธิติศักดิ์ ประธานสมาคมแม่บ้านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, กอบชัย บุญอรณะ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และ โจนัส แอนเดอร์สัน ศิลปิน/นักร้อง
พล.ท.นพ.อำนาจ บาลี ผอ.สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย ร่วมเสวนาด้านการจัดการภัยพิบัต

พล.ท.นพ.อำนาจ บาลี ผอ.สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย ร่วมเสวนาด้านการจัดการภัยพิบัต

การออกบูธของภาคีเครือข่าย

การออกบูธของภาคีเครือข่าย

‘โว้ก ประเทศไทย’ เผยโฉมผู้ชนะเลิศ ‘Vogue Who’s on Next, The Vogue Fashion Fund2017’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/297065

'โว้ก ประเทศไทย' เผยโฉมผู้ชนะเลิศ 'Vogue Who’s on Next, The Vogue Fashion Fund2017'

‘โว้ก ประเทศไทย’ เผยโฉมผู้ชนะเลิศ ‘Vogue Who’s on Next, The Vogue Fashion Fund2017’

วันพุธ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 18.00 น.

ประกาศผลอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับ“Vogue Who’s on Next, The Vogue Fashion Fund 2017” (โว้ก ฮูวส์ ออน เน็กซ์, เดอะ โว้ก แฟชั่น ฟันด์ 2017) สุดยอดโครงการเฟ้นหาดีไซเนอร์ไทยที่มีศักยภาพทั้งด้านการออกแบบและธุรกิจ เพื่อผลักดันให้เป็นแบรนด์แฟชั่นที่มีศักยภาพพร้อมที่จะแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งจัดโดยนิตยสาร โว้ก ประเทศไทย (VOGUE THAILAND) นิตยสารที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นนิตยสารแฟชั่นทรงอิทธิพลที่สุดเล่มหนึ่งของโลก โดยได้เผยโฉม 11 ผู้เข้ารอบสุดท้ายผ่านแฟชั่นโชว์เต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก ณ ฮอล์ ออฟ เฟม ศูนย์การค้าสยามพารากอน พร้อมประกาศผลรางวัลผู้ชนะเลิศที่จะคว้าเงินรางวัล 1 ล้านบาท และสิทธิ์ในการได้รับคำปรึกษาด้านธุรกิจแฟชั่นจากผู้เชี่ยวชาญตลอดระยะเวลา 1 ปี เต็มโดยงานนี้ได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย,เจค็อบส์ ครีก, บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด และ แบรนด์เครื่องสำอางนาร์ส

ภายในงานได้รับเกียรติจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ อาทิ จิรัฏฐ์ ทรัพย์พิศาลกุล,สธน ตันตราภรณ์, จงกล พลาฤทธิ์, วรัตดา ภัทโรดม, โสภาวดี เพชรชาติ, ฮัสซัน บาซาร์, มลลิกา เรืองกฤตยา, วรวิทย์ศิริพากย์ และ ศุภจักร ไตรรัตโนภาส  โดยมีเหล่าเซเลบริตี้ในแวดวงแฟชั่น อาทิ อินทิรา ธนวิสุทธิ์, จิตติมา วรรธนะสิน, ม.ล.คฑาทอง ทองใหญ่, ณัฐ ประกอบสันติสุข, ม.ล.อรดิศ สนิทวงศ์, คณชัย เบญจรงคกุล และจุฬาลักษณ์ ปิยะสมบัติกุล เป็นต้น มาร่วมชมผลงานของ11 แบรนด์ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายอันได้แก่ แบรนด์เสื้อผ้าสุภาพสตรี อาทิ Narong (ณรงค์)KanapotAunsorn (คณาพจน์ อุ่นศร)Everyday Apparels (เอวี่เดย์แอพพาเรล) Pitchana (พีชนา) แบรนด์เสื้อผ้าสุภาพบุรุษ อาทิJinumo (จินอูโม่) Leisure Projects (เลเชอร์โปรเจ็กต์ส) Takara Wong  (ทาการะ วอง)  และแบรนด์เครื่องประดับ อาทิLa Jewelry  (ลา จิวเวลรี่) Forrest (ฟอร์เรสท์)a Pale Petal (อะ เพลเพทเทิล)และLa Orr (ละออ)

คุณกุลวิทย์ เลาสุขศรี บรรณาธิการบริหาร นิตยสารโว้ก ประเทศไทย กล่าวว่า “โครงการ Vogue Who’s on Next, The Vogue Fashion Fund 2017 ได้จัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 4โดยปีนี้มีความท้าทายมากยิ่งขึ้น เพราะเราอยากเห็นธุรกิจแฟชั่นของไทยเติบโตและแข็งแรงได้อย่างสมบูรณ์แบบมากที่สุด เราจึงไม่ได้หาดีไซเนอร์ที่เก่งที่สุด แต่เราต้องการหาแบรนด์ที่มีทั้งงานดีไซน์และมีแผนการทำธุรกิจไปควบคู่กัน  ซึ่งทุกแบรนด์ที่เข้ามาในโครงการจะได้รับความรู้จากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆพร้อมกันนี้รางวัลที่ได้รับจะช่วยพัฒนาและต่อยอดในการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งอีกด้วย”

ตลอดโครงการเหล่าดีไซเนอร์ต้องผ่านการแข่งขันในโจทย์ต่างๆ ทั้งด้านการออกแบบ การตลาด รวมไปถึงการทำแฟชั่นโชว์ ทั้งยังได้รับความรู้จากกิจกรรม “Fashion BusinessWorkshop” ซึ่งรวบรวมบุคลากรในวงการแฟชั่นมาให้ความรู้ด้านการวางแผนธุรกิจ การตลาด และการบริหารการเงินอย่างมืออาชีพ อีกทั้งยังได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญของนิตยสารโว้กที่ไปทำความรู้จักกับแบรนด์ถึงสตูดิโอของผู้เข้าแข่งขัน และอัพเดทกิจกรรมต่างๆ ผ่าน Vogue Who’s on Next, The Vogue Fashion Fund ซึ่งออกอากาศทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ทาง LINE TV

สำหรับผู้รับรางวัลชนะเลิศที่คว้าเงินรางวัล 1 ล้านบาทได้แก่ Forrest (ฟอเรสท์) โดย จุฑามาศ  ภัคกิตติรัฐผู้สร้างสรรค์ผลงานแบรนด์นาฬิกาที่ดีไซน์ด้วยการนำวัสดุจากธรรมชาติเข้าไปอยู่ในงานออกแบบ ซึ่งผลงานมีตั้งแต่นาฬิกาหน้าปัดมอสส์ ตัวเรือนนาฬิกาที่เป็นเอกลักษณ์ ไปจนถึงการนำแผ่นหินและวัสดุธรรมชาติอื่นๆ มาทำเป็นกระเป๋าในสไตล์โมเดิร์น มินิมัล เป็นผลงานที่ได้สัมผัสวิถีจากธรรมชาติแท้จริง พร้อมสื่อสารตัวตนของแบรนด์ที่ชัดเจน

จุฑามาศ ดีไซเนอร์แบรนด์ Forrest เผยถึงเหตุผลที่ทำให้ได้รับรางวัลชนะเลิศว่า “การที่เราได้พัฒนาทั้งธุรกิจ และดีไซน์ควบคู่กันไป โดยยังคงความเป็นตัวของตัวเองอย่างชัดเจน  ซึ่งคอนเซ็ปต์คือการนำวัสดุจากธรรมชาติทุกชนิดที่ชื่นชอบ และเป็นวัสดุจริง มาสร้างสรรค์เป็นนาฬิกา และต่อยอดเป็นกระเป๋าซึ่งทำให้คณะกรรมการคงเห็นถึงความตั้งใจ และสามารถพัฒนาไปสู่ระดับโลกได้ โครงการนี้ทำให้เราสามารถนำความรู้ไปใช้ได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแผนธุรกิจ เรื่องดีไซน์ และการได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆจะทำให้แบรนด์ Forrest  ไปได้อีกไกล”

ส่วนรางวัลรองชนะเลิศมี 2 แบรนด์ ได้แก่Takara Wong  (ทาการะ วอง)แบรนด์เสื้อผ้าสไตล์สตรีทแวร์ที่ออกแบบโดย ฐกร วรรณวงษ์โดยเกิดจากแนวคิด “การลองผิดลองถูก” Takara Wong เชื่อว่าความไม่สมบูรณ์แบบเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างแท้จริง และนั่นคือเหตุผลที่แบรนด์ได้ให้ความสำคัญกับผู้ที่อยู่อีกมุมของสังคม และจิตวิญญาณอันเต็มเปี่ยม ไม่ว่าจะเป็น วัฒนธรรม และดนตรีในแบบต่างๆ

และแบรนด์Leisure Projects (เลเชอร์ โปรเจ็กต์ส)ออกแบบโดย ณัฐพล กนกวลีวงศ์เสื้อผ้าที่มีความเป็น เลเชอร์ แคชชวล คือ มีความสนุกสนาน ผ่อนคลายและเป็นกันเองเหมาะสำหรับผู้ชายรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นลายปัก หรือลายพิมพ์ที่นำมาผสมผสานอย่างทันสมัยและดูน่าสนใจ

และในปีนี้ได้มีรางวัลพิเศษคือ BEST IMPROVEMENT AWARDมอบให้กับแบรนด์Everyday Apparels(เอวี่เดย์ แอพพาเรล) ออกแบบโดย ชนาภัทร กฤติยานนท์ ซึ่งเป็นรางวัลที่เหล่าคณะกรรมการได้เล็งเห็นว่า แบรนด์มีความตั้งใจรวมไปถึงมีพัฒนาการมากที่สุดใน ซึ่งแบรนด์ได้แสดงศักยภาพในด้านต่างๆได้ดีทั้งด้านดีไซน์ ธุรกิจ ซึ่งมีความพร้อมที่จะไปต่อได้ดีในวงการแฟชั่นไทย

ร่วมชมบรรยากาศการประกาศผลรางวัลผู้ชนะเลิศจากโครงการ “ VOGUE Who’s on Next, The Vogue Fashion Fund 2017” ได้ที่ http://www.vogue.co.thและLINE TV หรือ #voguewhosonnext2017

แนวหน้าวาไรตี้ สัมภาษณ์พิเศษ เปรมิกา สุจริตกุล : 8 ตุลาคม 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/297013

แนวหน้าวาไรตี้ สัมภาษณ์พิเศษ เปรมิกา สุจริตกุล : 8 ตุลาคม 2560

แนวหน้าวาไรตี้ สัมภาษณ์พิเศษ เปรมิกา สุจริตกุล : 8 ตุลาคม 2560

วันพุธ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 14.24 น.

รณรงค์ ‘รพ.ราชวิถี ปันหัวใจ… ให้ชีวิตผู้ป่วยโรคหัวใจ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/296809

รณรงค์ ‘รพ.ราชวิถี ปันหัวใจ... ให้ชีวิตผู้ป่วยโรคหัวใจ’

รณรงค์ ‘รพ.ราชวิถี ปันหัวใจ… ให้ชีวิตผู้ป่วยโรคหัวใจ’

วันพุธ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นพ.มานัส โพธาภรณ์

โรคหัวใจและหลอดเลือด นับเป็นปัญหาสุขภาพของคนทั่วโลก โดย สหพันธ์โรคหัวใจโลก ระบุว่า โรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตของโลก โดยมีผู้เสียชีวิต 17.1 ล้านคนต่อปีมากกว่าผู้ที่เป็นมะเร็ง เอชไอวี โรคเอดส์และโรคมาลาเรีย เพื่อรณรงค์กระตุ้นเตือนให้ประชากรโลกตระหนักถึงความสำคัญในการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด สมาพันธ์หัวใจโลก (World Heart Federation) ได้กำหนดให้วันที่ 29 กันยายนของทุกปี เป็นวันรณรงค์หัวใจโลก

ดังนั้น เพื่อกระตุ้นเตือนให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญของการใส่ใจดูแลรักษาสุขภาพหัวใจก่อนสายเกินแก้ โรงพยาบาลราชวิถี ได้จัดกิจกรรมรณรงค์ “รพ.ราชวิถี ปันหัวใจ…ให้ชีวิตผู้ป่วยโรคหัวใจ” ขึ้นเนื่องในวันหัวใจโลก 2017 โดยมี นายแพทย์มานัส โพธาภรณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี เป็นประธานเปิดงาน ภายในงานมีนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคหัวใจ พร้อมบริการตรวจคัดกรองหาภาวะความเสี่ยงโรคหัวใจเบื้องต้น และการเสวนาเรื่องโรคหัวใจ โดย นายแพทย์ธนรัตน์ ชุนงาม อายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลราชวิถี นอกจากนี้ ยังมี จุ๊-นาขวัญ รายนานนท์ และ เอ๋-ไพโรจน์ สังวริบุตร ร่วมกิจกรรมรณรงค์ ณ บริเวณลานอเนกประสงค์ ชั้น 1 ตึกอายุรกรรม โรงพยาบาลราชวิถี เมื่อเร็วๆ นี้

นายแพทย์มานัส โพธาภรณ์ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า โรงพยาบาลราชวิถี ได้จัดกิจกรรมรณรงค์ “รพ.ราชวิถี ปันหัวใจ…ให้ชีวิตผู้ป่วยโรคหัวใจ” เนื่องในวันหัวใจโลก 2017 เพื่อกระตุ้นเตือนให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญของการใส่ใจดูแลรักษาสุขภาพหัวใจก่อนสายเกินแก้ ตอกย้ำความเป็นเลิศสถาบันหัวใจโรงพยาบาลรัฐ ที่ช่วยดูแลสุขภาพหัวใจคนไทยมายาวนาน

“ปัจจุบันจำนวนผู้ป่วยโรคหัวใจมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ทั้งที่โรคหัวใจและหลอดเลือดที่พบบ่อยในคนไทยนั้นสามารถป้องกันได้ด้วยการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง ฉะนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันรณรงค์ให้เห็นความสำคัญของการป้องกัน โดยในแต่ละปีโรงพยาบาลราชวิถี รองรับผู้ป่วยโรคหัวใจมากกว่า 23,000 ราย หรือเฉลี่ยมากถึง 90 รายต่อวัน เปิดดำเนินการรักษามาแล้วตั้งแต่ พ.ศ.2518 มีการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจมาแล้ว 67 ราย และยังมีการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ หัวใจอื่นๆ หลอดเลือด และปอดเฉลี่ยปีละ 600-700 ราย อีกทั้ง ยังเป็นศูนย์แพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจครบวงจร มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง อีกทั้งยังเป็นสถาบันหัวใจแห่งแรกที่สามารถผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจและปอดพร้อมกันที่เรียกว่า Domino Heart Transplantation ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในประเทศไทยและทวีปเอเชีย รวมถึงมีการรักษาผู้ป่วยกรณีๆ มาแล้วมากมาย พร้อมทั้งยังเป็นสถาบันที่ให้การช่วยเหลือผู้ป่วยด้อยโอกาสอีกจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังเป็นสถาบันฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจที่เก่าแก่ที่สุดของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข อบรมสร้างแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจที่ไปช่วยดูแลสุขภาพประชาชนทั่วประเทศอีกด้วย ทั้งนี้ โรงพยาบาลราชวิถียังมีผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ยากไร้ด้อยโอกาสเป็นจำนวนมาก จากการส่งต่อมาจากโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศที่ยังรอรับความช่วยเหลือ จึงขอเชิญชวนผู้มีจิตกุศลร่วมแบ่งปันน้ำใจช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคหัวใจผู้ด้อยโอกาสอยู่ผ่านมูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี ร่วมบริจาคได้ที่ บัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ สาขา รพ.ราชวิถี ประเภทบัญชี ออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 051-2-16322-1 หรือ สอบถามรายละเอียดได้ที่โทร.02-3548138 ต่อ 3217-9”

นพ.ธนรัตน์ ชุนงาม

ด้าน นายแพทย์ธนรัตน์ ชุนงาม อายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลราชวิถี  ให้คำแนะนำว่า โรคหัวใจและหลอดเลือด  เป็นโรคที่สามารถป้องกันและรักษาได้ การป้องกันตนเองให้ห่างไกลจากโรคหัวใจนั้น ทำได้ง่ายๆ เพียงปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ ลดเครียดกับการงาน หรือการเรียนจนมากเกินไป ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ โดยงดอาหารที่มีไขมันสูง แต่หันไปกินผักผลไม้ให้มากขึ้น ข้อสำคัญควรงดสูบบุหรี่และดื่มสุรา หมั่นสังเกตความผิดปกติของตัวเองอยู่เสมอ โดยเฉพาะอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน เช่น ดูว่าอัตราการเต้นของหัวใจปกติ ดีหรือไม่ เจ็บหน้าอกหรือไม่ ใจสั่นบ่อยๆ หรือไม่ เหนื่อยง่ายกว่าแต่ก่อนหรือไม่ หรือหายใจติดขัด และควรไปตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี เพื่อป้องกันและรักษาโรคร้ายตั้งแต่เนิ่นๆ

จุ๊-นาขวัญ รายนานนท์

นอกจากนี้ เซเลบริตี้สาวสวย จุ๊-นาขวัญ รายนานนท์ ยังร่วมเชิญชวนให้คนไทยหันมาใส่ใจดูแลรักษาสุขภาพหัวใจ “การที่เราหันมาใส่ใจสุขภาพ และตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่ตอนที่เรายังแข็งแรง เพื่อป้องกันการเกิดโรคดีกว่าการรักษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุขภาพหัวใจ จุ๊อยากเชิญชวนคนไทยทุกคน ให้หันมาดูแลสุขภาพหัวใจกัน รวมทั้งเรื่องอาหารการกินและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงจะได้ใช้ชีวิตให้มีความสุข เราจะได้มั่นใจว่าไม่มีโรคร้ายแรง หรือถ้ามีจะได้รักษาได้อย่างรวดเร็วค่ะ”

เอ๋-ไพโรจน์ สังวริบุตร

ขณะที่นักแสดงอาวุโส เอ๋-ไพโรจน์ สังวริบุตร มาร่วมรณรงค์ให้คนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพหัวใจเช่นกัน “สิ่งที่สำคัญที่สุดในการดูแลสุขภาพหัวใจ คือการสังเกตอาการของร่างกายที่มีการเตือน เช่น มีอาการแน่นหน้าอก เหนื่อยง่ายผิดปกติ ซึ่งถือว่าเป็นการเตือนเบื้องต้นของร่างกาย ให้สงสัยไว้ก่อนว่าเราอาจจะมีอาการของโรคหัวใจ ให้รีบมาพบแพทย์ เพื่อตรวจอย่างละเอียดอย่าละเลยอาการผิดปกติที่ร่างกายเตือน เพื่อป้องกันการเกิดอาการร้ายแรง อีกทั้ง ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย และหมั่นตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเราเอง”

วิ่งสกัดโรค ก้าวต่อไปไม่สะเทือนไต เพื่อผู้ป่วยโรคไตและโรคฮีโมฟีเลีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/296812

วิ่งสกัดโรค ก้าวต่อไปไม่สะเทือนไต เพื่อผู้ป่วยโรคไตและโรคฮีโมฟีเลีย

วิ่งสกัดโรค ก้าวต่อไปไม่สะเทือนไต เพื่อผู้ป่วยโรคไตและโรคฮีโมฟีเลีย

วันพุธ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

มอบเงินรายได้ทั้งหมด 720,000 บาท โดยไม่หักค่าใช้จ่าย ให้กับมูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย และโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลียแห่งประเทศไทย

นับเป็นปีที่ 5 แล้ว สำหรับกิจกรรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพ-มินิมาราธอนการกุศล “แบ็กซ์เตอร์ รันฟอร์ฟันด์ 2017” (Baxter Run for Fund 2017) ซึ่งปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “วิ่งสกัดโรค ก้าวต่อไปไม่สะเทือนไต” ระยะทาง 5 และ 10.5 กิโลเมตร จัดโดยบริษัทแบ็กซ์เตอร์ เฮลธ์แคร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ประกอบการด้านเวชภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์ชั้นนำ เพื่อนำเงินรายได้ทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่าย มอบให้มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย และมูลนิธิโรคเลือดออกง่ายแห่งประเทศไทย ซึ่งปีนี้เป็นการรวมพลนักวิ่งและผู้รักสุขภาพทุกเพศทุกวัยทั้งชาวไทยและต่างชาติ กว่า 1,800 คน โดยมีตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้สูงอายุวัยเกษียณ รวมถึงผู้ป่วยและผู้พิการทางขา ณ สวนหลวง ร.9 เมื่อเร็วๆ นี้

ภญ.ทิพวรรณ จิตพิมลมาศ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท แบ็กซ์เตอร์ เฮลธ์แคร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันพบว่าคนไทยป่วยเป็นโรคไตกันมากขึ้น สาเหตุหลักมาจากโรคความดันโลหิต เบาหวาน และพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม เช่น กินอาหารเค็ม และขาดการออกกำลังกาย ในฐานะที่แบ็กซ์เตอร์ฯ เป็นผู้ประกอบการด้านเวชภัณฑ์สำหรับการล้างไตทางช่องท้อง รวมถึงเวชภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์ในผู้ป่วยภาวะวิกฤติ ตระหนักดีว่าการมีสุขภาพแข็งแรง จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ปลอดโรค สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งกิจกรรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพการกุศล “แบ็กซ์เตอร์ รัน ฟอร์ ฟันด์ 2017” ปีนี้มุ่งส่งเสริมและกระตุ้นให้ทุกเพศทุกวัยใส่ใจการดูแลสุขภาพกันมากขึ้น เพื่อปลูกฝังให้รักการออกกำลังกายตั้งแต่ในวัยเด็กไปจนถึงวัยทำงานและผู้สูงอายุ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพดีในทุกช่วงวัย

ผู้ชนะเลิศการแข่งขันในแต่ละรุ่น

อีกทั้ง ยังเป็นกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ในหมู่คณะและครอบครัว รวมถึงผู้ป่วยก็ควรหันมาออกกำลังกายตามความเหมาะสมเพื่อจะได้มีสุขภาพที่ดีขึ้น โดยปีนี้เป็นที่น่ายินดีว่ามีผู้รักสุขภาพให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมมากถึง 1,800 คน ซึ่งเงินรายได้จากค่าสมัครทั้งหมด 720,000 บาท บริษัทฯ ได้มอบให้มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย และโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลียแห่งประเทศไทย โดยไม่หักค่าใช้จ่าย เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยและกิจกรรมต่างๆ ของมูลนิธิ ต่อไป

ในการจัดงานเดินวิ่งครั้งนี้ ทางแบ็กซ์เตอร์ฯ ให้ความสำคัญกับทุกกลุ่มอายุ โดยให้รางวัลกับผู้ชนะในรุ่นต่างๆ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการกระตุ้นให้เกิดกระแสการรักสุขภาพของตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ชนะรุ่นเยาว์เป็นพี่น้องฝาแฝด ด.ช.พรชินสีห์ และ ด.ช.พรชินราช จำรูญ และ ด.ญ.จิรัชยา พรมนต์ อายุ 13 ปี วิ่ง 10.5 กม.ใช้เวลาเพียง 45 นาทีเท่านั้นเอง ขณะที่ผู้ชนะรุ่นใหญ่ที่ใส่ใจสุขภาพแม้จะอายุ 52 ปี แต่ยังแข็งแรงฟิตเปรี๊ยะอยู่ไม่น้อย นอกจากนี้ ยังมีผู้พิการทางขา ก็ให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายอย่าง สมเกียรติ อินทร์สอน อายุ 39 ปี เป็นครูอยู่ จ.นครสวรรค์ เป็นโปลิโอแต่กำเนิด เดินทางไกลเพื่อมาวิ่งให้กำลังใจผู้ป่วยในโครงการนี้ เล่าว่า แม้ว่าร่างกายเราจะไม่พร้อม แต่จิตใจเรายังดีอยู่ เรายังมีหน้าที่ที่จะต้องทำต่อ ต้องสอนหนังสือให้กับเด็กพิเศษที่โรงเรียน ยังมีคนที่แย่กว่าเราอีกมาก ฉะนั้น ผมก็จะต้องดูแลตัวเองโดยผมก็จะมาออกกำลังไม่ตอนเช้าก็ตอนเย็น เพื่อกระตุ้นกำลังแขน บ้างก็ยกเวทเพื่อให้กล้ามเนื้อแขนแข็งแรง จะได้ช่วยเหลือตัวเอง และผู้อื่นได้มากกว่านี้

พญ.สุขฤทัย เลขยานนท์ อนุกรรมการฝ่ายไตเทียม มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี การมีกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพให้กับผู้ป่วยต่างๆ นับเป็นเรื่องที่ดี ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคไตสามารถดำเนินชีวิตได้ใกล้เคียงกับคนปกติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน หรือเรื่องอาหารการกิน ก็ไม่ได้ควบคุมจากความเป็นจริงมากนัก ผู้ป่วยสามารถอยู่อย่างมีความสุขและมีชีวิตยืนยาวได้ ส่วนการออกกำลังกายที่สามารถทำได้ เช่น เดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพ แอโรบิก ปั่นจักรยาน แบดมินตัน แต่ทั้งนี้ ผู้ป่วยต้องประเมินกำลังของตนเองด้วยว่าทำได้มากน้อยแค่ไหน

ด้าน รศ.พล.อ.ไตรโรจน์ ครุธเวโช เลขาธิการมูลนิธิโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลียแห่งประเทศไทย ทิ้งท้ายว่า โรคฮีโมฟีเลีย (Hemophilia) เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม มีอาการเลือดออกง่ายและหยุดยากเป็นๆ หายๆ ตลอดชีวิต เราต้องการให้ผู้ป่วยมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง โดยผู้ป่วยสามารถออกกำลังกายได้ แต่ควรทำอย่างระมัดระวังไม่ให้เกิดการบาดเจ็บ หรือการกระทบกระแทกที่รุนแรง เช่น การเดิน-วิ่ง (อย่างระมัดระวัง) หรือว่ายน้ำ เป็นการกระตุ้นให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ข้อต่อตามร่างกายจะกระชับ ช่วยลดการบาดเจ็บของเยื่อหุ้มข้อ ทั้งนี้ ต้องอยู่บนพื้นฐานของความพอเหมาะพอดี ค่อยเป็นค่อยไป ไม่หักโหม เพราะอาจเกิดอันตรายได้

รับสังคมสูงวัย…เอ็ม บี เค กรุ๊ป ชวนสร้างชุมชนฟิตแอนด์เฟิร์ม ในกิจกรรมเพื่อชุมชน ‘เฮลท์ตี้ ปิ่นโต : กิน สร้าง สุข’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/296824

รับสังคมสูงวัย...เอ็ม บี เค กรุ๊ป ชวนสร้างชุมชนฟิตแอนด์เฟิร์ม ในกิจกรรมเพื่อชุมชน ‘เฮลท์ตี้ ปิ่นโต : กิน สร้าง สุข’

รับสังคมสูงวัย…เอ็ม บี เค กรุ๊ป ชวนสร้างชุมชนฟิตแอนด์เฟิร์ม ในกิจกรรมเพื่อชุมชน ‘เฮลท์ตี้ ปิ่นโต : กิน สร้าง สุข’

วันพุธ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ทุกวันที่ 1 ตุลาคมของทุกปี ถือเป็น “วันผู้สูงอายุสากล” เพื่อรณรงค์ให้สังคมตระหนักในคุณค่าของผู้สูงอายุซึ่งประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก โดยในประเทศไทยได้กลายเป็น “สังคมสูงวัย” มาตั้งแต่ปี 2548 และมีสัดส่วนการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหรือเป็นอันดับ 2 ในเอเชีย รองจากสิงคโปร์มีการประเมินว่าปี 2561 เป็นปีแรกที่มีประชากรผู้สูงอายุจะมากกว่าวัยเด็กหลายแสนคน และจะเพิ่มอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2564 ถึงตอนนั้น ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ มีประชากรสูงอายุ 20% ของประชากรทั้งหมด และตั้งแต่ปี 2579 จะมีสัดส่วนประชากรสูงอายุ 30% หรือเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด

บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็ม บี เค กรุ๊ปเล็งเห็นว่าหากตัวผู้สูงวัยรวมทั้งครอบครัวและผู้ใกล้ชิดเข้าใจการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย อารมณ์ และสังคมของผู้สูงอายุ และดูแลเอาใจใส่มากขึ้นก็จะช่วยให้ผู้สูงอายุปรับตัวเข้าสู่วัยชราได้อย่างมีความสุข และส่งเสริมให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ ล่าสุด “เอ็ม บี เค กรุ๊ป” ร่วมกับ “ข้าวถุงมาบุญครอง” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ในเครือ ส่งต่อความแข็งแรงให้ชุมชนปทุมวัน จัดกิจกรรม “เฮลท์ตี้ ปิ่นโต : กิน สร้าง สุข” ชวนสร้างชุมชนฟิตแอนด์เฟิร์มรับสังคมสูงวัย ดึงนักโภชนาการชื่อดังแนะเคล็ดลับโภชนาการที่ดีต่อสุขภาพ พร้อมเชฟกระทะหล่อจัดเวิร์กช็อปเสิร์ฟเมนูดีต่อใจย้ำแนวคิดความสุขของทุกวัย

กนกรัตน์ จุฑานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “กิจกรรมเวิร์กช็อป “Healthy ปิ่นโต : กิน สร้าง สุข” เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเพื่อชุมชนที่จัดขึ้นเป็นประจำและต่อเนื่องตลอดทั้งปี บริษัทฯ เล็งเห็นว่าชุมชนโดยรอบที่เข้ามาร่วมกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอนั้นส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงานและเป็นผู้สูงวัย ประกอบกับประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ กิจกรรมดังกล่าวจึงเป็นการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุในชุมชนมีความรู้ด้านโภชนาการที่เหมาะสมกับวัย เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีสุขภาพแข็งแรงสมวัย”

กนกพร มรรคอมร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายการเงินและบริหาร บริษัทปทุมไรซมิลแอนด์แกรนารีจำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “กิจกรรมเพื่อสังคมครั้งนี้เป็นการนำข้าวอินทรีย์คุณภาพดีที่สุดของข้าวถุงมาบุญครองมาเป็นส่วนหนึ่งของเมนูสุขภาพ พร้อมทั้งให้ความรู้และแนะนำการบริโภคข้าวอย่างเหมาะสมสำหรับผู้สูงวัย เพราะปัจจุบันคนไทยบางส่วนมีความเชื่อว่าการกินข้าวทำให้อ้วนและส่งผลต่อโรคบางชนิด เช่น โรคเบาหวานดังนั้น หากให้ความรู้ด้านโภชนาการอย่างถูกต้อง ผู้สูงอายุและคนในสังคมก็จะสามารถนำไปปรับใช้เพื่อให้ตนเองมีสุขภาพแข็งแรงด้วยการกินอย่างสมดุลได้”

ขณะที่ ปณณพร แผ้วสกุณี หัวหน้าฝ่ายพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคม สำนักงานเขตปทุมวัน กล่าวว่า “ครั้งนี้ร่วมกับ เอ็ม บี เค กรุ๊ป จัดกิจกรรมเวิร์กช็อปฯเพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถนำความรู้ด้านโภชนาการไปใช้กับตัวเอง ครอบครัว และขยายผลไปยังคนในชุมชนได้ ซึ่งที่ผ่านมาทาง เอ็ม บี เค กรุ๊ป มีกิจกรรมดีๆ ด้านสุขภาพสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ มาทำร่วมกับชุมชนเสมอ อาทิการใช้ขวดน้ำพลาสติกเหลือใช้มาทำสวนแนวตั้งเพื่อปลูกผัก ซึ่งได้นำไปต่อยอดใช้ในชุมชนกันอย่างแพร่หลาย” ส่วน แววตา เอกชาวนา นักโภชนาการผู้คร่ำหวอดในสายงานสุขภาพกว่า 34 ปี กล่าวว่า “การเลือกกินอาหารให้เหมาะสมตามช่วงวัย ช่วยให้สุขภาพร่างกายเติบโตและแข็งแรงผู้สูงอายุในวัยเกษียณจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใส่ใจเรื่องการเลือกกินอาหารเป็นพิเศษ เพื่อชะลอความเสื่อมของวัยและเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคยอดฮิตต่างๆ เช่นเบาหวาน ความดัน หัวใจ เคล็ดลับการกินอาหารต้านโรค คือ การเลือกกินอาหารดีๆ ให้ครบ 5 หมู่ มื้อเช้าต้องกินทุกวัน รวมถึงผลไม้ ผักสดหรือผักต้มให้ครบทุกมื้ออย่างน้อย1 อุ้งมือ เพื่อให้การดูดซึมอาหารได้ดี ข้าวไม่ได้ทำให้เราอ้วน และนับเป็นอาหารคลีน โดยเฉพาะข้าวอินทรีย์และข้าวไม่ขัดสี ผู้หญิงสูงวัยควรกินข้าวไม่เกินมื้อละ 2 ทัพพี และผู้ชายสูงวัยไม่เกินมื้อละ 3 ทัพพี มื้อเย็นทั้งหญิงและชายอาจบริโภคลดลง 1 ทัพพี เคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน และควรระวังอาหารกลุ่มไขมันเพราะจะทำให้อ้วนง่าย” ด้าน พนิดา จิระศิริสุวรรณ หญิงวัย 65 ปีจากชุมชนผู้สูงอายุเขตปทุมวัน กล่าวว่า “เมื่ออายุมากขึ้นจะพยายามดูแลสุขภาพด้วยการออกกำลังกายและเลือกกินอาหารให้ครบมื้อและดีต่อสุขภาพ รวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมกับทางชมรมผู้สูงอายุ เช่นกิจกรรมนี้ช่วยให้ได้รับความรู้เกี่ยวกับการดูแลโภชนาการมากขึ้น และจะนำความรู้ที่ได้ไปบอกต่อกับเพื่อนๆ ในวัยเดียวกัน”

“ที่ผ่านมา เอ็ม บี เค กรุ๊ป มีความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบความสุขให้แก่ผู้บริโภคผ่านผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัท ตามแนวคิด “ความสุขของทุกวัย” ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยเฉพาะชุมชนโดยรอบที่บริษัทเข้าไปดำเนินธุรกิจซึ่งมีกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างชุมชนอย่างต่อเนื่อง เอ็ม บี เค กรุ๊ป หวังว่าเวิร์กช็อปฯ ครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นให้ผู้สูงวัยในชุมชนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกิน ที่ไม่เพียงแต่คำนึงถึงความอร่อยเท่านั้น แต่เลือกซื้อเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย เพื่อชะลอความเสื่อมในวัยชรา และหากมีโรคประจำตัวก็สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข เป็นชุมชนฟิตแอนด์เฟิร์มที่กระฉับกระเฉงจากการกินตามหลักโภชนาการ” กนกรัตน์ กล่าวปิดท้าย

รพ.จุฬาลงกรณ์ จัดนิทรรศการภาพน้อมรำลึก ร.๙ ‘จารจำในใจ จุฬาฯบันทึกไว้ ๑๙๙ เมตร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/296798

รพ.จุฬาลงกรณ์ จัดนิทรรศการภาพน้อมรำลึก ร.๙ ‘จารจำในใจ จุฬาฯบันทึกไว้ ๑๙๙ เมตร’

รพ.จุฬาลงกรณ์ จัดนิทรรศการภาพน้อมรำลึก ร.๙ ‘จารจำในใจ จุฬาฯบันทึกไว้ ๑๙๙ เมตร’

วันพุธ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดนิทรรศการภาพ “จารจำในใจ จุฬาฯ บันทึกไว้ ๑๙๙ เมตร” เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระบรมราชูปถัมภกสภากาชาดไทย ณ ริมรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย (ด้านถนนพระรามที่ 4)

โดยมี แผน วรรณเมธี เลขาธิการสภากาชาดไทย เป็นประธานเปิดงาน ศาสตราจารย์นายแพทย์สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวรายงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร แพทย์ พยาบาล บุคลากร เข้าร่วมเปิดงาน

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดกิจกรรมเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และแสดงความกตัญญูกตเวทิตาคุณ น้อมเกล้าฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระบรมราชูปถัมภกสภากาชาดไทย โดยรวบรวมภาพของพระองค์ท่านที่เสด็จพระราชดำเนินมาประกอบพระราชกรณียกิจ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ รวมทั้งกิจกรรมที่ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตลอดจนประชาชนทั่วไปได้ร่วมกันจัดขึ้น เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายความอาลัยเป็นนิทรรศการภาพ “จารจำในใจ จุฬาฯ บันทึกไว้ ๑๙๙ เมตร” ถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ผ่านภาพถ่ายบริเวณรั้วโรงพยาบาลตั้งแต่แยกถนนอังรีดูนังต์ และถนนพระรามที่ 4 ความยาว 199 เมตร โดยเนื้อหาแบ่งเป็น 3 องก์

องก์ที่ 1 พระราชกรณียกิจที่ทรงมีต่อโรงงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตั้งแต่อดีตเป็นต้นมา

องก์ที่ 2 กิจกรรมที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์จัดน้อมเกล้าฯ ถวายความอาลัย

องก์ที่ 3 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จัดพิธีจุดเทียนถวายราชสดุดี “จุฬาฯ เทิด ธ พระภูมิพล” โดยมีคณะผู้บริหาร คณาจารย์ แพทย์ พยาบาล บุคลากร นิสิตแพทย์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมทั้งประชาชนทั่วไป หน่วยงานต่างๆ บริเวณโดยรอบ ศิลปินนักแสดง ร่วมพิธีจุดเทียนสีขาว แปรอักษรหมายเลข ๙ สัญลักษณ์สภากาชาดไทย และรวบรวมเทียนหล่อเป็นพระบรมรูป พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนประชาชนชาวไทย ร่วมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และชมนิทรรศการ ได้ ณ ริมรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย (ด้านถนนพระรามที่ 4) ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 เป็นต้นไป