เอไอเอ แชร์ริ่ง อะ ไลฟ์ เดย์ ครั้งที่ 4 รวมใจคนไทย ‘ทำดีเพื่อพ่อ’ 11 จุดทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/291186

เอไอเอ แชร์ริ่ง อะ ไลฟ์ เดย์ ครั้งที่ 4 รวมใจคนไทย ‘ทำดีเพื่อพ่อ’ 11 จุดทั่วประเทศ

เอไอเอ แชร์ริ่ง อะ ไลฟ์ เดย์ ครั้งที่ 4 รวมใจคนไทย ‘ทำดีเพื่อพ่อ’ 11 จุดทั่วประเทศ

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เพราะหัวใจคนไทยทุกดวง ยังคงสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ เอไอเอ ประเทศไทย องค์กรที่ยึดมั่นในการตอบแทนสังคมและการทำดีร่วมกันเสมอมา จึงสานต่อกิจกรรมทำความดีและตอบแทนกลับไปสู่สังคม ในโครงการ เอไอเอ แชร์ริ่ง อะ ไลฟ์ เดย์(AIA Sharing a Life Day) อย่างต่อเนื่อง โครงการที่ผนึกกำลังคนไทยทุกภาคส่วนด้วยการระดมทีมผู้บริหาร พนักงาน ตัวแทนประกันชีวิตเอไอเอ พร้อมลูกค้าและประชาชนจิตอาสากว่า 40,000 คน ร่วมกิจกรรมทำความดีภายใต้แนวคิด ทำดีเพื่อพ่อ

เมื่อเร็วๆ นี้ เอไอเอ ประเทศไทย ระดมทีมผู้บริหาร พนักงาน ตัวแทนประกันชีวิตเอไอเอ พร้อมลูกค้าและประชาชนจิตอาสา ร่วมกิจกรรมทำความดี เอไอเอ แชร์ริ่ง อะ ไลฟ์ เดย์ (AIA Sharing a Life Day) ครั้งที่ 4 เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ภายใต้แนวคิด “ทำดีเพื่อพ่อ”พร้อมกันทั้งสิ้น 11 จุดทั่วประเทศ แบ่งออกเป็นในกรุงเทพมหานคร 7 จุด และอีก 4 จุดในต่างจังหวัด สอดคล้องกับปรัญชาธุรกิจ “เข้าใจชีวิต เข้าใจคุณ” ซึ่งเป็นเป้าหมาย เอไอเอประเทศไทย ที่ต้องการผลักดันไปพร้อมๆ กับส่งเสริมให้คนไทยทั่วประเทศมีคุณภาพชีวิตที่ดีมีสุขภาพที่แข็งแรง และมีอายุที่ยืนยาว (Live longer,healthier, better lives)

มร.ตัน ฮาค เลห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอ ประเทศไทย เผยว่า ในโอกาสที่ เอไอเอ ประเทศไทย กำลังจะก้าวเข้าสู่ปีที่ 80ในปีหน้า เรายังคงสานต่อโครงการเพื่อตอบแทนคืนไปสู่สังคม นั่นก็คือ การจัดกิจกรรม เอไอเอ แชร์ริ่ง อะ ไลฟ์ เดย์ (AIA Sharing a Life Day)ซึ่งในปีนี้เป็นครั้งที่ 4 โดยเราดำเนินกิจกรรมในธีม “ทำดีเพื่อพ่อ” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 40,000 คน มีกิจกรรมด้วยกันทั้งหมด 11 จุด พร้อมกันทั่วประเทศ ในกรุงเทพมหานคร 7 แห่ง ได้แก่ สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา, สถานีรถไฟหัวลำโพง, บ้านพักคนชราบางแค, สวนลุมพินี, โรงเรียนสามัคคีสงเคราะห์, โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ และโรงเรียนวัดเลา และในต่างจังหวัด 4 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนอนุบาลแม่ฮ่องสอน จ.แม่ฮ่องสอน, ศาลากลางจังหวัดน่านจ.น่าน, โรงเรียนบ้านน้ำภู จ.เลย และโรงเรียนบ้านโชคดี จ.จันทบุรี

“ทั้งหมดนี้เป็นการทำความดีผ่านกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ โดยหลักๆ จะเป็นบริการตรวจสุขภาพฟรีสำหรับประชาชนทั่วไป เพื่อสนับสนุนคนไทยรู้เท่าทันโรค และสามารถป้องกันสุขภาพก่อนที่จะสายเกินไป นอกจากนี้ ยังมีบริการรถถ่ายเอกซเรย์เต้านมเคลื่อนที่ (Mobile Mammography Unit) โดยได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิถันยรักษ์ ที่จะให้บริการประชาชนบริเวณสวนลุมพินี กิจกรรมปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว กิจกรรมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ ประดิษฐ์ผ้าโพกศีรษะสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง กิจกรรมออกกำลังและสันทนาการ เลี้ยงอาหารกลางวันแจกหมวกกันน็อก ประดิษฐ์กระดาษหน้า 2 สำหรับทำอักษรเบรลล์ เป็นต้น”

บรรยากาศการทำความดี 11 จุดทั่วประเทศเพื่อสานต่อโครงการ เอไอเอ แชร์ริ่ง อะ ไลฟ์ เดย์ (AIA Sharing a Life Day) ในครั้งที่ 4 นี้ เริ่มต้นด้วย 4 จุด แรกในกรุงเทพมหานคร โดยออกเดินทางจากเอไอเอสำนักงานใหญ่ตั้งแต่เช้าตรู่ ใช้เวลาไม่นาน เจ้าหน้าที่ พนักงาน และจิตอาสาพร้อมเพรียงกันที่สวนเฉลิมพระเกียรติ80 พรรษา, สวนลุมพินี, โรงเรียนวัดเลา เพื่อบริการตรวจสุขภาพฟรีสำหรับประชาชนทั่วไป ร่วมกันประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ พร้อมกิจกรรมสันทนาการ ปลูกต้นไม้เพื่อสร้างความสวยงามและพื้นที่สีเขียวบริเวณโดยรอบ ก่อนจะไปยังจุดที่ 4 จุด สุดท้ายของวัน คือ บ้านพักคนชราบางแค เพื่อเลี้ยงอาหารกลางวัน นำออกกำลังกายเพื่อสุขภาพให้กับผู้สูงอายุ

ทั้งนี้ กิจกรรม เอไอเอ แชร์ริ่ง อะ ไลฟ์ เดย์ ภายใต้แนวคิด ทำดีเพื่อพ่อ ยังคงเหลือความร่วมแรงร่วมใจกันอีก 7 จุดทั่วประเทศ นอกจากเป็นความดีที่ยกระดับจิตใจคนไทยแล้ว ยังเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อย่างหาที่สุดมิได้อีกด้วย

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ เสด็จเปิดงาน Bangkok Gems & Jewelry Fair ครั้งที่ 60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/291244

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์  เสด็จเปิดงาน Bangkok Gems & Jewelry Fair ครั้งที่ 60

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ เสด็จเปิดงาน Bangkok Gems & Jewelry Fair ครั้งที่ 60

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

        พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด “งานแสดงสินค้า
อัญมณีและเครื่องประดับ หรือ Bangkok Gems & Jewelry Fair ครั้งที่ 60” พร้อมเสด็จเปิดนิทรรศการแสดงพระอัจฉริยภาพด้านการออกแบบเครื่องประดับ ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกภายใต้แบรนด์ SIRIVANNAVARI จัดขึ้นโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

เมื่อเสด็จถึงห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์และผู้บริหารหน่วยงานเอกชนที่เกี่ยวข้อง ร่วมรับเสด็จ จากนั้นเสด็จทรงตัดริบบิ้นเปิดนิทรรศการแสดงพระอัจฉริยภาพด้านการออกแบบเครื่องประดับ ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกภายใต้แบรนด์ SIRIVANNAVARI โดยรวบรวมผลงานตั้งแต่คอลเลกชั่นปี 2004 มาจนถึงคอลเลกชั่นล่าสุดในปี 2017 มากกว่า 70 ชิ้น  มาจัดแสดงพร้อมข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับคอลเลกชั่นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงภาพถ่ายและภาพฝีพระหัตถ์ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักออกแบบไทยรุ่นใหม่ในการพัฒนาฝีมือการออกแบบและพัฒนาแบรนด์สู่ตลาดสากล

ในโอกาสนี้ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์  ทรงมีรับสั่งว่า “อยากให้ประเทศไทยเป็นฐานของกำลังการผลิตจิวเวอรี่และใช้แบรนด์สิริวัณณวรี เป็นแฟล็กชิฟสโตร์ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ผลิตยุคใหม่ โดยปัจจุบันแบรนด์สิริวัณณวรี เคยไปจัดแสดงยังประเทศต่างๆ อาทิ อิตาลี ฝรั่งเศส หรือ ญี่ปุ่น ซึ่งทางกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายไว้ว่าภายในอีก 3 ปี จะผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการผลิตจิวเวอรี่ชั้นนำของโลก นอกจากนี้ ยังเป็นห่วงเรื่องผ้าไทยที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ   ในรัชกาลที่ 9 ทรงริเริ่มไว้ก็อยากให้ใช้ประโยชน์จากผ้าไทยเป็นส่วนหนึ่งของงานจิวเวอรี่ เฉกเช่นที่แบรนด์สิริวัณณวรีเคยออกแบบไว้”

ในนิทรรศการนำเสนอคอลเลกชั่นปี 2004 ของแบรนด์ SIRIVANNAVARI สร้างขึ้นภายใต้แนวพระดำริ “Red Hobby”, คอลเลกชั่นปี 2005 สร้างขึ้นภายใต้แนวพระดำริ “Viva Victorian”,  คอลเลกชั่นปี 2006 ได้ถ่ายทอดผ่านแนวพระดำริ “Fly to Nouveau” ในปี 2007 เครื่องประดับคอลเลกชั่นนี้อยู่ภายใต้แนวพระดำริ “ฮาร์โมเนียส” ที่ผสมผสานความเป็นไทยโบราณเข้ากับแฟชั่นทันสมัย

ขณะที่ผลงานทรงออกแบบคอลเลกชั่นเครื่องประดับ (Bijoux Collection) ซัมเมอร์ปี 2015 โดดเด่นด้วยตัวเรือนทองที่แสดงถึงสัญลักษณ์และลวดลายต่างๆ ที่สื่อถึงความหมายอันดีงามตามความเชื่อในสมัยนีโอคลาสสิค  ต่อด้วยคอลเลกชั่นประจำฤดูกาลสปริง/ซัมเมอร์ ปี 2016 มีกลิ่นอายของศิลปะแนวโรแมติคซิซึ่ม (Romanticism) และอิมเพรสชั่นนิสซึ่ม Impressionism โดยเฉพาะอย่างยิ่งสไตล์ภาพวาดของเรอนัวร์ (Renoir) และโมเน่ต์ (Monet)

มาถึงคอลเลกชั่นประจำสปริง/ซัมเมอร์ 2017 เรื่องราวแห่งความรักของชายหญิงคู่หนึ่งจากการเดินทางในท้องทะเลอันไกลโพ้นราวเทพนิยาย ที่เปี่ยมด้วยความทรงจำ ความโรแมนติค และความโศกเศร้าภายใต้ท้องนภาอันกว้างใหญ่ อันเป็นบทพระนิพนธ์ใน พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ คือแรงบันดาลพระทัยหลักในการทรงงานออกแบบคอลเลกชั่นนี้ที่โดดเด่นด้วยงานปักชั้นครู ไปจนถึงลายกราฟฟิคฝีพระหัตถ์

 

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทอดพระเนตรนิทรรศการที่จัดแสดงภายในงาน

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทอดพระเนตรนิทรรศการที่จัดแสดงภายในงาน

ปตท.สผ.พาเยาวชนเข้าค่าย ‘ก้าวเพื่อรักษ์’ นำศาสตร์พระราชามาอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/291185

ปตท.สผ.พาเยาวชนเข้าค่าย ‘ก้าวเพื่อรักษ์’ นำศาสตร์พระราชามาอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล

ปตท.สผ.พาเยาวชนเข้าค่าย ‘ก้าวเพื่อรักษ์’ นำศาสตร์พระราชามาอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) จัดค่าย PTTEP Teenergy ปีที่ 4(ภาคใต้) พาเยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่ผ่านการคัดเลือก 70 คน จาก 14 จังหวัดภาคใต้ร่วมกิจกรรมเติมเต็มประสบการณ์อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเล ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ น้อมนำศาสตร์ของพระราชามาบูรณาการในการเรียนรู้ของเยาวชน ภายใต้แนวคิด ก้าวเพื่อรักษ์ณ สวนประวัติศาสตร์พลเอกเปรม ติณสูลานนท์จ.สงขลา ไปเมื่อเร็วๆ นี้

ศิริพงษ์ เฟื่องลิขิต ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า ค่าย PTTEP Teenergy ปีที่ 4 จัดขึ้นเพื่อมุ่งหวังให้เยาวชนในพื้นที่ได้รับความรู้ความเข้าใจ และตระหนักถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรทางทะเลที่อยู่รอบตัว รวมทั้งได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นที่อยู่อาศัย ด้วยการน้อมนำแนวพระราชดำริหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน พร้อมนำไปถ่ายทอดสู่ครอบครัว เพื่อน และคนในชุมชนต่อไป

สำหรับโครงการ PTTEP Teenergy ปตท.สผ.ยังคงเอกลักษณ์ในการปลูกจิตสำนึกรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่เพิ่มความพิเศษด้วยการน้อมนำศาสตร์ของพระราชามาบูรณาการในการเรียนรู้ของเยาวชน ภายใต้แนวคิด “ก้าวเพื่อรักษ์” เป็นการสื่อถึงก้าวย่างที่สำคัญของเยาวชนหัวใจสีเขียวที่ผ่านการบ่มเพาะจากโครงการ ให้มีจิตสำนึกรักและหวงแหนธรรมชาติ และพร้อมที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนในการร่วมมือกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมให้อยู่อย่างยั่งยืน โดยใช้กลยุทธ์ 3 ป. ในการดำเนินการ คือ ปลูก ปั้น และเปลี่ยน ซึ่งเชื่อมั่นว่า การปลูกจิตสำนึก เยาวชนได้ตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ด้วยการสร้างโอกาสในการเรียนรู้นอกห้องเรียน รวมถึงการปั้นเยาวชน ให้มีความรู้สู่การหล่อหลอมหัวใจอนุรักษ์ และส่งเสริมการสร้างเครือข่ายเยาวชนให้มีความพร้อมในการทำประโยชน์ให้กับสังคม ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับเยาวชนในการก้าวออกไปทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ เพื่อช่วยเปลี่ยนแปลงให้ชุมชนและสังคมดีขึ้น ด้วยการรวมพลังความคิดและลงมือทำด้วยตนเอง

ทั้งนี้ กิจกรรมค่าย PTTEP Teenergy ปีที่ 4 (ภาคใต้) พาเยาวชนทั้ง 70 คน ที่ผ่านการคัดเลือกจากผู้สมัครกว่า 773 คน ด้วยการเขียนบทความเกี่ยวกับแรงบันดาลใจ และแนวคิดในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เรียนรู้ระบบนิเวศน์ป่าชายเลน ผ่านสะพาน เดินศึกษาธรรมชาติชีวภาพป่าชายเลน ที่สวนประวัติศาสตร์พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ร่วมด้วยกิจกรรม PTTEP รักษ์ถิ่น เรียนรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล การยีไข่ปูเพื่อเพาะฟักลูกปู ซึ่งจะเป็นการเพิ่มปริมาณปูสู่ธรรมชาติ และเป็นการคืนความสมดุลสู่ท้องทะเล พร้อมศึกษาการอนุบาลไข่ปู และร่วมปล่อยปูคืนสู่ทะเลอีกด้วย นอกจากนี้เยาวชนยังได้ร่วมกันสร้างสรรค์โครงการเพื่อสังคม เพื่อนำไปปฏิบัติจริงในพื้นที่ โดย ปตท.สผ. จะมอบทุนสนับสนุนโครงการสำหรับเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการ จำนวน 10 ทุน ทุนละ 10,000 บาท เพื่อนำไปจัดทำโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับโรงเรียน หรือชุมชนของตน

ประวิชญา จันทรัตน์ อายุ 15 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนธิดานุเคราะห์ จ.สงขลา หนึ่งในเยาวชนที่เข้าค่าย PTTEP Teenergy ปีที่ 4 (ภาคใต้)เผยว่า จุดเริ่มต้นในการมาเข้าค่ายในครั้งนี้ คือ ตนได้เขียนบทความจากปัญหาที่เห็นภารโรงกวาดใบไม้ ซึ่งกวาดอย่างไร ก็กวาดไม่หมด เพราะใบไม้ตกลงมาเยอะ และต้องใช้บุคลากรเยอะ บางครั้งครูก็ให้พวกเราไปช่วยภารโรงเก็บบ้าง ตนจึงคิดว่าถ้าเรานำใบไม้พวกนั้นไปทำให้เกิดประโยชน์น่าจะดี จึงค้นหาวิธีการทำปุ๋ยใบไม้ สำหรับในการเข้าค่ายครั้งนี้ นอกเหนือจากมิตรภาพแล้ว ตนยังได้ประสบการณ์ทั้งในเรื่องของการนำเศรษฐกิจพอเพียง มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน หรือแม้แต่การเรียนรู้ระบบนิเวศน์ และประชากรปู ตนจะนำเรื่องนี้ไปบอกกับครอบครัวและเพื่อนๆ ว่า ไม่ควรกินไข่ปู เพราะเราสามารถนำไข่ปูไปฝักได้เป็นแสนๆ ตัว เพื่อช่วยกันอนุรักษ์และขยายประชากรปูในทะเลสาบสงขลานั่นเอง

อัครพล จันทร์คง อายุ 16 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จากโรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช จ.นครศรีธรรมราช หนึ่งในเยาวชนที่เข้าค่าย PTTEP Teenergy ปีที่ 4 (ภาคใต้) เผยว่า ดีใจและประทับใจที่ได้เข้าค่ายฯ นี้ ได้เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ อย่างเช่นในเรื่องของการส่งเสริมให้ชาวบ้านรู้จักแยกไข่ปู เพื่อนำมาเพาะฟักขยายประชากรปูให้เพิ่มขึ้น ซึ่งตนอยากจะนำความรู้ตรงนี้ไปเสนอให้กับชุมชนได้ร่วมกันอนุรักษ์ปูไข่ พร้อมจัดสร้างบ้านให้ปูอีกด้วย ส่วนในเรื่องของการปลูกป่าชายเลนนั้น นอกจากจะลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แล้ว ยังเป็นแหล่งอาหารชั้นเลิศของ กุ้ง หอย ปู ปลา อีกด้วย

งานประชุมสุดยอดภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก RRRAP Summit ตั้งเป้าหมายยกระดับการรับมือเชื้อเอชไอวีในภูมิภาค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/291193

งานประชุมสุดยอดภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก RRRAP Summit ตั้งเป้าหมายยกระดับการรับมือเชื้อเอชไอวีในภูมิภาค

งานประชุมสุดยอดภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก RRRAP Summit ตั้งเป้าหมายยกระดับการรับมือเชื้อเอชไอวีในภูมิภาค

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรุงเทพฯ จะเป็นสถานที่จัดงานประชุมสุดยอดครั้งพิเศษ ในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยจะมีผู้ทำงานด้านเอชไอวีและด้านสุขภาพกว่า 300 คน จากทั่วภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิกเดินทางมาร่วมงาน เพื่อพัฒนาแผนกลยุทธ์ในการรับมือกับการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวีในภูมิภาคนี้และแก้ไขผลกระทบต่อชุมชนที่เปราะบาง

งานประชุม Rights, Resources and Resilience Asia Pacific (RRRAP Summit) จะจัดขึ้นเป็นเวลา 5 วัน ระหว่างวันที่ 13-17 พฤศจิกายน 2560 ที่โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ กรุงเทพ ประเทศไทย โดยจะเป็นงานประชุมสุดยอด 3 วัน และต่อด้วยงานสัมมนาของชุมชนต่างๆ และการวางแผนเชิงกลยุทธ์อีก 2 วัน นอกจากนั้น ก่อนที่จะจัดงานประชุมสุดยอดนี้ จะมีการจัดงานมอบรางวัล HERO Awards ซึ่งเป็นงานกาลาพิเศษเพื่อระดมเงินทุนและเพื่อยกย่องผู้ที่อุทิศตนรณรงค์เรื่องเอชไอวี/เอดส์และเพื่อสุขภาพของชุมชนที่มีความหลากหลายทางเพศ ได้แก่ เลสเบี้ยน (Lesbian) ชายรักชายหรือเกย์ (Gay) คนรักสองเพศ (Bisexual) และคนข้ามเพศ (Transgender) หรือที่เรียกว่า “LGBT” ในภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก

งาน RRRAP Summit เป็นโครงการหนึ่งของมูลนิธิเพื่อความร่วมมือในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกในด้านสุขภาพทางเพศของผู้ชาย หรือมูลนิธิแอ็พคอม (APCOM Foundation) ซึ่งเป็นเครือข่ายชุมชนทำงานด้าน HIV และ LGBT ชั้นนำในภูมิภาคนี้ ซึ่งในปีนี้จะครบรอบ 10 ปีที่มูลนิธิแอ็พคอมดำเนินงานร่วมกับชุมชนต่างๆ ทั่วภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิก มูลนิธิแอ็พคอมก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2550 หลังจากที่จัดการประชุมสุดยอด Right & Responsibilities Summit ที่ประเทศอินเดีย เมื่อปี 2549 ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างเสริมความร่วมมือกันในภูมิภาคนี้ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นเพื่อรับมือกับผลกระทบที่เกิดจากเชื้อเอชไอวีในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (Men who Have Sex with Men : MSM) และกลุ่มคนข้ามเพศ

นายมิดไนท์ พูนเกษตรวัฒนา ผู้อำนวยการมูลนิธิแอ็พคอม กล่าวว่า แม้ว่าเราจะคืบหน้าไปได้มากแล้วนับตั้งแต่เริ่มต้น แต่การแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวีในภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิกยังคงเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มชุมชนที่เปราะบางเหล่านี้ ซึ่งจากจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีใหม่ 300,000 ราย พบว่าในจำนวนนี้เป็นกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายถึงมากกว่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งนักวิจัยคาดการณ์ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อในภูมิภาคนี้จะเพิ่มขึ้นต่อไปทุกปีภายในปี 2563

“กลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายและกลุ่มคนข้ามเพศในภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิก ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากเชื้อเอชไอวี กลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายในเมืองต่างๆ เช่น กรุงเทพฯ และจาการ์ตา พบว่ามีอัตราการติดเชื้อเอชไอวีถึง 1 ใน 3 ส่วนในประเทศฟิลิปปินส์ กว่าร้อยละ 80 ของผู้ติดเชื้อรายใหม่เป็นกลุ่มชายรักชาย ในบางเมืองของประเทศอินเดีย กลุ่มประชากรที่เป็นคนข้ามเพศถึงครึ่งหนึ่งเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี

ไม่ว่าจะมองจากมุมใดก็ตาม เราไม่อาจยอมรับได้ที่เห็นการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวีในระดับนี้ ในกลุ่มคนเหล่านี้ ถ้าเราอยากจะทำให้บรรลุเป้าหมายของสำนักงานโครงการโรคเอดส์แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS) ในการยุติการแพร่ระบาดเชื้อเอชไอวีในภูมิภาคของเราภายในปี 2573 เราจะต้องทบทวนวิธีการที่เราใช้ใหม่ และดำเนินแผนกลยุทธ์ที่สามารถทำให้สำเร็จได้ภายในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า ซึ่งจะนำพาให้ภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิกเข้าใกล้เป้าหมายสู่อนาคตที่ยั่งยืนในการเป็นภูมิภาคที่ปลอดจากเชื้อเอชไอวี และทำให้ผู้คนเปิดใจยอมรับกลุ่มคนที่มีเพศภาวะและเพศวิถีหลากหลายทุกๆ กลุ่ม ซึ่งงานประชุมสุดยอด RRRAP Summit จะกล่าวถึงเรื่องทั้งหมดเหล่านี้”

นายเดเด้ โอเอโตโม (Dede Oetomo) ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาประจำภูมิภาค (Regional Advisory Committee) มูลนิธิแอ็พคอม กล่าวว่า วาระการประชุมของงานประชุมสุดยอดในครั้งนี้ จะเน้นไปที่การสำรวจ การประเมิน และการจุดประกายประเด็นต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิทธิ์ของกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายและกลุ่มคนข้ามเพศในอนาคต

“ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมงานประชุมสุดยอดครั้งแรกเมื่อปี 2549 ด้วย แต่น่าเศร้าที่ปัญหาต่างๆ มากมายที่เราหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงเมื่อ 10 ปีที่แล้วทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นปัญหาอยู่ ยกตัวอย่างเช่น การใช้ความรุนแรง การถูกตีตรา และการเลือกปฏิบัติที่กลุ่ม LGBT จำนวนมากรู้สึกถึงและชุมชนผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั่วภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิกยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญในการมอบการดูแลและความช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพ

ปัญหาอื่นๆ ได้แก่ ประชาชนมีความรู้เกี่ยวกับเชื้อเอชไอวีน้อย การเข้าถึงบริการและการรักษามีจำกัด และมีการใช้สารเสพติดมากขึ้นในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายและกลุ่มคนข้ามเพศ รวมไปถึงการที่รัฐบาลในภูมิภาคนี้ไม่เข้ามามีส่วนร่วมและการตัดงบช่วยเหลือระหว่างประเทศก็เป็นสิ่งที่น่าวิตกกังวลอย่างยิ่งเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ก็มีโอกาสมากมายที่ช่วยให้เราสามารถรับมือกับปัญหาได้ดีขึ้น เช่น เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการป้องกัน การรักษา และการทดสอบ การสร้างช่องทางในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อให้ความรู้และขับเคลื่อนนโยบายและการสื่อสารผ่านช่องทางดิจิตอล รวมไปถึงการร่วมเป็นพันธมิตรกับผู้ให้บริการ นักวิจัย และประชาสังคม

งานประชุมสุดยอด RRRAP Summit จึงเป็นโอกาสสำคัญอีกครั้งหนึ่งที่บรรดาสมาชิก ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียผู้มีอิทธิพล กลุ่มคนที่ทำงานด้านเอชไอวี กลุ่ม LGBT และกลุ่มสิทธิมนุษยชนจะได้นำความรู้ ความสามารถ และเครือข่ายของตนเองมาร่วมกันผลักดันภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่งของเราในภูมิภาคนี้”

หลังจากการประชุมสุดยอดครั้งนี้ มูลนิธิแอ็พคอมจะพัฒนาแผนงานที่ครอบคลุมสำหรับภูมิภาคนี้เพื่อช่วยให้การรับมือกับความต้องการและปัญหาที่สำคัญต่างๆ ตามที่ผู้เข้าร่วมงานนำเสนอ มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น งาน RRRAP Summit ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากองค์กรระดับสากลมากมาย ไม่ว่าจะเป็นองค์การอนามัยโลก (World Health Organisation), สมาคมเอดส์สากล (International AIDS Society), โครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS), โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme), กองทุนเพื่อต่อสู้กับโรคเอดส์, วัณโรค และ มาลาเรีย (Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and Malaria), มูลนิธิการวิจัยด้านโรคเอดส์ (amfAR), มูลนิธิเอลตัน จอห์น เพื่อผู้ป่วยโรคเอดส์ (Elton John AIDS Foundation), Aidsfonds, Voice

ต้องการรับข่าวสารอัพเดท หรือต้องการลงทะเบียนเข้าร่วมงาน คลิกที่ www.apcom.org/RRRAPอีกทั้ง ขอเชิญชวนสมาชิกของชุมชนต่างๆ นักวิจัย ผู้วางนโยบาย และผู้ทำงานด้านสุขภาพ ร่วมนำเสนอวาระการประชุมโดยเสนอแนะเนื้อหาและวิทยากรที่จะเข้าร่วมการประชุมได้ที่ RRRAP@apcom.org

คุณแหน : 11 กันยายน 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/291241

คุณแหน : 11 กันยายน 2560

คุณแหน : 11 กันยายน 2560

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

●● ศ.นพ.บรรณกิจ  โลจนาภิวัฒน์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ เชิญชมรายการโทรทัศน์การกุศล “สวนดอกร้อยดวงใจ
..เพื่อผู้ป่วยประคับประคองและระยะท้าย” เทิดพระเกียรติ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบัน” และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อม
ระดมเงินบริจาคสมทบทุนมูลนิธิ รพ.สวนดอก จัดสร้างศูนย์ดังกล่าวและซื้ออุปกรณ์การแพทย์ให้กับผู้ป่วยของโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ 14 ก.ย. 22.30-24.00 น. ทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทีวี…เชิญร่วมบริจาค หากไม่รู้ที่ใดติดต่อ “คุณแหน” ได้อีกทางเป็นสะพานเชื่อมให้ได้นะคะ ที่ 02-5212690 เพื่อส่งให้รพ.จัดทำตัววิ่ง ในรายการ..ส่วนใบเสร็จรับเงินหักภาษีได้…

 

●● 2 ผู้หญิงเก่ง นท.พญ.อุบลวัณณ์ จรูญเรืองฤทธิ์ ผอ.ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติฯ และ ดร.ลักขณา ลีละยุทธโยธิน ปธ. อนุกก.รณรงค์เพิ่มผู้บริจาคโลหิตฯ แล้วยังบริจาคเลือดเป็นประจำทุก 3 เดือน และชักชวนนศ.รุ่นใหม่มาบริจาคช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์กับโครงการ “แบรนด์…ยังบลัด พลังเพื่อเลือดใหม่” เรื่องง่ายๆ ทำได้ทุกคน..

●● โรคไตวายเรื้อรังเกี่ยวกับการรับประทานอาหารรสเค็มจัด นพ.โอภาส ไตรตานนท์ ผู้เชี่ยวชาญโรคไต รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เป็นห่วงเพราะถ้าเป็นแล้วอาจเกิดผลแทรกซ้อนถึงชีวิตได้ เสียทั้งเวลา เสียทั้งค่าใช้จ่ายในการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมที่รพ.แต่ถ้าไม่สะดวกไปรพ.บ่อยๆ ก็มีการล้างไตทางช่องท้องด้วยตนเองที่บ้าน ให้ผลการรักษาใกล้เคียงกัน สามารถทำงานได้อย่างปกติ..แต่ควรระมัดระวังตั้งแต่เริ่มต้นให้ปลอดภัยดีกว่ารักษาปลายทาง..

●● นพ.ปิยะสกล  สกลสัตยาทร รมว.กระทรวงสาธารณสุข และ สมชาย เสียงหลาย ที่ปรึกษารมว.กระทรวงยุติธรรม เป็นประธานร่วมเปิดงาน “คืนคนสุขภาพดี สู่สังคม” ประกาศความสำเร็จด้านนโยบายตรวจสุขภาพและคัดกรองวัณโรคผู้ต้องขังในเรือนจำทั่วประเทศ และเยี่ยมชมการตรวจคัดกรองวัณโรคแก่ผู้ต้องขัง 14 ก.ย. เวลา 10.00-12.00 น. ณ เรือนจำกลางสมุทรปราการ…

●● คริสปี้ครีม โดนัทสูตรพิเศษ ไม่หวาน อร่อยมากถูกใจใช่เลยสำหรับ “รีสเซส” จับคู่พีนัทบัทเทอร์ช็อกโกแลตสัญชาติอเมริกา เคลือบช็อกโกแลต โรยถั่วลิสง และดาร์คช็อกโกแลตและรีสเซสซอส ทุกสาขา..

●● พล.ต.อ.วิสิษฐ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ แสดงปาฐกถา “ในหลวง รัชกาลที่ 9 กับ 14 ตุลา” ในกิจกรรมรำลึก 14 ตุลาคม ตั้งแต่ 07.30 น. เริ่มพิธีทำบุญที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา (แยกคอกวัว) ถ.ราชดำเนินกลาง..

●● หลังหกล้มเมื่อ 2 เดือน และผ่าตัดสมองผ่านไปอย่างปลอดภัย ไพบูลย์ แสงรี อดีตรองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
อยู่ในช่วงฟื้นฟูเพื่อรักษาร่างกายให้แข็งแรงตอนนี้พักผ่อนอยู่ที่บ้านแล้ว..●●

คุณแหน

65 ปี Proud to be Siam Motors Group สนับสนุนการศึกษา พัฒนานักเรียนไทยอนาคตยิ่งใหญ่ของชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/291196

65 ปี Proud to be Siam Motors Group สนับสนุนการศึกษา พัฒนานักเรียนไทยอนาคตยิ่งใหญ่ของชาติ

65 ปี Proud to be Siam Motors Group สนับสนุนการศึกษา พัฒนานักเรียนไทยอนาคตยิ่งใหญ่ของชาติ

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ครอบครัว “พรประภา” ชูศักยภาพการศึกษามีความสำคัญกับเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่เติบโตเป็นกำลังสำคัญของชาติ ได้สนับสนุนการศึกษาแก่นักเรียนไทย เพื่อคืนกำไร….กลับสู่สังคมในรูปแบบของการ “ให้” นั่นคือ การศึกษาที่ยิ่งใหญ่

พิธีมอบทุนการศึกษา Siam Motors 2017 โดยครอบครัว “พรประภา” ภายใต้คอนเซ็ปต์ 65th Proud to be Siam Motors Group ที่ยังคงเดินเคียงคู่สังคมไทย และยังคงให้ความสำคัญ เรื่องการศึกษาของลูกหลานพนักงานเป็นหลัก โดยทุกๆ ปีได้มีการมอบทุนสนับสนุนการศึกษามาอย่างต่อเนื่องเพราะทุกคน คือ พลังสำคัญในการพัฒนาชาติ ซึ่งทุนการศึกษาที่มอบให้เป็นประจำทุกๆ ปี สนับสนุนโดยมูลนิธิถาวร-อุษา พรประภา, บริษัท สยามกลการจำกัด และทุนกรรมการผู้จัดการใหญ่ ดร.พรเทพ พรประภา มอบให้แก่บุตร-ธิดา พนักงาน นักเรียน นักศึกษา ในระดับประถมศึกษา ถึงปริญญาตรีจากสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่มีผลการเรียนดี รวมทั้งทุนสื่อมวลชนที่สนับสนุนกิจกรรมกลุ่มสยามกลการด้วยดีเสมอมา โดยในปีนี้ มีทุนการศึกษาทั้งสิ้น จำนวน 262 ทุน เป็นเงิน 2,130,000 บาท อีกทั้ง ยังมีทุนนักศึกษาวิศวกรรมยานยนต์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ AUTO-TU ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี จำนวน 7 ทุนๆ ละ 450,000 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 3,150,000 บาท จากกลุ่มสยามกลการ ได้แก่ Nittan (Thailand), Bosch Automotive (Thailand), NSK Bearing Manufacturing (Thailand), Bangkok Komatsu, และ Hitachi Elevator (Thailand)

ที่สำคัญ เพื่อความก้าวหน้าด้านการศึกษา และเป็นกำลังใจแก่เยาวชนเก่งที่เรียนดี กลุ่มสยามกลการ พร้อมที่จะ“ให้” และ “ใส่ใจ” เรื่องการศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด โครงการนี้มอบทุนอย่างต่อเนื่องกว่า 44 ปี และตัวเลข 10 ปี ที่ผ่านมา มีการมอบทุนไปแล้วจำนวน 5,794 ทุน คิดเป็นเงินกว่า 33,790,570 ล้านบาท และในอนาคต มั่นใจว่าเยาวชนเก่งทุกคนจะนำเอาความรู้ ความสามารถไปพัฒนาตนเองและเป็นประโยชน์กับสังคมและประเทศชาติต่อไป

ทับทิม…มากประโยชน์ ต่อหัวใจและผิวพรรณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/291192

ทับทิม...มากประโยชน์ ต่อหัวใจและผิวพรรณ

ทับทิม…มากประโยชน์ ต่อหัวใจและผิวพรรณ

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

อาหารที่นอกจากจะให้สารอาหารที่จำเป็นในการดำรงชีวิต สารอาหารเกือบทุกชนิดจะมีบทบาทต่อการรักษาสุขภาพร่างกายไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม ในพืชนอกจากสารอาหารต่างๆ แล้ว ยังมีสารพฤกษเคมีจากธรรมชาติที่มีบทบาทส่งเสริมสุขภาพและช่วยป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ได้อีกด้วย จากหลักฐานพบว่าการเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทาน โดยรับประทาน ผัก ผลไม้เพิ่มมากขึ้นจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ได้ สารพฤกษเคมีหรือไฟโตนิวเทรียนท์ จัดเป็นสารสำคัญที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพ พบเฉพาะในพืช สารกลุ่มนี้ทำให้พืชผักและผลไม้มีฤทธิ์ทางชีวภาพที่อาจช่วยต่อต้านหรือป้องกันโรคบางชนิดได้

ดร.สุภัจฉรา นพจินดา สมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า สารพฤกษเคมีที่ถูกค้นพบ และนำมาใช้ประโยชน์แล้วมีมากกว่า 5,000 ชนิด เช่น แคโรทีนอยด์ โพลีฟินอล ไฟโตสเตอรอลไบโอฟลาโวนอยด์ และอื่นๆ ซึ่งยังไม่มีการศึกษาค้นพบอีกเป็นจำนวนมาก สารพฤกษเคมี มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน และต้านการอักเสบตลอดจนมีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง ผลไม้ซึ่งเป็นที่รู้จักและนิยมรับประทานเพื่อเสริมประโยชน์ด้านการป้องกันโรค ได้แก่ กลุ่มเบอร์รี่ องุ่น พรุน ทับทิม เป็นต้น เพราะเป็นแหล่งของสารพฤกษเคมีที่หลากหลายและให้คุณประโยชน์มากต่อสุขภาพ

ทับทิม (Pomegranate) เป็นผลไม้เมืองร้อน มีกลิ่นหอม รสชาติอร่อย มีถิ่นกำเนิดจากประเทศอิหร่าน และแพร่กระจายในหลายประเทศ เช่น ทางตอนเหนือของอินเดีย แถบเมดิเตอร์เรเนียน จีน และประเทศไทย ทับทิมจะมีสายพันธุ์ที่แตกต่างกัน สีของเนื้อทับทิมจะ
แตกต่างกัน ตั้งแต่ สีขาว ชมพู จนถึงสีแดงเข้ม ปัจจุบันทับทิมได้รับความนิยมแพร่หลายไปทั่วโลกและจัดเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ ทับทิมเป็นผลไม้บำรุงสุขภาพที่ดี โดยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม “ซูเปอร์ฟรุต (Super fruit)” เนื่องจากทับทิมมีวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญมากมาย เช่น วิตามินซี ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ วิตามินเอ ช่วยในการเจริญเติบโตของเซลล์บุผิวและพัฒนาการของเซลล์ รวมทั้งช่วยลดการอักเสบของเซลล์ วิตามินอี ป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระ ชะลอความเสื่อมของผิว

นอกจากนี้ ทับทิมยังอุดมไปด้วยสารพฤกษเคมีต่างๆ ได้แก่ แทนนิน ฟลาโวนอยด์ แอนโทไซยานิน แคททีชิน กรดเอลลาจิก และ
เอลลาจิแทนนิน (ellagitannins) โดยเฉพาะสารพูนิคาลาจิน (punicalagins) พูนิคาลิน (punicalins) และกรดกัลป์ลาจิก (gallagic acid) จากการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ พบว่า สารพฤกษเคมีในทับทิมเหล่านี้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง จึงช่วยลดริ้วรอยแห่งวัยและทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง กระจ่างใสได้ อีกทั้งยังมีงานวิจัยชี้ว่า น้ำทับทิมสกัดมีประโยชน์ต่อสุขภาพของหัวใจ โดยสามารถช่วยลดแอลดีแอลคอเลสเทอรอล ซึ่งเป็นคอเลสเทอรอลไม่ดี ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจและส่วนต่างๆ ได้ดีขึ้น และยังพบว่าทับทิมมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ยับยั้งการเกิดเซลล์กลายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดเซลล์มะเร็งตามมา และช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งได้ จึงอาจใช้เพื่อป้องกันและรักษาโรคมะเร็งบางชนิดได้

อย่างไรก็ตาม การจะมีสุขภาพที่ดีเราควรต้องใส่ใจในเรื่องพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ให้มีชนิดของอาหารที่มีคุณภาพหลากหลาย โดยมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงใน ผัก ผลไม้ หรือธัญพืชที่ไม่ขัดสี ดื่มน้ำให้เพียงพออย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ปล่อยวางความเครียด และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสารเสพติดต่างๆ หากปฏิบัติได้ดังนี้ก็จะช่วยให้เรามีสุขภาพดีแข็งแรงต่อไปได้นาน

วัณโรค…ภัยเงียบที่พบ ผู้ป่วยดื้อยามากที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/291190

วัณโรค...ภัยเงียบที่พบ ผู้ป่วยดื้อยามากที่สุด

วัณโรค…ภัยเงียบที่พบ ผู้ป่วยดื้อยามากที่สุด

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

วัณโรค เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Mycobacterium Tuberculosis ติดต่อสู่มนุษย์ โดยการสูดอากาศที่มีตัวเชื้อนี้เข้าไป ซึ่งเชื้อโรคชนิดนี้มีความคงทนต่ออากาศแห้งได้และสามารถแฝงอยู่ในฝุ่นละอองได้นาน วัณโรคมักเป็นที่บริเวณปอดมากกว่าอวัยวะอื่น แต่สามารถเป็นได้ที่อวัยวะอื่นของร่างกายได้ด้วย เช่น ลำไส้ ตับ ม้าม ต่อมน้ำเหลือง ผิวหนังและเยื่อหุ้มสมอง โดยวัณโรคปอด มักพบในผู้สูงอายุ ผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ ผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอ ผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ ซึ่งอาจจะเกิดจากตัวโรคที่ผู้ป่วยเป็น เช่น เอดส์ หรือ เกิดจากการที่ผู้ป่วยได้รับยากดภูมิต้านทาน

องค์การอนามัยโลก จัดอันดับให้ประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 14 ประเทศที่มีปัญหาเรื่องวัณโรค ซึ่งโรคนี้ยังถือว่าเป็นโรคที่มีความดื้อยาในหลายขนาน ซึ่งแต่ละปีของประเทศไทยนั้น จะพบผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 120,000 คน และเสียชีวิตมากกว่า 13,800 คนที่สำคัญคาดว่า ผู้ป่วยมีอาการดื้อยาหลายขนานมากถึง 4,500 คน ที่เข้ารับการรักษา ปัจจุบันมีวัณโรคดื้อยาหลายขนาน หมายถึง เชื้อวัณโรคที่พัฒนาการดื้อต่อยาอย่างน้อย 2 ชนิด ซึ่งได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น ในการตรวจค้นพบผู้ป่วย ทำให้ทราบผลได้รวดเร็วมากขึ้นจาก 6-8 สัปดาห์ เป็นทราบผลภายใน 1 สัปดาห์ ว่าเชื้อวัณโรคดื้อยาหรือไม่ ทำให้แพทย์สามารถเลือกใช้ยาและปรับชนิดและขนาดยารักษาวัณโรคได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้มีประสิทธิภาพการรักษาที่ดียิ่งขึ้น และลดการเกิดผลข้างเคียงจากยารักษาวัณโรค นอกจากนี้ ยังสามารถลดโอกาสเกิดการดื้อยาของผู้ป่วยบางรายได้ด้วย

ทีมแพทย์ศูนย์อายุรกรรมโรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า การค้นหาผู้ป่วยวัณโรคและรีบรักษาทันทีนั้น ถือว่าเป็นการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อวัณโรคที่ดีที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงที่จะป่วยเป็นวัณโรคดื้อยา ได้แก่ ผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรคดื้อยา ผู้ต้องขัง ผู้ติดเชื้อเอดส์ ผู้ป่วยวัณโรคที่กลับมาเป็นซ้ำ ผู้ป่วยวัณโรคที่ขาดยาหรือรักษาไม่ต่อเนื่อง ผู้ป่วยวัณโรคที่กำลังรักษาและผลการรักษาไม่ดีขึ้น ยาในปัจจุบันก็นับว่ามีประสิทธิภาพในการรักษาวัณโรค แต่ต้องใช้ยาหลายชนิดจึงสามารถฆ่าเชื้อวัณโรคได้ และการรักษาที่ได้ผลจำเป็นที่ผู้ป่วยต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องอย่างน้อย 6-9 เดือน

ในกรณีที่เป็นวัณโรคดื้อยาอาจต้องใช้ระยะเวลารักษาเกือบ 2 ปี การรักษาจะได้ผลดี จะต้องรีบรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรกและจะต้องดูแลสุขภาพพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงและวิตามิน เพื่อช่วยเพิ่มภูมิต้านทานโรคได้ ขณะที่ผู้ที่เป็นวัณโรคในระยะที่เริ่มการรักษาโดยเฉพาะ 2 สัปดาห์แรกควรลดการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่น และควรหลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้อื่น โดยเฉพาะเด็กและคนชรา รวมไปถึงการเดินทางในพื้นที่สาธารณะที่มีผู้คนแออัด เช่น โรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า และควรหลีกเลี่ยงการเดินทางด้วยยานพาหนะผู้อื่นในระยะเวลานาน ตั้งแต่ 8 ชั่วโมงขึ้นไปด้วย เพื่อป้องกันวัณโรคจากภัยเงียบใกล้ตัวนี้ได้

นครพนมจัดประชุมเครือข่ายความร่วมมือ การค้าการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/291242

นครพนมจัดประชุมเครือข่ายความร่วมมือ การค้าการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน

นครพนมจัดประชุมเครือข่ายความร่วมมือ การค้าการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จังหวัดนครพนม ร่วมกับ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครพนม จัดงานแถลงข่าวการเตรียมจัดการประชุมสัมมนาความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน ระหว่างกลุ่มจังหวัดและประเทศที่อยู่ในกรอบความร่วมมือ 3 ประเทศ 9 จังหวัด “SANUK BUSINESS FORUM NAKHON PHANOM 2017” เพื่อเป็นการตอบสนองแผนการพัฒนาประเทศ ในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนและการพัฒนาระบบเมืองศูนย์กลางการเจริญเพื่อส่งเสริมให้จังหวัดที่ตั้งอยู่ชายแดนของประเทศ เป็นศูนย์กลางการประกอบธุรกิจ และเปลี่ยนเป็นทางเชื่อมต่อเส้นทางสายไหมใหม่ ภายใต้นโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ของประเทศจีน

สำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครพนม  เตรียมจัดการประชุมสัมมนาความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน  ภายใต้ชื่องาน  “Sanuk Business Forum Nakhon Phanom 2017”   จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-14 กันยายน 2560  ณ โรงแรมฟอร์จูน ริเวอร์วิว จังหวัดนครพนม  โดยมีกลุ่มจังหวัดและประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศที่อยู่ในกรอบความร่วมมือ 3 ประเทศ 9 จังหวัด ซึ่งประกอบไปด้วย แขวงบอลิคำไซ คำม่วน ของสาธารณรัฐประชิปไตยประชาชนลาวจังหวัดฮาติงห์ กวางบิงห์ เหงะอานห์ของเวียดนาม จังหวัดสกลนคร นครพนม บึงกาฬ หนองคายของไทย)รวมถึง นครหนานหนิง สาธารณรัฐประชาชนจีน  โดยได้รับเกียรติจาก ดร. ไพฑูรย์ รักษ์ประเทศ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม พร้อมด้วย ปณิธิ อุทัยรัตน์    พาณิชย์จังหวัดนครพนม นอกจากนี้ ยังมี นางวันเพ็ญ อำพาส คลังจังหวัดนครพนม ,นายจรัส บุญชวลิต รองประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครพนม ,นายฐากูร ใสส่อง ประธานชมรมสื่อมวลชนนครพนม ,นายธนวัฒน์ จันทร์ต๊ะบุญ นายกสมาคมนักข่าวนครพนม และตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกรอบความร่วมมือ 3 ประเทศ 9 จังหวัด  เข้าร่วมงานแถลงข่าว   ณ โรงแรมเดอะริเวอร์ จังหวัดนครพนม

ดร. ไพฑูรย์ รักษ์ประเทศ   รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม   เผยถึงการเตรียมจัดการประชุมสัมมนาความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนในครั้งนี้ว่า “การเตรียมจัดงาน Sanuk Business Forum Nakhon Phanom 2017 นั้นเพื่อเป็นการตอบสนองตามแผนการพัฒนาประเทศ ซึ่งหน่วยงานรัฐทุกภาคส่วนมีหน้าที่ในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ  โดยมุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจชายแดน และการพัฒนาระบบเมืองศูนย์กลางการเจริญเพื่อส่งเสริมให้จังหวัดซึ่งตั้งอยู่ชายแดนของประเทศไทย เป็นศูนย์กลางการประกอบธุรกิจ และเปลี่ยนเป็นทางเชื่อมต่อเส้นทางสายไหมใหม่ (New Silk Road) ภายใต้นโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (One Belt One Road) ของประเทศจีน ที่จะสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและการเติบโตได้อย่างยั่งยืน”

“การจัดประชุมในครั้งนี้จะสามารถสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ตลอดจนการแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน ในด้านเศรษฐกิจการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ โดยผ่านการพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการทุกภาคส่วน ให้มีศักยภาพในการประกอบธุรกิจเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับการขยายตัวและการเพิ่มขึ้นของมูลค่าการค้าชายแดนระหว่างประเทศส่งผลให้เกิดการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น”

ด้าน  ปณิธิ อุทัยรัตน์   พาณิชย์จังหวัดนครพนม  เผยว่า  “งาน Sanuk Business Forum Nakhon Phanom 2017 จะมีส่วนของการจัดสัมมนาเชิงธุรกิจ และการศึกษาดูงานในกลุ่มจังหวัด โดยหวังว่าจะสามารถนำไปพัฒนาและเกิดประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ ,เอกชน ผู้ประกอบการ SME ,นักลงทุน , สถาบันการศึกษา และประชาชนผู้สนใจทั่วไป   นอกจากนี้ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก วิทยากรชั้นนำภาครัฐเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศที่จะมาให้ข้อมูล  รวมถึงตัวแทนจากกลุ่มประเทศ ลาว เวียดนาม จีน ที่จะร่วมเสวนาภายในการจัดประชุมที่จะถึงนี้ด้วย”

ไทยพาณิชย์ เปิดตัวสารคดี’วิวัฒนาการเศรษฐกิจไทยบนเส้นทางโลกาภิวัฒน์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/291197

ไทยพาณิชย์ เปิดตัวสารคดี'วิวัฒนาการเศรษฐกิจไทยบนเส้นทางโลกาภิวัฒน์'

ไทยพาณิชย์ เปิดตัวสารคดี’วิวัฒนาการเศรษฐกิจไทยบนเส้นทางโลกาภิวัฒน์’

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ธนาคารไทยพาณิชย์ สนับสนุนการจัดทำสารคดี “วิวัฒนาการเศรษฐกิจไทย บนเส้นทางโลกาภิวัตน์” รวบรวมประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศไทยตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งสะท้อนถึงพระอัจริยภาพและวิสัยทัศน์อันยาวไกลของพระมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่อดีต ผู้ทรงวางรากฐานสร้างความเจริญและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นับตั้งแต่การเข้าทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่งที่ส่งผลให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจโลกอย่างเต็มตัว และถึงแม้จะประสบภาวะวิกฤติในบางช่วง ก็สามารถนำพาประเทศให้รอดพ้นได้ตลอดมา สารคดีเรื่องนี้ ผลิตโดยบริษัท ดอนท์บลิงค์จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำที่มีคุณภาพสูงทั้งในด้านการถ่ายทำและจัดทำคอนเท้นท์ โดยมี คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม กรรมการอิสระและประธานกรรมการกิจกรรมเพื่อสังคม ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ให้เกียรติเปิดงานแนะนำสารคดีฯ โดยนอกจากการเผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์ดังกล่าว ธนาคารฯ ยังได้จัดทำสารคดีในรูปแบบ DVD จำนวน 2,000 ชุด เพื่อเผยแพร่เป็นประโยชน์แก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป ผ่านทางสถาบันการศึกษาทั่วประเทศและหน่วยงานรัฐบาล รวมทั้งหน่วยงานกำกับตลาดเงิน ตลาดทุน เป็นต้น พร้อมกันนี้ได้จัดเสวนาในหัวข้อ “LEARNING FROM THE PAST FOR THE FUTURE” โดยมี ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัย
เพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ), นวพร เรืองสกุลนักเขียน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์การจัดทำสารคดี และ Mr.Laurent Malespine กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดอนท์บลิงค์ จำกัด ร่วมเสวนา ณ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาตลาดน้อย

สารคดี “วิวัฒนาการเศรษฐกิจไทยบนเส้นทางโลกาภิวัตน์” รวบรวมเรื่องราวทางประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศไทยครั้งสำคัญ นับตั้งแต่ประเทศไทยได้ลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ริ่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศไทยในการเปลี่ยนไปสู่ยุคใหม่โดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะการก้าวสู่ยุคใหม่ของเศรษฐกิจโลก การเผชิญความท้าทายทั้งจากนอกประเทศและในประเทศ การก่อตั้งธนาคารแห่งแรกของคนไทย การก่อสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐาน การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรก การกำเนิดหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย การขยายการลงทุนจากต่างประเทศ วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540การปรับตัว และการต่อสู้กับปัญหาการล้มละลาย และการเติบโตของการค้าขายภายในอาเซียน พร้อมๆ กับการนำเสนอนานาทัศนะจากบุคคลต่างๆ ต่อมุมมองเศรษฐกิจไทยในอนาคต ทั้งนี้เพื่อให้คนไทยและเยาวชนได้ค้นพบกุญแจสำคัญของประวัตศาสตร์เศรษฐกิจไทยในช่วง 160 ปีที่ผ่านมาจัดทำในรูปแบบสารคดี ผ่านการรวบรวมเอกสาร หลักฐานทางประวัติศาสตร์ และที่สำคัญที่สุดเป็นการดำเนินเรื่องด้วยบทสัมภาษณ์บุคคลที่มีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ถึง 21 ท่าน อาทิ ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี,ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีต รมว.กระทรวงการต่างประเทศ และอดีตเลขาธิการอาเซียน, ศ.พิเศษ ดร.อัมมาร สยามวาลา นักเศรษฐศาสตร์ อดีตประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ),ธารินทร์ นิมมานเหมินท์ อดีต รมว.กระทรวงการคลัง,รศ.ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา เลขาธิการพระราชวังผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ,ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นต้น พร้อมภาพในประวัติศาสตร์ และวีดีโอเก่าๆ จากต่างประเทศที่หาชมได้ยาก ผลิตจำนวน 5 ตอน ตอนละประมาณ 50 นาที

เรื่องราวสารคดีทั้ง 5 ตอน สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของพระอัจฉริยภาพของพระมหากษัตริย์ของประเทศไทยในการรักษาเอกราชด้วยพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษาให้มีความเจริญทัดเทียมนานาอารยประเทศ ขอเชิญร่วมติดตามชมสารคดี “วิวัฒนาการเศรษฐกิจไทย บนเส้นทางโลกาภิวัตน์” ได้ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ในวันเสาร์ที่ 16,23, 30 กันยายน และ 7 ตุลาคม 2560เวลา 21.10 น. จากนั้นจะนำเผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์ TRUE ปลูกปัญญา ในวันอาทิตย์ที่ 5,12, 19, 26 พฤศจิกายน และ 3 ธันวาคม เวลา 16.00 น. และทางสถานีโทรทัศน์ NOW26 ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2561