นครพนมแห่สร้างแบรนด์ข้าวอินทรีย์ เกษตรฯเร่งขับเคลื่อนแผนสนับสนุน-มุ่งการตลาดนำการผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/308076

x

นครพนมแห่สร้างแบรนด์ข้าวอินทรีย์ เกษตรฯเร่งขับเคลื่อนแผนสนับสนุน-มุ่งการตลาดนำการผลิต

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสรวิศ ธานีโต โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 จังหวัดอุดรธานี (สศท.3) ได้ติดตามสถานการณ์การผลิตข้าวอินทรีย์ของจังหวัดนครพนม ปี 2560 พบว่ามีเกษตรกรปลูกข้าวที่ได้รับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ 996 ราย พื้นที่ 11,660 ไร่ ประมาณการผลผลิต 5,052 ตัน โดยเกษตรกรได้รับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ประเทศไทย (มกษ.) 133 ราย พื้นที่ 796.50 ไร่ และได้รับมาตรฐานอินทรีย์ต่างประเทศ ได้แก่ EU USDA JAS และ COR 863 ราย พื้นที่ 10,864 ไร่ ส่วนใหญ่ปลูกข้าวหอมมะลิ 105 ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวมะลิแดง

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า ปัจจุบันจังหวัดนครพนม มีผลิตภัณฑ์ข้าวสารอินทรีย์จากวิสาหกิจชุมชนต่างๆ มากมาย อาทิ วิสาหกิจชุมชนแปรรูปข้าวตำบลบ้านผึ้ง (แบรนด์ ข้าวสุข) วิสาหกิจชุมชนพึ่งตนเองบ้านหนองสะโน (แบรนด์ พญาหงส์) วิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร (แบรนด์ เพชรไพศาล) และวิสาหกิจชุมชนแปรรูปข้าวบ้านฝั่งแดง (แบรนด์ ข้าวคุณแม่) นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวอินทรีย์ เช่น จมูกข้าวผง ซีเรียวข้าว ข้าวเกรียบ น้ำข้าวไรซ์เบอร์รี่ แชมพูข้าว สบู่น้ำนมข้าว เครื่องสำอางเซรั่มข้าวไรซ์เบอร์รี่ โดยมีช่องการตลาดและการจัดจำหน่ายสินค้าตามสถานที่ต่างๆ เช่น งานแสดงสินค้า ร้านค้าเพื่อสุขภาพ ร้านค้าประจำกลุ่ม ตลาดสีเขียวภายในจังหวัด ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ตัวแทนจำหน่าย และสื่อออนไลน์ต่างๆ

สำหรับแผนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในระยะถัดไป มีการกำหนดในแผนการพัฒนาจังหวัดปี 2561-2564 เน้นยกระดับการผลิตข้าวอินทรีย์ให้ได้การรับรองมาตรฐานมากขึ้น เช่น โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรจังหวัดนครพนม เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกข้าวหอมมะลิให้ได้มาตรฐานอินทรีย์ และโครงการบริหารจัดการการผลิตและการตลาดข้าวหอมมะลิแบบครบวงจร ซึ่ง สศก. โดย สศท. 3 จะได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนและติดตามประเมินผลการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาการเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560-2564 ต่อไป

เกษตรกรเดือดร้อนหนักเรียกค่าเสียหายราคายางตกต่ำ ขู่’บิ๊กตู่’หากเรื่องเงียบจะบุกถึงทำเนียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/308125

เกษตรกรเดือดร้อนหนักเรียกค่าเสียหายราคายางตกต่ำ ขู่'บิ๊กตู่'หากเรื่องเงียบจะบุกถึงทำเนียบ

เกษตรกรเดือดร้อนหนักเรียกค่าเสียหายราคายางตกต่ำ ขู่’บิ๊กตู่’หากเรื่องเงียบจะบุกถึงทำเนียบ

วันอาทิตย์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 20.58 น.

ตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราบุรีรัมย์ สุดทนออกมาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเร่งพิจารณาช่วยเหลือกระตุ้นราคายาง พร้อมจ่ายเงินชดเชยไร่ละ 1,500 บาท หลังประสบปัญหาเดือดร้อนหนักจากราคายางตกต่ำเป็นประวัติการณ์เหลือ ก.ก.12 บาท ขู่สิ้นเดือน ธ.ค.ไม่ได้รับคำตอบจะบุกยื่นหนังสือถึงทำเนียบ  หลังยื่นผ่านตัวแทนถึง 4 ครั้งยังเงียบ

ตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา อ.โนนสุวรรณ จ.บุรีรัมย์ สุดทนได้ร่วมกันออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีช่วยเหลือ  โดยการเร่งหาแนวทางกระตุ้นราคายางพาราให้สูงขึ้นอยู่ที่จุดคุ้มทุน  พร้อมให้พิจารณาจ่ายเงินชดเชยช่วยเหลือไร่ละ 1,500 บาท ครอบครัวละไม่เกิน 20 ไร่  หลังประสบปัญหาเดือดร้อนหนักจากภาวะราคายางพาราที่ตกต่ำเป็นประวัติการณ์ในรอบกว่า 20 ปี  โดยปัจจุบันราคายางก้อนถ้วยอยู่ที่กิโลกรัมละ 12 – 13 บาท  ส่วนยางแผ่นดิบเหลือเพียงกิโลกรัมละ 36 บาทเท่านั้น

จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งหาแนวทางกระตุ้นราคายางก้อนถ้วยไม่ให้ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 30 บาท ยางแผ่นดิบไม่ควรต่ำกว่ากิโลกรัมละ 60 บาท  จึงจะสามารถอยู่รอดได้ เพราะเกษตรกรต้องแบกรับภาระทั้งค่าจ้างกรีด  และลงทุนซื้อปุ๋ยบำรุงต้นยาง ซึ่งที่ผ่านมาตัวแทนชาวสวนยางได้ยื่นหนังสือผ่านจังหวัด  หน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ไปยังกระทรวงเกษตรฯ และรัฐบาลถึง 4 ครั้งแล้ว  แต่จนถึงขณะนี้ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่ถึง 3 เดือนก็จะถึงกำหนดปิดหน้ายางแล้ว  แต่ยังไม่ได้คำตอบจากรัฐบาลว่าจะช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราอย่างไร

ซึ่งหากการออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องในครั้งนี้ ยังไม่ได้รับคำตอบถึงแนวทางการช่วยเหลือที่ชัดเจน ภายในสิ้นเดือน ธ.ค.นี้ ตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกยางในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์  ก็จะเดินทางเข้าไปยื่นหนังสือกับนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาลด้วยตัวเองอย่างแน่นอน ซึ่งจากข้อมูล อ.โนนสุวรรณ มีพื้นที่ปลูกยางพารากว่า  40,000 ไร่

นางสุพิศ  คำเรือง อายุ 66 ปี เกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ต.โนนสุวรรณ อ.โนนสุวรรณ บอกว่า ปลูกยางทั้งหมด 13 ไร่ ปีนี้ประสบปัญหาเดือดร้อนหนักจากราคายางที่ตกต่ำเป็นประวัติการณ์ ทำให้ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน เพราะจะต้องจ่ายค่าจ้างกรีด และค่าปุ๋ยบำรุงต้นยางอีกด้วย  หากราคายางยังตกต่ำอยู่อย่างนี้ ก็จะไม่มีเงินใช้หนี้ ธกส.อย่างแน่นอน จึงอยากร้องขอให้นายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรมที่เกี่ยวข้อง เร่งหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกร ก่อนจะถึงกำหนดปิดหน้ายาง

ด้านนายสวาท จำปาสาสว่างวงษ์ ตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยางบุรีรัมย์ กล่าวว่า  ที่ผ่านมาเคยยื่นหนังสือผ่านจังหวัด  และหน่วยงานต่างๆ ถึงรัฐบาลไปแล้วถึง 4 ครั้ง เพื่อให้ช่วยเหลือเรื่องราคายาง  แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้รับคำตอบหรือชี้แจงจากหน่วยงานใด  ถึงแนวทางการช่วยเหลือผู้ปลูกยางที่ชัดเจนเลย

อีกทั้งล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนใหม่ ยังออกมาให้สัมภาษณ์ว่า อีก 3 เดือนถึงค่อยคุยเรื่องการแก้ไขปัญหาราคายาง  ทำให้ไม่พอใจเป็นอย่างมากเพราะเหลืออีกเพียง 2 เดือน ก็จะปิดหน้ายางแล้ว หากไปแก้ปัญหาหลัง 3 เดือนยางก็ตกอยู่ในมือของผู้ประกอบการไปแล้ว   จึงอยากให้รัฐบาลเร่งช่วยเหลือเกษตรกร โดยการพยุงราคายางให้สูงขึ้น และจ่ายชดเชยไร่ละ 1,500 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 20 ไร่ โดยเร่งด่วนด้วย

กยท.จัดโครงการซับน้ำตาผู้ประสบภัยน้ำท่วม วางงบกู้ฟื้นความเป็นอยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/307881

กยท.จัดโครงการซับน้ำตาผู้ประสบภัยน้ำท่วม วางงบกู้ฟื้นความเป็นอยู่

กยท.จัดโครงการซับน้ำตาผู้ประสบภัยน้ำท่วม วางงบกู้ฟื้นความเป็นอยู่

วันเสาร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 13.19 น.

9 ธ.ค. 60 วัดโคกมะม่วง บ้านโคกสะท้อน หมู่ 2 ต.ควนปริง อ.เมือง จ.ตรัง นาย  นายธีรวัฒน์ เดชทองคำ รองผู้ว่าการการยาง (กยท.)แห่งประเทศไทย นายสมยศ น้ำแก้ว ผอ.การยางแห่งประเทศไทย สำนักงานจังหวัดตรัง นายประทบ สุขสนาน ประธานเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางพาราจังหวัดตรัง นายสมปอง นวลสมศรี ประธานเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางพารากระบี่ พร้อมพนักงาน กยท.ตรัง และสมาชิกเครือข่ายเกษตรกชาวสวนยาง เป็นประธานและร่วมมอบถุงยังชีพให้กับประชาชนในเขตพื้นที่บ้านโคกสะท้อนที่ประสบอุทกภัย จำนวน 196 ครัวเรือน โดยมี นายทักษิณ รักจริง นายก อบต.ควนปริง และประชาชนตำบลควนปริง รับมอบจำนวน 169 ราย นอกจากนี้ นายธีรเดช และคณะยังเดินทางไปมอบถุงยังชีพในพื้นที่ หมู่ 3 บ้านเกาะยาว ต.ควนธานี อ.กันตัง และ หมู่  1บ้านป่าหว้าน ต.บางดี อ.ห้วยยอด จ.ตรัง รวมทั้งสิ้น 500ถุง

นาบธีรเดช กล่าวว่า หลังจากที่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ทางการยางแห่งประเทศไทยได้เข้ามาให้ความช่วยเหลือ โดยทาง กยท.แห่งประเทศไทย ร่วมกับเกษตรกรชาวสวนยาง จัดโครงการซับน้ำตาช่วยเหลือผู้ประสบให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง ด้วยการจัดหาถุงยังชีพเป็นการร่วมมือระหว่างจ้าหน้าที่ กยท.และพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง ทุกจังหวัดที่ประสบภัยในการที่จะช่วยกันบริจาคและนำมามอบให้พี่น้องประสบภัยในเบื้อ งต้นถือว่าเป็นการเยียวยาในเบื้องต้น

นายธีรเดช กล่าวอีกว่า หลังจากนี้น้ำลดทาง เจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้พิจารณาสั่งการให้ทางเจ้าหน้าที่  กยท.ที่อยู่ประจำในพื้นที่เข้าสำรวจ ว่าสภาพของต้นยางของพี่น้องเกษตรกรรายใดที่เกิดความเสียหายโดยมีต้นยางตาย กยท.มีมาตรการเยียวยารายละ 3,000บาทในเบื้องต้น และในกรณีที่ต้นยางเกิดความเสียหายและตายถ้าพี่น้องเกษตรกรไม่ได้รับผลผลิต หรือไม่สามารถกรีดยางได้ หากมีความต้องการรับการสนับสนุนจาก กยท. ด้วยการขอกู้เงินไปทำอาชีพเสริม ทั้งปลูกผัก ปศุสัตว์ ประมง ฯลฯ ให้การสนับสนุนกู้ยืมรายละไม่เกิน 50,000บาท

“ในโอกาสข้างหน้า กยท.มีแนวคิดว่าขอแก้ไขระเบียบอาจจะเพิ่มวงเงินให้เกษตรกรกู้ยืมได้รายละ 100,000บาทมีระยะเวลาและจุดคุ้มทุนในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2ต่อปี  ส่งใช้คืนภายใน 2 ปี เป็นเรื่องสวัสดิการ  ในขณะนี้หากเกษตรกรเดือดร้อนไม่สามารถทำได้อย่างข้างต้น จะขอกู้เงินเพื่อมารวบรวมผลผลิต หรือแปรรูป ประกอบอาชีพเสริม กยท.มีงบประมาณ   2,061 ล้านบาท เกษตรกรท่านใดมีความประสงค์ขอรับทุนสามารถติดต่อ เจ้าหน้าที่ กยท.ในพื้นที่ได้ อย่างไรก็ตามสำหรับความเสียหายจากภัยน้ำท่วม ตนได้สั่งการให้ทุกจังหวัด สำรวจรวบรวมคาดว่าขณะนี้ความเสียหายน่าจะหลายแสนไร่” นายธีรเดช กล่าว

ฟื้นฟูเกษตรกรนอกคันกั้นน้ำผักไห่ เกษตรฯลุยมอบพันธุ์พืช-กล้าไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/307635

x

ฟื้นฟูเกษตรกรนอกคันกั้นน้ำผักไห่ เกษตรฯลุยมอบพันธุ์พืช-กล้าไม้

วันศุกร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ฟื้นฟูเกษตรกรนอกคันกั้นน้ำผักไห่  เกษตรฯลุยมอบพันธุ์พืช-กล้าไม้ เปิดคลินิกช่วยซ่อมเครื่องจักรกล

นายวราวุธ ชูธรรมธัช รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมาได้เกิดฝนตกหนัก ทำให้พื้นที่นอกคันกั้นน้ำตั้งแต่จังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา สร้างความเสียหายหนักให้กับเกษตรกรจำนวนมาก กรมวิชาการเกษตรโดยสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 จังหวัดชัยนาท ได้ดำเนินการลงพื้นที่เยี่ยมเยียนเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย พร้อมมอบถุงยังชีพ มอบกล้าไม้ และเมล็ดพันธุ์ผัก ใน “โครงการเกษตรอาสาร่วมใจ ฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยหลังน้ำลด” ณ วัดท่าดินแดงหมู่ที่ 2 และศาลาประชาคมหมู่บ้าน หมู่ที่ 4ตำบลท่าดินแดง อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมทั้งสิ้น 75 ครัวเรือน

รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมช่วยเหลือฟื้นฟูบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรผู้ประสบภัยในเบื้องต้น จะประกอบไปด้วยกิจกรรมการทำความสะอาดที่อยู่อาศัยและพื้นที่สาธารณประโยชน์ของชุมชน การซ่อมแซมเครื่องมือและเครื่องจักรกลการเกษตร การให้คำปรึกษาการฟื้นฟูการประกอบอาชีพด้านการเกษตรหลังน้ำลด การให้บริการประชาชนตัดผมฟรี รวมถึงการสนับสนุนปัจจัยการผลิตวัสดุการเกษตร และอื่นๆ อาทิ เมล็ดพันธุ์ผักสวนครัว และกิ่งพันธุ์ไม้ผล ซึ่งกรมวิชาการเกษตร ได้จัดหาพันธุ์พืชอายุสั้นไว้ปลูกหลังน้ำลด และให้คำแนะนำในการจัดการพืชที่ประสบปัญหาน้ำท่วมหลังน้ำลดพร้อมทั้งได้ดำเนินการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ให้สามารถกลับเข้าสู่สภาวะปกติได้โดยเร็ว สำหรับเกษตรกรที่ต้องการคำแนะนำการฟื้นฟูสวนไม้ผลหลังน้ำลด สามารถสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 ตำบลบางหลวงอำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท กรมวิชาการเกษตรหมายเลขโทรศัพท์ 0-5640-5070, 0-5640-5072-3

เลาะรั้วเกษตร : จากพ่อเมือง ถึงเจ้ากระทรวงเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/307634

281225166

เลาะรั้วเกษตร : จากพ่อเมือง ถึงเจ้ากระทรวงเกษตร

วันศุกร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นโยบาย “3 ต.” คือ ต่อ เติม แต่งที่รมว.เกษตรและสหกรณ์ “กฤษฎาบุญราช” มอบให้กับหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา แม้ดูจะไม่เข้มงวดจนสร้างความอึดอัดให้กับผู้ปฏิบัติ แต่ก็ไม่ได้ชัดเจนจนน่าวางใจ

ทั้งนี้มีคำอธิบายว่า “ต่อ” คือ การสานต่อนโยบายเดิมที่ดีอยู่แล้ว “เติม” คือ การเพิ่มรายละเอียดให้โครงการเดิมที่ยังไม่สมบูรณ์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และ “แต่ง” คือ การปรับปรุง เปลี่ยนแปลงในโครงการเดิมที่ไปต่อไม่ได้ หรือควรจะปรับเปลี่ยนเพื่อให้เกิดความเหมาะสมมากขึ้น

สิ่งที่ท่านว่ามาดูจะเป็นภาพรวมๆ ที่ยังไม่ตั้งธงอะไรมากมายนัก เหมือนธรรมเนียมของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ย้ายไปจังหวัดใหม่ก็ต้องพูดเหมารวมไว้ก่อน ขอเวลาศึกษารายละเอียดให้ดีก่อน จึงจะฟันธงว่าจะทำอะไร หรือไม่ทำอะไร

การบอกว่า การขับเคลื่อนงานของกระทรวงเกษตรฯจะต้องบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่เกษตรกร ทุกโครงการต้องสามารถจับต้องได้ การดำเนินงานต้องผนึกกำลังในระดับจังหวัด โดยส่งเสริมการปฏิบัติงานของข้าราชการกระทรวงเกษตรฯในระดับพื้นที่ทั้งในระดับอำเภอและจังหวัด โดยปรับโครงสร้างการทำงานให้สามารถบูรณาการทำงานร่วมกันได้อย่างแท้จริง

ประโยคสุดท้ายนี่แหละ งานใหญ่….การปรับโครงสร้างการทำงานให้บูรณาการกันนั้นระยะเวลาเพียงปีเดียว หรือปีเศษ ที่รัฐบาลชุดนี้จะได้อยู่ คงไม่เพียงพอต่อการปรับโครงสร้างการทำงาน ดูอย่าง Single Command สมัยพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ที่ว่าแน่ๆ ก็ยังไปไม่ถึงไหน สุดท้ายก็ต่างคนต่างทำไปตามหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน จะมีที่ประสบความสำเร็จอยู่บ้างก็คงน้อยเต็มที

ข่าวว่านายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา ให้เวลา 3 เดือน สำหรับการแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ รัฐมนตรี กฤษฎา บุญราช จึงได้รัฐมนตรีช่วยว่าการ มาช่วยอีก 2 ท่าน คือ “ลักษณ์ วัจนานวัช” อดีตผู้จัดการ ธ.ก.ส. และ “วิวัฒน์ ศัลยกำธร” ผู้นำด้านการทำเกษตรอินทรีย์ และเศรษฐกิจพอเพียง ก็หวังว่าทั้ง 2 ท่านซึ่งสัมผัสกับแวดวงเกษตรมาพอสมควร จะเข้าใจงานของ
กระทรวงเกษตรฯ และช่วยท่านรัฐมนตรีว่าการได้มากกว่ารัฐมนตรีช่วยที่มาจากกระทรวงพาณิชย์คนที่ผ่านมา

ราคาผลผลิตเกษตรตกต่ำที่เป็นเผือกร้อน สำหรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯคนใหม่ คือ ราคายางพารา ที่ท่านประกาศว่าจะไม่ขายยางในสต๊อก 1 แสนตัน แต่จะผลักดันนโยบายที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ส่วนราชการต่างๆ ใช้ยางพาราในโครงการต่างๆ ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม

ถ้าจำกันได้ สมัยที่ พล.อ.ฉัตรชัย เป็นรัฐมนตรีเกษตรฯใหม่ๆ ก็เคยมีนโยบายแบบนี้มาแล้ว แต่ก็ไม่สามารถจะดึงปริมาณยางพาราออกจากสต๊อกได้มากนัก เพราะการทำโครงการต่างๆ ต้องใช้งบประมาณ มีข้อจำกัด กฎระเบียบต่างๆ มากมาย

มาคราวนี้ก็ต้องรอดูฝีมืออดีตพ่อเมือง อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่จับพลัดจับผลูมาเป็นเจ้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูบ้าง ว่าจะผลักดันแนวนโยบายนี้ได้ประสบผลสำเร็จหรือไม่

ว่าแต่…..คุยกับคนในการยางแห่งประเทศไทย ให้เข้าใจกันก่อน….ก่อนลุยแก้ปัญหาราคายาง

เอาใจช่วย…..สู้ๆ…ครับท่าน

“แว่นขยาย”

ไทยพร้อมจัดประชุม‘BIMSTEC’ ผลักดันความร่วมมือภาคเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/307636

x

ไทยพร้อมจัดประชุม‘BIMSTEC’ ผลักดันความร่วมมือภาคเกษตร

วันศุกร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ไทยพร้อมจัดประชุม‘BIMSTEC’ ผลักดันความร่วมมือภาคเกษตร 7ชาติเอเชียใต้-ตะวันออกเฉียงใต้

นายสรวิศ ธานีโต โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญด้านความร่วมมือทางการเกษตรของ BIMSTEC ครั้งที่ 6 ระหว่างวันที่ 12-16 ธันวาคม ที่ จ.เชียงราย โดยการประชุมครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (BIMSTEC) ที่เชื่อมโยงประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เข้าด้วยกัน 7 ประเทศ ได้แก่ บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดียเมียนมา เนปาล ศรีลังกา และไทย เพื่อติดตามความก้าวหน้าความร่วมมือในด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้าสินค้าเกษตรการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร การพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน การจัดการระบบข้อมูลสารสนเทศ การพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรภาคเกษตร

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุขเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศสมาชิกต่างๆ และยังเป็นการเน้นย้ำความตั้งใจในการผลักดันให้ประเทศสมาชิกบรรลุเป้าหมายและเจตนารมณ์พื้นฐานของ BIMSTEC ในฐานะเจ้าภาพ ไทยจะเร่งรัดประเทศสมาชิกให้ดำเนินงานตามแผนความร่วมมือที่ได้ตกลงกันไว้ โดยเฉพาะแผนงานโครงการความร่วมมือด้านการเกษตรของ BIMSTEC ทั้ง 8 โครงการ เช่น โครงการ Food Security Information System and Networks ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการสร้างโครงข่ายข้อมูลสารสนเทศในด้านความมั่นคงอาหารในภูมิภาค โครงการ Human Resources Development in Agriculture เพื่อพัฒนาบุคลากรในโครงการที่ฝ่ายไทยสนใจ เช่น เทคโนโลยีการผลิตอาหารสัตว์ในพื้นที่แห้งแล้ง การผลิตแพะและแกะโดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพ การใช้เทคโนโลยีสำรวจดิน การใช้ชีวะวิธีในการควบคุมศัตรูพืช และโครงการ Development of Seed Sector เพื่อพัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์พืช

นอกจากนี้ ในช่วงปี 2556-2559 ไทยกับประเทศสมาชิก BIMSTECมีมูลค่าการค้าระหว่างกันเฉลี่ย 17,300 ล้านเหรียญสหรัฐ/ปี โดยไทยมีมูลค่าการส่งออกไปยังภูมิภาคนี้ประมาณ 10,791 ล้านเหรียญสหรัฐ/ปี และมีมูลค่าการนำเข้าเฉลี่ย 6,500 ล้านเหรียญสหรัฐ/ปีสำหรับการค้าสินค้าเกษตรระหว่างไทยและสมาชิก BIMSTEC ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมามีการค้าสินค้าเกษตร เฉลี่ยประมาณ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ/ปีโดยมีอัตราการเพิ่มขึ้นของมูลค่าการค้าคิดเป็นร้อยละ 1.4/ปี สินค้าเกษตรที่ไทยส่งออกไปยังสมาชิก BIMSTEC ได้แก่ ผลิตภัณฑ์อาหารและอาหารแปรรูป น้ำตาลอาหารทะเลแปรรูป รวมถึงผลไม้ต่างๆ และสินค้าเกษตรที่ไทยนำเข้าจากภูมิภาคนี้ได้แก่ ปลาทะเลแช่แข็ง เครื่องเทศ เมล็ดพืชและผักสำหรับบริโภค

แจงสี่เบี้ย : สหกรณ์การเกษตรพร้าว จำกัด ต้นแบบความสำเร็จ‘นาแปลงใหญ่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/307633

227832

แจงสี่เบี้ย : สหกรณ์การเกษตรพร้าว จำกัด ต้นแบบความสำเร็จ‘นาแปลงใหญ่’

วันศุกร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น

พื้นที่อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญของภาคเหนือที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินงานรูปแบบ“นาแปลงใหญ่” มีการรวมกลุ่มของเกษตรกรผ่านการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรพร้าวจำกัด จนสามารถผลิตข้าวได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการปลูกไปจนถึงการตลาด

สหกรณ์การเกษตรพร้าว จำกัด ได้รับจดทะเบียนจากนายทะเบียนสหกรณ์ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2520 เลขทะเบียน กสก.73/2520สมาชิกแรกตั้ง 193 คน ทุนเรือนหุ้น 9,650 บาท มีภารกิจหลักที่ให้บริการแก่สมาชิก 7 ธุรกิจ ประกอบด้วย ธุรกิจสินเชื่อ การรับฝากเงิน ธุรกิจการจัดหาสินค้ามาจำหน่ายธุรกิจรวบรวมผลผลิต ธุรกิจสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ธุรกิจผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวจำหน่ายและธุรกิจแปรรูป (โรงสีข้าว) สมาชิกส่วนใหญ่ทำนาเป็นอาชีพหลัก ในอดีตสหกรณ์ทำหน้าที่รวบรวมข้าวเปลือกจากสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปในลักษณะของการซื้อมาขายไป แต่มักจะประสบปัญหาด้านราคาและอำนาจการ
ต่อรอง

ภายหลังจากกระทรวงเกษตรฯมีนโยบายปรับโครงสร้างการผลิตข้าวในรูปแบบ“นาแปลงใหญ่” เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องข้าวในระยะยาวให้กับชาวนาทั้งประเทศให้มีรายได้เพิ่มขึ้น มีความมั่นคงในอาชีพและสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน สหกรณ์การเกษตรพร้าวจำกัด จึงได้เข้าร่วมโครงการผลิตข้าวครบวงจรผ่านโครงการส่งเสริมระบบแปลงใหญ่ โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพและคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร โครงการตลาดเฉพาะ โครงการธนาคารข้าวและโครงการ Motor Pool โดยมีพื้นที่การปลูกข้าวที่สหกรณ์ส่งเสริมทั้งหมด 12,000 ไร่ มีเกษตรกรเข้าร่วมทั้งหมด 800 กว่าราย แบ่งออกได้เป็น 2 ส่วนคือ โครงการแปลงใหญ่ และโครงการส่งเสริมครบวงจรของสหกรณ์ สำหรับในส่วนของพื้นที่นาแปลงใหญ่นั้น ได้คัดเลือกเกษตรกรพื้นที่ต้นน้ำเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ 435 ราย ในพื้นที่ 6,710 ไร่ ซึ่งสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 2 โครงการต้องผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP จากกรมการข้าวทุกแปลง โดยสหกรณ์จะมีการประกันราคาข้าว เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับเกษตรกรที่มีใบรับรอง GAP โดยแปลงที่ได้รับรอง GAP จะได้รับส่วนต่างราคาข้าวเพิ่มอีกกิโลกรัมละ 1 บาท ในอัตราไร่ละไม่เกิน 650 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่ พร้อมทั้งช่วยเหลือในส่วนอื่นอีก จึงทำให้สมาชิกไม่กังวลในการเข้าร่วมโครงการของสหกรณ์ ซึ่งผลจากการเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ นอกจากทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรลดลงแล้ว ผลผลิตยังได้มาตรฐาน GAP และสามารถขายได้ในราคาที่สูง ส่งผลให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

รายงานพิเศษ : ส่งเสริมอาชีพ-สร้างรายได้ที่มั่นคงด้วยการออม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/307637

รายงานพิเศษ : ส่งเสริมอาชีพ-สร้างรายได้ที่มั่นคงด้วยการออม

รายงานพิเศษ : ส่งเสริมอาชีพ-สร้างรายได้ที่มั่นคงด้วยการออม

วันศุกร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ส่งเสริมอาชีพ-สร้างรายได้ที่มั่นคงด้วยการออม ความสำเร็จของสหกรณ์การเกษตรเมืองมหาสารคาม จำกัด

สหกรณ์การเกษตรเมืองมหาสารคามจำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2517 สหกรณ์ดำเนินธุรกิจเพื่อสมาชิกเช่นเดียวกับสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจจัดหาปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพในราคายุติธรรม เป็นการช่วยสมาชิกลดต้นทุนการผลิต ทำให้
เป็นที่ยอมรับของสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป

แต่สิ่งที่ทำให้สหกรณ์การเกษตรเมืองมหาสารคาม จำกัด และสมาชิกของสหกรณ์ประสบความสำเร็จ เข้มแข็งและมีภูมิคุ้มกันมาจนถึงทุกวันนี้คือ การส่งเสริมการออมเงินของสมาชิกผ่านโครงการสร้างความเข้มแข็งโดยการออม

นางสาวเพลินทิพย์ ศรีสารคาม ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเมืองมหาสารคาม จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์ต้องการให้สมาชิกรู้จักการออมตามรอยในหลวง รัชกาลที่ 9 จึงได้จัดทำโครงการสร้างความเข้มแข็งโดยการออมขึ้น เพื่อให้สมาชิกรู้จักเก็บออมเพื่ออนาคต แบ่งสันปันส่วนเงินรายได้มาเก็บออม โดยสหกรณ์จะส่งเสริมอาชีพให้กับสมาชิก เพื่อให้สมาชิกมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง จนสามารถนำเงินมาฝากเพื่อเก็บออมกับสหกรณ์ได้ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่สมาชิกจะได้รับจากเงินฝากออมอยู่ที่ ร้อยละ 4.50 บาท

ทั้งนี้ สหกรณ์ได้ส่งเสริมอาชีพเพื่อสร้างรายได้เสริมให้แก่สมาชิก โดยแบ่งเป็นกลุ่มอาชีพ อาทิ กลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้าบ้านท่าตูม จ.มหาสารคามที่เกิดจากการรวมตัวกันของสมาชิกสหกรณ์ ที่มีความชอบ และความถนัดเหมือนกัน นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์กับความทันสมัย ถัก ทอ ออกแบบ ตัดแต่ง ออกมาเป็นเสื้อผ้าสวมใส่ที่สวยงามร่วมสมัย เพิ่มมูลค่าให้กับผ้าพื้นเมือง สร้างรายได้ให้กับสมาชิก โดยสหกรณ์จะช่วยหาช่องทางการตลาดให้ ส่งผลให้วันนี้สมาชิกกลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้าบ้านท่าตูม มีรายได้มั่นคงหนี้สินลดลง และมีเงินออมเพื่ออนาคต

นางอุมาภรณ์ ประทุมไชย ประธานกลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้าบ้านท่าตูม สมาชิกสหกรณ์การเกษตรเมืองมหาสารคาม จำกัด กล่าวว่า เมื่อก่อนหลังจากเสร็จสิ้นฤดูกาลทำนา เกษตรกรส่วนใหญ่จะไม่มีงานทำ จึงจำเป็นต้องไปหางานทำต่างจังหวัด ดังนั้น จึงคิดว่ากลุ่มแม่บ้านน่าจะมีอาชีพเสริม จึงตั้งกลุ่มเพื่อระดมหุ้น และนำหุ้นไปฝากกับสหกรณ์ทุกเดือน เมื่อมีเงินฝากมากขึ้น จึงได้นำเงินออมนั้นมาเป็นทุนในการซื้อผ้า และอุปกรณ์ตัดเย็บต่างๆ ส่วนสมาชิกคนไหนมีฝีมือในการตัดเย็บ หรือทอผ้า ก็จะมีค่าแรงให้ทำให้ปัจจุบันสมาชิกมีรายได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ขณะที่ นางเยาวรัตน์ ประทุมไชยสมาชิกสหกรณ์การเกษตรเมืองมหาสารคาม จำกัด กล่าวเสริมว่า แต่ก่อนทำผ้าโหลรายได้ไม่ค่อยมั่นคง หลังจากเข้ามาเป็นสมาชิกสหกรณ์ และเป็นช่างตัดเย็บเสื้อผ้าของกลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้าบ้านท่าตูม ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น จากเมื่อก่อนเคยมีรายได้วันละ 100 กว่าบาท ปัจจุบันมีรายได้เพิ่มเป็นวันละประมาณ 300-400 บาท ซึ่งเพียงพอต่อรายจ่าย
ในครอบครัว และมีเงินเก็บ

จากความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และมีเงินออมของสมาชิก นำมาซึ่งความมั่นคงในชีวิต เมื่อสมาชิกมั่นคง นั่นหมายความสำเร็จของสหกรณ์การเกษตรเมืองมหาสารคาม จำกัด

เดินหน้ายกระดับมาตรฐานแปลงใหญ่ พุ่งเป้าดึงเทคโนโลยี-นวัตกรรมร่วมพัฒนาสู่เกษตร4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/307370

x

เดินหน้ายกระดับมาตรฐานแปลงใหญ่ พุ่งเป้าดึงเทคโนโลยี-นวัตกรรมร่วมพัฒนาสู่เกษตร4.0

วันพฤหัสบดี ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯได้ดำเนินโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งจากข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2560 มีแปลงใหญ่รวมทั้งสิ้น 2,535 แปลง พื้นที่ 3.38 ล้านไร่ เกษตรกรเข้าร่วม 249,106 ราย 78 สินค้า ซึ่ง สศก. ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการและผู้จัดการแปลงใน 28 จังหวัด พบว่าแปลงปี 2559 ซึ่งดำเนินการเป็นปีที่ 2 เกษตรกรมีรายได้แล้วจากกลุ่มสินค้า ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1,211-1,749 บาทต่อไร่

สำหรับการพัฒนาเกษตรกร พบว่า มีเกษตรกรที่ได้รับการพัฒนาให้เป็น Smart farmer 16,716 ราย เกษตรกรได้รับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร 36,865 ราย และแปลงใหญ่ร้อยละ 73 มีการพัฒนาเกษตรกรเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้จัดการแปลง ซึ่งเกิดจากการส่งเสริมให้ความรู้จากหน่วยงานในด้านต่างๆ ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนค่าปัจจัยการผลิต เช่น ค่าพันธุ์ ค่าปุ๋ย และค่าสารเคมีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสามารถพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรที่ได้มาตรฐานเพิ่มขึ้น โดยเกษตรกรร้อยละ 95 พอใจต่อโครงการ เพราะมีการส่งเสริมและสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สามารถลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับแปลงใหม่ที่เริ่มดำเนินการในปี 2560 เริ่มเห็นผลแล้วเช่นกัน ซึ่งได้ดำเนินการส่งเสริมและถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกรด้านการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต เช่น ส่งเสริมให้รวมกลุ่มกันซื้อปัจจัยการผลิตร่วมกัน การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การใช้พันธุ์ในอัตราที่เหมาะสม การใช้เครื่องจักรกลการเกษตร และการจัดทำปุ๋ยอินทรีย์/ชีวภาพ โดยกลุ่มสินค้า ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1,045-1,643 บาทต่อไร่ โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการร้อยละ 83 มีความพึงพอใจต่อโครงการ เพราะทำให้สามารถจัดการปลูกและมีรายได้เพิ่ม รวมทั้งทำให้มีประสิทธิภาพในการรวมกลุ่มเพื่อผลิตและการตลาด

ทั้งนี้ ปี 2561 กำหนดให้เป็นปีแห่งการยกระดับคน การบริหารจัดการ มาตรฐานสินค้าเกษตร สู่เกษตร 4.0 การดำเนินงานระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ดังกล่าว มุ่งเน้นให้มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ หรือเกษตรแม่นยำ และเครื่องจักรกลทางการเกษตรมาใช้บริหารจัดการ การน้อมนำศาสตร์พระราชา ทฤษฎีใหม่ สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เกษตรกร

แตกใบอ่อน : สุขภาพคนไทยเอาไว้ก่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/307371

807934531

แตกใบอ่อน : สุขภาพคนไทยเอาไว้ก่อน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตั้งใจจะเขียนถึงมาหลายสัปดาห์แล้ว สำหรับกรณี “กรมวิชาการเกษตร” ที่มีอธิบดี “สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ” เป็นหัวเรือใหญ่ ตัดสินใจต่ออายุการใช้ “พาราควอต” ซึ่งเป็น “สารเคมีอันตราย” แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีโอกาสได้เขียนถึงเสียที เพราะมีเรื่องอื่นๆ แทรกเข้ามาตลอด

เรื่องนี้คงไม่กลายเป็นประเด็นขึ้นมา ถ้าก่อนหน้านี้ คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งมี รมว.สาธารณสุข “นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร” เป็นประธาน ไม่เคยมีมติเสนอให้ “กรมวิชาการเกษตร” ไปพิจารณาออกประกาศยกเลิกการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช 2 ชนิด ได้แก่ พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส ภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 และภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2560 ต้องยุติการนำเข้าสารเคมีทั้ง 2 ตัว เนื่องจากพาราควอต จัดเป็นยาพิษที่มีความรุนแรง ไม่สามารถหายาถอนพิษได้ โดยขณะนี้มีกว่า 50 ประเทศทั่วโลกที่ประกาศยกเลิกการใช้แล้ว ส่วนคลอร์ไพริฟอส ทำให้เกิดความผิดปกติด้านพัฒนาสมอง ไอคิวเด็กลดลง สมาธิสั้น กระทบต่อระบบต่อมไร้ท่อ การเจริญเติบโต และเสี่ยงเป็นพาร์กินสัน

แต่ท้ายที่สุด กรมวิชาการเกษตร ก็ใช้วิธีเขี่ยลูกชงเรื่องไปให้ “คณะกรรมการวัตถุอันตราย” ซึ่งมีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน โดยอ้างว่ากรมวิชาการเกษตรไม่มีความเชี่ยวชาญที่จะพิจารณานำข้อมูลด้านสุขภาพอนามัยมาวินิจฉัยได้อย่างชัดแจ้งว่า สารดังกล่าวมีอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทันที่ “คณะกรรมการวัตถุอันตราย” จะมีมติหรือความเห็นใดๆ ออกมา เนื่องจากเขาจะมีการประชุมเรื่องนี้กันในวันที่ 7 ธันวาคม 2560 ก็ปรากฏว่า กรมวิชาการเกษตร ก็จัดการเดินหน้าต่อทะเบียนเจ้าสารเคมีตัวนี้ไปแล้วเรียบร้อย

เห็นแล้วก็อดรู้สึกทะแม่งๆไม่ได้

เพราะการแสดงออกของ “กรมวิชาการเกษตร” ในเรื่องนี้ ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่ากำลังเห็นแก่ผลประโยชน์ในเรื่องการปกป้องสุขภาพ สุขอนามัย ของประชาชนตรงไหน

ตรงกันข้าม กลับทำเสมือนกำลัง “เพิกเฉย” ต่อคำเตือนของคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่ รมว.สาธารณสุข เป็นประธานด้วยตนเอง แต่ยังมีองค์ประกอบที่หลากหลาย ทั้งแพทย์ เภสัชกร นักวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงมีผู้แทนกรมวิชาการเกษตรร่วมเป็นกรรมการอยู่ด้วยเช่นกัน

หรือถ้ากรมวิชาการเกษตรกำลังคิดว่า คณะกรรมการชุดนี้รวมถึงกระทรวงสาธารณสุข “นั่งเทียน” มโนถึงผลกระทบเรื่องดังกล่าวเอาเอง ก็ต้องบอกว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่กระทรวงสาธารณสุขหรือภาคประชาชนที่กลุ่มผู้ค้าสารเคมีพยายามยัดเยียดข้อหา “ขาประจำ” เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองเอาไว้เท่านั้น

แม้แต่ “คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ” หรือ สช. ก็มีการติดตามข้อมูลเรื่องนี้กันมานานแล้ว

เห็นการทำงานของ กรมวิชาการเกษตร ในยุคนี้แล้ว ทำให้อดคิดถึงสมัยคุณ “ดำรง จิระสุทัศน์” เป็นอธิบดีไม่ได้ จำได้ว่าสมัยนั้นคุณดำรงนี่แหละที่เคยใช้อำนาจปฏิเสธการขึ้นทะเบียน คาร์โบฟูราน และเมโทมิล เพราะพบว่าสารทั้ง 2 ชนิดมีความเป็นพิษสูงมากมาแล้ว แม้ว่า “คณะกรรมการวัตถุอันตราย” จะยังไม่เคยมีความเห็นหรือมติเกี่ยวกับสารทั้ง 2 ชนิดนี้มาก่อนก็ตาม

ส่วนสมัยนี้ก็อย่างที่เห็นครับ

สุขภาพคนไทย..เอาไว้ก่อนก็แล้วกัน

มะลิลา