ส่งมอบโครงการปรับปรุงสวนป่าเฉลิมพระเกียรติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/295587

ส่งมอบโครงการปรับปรุงสวนป่าเฉลิมพระเกียรติ

วันพุธ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

โครงการ “ไอคอนสยาม” ร่วมกับ สำนักงานเขตคลองสาน และ กรมทางหลวงชนบท จัดงานส่งมอบ “โครงการปรับปรุงสวนป่าเฉลิมพระเกียรติ ใต้สะพานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” โดยร่วมบูรณะพื้นที่และภูมิทัศน์ของสวนสาธารณะในเขตคลองสานให้กลับมาอยู่ในสภาพสวยงามสมบูรณ์ เพื่อให้ชาวชุมชนใช้เป็นศูนย์กลางพบปะสังสรรค์ ออกกำลังกายและจัดกิจกรรมเพื่อส่วนรวม ณ สวนป่าเฉลิมพระเกียรติ ใต้สะพานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เขตคลองสาน

สุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า นโยบายของไอคอนสยามให้ความสำคัญในการร่วมสร้างความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืนและอยู่คู่เคียงแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างสมศักดิ์ศรีสืบไป ล่าสุด ร่วมกับสำนักงานเขตคลองสาน และ กรมทางหลวงชนบท บูรณะพื้นที่และปรับภูมิทัศน์สวนป่าเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเป็นสวนสาธารณะครบวงจรในเขตคลองสานให้สวยงาม พร้อมให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ในการพักผ่อนและเป็นพื้นที่สาธารณะในการทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวม ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมความปลอดภัย สร้างความสัมพันธ์ และความเข้มแข็งให้กับชุมชน

สวนป่าเฉลิมพระเกียรติ ใต้สะพานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีขนาดพื้นที่ 20 ไร่ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2539 เนื่องในมหามงคลวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองราชย์ครบ50 ปี และเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ หลังจากเปิดให้บริการประชาชนในพื้นที่มากว่า 20 ปี ปัจจุบันสภาพโดยรวมของสวนสาธารณะแห่งนี้มีสภาพเสื่อมโทรม จึงจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงและบูรณะอย่างเหมาะสม เพื่อให้สวนสาธารณะของชาวคลองสานกลับมาเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่ดีที่สุดสำหรับชุมชนใกล้เคียงโดยรอบ

ในวันงานยังมีกิจกรรม “ไอคอนสยาม ชวนกันทำดี แต้มสีสวนป่า” ร่วมกันปลูกต้นดาวเรือง เพื่อร่วมกันแสดงออกถึงความจงรักภักดี และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเนรมิตพื้นที่แห่งนี้ให้เหลืองอร่ามด้วยดอกดาวเรืองในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพเดือนตุลาคมนี้ อีกทั้งยังร่วมกันปลูกต้นรวงผึ้ง ต้นไม้ประจำพระองค์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีของพสกนิกรและสร้างร่มเงาให้ความร่มเย็นใต้ร่มพระบารมี

มุมนี้มีนัด : 4 ตุลาคม 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/295577

587585

มุมนี้มีนัด : 4 ตุลาคม 2560

วันพุธ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

l ‘สวนผึ้ง มูน รัน’

ชมรมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวสวนผึ้ง ร่วมกับ บริษัท จีเอ็ม มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จัดงาน “สวนผึ้ง มูน รัน” ขึ้น ในวันเสาร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2561 ตั้งแต่เวลา14.30-24.00 น. เพื่อส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวท้องถิ่น และสนับสนุนให้มีกิจกรรมรักษ์สุขภาพเชิงไลฟ์สไตล์ในระดับประเทศ โดยรายได้ส่วนหนึ่งมอบให้แก่องค์กรสาธารณกุศลในท้องถิ่น โดยจัดแบ่งออกเป็น 3 ระยะด้วยกัน คือ 6,  10.5 และ 21 กิโลเมตร บัตรราคา 444, 666 และ 888 บาท (ตามระยะทาง) ในช่วง early bird ก่อน 30 พ.ย. 2560 ลงทะเบียนได้ที่ https://event.runlah.com/events/c/spf18 สอบถามโทร.092-371 779, 032-395248

l ทอดกฐินประจำปี

เป็นประจำทุกปี สำหรับงานบุญงานกุศล คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทบีทีเอส จะนำคณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานกลุ่มบริษัท ไปทอดกฐินประจำปี 2017 ณ วัดเขาเหล็ก อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช วันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม 2560 10.30 น.

l ‘Future Park Super Kids’

ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค ร่วมกับไทยประกันชีวิต ไปรษณีย์ไทย และ LEGO ชวนคุณหนูๆ เปิดโลกความหฤหรรษ์ สนุกสุดเหวี่ยง กับขบวนของเล่น และความสนุกมากมายในงาน “Future Park Super Kids” อาทิ ตัวละครจ๊ะทิงจา, เทพสามฤดู จากละครพื้นบ้าน และหุ่นละครเล็ก “หนุมานจับนางเบญจกาย” พร้อมสืบสานคำสอนของ “พ่อ” กับนิทรรศการสแตมป์ “ปณิธานพ่อสร้างไว้” และปลุกพลังนินจา กับ The LEGO Ninjago Movie รวมทั้งเกมสนุกมากมาย และของเล่นแบรนด์ดัง เสริมสร้างพัฒนาการ ฝึกสมาธิลุ้นของรางวัลมากมาย ตั้งแต่วันที่ 4-15 ตุลาคม 2560 ณ แคสคาต้า ชั้นจี ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค

ชวนน้องๆ สนุกรับปิดเทอม ผจญภัยในงาน‘The LEGO Ninjago Movie’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/295579

news_default

ชวนน้องๆ สนุกรับปิดเทอม ผจญภัยในงาน‘The LEGO Ninjago Movie’

วันพุธ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คิดส์ แพลนเน็ต (KIDS’ PLANET) เดอะมอลล์ กรุ๊ป ร่วมกับ LEGO (เลโก้) จัดงาน “The LEGO Ninjago Movie” ชวนน้องๆ ร่วมสนุกฝึกสมาธิจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ไปกับเหล่านินจาโกคอลเลคชั่นล่าสุดจากภาพยนตร์แอนิเมชั่น The LEGO Ninjago Movie ตั้งแต่วันที่ 5-11 ตุลาคมนี้ ที่ควอเทียร์ แกลเลอรี่ ชั้น เอ็ม, ดิ เอ็มควอเทียร์

ปิดเทอมนี้เอ็มควอเทียร์และเลโก้ ชวนน้องๆ มาสัมผัสความสนุกและผจญภัยไปกับเหล่านินจาโก คอลเลคชั่นล่าสุดจากภาพยนตร์ผจญภัยแอนิเมชั่นเรื่องใหม่ “The LEGO Ninjago Movie” ตำนานการผจญภัยของเหล่านินจาโกทั้ง 6 ได้แก่ ลอยด์,เจย์, ไค, โคล, เซน และนีอา ที่ต้องต่อสู้ปกป้องเมืองนินจาโกของพวกเขาจากจอมวายร้ายการ์มาดอน

โดยภายในงานพบกับกิจกรรม “Rise Up Your Ninja” บททดสอบนินจา ตะลุยด่านฝึกวิชานินจา สะสมตราประทับรับของรางวัลสุดพิเศษ กับ 3 ด่านภารกิจ ได้แก่ Dojo Station รวมพลังประกอบร่าง Mosiac LEGOของเหล่านินจาโกทั้ง 6 คาแร็กเตอร์, Jitsu Station ฝึกกระบวนท่านินจาบนแท่นภูผาแห่งพลัง, Mech Stationปาดาวกระจาย ถล่มจอมวายร้ายการ์มาดอน พร้อมรับของรางวัลสุดพิเศษเมื่อผ่านด่านภารกิจครบทั้งหมด นอกจากนี้ยังได้สนุกไปกับการแปลงโฉมเป็นนินจา ถ่ายรูปในห้องตีลังกาสุดพิศวงกับเหล่านินจาโก รวมถึงกิจกรรม LEGO PLAT TABLE ที่น้องๆ จะได้สนุกไปกับการต่อ LEGO ที่จะช่วยเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ และกิจกรรมต่างๆ อีกมากมายภายในงาน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ยังรวบรวม LEGO คอลเลคชั่นล่าสุดจากภาพยนตร์แอนิเมชั่นThe LEGO Ninjago Movie และคอลเลคชั่นอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมรับโปรโมชั่นพิเศษเมื่อซื้อสินค้าภายในงาน

ดูแลสุขภาพด้วยวิถีแพทย์ทางเลือก ปรับใช้ให้ถูกช่วยห่างไกลหมอและยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/295570

ดูแลสุขภาพด้วยวิถีแพทย์ทางเลือก ปรับใช้ให้ถูกช่วยห่างไกลหมอและยา

วันพุธ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

อัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเพิ่มมากขึ้นทุกปี สาเหตุหลักคงหนีไม่พ้นการใช้ยามากเกินไปสืบเนื่องมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ก่อให้เกิดโรคเรื้อรัง ขาดการดูแลตนเอง จนต้องพึ่งพายาอยู่ตลอดเวลาแต่หากจะบอกว่าสาเหตุจากยาเม็ดแพทย์ปัจจุบันก็คงไม่ใช่ทั้งหมด เพราะแม้แต่การกินอาหารที่คิดว่าดีต่อสุขภาพแล้วนั้นก็ยังเกิดผลเสียได้เช่นกัน

นายแพทย์เทวัญ ธานีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ทางเลือก กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ให้ข้อมูลว่า “ในบ้านเราเข้าถึงยาได้ง่ายเกินไป หาซื้อได้แม้กระทั่งในร้ายขายของชำ เช่น ยาแก้ปวดต่างๆ อีกทั้งขาดความรู้ที่ถูกต้อง คิดว่ายิ่งกินมาก ยิ่งหายเร็ว ทำให้กินยาเกินขนาด ในขณะที่คนไข้ที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดัน แทนที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม กลับไม่ทำ คิดว่ายาเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ แต่จริงๆ แล้วโรคเรื้อรังเหล่านี้ ยาเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่การรักษาหลักการกินยามากเกินไป สุดท้ายก็มาจบด้วยไตวาย ไม่ใช่เฉพาะยาเท่านั้น วิตามิน อาหารเสริม หรือสมุนไพร หากกินมากเกินไป ก็ทำให้เกิดอันตรายด้วยกันทั้งนั้น ตอนนี้พบว่าคนไทย 17.1% ของคนทั้งประเทศมีภาวะไตเสื่อม ถือว่าเป็นตัวเลขที่เยอะมาก อีกหน่อยเราคงต้องเปิดศูนย์ฟอกไตตามปั๊มน้ำมันแล้วก็ได้”

หากจะบอกว่าไม่ว่าศาสตร์การรักษาใด ต่างก็มีการรักษาที่ไม่มีสูตรสำเร็จ ยาก็เช่นกัน ไม่ใช่ว่าคนนั้นกินแล้วหาย แต่ทำไมเรากินแล้วไม่หาย เพราะทั้งนี้มันมีหลายปัจจัยที่ทำให้ถึงแม้จะเป็นโรคเดียวกันแต่การรักษา หรือให้ยาก็ใช้ว่าจะเหมือนกันทั้งหมด เพราะการแพทย์เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล

“การดูแลสุขภาพที่ให้ผลอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แพทย์ที่ไหน แต่กลับเป็นตัวคุณเอง ที่จะเป็น “หมอที่ดีที่สุด”หากคุณไม่ดูแลตัวเอง หมอเทวดาที่ไหนก็ไม่สามารถรักษาโรคให้หายขาดได้ หรือทำให้คุณสุขภาพดีขึ้นได้ ฉะนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เลือกกินอาหารที่เป็นประโยชน์หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แต่ปัจจุบันเราจะพบว่าวิถีแพทย์ทางเลือกเป็นที่แพร่หลายอย่างมาก มีการนำเข้ามาใช้ในโรงพยาบาลมากขึ้น ซึ่งแพทย์ทางเลือกดังกล่าวก็มีมากมายหลายศาสตร์หลายแขนง หากคนไข้ที่นำมาใช้โดยไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ หรือใช้แบบขาดความรู้ ก็ทำให้เกิดอันตรายได้เช่นกัน”

ดังนั้น เพื่อให้ความรู้และแนวทางการดูแลสุขภาพด้วยวิถีแพทย์ทางเลือกที่ถูกต้อง สถาบันนานมีบุ๊คส์อินโนเวชั่น จึงได้จัดสัมมนา “มิติใหม่แห่งการดูแลสุขภาพด้วยวิถีแพทย์ทางเลือก” โดยมี นายแพทย์เทวัญ ธานีรัตน์ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ทางเลือก กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เป็นวิทยากรให้ความรู้ที่ถูกต้อง เกี่ยวกับเคล็ดลับการดูแลสุขภาพ และห่างไกลโรคด้วยวิธีแพทย์ทางเลือก ในวันเสาร์ที่ 14 ตุลาคม 2560เวลา 13.00-16.00 น. ณ นานมีบุ๊คส์เลิร์นนิ่งเซ็นเตอร์ (สุขุมวิท 31)

ภายในงาน นายแพทย์เทวัญ ธานีรัตน์ จะมาให้ความรู้เรื่องการดูแลตัวเองเบื้องต้น เกี่ยวกับการกินอาหาร อาหารที่เป็นของสายแพทย์ทางเลือกหลายแบบ เช่น มังสวิรัติ, เกอร์สัน (Gerson Therapy), แอทกินส์ไดเอท (Atkins Diet) แมคโครไบโอติกส์ (Macrobiotics) ในภาพรวมๆ เพื่อให้รู้ว่ามีวีธีการกินที่หลากหลาย ไม่ยึดติดกับศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง แนวทางการออกกำลังกายการระมัดระวังเรื่องการเจ็บป่วย วิธีการหลีกเลี่ยงจากสารพิษทั้งจากอาหาร อากาศ สภาพแวดล้อม แนะนำการนำแพทย์ทางเลือกไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับตัวเอง ไว้แก้อาการเจ็บป่วยเฉพาะหน้า เช่น การกดจุด โดยจุดประสงค์เพื่อให้สามารถดูแลตัวเองได้ ห่างไกลยาและการรักษาที่ไม่จำเป็น

พิเศษสำหรับผู้สมัคร ราคา 450 บาทต่อท่าน รับฟรีหนังสือ “อย่าให้หมอฆ่าคุณ” และ “อย่าให้ยาฆ่าคุณ” หนังสือที่มาพลิกความเชื่อเดิมๆ เพื่อให้คุณมีสุขภาพดี โดยปราศจากการใช้ยาและไม่ต้องหาหมอ สนใจสมัครเข้าร่วมสัมมนาได้ที่โทร.02-6623000 ต่อ 5226, 4441 หรือ ชัญญา 08-50709162 ID LINE : NMB2524 รายละเอียดเพิ่มเติม www.nanmeebooks.com และ www.facebook.com/nanmeebooksfan

มื้อกลางวันพร้อมเสิร์ฟแล้ววันนี้ ณ เพนท์เฮาส์ บาร์ + กริล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/295509

มื้อกลางวันพร้อมเสิร์ฟแล้ววันนี้ ณ เพนท์เฮาส์ บาร์ + กริล

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 18.30 น.

เพนท์เฮาส์ บาร์ + กริล (Penthouse Bar + Grill) หนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านอาหารอันเปี่ยมไปด้วยสีสันใจกลางเมืองหลวงของไทย ยินดีที่จะประกาศเปิดตัวเมนูใหม่สำหรับมื้อกลางวัน ณ ร้านอาหารบนพื้นที่สามชั้นอันเปี่ยมไปด้วยสไตล์ที่ซึ่งเส้นขอบฟ้าของมหานครกรุงเทพจะกลายเป็นฉากหลังอันแสนงดงามโดยตั้งใจมอบให้เป็นดั่งจุดหมายปลายทางของเหล่านักชิมมากกว่าการเป็นเพียงอีกหนึ่งร้านอาหารของโรงแรม  เพนท์เฮาส์ บาร์ + กริล ออกแบบโดยนิวยอร์กเอเยนซีชื่อดัง อาฟโรโค่ (AvroKO) ตกแต่งพื้นที่บนทั้งสามชั้นของเพนท์เฮาส์แห่งนี้ ที่ประกอบไปด้วย ร้านอาหารสไตล์ย่าง บาร์ และระเบียงดาดฟ้าซึ่งอาบไปด้วยบรรยากาศของเพนท์เฮาส์ส่วนตัวของนักผจญภัยหรือนักสะสมงานศิลปะผู้หลงใหลการสังสรรค์ท่ามกลางหมู่ผองเพื่อนสนิท

ณ ใจกลางของร้านอาหารสไตล์ย่างคือห้องครัว ที่ซึ่งเนื้อชิ้นโตและอาหารทะเลสดใหม่ได้ถูกเตรียมไว้อย่างพิถีพิถันด้วยทักษะและความหลงใหลอย่างแท้จริง ถ่ายทอดถึงจิตวิญญาณอันเป็นต้นตำรับของร้านสไตล์ย่างและบาร์ ด้วยเมนูอาหารกลางวันที่ประกอบไปด้วยรสชาติยอดนิยมสไตล์สเต็กเฮาส์ จากวัตถุดิบคุณภาพ ทั้งเนื้อวัวนำเข้าจากสหรัฐฯ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ที่ถือเป็นดาวเด่นของมื้อ โดยผู้ซึ่งหลงใหลในเนื้อแดงยังสามารถเลือกได้จากเมนูสเต็กเนื้อสตริปลอยนำเข้าจากสหรัฐฯ (US Striploin steak) ที่เป็นเอกลักษณ์ของร้าน (220 กรัม, ราคา 1,650 บาท) , เชฟส์ ชอยซ์ มะซึนะงะ เอ3 วากิว สตริปลอย (Chef’s Choice Matsunaga A3 Wagyu Striploin) จากญี่ปุ่น (180 กรัม, ราคา 2,650 บาท) หรือสเต็กเนื้อเทนเดอร์ลอย (Prime grass-fed tenderloin) จากสหรัฐฯ (180 กรัม, ราคา 1,500 บาท) สเต็กในราคาชวนลิ้มลองนี้เตรียมจากเนื้อคุณภาพและผ่านการเซียความร้อนมาอย่างสมบูรณ์แบบ

และสำหรับผู้ที่ไม่ทานเนื้อวัว ร้านอาหารสไตล์ย่างนานาชาติแห่งนี้ยังนำเสนอด้วยเมนูไก่ เนื้อหมู และซีฟู้ดชั้นดี หนึ่งในเมนูยอดนิยมคือพอร์คชอป (Pork Chop) – เนื้อหมูเบอร์กเชียร์ (Berkshire) จากฟาร์มในประเทศไทย ชิ้นขนาด 300 กรัม ในราคา 799 บาท หรือเมนูซีฟู้ดสำหรับมื้อกลางวันที่นำเสนอด้วยทางเลือกระดับพรีเมียมอันหลากหลาย อาทิ หอยเชลล์ฮอกไกโด (Hokkaido scallops) จากญี่ปุ่น (1,150 บาท), ปลาหิมะ (Snowfish) จากออสเตรเลีย (180 กรัม, 1,350 บาท) และล็อบสเตอร์แคนาดา (Canadian lobster) (1,750 บาท)

เพนท์เฮาส์ บาร์ + กริล แห่งนี้จึงครบครันด้วยทางเลือกของเมนูอาหารอันหลากหลาย เพื่อให้ทุกๆ คนได้เพลิดเพลินไปกับมื้อกลางวัน ร่วมไปกับการคัดสรรอีกมากมายของเนื้อคุณภาพ อาหารทะเลที่มีการผลิตแบบยั่งยืน และพืชผักแอร์แกนิคที่เตรียมไว้อย่างพิถีพิถัน รวมไปถึงเมนูสลัดอันเย้ายวนชวนให้ลิ้มลองด้วยหลากหลายสไตล์ความชอบ ทั้งซีซาร์ สลัด (Caesar Salad) เสิร์ฟกับชีสพาร์มิจาโน่ เร็กจิอาโน่ (Parmigiano Reggiano) และเบคอน (430 บาท); เรดสลัด (Red salad) กับบีทรูท, พริกไทยคั่ว, กะหล่ำปลี, มะเขือเทศ, แรดิช, ทับทิม และโกจิเบอร์รี่ (430 บาท); และสลัดปูอลาสก้า (Alaskan King Crab Salad) สุดสร้างสรรค์เสิร์ฟกับมะม่วง, อโวคาโด, ซอสค็อกเทล และผักกาดคอส (820 บาท) นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกอื่นๆ ซึ่งรวมไปถึงแซนด์วิช, เบอร์เกอร์, แซนด์วิชแบบห่อ และเมนูพาสต้า เสิร์ฟด้วยปริมาณใหญ่ เพื่อให้ทุกคนสามารถค้นพบเมนูที่เขาหรือเธอชื่นชอบได้จากทางเลือกอันหลากหลายของแซนด์วิช เบอร์เกอร์ แซนด์วิชแบบห่อ ไปจนถึงพาสต้า   และลูกค้าของ เพนท์เฮาส์ บาร์ + กริล ยังสามารถดื่มด่ำไปกับรายการอันน่าตื่นเต้นของบรรดาเครื่องดื่มที่พร้อมเสิร์ฟ ณ ค็อกเทล บาร์ (Cocktail Bar) อีกหนึ่งมุมแห่งการพักผ่อนคลายของศูนย์รวมความรื่นรมย์ด้านอาหารภายในร้านแบบสามชั้นแห่งนี้

เปิดตัว ‘จิม ทอมป์สัน แฟล็กชิปสโตร์’ แห่งแรกของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/295302

เปิดตัว ‘จิม ทอมป์สัน แฟล็กชิปสโตร์’ แห่งแรกของโลก

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คุณหญิงอรศรี วังวิวัฒน์ ประธาน กก.จิม ทอมป์สัน พร้อมด้วยผู้บริหาร ดร.เจอร์ราลด์ เมซซาโลโว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บ. จิม ทอมป์สัน, มร.ฌอง คริสตอฟ วิเลน ผอ.ฝ่ายสร้างสรรค์, อัจฉรี ลี ผอ.ฝ่ายสินค้าส่วนบุคคล, ชฎาทิพ จูตระกูล, ศุภลักษณ์ อัมพุช และ จรัมพร โชติกเสถียร ร่วมกันเปิด “จิม ทอมป์สัน แฟล็กชิปสโตร์”

จิม ทอมป์สัน เดินหน้าขยายความยิ่งใหญ่กับการเผยโฉมภาพลักษณ์ใหม่ พร้อมมุ่งสู่การเป็น “แบรนด์ลักชัวรี่ระดับโลกแบรนด์แรกจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” (The First Southeast Asian global luxury brand) พร้อมเปิดตัว“จิม ทอมป์สัน แฟล็กชิปสโตร์” ปฐมบทแห่งความหรูหราที่สมบูรณ์แบบแห่งแรกของโลก ณ ชั้น M ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยนำแรงบันดาลใจจากความงดงามของ “บ้านริมคลอง” ของ มร.จิม ทอมป์สันมาถ่ายทอดเป็นพื้นที่ 2 ส่วน คือ ส่วนด้านหน้าตกแต่งด้วยต้นไม้แบบสวนเมืองร้อน โดดเด่นด้วยม่านผ้าไหมสีเขียวตัดกับสีของไม้ทั้งสีน้ำตาลและสีดำ จัดแสดงสินค้า อาทิ กระเป๋า ผ้าพันคอ เนคไท และส่วนด้านใน แบ่งเป็น 3 โซนหลัก คือ โซนสินค้ากลุ่มเสื้อผ้าสุภาพบุรุษ กลุ่มเสื้อผ้าสุภาพสตรี และสินค้าตกแต่งบ้าน เน้นการตกแต่งที่ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัว พร้อมด้วยเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งสะท้อนความเป็นไทยในแบบร่วมสมัย

ดร.เจอร์ราลด์ เมซซาโลโว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท จิม ทอมป์สัน กล่าวว่า “ปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในการเผยโฉมภาพลักษณ์ใหม่ของแบรนด์จิม ทอมป์สัน ได้สะกดคนทั้งโลกด้วยการนำเสนอเรื่องราวของ “อัตลักษณ์” ที่โดดเด่นของแบรนด์ ผสานเข้ากับ 2 ส่วนสำคัญ คือ สิ่งที่แบรนด์เชื่อมั่นและให้คุณค่าสูงสุด (Brand Ethics) และสุนทรียภาพของแบรนด์ (Brand Aesthetics) สู่การนำเสนอ “สไตล์” อันเป็นเอกลักษณ์ใหม่ในทุกมิติ อาทิ แคมเปญโฆษณาการสื่อสารต่างๆ ดีไซน์สินค้าที่สร้างสรรค์โดยทีมดีไซเนอร์ระดับอินเตอร์เนชั่นแนล ครอบคลุมทั้งสินค้า Ready-towear และ Accessories สำหรับสุภาพสตรี สุภาพบุรุษ สินค้าตกแต่งบ้าน รวมถึงการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในกลุ่มเครื่องหนัง และรูปแบบของแฟล็กชิปสโตร์ที่จะเป็นต้นแบบในการเปิดร้านสาขาใหม่ต่อไปทั่วโลก”

โดยในงานเปิดตัว “จิม ทอมป์สัน แฟล็กชิปสโตร์” แห่งแรกของโลก ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน แบรนด์ จิม ทอมป์สัน ได้รับเกียรติจากสื่อมวลชนและแขกผู้มีเกียรติมากมาย ร่วมเฉลิมฉลองการเปิด “จิม ทอมป์สัน แฟล็กชิปสโตร์” อย่างยิ่งใหญ่ พร้อมร่วมชมสินค้าจากคอลเลคชั่นล่าสุด A/W 2017 ผ่านแฟชั่นโชว์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ“RASMEE ISAN SOUL x JIM THOMPSON FASHION SHOW”

สร้างบุญกุศลครั้งสำคัญ ‘มหาบุญแห่งสยาม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/295322

news_default

สร้างบุญกุศลครั้งสำคัญ ‘มหาบุญแห่งสยาม’

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สยามพิวรรธน์ ชวนชาวไทยร่วมกิจกรรม “มหาบุญแห่งสยาม”สร้างบุญกุศลครั้งสำคัญ พร้อมรับต้นดาวเรืองฟรี ระหว่างวันที่4-8 ตุลาคม 2560 ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน

บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด เจ้าของและผู้บริหาร สยามเซ็นเตอร์สยามดิสคัฟเวอรี่ และสยามพารากอน จัดกิจกรรมใหญ่ภายใต้ชื่อ “มหาบุญแห่งสยาม” เชิญชวนพุทธศาสนิกชนที่สนใจร่วมสร้างมหาบุญกุศลครั้งสำคัญ สืบเนื่องในวันออกพรรษารวมพลังร่วมสวดมนต์-ภาวนา-สมาทานศีล เพื่ออุทิศถวาย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร โดยพระพรหมดิลก เจ้าอาวาสวัดสามพระยา เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และยังได้รับเกียรติจาก อาจารย์ช้าง-ทศพร ศรีตุลา เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์และเป็นผู้ดำเนินการในพิธีกรรมทางศาสนาในครั้งนี้

ทั้งนี้ ประชาชนที่สนใจรับหนังสือสวดมนต์เสริมมงคลชีวิต และต้นดาวเรืองโดยจำกัด 1 ท่านต่อ 1 สิทธิ์ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น การแต่งกายชุดขาวหรือชุดสีอ่อน สุภาพเรียบร้อย โดยจะมีพิธีขึ้นในวันที่ 4 ตุลาคม 2560 เวลา 12.30 น. เป็นต้นไป ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

ขอเชิญชวนประชาชนร่วมแสดงความไว้อาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร โดยร่วมปลูกต้นดาวเรืองให้บานสะพรั่งในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เพื่อให้ทั่วทุกพื้นที่ประเทศไทยเรืองอร่ามไปด้วยสีเหลืองงดงามตา ผู้ที่สนใจสามารถลงละเบียนผ่านhttp://www.siamparagon.co.th/campaign/main/EventS/marigold/regis หรือสามารถแสดงบัตรประชาชนเพื่อรับต้นดาวเรืองได้วันที่ 5-8 ตุลาคม 2560 ตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป ณ คริสตัล คอร์ท ชั้น เอ็ม ศูนย์การค้าสยามพารากอน ทั้งนี้ ประชาชนที่สนใจสามารถร่วมสร้างบุญกุศลครั้งสำคัญในกิจกรรม“มหาบุญแห่งสยาม” โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร.02-6108000

การไปกราบถวายบังคมพระบรมศพแบบราษฎรเต็มขั้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/295324

การไปกราบถวายบังคมพระบรมศพแบบราษฎรเต็มขั้น

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ราตรีนี้มืดมิด เงียบสนิทพิรุณพรม

ร้อนอับและอ้าวลม จนเปียกชื้นชุ่มโทรมกาย

เหล่าปวงประชาราษฎร์ เฝ้าอภิวาทบังคมถวาย

กรานกราบเพียงครู่คลาย โทมนัสไห้ ที่โหยหา

ตะวันรอนลงลับ แสงเลือนดับมืดนภา

หนาวหน่วงเหน็บอุรา ธผ่านฟ้าทิพย์วิมาน

กราบองค์พระภูมินทร์ นฤบดินทร์ผู้อภิบาล

สยามเขตประเทศสถาน สู่นิพพานสถิตย์เทอญ

ผมเคยเข้าไปกราบถวายบังคมพระบรมศพหลายครั้ง แต่ไปแบบข้าราชการเต็มขั้น คือ ลงจากรถก็เข้าไปนั่งที่เต็นท์ด้านในเลย ไม่ต้องไปเข้าแถวรอ แต่มีคนรู้จักหลายท่านบอกว่า ถ้าไปแบบต่อแถวเข้าคิวตามปกติ จะได้ความรู้สึกอีกแบบ แต่ผมยังไม่ได้ลองแบบหลังสักทีผลัดวันประกันพรุ่งมาเรื่อยสามเดือนก่อน คนยังไม่มาก ก็ไม่ได้ไป จนสัปดาห์ที่แล้วนี้เอง คิดว่าหากไม่ได้ไปกราบอีกสักครั้ง ก็จะพลาดโอกาส และตัวเองจะเสียใจไปตลอดชีวิต จึงกำหนดเอาคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา(๒๙ กันยายน ๒๕๖๐) เป็นวันที่จะไป เนื่องจากทราบว่ามีคนไปกราบถวายบังคมพระบรมศพมากขึ้นเรื่อย จึงคิดว่าน่าจะไปราวๆ ตีสาม

การไปกราบถวายบังคมพระบรมศพแบบราษฎรเต็มขั้นก็ได้ความรู้สึกไปอีกแบบจริงๆ ผมไปถึงเวลา ๐๓.๑๘ นาฬิกา ลงจากแท็กซี่ เข้าต่อท้ายแถวซึ่งได้ลากยาวไปถึงหัวมุมอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแล้ว และเพียงอีก ๑๐ นาทีต่อมา แถวก็ยาวข้ามฝั่งถนนไปต่อทางด้านสะพานผ่านฟ้า

เป็นการรอคอยที่ยาวนาน แบบว่าไม่เคยเข้าแถวรอคอยอะไรนานเท่าแบบนี้มาก่อน ทั้งร้อนทั้งอบอ้าว ทั้งหิวแล้วก็ปวดปัสสาวะ แถวขยับช้ามากและหยุดนิ่งไม่เคลื่อนที่เป็นชั่วโมงหลายครั้ง อาจเป็นเพราะมีพระราชพิธีที่ข้างใน? ไม่แน่ใจ แถวเคลื่อนมาถึงหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์เวลาเจ็ดโมงเช้าแต่กว่าจะได้เวลาเดินข้ามไปต่อแถวด้านริมสนามหลวง ตรงอนุสาวรีย์แม่พระธรณี เป็นเวลาเกือบแปดโมงเช้า และกว่าจะขยับไปถึงแถวหน้าสุดตรงศาลเจ้าพ่อหลักเมือง คือเวลาบ่ายสองโมงครึ่ง ทานขนมที่เตรียมไปเองบ้าง กับของแจกที่ได้รับบ้าง เป็นซาลาเปา ๑ ขนมจีบ ๒ ของผู้มีจิตศรัทธามาบริจาคให้ทางการ มีน้ำดื่มบริการมากมายหลายประเภท แต่ผมไม่กล้าดื่มมาก กลัวไม่มีที่ระบายออก ได้เข้าห้องสุขาเคลื่อนที่ของกทม. สองรอบ ช่วงที่แถวประชาชนขยับไปไกล้สถานที่สร้างพระเมรุมาศ มองเห็นบ้างบางส่วน แต่มีต้นไม้มาบัง หรือไม่ก็มีอาคารอื่นบังแต่ก็ไม่กล้าจ้องดูนาน บอกตรงๆ ว่าดูแล้วใจคอไม่ดี เลยไม่เหลือบไปดูจะดีกว่า

หลังจากลุกๆ นั่งๆ เก้าอี้มานาน ผมได้เดินเข้าเขตวัดพระแก้วประมาณบ่ายสามครึ่ง และไปถึงพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเมื่อเวลา ๑๖.๑๑ นาฬิกา จากนั้นคือเดินตามกันขึ้นไปบนพระที่นั่งฯ ภายในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทอันเป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมโกศมีเจ้าหน้าที่เขาคอยกำกับให้ “กราบสามัคคี” คือ แถวประชาชนที่เดินเข้าไป ชุดหนึ่งมีแถวตอน ๔ แถว ต่อยาวไปแถวละประมาณ๘-๑๐ คน มีเจ้าหน้าที่คอยบอกบทข้างๆ ว่า จัดแถวค่ะ-เชิญนั่งค่ะ-กราบค่ะ ยังไม่ทันจะตั้งท่ากราบให้สวย เสียงก็แว่วตามมาว่า-เงยหน้าค่ะ พอเงยหน้าเสร็จ ยังไม่ทันได้จ้องดูพระบรมโกศให้อิ่มตา เพราะว่าจะได้เห็นเป็นครั้งสุดท้ายแล้วหนาเรา เสียงเธอเจื้อยแจ้วต่อทันทีว่า-ลุกได้ค่ะ และ-เชิญออกทางด้านขวาได้เลยค่ะ-รวมเวลาตั้งแต่เดินผ่านธรณีประตูพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเข้าไป จนกราบเสร็จ ลุกขึ้นยืน แล้วเดินออก (เพราะชุดต่อไปเขาก็จะเดินเข้ามา อย่างต่อเนื่อง) รวมเวลาแล้วไม่เกินสองหรือสามนาที น่าจะประมาณนั้น

ถ้าจะถามว่า สองสามนาทีนี้ ผมรู้สึกว่าคุ้มกับเวลาที่ได้ใช้ไป13 ชั่วโมง คือต้องยืน 6 ชั่วโมงติดต่อกัน ตั้งแต่ตีสามกว่าถึงเก้าโมงเช้าไม่ได้นั่งเลยแม้แต่วินาทีเดียว กับต้องนั่งแช่อีกเจ็ดชั่วโมง มันคุ้มไหม?ผมเป็นโรคปวดหลังอยู่แล้ว เวลายืนนานต้องพยายามคอยแขม่วท้องช่วยลดปวด คำตอบก็คือ คุ้มครับ

คุ้มที่หนึ่งคือ ช่วงที่ยืนแถวตรงสี่แยกคอกวัว ก็เริ่มปวดหลังแล้ว เพราะมันเกือบสามชั่วโมงแล้ว ที่ผมคิดในใจตอนนั้น ก็คือคิดว่าพระองค์ท่านทรงงานหนักมาตลอด ต้องยืนหรือเดินตลอด หนทางก็ลำบากกว่า ทั้งขึ้นเขาลงห้วยและทรงทำเช่นนี้ปีแล้วปีแล้วเป็นหลายสิบปี ทำไมเราจะยืนหกชั่วโมงไม่ได้  มันจะสักเท่าไหร่กัน? ทำไมจะทำไม่ได้ มันไม่ได้แม้เพียงเสี้ยวหนึ่งของพระองค์ท่านเลย

คุ้มที่สองคือ ตอนมายืนเต็นท์ นั่งเต็นท์ ที่ข้างสนามหลวงอีกหกชั่วโมงกว่า  ได้เวลาพระอาทิตย์ขึ้นพอดี เก้าโมงเช้ากว่าแล้ว มันก็ร้อน เหงื่อก็ชุ่ม เพราะผมใส่สูท ผูกเนคไทมาเต็มรูปแบบเวลานั้นเสื้อชุ่มเหงื่อไปหมด ผมเลยนึกถึงภาพพระองค์ที่มีเม็ดเหงื่อพระเสโทหยดเป็นเม็ดอยู่ตรงปลายพระนาสิก เป็นภาพที่ประทับใจผมมาก ในเมื่อพระองค์ท่านก็ร้อนเหงื่อชุ่มได้ เราก็ควรร้อนดูมั่งคิดแบบนี้ ผมก็ได้ความรู้สึกนั้น มันรู้สึกได้ว่า เออ…มาเข้าแถวครั้งนี้มันดูดีกว่าทุกครั้งที่เคยมา

คุ้มที่สาม คือ สังเกตว่ามีคนมาช่วยงานมาก มีกลุ่มคน พวกจิตอาสาเยอะมาก ช่วยแบ่งเบาภาระได้มาก ทั้งน้ำ อาหาร ของขบเคี้ยว ยาดม ถุงขยะ เดินไปมาตลอดเวลา เจ้าหน้าที่คอยดูแลเอาใจใส่ดีมาก ขอยกย่องครับ  คอยประกาศเตือนและแนะนำประชาชนตลอดเวลา และมีเด็กนักเรียนชั้นเตรียมอุดมมาช่วยงานด้วย ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส เบิกบานที่ได้มีส่วนร่วม เห็นแล้วก็น่าชื่นใจ

คุ้มที่สี่คือ ได้สัมผัสกับประชาชนทั่วไปที่มาเข้าแถวรอมันสงบมากครับ ไม่เอะอะ ไม่โวยวาย ไม่เจี๊ยวจ๊าว  ไม่มัวแต่ถ่ายรูป รูปหมู่รูปเดี่ยวให้วุ่นวาย (อาจเป็นเพราะมันร้อน เพลีย และเหนื่อยจนหมดอารมณ์) และไม่หงุดหงิด แถวไม่ขยับ ก็ไม่บ่น อากาศร้อนก็ไม่บ่น ง่วงก็นั่งซบหน้าลงนอนไป ไม่มีการคุยเล่น หรือส่งเสียงดังสงบและสำรวมจริงๆ ต่างจากความรู้สึกของผมเวลาแต่งชุดปกติขาวติดแขนทุกข์ เมื่อเข้าไปนั่งเต็นท์ข้างใน บางคนในกลุ่มนั้นบางคนนะครับ ก็ไม่สำรวม บรรยากาศต่างกันมากครับ อาจเป็นเพราะขณะนี้ผมกำลังมานั่งเข้าแถวอยู่กับมวลมหาประชาชน คนที่เขาตั้งใจมั่นว่าเขาจะมา เพราะเขาตั้งใจจะมา ไม่ใช่มาเพราะคำสั่ง คำเชิญ จึงเป็นบรรยากาศของคนตั้งใจไปงานศพจริงๆ

ส่วนความรู้สึกตอนผมขึ้นไปกราบนั้น มันยังไม่ทันได้รู้สึกอะไร เพราะเสียงเธอบอกบทมาเป็นระยะ เลยตั้งตัวไม่ติด ไม่ทันจะรู้สึกอะไร แต่แน่นอนว่าความรู้สึกต่อพระองค์ท่าน ย่อมมีมากล้นซึ่งได้ถ่ายทอดไปเป็นบทกวีแล้ว และเชื่อแน่ว่าทุกคน ท่านผู้อ่านคงมีความรู้สึกโหยหาอาลัยและโหยไห้เช่นเดียวกัน

บทกวีนี้ผมเขียนไปก็น้ำตาคลอไป ท่านอื่นอ่านดู แล้วรู้สึกอย่างนั้นบ้างหรือเปล่า เมื่อน้อมรำลึกถึงพระองค์ นึกถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์อันมากมาย ความโหยไห้มันท่วมท้นทวีมาทุกครา แล้วท่านล่ะครับรู้สึกยังไง

อยากให้เราไม่ใช่แค่บอกว่ารักพ่อหลวงๆ แต่อยากขอร้องทุกท่านว่า ให้ทำตามพระองค์ท่านจริง ไม่ต้องจุดเทียนหรือร้องเพลงก็ได้ แต่ลงมือทำจริง ทำตามรอยเท้าพ่อ ทำแต่สิ่งที่ถูกต้อง ที่ดีงาม ตามพระองค์ท่านเป็นปฏิบัติบูชาต่อพระองค์อย่างแท้จริง และยั่งยืน

ศ.นพ.เกรียง ตั้งสง่า

เสาร์ ๓๐ กันยายน ๑๙.๐๐ น.

อสมท-ธอส. ส่งมอบดอกไม้จันทน์ 99,999 ดอก ถวายอาลัย ‘ในหลวง รัชกาลที่ 9’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/295331

news_default

อสมท-ธอส. ส่งมอบดอกไม้จันทน์ 99,999 ดอก ถวายอาลัย ‘ในหลวง รัชกาลที่ 9’

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

(ซ้าย) นันทสิทธิ์ เล็กศรีสกุล รอง กก.ผอ.ใหญ่ สายงานกลยุทธ์และการเงินอสมท, ฉัตรชัย ศิริไล กก.ผจก. ธอส. ทำพิธีส่งมอบดอกไม้จันทน์ให้ ทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รองผู้ว่าฯกทม.

บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ร่วมส่งมอบดอกไม้จันทน์ จากโครงการ “หนึ่งดอกไม้ ร้อยสัญญา ล้านภักดี” จำนวน 99,999 ดอก ที่ประชาชน ทั่วประเทศได้ร่วมประดิษฐ์ขึ้นเพื่อร่วมแสดงความไว้อาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อนำไปใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

ฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ เปิดเผยว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 4 เดือน ที่ได้จัดทำโครงการ “หนึ่งดอกไม้ ร้อยสัญญา ล้านภักดี” ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ได้เชิญชวน ให้คณะผู้บริหารและพนักงานธนาคาร รวมทั้งลูกค้าและประชาชนที่ล้วนมีความจงรักภักดี ร่วมกันประดิษฐ์ ดอกดารารัตน์ โดยทาง ธอส. ได้อำนวยความสะดวกจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการประดิษฐ์ไว้ให้ทุกคนที่ต้องการมีส่วนร่วมในโครงการเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งดอกดารารัตน์จำนวนทั้ง 99,999 ดอก เปรียบเสมือนตัวแทนหัวใจของประชาชนคนไทย ทุกคนที่จะได้มีโอกาสร่วมส่งเสด็จพระองค์ท่านในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด และยังเป็นการแสดงความจงรักภักดี น้อมถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อันเป็นที่รักยิ่งของประชาชนคนไทย ทั้งประเทศ ซึ่งดอกดารารัตน์ทั้งหมดจะนำไปใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชตามวัตถุประสงค์ต่อไป นอกจากนั้น ธนาคาร ยังได้สนับสนุนการผลิตสารคดีสั้นชุดพิเศษ จำนวน 100 ตอน อีกด้วย”

ทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในพิธี ถวายดอกไม้จันทน์ว่า “พิธีถวายดอกไม้จันทน์
เป็นอีกหนึ่งพิธีการสำคัญที่คนไทยทุกคน จะได้ร่วมกันแสดงความไว้อาลัย และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นครั้งสุดท้าย กรุงเทพมหานคร จึงได้จัดอบรมให้กับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานพิธีการ ในพิธีถวายดอกไม้จันทน์ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ จากหน่วยงานต่างๆ ทั้งในสังกัดของกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะปฏิบัติงานประจำจุดและสถานที่วางดอกไม้จันทน์ ทั้ง 113 แห่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้แก่ พระเมรุมาศจำลอง จำนวน 9 แห่ง รวมทั้งซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ขนาดใหญ่ จำนวน 16 ซุ้ม ซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ขนาดกลาง จำนวน 26 ซุ้ม และสถานที่จัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ตามวัดต่างๆ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 50 เขต จำนวน 62 แห่ง เพื่อให้ถูกต้องตามราชประเพณี และสมพระเกียรติอย่างสูงสุด นอกจากนี้ ได้จัดทำคลิปขั้นตอนการถวายดอกไม้จันทน์ เพื่อให้ประชาชนรับทราบและปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้อง และเผยแพร่ให้ประชาชนด้วย”

สำหรับการส่งมอบดอกไม้จันทน์ที่ ธอส. และ บมจ.อสมท ได้ร่วมมือกันเพื่อแสดงความไว้อาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในครั้งนี้นั้น ได้รับการสนับสนุนรถขนส่งจาก บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ช่วยลำเลียงดอกไม้จันทน์ทั้งหมด ส่งมอบให้กับกรุงเทพมหานคร เพื่อนำไปใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 โดยประชาชนสามารถร่วมวางดอกไม้จันทน์ได้ตามสถานที่และหน่วยงานจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชน ในพื้นที่กรุงเทพมหานครตามที่ได้จัดเตรียมไว้

ตรวจคัดกรองมะเร็งช่องปากในระยะก่อนเป็นมะเร็ง ฉลองพระชนมายุ 5 รอบ เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/295318

ตรวจคัดกรองมะเร็งช่องปากในระยะก่อนเป็นมะเร็ง ฉลองพระชนมายุ 5 รอบ เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ด้วยน้ำพระหฤทัยที่เปี่ยมไปด้วยพระเมตตาและพระกรุณาธิคุณใน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะต่อผู้ป่วยที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคมะเร็ง เป็นที่ประจักษ์ชัดต่อประชาชนชาวไทย ดังเช่นเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 4 กรกฎาคม ของทุกปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 เป็นต้นมา ทรงบำเพ็ญพระกุศลด้วยการประทานโครงการเพื่อการป้องกัน ตรวจคัดกรอง และเฝ้าระวังโรคมะเร็งต่างๆ เช่น โครงการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ โครงการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดแบบบูรณาการ เป็นต้น ทำให้ประชาชนในกลุ่มเสี่ยง หรือผู้ป่วยในระยะเริ่มแรกสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างทันท่วงที ทำให้มีโอกาสหายขาดจากโรคมะเร็ง และด้วยพระปณิธานในการยกระดับการรักษาโรคมะเร็งให้ได้มาตรฐานสากล จึงทรงก่อตั้งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ให้เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านโรคมะเร็ง เพื่อช่วยผู้ป่วยให้มีชีวิตยืนยาวด้วยคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ดังนั้น เพื่อน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณและแสดงออกซึ่งความจงรักภักดี ในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบในปี พ.ศ. 2560 นี้ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ จึงจัดโครงการเฉลิมพระเกียรติ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ “โครงการตรวจคัดกรองมะเร็งช่องปากในระยะก่อนเป็นมะเร็ง” ณ พระตำหนักจักรีบงกช จังหวัดปทุมธานี เพื่อเป็นการขยายการให้บริการและเพิ่มความสะดวกสำหรับประชาชนในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี และชุมชนพื้นที่ใกล้เคียงโดยรอบ

โครงการเฉลิมพระเกียรติดังกล่าวนี้จะมีพิธีเปิด ในวันอังคารที่ 26 กันยายน 2560 ณ พระตำหนักจักรีบงกช จังหวัดปทุมธานี โดยมี ศาสตราจารย์นายแพทย์นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี นายกเหล่ากาชาด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลปทุมธานี และคณะอาสาสมัครสาธารณสุขจังหวัด พร้อมกับการจัดกิจกรรมเสวนาให้ความรู้กับประชาชนในหัวข้อ “มะเร็งช่องปากรู้เร็วรักษาได้” โดย แพทย์หญิงฝนทิพ แจ้งแสง แพทย์เฉพาะทาง สาขาโสต ศอ นาสิก และ ทันตแพทย์จักรพันธุ์ สามไพบูลย์ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพช่องปากและฟันอย่างสม่ำเสมอ โดยมีผู้มารับบริการ 600 คนพร้อมกับได้รับการตรวจสุขภาพช่องปากกับทันตแพทย์ และมีผู้ผ่านเกณฑ์คัดกรองโครงการตรวจ คัดกรองมะเร็งช่องปากในระยะก่อนเป็นมะเร็ง จำนวน 50 คน โดยเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงและได้รับการตรวจวินัยด้วยเครื่องมือ แอลโอเอชในช่องปาก 21 คน

สำหรับโรคมะเร็งช่องปากเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับที่ 6 ในคนไทย โดยพบในเพศชายเป็นลำดับที่ 4 และในเพศหญิงเป็นลำดับที่ 7 โครงการนี้จึงให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคมะเร็งช่องปาก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็งช่องปากให้ได้รับการตรวจประเมินด้วยเทคนิคที่ทันสมัย คือ การวิเคราะห์แอลโอเอช โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ กลุ่มผู้สูบบุหรี่ ดื่มสุรา เคี้ยวหมาก รวมถึงกลุ่มผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคมะเร็ง หรือกลุ่มอาการที่พบได้บ่อย คือ มีแผ่นฝ้าสีขาวถูไม่ออก หรือแผ่นฝ้าสีแดง มีก้อนภายในช่องปากบริเวณขอบลิ้น ใต้ลิ้น ขอบริมฝีปาก ที่มีลักษณะก้อนแข็งเป็นไต หรือมีอาการแสบลิ้น เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ในการตรวจ และจะได้รับการตรวจติดตามอย่างน้อย 5 ปี ส่วนในรายที่มีรอยโรคซึ่งมีแนวโน้มกลายเป็นมะเร็งช่องปากได้สูงจะได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาต่อไป

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนประชาชนที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดมะเร็งช่องปาก ที่มีอายุระหว่าง 18-80 ปี พร้อมทั้งสามารถเข้ารับการตรวจติดตามต่อเนื่องได้ตลอดระยะเวลา 5 ปี เข้าร่วมโครงการดังกล่าว โดยสามารถติดต่อได้ที่ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ และสำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี หรือพื้นที่ใกล้เคียง สามารถติดต่อเข้าร่วมโครงการได้ที่พระตำหนักจักรีบงกช รวมทั้งสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ที่ www.chulabhornhospital.com สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร.02-5766847 (ในวันและเวลาราชการ)