เปิดแผนเคลื่อน‘หม่อนไหม’ เดินหน้าพัฒนาเกษตรกร-บุคลากรมืออาชีพก้าวสู่ปีที่9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/307368

x

เปิดแผนเคลื่อน‘หม่อนไหม’ เดินหน้าพัฒนาเกษตรกร-บุคลากรมืออาชีพก้าวสู่ปีที่9

วันพฤหัสบดี ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กรมหม่อนไหมได้จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 8 ปี โดยภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการ ในหัวข้อ “หม่อนไหมดิจิทัล สู่เกษตร 4.0” นิทรรศการวิวัฒนาการเครื่องสาวไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และโครงการพัฒนาลวดลายผ้า นิทรรศการภาพแสดงประวัติความเป็นมาของกรมหม่อนไหม ผลงานและผลิตภัณฑ์เด่นของ กรมหม่อนไหม นอกจากนี้ยังมีการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากหม่อนและไหมผ้าไหมคุณภาพดีจากผู้ประกอบการหม่อนไหม และศูนย์แสดงผลิตภัณฑ์หม่อนไหม “Silk Berry Corner”

สำหรับทิศทางการก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 กรมหม่อนไหมมีแผนขับเคลื่อนการดำเนินงานโดยเน้นการพัฒนาคน การสืบสานงานอนุรักษ์ และการส่งเสริมผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน การพัฒนาศักยภาพเกษตรกรและบุคลากรด้านหม่อนไหมให้เป็นมืออาชีพ เพื่อรองรับการแข่งขันยุคเกษตร 4.0 รวมทั้งยกระดับผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้เป็นสมาร์ทฟาร์เมอร์ ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรกรมหม่อนไหมเป็น Smart Officer ขณะเดียวกันยังเน้นพัฒนาการบริหารจัดการสินค้าหม่อนไหมแบบครบวงจร โดยนำเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้จากงานวิจัยมาสนับสนุนงานตามนโยบายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตหม่อนไหม นอกจากนั้น ยังมุ่งพัฒนาสินค้าหม่อนไหมให้เป็นสมาร์ทโปรดักชั่น (Smart Production) ป้อนเข้าสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้น เพื่อยกระดับสินค้าคุณภาพสูง มีความปลอดภัยและสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ตลอดจนผลักดันการกำหนดมาตรฐานด้านหม่อนไหม อาทิ มาตรฐานไหมอินทรีย์ และมาตรฐานแผ่นใยไหม รวมทั้งส่งเสริมการตรวจรับรองมาตรฐานสินค้าหม่อนไหมซึ่งมีเป้าหมายตรวจรับรองมาตรฐานแปลงหม่อนจีเอพี (GAP) ไม่น้อยกว่า 300 แปลง ส่งเสริมการผลิตเส้นไหมตามมาตรฐาน มกษ. และสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หรือจีไอ (GI) ส่งเสริมการผลิตผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน

อุทยานฯเอาจริงปราบ‘ขี้เมา’ ห้าม‘แอลกอฮอล์’เข้าเด็ดขาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/307367

x

อุทยานฯเอาจริงปราบ‘ขี้เมา’ ห้าม‘แอลกอฮอล์’เข้าเด็ดขาด

วันพฤหัสบดี ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เปิดเผยว่า กรมอุทยานฯได้เตรียมความพร้อมรับมือนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งสิ่งที่กังวลใจมากที่สุด คือ การส่งเสียงดัง ทะเลาะวิวาทเนื่องจากมีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ดังนั้น จึงได้มอบนโยบายและกำชับเจ้าหน้าที่อุทยานทั่วประเทศให้เข้มงวด ห้ามนักท่องเที่ยวนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปในอุทยาน ตามประกาศกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชหากฝ่าฝืน จำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 1 พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะเชิญออกจากพื้นที่ทันที นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้อุทยานทั่วประเทศ จัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี เพื่อต้อนรับปีใหม่ด้วย ซึ่งจะเป็นกิจกรรมทดแทน สร้างสรรค์ เป็นศิริมงคลและช่วยให้การดื่มเหล้าเบียร์ลดลง

“ทางกรมฯเป็นห่วงเรื่องการมึนเมา ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ สร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน คนที่เข้าไปในอุทยาน ต่างต้องการความสงบ อยากสัมผัสธรรมชาติ ดังนั้น เชื่อว่าการสื่อสารประชาสัมพันธ์เรื่องนี้ มีป้ายแจ้งเตือนชัดเจน มีการกำชับเจ้าหน้าที่ตรงจุดจำหน่ายตั๋วให้แจ้งเตือน หวังว่าจะทำให้นักท่องเที่ยวเข้าใจ และใช้เป็นกฎกติการ่วมกัน ซึ่งถ้าหากตรวจพบการลักลอบนำเหล้าเบียร์เข้าไปจะต้องมีความผิดและต้องออกจากพื้นที่ทันที เพราะถือว่าได้ประชาสัมพันธ์ไปแล้ว ขณะเดียวกันหากพบว่าเจ้าหน้าที่ปล่อยปละละเลยไม่เข้มงวดก็ถือว่ามีความผิดด้วย ทั้งนี้ หากผู้ใดพบเห็นการกระทำผิดในอุทยาน สามารถโทรมาที่สายด่วน 1362 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง” อธิบดีกรมอุทยาน กล่าว

‘กฤษฎา’ขีดเส้น3เดือนดัน2เรื่องด่วน งัดนโยบาย3ต.‘ต่อ-เติม-แต่ง’ขับเคลื่อนงานเกษตรฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/307373

x

‘กฤษฎา’ขีดเส้น3เดือนดัน2เรื่องด่วน งัดนโยบาย3ต.‘ต่อ-เติม-แต่ง’ขับเคลื่อนงานเกษตรฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ทั้ง 2 คน รับผิดชอบคนละ 2 กลุ่มภารกิจ โดย นายลักษณ์ วจนานวัช ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการจัดหาเงินทุน จะดูแลเรื่องการวางแผนผลผลิตทางการเกษตรและเรื่องส่งเสริมช่องทางการตลาด ส่วน นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ ทฤษฎีใหม่ จะดูแลเรื่องขั้นตอนการผลิตสินค้าการเกษตร การน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาส่งเสริมให้เกษตรกรนำไปใช้เป็นหลักในการประกอบอาชีพและดำเนินชีวิต

สำหรับการขับเคลื่อนงานของกระทรวงเกษตรฯ จะต้องบำบัดทุกข์บำรุงสุขเกษตรกรอย่างแท้จริง ดังนั้น ทุกโครงการที่ดำเนินการต้องสามารถจับต้องได้ จึงได้มอบนโยบายให้แก่ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ นำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน เรียกว่า “นโยบาย 3 ต.” ได้แก่ ต่อ – เติม – แต่ง โดย “ต่อ” คือ การสานต่อนโยบายเดิมของกระทรวงเกษตรฯที่ดีอยู่แล้ว ให้มีการขยายผลต่อเนื่อง “เติม” คือ การเพิ่มรายละเอียดให้โครงการเดิมที่ยังไม่สมบูรณ์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เช่น การเพิ่มจำนวนคน และเพิ่มงบประมาณ เป็นต้น และ “แต่ง” คือ การปรับปรุง เปลี่ยนแปลงในโครงการเดิมที่ไปต่อไม่ได้ หรือควรจะปรับเปลี่ยนเพื่อให้เกิดความเหมาะสมมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังได้มอบนโยบายการทำงานให้แก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯ โดยลดขั้นตอนการปฏิบัติทางราชการลง เพื่อให้การทำงานเกิดความคล่องตัวและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเน้นเรื่องผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ สำหรับเป้าหมายการทำงานในช่วงระยะ 3 เดือนแรก จะดำเนินการใน 2 เรื่องสำคัญ คือ 1.มาตรการใดที่กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการดูแลช่วยเหลือเกษตรกรทุกกลุ่มแล้วได้ผล ก็จะขยายผลต่อเนื่องให้เพิ่มมากขึ้น และ 2.จะพิจารณาดูว่ามาตรการใดที่ยังมีจุดอ่อนก็จะเร่งปรับปรุงแก้ไข ทั้งนี้ ได้หารือร่วมกับปลัดกระทรวงเกษตรฯ และอธิบดีของทุกกรม เพื่อชี้แจงแนวทางการดำเนินงานในระยะ 3 เดือนแรก เกี่ยวกับมาตรการต่างๆ ที่มีอยู่แล้วให้เห็นผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

ส่วนแนวทางการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ จะไม่นำยางพาราที่อยู่ในสต๊อกออกมาขายในตลาด แต่จะผลักดันนโยบายที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ส่วนราชการต่างๆ ใช้ยางพาราในโครงการต่างๆ ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม หากพบข้อติดขัดในการดำเนินการ จะประสานงานกับกระทรวงต่างๆ ให้การดำเนินงานตามนโยบายดังกล่าวชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ จะส่งเสริมให้สหกรณ์การเกษตรและวิสาหกิจชุมชนมีความเข้มแข็ง เนื่องจากสหกรณ์ถือว่าเป็นองค์กรหลักของเกษตรกรและประชาชน ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรมาขายได้ ทำให้เกษตรกรอยู่ได้

“เป้าหมายหลักในการเข้ามาทำงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ การดูแลเกษตรกรให้มีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การทำงานจะคำนึงถึงประโยชน์ของเกษตรกรเป็นหลัก เมื่อราชการไปแนะนำให้เกษตรกรปลูกหรือทำอะไรแล้ว พืชที่ไปแนะนำให้เกษตรปลูกต้องขายได้ มีคนซื้อ มีตลาดรองรับ เกษตรกรต้องมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าราคาที่ขายออกสู่ตลาด ทำอย่างไรที่จะไม่ให้เกษตรกรขาดทุนและไม่เดือดร้อน” นายกฤษฎา กล่าว

ทั้งนี้ ในวันศุกร์ที่ 8 ธ.ค. 2560 เวลา 09.00 น. จะมีการประชุมร่วมกันระหว่าง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) โดยมี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ เป็นประธาน เพื่อบูรณาการทำงานร่วมกันทั้งด้านการผลิตและการตลาดของสินค้าเกษตรให้เกิดประสิทธิภาพ ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ส่องเกษตร : ดรีมทีม‘สามทหารเสือ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/307192

449007

ส่องเกษตร : ดรีมทีม‘สามทหารเสือ’

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ทันทีที่สามรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนใหม่ซึ่งเปรียบดั่ง “สามทหารเสือ”เริ่มเข้าทำงานในกระทรวงเป็นทางการตั้งแต่วันศุกร์ที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา ดูเหมือนได้สร้างสีสันแห่งความหวังให้พี่น้องเกษตรกรได้อย่างมาก โดยเฉพาะการประกาศแนวทางทำงาน เน้นแก้ปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ โดยตั้งเป้าเฉพาะหน้าให้เห็นผลภายใน 3 เดือนนี้ เริ่มที่“ยางพารา”ที่กำลังเป็นปมร้อน เขย่ารัฐบาลอยู่

เป็นดังที่คาดว่า รมว.เกษตรฯ-กฤษฎา บุญราช อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทยและอดีตผวจ.ทั้งยะลาและสงขลา จะอาศัยประสบการณ์ความเป็นนักปกครองที่ผ่านงานมวลชนมาโชกโชน ทั้งมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำกลุ่มมวลชนต่างๆ เป็นตัวนำในการเข้ามาคลี่คลายความร้อนแรงสถานการณ์ม็อบเกษตรกร เพื่อลดแรงกดดันก่อนการปรับแก้ไขปัญหาด้านราคาต่อไป

ดังนั้น หลังเปิดตัวทำความคุ้นเคยกับข้าราชการและสื่อมวลชนในวันแรกไปแล้ว เริ่มสัปดาห์ใหม่วันจันทร์ที่ 4 ธันวาคม ก็มีการเปิดกระทรวงเกษตรฯต้อนรับหลายกลุ่มมวลชนเกษตรกรเข้ามายื่นข้อเรียกร้องต่างๆในทันที มีทั้งตัวแทนชาวสวนยางภาคใต้ 16 จังหวัดที่มาเรียกร้องการแก้ปัญหาราคายางฯตกต่ำ,กลุ่มเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร(กฟก.)มาเร่งรัดการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร และกลุ่มชาวประมง 3 จังหวัดชายแดนใต้ เรียกร้องให้ผ่อนคลายมาตรการแก้ไขปัญหา IUU-การทำประมงผิดกฎหมายฯ ที่ปรากฏว่า ภาครัฐได้ออกมาตรการที่เข้มงวดเกินไปกว่าที่สหภาพยุโรปกดดันมา ทำให้ชาวประมงเดือดร้อนมาก

ทั้งนี้รมว.กฤษฎา บุญราช ควงคู่กับรมช.ลักษณ์ วจนานวัช ออกมารับข้อเรียกร้อง พร้อมทั้งนั่งประชุมหารือ ฟังข้อคิดเห็นบรรดาแกนนำกลุ่มเกษตรกรต่างๆเหล่านี้ด้วยตัวเอง และรับปากจะเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้ โดยยึดตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 10 ที่ให้ใช้ปัญญาทำเพื่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชนมากที่สุด…ก็ต้องถือว่า ได้ใจมวลชนในระดับหนึ่งเลยทีเดียว เชื่อว่าจะช่วยลดความร้อนแรงปัญหาม็อบเกษตรได้ไม่น้อย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังต้องรอดูผลการทำงานที่เป็น“รูปธรรม”ต่อไป เฉพาะหน้า 3 เดือนต่อจากนี้ที่ได้ประกาศไว้ว่า ต้องทำให้สถานการณ์ต่างๆดีขึ้น โดยเฉพาะราคาพืชผลทางการเกษตร… จะมี“ปัญญา”มี“ฝืมือ”หรือเรียกรวมๆว่า มี“น้ำยา”ทำได้จริงอย่างที่ประกาศไว้หรือไม่?

อย่างไรก็ตามก็ต้องให้กำลังใจอย่างยิ่งกับความตั้งใจจริงของทั้ง 1 รมว.กฤษฎา บุญราชและอีก 2 รมช.คือลักษณ์ วจนานวัช กับ วิวัฒน์ ศัลยกำธรหรือ“อาจารย์ยักษ์” ซึ่งในการเปิดตัวกับสื่อมวลชนประจำกระทรวงเกษตรฯวันแรกที่เข้ามาทำงานนั้น ทั้ง 3 ต่างโชว์วิสัยทัศน์และประสบการณ์การทำงานที่ตนถนัด ที่จะนำมาใช้กับการแก้ไขปัญหาเกษตรกรได้อย่างน่าสนใจ

นายกฤษฎาระบุตอนหนึ่งว่า ตลอดการทำงานในฐานะนักปกครอง 38 ปีที่รับราชการไปทุกจังหวัด มีเป้าหมายทำเรื่องเพิ่มรายได้เกษตรกร ดูแลให้มีการผลิตที่มั่นคง
ดังนั้นจากนี้ สิ่งที่กระทรวงเกษตรฯไปแนะนำให้ปลูกอะไร ก็ต้องรู้ว่ามีคนซื้อด้วย ทั้งทำอย่างไรที่จะให้ผลผลิตขายได้ ไม่ขาดทุน ไม่เดือดร้อน อย่าทำให้เกษตรกรหมดหวังในอาชีพ ต้องให้เขามีกำลังใจในการผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพ

ส่วนนายลักษณ์ เป็นอดีตผู้จัดการ ธ.ก.ส.มาก่อน ก็เน้นเรื่องมาตรการสินเชื่อเกษตรกรเพื่อชะลอการขายผลผลิตช่วงต้นฤดูไม่ให้ออกมามากจนกดดันราคา ทั้งผลักดันแผนทำ“ไซโล”เพื่อชะลอพืชผลการเกษตร สนับสนุนการรวมตัวเกษตรกรในพื้นที่เป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ใช้ระบบสหกรณ์ที่เข้มแข็งช่วยจัดการบริหารสินค้าเกษตร เพิ่มอำนาจต่อรองในตลาด ทวงคืนมูลค่าเพิ่มจากผลผลิตที่ตกไปอยู่ในมือพ่อค้า ให้กลับมาสู่เกษตรกรได้จริง

ขณะที่“อาจารย์ยักษ์”ผู้ได้ชื่อว่า ประสบความสำเร็จในการผลักดันแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ สู่การปฏิบัติที่เป็นจริง ก็เน้นมาดูแลโครงการพระราชดำริของ 10 หน่วยงานในกระทรวง โดยเฉพาะเรื่อง“น้ำ”ที่วิกฤติทุกปีทั้งน้ำท่วม-ภัยแล้ง ซึ่งต้องเร่งวางแผนล่วงหน้า ช่วยไม่ให้ผลผลิตเสียหาย ทั้งนี้จะยกระดับกรมฝนหลวงและการบินเกษตรทำงานร่วมกับกองทัพอากาศ เพื่อเสริมศักยภาพฝนหลวง และใช้แนวทางพระราชดำริแก้น้ำท่วม-ภัยแล้งตามแบบในหลวง ร.9 ที่ทรงมีรับสั่งขุดบ่อทำ“หลุมขนมครก”กักเก็บน้ำ เชื่อมต่อขุดหนอง คลอง สิ่งสำคัญต้องมีกลไกการมีส่วนร่วมทุกระดับ ซึ่งได้ทำแผนปฏิรูป ขับเคลื่อนศาสตร์พระราชาลงสู่พื้นที่ให้ได้

ถ้าผสานแนวทางเหล่านี้ให้ลงตัวและทำงานให้เป็น“ดรีมทีม” ผมก็เชื่อว่า ไม่เพียงแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำได้ ที่สำคัญน่าจะเป็นการพัฒนาเกษตรกร ให้มีความเป็นอยู่ได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้น

สาโรช บุญแสง

รายงานพิเศษ : อ่างเก็บน้ำพระราชา‘นฤบดินทรจินดา’ ประโยชน์ชัด…ทั้งบรรเทาปัญหาน้ำและสิ่งแวดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/307197

รายงานพิเศษ : อ่างเก็บน้ำพระราชา‘นฤบดินทรจินดา’ ประโยชน์ชัด...ทั้งบรรเทาปัญหาน้ำและสิ่งแวดล้อม

รายงานพิเศษ : อ่างเก็บน้ำพระราชา‘นฤบดินทรจินดา’ ประโยชน์ชัด…ทั้งบรรเทาปัญหาน้ำและสิ่งแวดล้อม

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“อ่างเก็บน้ำของพระราชา”

นับจากนี้เป็นต้นไป เชื่อว่าพวกเราคนไทยคงจะเริ่มคุ้นเคยกับถ้อยคำประโยคนี้มากขึ้น นั่นเป็นเพราะ “อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา” โครงการห้วยโสมงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “อ่างเก็บน้ำของพระราชา” และใช้เวลาก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2553 นั้น บัดนี้การก่อสร้างในส่วนของตัวอ่างเก็บน้ำและอาคารประกอบได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว และพร้อมแล้วสำหรับการเป็นแหล่งน้ำเพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชนในลุ่มน้ำปราจีนบุรี

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ช่วยราชการในตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา หรือที่คนส่วนใหญ่ คุ้นเคยในชื่อเดิม คือ “โครงการห้วยโสมงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นตามแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ การบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝน ปัญหาขาดแคลนน้ำช่วงฤดูแล้ง รวมทั้งช่วยรักษาระบบนิเวศน์ ผลักดันน้ำเค็ม น้ำเน่าเสีย ในแม่น้ำปราจีนบุรีและแม่น้ำบางปะกง ซึ่งที่ผ่านมาปัญหาเหล่านี้ได้สร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชนในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2552 อนุมัติให้กรมชลประทานเริ่มดำเนินการก่อสร้างโครงการ และต่อมาเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานชื่อว่า “อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา” หมายถึง“อ่างเก็บน้ำที่สร้างขึ้นตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”และนับได้ว่าเป็นอ่างเก็บน้ำแห่งสุดท้ายที่ได้รับพระราชทานชื่อจากพระองค์

นิรันดร์ บัวจู

ทั้งนี้อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาตั้งอยู่ที่บ้านแก่งยาว ตำบลแก่งดินสอ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ลักษณะเป็นเขื่อนดินสูง 32.75 เมตร กว้าง 9 เมตร ยาว 3,967.51 เมตร ความจุ 295 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยขณะนี้การก่อสร้างในส่วนอ่างเก็บน้ำได้เสร็จสมบูรณ์โดยสามารถเริ่มเก็บกักน้ำได้ตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา ส่วนการก่อสร้างระบบชลประทานคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2563 ซึ่งจะส่งผลให้สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้อีกมากถึง 111,300 ไร่

ด้าน นายสุชาติ ธนะพฤกษ์ เกษตรกรเจ้าของ“สวนนายแป๊ะ” เลขที่ 182 หมู่ 2 ตำบลแก่งดินสอ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นเกษตรกรผู้ปลูกส้มเขียวหวานและทุเรียนบนพื้นที่กว่า 60 ไร่ แม้จะไม่ได้เป็นพื้นที่ที่จะรับประโยชน์จากอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาโดยตรงจากระบบชลประทานที่กำลังก่อสร้างอยู่ แต่ก็เป็นเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์จากการระบายน้ำลงลำน้ำเดิม เปิดเผยว่า ในอดีตจังหวัดปราจีนบุรีมักประสบปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งเป็นประจำทุกปี เพราะไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำที่ไหลมาจากห้วยโสมง ดังนั้นเมื่อถึงฤดูฝนจึงมักเกิดน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่การเกษตร ชุมชน บ้านเรือน และพื้นที่เศรษฐกิจต่างๆ ขณะที่พอถึงหน้าแล้ง น้ำในลำห้วยก็ไหลออกไปจนหมดจนเกิดภัยแล้ง สร้างความเสียหายแก่พื้นที่การเกษตรบริเวณท้ายน้ำและยังเกิดปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำ น้ำเน่าเสีย จนทำให้บางปีชาวบ้านต้องเดือดร้อนหนัก เพราะไม่มีน้ำสำหรับผลิตน้ำประปา

นายสุชาติ กล่าวต่อว่า หลังจากอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาเริ่มเก็บกักน้ำตั้งแต่ปี 2559 ที่ผ่านมา ก็เป็นที่น่าสังเกตว่าประชาชนในพื้นที่ไม่ต้องประสบกับเหตุน้ำท่วมรุนแรงอีกเลย ส่วนภัยแล้งก็ไม่ต้องพูดถึง เพราะเมื่อมีอ่างเก็บน้ำก็ทำให้มีน้ำเพียงพอที่จะปลูกพืชผลทางการเกษตร รวมทั้งไม่มีปัญหาน้ำเค็มดันเข้ามาอีกเลยในปีนี้ในส่วนของพื้นที่สวนผลไม้ของผมถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่ในเขตการส่งน้ำของโครงการ แต่ก็ได้รับประโยชน์จากการระบายน้ำลงลำห้วยในฤดูแล้ง เนื่องจากระดับน้ำในลำน้ำสูงขึ้น ทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำน้อยลง ส่วนในฤดูฝน ก่อนหน้ามีอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ ก็เกิดน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี หลังจากที่มีอ่างเก็บน้ำปัญหาเหล่านี้ก็หมดไป

นายสุชาติ ธนะพฤกษ์

นายนิรันดร์ บัวจู ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 ตำบลแก่งดินสอ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี เปิดเผยว่า ในอดีตพื้นที่อำเภอนาดีไม่ได้เพียงแต่จะต้องประสบกับปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งเท่านั้น แต่ด้วยความที่มีอาณาเขตติดต่อกับอุทยานแห่งชาติปางสีดาและอุทยานแห่งชาติทับลาน ซึ่งมีป่าไม้และสัตว์ป่าจำนวนมาก ทำให้ที่ผ่านมามักต้องเผชิญกับปัญหาการบุกรุกป่า ไฟป่า และการลักลอบล่าสัตว์อย่างต่อเนื่อง แต่ภายหลังจากอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาเริ่มเก็บกักน้ำเมื่อปี 2559 ก็ทำให้ปัญหาเหล่านี้หมดไป

“เมื่อก่อนปัญหาเยอะมาก อย่างแรกเลย คือ ไฟป่า ถ้ามองไปตามขอบเขาในช่วงหน้าแล้งจะไม่เห็นเป็นป่าเขียวขจีเหมือนทุกวันนี้ เพราะจะถูกไฟป่าเผาหมด ปัญหาอีกอย่าง คือ เรื่องการล่าสัตว์ป่า โดยเฉพาะช่วงเดือนสี่เดือนห้าซึ่งจะมีแหล่งน้ำหรือคลองเล็กคลองน้อยตามหย่อมเขาและมีสัตว์ป่าลงมาหากิน ซึ่งกลุ่มนายพรานมันรู้ดี จึงมาใช้เป็นจุดซุ่มดักยิงสัตว์ป่ากันตรงนี้ แต่หลังจากมีอ่างเก็บน้ำ สัตว์ป่าก็กินน้ำได้จากทุกที่ นายพรานก็เข้ามาไม่ได้ รวมถึงพวกตัดไม้ทำลายป่าด้วย ขณะที่ไฟป่าก็หมดไป เพราะป่าชุ่มชื้นขึ้น จนตอนนี้ชาวบ้านสบายใจได้แล้ว”

นายนิรันดร์ กล่าวอีกว่า นอกจากปัญหาสิ่งแวดล้อมที่หมดไปแล้ว กรมชลประทานร่วมกับกรมประมง ยังได้จัดหาพันธุ์ปลามาปล่อยลงในแหล่งน้ำ ทำให้เกิดอาชีพประมงขึ้น มีชาวบ้านทั้งในและนอกพื้นที่เข้ามาหาปลาในอ่างเก็บน้ำมากขึ้น บรรดาผู้นำชุมชนจึงร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมชลประทานวางแนวทางจัดระเบียบการจับปลาให้เกิดความเรียบร้อยตั้งแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะการจัดตั้งสหกรณ์แพปลาห้วยโสมงขึ้น ใครจับปลาได้ก็ให้นำมาขายกับสหกรณ์ ผลกำไรที่ได้นำมาแบ่งปันกัน และนำรายได้ส่วนหนึ่งไปสนับสนุนกิจกรรมสาธารณประโยชน์ รวมทั้งไปซื้อพันธุ์ปลามาปล่อยเพิ่ม ชาวบ้านที่ไม่มีอาชีพ ไม่ได้ทำงานโรงงาน ก็สามารถมีรายได้จากการหาปลา รวมทั้งคนที่ไปทำงานต่างจังหวัด ก็กลับคืนถิ่นมาประกอบอาชีพที่บ้านเกิดของตนเอง ถือเป็นการสร้างงานสร้างอาชีพที่มั่นคงให้กับชาวบ้าน และเป็นการทำให้ท้องถิ่นเกิดความเข้มแข็งอย่างถาวร

และนี่ก็เป็นสิ่งที่สามารถยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า “อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา” มิได้มีคุณค่าเพียงแค่การแก้ไขปัญหาน้ำเพื่อปัดเป่าปัญหาให้แก่ประชาชนลุ่มน้ำปราจีนบุรีเท่านั้น แต่ยังมีคุณค่ามหาศาลที่ครอบคลุมไปถึงการดูแลปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการพัฒนาและสร้างความมั่นคงให้กับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งเหมาะสมและคู่ควรอย่างยิ่งกับสมญานาม “อ่างเก็บน้ำของพระราชา”

ดร.ทองเปลว กองจันทร์

เกษตรฯส่งทีมลงพื้นที่ป่าโมก ช่วยชาวบ้านฟื้นฟูหลังน้ำลด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/307193

x

เกษตรฯส่งทีมลงพื้นที่ป่าโมก ช่วยชาวบ้านฟื้นฟูหลังน้ำลด

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการเกิดอุทกภัยในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงที่ผ่านมา ซึ่ง จ.อ่างทอง มีพื้นที่ได้รับการประกาศเขตเป็นเขตภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน 5 อำเภอ 54 ตำบล 291 หมู่บ้าน 13 ชุมชน ได้แก่ อ.ไชโย อ.วิเศษชัยชาญ อ.ป่าโมก อ.เมืองอ่างทอง และ อ.โพธิ์ทอง โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้นำทีมเจ้าหน้าที่ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคจัดกิจกรรม “เกษตรอาสาร่วมใจ ฟื้นฟูผู้ประสบภัยหลังน้ำลด” ในพื้นที่ หมู่ 4, 5 และ 6 ต.โผงเผง อ.ป่าโมก โดยลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและจัดเสวนาให้ความรู้เรื่องการฟื้นฟูพืชหลังน้ำลด โดยวิทยากรจากศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตร ด้านอารักขาพืช, สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานประมงจังหวัด และได้มอบพันธุ์พืช, กล้าผัก, เมล็ดพันธุ์ผัก, พ.ด. 6, และพันธุ์ปลา ให้กับตัวแทนเกษตรกรเพื่อเป็นปัจจัยการผลิตเอาไว้บริโภคในครัวเรือนต่อไป

สำหรับพื้นที่ หมู่ที่ 4, 5 และ 6 ตำบลโผงเผง อำเภอป่าโมก มีเกษตรกรที่ขอรับความช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติแล้ว 150 ราย แบ่งเป็น ด้านพืช 87 ราย ประมง 57 ราย และปศุสัตว์ 6 ราย ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรอยู่ระหว่างดำเนินการเสนอขอรับความช่วยเหลือตามระเบียบราชการ นอกจากนี้ยังได้กำชับให้สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ ลงพื้นที่ให้บริการประชาชนและเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที รวมทั้งให้ความรู้ เรื่องการเกษตร เพื่อเสริมอาชีพระยะสั้น เพื่อให้ทุกคนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติโดยเร็ววัน

เร่งเครื่องติวเข้มผู้สอบบัญชีสหกรณ์ เสริมความเข้มแข็ง-สร้างความเชื่อมั่นขบวนการสหกรณ์ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/307195

x

เร่งเครื่องติวเข้มผู้สอบบัญชีสหกรณ์ เสริมความเข้มแข็ง-สร้างความเชื่อมั่นขบวนการสหกรณ์ไทย

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันสหกรณ์มีการดำเนินธุรกิจที่หลากหลายและมีความซับซ้อนในระบบสหกรณ์มากขึ้น ประกอบกับมีการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานการสอบบัญชีและระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างมาตรฐานด้านบัญชีให้แก่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร จึงเร่งพัฒนาขีดความสามารถบุคลากรที่ทำหน้าที่ผู้ตรวจสอบบัญชีในสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ทั้งที่เป็นบุคลากรภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกสหกรณ์และบุคคลทั่วไปรวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้กรมได้จัดให้มีการประชุมซักซ้อมผู้สอบบัญชีภาคเอกชน เรื่อง “แนวทางการปฏิบัติงานสอบบัญชี ปี 2561” ขึ้น เพื่อซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติงานสอบบัญชีให้กับผู้สอบบัญชีภาคเอกชน ผู้ช่วยผู้สอบบัญชี ตลอดจนข้าราชการผู้ทำหน้าที่ควบคุมคุณภาพงานสอบบัญชี ได้ทราบและเข้าใจถึงกระบวนการตรวจสอบบัญชีสหกรณ์รูปแบบใหม่ รวมทั้งการปฏิบัติงานสำหรับผู้สอบบัญชีภาคเอกชนที่ปรับปรุงใหม่ โดยมีหัวข้อวิชาในการประชุม ได้แก่ นโยบายกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระบวนการตรวจสอบบัญชีสหกรณ์และการประเมินความเสี่ยงในการสอบบัญชีรูปแบบใหม่ การจัดทำแผนการสอบบัญชีโดยรวม การจัดทำแนวการสอบบัญชีและการจัดทำกระดาษทำการรูปแบบใหม่ แนวทางการปฏิบัติงานสำหรับผู้สอบบัญชีภาคเอกชนที่ปรับปรุงใหม่ การรายงานแผนและผลการปฏิบัติการผ่านระบบสารสนเทศรูปแบบใหม่ และปัญหา อุปสรรค ข้อเสนอแนะในการปฏิบัติงานสอบบัญชีสหกรณ์ ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย ผู้สอบบัญชีภาคเอกชนและผู้ช่วยผู้สอบบัญชี และบุคลากรกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ รวม 400 คนเพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการปฏิบัติงานสอบบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป

“กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มีภารกิจหนึ่งที่สำคัญ คือ การตรวจสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร และกำกับดูแลการปฏิบัติงานของผู้สอบบัญชี ให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพและตามที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนด ผู้สอบบัญชีภาคเอกชนจึงจำเป็นต้องรู้แนวทางการปฏิบัติงานที่มีการเปลี่ยนแปลงไป และรายงานข้อสังเกตที่ตรวจพบ เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงการดำเนินงานของสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและสร้างความโปร่งใสต่อไป” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

รักษ์เกษตร : เกษตรอินทรีย์ มีดีเยอะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/307050

รักษ์เกษตร : เกษตรอินทรีย์ มีดีเยอะ

รักษ์เกษตร : เกษตรอินทรีย์ มีดีเยอะ

วันอังคาร ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบข้อดีและข้อด้อยของการทำเกษตรอินทรีย์ด้วยครับ เพื่อจะได้หาทางแก้ปัญหาได้ตรงจุด ขอบคุณครับ

บุญทวี เรืองประสาท

อ.เมือง จ.สุรินทร์

คำตอบ เกษตรอินทรีย์ เป็นระบบการผลิตที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของสุขภาพดิน ระบบนิเวศ และคน เกษตรอินทรีย์พึ่งพาอาศัยกระบวนการทางนิเวศวิทยา ความหลากหลายทางชีวภาพ และวงจรธรรมชาติ ที่มีลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่ แทนที่จะใช้ปัจจัยการผลิตที่มีผลกระทบทางลบ เกษตรอินทรีย์เป็นการผสมผสานองค์ความรู้พื้นบ้าน นวัตกรรม และความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่เป็นธรรม และคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกคน ตลอดจนสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

ข้อดีของการทำเกษตรอินทรีย์

1.ด้านสังคม เป็นระบบที่ทำให้เกษตรกรรู้จักฝึกตนให้เป็นคนขยัน มีมานะอุตสาหะต่อการทำงานหนัก เพราะระบบเกษตรอินทรีย์ จะต้องมีภาระที่เกษตรกรต้องจัดการ และเอาใจใส่ด้วยตนเองมากขึ้น เกิดการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตที่อาศัย และเกื้อกูลต่อธรรมชาติมากขึ้น หันมาบริโภคอาหารจากธรรมชาติมากขึ้น หันมาใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นมากขึ้น ลดการพึ่งปัจจัยการผลิตภายนอก ทั้งปุ๋ยเคมี ยากำจัดศัตรูพืช และสารอื่นๆ

2.ด้านสิ่งแวดล้อม ช่วยสร้างความสมดุลของทรัพยากรในระบบนิเวศโดยรอบ ช่วยสร้างความหลากหลายของชนิดทรัพยากรในพื้นที่โดยรอบแปลงเกษตร ไม่ก่อให้เกิดการปนเปื้อนของสารเคมีในดิน น้ำ และพืช

3.ด้านสุขภาพ ช่วยลดความเสี่ยงจากพิษของสารเคมีที่อาจปนเปื้อนมากับพืช และสัตว์ ส่งผลดีต่อร่างกายและสุขภาพของเกษตรกรเอง

4.ด้านอาหาร และความมั่นคงทางอาหาร สามารถสร้างอาหารที่มีคุณภาพให้แก่ประชาชน ผลผลิตที่ได้ไม่มีสารตกค้าง ผลผลิตจะมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ไม่มีโรค ไม่มีแมลง สามารถสร้างความยั่งยืนของการใช้ทรัพยากรที่มีผลต่อการผลิต ช่วยทำให้ทรัพยากรดินมีความสมบูรณ์ ทรัพยากรน้ำไม่เน่าเสียหรือไม่มีสารปนเปื้อน และสิ่งมีชีวิตมีความหลากหลาย และมีปริมาณที่สมดุลกัน เป็นการสร้างความหลากหลายของอาหาร ด้วยการปลูกพืชหลายชนิดตามฤดูกาล และตามปัจจัยที่มีจำกัด เช่น ในนาปลูกข้าว คันนาปลูกกล้วย บ่อน้ำเลี้ยงปลา ทั้งยังสามารถผลิตอาหารได้อย่างต่อเนื่องในทุกฤดูกาลด้วย มีการปลูกพืชหมุนเวียนตามปัจจัยที่มีอยู่ เช่น หน้าฝนปลูกข้าว หน้าหนาวปลูกถั่ว จึงเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

5.ด้านรายได้ ประชาชนทุกวันนี้ หันมาให้ความใส่ใจทางด้านสุขภาพมากขึ้น การทำเกษตรอินทรีย์ จึงช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตได้มากขึ้น ช่วยให้มีรายได้ที่สูงขึ้นตามมา โดยเฉพาะในเรื่องอาหารการกินที่ต้องปราศจากสารพิษใดๆ ดังนั้น การเลือกซื้อผลผลิตทางการเกษตร ประชาชนจึงมักเลือกซื้อผลผลิตจากแปลงเกษตรอินทรีย์มากกว่าการเกษตรในรูปแบบอื่นที่มีสารเคมีมาเกี่ยวข้อง

6.การประหยัดต้นทุนการผลิต เนื่องจากรูปแบบเกษตรอินทรีย์ไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งปัจจัยการผลิตจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี หรือสารกำจัดศัตรูพืช แต่จะใช้ทรัพยากรที่หาได้ในท้องถิ่นแทน ซึ่งมีราคาถูก หรือไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด น้ำหมักชีวภาพสำหรับฉีดป้องกันและไล่แมลง เป็นต้น จึงส่งผลให้เกิดการประหยัดต้นทุนการผลิต

7.การพึ่งพาอาศัยกัน เกษตรกรรู้จักพึ่งพาอาศัยกัน ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต การหาปัจจัยช่วยในการผลิต และการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายได้มากขึ้น ซึ่งอาจผ่านทางการรวมกลุ่มของเกษตรกรหรือการแลกเปลี่ยนปัจจัยการผลิต และผลผลิตระหว่างเกษตรกรเอง

8.การมีส่วนร่วม เกิดการมีส่วนร่วมของเกษตรกร ชุมชน และสังคม เกิดการมีส่วนร่วมในการใช้ทรัพยากรต่างๆ ทั้งดิน และน้ำ รวมถึงการมีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกระบวนการผลิต และการจัดการผลผลิต

อย่างไรก็ตาม ผลผลิตจากการทำเกษตรอินทรีย์ ก็ยังปริมาณน้อยกว่าระบบเกษตรที่ใช้สารเคมี สิ่งนี้มักเกิดจากดินขาดความอุดมสมบูรณ์ การใส่ปุ๋ยที่เป็นวัสดุอินทรีย์เพียงอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอต่อความต้องการธาตุอาหารของพืช เมื่อเทียบกับเกษตรที่ใช้ปุ๋ยเคมี ก็ย่อมที่จะทำให้ผลผลิตที่ต่ำกว่า อีกทั้งการใช้สารกำจัดศัตรูพืชที่ได้จากธรรมชาติ มักไม่ได้ผลในแมลงศัตรูพืชบางชนิดดังนั้น คุณภาพของลักษณะผลผลิตมักด้อยกว่าเกษตรที่มีการใช้สารเคมี เกิดปัญหาผลผลิตมีรอยกัดกินของแมลง ผลผลิตเน่าเสียง่าย ผลผลิตมีรูปทรงหรือสีสันไม่สดใสมากนัก

นาย รัตวิ

เกษตรฯเตือนอากาศเปลี่ยนแปลง ระวังโรคเหง้าเน่าระบาดขมิ้นชัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/307046

x

เกษตรฯเตือนอากาศเปลี่ยนแปลง ระวังโรคเหง้าเน่าระบาดขมิ้นชัน

วันอังคาร ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ประกาศเตือนเกษตรกรผู้ปลูกขมิ้นชัน ในระยะนี้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงให้เฝ้าระวังโรคเหง้าเน่า ที่สามารถพบได้ในระยะเจริญเติบโตทางต้น มักแสดงอาการเริ่มแรก ใบเหี่ยวและม้วนเป็นหลอดสีเหลือง และลุกลามจากส่วนล่างขึ้นไปยังส่วนปลายยอดจนแห้งตายทั้งต้น บริเวณโคนต้นและหน่อที่แตกออกมาใหม่มีลักษณะฉ่ำน้ำสีน้ำตาลเข้มถึงดำ

เกษตรกรควรหมั่นตรวจและกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบต้นขมิ้นที่เริ่มแสดงอาการของโรคเหง้าเน่า ให้ขุดต้นไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที เพื่อลดแหล่งสะสมเชื้อสาเหตุโรค จากนั้นให้โรยปูนขาวบริเวณหลุมที่ขุด เพื่อป้องกันการระบาดของโรค และควรทำความสะอาดอุปกรณ์การเกษตรที่ใช้กับต้นที่เป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ หากเกษตรกรจะปลูกขมิ้นในฤดูถัดไป ควรหลีกเลี่ยงการปลูกในพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรคนี้ และควรทำแปลงปลูกให้มีการระบายน้ำที่ดี

นอกจากนี้ เกษตรกรควรเตรียมดิน โดยไถพรวนดินให้ลึกจากผิวดินมากกว่า 20 เซนติเมตรขึ้นไป และตากดินไว้ให้นานกว่า 2
สัปดาห์ จะสามารถช่วยลดปริมาณเชื้อในดินลงได้มาก ก่อนปลูก ให้รมดินฆ่าเชื้อโรคด้วยการโรยยูเรียผสมปูนขาว อัตรา 80:800 กิโลกรัมต่อไร่ จากนั้นไถกลบและรดน้ำให้ดินมีความชื้น ทิ้งไว้ประมาณ 3 สัปดาห์ จึงเริ่มปลูกขมิ้น และให้เลือกใช้หัวพันธุ์ที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค อีกทั้งหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ให้นำส่วนต่างๆ ของพืชที่เป็นโรคไปเผาทำลายทันที กรณีในพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรค ไม่ควรปลูกพืชที่เป็นพืชอาศัยของเชื้อ เช่น พืชตระกูลขิง มะเขือ มันฝรั่ง พริก และถั่วลิสง รวมถึงควรสลับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน เช่น ข้าว ข้าวโพด และมันสำปะหลัง เพื่อตัดวงจรการระบาดของโรค

 

อุทยานฯเปิดสวนป่าประชารัฐ n สร้างป่าในเมืองสร้างความสุขให้คนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/307049

x

อุทยานฯเปิดสวนป่าประชารัฐ n สร้างป่าในเมืองสร้างความสุขให้คนไทย

วันอังคาร ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้ดำเนินโครงการป่าในเมือง “สวนป่าประชารัฐ เพื่อความสุขของคนไทย” ตามนโยบายของรัฐบาล และ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ต้องการให้พื้นที่ในความรับผิดชอบของกรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้แก่ พื้นที่วนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ สวนรุกขชาติ และพื้นที่อื่นๆ ที่มีความเหมาะสมอยู่ใกล้ชุมชน

ทั้งนี้คำจำกัดความของคำว่า “ป่าในเมือง” ของกรมอุทยานแห่งชาติฯ หมายถึง พื้นที่ป่าไม้หรือพื้นที่ปลูกต้นไม้ที่ตั้งอยู่ในเมืองหรือใกล้เมือง โดยภาครัฐร่วมกับท้องถิ่นและชุมชน ดำเนินการในลักษณะของพื้นที่สาธารณะ ให้ประชาชนเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ตามความเหมาะสมของพื้นที่ เช่น ออกกำลังกาย พักผ่อนหย่อนใจ ศึกษาธรรมชาติ ภายใต้การพัฒนาให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งของแต่ละพื้นที่ เช่น วนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ สวนรุกขชาติ ฯลฯ สำหรับพื้นที่ในความรับผิดชอบที่มีความเหมาะสมดำเนินโครงการมีทั้งสิ้น 35 แห่ง โดยจะดำเนินการนำร่อง 6 แห่ง ได้แก่
1) วนอุทยานภูเขาไฟกระโดง จ.บุรีรัมย์ 2) สวนพฤกษศาสตร์บ้านเพ จ.ระยอง 3) ตรังอันดามันเกตเวย์ จ.ตรัง 4) วนอุทยานชะอำ จ.เพชรบุรี 5) สวนพฤกษศาสตร์ดงฟ้าห่วน จ.อุบลราชธานี 6) สวนพฤกษศาสตร์พุแค จ.สระบุรี

ทั้งนี้จะเริ่มเปิดตัวโครงการในพื้นที่วนอุทยานภูเขาไฟกระโดง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการรองรับการให้บริการแก่ประชาชนในเขตเมืองบุรีรัมย์ โดยตั้งอยู่ห่างจากเมืองบุรีรัมย์เพียง 5 กิโลเมตร และคาดว่าจะมีผู้มาใช้บริการประมาณ 400,000 คน/ปี โดยการเปิดตัวโครงการจะจัดขึ้นในวันที่ 18 ธันวาคม มี พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานพิธี โดยมีกิจกรรมเปิดป้ายโครงการฯ การปั่นจักรยานชมความสวยงามของวนอุทยาน ชมทิวทัศน์บริเวณอ่างเก็บน้ำวุฒิสวัสดิ์ พร้อมทั้งร่วมชมความสำเร็จของการดำเนินโครงการปล่อยนกกระเรียนคืนถิ่น บริเวณเขตห้ามล่าสัตว์ป่าห้วยจระเข้มาก ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติฯ และองค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์