คุณแหน : 27 กันยายน 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/294353

คุณแหน : 27 กันยายน 2560

คุณแหน : 27 กันยายน 2560

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ll พ.ต.นพดล เดชะ กับ พ.ต.พงศกร คลังหิรัญ จากเชียงรายทั้งคู่ มาเรียนเสธ.ที่กทม. ได้สายเสธ.คนละสายเรียบร้อย ต้องแยกย้ายกันไปปฏิบัติหน้าที่ ฝ่ายแรกไปอยู่ปราจีนบุรี ฝ่ายหลังไปอยู่พิษณุโลก กระจัดกระจายกันไป ทิ้งคุณแม่บุญธรรม สมัยสมาน ไกรฤกษ์ เคว้งคว้าง หาลูกมาแทนไม่ทัน…

 

ll จินตนา รัชไชยบุญ เป็นหัวขบวนชวนเพื่อนๆ ไปเช่าโรงแรมรัตนโกสินทร์นอนเพื่อตื่นไปถวายบังคมลาพระบรมศพตั้งแต่ตี 2 ต้อนรับ พรทิพย์ วัฒกวณิชย์ ที่เพิ่งลงเครื่องบินจากเท็กซัส ทันเวลาพอดี…

ll ธีราพร วิรุฬหรักษ์ เล่าถึงควันหลงในวันที่ระลึกวันทรงดนตรีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่า“อาจารย์ชูวิทย์ ยุระยงผอ.CU Band …ซึ่งไม่เคยกล่าวอะไรบนเวทีเลยไม่ว่าคอนเสิร์ตไหนๆ…เมื่อคืนพูดบนเวทีทั้งน้ำตาว่า…CU Band จะได้ไปเล่นในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงฯ บนเวทีมหรสพหลวงและเตรียมจะบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ทั้ง 48 เพลง เมื่อคืนได้เล่นเป็นบางส่วน คนฟังก็ฟังไปร้องไห้ไป ผ้าเช็ดหน้าไม่ต้องเก็บ”…

ll ศศิณี ภัททิยกุล นายกสตรีวิทยาสมาคมฯ นำทีมคณะศิษย์เก่าโรงเรียนสตรีวิทยา ร่วมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ ครั้งที่ 4 สำหรับใช้ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อร่วมกันน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและแสดงความจงรักภักดี โดยได้รวบรวมดอกไม้จันทน์ที่ได้ในครั้งนี้ จำนวน 1,659 ดอก ส่งมอบให้แก่กรุงเทพมหานครนำไปแจกจ่ายแก่ประชาชนต่อไป…

ll ฉวีวรรณ วิชุปานันทน์ นับว่าเป็นบุญและมงคลแห่งชีวิตที่สุด ที่ได้เป็นตัวแทนของจุฬาฯเพียง 6 คน ที่ ได้อยู่ในริ้วขบวนอัญเชิญพระบรมศพในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 ทุกคนซ้อมอย่างตั้งใจอย่างยิ่ง และครบ 100% ของวันเวลาฝึกโดยทหาร…

ll กลุ่มบางกอกโพสต์ นำเสนอ เสด็จสู่สวรรคาลัยหนังสือฉบับพิเศษ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชพิธีประวัติศาสตร์อันจะตราไว้ในความทรงจำมิรู้เลือน 4 สี 128 หน้า พร้อมรูปภาพพิเศษ 4 ภาพ ราคา 199 บาท จองล่วงหน้าได้ที่ http://www.postbooksonline.com/ หรือโทร.02-6164640 หากสั่งซื้อจำนวนมาก พร้อมวางแผงทั่วประเทศ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.2560 หนังสือบันทึกภาพ
การไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้ายของพสกนิกรชาวไทย ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขนาดแทบลอยด์ ปกพิมพ์สีทองพิเศษ เนื้อในสี่สีสวยงาม…ส่งข่าวจาก พิมไพร ปัณยาลักษณ…

ll รศ.เลอสม สถาปิตานนท์ ต้องนอนนิ่งๆอยู่กับบ้าน เพราะเกิดอุบัติเหตุหกล้มสะโพกแตก…

ll น้องใหม่จุฬาฯรุ่น 2510 โปรดทราบว่างาน“๕๐ ปี น้องใหม่จุฬาฯ ๒๕๑๐”จะมีในวันที่ 26 พ.ย.นี้ อย่าไปผิดวัน เพราะมีคนนึกว่าเป็น 26 ก.ย. อย่าง ยุพรัตน์ หอประสาทสุข อุตส่าห์ตื่นแต่เช้าเตรียมเดินทางจากพัทยาเข้ากทม. เพื่อหวังจะมาพบเพื่อนๆ พอรู้ว่าเก้อ เลยต้องกลับไปนอนต่อ…เลยต้องถือโอกาสประชาสัมพันธ์ให้ท่านๆ ที่ไม่ทราบมาก่อน โปรดทำตัวให้ว่าง ไปเจอเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ในวันนั้นด้วยค่ะ…ll

ofo เอาใจสายปั่น ปักหมุดแล้วที่ภูเก็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/294346

ofo เอาใจสายปั่น ปักหมุดแล้วที่ภูเก็ต

ofo เอาใจสายปั่น ปักหมุดแล้วที่ภูเก็ต

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สิ้นสุดการรอคอยสำหรับสายปั่น เมื่อ ofo ผู้ให้บริการจักรยานสาธารณะไร้สถานีรายแรกและรายใหญ่ที่สุดของโลก ที่เรามักจะคุ้นกับภาพจักรยานสีเหลืองที่กำลังเป็นที่พูดถึงไปทั่วโลก กับบริการเช่าจักรยานผ่านแอพพลิเคชั่น ofo ที่สุดแสนจะไฮเทค

นายนพดล ตู้จินดา เปิดเผยว่า ล่าสุด ofo ประกาศข่าวดีให้สายปั่นชาวไทย ด้วยการเปิดให้บริการจักรยานสีเหลืองสดใส ofo ในพื้นที่สาธารณะเป็นครั้งแรกแล้วที่จังหวัดภูเก็ต แถมยังเปิดให้ทดลองปั่นฟรีกัน 1 เดือน เริ่ม 1 ตุลาคม 2560 นี้ แบบไม่เสียค่าบริการและค่ามัดจำจักรยานอีกด้วย

ที่น่าสนใจนอกจากความน่ารักสดใสของจักรยาน ofo ที่ใครเห็นต้องหลงรักกับเจ้าจักรยานสีเหลืองกะทัดรัดคันนี้ ก็คือ จักรยาน ofo ที่นำเข้ามาให้บริการในเมืองไทย ถือเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดในชื่อรุ่น Smart Lock ที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้งานในประเทศไทยโดยเฉพาะ ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นพิเศษ คือ ระบบล็อกอัจฉริยะ ที่ทำงานผ่านแอพฯด้วยระบบบลูทูธ เพียงสแกน QR Code บนจักรยานก็สามารถปลดล็อกได้ทันที และระบบ GPS ที่ติดตั้งในจักรยาน ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาและจอดจักรยานได้อย่างสะดวกและง่ายดาย พร้อมด้วยไฟหน้าจักรยานที่จะสว่างทันทีเมื่อปั่นจักรยาน และไฟท้ายพลังงานแสงอาทิตย์ที่จะสว่างอัตโนมัติเมื่ออยู่ในที่มืด และยางล้อแบบตันเพื่อให้หมดความกังวลเรื่องยางรั่วเพื่อช่วยสร้างความมั่นใจในการปั่นจักรยานอีกด้วย

สำหรับการเปิดให้บริการในเฟสแรกนี้ ofo ได้เตรียมจักรยานไว้ให้บริการรวมกว่า 1,000 คัน ตามจุดต่างๆ ในจังหวัดภูเก็ต ได้แก่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต, โรงแรมภูเก็ต เมอร์ลิน, โรงแรมเพิร์ล ภูเก็ต, โรงแรมเดอะ ทินท์ แอท ภูเก็ต ทาวน์, ศูนย์การค้าไลม์ไลท์ อเวนิว ภูเก็ต, ร้านหนังสือเส้งโห, ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ภูเก็ต, ศาลเจ้าบางเหนียว, มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต, สวนสาธารณะสะพานหิน และย่านเมืองเก่าของภูเก็ต เป็นต้น

เพื่อเป็นการฉลองการเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ ล่าสุด ofo ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม Phuket Car Free Day ในการให้บริการจักรยาน ofo พร้อมเชิญชวนให้ชาวภูเก็ตและนักท่องเที่ยวลดการใช้รถยนต์แล้วหันมาใช้รถจักรยาน เพื่อลดการสร้างมลพิษทางอากาศและเสียง ลดปัญหาการจราจรและการเกิดอุบัติเหตุ ตลอดจนลดการใช้พลังงานเพื่อโลกของเรา ซึ่งกิจกรรมนี้นอกจากจะได้ช่วยโลกแล้วยังถือเป็นครั้งแรกของชาวภูเก็ตที่จะได้มาสัมผัสประสบการณ์ใหม่ของการเดินทางด้วยจักรยาน ofo ที่เคยได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ของการปั่นจักรยานมาแล้วทั่วโลก

ผู้สนใจปั่นกับ ofo สามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น ofo ได้แล้วทั้งในระบบ Android และ iOS

เตรียมตัวให้พร้อมแล้วออกมาปั่นกับเราได้แล้วตั้งแต่วันนี้ และสำหรับผู้สนใจที่จะให้ ofo ไปตั้งจุดบริการจักรยานในพื้นที่ของคุณสามารถติดต่อได้ที่โทร.02-0263671

ทั้งนี้ ofo (โอโฟ่) เริ่มต้นเปิดให้บริการจักรยานสาธารณะแบบไร้สถานี หรือที่เรียกว่า dockless bike sharing ตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 โดย ofo ถือเป็นผู้ประกอบการที่ให้บริการเช่าจักรยานผ่านทางแอพพลิเคชั่นมือถือ เป็นรายแรกและรายใหญ่ที่สุดของโลก ปัจจุบันมีจักรยานให้บริการรวมกว่า 10 ล้านคัน ครอบคลุมการให้บริการในเมืองใหญ่กว่า 170 เมืองใน 9 ประเทศ โดยในแต่ละวันมีจำนวนการใช้บริการสูงถึง 25 ล้านครั้งต่อวัน จนถึงปัจจุบันมีผู้ใช้งานจักรยาน ofo รวมแล้วกว่า 200 ล้านคนทั่วโลก และมีจำนวนการใช้งานรวมแล้วกว่า 4 พันล้านครั้ง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ofo ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าการเดินทางด้วยจักรยาน ofo เป็นอีกหนึ่งวิธีของการสัญจรในเมืองที่มีประสิทธิภาพลดข้อจำกัดและเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ใช้ในอัตราค่าใช้จ่ายที่เข้าถึงได้ในคนทุกระดับ และแน่นอนที่สุดนี่คือหนึ่งในรูปแบบการสัญจรและคมนาคมที่ดีกับผู้ใช้บริการทั้งในเรื่องสุขภาพและความสะดวกสบาย และยังดีต่อโลกและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.ofo.so

5 สัญญาณเตือนภัย โรคหัวใจในเด็กเล็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/294348

5 สัญญาณเตือนภัย โรคหัวใจในเด็กเล็ก

5 สัญญาณเตือนภัย โรคหัวใจในเด็กเล็ก

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เนื่องในวันหัวใจโลก 29 กันยายนนี้ หลายคนคิดว่าการเกิดโรคหัวใจจะมีแต่ในผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ความเป็นจริงแล้วไม่มีเพียงแต่ผู้ใหญ่เท่านั้นที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจ เด็กเล็กก็มีความเสี่ยงเรื่องโรคหัวใจได้เช่นกัน จากสถิติสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พบว่า โดยเฉลี่ยในเด็ก 1,000 คน จะพบเด็กเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด 8 คน ซึ่งในกรณีนี้สามารถตรวจพบตั้งแต่ก่อนคลอด หลังคลอดภายใน 7 วัน หรือตรวจพบเมื่อเป็นผู้ใหญ่ เช่น ผนังกั้นหัวใจห้องบนหรือห้องล่างมีรูรั่ว หรือโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดบางชนิดก็ใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยไม่ต้องรักษา เพียงแต่ต้องดูแล ระวัง และป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น ลิ้นหัวใจตีบหรือรั่วเล็กน้อย รูในผนังหัวใจขนาดเล็ก

นายแพทย์สุทัศน์ คันติโต แพทย์สถาบันหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า การเกิดโรคหัวใจในภายหลังนั้นมีหลายสาเหตุ เช่น โรคหัวใจรูมาติก ที่เกิดจากไข้รูมาติก ทำให้ลิ้นหัวใจรั่ว หรือ ตีบได้ ส่วนใหญ่จะพบในช่วงวัยเรียน โรคคาวาซากิ พบมากในเด็กเล็ก อาจทำให้มีเส้นเลือดหัวใจโคโรนารีโป่งพอง โรคลิ้นหัวใจจากการติดเชื้อ โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียเกือบทุกชนิด อาจเป็นสาเหตุของการอักเสบของลิ้นหัวใจ ทำให้ลิ้นหัวใจรั่วรุนแรงได้ นอกจากนี้ โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ก็เป็นอีกโรคหนึ่งที่เด็กสามารถเป็นได้เช่นกัน อาจเกิดจากเชื้อไวรัสที่นำไปสู่การอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งในบางรายมีภาวะหัวใจวายอย่างเฉียบพลัน หัวใจเต้นผิดจังหวะ เต้นช้า หรือเร็วเกินไป แต่ที่พบส่วนใหญ่ในเด็กจะเป็นชนิดเต้นเร็วผิดปกติ มักมีอาการเป็นๆ หายๆ และอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจวายและอาจจะนำไปสู่การเสียชีวิตได้ในที่สุด

ดังนั้น สัญญาณเตือนภัยที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องหมั่นสังเกต ประกอบไปด้วย 5 อาการหลัก คือ 1.หายใจหอบเหนื่อย 2.เล็บและปากเขียว 3.ใจสั่น หน้ามืด หรือเป็นลมบ่อยครั้ง ซึ่งอาจจะเกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ 4.อาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น อาการเจ็บหน้าอก (ในเด็กจะพบลักษณะนี้ไม่มากเท่าผู้ใหญ่ อาการเจ็บหน้าอกในเด็กมีส่วนน้อยเท่านั้นที่เกิดจากโรคหัวใจ) และ 5.แพทย์ตรวจพบว่า มีเสียงหัวใจผิดปกติ ซึ่งอาจจะแสดงอาการหรือไม่แสดงอาการก็ได้

จะเห็นได้ว่าสัญญาณเตือนภัยและอาการข้างต้นที่กล่าวมาแล้วนั้น เด็กที่เป็นโรคหัวใจจะส่งผลต่อการพัฒนาการของเด็ก การเจริญเติบโตช้าไม่ทันในช่วงเด็กในวัยเดียวกัน เหนื่อยง่าย ส่วนสูงและน้ำหนักไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครอง จึงเป็นตัวช่วยที่สำคัญที่จะสามารถช่วยลูกน้อย ห่างไกลจากโรคหัวใจในเด็กได้ ซึ่งหากมีลักษณะอาการแสดงข้างต้นนั้น ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจเช็คสุขภาพร่างกาย หรือควรตรวจสุขภาพกับกุมารแพทย์เป็นประจำทุกปี เพื่อให้ลูกน้อยห่างไกลจากภัยเงียบของโรคหัวใจนั้นได้

3 นักวิจัยผู้รับทุนลอรีอัล ประจำปี 2560 โครงการทุนวิจัย ‘เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/294355

3 นักวิจัยผู้รับทุนลอรีอัล ประจำปี 2560 โครงการทุนวิจัย ‘เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์’

3 นักวิจัยผู้รับทุนลอรีอัล ประจำปี 2560 โครงการทุนวิจัย ‘เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์’

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด ด้วยความร่วมมือกับสำนักเลขาธิการแห่งชาติ ว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ฉลองครบรอบการดำเนินโครงการทุนวิจัยลอรีอัล ประเทศไทย “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” (For Women in Science) ในประเทศไทยเป็นปีที่ 15 ด้วยการมอบรางวัลเชิดชูเกียรติพิเศษ “L’ORÉAL Woman Scientist Crystal Award” แก่นักวิจัยสตรีดีเด่น 2 ท่าน ผู้เคยได้รับทุนวิจัยจากโครงการฯ และประกาศรายชื่อ 3 นักวิจัยสตรีผู้มีผลงานอันโดดเด่นที่ได้รับทุนโครงการประจำปี 2560 ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสนับสนุนสตรีในสายงานวิทยาศาสตร์

นาตาลี เกอร์ชไตน์ เคอโรวดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า“โครงการทุนวิจัยลอรีอัล ประเทศไทย “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” ได้เดินทางมาถึงปีที่ 15ซึ่งสอดคล้องกับจุดยืนของ มร.ยูชีน ชูแลร์ นักวิทยาศาสตร์ผู้ก่อตั้งลอรีอัล โดยในปีนี้นักวิจัยสตรีผู้ได้รับทุนต่างก็มีผลงานที่โดดเด่นที่แตกต่างกันไปในแต่ละสาขาวิชาหากแต่มีความมุ่งมั่นตั้งใจเดียวกันที่จะสร้างความสมดุล ความสวยงาม และความยั่งยืนให้แก่ประเทศชาติ ยิ่งไปกว่านั้นต้องขอแสดงความยินดีกับนักวิจัยสตรีผู้เคยได้รับทุนของโครงการฯ ที่ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติพิเศษ “L’ORÉAL Woman Scientist Crystal Award” ได้แก่ ศ.ดร.พิมพ์ใจ ใจเย็นผู้ได้รับทุนวิจัยลอรีอัล ประเทศไทย “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” ในปี 2546 และ ดร.อัญชลีมโนนุกุล ผู้เคยได้รับทุนวิจัยในปี 2551โดยได้ต่อยอดผลงานวิจัยเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับทั้งภาครัฐและเอกชน ลอรีอัล หวังว่ารางวัลเหล่านี้จะเป็นกำลังใจและแรงสนับสนุนให้นักวิจัยสตรีทุกท่านมุ่งทำงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไป”

ส่วน 3 นักวิจัยสตรีผู้มีผลงานอันโดดเด่นที่ได้รับทุนโครงการฯ ประจำปี 2560 ได้แก่ ผศ.ดร.มาริสา พลพวก ผู้ได้รับทุนวิจัยสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ จากภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กับผลงานวิจัยหัวข้อ “การศึกษากระบวนการออโตฟาจีซึ่งเป็นกลไกทางภูมิคุ้มกันระดับเซลล์ เพื่อค้นหาเป้าหมายของยาตัวใหม่ที่สามารถใช้ในการฆ่าเชื้อมาลาเรียและวัณโรค” ได้กล่าวว่า “เป็นอีกหนึ่งการศึกษาที่คนไทยควรให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยเชื้อมาลาเรียและเชื้อวัณโรคต่างเป็นปัญหาสำคัญด้านสาธารณสุข ของประชากรโลกและประชากรในประเทศไทยมาโดยตลอด นอกจากนั้นแล้วในปัจจุบันตัวเชื้อยังมีการพัฒนากลายพันธุ์เป็นเชื้อที่ดื้อยา อาจส่งผลให้การรักษาด้วย และมีแนวโน้มที่จะทำให้ติดเชื้อรุนแรงจนถึงเสียชีวิต ดังนั้น โดยเบื้องต้นในงานวิจัยโมเลกุลกระตุ้นออโตฟาจีที่จะพัฒนามาจากสารสกัดผลิตภัณฑ์ของไทยนั้น อาจทำให้ได้ผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพ หรือ ยาตัวใหม่เพื่อช่วยในการต้านเชื้อ และยังสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นยาต้านโรคอัลไซเมอร์และพาร์กินสันได้ในอนาคต ในขณะเดียวกันอีกหนึ่งงานวิจัยทางด้านเชื้อวัณโรค อาจพัฒนาต่อยอดการยับยั้งและช่วยฆ่าเชื้อโรคมัยโคแบคทีเรียสายพันธุ์ไบจิง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเชื้อที่ระบาดมากที่สุดและดื้อยามากที่สุดในประเทศไทยได้”

ส่วน รองศาสตราจารย์ ดร. นพิดา หิญชีระนันทน์ ผู้ที่ได้รับทุนวิจัยสาขาวัสดุศาสตร์ จากภาควิชาเคมีเทคนิค คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวถึงผลงานวิจัยกับผลงานวิจัยหัวข้อ “การประยุกต์ใช้ยางธรรมชาติเพื่อการสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มและพลังงานทางเลือกอย่างครบวงจร”ว่า “การประยุกต์ใช้ยางธรรมชาติเพื่อการสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มและพลังงานทางเลือกอย่างครบวงจรมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับอุตสาหกรรมยางพาราซึ่งเป็นหนึ่งในพืชเกษตรกรรมหลักของประเทศไทย โดยงานวิจัยนี้สามารถก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ด้วยการนำยางธรรมชาติที่ผ่านกระบวนการปรับปรุงโครงสร้างทางเคมีไปประยุกต์ใช้และสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดในเชิงพาณิชย์ต่อไปได้ในอนาคต”

อีกด้านหนึ่ง ดร.ผุศนา หิรัญสิทธิ์ ผู้ได้รับทุนสาขาวิทยาศาสตร์เคมี จากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติกับผลงานวิจัยหัวข้อ “การประยุกต์ใช้การคำนวณด้วยระเบียบวิธี Solid-State DFT สำหรับออกแบบและพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาระดับนาโนและวัสดุโครงสร้างนาโนให้สามารถใช้เพื่อการพัฒนาด้านพลังงานทดแทนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” กล่าวว่า “การประยุกต์ใช้การคำนวณด้วยระเบียบวิธีSolid-State DFT สำหรับออกแบบและพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาระดับนาโนและวัสดุโครงสร้างนาโนให้สามารถใช้เพื่อพัฒนาด้านพลังงานทดแทนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งในระยะยาวการวิจัยนี้สามารถพัฒนาเปลี่ยนก๊าซ CO2 ให้เป็นเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์เคมีที่มีมูลค่าสูงขึ้น ลดปริมาณ CO2 ในชั้นบรรยากาศซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลกและภาวะโลกร้อน ทั้งยังช่วยปรับปรุงคุณภาพอากาศให้ดีขึ้นอีกด้วย และงานวิจัยนี้ยังเกี่ยวเนื่องต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพลังงานทดแทนให้มีความยั่งยืน และสนับสนุนความมั่นคงทางด้านพลังงานทดแทนด้วยเช่นกัน”

62 ปี เรือพระราชทาน ‘เวชพาหน์’ มุ่งสู่สายธาร… สืบสานพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/294323

62 ปี เรือพระราชทาน ‘เวชพาหน์’ มุ่งสู่สายธาร… สืบสานพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 9

62 ปี เรือพระราชทาน ‘เวชพาหน์’ มุ่งสู่สายธาร… สืบสานพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 9

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเรือลำนี้ เมื่อ พ.ศ. 2498 เพื่อใช้บรรเทาทุกข์และรักษาประชาชน โดยไม่คิดมูลค่าใดๆ ทั้งสิ้น” เป็นข้อความด้านข้างทั้ง 2 ด้านของเรือพระราชทาน “เวชพาหน์”

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระราชปรารภว่า “ราษฎรที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ตามลำแม่น้ำในหลายตำบล ตั้งอยู่โดดเดี่ยว ยังไม่มีทางหลวงเชื่อมต่อจังหวัด แม้ว่าจะมีการคมนาคมติดต่อกับจังหวัดทางน้ำได้ก็ห่างไกลโรงพยาบาลประจำจังหวัดมาก ถ้าเจ็บป่วยก็ต้องรักษาพยาบาลแผนโบราณ ซึ่งไม่ค่อยได้ผลในโรคหลายอย่าง” และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บริษัท อู่เรือกรุงเทพฯ จำกัดต่อเรือยนต์ขึ้นด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อพระราชทานให้แก่สภากาชาดไทย ใช้เป็นหน่วยเคลื่อนที่รักษาพยาบาลประชาชนตามลำน้ำต่างๆ โดยพระราชทานชื่อว่า “เวชพาหน์” (อ่านว่า เวด-ชะ-พา) และได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีพระราชทานเรือ ในวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2498 เวลา 12.00 น. ณ ท่าวาสุกรี กรุงเทพมหานคร หลังจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเจิมเรือพระราชทาน “เวชพาหน์” เรือก็ออกปฏิบัติงานที่ จ.นนทบุรีทันที และเมื่อ 20 กันยายน พ.ศ. 2498 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงห่วงใยราษฎร จึงเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรกิจการภายในเรือพระราชทาน “เวชพาหน์” ในโอกาสที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีบวงสรวงพระวิญญาณ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ อนุสรณ์ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี

เรือพระราชทาน “เวชพาหน์” เป็นเรือไม้ 2 ชั้น ขนาดกว้าง 3.81 เมตร ยาว 15.69 เมตร สูง 3.75 เมตร กินน้ำลึก 1.20 เมตร เครื่องยนต์ดีเซล 200 แรงม้า เครื่องยี่ห้อโตโยต้า 6 สูบความเร็วเรือ 12 น็อตต่อชั่วโมง สามารถบรรทุกผู้โดยสารและเจ้าหน้าที่ประจำเรือได้ 30 คน ชั้นบนเป็นโถงโล่งใช้เป็นที่พักผ่อนสำหรับเจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ ชั้นล่าง ประกอบด้วย ห้องตรวจรักษาโรคทั่วไปห้องทันตกรรม ห้องผ่าตัดเล็กห้องนอนเจ้าหน้าที่ประจำเรือ ห้องสุขา ห้องน้ำ ห้องครัวและห้องเครื่องยนต์ สำนักพระราชวังได้จดทะเบียน “เวชพาหน์” เป็นเรือยนต์หลวงและให้อยู่ในความดูแลรักษาของฝ่ายเรือยนต์หลวง กองพระราชพาหนะ สำนักพระราชวัง ซึ่งจะจัดเจ้าหน้าที่ประจำเรือในการนำออกใช้ปฏิบัติงานตามที่สภากาชาดไทยกำหนดแจ้งขอเป็นครั้งคราว

สภากาชาดไทย น้อมสำนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 และยังคงใช้เรือพระราชทาน “เวชพาหน์” ในการบรรเทาทุกข์และรักษาประชาชนที่เจ็บป่วย ทั้งด้านการตรวจรักษาโรคทั่วไป การฝังเข็มประยุกต์ การตรวจรักษาด้านทันตกรรม การให้ความรู้ด้านสุขศึกษา และการป้องกันโรคต่างๆ นับแต่วันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2498 ถึงวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2560 รวมทั้งสิ้น 151 ครั้ง ใน 19 จังหวัด ได้แก่ นนทบุรี สุพรรณบุรี นครสวรรค์ กรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา พระนครศรีอยุธยา ปราจีนบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี กาญจนบุรี ลพบุรี อ่างทอง ราชบุรี ปทุมธานี สมุทรสงคราม นครปฐม อุทัยธานี และสมุทรปราการ ตลอดระยะเวลา 62 ปี ของเรือพระราชทาน “เวชพาหน์” มีประชาชนมารับบริการไปแล้ว 346,090 คน และจะออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เรือพระราชทานเวชพาหน์ บริการประชาชนที่อาศัยอยู่ตามริมสองฝั่งแม่น้ำลำคลองในเขต จ.ปทุมธานี โดยปฏิบัติงานร่วมกับเหล่ากาชาดจังหวัดปทุมธานี และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 2-6 ตุลาคม 2560 ดังนี้วันที่ 2 ตุลาคม 2560 ปฏิบัติงาน ณ วัดโบสถ์ต.บางกระบือ อ.สามโคก, วันที่ 3 ตุลาคม 2560 ปฏิบัติงาน ณ โรงเรียนวัดป่างิ้วต.บ้านงิ้ว อ.สามโคก,วันที่ 4 ตุลาคม 2560 ปฏิบัติงาน ณ วัดสะแก ต.สามโคก อ.สามโคก, วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ปฏิบัติงาน ณ วัดสำแล ต.บ้านกระแชง อ.เมือง ,วันที่ 6 ตุลาคม 2560 ปฏิบัติงาน ณ วัดบางเดื่อ ต.บางเดื่อ อ.เมือง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 1664

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเจิมเรือพระราชทาน “เวชพาหน์” เมื่อวันที่ 
19 มกราคม พ.ศ. 2498 เวลา 12.00 น. ณ ท่าวาสุกรี กรุงเทพมหานคร

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเจิมเรือพระราชทาน “เวชพาหน์” เมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2498 เวลา 12.00 น. ณ ท่าวาสุกรี กรุงเทพมหานคร
2.	พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงห่วงใยราษฎร จึงเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรกิจการภายในเรือพระราชทาน “เวชพาหน์” ในโอกาสที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีบวงสรวงพระวิญญาณสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ อนุสรณ์ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี  เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2498

2. พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงห่วงใยราษฎร จึงเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรกิจการภายในเรือพระราชทาน “เวชพาหน์” ในโอกาสที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีบวงสรวงพระวิญญาณสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ อนุสรณ์ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2498
เรือพระราชทาน “เวชพาหน์”

เรือพระราชทาน “เวชพาหน์”
เรือพระราชทาน “เวชพาหน์”

เรือพระราชทาน “เวชพาหน์”
แผน  วรรณเมธี  เลขาธิการสภากาชาดไทย  เป็นประธานในพิธีส่งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เรือพระราชทานเวชพาหน์  
ณ ท่าวาสุกรี เทเวศน์ กรุงเทพฯ เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เมื่อวันพุธที่ 20 กันยายน 2560

แผน วรรณเมธี เลขาธิการสภากาชาดไทย เป็นประธานในพิธีส่งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เรือพระราชทานเวชพาหน์ ณ ท่าวาสุกรี เทเวศน์ กรุงเทพฯ เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เมื่อวันพุธที่ 20 กันยายน 2560
ประชาชนพายเรือมารับการรักษาจากหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เรือพระราชทาน “เวชพาหน์”

ประชาชนพายเรือมารับการรักษาจากหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เรือพระราชทาน “เวชพาหน์”
เรือพระราชทาน “เวชพาหน์” เทียบท่า เตรียมรักษาพยาบาลประชาชน

เรือพระราชทาน “เวชพาหน์” เทียบท่า เตรียมรักษาพยาบาลประชาชน
หน่วยแพทย์เคลื่อนที่เรือพระราชทาน “เวชพาหน์” ให้การรักษาทางทันตกรรม (ถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน) แก่ประ
ชาชน

หน่วยแพทย์เคลื่อนที่เรือพระราชทาน “เวชพาหน์” ให้การรักษาทางทันตกรรม (ถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน) แก่ประ ชาชน
แพทย์จากหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เรือพระราชทาน “เวชพาหน์” ให้การตรวจรักษาแก่ประชาชน

แพทย์จากหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เรือพระราชทาน “เวชพาหน์” ให้การตรวจรักษาแก่ประชาชน
หน่วยแพทย์เคลื่อนที่เรือพระราชทาน “เวชพาหน์” ให้การรักษาแก่ประชาชน โดยการฝังเข็มประยุกต์

หน่วยแพทย์เคลื่อนที่เรือพระราชทาน “เวชพาหน์” ให้การรักษาแก่ประชาชน โดยการฝังเข็มประยุกต์
ผู้ช่วยเภสัชกรจากหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เรือพระราชทาน “เวชพาหน์” กำลังจัดยา

ผู้ช่วยเภสัชกรจากหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เรือพระราชทาน “เวชพาหน์” กำลังจัดยา
. คณะหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เรือพระราชทาน “เวชพาหน์”

. คณะหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เรือพระราชทาน “เวชพาหน์”

‘เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ’ ส่งเสริมคุณธรรมในชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/294304

‘เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ’ ส่งเสริมคุณธรรมในชุมชน

‘เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ’ ส่งเสริมคุณธรรมในชุมชน

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กว่า 2 ทศวรรษ แล้วที่ บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่นในประเทศไทย ได้เดินหน้าจัดโครงการ “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ” โครงการที่น้อมนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาเผยแผ่สู่ชุมชนและสังคมอย่างต่อเนื่อง เป็นประจำทุกวันศุกร์ ด้วยธรรมบรรยายจากพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ และบุคคลน่ายกย่องผู้ซึ่งประสบความสำเร็จในชีวิตโดยใช้หลักธรรมนำชีวิตเพื่อส่งเสริมการศึกษาพัฒนาคุณธรรม-จริยธรรม

และล่าสุดจัดงานครบรอบปีที่ 21 ครั้งใหญ่ มีผู้บริหารซีพี ออลล์, พนักงาน และประชาชน ร่วมฟังสัมโมทนียกถาจากพระเทพปฏิภาณวาที (สุนทร ญาณสุนฺทโร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวรารามฯ ที่ได้แสดงธรรมได้จับใจญาติโยมกว่า 1,300 คน คับคั่งห้องประชุม ชั้น 11 อาคารซีพี ทาวเวอร์ สีลม

พระเทพปฏิภาณวาทีได้แสดงธรรม หยิบยกเรื่องการบริหารองค์กร คือการให้คุณค่าของ “คน” ส่งเสริมและพัฒนาด้วยธรรมให้ความสำคัญกับการสร้าง “บุญ” หรือการทำความดี ที่ทำได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น บุญสะเดาะเคราะห์ บุญกุศลแด่ลูกหลาน บุญกุศลหน้าที่การงาน บุญต่างๆ นั้นแม้ทำให้พ้นเคราะห์กรรมไม่ได้ แต่บุญต่อชะตาชีวิต การมีชีวิตอยู่ให้เรามุ่งทำกุศลกรรมดี หรือ “บุญกุศล จิตใจที่เต็มร้อยแม้ปัจจัยน้อยก็ทำแล้วแต่ฐานะ แต่อย่าทำบุญเพราะจำใจ ให้ทำบุญด้วยใจที่เป็นกุศล” พร้อมกันนี้ พระอาจารย์ ได้อธิบายเสริมโดยเชิญชวนให้ประชาชนทำบุญให้กับการแพทย์ เพื่อให้การแพทย์ไทยพัฒนา รักษาคนไข้ยามเจ็บป่วย ให้คนที่เรารักอยู่กับเราไปนานๆ

เช่นเดียวกับ ครูบาเทือง นาถสีโล เจ้าอาวาสวัดบ้านเด่น จ.เชียงใหม่ ได้แสดงธรรมอรรถาธิบายความหมายของบุญว่า “บุญ” เป็นกรรมสั้นๆ ที่มีประโยชน์ เป็นการกระทำความประเสริฐ เราๆ ท่านๆ มักเรียกขานคนที่เป็นเศรษฐีว่ามีบุญ คนที่เป็นคนเก่งว่ามีบุญ คนที่รอดจากอุบัติเหตุว่ามีบุญ นั่นก็คือ ผลบุญที่สั่งสมมา สร้างความสุข ความเจริญ ความสำเร็จในชีวิต ขณะยังมีลมหายใจ ดังที่คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “สุโข ปุญญัสสะ อุจจะโย.” การสั่งสมบุญนำสุขมาให้ ในขณะที่ยังมีลมหายใจ จึงถือว่ายังมีบุญ เวลาที่เหลืออยู่ขอให้สร้างบุญกุศล สร้างความปรารถนาดี ใช้ทุกเวลาให้มีคุณค่า มีประโยชน์ ถึงจะเล็กน้อยก็ขอให้เพียรทำ

ด้าน พิทยา  เจียรวิสิฐกุล  รองประธานกรรมการบริหาร บมจ. ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่นอีเลฟเว่นในประเทศไทย กล่าวว่า งานครบรอบครั้งนี้ นอกจากได้รับสัมโมทนียกถา จากพระเทพปฏิภาณวาที (สุนทร ญาณสุนฺทโร)ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวรารามฯแล้ว ยังมีพิธีบุญแบบล้านนาโดยครูบาเทือง นาถสีโล เจ้าอาวาสวัดบ้านเด่น จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นมหากุศลแก่ผู้เข้าร่วมงาน ตลอดจนได้รับข้อคิดดีๆ นำไปใช้ในชีวิตประจำวันและในที่ทำงานอย่างมาก นอกจากนี้ยังได้ร่วมบุญกับญาติโยมที่มาในงานเรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ โดยการสวดมนต์ นั่งสมาธิ ฟังธรรม เสริมความเป็นสิริมงคลกับครูบาเทือง และการร่วมทำบุญแผ่นทองเพื่อสร้างรูปหล่อหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค เพื่อนำไปประดิษฐาน ณ วัดบ้านเด่น จ.เชียงใหม่ ในลำดับต่อไป

ธรรมบรรยาย โครงการ “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ” กลายเป็น จุดนัดหมายของบรรดาญาติโยม ที่มาร่วมฟังธรรมเป็นประจำทุกวันศุกร์ เวลา 12.00-13.30 น. เพราะซีพี ออลล์ ได้จัดอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2539 โดยเริ่มต้นจากพนักงานในองค์กรและขยายสู่ชุมชนและสังคม สำหรับผู้ที่สนใจข้อคิดดีๆ แบบนี้ สามารถเข้าฟังธรรมบรรยายโครงการ “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ” ได้ที่อาคารซีพีทาวเวอร์ ถนนสีลม ทุกวันศุกร์ เวลา 12.00-13.30 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่โทร.02-0711724 หรือ www.cpall.co.th

72 ปี วันสันติภาพไทย บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งสันติภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/294322

72 ปี วันสันติภาพไทย บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งสันติภาพ

72 ปี วันสันติภาพไทย บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งสันติภาพ

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เยาวชนไทยรวมพลังพร้อมเพรียงในกิจกรรม “วันสันติภาพไทย…ในหัวใจเยาวชน” จัดโดยกรุงเทพมหานคร และสถาบันปรีดี พนมยงค์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 72 ปี “วันสันติภาพไทย” ณ หอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร (Bangkok City Library) ถ.ราชดำเนิน แสดงศักยภาพของเยาวชนในด้านความเข้าใจเรื่องสันติภาพและทักษะด้านวรรณศิลป์ ในพิธีมอบโล่รางวัลการประกวดเขียนเรียงความหัวข้อ “ประวัติศาสตร์มีชีวิต” พร้อมรับฟังธรรมกถา และร่วมกิจกรรมเสริมสร้างความรู้คู่ศีลธรรม จุดประกาย ความรัก ความรู้ และการแบ่งปัน ในหัวใจเยาวชน เมื่อเร็วๆ นี้

กิจกรรม “วันสันติภาพไทย…ในหัวใจเยาวชน” ได้รับเกียรติจาก ปราณี สัตยประกอบ รองปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธีเปิดงานพร้อมมอบโล่รางวัลให้แก่เยาวชนที่ชนะการประกวดเขียนเรียงความในระดับประถมและมัธยม ในโอกาสนี้ ยังได้นิมนต์พระราชญาณกวี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก เดินทางมาแสดงธรรมกถาแก่เด็กๆ ในหัวข้อ “ศีลธรรมของยุวชน คือสันติภาพของโลก” ด้วย

รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ทรงมีพระราชดำริในการเสริมสร้างให้ประชาชนคนไทยทำความดีด้วยหัวใจ ให้เป็นค่านิยมหลัก หรือ Core Value ของคนไทย โดยเฉพาะในเยาวชน สันติภาพไม่ได้อยู่ที่ไหนแต่อยู่ในหัวใจของเรานั่นเอง เมื่อใดที่มีความรักในเพื่อนมนุษย์ และมีการแบ่งปัน สันติภาพก็ย่อมเกิดขึ้น

“กิจกรรม วันสันติภาพไทย…ในหัวใจเยาวชน ในโอกาสครบรอบ 72 ปี “วันสันติภาพไทย” นับเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่จะบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งสันติภาพให้เติบโตในหัวใจน้อยๆ ของเยาวชน และเป็นการเปิดโอกาสให้หอสมุดเมืองกรุงเทพมหานครได้เติมเต็มปัญญาให้กับประชาชนคนไทย เนื่องจากการอ่านคือการเปลี่ยนโลก ทำให้เกิดความรัก ความรู้ และแบ่งปันต่อเพื่อนร่วมโลก”

วันที่ 16 สิงหาคมของทุกปี นับเป็น “วันสันติภาพไทย” ตามประกาศของรัฐบาลไทยในปี พ.ศ.2538 เพื่อรำลึกถึงคุณูปการของขบวนการเสรีไทยในปฏิบัติการเพื่อประเทศชาติระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งสิ้นสุดลงเมื่อปี พ.ศ.2488 รวมถึงการผลักดันให้เกิดโมฆกรรมแห่งการประกาศสงครามต่อฝ่ายพันธมิตร นำมาสู่การประกาศสันติภาพภายหลังสงครามโดยรัฐบาลไทย

การประกวดเรียงความเนื่องโอกาสครบรอบ 72 ปี “วันสันติภาพไทย” ในหัวข้อ “ประวัติศาสตร์มีชีวิต” เปิดโอกาสให้นักเรียนไทยทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาจากโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร ภาครัฐและเอกชน ได้แสดงฝีมือด้านวรรณศิลป์ ตลอดจนความรู้ในเรื่องเสรีไทยและความเข้าใจในเรื่องสันติภาพ โดยรางวัลชนะเลิศระดับประถมอันดับ 1, 2 และ 3 ได้แก่ ด.ญ.ชลธิชา แดงโกแมน โรงเรียนคลองสาม, ด.ญ.สิตานัน เพื่อกุลบุตร โรงเรียนแย้มจาดวิชชานุสรณ์ และ ด.ญ.ชุติกาณจน์ ชาตินักรบ โรงเรียนคลองสาม รางวัลชมเชย 3 รางวัล ได้แก่ ด.ญ.สุกัญญา นาคประกอบ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนคลองสาม ด.ญ.ปัทธมาวรรณ เผือกน้อย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียบางขุนเทียนนอกและ ด.ญ.ลลิดา มะมูฮำหมัด นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนคลองสาม ส่วนผู้ชนะในระดับมัธยมศึกษาได้แก่ด.ญ.ภาณุพิชญ์ พละศักดิ์ โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์, ด.ญ.สุพัตรา สุขภิญโญโรงเรียนคลองกุ่ม และ ด.ญ.วิญญ์ชลีย์แจ้งประจักษ์ โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์เจ้าของรางวัลชนะเลิศที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ รางวัลชมเชย คือ ด.ญ.ณิชกานต์พันนา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์, ด.ญ.มนัสษา ผาริโน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า และด.ช.นภดลเทียนมณี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนคลองกุ่ม (เสรีไทย อนุสรณ์)

ภายในงานประกอบด้วยนิทรรศการประวัติความเป็นมาของขบวนการเสรีไทยนิทรรศการผลงานเยาวชนที่ชนะการประกวดเขียนเรียงความ พร้อมทั้งกิจกรรมความรู้คู่ความเพลิดเพลินสำหรับเยาวชนและผู้เข้าร่วมงาน ทั้งกิจกรรมถาม-ตอบ
ความรู้เรื่องเสรีไทย กิจกรรมศิลปะประดิษฐ์พับนก ศิลปะประดิษฐ์เทียนเจล มุมหนังสือสันติภาพ และการแสดงดนตรี โดยมีแขกผู้มีเกียรติและเยาวชนสนใจเข้าร่วมกิจกรรมคับคั่ง

ขนมไหว้พระจันทร์ 5 ไส้สุดเอ็กซ์คลูซีฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/294302

ขนมไหว้พระจันทร์ 5 ไส้สุดเอ็กซ์คลูซีฟ

ขนมไหว้พระจันทร์ 5 ไส้สุดเอ็กซ์คลูซีฟ

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น

ในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ปีนี้ เดอะมอลล์ ทุกสาขา, ดิ เอ็มควอเทียร์ และพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ เฉลิมฉลอง ด้วยการ จัดงาน “มูนเค้ก เฟสติวัล 2017” (MOONCAKE FESTIVAL 2017) นำสุดยอดขนมไหว้พระจันทร์ 5 ไส้สุดเอ็กซ์คลูซีฟ จาก 5 แบรนด์ดัง ได้แก่ ขนมไหว้พระจันทร์ไส้น้ำผึ้ง อินทผลัม, ขนมไหว้พระจันทร์รสแบล็คทรัฟเฟิล, เจแปนนีสชีสเค้ก, ขนมไหว้พระจันทร์แป้งสด ไส้ทุเรียนสด และขนมไหว้พระจันทร์คัสตาร์ดไข่แดง มาให้ลิ้มลอง ตั้งแต่วันนี้-4 ต.ค.นี้

ชุติเดช ผู้เจริญทั่ว ผู้อำนวยการใหญ่บริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ต บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวถึงงาน MOONCAKE FESTIVAL 2017 ครั้งนี้ว่า “เทศกาลวันไหว้พระจันทร์ปีนี้ ฟู้ดฮอลล์ เดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้ร่วมกับร้านและโรงแรมชื่อดังกว่า 20 โรงแรม ได้แก่ โรงแรมเซียงไฮ้ แมนชั่น, โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ, โรงแรม เพนนินซูล่า กรุงเทพฯ, โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค, โรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพฯ ฯลฯ รวบรวมขนมไหว้พระจันทร์เลื่องชื่อพร้อมอำนวยความสะดวกไว้ภายในงาน

ความพิเศษในครั้งนี้ ฟู้ดฮอลล์ ได้ร่วมกับ 5 โรงแรม นำขนมไหว้พระจันทร์ไส้พิเศษจำนวน 5 ไส้ 5 รสชาติ ได้แก่ ขนมไหว้พระจันทร์ไส้น้ำผึ้ง อินทผลัม, ขนมไหว้พระจันทร์รสแบล็คทรัฟเฟิล, เจแปนนีสชีสเค้ก, ขนมไหว้พระจันทร์แป้งสด ไส้ทุเรียนสด และขนมไหว้พระจันทร์คัสตาร์ดไข่แดง มาจำหน่ายเฉพาะที่ พารากอน และ ดิ เอ็มควอเทียร์ เป็นครั้งแรก

พบกับสุดยอดขนมไหว้พระจันทร์แบรนด์ดังและขนมไหว้พระจันทร์เลื่องชื่อหลากหลายรูปแบบและรสชาติ ในงาน “มูนเค้ก เฟสติวัล 2017” (MOONCAKE FESTIVAL 2017) ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย.- 4 ต.ค.นี้ ที่ Market Hall ชั้น G พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์, วันที่ 22 ก.ย.-4 ต.ค.นี้ ที่ เดอะมอลล์ ทุกสาขา และวันที่ 26 ก.ย.- 4 ต.ค.นี้ ที่ ควอเทียร์ แกลเลอรี่ชั้น M ดิ เอ็มควอเทียร์

หนุนนวัตกรรม และงานออกแบบ ที่สร้างสรรค์ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์แข่งขันในตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/294301

หนุนนวัตกรรม และงานออกแบบ ที่สร้างสรรค์ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์แข่งขันในตลาดโลก

หนุนนวัตกรรม และงานออกแบบ ที่สร้างสรรค์ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์แข่งขันในตลาดโลก

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

งาน Thailand Innovation and Design Expo 2017  ในปีนี้เป็นไปอย่างคึกคักเนื่องจากได้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ซึ่งได้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด CREATE INNOVATE TRANSFORM มีการรวบรวมผลงานนวัตกรรม และงานออกแบบที่โดดเด่นจาก ผลิตภัณฑ์และหน่วยงานต่างๆ ทั้งจากภาครัฐและเอกชนรวมกว่า 1,000 ผลงาน ครอบคลุม 9 กลุ่มสินค้า อาทิ สินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ บรรจุภัณฑ์ การเกษตร สุขภาพและเทคโนโลยีทางการแพทย์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการแสดงผลงานของกลุ่ม Startup, พื้นที่ค้าปลีก, พื้นที่เจรจาธุรกิจ รวมถึงนิทรรศการของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และผลงานที่การันตีด้วยรางวัลต่างๆ อาทิ Design Excellence Award (DEmark), Thailand Trust Mark (T-Mark) และอีกมากมาย

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดเผยหลังเดินทางมาเป็นประธานเปิดงาน ที่ห้องบอลรูมชั้น 2 โซน เอ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ถ.พระราม 4 ซึ่งได้จัดขึ้นโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ว่า“การพัฒนาประเทศตามแผนยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 นั้น ต้องยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยให้เป็นที่ยอมรับ และทำให้เกิดการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งในระดับสากล เพื่อสร้างความยั่งยืนของสินค้าและบริการผ่านความเชื่อมั่นจากนานาประเทศ ในเรื่องมาตรฐานการผลิตและเป็นที่ยอมรับในเอกลักษณ์อันโดดเด่น ด้วยการเน้นให้มีการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อเสริมศักยภาพสินค้าและบริการของไทยให้เป็นที่ต้องการของตลาดโลกซึ่งจากการติดตามสินค้าที่ได้ ผ่านการยกระดับด้วยนวัตกรรม, ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยี จะสามารถเพิ่มมูลค่าได้มากถึง 30% ในบางชิ้นงานก็อาจสูงถึง 50-100% ดังนั้นการจัดงานครั้งนี้จึงเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะการให้ความสำคัญในเรื่องการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาปรับใช้กับผลิตภัณฑ์ของไทย จะทำให้เกิดผู้ประกอบการหรือผู้ผลิตสินค้าเกิดการตื่นตัวและได้สร้างสรรค์ผลงานที่ใช้นวัตกรรมด้วยมุมมองใหม่ที่หลากหลาย ซึ่งจะเป็นการวางรากฐานมุ่งสู่การพัฒนาไปสู่ตลาดเพื่อการแข่งขันในระดับโลกได้”

ด้าน ธีระชาติ ก่อตระกูล CEO & Co-founder บริษัท สยามสแควร์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและเจ้าของแอพพลิเคชั่น “สต๊อกเรดาร์” ซึ่งเป็นแอพวิเคราะห์สำหรับนักลงทุนในตลาดหุ้น หนึ่งให้บริษัทฯ ที่ได้มาเข้าร่วมในการจัดงานครั้งนี้ ได้กล่าวว่า “เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ภาครัฐได้มีการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการชาวไทย ได้มีการผลิตสินค้าโดยใช้นวัตกรรมหรือความคิดสร้างสรรค์ ผ่านการออกแบบหรือการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าให้เพิ่มมากขึ้น ในปัจจุบันเราจะผลิตและขายสินค้ากันแบบเดิมได้ยาก เพราะมีการแข่งขันหรือคู่แข่งที่เพิ่มมากขึ้น พฤติกรรมของผู้บริโภคก็ได้เปลี่ยนไปหันมานิยมซื้อขายและใช้บริการผ่านช่องทางดิจิทัล และบริโภคตามความต้องการส่วนตัวมากขึ้น ต้องเริ่มกล้าคิด ฝึกใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ให้หลุดจากกรอบ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ”

ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ DITP Hotline หมายเลข 1169 (ภายในประเทศ) หรือคลิกเข้าไปดูเพิ่มเติมได้ที่ www.thailandinnodesign.com

เพิ่ม ‘ไขมันดี’ ในมื้ออาหาร ยิ่งกิน ยิ่งได้ประโยชน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/294349

เพิ่ม ‘ไขมันดี’ ในมื้ออาหาร ยิ่งกิน ยิ่งได้ประโยชน์

เพิ่ม ‘ไขมันดี’ ในมื้ออาหาร ยิ่งกิน ยิ่งได้ประโยชน์

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

หลายคนมักบอกว่าการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ และอีกหลายคนเชื่อว่าการดูแลสุขภาพตัวเองที่ดีที่สุดคือ การงดบริโภคอาหารที่มีไขมัน เพราะเข้าใจว่าไขมันมีแต่ก่อให้เกิดโทษ บางคนก็เชื่อว่าการหลีกเลี่ยงการรับประทานไขมันเป็นวิธีการลดน้ำหนักที่ดีที่สุด

นายพศิษฐ์ คณาศิริชัยนนท์ นักกำหนดอาหารวิชาชีพและวิทยากรด้านอาหารและสุขภาพ จากเพจเฟซบุ๊คชื่อดังด้านอาหารและโภชนาการ “เมื่อวานป้าทานอะไร?” ได้มาร่วมไขข้อข้องใจของใครหลายๆ คนเกี่ยวกับการรับประทานไขมัน พร้อมแนะนำว่า “การงดรับประทานไขมัน ไม่ใช่วิธีการลดน้ำหนักที่มีประสิทธิภาพที่สุด หากแต่คือ การปรับพฤติกรรมการบริโภคด้วยการเพิ่มปริมาณ “ไขมันดี” ในมื้ออาหาร เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบครัน”

หน้าที่ของนักกำหนดอาหารวิชาชีพ ไม่ใช่เพียงแค่กำหนดประเภท หรือปริมาณอาหารที่เหมาะสมและเพียงพอกับความต้องการของร่างกายแต่ละคน หากแต่ยังต้องส่งเสริมและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อการบริโภคอาหารด้วย ดังเช่นแนวคิดเดิมๆ ที่ว่าการบริโภคไขมันจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ จนอาจทำให้หลายคนลืมฉุกคิดไปว่าร่างกายเราจำเป็นต้องได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง ซึ่งไขมันก็เป็นหนึ่งในสารอาหารที่ร่างกายนั้นขาดไม่ได้ ในปัจจุบันมีผลการวิจัยจำนวนมากที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ไขมันบางประเภทมีข้อดี แถมยังอุดมไปด้วยคุณค่าจากสารอาหารที่จำเป็น และให้คุณประโยชน์แก่ร่างกายของเรา แต่ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังยึดติดกับแนวคิดเดิมๆ และอาจมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการรับประทานไขมัน ดังนั้น เรามาทำความรู้จักไขมันให้ดีขึ้นกันดีกว่า

1.รู้จักเลือกรับประทานไขมันให้เป็น คำถามคือเราจะรู้ได้อย่างไรว่า ควรจะเลือกรับประทานไขมันประเภทไหน แล้วแบบไหนที่เรียกว่าไขมันดี จริงๆ แล้วเรื่องนี้ง่ายนิดเดียว ไขมันดีคือไขมันประเภทไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน พบได้ในน้ำมันที่สกัดจากพืช ไขมันทั้งสองประเภทนี้มีคุณสมบัติในการลดไขมันไม่ดีในเลือดหรือโคเลสเตอรอลตัวร้ายอย่าง LDL ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ โดยเราสามารถเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงด้วยน้ำมันที่สกัดจากพืช อย่างน้ำมันมะกอกที่อุดมไปด้วยไขมันดีทั้ง 2 ประเภทนี้ นอกจากนี้ ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนที่มีอยู่ในน้ำมันมะกอก ยังประกอบไปด้วยกรดไขมันที่ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของเซลล์ และยังเป็นแหล่งพลังงานที่ดีต่อสุขภาพอีกด้วย

2.ไขมันดี ยิ่งกิน ยิ่งได้ประโยชน์ ปริมาณไขมันที่แนะนำให้คนทั่วไปซึ่งมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานรับประทานคิดเป็น 20-35% ของปริมาณพลังงานที่ควรได้รับต่อวัน นอกจากไขมันจะมีหน้าที่ให้พลังงานแก่ร่างกายแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการของสมองอีกด้วย เชื่อหรือไม่ว่ากว่า 60% ของสมองคนเราเป็นส่วนประกอบของไขมันทั้งสิ้น เพราะเหตุนี้ร่างกายเราจึงต้องการไขมันดี ซึ่งจะทำหน้าที่หล่อเลี้ยงและบำรุงสมอง

ผลงานวิจัยของศาสตราจารย์แกรี่ แอล เว็งค์ ศาสตราจารย์ภาคประสาทวิทยา มหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตต แสดงให้เห็นว่าอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวมีส่วนช่วยในด้านการรับรู้และความจำ กล่าวคือ ไขมันดีจะช่วยลดโอกาสการสูญเสียความทรงจำ นอกจากนี้ ดร.เดวิด เพิร์ลมัทเทอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาและผู้แต่งหนังสือ Grain Brain ยังอธิบายอีกว่า ไขมันทำหน้าที่ช่วยสร้างเซลล์ประสาทและยังทำหน้าที่เสมือนเชื้อเพลิงที่ขับเคลื่อนให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

3.ไขมันดี ยิ่งกิน ยิ่งผอม การรับประทานอาหารที่มีองค์ประกอบของไขมันดีในปริมาณที่เหมาะสม ยังสามารถช่วยให้การลดน้ำหนักเป็นเรื่องง่ายขึ้นอีกด้วย จากการทดสอบกับกลุ่มตัวอย่าง พบว่า กลุ่มคนที่รับประทานอาหารที่มีไขมันดีจะอิ่มไวและนานกว่า เมื่อเทียบกับอีกกลุ่มที่ไม่ได้รับประทานอาหารที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเมื่อไขมันถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายจะทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง ร่างกายจึงรู้สึกอิ่มเร็วขึ้นและความอยากอาหารก็ลดลงไปด้วย ส่งผลให้เรารับประทานอาหารในแต่ละมื้อได้น้อยกว่าปกติ ดังนั้น การรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันดี จึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยลดน้ำหนักได้อย่างดีเยี่ยม

4.อาหารอุดมไปด้วยไขมันดี 1.น้ำมันมะกอก : อุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวมากกว่าน้ำมันชนิดอื่นๆ ซึ่งดีต่อหัวใจ และยังมีสาร โพลีฟีนอล ที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ 2.ปลาแซลมอน: แหล่งของกรดไขมันโอเมก้า 3 ชั้นเยี่ยม ช่วยลดอาการอักเสบได้เป็นอย่างดี 3.อโวคาโด : แหล่งของไขมันดี เต็มไปด้วยคุณประโยชน์ของสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินอี 4.ถั่ว
วอลนัท : อุดมไปด้วยประโยชน์จากกรดไขมันโอเมก้า 3 โดยเฉพาะกรดไขมันแอลฟาไลโนเลอิก

อย่าลืมว่าไขมันเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญของมื้ออาหารที่ขาดไม่ได้ โดยเราสามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ เพียงเปลี่ยนจากการงดรับประทานไขมัน เป็นเลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพียงแค่นี้เราก็จะเห็นผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้ไม่ยากเลย