ตลาดนัดของคนรักงานดีไซน์ งาน‘CIDI Art & Design Market’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/293908

ตลาดนัดของคนรักงานดีไซน์ งาน‘CIDI Art & Design Market’

ตลาดนัดของคนรักงานดีไซน์ งาน‘CIDI Art & Design Market’

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์ (CIDI Chanapatana) จัดงาน “CIDI Art & Design Market” เวทีแสดงและจำหน่ายผลงานของให้เหล่าดีไซเนอร์ศิษย์เก่าจากซีไอดีไอ ชนาพัฒน์ รวมกว่า 70 แบรนด์ ทั้งแฟชั่นเสื้อผ้า แอคเซสซอรี่ และของตกแต่งบ้านที่ต่อยอดจากสิ่งที่ตัวเองรัก มาพัฒนาธุรกิจสร้างแบรนด์สินค้าเป็นของตนเอง และสามารถพัฒนาขยายตลาดไปยังต่างประเทศ สร้างชื่อเสียงในระดับนานาชาติมาแล้วมากมาย จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “La Dolce Vita (Life is Beautiful)” ซึ่งคนรักงานดีไซน์จะได้ช็อปสนุกอิ่มตากับผลงานแฟชั่นหลากหลายแบรนด์ ร่วมสร้างสรรค์งานดีไซน์ในสไตล์ของตัวเองไปกับเวิร์กช็อปต่างๆ และยังได้ชิมอาหาร ขนม เครื่องดื่ม จาก Food Truck ดีไซน์เก๋ พร้อมเพลิดเพลินไปกับมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินคุณภาพมากมายหมุนเวียนมาสร้างบรรยากาศตลอดการจัดงาน โดยพิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก สุรพล ชามาตย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดงาน พร้อมเปิดตัวแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นพิเศษ “La Dolce Vita (Life is Beautiful)” ที่สร้างสรรค์จากความสุขที่เกิดจากการได้ทำงานในสิ่งที่ตนเองรักของของศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันที่มารวมตัวกันในงานนี้ เกิดเป็นผลงานที่สะท้อนตัวตนของแต่ละแบรนด์ได้อย่างลงตัวจำนวนกว่า 20 ลุค นำแสดงแบบโดย นางเอกมากความสามารถ มาร์กี้-ราศรีบาเล็นซิเอก้า และนางแบบนายแบบอีกมากมาย

ศ. (พิเศษ) ดร.สาคร สุขศรีวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์ กล่าวว่า “ซีไอดีไอชนาพัฒน์ ก่อตั้งด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการมุ่งพัฒนานักออกแบบไทย ให้สามารถพัฒนาฝีมือการออกแบบให้ทัดเทียมและสามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอด 16 ปีที่ผ่านมา สถาบันผลิตดีไซเนอร์ที่มีคุณภาพจำนวนมาก ทั้งสาขา Fashion Design และ Interior & Product Design สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยและขยายตลาดไปยังต่างประเทศได้มากมาย งานนี้จึงเป็นการรวมตัวครั้งยิ่งใหญ่ของดีไซเนอร์ที่เป็นศิษย์ของซีไอดีไอ ชนาพัฒน์ และเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จได้เป็นอย่างดีว่าหลักสูตรของซีไอดีไอ ชนาพัฒน์ เรียนจบแล้ว ทำงานได้จริง สร้างแบรนด์ สร้างอาชีพ สร้างกิจการและประสบความสำเร็จได้ โดยสถาบันเป็นผู้ให้การสนับสนุนครบวงจร ตั้งแต่การให้การศึกษาตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน แสดงผลงานตอนศึกษาจบ และเปิดโอกาสกับดีไซเนอร์ที่เก่งๆ แต่บางครั้งขาดโอกาส ได้แสดงศักยภาพออกมาอย่างเต็มที่”

ภายในงานมีแบรนด์ต่างๆ มาร่วมจัดแสดงและจำหน่ายผลงานกว่า 70 แบรนด์ ทั้งแฟชั่นเสื้อผ้าและสินค้าตกแต่งบ้าน โดยไฮไลท์แบรนด์ที่มาจัดแสดงและจำหน่ายภายในงาน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ Super Star อาทิ แบรนด์ Pinky Tailor โดย ปวิณ ผลิตเดชตระกูล ศิษย์เก่าสาขาการออกแบบแฟชั่น ที่แม้จะจบการศึกษาด้านวิศวกรรม แต่ด้วยใจรักด้านแฟชั่นและต้องการต่อยอดธุรกิจร้านตัดสูทของครอบครัวที่มียาวนานกว่า 40 ปีจึงได้พลิกมาศึกษางานด้านแฟชั่น พัฒนาแบรนด์ Pinky Tailor ซึ่งเป็นร้านตัดสูทคุณภาพตามความต้องการของลูกค้า ทั้งนักธุรกิจ นักการทูต นักแสดงทั้งไทยและต่างประเทศ ในปีที่ผ่านมามีโอกาสนำคอลเคลชั่นไปร่วมแสดงในเวที Paris Fashion Week ที่ประเทศฝรั่งเศส และ New York Fashion Week ที่สหรัฐอเมริกา จนผลงานเข้าตานักธุรกิจมีผู้สนับสนุนให้ทางแบรนด์เปิดเป็น Boutique Shopในฝรั่งเศสและอเมริกา, High Potential อาทิ แบรนด์ Whoop โดย พิชญา มณีรัตนะพร เป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านสไตล์ Asian Minimalist ภายใต้แนวคิด “ความสวยงามต้องมาพร้อมฟังก์ชั่นที่หลากหลาย และมีคุณค่าทางจิตใจ” โดยการออกแบบจะได้รับแรงบันดาลใจจากนิสัยและวิถีการใช้ชีวิตแบบคนเอเชีย มาเล่าเรื่องใหม่ผ่านชิ้นงานอย่างมีคุณค่า และมีมิติที่หลากหลาย และเคยได้รับรางวัล Prime Minister’s Export Award (PM Award) 2015 สาขา Best design และ Emerging อาทิ แบรนด์ smiler(สไมเลอร์) โดย จณัญญา จุลศักดิ์ศรีสกุล ที่นำเอาคอนเซ็ปต์“ลูกเล่น + คุณภาพ” คือ คุณภาพและรายละเอียดสไตล์ญี่ปุ่น ตบท้ายด้วยลูกเล่นอารมณ์ดีตามสไตล์ไทยๆ มารวมกันอย่างลงตัว ซึ่งปัจจุบันได้รับความนิยมจากการเปิดตลาดขายผ่านทางออนไลน์ที่ประเทศญี่ปุ่นอย่างมาก ได้รีวิวระดับ 5 ดาวจากลูกค้าชาวญี่ปุ่นกว่า 99%

คุณแหน : 25 กันยายน 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/293933

คุณแหน : 25 กันยายน 2560

คุณแหน : 25 กันยายน 2560

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

●● คุณหญิงแสงเดือน ณ นคร ประธานมูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกฯ นำคณะกรรมการและอาสาสมัคร ส่งมอบดอกไม้จันทน์ จำนวน 38,999 ดอก ให้แก่ ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา เลขาธิการพระราชวัง สำหรับใช้ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชณ สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า 25 ก.ย…

 

●● ศ.นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.กระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงาน “AF Day 2017” งานรณรงค์และป้องกันการเกิด “โรคหัวใจห้องบนเต้นระริก” ซึ่ง รศ.นพ.บัญชา ศันสนีย์วิทยกุล ประธานชมรมช่างไฟฟ้าหัวใจ สมาคมแพทย์โรคหัวใจฯ จัดขึ้นเพื่อรณรงค์เผยแพร่ความรู้ และเสริมสร้างความเข้าใจอันตรายที่ไม่มีสัญญาณบอกล่วงหน้า30  ก.ย. 6 โมงเช้า ที่สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ (ด้านหลังสวนจตุจักร)..

●● ดวงธิดา บูรณะพันธุ์ นัดเพื่อนๆ รัฐศาสตร์(การทูต)  จุฬาฯ (รุ่น 17) อาทิอัญชลี เทพหัสดิน ณ อยุธยา,นงพรรณ จายนียโยธิน,ขนิษฐา เหมะกรม,กรรณิการ์ รักอารมณ์ พบปะสังสรรค์ที่ราชกรีฑาสโมสร (สปอร์ตคลับ) 26 ก.ย. เที่ยง..

●● บิ๊กบอส หญิงแกร่งแห่งค่าย OCEAN LIFE ไทยสมุทรฯ นุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ ได้รับรางวัลระดับอาเซียน “ผู้ประกอบการสตรีไทยที่มีผลงานโดดเด่นในอาเซียน ประจำปี 2560” หลังกลับมาจากฟิลิปปินส์ก็รับอีกรางวัลใหญ่ของวงการประกัน รางวัลบริษัทประกันชีวิตที่มีการบริหารงานดีเด่น อันดับ 3 ประจำปี 2559 จาก สำนักงาน คปภ. ..

●● การบินไทย สนับสนุนให้ กัปตัน ปิยะพงษ์ วงศ์ปิยะกุล ไปแข่งกรีฑา 100 ม. และ  200 ม. ชิงแชมป์ เอเชีย ที่เซี่ยงไฮ้ 25-27 ก.ย. โดยไม่นับเป็นวันลา แถมให้ตั๋วเป็นกรณีพิเศษ “กัปตันแพท” ตั้งใจเต็มที่เพื่อสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ…

●● ผู้เห็นเหตุการณ์รายงานเรื่องดีๆ ว่าเห็น ดร.อาษา เมฆสวรรค์ อดีตรมช.มหาดไทย อดีต ผู้ว่าฯ กทม. อายุ 92 ปี เข้ากราบพระบรมศพเป็นครั้งแรกโดยเดินเข้าแถว ปฏิเสธการนั่งรถเข็น แม้อากาศจะร้อนมากและเป็นเวลานานกว่า 3 ชั่วโมง เมื่อเจ้าพนักงานเชิญขึ้นมาบนพระที่นั่งฯ ท่านก็ขอนั่งพื้น ไม่ยอมนั่งเก้าอี้หลังจากนั้นก็หมอบกราบหน้าพระบรมโกศ ไป
พร้อมกับคณะอย่างพร้อมเพียง…

●● เพิ่งเสร็จจากการเปิด First Snow น้ำแข็งไสสไตล์เกาหลี ดร.อัศวิน อิงคะกุล ประธานกรรมการบริหาร มิราเคิล กรุ๊ป รีบพลิกมาเอาใจคนไทย ด้วยการยกครัวอีสาน และผลิตภัณฑ์ของฝากยอดฮิต มาเปิด แมจิก แซ่บคลาสสิก โดย ส.ขอนแก่น 29 ก.ย. ที่ชั้น 2 อาคาร 2 สนามบินดอนเมือง…●●

คุณแหน

เซเลบริตี้วัยเก๋าเผยการใช้ชีวิตหลังวัยเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/293925

เซเลบริตี้วัยเก๋าเผยการใช้ชีวิตหลังวัยเกษียณ

เซเลบริตี้วัยเก๋าเผยการใช้ชีวิตหลังวัยเกษียณ

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เพื่อจุดประกายมุมมองใหม่ของคำว่า “เกษียณ” จิณณ์เวลบีอิ้งเคาน์ตี้ จัดงานเปิดตัวแคมเปญพิเศษ “เดอะโกลเด้นสปิริต แกลเลอรี่”แคมเปญพิเศษที่ต้องการกระตุ้นให้คนไทยได้ตระหนักว่า คนวัยเกษียณยังเป็นวัยที่มีพลังและยังสร้างแรงบันดาลใจได้อีกมาก ผ่านกิจกรรมประกวดภาพถ่ายส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนวัยเกษียณ พร้อมบอกเล่าเรื่องราว ในกิจกรรม “จิณณ์โกลเด้นสปิริตโฟโต้ คอนเทสต์” ที่เฟซบุ๊ค www.facebook.com/jinwellbeing และนิทรรศการภาพถ่ายของ 8 เซเลบริตี้ ระดับไอคอนจากหลากหลายวงการ นำโดย นพ.เฉก ธนะสิริ, อาจารย์วนิดา พึ่งสุนทร, สุเชาว์ พงษ์วิไล, ภัทราวดี มีชูธน, อ.เผ่าทอง ทองเจือ, พนารัตน์ บุนนาค, ภูษิต พัฒนปราการ (ป๋าตึก) และพอลล่า เวสเทอร์ฟิลด์ พร้อมเผยถึงแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตหลังวัยเกษียณ ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ

มร.จอห์น ลี ประธานกรรมการบริษัท พรีเมียร์ โฮมเฮลท์แคร์ จำกัด และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โครงการ จิณณ์เวลบีอิ้งเคาน์ตี้ผู้บริหารวัย 71 ปี กล่าวว่า ตนเชื่อว่าอายุเป็นเพียงแค่ตัวเลข ถ้าเรายังหายใจ ชีวิตก็ยังมีไฟได้เสมอ หลายคนอาจนึกว่า พออายุ 60 เกษียณแล้วคือจบ ไม่ต้องทำอะไรแล้ว แต่ในความเป็นจริง คนวัยเกษียณยังทำอะไรได้อีกเยอะ หากเรารู้จักใช้ชีวิตด้วยทัศนคติที่ดี จินตนาการที่ไม่หยุดฝันและพลังที่ยังไม่หมดไฟ วัยเกษียณก็จะกลายเป็นช่วงเวลาทองของชีวิต สามารถใช้ชีวิตอย่างสนุก มีความสุข และสุขภาพแข็งแรง ไม่มองว่าอายุเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิต และด้วยแนวคิดในการส่งต่อพลังแห่งชีวิตนี้เอง จึงเป็นที่มาของแคมเปญ “เดอะโกลเด้นสปิริต แกลเลอรี่” ที่ได้เซเลบริตี้วัยเก๋าระดับไอคอนของเมืองไทย มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพถ่าย เพื่อบอกเล่าเรื่องราวพลังแห่งชีวิตภายใต้แนวคิดการค้นหาพลังชีวิตที่ยังมีไฟของวัยเกษียณ เพื่อส่งต่อเรื่องราวเหล่านี้ให้เป็นแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตของผู้สูงวัยท่านอื่นๆ ผ่านฝีมือการถ่ายภาพของคนใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน หรือลูกศิษย์ ตอกย้ำการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้สูงวัยและคนรอบข้าง

ด้าน ศ.นพ.เฉก ธนะสิริ คุณหมอวัย 92 ปี เผยว่า สุขอื่นใดยิ่งกว่าความสงบนั้นไม่มี ทั้งความสงบสุขทางกาย ซึ่งก็คือ การมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงและไม่มีโรคภัย และมีความสงบสุขทางใจ ซึ่งได้แก่การคิดดี ทำดี นอกจากใช้องค์ความรู้ที่มีเพื่อมอบแนวทางการดูแลสุขภาพให้กับทุกคนแล้ว อยากกระตุ้นให้ทุกคนหันมาดูแลตัวเอง นี่คือเหตุผลที่ตนเองประกาศว่าจะใช้ชีวิตอย่างแข็งแรงและมีคุณภาพไปจนอายุ 120 ปี ขอให้ทุกคนหันมารักษาสุขภาพ หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทานอาหารที่ถูกต้องโดยเน้นผักและผลไม้ ลดการรับประทานเนื้อสัตว์ลง แล้วมารอดูวันที่ตนทำสำเร็จตามเป้าหมายในอีก 30 ปีข้างหน้า

อ.วนิดา พึ่งสุนทร ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะสถาปัตยกรรม (แบบประเพณี) ที่แม้จะเกษียณอายุมา 20 ปีแล้ว ก็ยังทำหน้าที่ให้ความรู้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากรอย่างเต็มเวลา ในฐานะอาจารย์ผู้ชำนาญพิเศษด้านสถาปัตยกรรมไทย เผยว่า พลังชีวิตของตนมาจากความภาคภูมิใจในทุกงานที่ได้ทำ ตั้งแต่การสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมไทยที่ทรงคุณค่า ไปจนถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่คนรุ่นหลัง ความที่ตนต้องเดินทางไปดูแลความคืบหน้าในการก่อสร้างและตกแต่งอยู่เป็นระยะๆ ทำให้การออกแบบสถาปัตยกรรมไทยเป็นทั้งงานหลักและงานอดิเรกของตนไปโดยปริยาย คนสูงอายุที่มีประสบการณ์และความรู้ ถ้าอยู่นิ่งๆ และปล่อยความสามารถที่มีทิ้งไปก็น่าเสียดาย ตนจึงอยากแสดงให้เห็นว่า พลังจากความรักในคุณค่าของงานที่ทำอยู่นั้น ไม่มีวันเก่าหรือหมดอายุ

พอลล่า เวสเทอร์ฟิลด์ นางแบบลูกครึ่งอเมริกัน-ญี่ปุ่นวัย 64 ปี ผู้เคยเป็นนางแบบคนแรกของแบรนด์ Kanebo และปัจจุบันยังทำหน้าที่พรีเซ็นเตอร์ให้กับแบรนด์ Uniqlo เผยว่า สำหรับตน ครอบครัว การดูแลสุขภาพและเรื่องอาหารที่คุณทานเข้าไปคือ เรื่องที่สำคัญที่สุด ทั้งสำหรับคนวัยเกษียณและทุกๆ วัย เรื่องสุขภาพต้องบอกว่า 80% คืออาหารที่คุณทาน ส่วนอีก 20% คือการออกกำลังกาย ร่างกายก็เหมือนรถยนต์ ถ้าคุณเติมพลังงานให้มันอย่างถูกวิธี คุณก็จะมีสุขภาพดีและมีชีวิตยาวนาน ตนเคยกังวลว่าจะอายุไม่ยืนมาตลอด เพราะพ่อเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ตอนอายุแค่ 41 ปี ก็จะกลัวมากว่าจะมีชีวิตอยู่ไม่ถึงวันที่ได้เห็นหน้าหลานๆ แต่หลังจากที่ได้เรียนรู้
วิธีการดูแลสุขภาพที่ถูกต้อง จนวันนี้อายุ 64 แล้วมีหลาน 7 คนแล้ว ก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่มาถึงวันนี้ สำหรับคนวัยเกษียณควรจะมีความชอบกับอะไรบางอย่าง อะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง ว่ายน้ำ เดินเล่น หรือการทำการกุศลช่วยเหลือผู้คน อะไรก็ได้ขอให้รักแล้วก็ได้ทำ คุณก็จะมีความสุข

สำหรับกิจกรรม “จิณณ์โกลเด้นสปิริตโฟโต้ คอนเทสต์” เปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปถ่ายภาพผู้สูงวัยที่ดำเนินชีวิตด้วยพลังชีวิตที่ยังมีไฟ ไม่ว่าจะถ่ายด้วยตัวเองหรือถ่ายบุคคลใกล้ชิดก็ได้ พร้อมบอกเล่าเรื่องราวเพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนวัยเกษียณ  โดยส่งเข้าไปที่เฟซบุ๊คเพจของโครงการฯ ที่ www.facebook.com/jinwellbeing เพื่อชิงรางวัล มูลค่ารวมกว่า 300,000 บาท ตั้งแต่วันนี้–15 ตุลาคม 2560 นี้

มหกรรมย่านกะดีจีน ต้นแบบการเกื้อหนุนกันสู่สันติสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/293909

มหกรรมย่านกะดีจีน ต้นแบบการเกื้อหนุนกันสู่สันติสุข

มหกรรมย่านกะดีจีน ต้นแบบการเกื้อหนุนกันสู่สันติสุข

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้จัดงาน มหกรรม 6 ชุมชนย่านกะดีจีน 3 ศาสนา 4 ความเชื่อ เกื้อหนุนกันสู่สันติสุข โดยมี ศ.พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ประธานในพิธีได้เปิดฤกษ์ด้วยการเดินทางมาถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่พระราชวังเดิม กองทัพเรือและขึ้นเรือพร้อมกับ พล.ต.อ.พิชิตควรเตชะคุปต์ ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนาศิลปะ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประธานจัดงานร่วมเดินทางมาเปิดงานที่ชุมชนซางตาครู้ส โดยมีผู้นำชุมชน 6 ชุมชน พร้อมด้วยดร.ต่อง-ดร.กฤษฎาภรณ์ รุจิธำรงค์กุล ผู้ช่วยรองอธิการบดี พร้อมนักศึกษา เป็นตัวแทนมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ต้อนรับ พร้อมการแสดงเชิดสิงโตกลองสะบัดชัย ณ ชุมชนซางตาครู้ส เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2560

บรรยากาศภายในงานช่วงเช้า ประกอบด้วย การเสวนาเรื่อง การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในความหลากหลายทางศาสนาความเชื่อและวัฒนธรรมของชุมชนย่านกะดีจีน โดยมี สมพร เทพสิทธา รองประธานคณะกรรมาธิการฯ และประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการศาสนา, เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร, โต๊ะอิหม่ามมัสยิดบางหลวง, ผู้แทนบาทหลวงโบสถ์ซางตาครู้ส,บุณยนิธย์ สิมะเสถียร ผู้จัดการปกครองศาลเจ้าเกียนอันเก็ง และ อธิบดีกรมศาสนา ร่วมเสวนามี ดร.พนม ปีย์เจริญ ดำเนินรายการ นอกจากนี้ยังมีการฝึกปฏิบัติการทำหมูกระดาษ 150 ตัว การฝึกปฏิบัติการย้อมผ้าคราม คณะร่วมสักการะศาลเจ้าเกียนอันเก็ง ชมพิพิธภัณฑ์กุฎีจีน การสาธิตทำขนมฝรั่งกุฎีจีน ช่วงบ่าย มีการเสวนาเรื่อง การพัฒนาชุมชนย่านกะดีจีนอย่างต่อเนื่องและมีความยั่งยืนตามความต้องการของชุมชน ด้วยการสนับสนุนของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน การประกวดการแต่งกายแบบวัฒนธรรมชุมชน การแสดงและการสาธิตของดีชุมชนย่านกะดีจีนชมสถานที่สำคัญของชุมชนย่านกะดีจีน ได้แก่ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร, โบสถ์ซางตาครู้ส, ศาลเจ้าเกียนอันเก็ง,วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร และ มัสยิดปางหลวงชมนิทรรศการ การสาธิตของดีชุมชนย่านกะดีจีนชิมอาหารและขนมตำรับโบราณ นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ได้จัดทำสารคดีเชิงข่าว ซึ่งได้ถ่ายทำเพื่อต้องการเน้นให้เห็นถึงชุมชนที่มีวิถีชีวิตต่างศาสนาต่างความเชื่อสามารถอยู่รวมกัน (Assimilation) อย่างมีความสุขได้อย่างไร ถือเป็นต้น แบบที่จะเผยแพร่ไปยังชุมชนอื่นๆ ด้วย

การจัดโครงการครั้งนี้ มีขึ้นเนื่องจากชุมชนย่านกะดีจีนมีความเป็นชุมชนเก่าแก่มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 200 ปี และมีคุณลักษณะพิเศษของชุมชน ประกอบด้วย ชุมชนวัดประยุรวงศ์, ชุมชนกุฎีจีน, ชุมชนวัดกัลยาณ์, ชุมชนกุฎีขาว, ชุมชนวัดบุปฝาราม, ชุมชนโรงคราม และศาลเจ้าเกียนอันเก็งได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ซึ่งคงความหลากหลายทางมรดกวัฒนธรรมของ 3 ศาสนา 4 ความเชื่อในความแตกต่างทางศาสนา ความเชื่อ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของแต่ละชุมชน จึงควรได้รับการเชิดชูให้เป็นชุมชนต้นแบบแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และเป็นพื้นที่ชุมชนแห่งการเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ในความหลากหลายทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชุมชนให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับประเทศและระหว่างประเทศ รวมทั้ง ขยายแนวคิดและวิธีการไปสู่พื้นที่ชุมชนอื่นๆ ที่มีความหลากหลายทางความเชื่อวัฒนธรรมและวิถีชีวิตชุมชน เพื่อเป็นการเสริมสร้างสันติสุขของสังคมอันเป็นองค์ประกอบสำคัญที่นำไปสู่ความมั่นคงของประเทศต่อไป

ศ.พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พร้อมด้วยภริยา-อารยา วิชิตชลชัย, พล.ต.อ.พิชิต ควรเตชะคุปต์, ศรีศักดิ์ ว่องส่งสาร, พล.อ.อ.ธงชัย แฉล้มเขตร และคณะ กก.จัดงาน เดินเยี่ยมชมวัฒนธรรมย่านกะดีจีน

ศ.พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พร้อมด้วยภริยา-อารยา วิชิตชลชัย, พล.ต.อ.พิชิต ควรเตชะคุปต์, ศรีศักดิ์ ว่องส่งสาร, พล.อ.อ.ธงชัย แฉล้มเขตร และคณะ กก.จัดงาน เดินเยี่ยมชมวัฒนธรรมย่านกะดีจีน
ศ.พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พร้อมด้วยภริยา-อารยา วิชิตชลชัย, พล.ต.อ.พิชิต ควรเตชะคุปต์, ศรีศักดิ์ ว่องส่งสาร, พล.อ.อ.ธงชัย แฉล้มเขตร และคณะ กก.จัดงาน เดินเยี่ยมชมวัฒนธรรมย่านกะดีจีน

ศ.พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พร้อมด้วยภริยา-อารยา วิชิตชลชัย, พล.ต.อ.พิชิต ควรเตชะคุปต์, ศรีศักดิ์ ว่องส่งสาร, พล.อ.อ.ธงชัย แฉล้มเขตร และคณะ กก.จัดงาน เดินเยี่ยมชมวัฒนธรรมย่านกะดีจีน

แรงบันดาลใจจากกลิ่นนํ้าหอม อาหาร และแฟชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/293935

แรงบันดาลใจจากกลิ่นนํ้าหอม อาหาร และแฟชั่น

แรงบันดาลใจจากกลิ่นนํ้าหอม อาหาร และแฟชั่น

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ ร่วมกับ ลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส (Lampe Berger Paris) ต้นตำรับน้ำหอมจากฝรั่งเศส โดย นทกานต์ ทัพพะรังสี อึง ผู้นำเข้าแบรนด์, มันชูส์ แบรนด์ไทยแฟชั่นแถวหน้า โดย มัญชุมาศ นำเบญจพล ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ และเจ้าของแบรนด์ พร้อมเครื่องประดับฝีมือไทยสุดหรูจาก โลตัส อาร์ต เดอ วิฟว์ โดย นิกกี้ และ ศรี วอน บูเรน และไวน์ชั้นเลิศจาก อิตาเลเซีย (Italasia) โดย ฟา เบเนเดทตี้ ร่วมกันจัดงาน “ฟราแกรนซ์ แอนด์ แฟชั่น” ในเทศกาลอาหารและไวน์ระดับโลกครั้งที่ 18 นำเสนอการจับคู่อาหารจานพิเศษและไวน์ชั้นเลิศ ผสานแฟชั่นโชว์ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกลิ่นน้ำหอมลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส ณ โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ

ภายในงานได้รังสรรค์มื้ออาหารสุดหรู 5 คอร์ส ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกลิ่นน้ำหอมอันเป็นเอกลักษณ์ 5 กลิ่นจาก ลอมป์ เบอร์ชเย่ ปารีส (Lampe Berger Paris) อาทิ น้ำหอมกลิ่น Tomato Leaves ที่โดดเด่นด้วยกลิ่นหอมสดชื่น ปลอดโปร่ง ของมะเขือเทศและใบมิ้นท์, น้ำหอมกลิ่น Radiant Bergamont ที่ช่วยเติมความสดชื่นให้กับคุณ ด้วยกลิ่นหอมจากมะกรูดและพริกไทยดำ และน้ำหอมกลิ่น Timeless Rose น้ำหอมกลิ่นหวาน สุดโรแมนติก ด้วยกลิ่นหอมจากดอกกุหลาบเมย์โรส และดอกไฮยาซิน เป็นต้น

สำหรับเมนูที่เสิร์ฟนั้นรังสรรค์โดย เชฟยาน ฟาน ไดค์ เอ็กเซ็กคิวทีฟ เชฟ โรงแรม อนันตรา สยาม กรุงเทพฯ ในคอนเซ็ปต์ของการเดินทางจากยุโรปมาตะวันออกกลางและมาถึงเอเชีย อาหารจานแรกได้แรงบันดาลใจจากกลิ่น Tomato Leaves เป็นเมนู “Seared Scallops” หอยเชลล์ ราดด้วยซอสทำจากซุปใสมะนาวและสมุนไพร ทานคู่กับ ไวน์ขาว Sanvignon Blanc, DOC AloisLageder, Alto Adige 2015 ส่วนเมนูที่สอง คือ “Quai” ขาเป็ดกงฟี ทานคู่กับไวน์ขาวรสชาติเลิศ Chardonnay, Villa Angela, Velenosi, Marche 2015 เป็นกลิ่น Radiant Bergamot

ต่อด้วยเมนูที่สาม คือ “Black Cod” ปลาคอดดำลอยบนซอสขาว ทานคู่กับไวน์แดงชั้นยอดอย่าง Ruche di Chiraretto, MonferratoClassico, Ferraris, Piemonte2014 ที่ได้แรงบันดาลใจจากกลิ่นน้ำหอม Floral Passion ของดอกไม้นานาพันธุ์ ให้กลิ่นหอมหวานอ่อนๆ ต่อด้วยเมนูที่สี่ คือ “Lamb” เนื้อนุ่มลิ้น มาพร้อมกับไวน์แดง Sangiovese di Romagna, DOC SuperrioreRiserva, Avi, SanPatrignano, Emilia Romagna 2007 ซึ่งได้รับพลังบวกจากกลิ่น Amber Powder ที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศ ดอกไม้และขี้ผึ้งมารวมตัวกันอย่างน่าอัศจรรย์ และเมนูสุดท้ายอย่างของหวาน เมนู “Rosalie” ที่มีส่วนผสมของราสเบอร์รี่ เจลลี่รสกุหลาบลิ้นจี่ ทานคู่กับไวน์ขาว Moscato, Sensuale, Vigneti Del Vulture, Basilicata N/V ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกลิ่นหอมของ Timeless Rose ส่งกลิ่นหอมหวานอ่อนๆ ให้ความโรแมนติกที่สุด

ส่วนแฟชั่นโชว์สุดชิคจากแบรนด์ Munchu’s โดย มัญชุมาศ นำเบญจพลผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และเจ้าของแบรนด์มันชูส์ และเครื่องประดับ Lotus Art de Vivre ได้รับแรงบันดาลใจจากการเดินทางบนถนนสายไหม มุ่งหน้าจากเมืองจีนไปตะวันออกกลางจนถึงยุโรปและรัสเซีย ขณะเดียวกันก็ต้องการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างกัน ผ่านการแต่งกายและเครื่องประดับที่หรูหราและโมเดิร์น ซึ่งทุกชุดที่นำเสนอออกมาล้วนชวนให้ประทับใจและตกตะลึงในความแปลกตาและสวยงามไปพร้อมกัน

ผู้แทนยูนิเซฟชื่นชมไทยให้ความสำคัญสิทธิเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/293934

ผู้แทนยูนิเซฟชื่นชมไทยให้ความสำคัญสิทธิเด็ก

ผู้แทนยูนิเซฟชื่นชมไทยให้ความสำคัญสิทธิเด็ก

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คณะอนุกรรมการด้านสิทธิเด็กและการศึกษา ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมกับ กรมกิจการเด็กและเยาวชน และองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) จัดงานสัมมนาเรื่อง “การจัดทำแนวทางดำเนินตามพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก เรื่อง “กระบวนการติดต่อร้องเรียน” เพื่อร่วมกันสร้างความรับรู้และหาแนวทางการพัฒนาช่องทางการร้องเรียนและการช่วยเหลือเยียวยาเด็กอย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้รับเกียรติจาก นางฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง กรรมการสิทธิมนุษยชน และประธานอนุกรรมการด้านสิทธิเด็กและการศึกษา เป็นประธานเปิดงานสัมมนา โดยมี หน่วยงานจากองค์กรต่างๆ เข้าร่วมงาน เมื่อเร็วๆ นี้ ที่โรงแรมรามาการ์เด้นท์

นางฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง กรรมการสิทธิมนุษยชน และประธานอนุกรรมการด้านสิทธิเด็กและการศึกษา กล่าวว่า ตามที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child-CRC) เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2535 และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2535 หลังจากนั้นในปี 2549 ได้เข้าเป็นภาคีพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กอีก 2 ฉบับ คือ หนึ่ง เรื่องการขายเด็ก การค้าประเวณี และสื่อลามกที่เกี่ยวกับเด็ก และสอง เรื่องความเกี่ยวพันของเด็กในความขัดแย้งกันด้วยอาวุธ โดยต่อมาเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2555 ได้รับรองพิธีสารเลือกรับฯ เพิ่มเติมอีกหนึ่งฉับ คือ เรื่อง “กระบวนการติดต่อร้องเรียน” และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2557

“โดยสาระสำคัญของ Optional Protocol to the convention to the rights of the child on a communication procedure(OP3-CRC) กำหนดให้เด็กในประเทศไทยที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนสามารถส่งเรื่องร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติได้โดยตรง หากไม่ได้รับการเยียวยาตามกระบวนการทั้งปวงที่มีอยู่ในประเทศไทย แต่ที่ผ่านมายังไม่มีกลไกในการรับเรื่องร้องเรียนภายใต้พิธีสารเลือกรับฯ ฉบับนี้ การจัดงานสัมมนาครั้งนี้ก็เพื่อร่วมกันเสนอแนะแนวทางการดำเนินตามพิธีสารเลือกรับฯ ร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการส่งเรื่องร้องเรียนรวมทั้งการประสานให้ความช่วยเหลือเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของพิธีสารฉบับนี้”

ในการสัมมนาครั้งนี้มีหน่วยงาน องค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนเด็กเข้าร่วมสัมมนา พร้อมเสนอแนะแนวทางในหลากหลายแง่มุม อาทิ กระบวนการ ขั้นตอน และแนวทางการพิจารณาคำร้องและการช่วยเหลือเยียวยาเด็กของหน่วยงานรัฐ การอภิปรายระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาช่องทางการร้องเรียนและการช่วยเหลือ เป็นต้น

นายสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์ ผู้ชำนาญการประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ให้ข้อเสนอแนะที่น่าสนใจว่า “การเปิดโอกาสให้เด็กสามารถร้องเรียนไปยังคณะกรรมการฯ ได้ เป็นเพียงกระบวนการเยียวยาในกรณีที่เด็กไม่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐภาคี ไม่ถือว่าเป็นการแทรกแซงการทำงานภายในประเทศ แต่เป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยหากพิจารณาตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ข้อ 44 จะเห็นว่าจะต้องมีการรายงานข้อมูลต่อคณะกรรมการฯ
ซึ่งเมื่อรัฐภาคีได้ให้สัตยาบันแล้วก็ต้องปฏิบัติตาม อีกทั้ง คณะกรรมการฯ ไม่ได้พิจารณาถึงขั้นว่ารัฐภาคีกระทำถูกต้องหรือไม่ เป็นเพียงการให้รัฐภาคีดำเนินการและรายงานเมื่อมีการร้องเรียน ส่วนในเรื่องการพิจารณาว่า กระบวนการเยียวยาล่าช้าหรือไม่ ต้องดูตามพฤติการณ์ ไม่อาจพิจารณาหรือกำหนดได้ว่า อย่างไรเป็นการล่าช้า ซึ่งในบางเรื่องหากเป็นกรณีมีผลกระทบและเกิดความเสียหายหรือมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน การที่รัฐภาคีไม่ดำเนินการด้วยความรวดเร็วเพื่อบรรเทาความเสียหาย ก็อาจเป็นการล่าช้าได้”

ด้าน Ms. Grace Agcaoili ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิเด็ก ผู้แทนยูนิเซฟ ประจำเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กล่าวชื่นชมการทำงานด้านสิทธิเด็กในประเทศไทยว่า ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศแรกที่ลงนามในพิธีสารฯ ฉบับนี้ โดยในปัจจุบันมีเพียงประเทศไทยและประเทศมองโกเลียที่ขับเคลื่อนกลไกและผลักดันการดำเนินการตามพิธีสาร โดยเฉพาะคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรมกิจการเด็กและเยาวชน ในการเป็นองค์กรร่วมจัดและการผลักดันการปฏิบัติตาม
พิธีสารฯ ฉบับนี้ สิ่งสำคัญที่พวกเราต้องร่วมมือกันนั่นคือการสร้างความรู้ความเข้าใจและการตระหนักถึงสิทธิมนุษยชน พร้อมทั้งการสร้างเครื่องมือ และสร้างสิ่งต่างๆ ที่เป็นมิตรต่อเด็กต่อไป

มิติใหม่แห่งการให้ เพื่อทุกชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/293927

มิติใหม่แห่งการให้ เพื่อทุกชีวิต

มิติใหม่แห่งการให้ เพื่อทุกชีวิต

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ศาสตราจารย์ นายแพทย์สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แม้งานแน่นรัดตัวทั้งงานบริหาร งานประชุม แต่ก็ไม่ลืมที่จะบอกให้ประชาชนคนไทยมั่นใจว่า มิติใหม่แห่งการให้เพื่อทุกชีวิตของโรงพยาบาลจุฬาฯ มีความหมายเช่นนั้นจริงๆ ประชาชนคนไทยทุกคนที่มีสิทธิ์ในการรักษาพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นสิทธิ์ใดก็ตาม ก็สามารถเข้ารับบริการด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ของโรงพยาบาลจุฬาฯ ภายใต้อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์แห่งใหม่นี้ได้ทุกคน

ทั้งนี้ หากผู้ใดมีจิตศรัทธาที่ต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง “มิติใหม่แห่งการให้เพื่อทุกชีวิต” สามารถบริจาคเงินร่วมสมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือทางการแพทย์และกิจการของอาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้ที่ชื่อบัญชี สมทบทุนเครื่องมือแพทย์และกิจการอาคารภูมิสิริฯ บัญชีออมทรัพย์เลขที่ 630-2-01570-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขาจามจุรี สแควร์

ติดต่อสอบถามได้ที่โทร.02-2564397 และติดตามข่าวสารต่างๆ ของโรงพยาบาล ได้ที่ http://www.chulalongkornhospital.go.th

นิทรรศการภาพถ่าย ‘ธงไตรรงค์’ เฉลิมฉลอง 100 ปี ธงชาติไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/293932

นิทรรศการภาพถ่าย ‘ธงไตรรงค์’ เฉลิมฉลอง 100 ปี ธงชาติไทย

นิทรรศการภาพถ่าย ‘ธงไตรรงค์’ เฉลิมฉลอง 100 ปี ธงชาติไทย

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เนื่องในวันที่ 28 กันยายน 2560 เป็นวันครบรอบ 100 ปี วันพระราชทานธงชาติไทย (Thai National Flag Day) เพื่อเป็นการสร้างความภาคภูมิใจของคนในชาติ และเป็นการน้อมรำลึกถึงการที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานธงไตรรงค์เป็นธงชาติไทย สยามเซ็นเตอร์ ขอเชิญชวนคนไทยร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี ธงชาติไทย
ในงาน “Siam Center Idea Avenue Presents Colors of Siam” (สยามเซ็นเตอร์ ไอเดีย อเวนิว พรีเซ็นต์ คัลเลอร์ ออฟ สยาม) นำเสนอผลงานศิลปะสร้างสรรค์รูปแบบงานนิทรรศการจัดแสดงภาพถ่ายธงชาติไทย โดย 3 ศิลปินช่างภาพชื่อดัง
วรนันทน์ ชัชวาลทิพากร, วสันต์ ผึ่งประเสริฐ และ พันธ์สิริ สิริเวชชะพันธ์ ตั้งแต่วันนี้-30 กันยายนนี้ ณ เอเทรี่ยม 1 ชั้น G สยามเซ็นเตอร์

วรนันทน์ ชัชวาลทิพากร ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ภาพถ่าย กล่าวว่า การจัดแสดงผลงานในครั้งนี้นับเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดในฐานะศิลปินช่างภาพและคนไทย โดยภาพถ่ายได้รับแรงบันดาลใจจากแถบสีแดง สีขาว และสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นสีหลักของธงไตรรงค์ ผ่านมุมมองภาพภูมิทัศน์ในแบบเฉพาะตัว สำหรับผลงานที่โดดเด่น คือ ภาพถ่ายต้นจามจุรีที่มีอายุนับร้อยปี ผ่านเทคนิคอินฟราเรด (Infrared) โดยการปรับสีใบไม้ให้เป็นสีขาว เพื่อแสดงให้เห็นชัดถึงความยิ่งใหญ่ของก้านกิ่งใบไม้ที่แผ่ขยายออกไปตามกาลเวลาที่ยาวนานอย่างไม่สิ้นสุด และภาพถ่ายทัศนียภาพธรรมชาติที่งดงามของท้องฟ้าในเวลากลางคืนเคียงคู่ไปกับผืนดิน และมีปรากฏธงชาติไทยอยู่ตรงกลาง สะท้อนถึงการใช้ระยะเวลาร่วมร้อยปีในการรวมฟากฟ้าและพื้นล่างไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอภาพถ่ายสถานที่สำคัญที่มีอายุครบรอบร้อยปี อาทิ ภาพถ่ายสถานีรถไฟหัวลำโพงครบรอบ 100 ปี และภาพถ่ายตึกคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครบรอบ 100 ปี”

ด้าน วสันต์ ผึ่งประเสริฐ ศิลปินช่างภาพชื่อดัง เล่าถึงเบื้องหลังการถ่ายภาพชุดพิเศษนี้ว่า “เริ่มต้นจากการออกเดินทางไป
ยังสถานที่ต่างๆ ในภาคเหนือ เพื่อเก็บเกี่ยวเรื่องราวบันทึกภาพถ่ายในรูปแบบภาพเชิงสารดี การได้พบเจอสิ่งแปลกใหม่ ทั้งวิถีชีวิต วัฒนธรรมพื้นบ้าน ตลอดจนผู้คนที่หลากหลายบนผืนแผ่นดินไทย ทุกชีวิตที่มีความต่างแต่ล้วนถูกหล่อหลอมให้อยู่ร่วมกันด้วยความเป็นหนึ่งเดียวได้ ภาพถ่ายจึงสื่อความหมายผ่านวิถีการดำเนินชีวิตของคนไทยปรากฏเด่นชัดอยู่ในแต่ละภาพที่ก้าวไปพร้อมกับกาลเวลาที่ยาวนานของผืนธงไตรรงค์ตลอดระยะเวลา 100 ปี ที่ ซึ่งนอกจากจะเป็นโอกาสที่ดีกับประสบการณ์ใหม่ๆ ในการถ่ายภาพแล้ว ยังเป็นการทำตามความใฝ่ฝันในฐานะช่างภาพด้วย”

ปิดท้ายด้วย พันธ์สิริ สิริเวชชะพันธ์ช่างภาพแฟชั่นระดับท็อปลิสต์ เผยว่า “นิทรรศการครั้งนี้ ได้จัดแสดงผลงานภาพถ่ายเพียงหนึ่งเดียวที่เกิดจากพลังแรงใจ และความตั้งใจอย่างสูงในการนำเสนอ โดยเลือกสถานที่สถานีรถไฟหัวลำโพง ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์หนึ่งของกรุงเทพมหานคร เวลา 08.00 น. ของทุกวันจะมีสัญญาณเสียงยืนตรงเคารพธงชาติ ประชาชนจากทั่วภูมิภาคทุกคนในบริเวณนั้นต่างยืนตรงและเคารพธงชาติอย่างพร้อมเพรียง และยังได้นำนางแบบ 18 คนสวมใส่ชุดผลงานจากความคิดสร้างสรรค์ของเหล่าแบรนด์ไทยดีไซเนอร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแถบสีของธงชาติไทย 18 ผลงาน มายืนเคารพธงชาติจริง โดยใช้เทคนิคภาพพาโนรามาในการบันทึกภาพแห่งประวัติศาสต์ครั้งยิ่งใหญ่นี้”

นอกจากนี้ สยามเซ็นเตอร์ ยังจับมือ 23 แบรนด์ไทยดีไซเนอร์ชั้นนำ จัดแสดงผลงานต้นแบบแฟชั่นดีไซน์ 23 ชุด โดยได้รับแรงบันดาลใจภายใต้คอนเซ็ปต์ “Shades of Thai” หรือเฉดสีแดง สีขาว และสีน้ำเงิน ผสมผสานกับเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละแบรนด์ รังสรรค์สู่ผลงานคอลเลคชั่นพิเศษ แสดงถึงศักยภาพของนักออกแบบไทยมาจัดแสดงให้ประชาชนได้ชื่นชมอย่างใกล้ชิด อาทิ Garden Flynow III, Good Mixer, Greyhound Original, House of PB, Iconic, Irada, Kanapot Anuson, Milin, Tube Gallery และ Wonder Anatomie เป็นต้น โดยจัดแสดงตั้งแต่วันนี้-31 ตุลาคมนี้ ณ เอเทรี่ยม 2 ชั้น G สยามเซ็นเตอร์

อีกทั้ง สยามเซ็นเตอร์ ได้รวบรวมสินค้าคอลเลคชั่นสุดสร้างสรรค์จากสุดยอดเแบรนด์ชั้นนำที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสีแดง
สีขาว และสีน้ำเงิน ด้วยไอเดียที่ผสมผสานเอกลักษณ์โดดเด่นในแบบเฉพาะตัวของแต่ละแบรนด์สู่คอลเลคชั่น Absolute Siam : Colors of Siam นำโดย Kloset ETC,Smiley Hound, Irada และ Missileมาเอาใจคนรักแฟชั่น งานศิลป์ และพลพรรค Siam DNA โดยจัดแสดงในรูปแบบPop Up Store ที่มีเฉพาะที่สยามเซ็นเตอร์เพียงที่เดียว ณ แฟชั่นแกลเลอรี่ ชั้น 2 สยามเซ็นเตอร์

ฮีรูสการ์ เปิดตัวโครงการ ‘The Power of Silicone Pro’ พลังมหัศจรรย์แห่งความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/293745

ฮีรูสการ์ เปิดตัวโครงการ ‘The Power of Silicone Pro’ พลังมหัศจรรย์แห่งความสุข

ฮีรูสการ์ เปิดตัวโครงการ ‘The Power of Silicone Pro’ พลังมหัศจรรย์แห่งความสุข

วันอาทิตย์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

3 สาวพรีเซ็นเตอร์ “ฮีรูสการ์ซิลิโคน โปร” ศกุนตลาเทียนไพโรจน์, ศรัณย์รัชต์ ดีน และ มทิรา ตันติประสุต

ผิวสุขภาพดี สวยใส เนียนเรียบ เป็นที่ปรารถนาของหลายคน โดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่รักความสวยงามจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ แต่หากผิวมีร่องรอยที่ไม่พึงปรารถนา หรือมีรอยแผลเป็น จะสร้างความกังวลที่ส่งผลกระทบถึงจิตใจและอารมณ์ต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ แต่ด้วยโลกยุคดิจิตอลวันนี้ นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้เข้ามาเป็นทางเลือกของการแก้ไขปัญหาของคนยุคใหม่ ดังนั้น “ฮีรูสการ์ ซิลิโคน โปร” นวัตกรรมทางเลือกของการดูแลแผลเป็นยุคดิจิตอลขอเป็นทางเลือกเพื่อช่วยลดความกังวลต่างๆ โดย บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ฮีรูสการ์ ซิลิโคน โปร จึงเปิดตัวโครงการ “The Power of Silicone Pro” ด้วยแนวคิด “พลังมหัศจรรย์แห่งความสุข” เพื่อถ่ายทอดสาระเชิงคุณค่าด้านสังคม พร้อมส่งเสริมและสนับสนุนความรู้ความเข้าใจ เรื่อง “แผลเป็นไม่ใช่เรื่องความทุกข์ ความอับอาย หรือความกังวล จนสูญเสียความมั่นใจ จึงขอมุ่งมั่นเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับผู้ที่ประสบปัญหาแผลเป็นที่ไม่พึงประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นแผลคีลอยด์ แผลเป็นนูน แผลเป็นจากการผ่าตัด และแผลเป็นต่างๆ ผ่านแคมเปญ “The Power of Silicone Pro” กศิณา พรายมณี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “แคมเปญ “The Power of Silicone Pro” จะเป็นสื่อกลางเผยแพร่ความรู้และความเข้าใจเรื่องการดูแล “แผลเป็น” ที่จะช่วยลดความกังวลสู่ทางเลือกของการรับรู้ข่าวสารใหม่ๆ ทั้งจากสื่อเชิงวิชาการ ร้านยาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ หรือการเข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมของแคมเปญดังกล่าว นับว่าโครงการนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของความสุข โดยเราได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากร้านค้าและพันธมิตรของเราในการที่จะเป็นสื่อกลางแนะนำทางเลือกในด้านความรู้และความเข้าใจให้กับผู้บริโภค และพร้อมที่จะส่งความสุขต่อๆ ไปสู่ครอบครัว สู่สังคมนั้นๆ วันนี้ได้จัดงานเปิดตัวโครงการฯ พร้อมแนะนำผลิตภัณฑ์และเปิดตัว 3 สาวพรีเซ็นเตอร์ ได้แก่ ลีเดีย-ศรัณย์รัชต์ ดีน, แยม-มทิรา ตันติประสุต,ต้นหอม-ศกุนตลา เทียนไพโรจน์ ที่สำคัญที่สุด งานนี้เราต้องขอขอบคุณลูกค้าและพันธมิตรในครั้งนี้ด้วย”

บรรยากาศภายในงานเปิดตัวโครงการดังกล่าวเต็มไปด้วยพลังมหัศจรรย์แห่งความสุขของเนื้อหาสาระที่เติมเต็มความรู้และสร้างความสุข สนุกสนานในโลกยุคดิจิตอลมากมาย ทั้งเคล็ดลับการมีผิวที่ดี พร้อมคำแนะนำการดูแล “แผลเป็น” อย่างถูกวิธี “เพราะเราเชื่อว่า “ทุกคนต่างค้นหาและมีทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในแต่ละวัน” ด้วยองค์ความรู้ความเข้าใจและความมุ่งมั่นในเรื่องของการพัฒนานวัตกรรมในเชิงแนวคิดและแนวทางของ “ฮีรูสการ์ซิลิโคน โปร” ผลิตภัณฑ์ดูแลแผลเป็น จึงขอมุ่งมั่นเดินหน้า ค้นหา พัฒนา และมอบคุณค่าที่ดีๆ สู่ผู้บริโภค ครอบครัว และสังคม มาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี” กศิณา พรายมณี กล่าวปิดท้าย


กศิณา พรายมณี ผจก.ทั่วไป DKSH


ตันติมา ชัยวิสุทธิ์ ผจก.อาวุโส ฝ่ายการตลาด, พญ.ณัทดา สามัคยานุสรณ์,พนม ชีระอารี ผจก.อาวุโส ฝ่ายขาย, ภญ.อัญญาณี ลิ้มสุวรรณ ผจก.อาวุโสฝ่ายการตลาด, ปรวีท์ยา ไวศยะ ผจก.อาวุโส ฝ่ายการตลาด


สุวรา สนิทวงศ์ฯ, จรสพรรณ สวัสดิวัตน์ฯ


พิชชาพร สุจริตกุล


ต้อนรับพันธมิตรคู่ค้า

pet care : การใช้เทคโนโลยี RFID ในสัตว์ (ตอนที่ 1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/293739

pet care : การใช้เทคโนโลยี RFID ในสัตว์ (ตอนที่ 1)

pet care : การใช้เทคโนโลยี RFID ในสัตว์ (ตอนที่ 1)

วันอาทิตย์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ในปัจจุบัน มีเทคโนโลยีมากมายเพื่ออำนวยความสะดวกรวดเร็วในการใช้ชีวิต  ซึ่งเห็นง่ายๆ จากการที่ในอดีต การทำบัญชีค้าขายจะต้องจดเองด้วยมือทีละชิ้น พัฒนาขึ้นมาเป็นระบบ Barcode และ QR Code จนถึงปัจจุบันมีระบบ RFID เกิดขึ้น

หลายท่านคงสงสัยว่า RFID คืออะไร? แล้วมีความเกี่ยวข้องในเชิงสัตวแพทย์อย่างไร? วันนี้ผมมีข้อมูลเกี่ยกับ RFID จาก ผศ.น.สพ.ดร.วุฒิชัย กลมเกลียว จากภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯมาให้ทุกคนได้ทำความรู้จักกันครับ

Radio Frequency Identification (RFID)

RFID คือการระบุตัวตน โดยใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่งสัญญาณด้วยคลื่นวิทยุ ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญทั่วโลกทั้งในปัจจุบันและอนาคต เนื่องจากมีข้อดีเหนือบาร์โค้ดและ QR code หลายประการ โดยในระบบ RFID มีองค์ประกอบหลัก3 ส่วนคือ

1) ป้าย (tag หรือ transponder) ประกอบด้วยไมโครชิพที่บรรจุข้อมูลหรือรหัสประจำตัวและเสาอากาศ tagมี 2 ชนิดคือชนิดที่ต้องมีแบตเตอรี่เป็นแหล่งพลังงานเรียกactive tag และชนิดที่ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่เรียก passive tagนอกจากนี้ tag ยังมีหลายรูปแบบ เช่น บัตร เหรียญ แถบกาว หรือที่ใช้ในสัตว์ เช่น ป้ายติดหู (ear tag) แท่งแก้วขนาดเล็ก (glass tag) หรือแท่งเซรามิก (ceramic bolus)

2) เครื่องอ่าน (reader หรือ interrogator)ประกอบด้วยภาครับ-ส่งสัญญาณวิทยุ วงจรควบคุมการอ่านหรือเขียนข้อมูล และเสาอากาศ มีหลายรูปแบบ เช่น ชนิดมือถือ ติดผนัง หรือตั้งพื้น เป็นต้น

3) ฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ เป็นระบบฐานข้อมูลรวมทั้งประมวลผลข้อมูลที่ได้รับ ต่างกันไปขึ้นอยู่กับงานที่ใช้ เช่น ระบบการจัดการฟาร์ม ระบบคลังสินค้า ระบบขนส่ง เป็นต้น

ตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีนี้รอบตัวเรา ได้แก่

– การใช้กับหนังสือเดินทาง (e-passport)

– ใช้ติดกระเป๋าขึ้นเครื่องบิน

– ใช้ในการแข่งขันวิ่งมาราธอนระยะต่างๆ เพื่อตรวจสอบการวิ่งผ่านจุดที่กำหนด

– ใช้ติดหนังสือของห้องสมุด ติดสินค้าในห้างร้าน

– ใช้ในการโดยสารรถไฟฟ้าในรูปแบบเหรียญ (token)หรือบัตร

– ใช้ทำเป็นบัตรประจำตัวหรือบัตรผ่านของหน่วยงาน

– บัตรผ่านทางด่วน (Easy Pass)

– นอกจากนี้ยังใช้ในกระบวนการผลิตและส่งออกสินค้าทางการเกษตรทั้งพืชและสัตว์อีกด้วย

อ่านต่อสัปดาห์หน้า

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย