จ่ายชาวนาไร่ละ2พัน กระตุ้นปลูกพืชทางเลือก-ลด‘นาปรัง’53จังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/308250

x

จ่ายชาวนาไร่ละ2พัน กระตุ้นปลูกพืชทางเลือก-ลด‘นาปรัง’53จังหวัด

วันอังคาร ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า โครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลายฤดูนาปรัง ปี 2561 เป็นมาตรการหนึ่งภายใต้แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปี 2560/61 เพื่อลดรอบการทำนาในฤดูนาปรัง ด้วยการสลับปรับปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชทางเลือกอื่น ตามความต้องการของเกษตรกร เช่น พืชตระกูลถั่ว ทานตะวัน งา ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดฝักอ่อน และพืชผัก เป็นต้น ยกเว้น หญ้าเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย เผือก พืชปุ๋ยสด ไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ผลไม้ยืนต้น และพืชใดๆ ที่มีระยะเวลาปลูกถึงเก็บเกี่ยว มากกว่า 120 วันขึ้นไป สำหรับพื้นที่ที่สามารถเข้าร่วมโครงการ จำนวน 53 จังหวัด ประกอบด้วย ภาคเหนือ 15 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ เชียงราย เชียงใหม่ นครสวรรค์ พะเยา พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี ลำปาง แพร่ น่าน ตาก ภาคกลาง 9 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี นนทบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ศรีสะเกษ สกลนคร หนองคาย อุดรธานี อุบลราชธานี นครราชสีมา ยโสธร หนองบัวลำภู บึงกาฬ สุรินทร์ มุกดาหาร เลย บุรีรัมย์ อำนาจเจริญ ภาคตะวันออก 4 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ปราจีนบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา และภาคตะวันตก 5 จังหวัด ได้แก่ ราชบุรี เพชรบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม โดยพื้นที่ขอสมัครเข้าร่วมโครงการต้องไม่ซ้ำซ้อนกับโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวไปประกอบกิจกรรมอื่น เช่น โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ปี 2560/61 และโครงการปลูกพืชปุ๋ยสดฤดูนาปรัง ปี 2561

เงื่อนไขเกษตรกรผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ จะต้องเป็นเกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปรังและขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรังในรอบ 4 ปี (ปี 2556 – 2559 ปีใดปีหนึ่ง) พื้นที่เข้าร่วมโครงการต้องเป็นพื้นที่นาเท่านั้น ขนาด 1 งานขึ้นไป แต่ไม่เกิน 15 ไร่ โดยเกษตรกรต้องลงทุนในการเตรียมแปลงและปลูกพืชในนาก่อน เมื่อปลูกแล้วให้มาแจ้งยืนยันการเพาะปลูก เพื่อให้คณะทำงานตรวจสอบพื้นที่ระดับตำบลทำการตรวจสอบ เมื่อตรวจสอบเสร็จสมบูรณ์ คณะกรรมการบริหารโครงการ ระดับอำเภอ จะส่งรายชื่อให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อโอนเงินให้เกษตรกร ทั้งนี้เมื่อเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้วจะไม่สามารถนำพื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการกลับไปทำนาปรังในช่วง 1 พฤศจิกายน 2560 – 30 เมษายน 2560 ได้อีก ยกเว้นพื้นที่รับน้ำที่มีประกาศให้ทำนาปีเร็วขึ้น ดังนั้นจึงขอเชิญชวนชาวนาที่สนใจ สมัครเข้าร่วมโครงการ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอที่ตั้งแปลงปลูก ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ในวันและเวลาราชการ

เตรียมเปิดหลักสูตรแนวพระราชดำริ เกษตรฯติวเข้มเจ้าหน้าที่ถ่ายทอดความรู้สู่ประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/308249

x

เตรียมเปิดหลักสูตรแนวพระราชดำริ เกษตรฯติวเข้มเจ้าหน้าที่ถ่ายทอดความรู้สู่ประชาชน

วันอังคาร ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ประชุมมอบนโยบายให้แก่หน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของตนทั้ง 10 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมหม่อนไหม สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ (องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) โดยได้เน้นย้ำให้ยึดถือแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นหลักในการขับเคลื่อน

นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้สถาบันเกษตราธิการ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีภารกิจในการจัดอบรมหลักสูตรพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ได้จัดหลักสูตรฝึกอบรมโดยน้อมนำแนวพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ เช่น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ได้รับการเชิดชูสูงสุดจากองค์การสหประชาชาติ (UN) ตลอดทั้งรวบรวมทฤษฎีกว่า 40 ทฤษฎี ของรัชกาลที่ 9 นำมาพัฒนาเป็นหลักสูตร เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรในกระทรวงเกษตรฯ มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องความพอเพียง นำไปเป็นหลักในการประกอบอาชีพและดำเนินชีวิต ตลอดทั้งถ่ายทอดไปสู่สังคมต่อไป

นายวิวัฒน์กล่าวต่อไปว่า สำหรับเรื่องสำคัญเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการในเบื้องต้น คือ การช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งได้เดินทางมาที่ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Operation Center) หรือ SWOC ของกรมชลประทาน เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ ตลอดทั้งการเตรียมการวางแผนล่วงหน้าเพื่อรับมือกับภัยแล้ง เนื่องจากพื้นที่ฝนตกในเขตชลประทานสามารถควบคุมบริหารจัดการน้ำได้ แต่พื้นที่นอกเขตชลประทานจะควบคุมยาก จึงต้องขอความร่วมกับทุกจังหวัดเพื่อหาแนวทางเก็บกักน้ำในพื้นที่ของชาวบ้านให้มากที่สุด เพื่อรองรับให้เกษตรกรในช่วงหน้าแล้งด้วย ทั้งนี้ ในส่วนสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ กรมชลประทานได้มีการเตรียมความเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ และเครื่องผลักดันน้ำ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ ให้เตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์ฝนในพื้นที่ภาคใต้ ตั้งแต่ช่วงต้นฤดูฝนไว้แล้ว โดยเป็นเครื่องสูบน้ำ จำนวนทั้งสิ้น 380 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 180 เครื่อง รถสูบน้ำ 5 เครื่อง เครื่องจักรกลสนับสนุน 101 เครื่อง และสะพานเหล็ก 1 ชุด พร้อมทั้งให้โครงการชลประทานในพื้นที่เสี่ยงภัย รายงานสถานการณ์น้ำต่อผู้ว่าราชการจังหวัด สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อแจ้งเตือนประชาชน

ไทย-ญี่ปุ่นนำร่องแปลงเรียนรู้อัจฉริยะ ระดมเทคโนโลยีพัฒนาการผลิต ประเดิมแปลงข้าว-มันสำปะหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/308252

x

ไทย-ญี่ปุ่นนำร่องแปลงเรียนรู้อัจฉริยะ ระดมเทคโนโลยีพัฒนาการผลิต ประเดิมแปลงข้าว-มันสำปะหลัง

วันอังคาร ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคการเกษตรของไทยกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนแรงงานเนื่องจากเกษตรกรเข้าวัยสูงอายุ กระทรวงเกษตรฯจึงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาการเกษตรไปสู่การเกษตรอัจฉริยะ หรือ Smart Agriculture ด้วยการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนกระบวนการผลิตทางการเกษตร สอดคล้องกับการพัฒนาที่มุ่งสู่เกษตร 4.0 สอดคล้องกับนโยบายประเทศไทย 4.0 เพื่อทำให้อาชีพเกษตรเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ที่ดี และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้น จึงได้ริเริ่มให้มีการศึกษาการทำการเกษตรอัจฉริยะ เพื่อสอดรับกับทิศทางการพัฒนาดังกล่าว

โดยเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ได้นำคณะผู้แทนของกระทรวงเกษตรฯเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น เพื่อร่วมหารือและศึกษาดูงานภาคเกษตรกรรม และระบบเกษตรกรรมอัจฉริยะ (Smart Agriculture) อาทิ การวิจัยรถแทรกเตอร์ไร้คนขับ (unmanned tractor) ที่ควบคุมการทำงานด้วยระบบ GNSS หรือ GPS และการใช้ข้อมูล Big Data เพื่อวางแผนด้านเกษตรกรรม ณ Hokkaido University โดยได้หารือเรื่องความร่วมมือด้านเกษตรกรรมอัจฉริยะกับ Professor Noboru Noguchi นักวิจัยชาวญี่ปุ่นผู้คิดค้นแทรกเตอร์ไร้คนขับคนแรกของโลก ถึงความเป็นไปได้ที่ Hokkaido University จะให้การสนับสนุนแทรกเตอร์ไร้คนขับ เพื่อทดลองใช้ในการทำเกษตรอัจฉริยะของไทย และแนวทางความร่วมมือด้านการนำนวัตกรรมภูมิสารสนเทศมาใช้ในการทำการเกษตร

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯยังได้มอบหมายให้ ดร.วราภรณ์ พรหมพจน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ขับเคลื่อนประสานกับ Hokkaido University อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการโครงการแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะ โดยมีบทบาทในการขับเคลื่อนการจัดทำแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะที่นำเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะที่เหมาะสมมาใช้ในกิจกรรมผลิตพืช ซึ่งจะนำร่องในมันสำปะหลัง และข้าวเป็นลำดับแรก เพื่อให้เป็นแปลงสาธิตการทำเกษตรอัจฉริยะเพื่อเผยแพร่ถ่ายทอดให้แก่เกษตรกร ตลอดจนผู้ประกอบการ นักวิจัย ประชาชนที่สนใจได้ศึกษา เรียนรู้ และนำไปใช้ประโยชน์

ดร.วราภรณ์กล่าวว่า Hokkaido University ได้ให้ความอนุเคราะห์รถแทรกเตอร์ไร้คนขับ ที่ควบคุมการทำงานด้วยระบบ GNSS หรือ GPS เพื่อจัดทำแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะของกระทรวงเกษตรฯ เป็นระยะเวลา 3 เดือน พร้อมทั้งส่งคณะผู้เชี่ยวชาญมาให้การฝึกอบรม และมีการจัดข้อตกลงความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Geo-informatics (GI) ในการบริหารจัดการด้านการเกษตร (Geo-Informatics Technology Application for Agriculture Management) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง 3 หน่วยงาน คือ กระทรวงเกษตรฯ GISTDA และ Hokkaido University โดยจะมีการจัดทำแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะที่นำเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะมาใช้ให้เหมาะสมมาในกิจกรรมผลิตพืช ซึ่งจะนำร่องในมันสำปะหลังและข้าว เป็นลำดับแรก เพื่อให้เป็นแปลงสาธิตการทำเกษตรอัจฉริยะเผยแพร่ถ่ายทอดให้แก่เกษตรกรที่สนใจได้ศึกษา เรียนรู้ และนำไปใช้ประโยชน์

โดยเทคโนโลยีการเกษตรที่นำมาใช้ในแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะ ประกอบด้วย การใช้แทรกเตอร์ไร้คนขับ ร่วมกับเครื่องจักรกลเกษตรสมัยใหม่ การให้น้ำตามความต้องการของพืชโดยพิจารณาจากข้อมูลความชื้นของดิน และสภาพอากาศผ่านระบบเซนเซอร์ และ Internet of Things (IOT) การจัดทำแผนที่ความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วยภาพถ่ายดาวเทียม การใส่ปุ๋ยตามความต้องการของพืชตามแผนที่ทางกายภาพและความอุดมสมบูรณ์ของดิน การประมวลข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการตัดสินใจในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช การตรวจสอบการเจริญเติบโตของพืชโดยใช้ โดรนและเทคโนโลยีประมวลผลจากภาพถ่ายระยะไกล เป็นต้น ซึ่งมีพื้นที่แปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะการผลิตมันสำปะหลังอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา และกำแพงเพชร ส่วนแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะการผลิตข้าวมีพื้นที่อยู่ที่จังหวัดชัยภูมิ กำแพงเพชร และพระนครศรีอยุธยา

เปิด3มาตรการดันราคายาง เกษตรฯมั่นใจกระเตื้องแน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/308217

เปิด3มาตรการดันราคายาง เกษตรฯมั่นใจกระเตื้องแน่

เปิด3มาตรการดันราคายาง เกษตรฯมั่นใจกระเตื้องแน่

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 16.55 น.

รมช.เกษตรฯ เผยรายละเอียด 3 มาตรการช่วยราคายาง คาดมีผลสัปดาห์นี้ มั่นใจดันราคายางกระเตื้องแน่

11 ธ.ค.60 นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงมาตรการผลักดันราคายางพารา เข้าคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 12 ธ.ค.นี้ ว่า ในมาตรการแรก เรื่องการเพิ่มความต้องการใช้ในประเทศให้ทุกหน่วยช่วยกันเสนอปริมาณการใช้ยางอย่างต่อเนื่อง โดยที่ชัดเจนแล้วนำพาราผสมยางมะตอยทำถนน มีสเปกแล้ว และมีการนำยางใช้ได้มากขึ้นทำตัวรองพื้นถนน หรือพาราซอยชีเมนต์ ในสัดส่วนสูงประมาณ 25% ทางกระทรงงคมนาคม มั่นใจว่าจะออกสเปกได้ทันภายในสัปดาห์นี้ โดยปริมาณนำยางไปใช้ในหน่วยงานราชการประมาณ 2 แสนตันตามที่นายกฯ สั่งการมา พร้อมกับการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) เปิดจุดรับซื้อภายใต้โครงการสนับสนุนการใช้ยางหน่วยงานของรัฐ โดย กยท.รับซื้อและรวบรวมส่งมอบหน่วยงานตามความต้องการใช้ มีทั้งน้ำยางข้น ยางแผ่น

มาตรการที่สอง การเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการเข้าไปซื้อยางแผ่นเข้าสต็อก โดยจะมีสินเชื่อจากแบงค์ต่างๆ สถาบันการเงิน ช่วยทำให้ดูดซับไป

มาตรการที่สาม การลดซัพพลาย ลดปริมณยางลง จะมีข้อเสนอให้ทางหน่วยงานรัฐ ที่มีสวนยาง ออป. กยท. กรมวิชาการเกษตร ให้ทำการงดกรีดยางชั่วคราว กว่า1 แสนไร่ พร้อมกับไปเร่งรัดในเรื่องสนับสนุนพี่น้องเกษตรกรรายย่อย ได้ปรับเปลี่ยนถาวร ไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน มีเงินสงเคาระห์ ให้ 1.6 หมื่นบาทต่อไร่ และจะเพิ่มแรงจูงใจช่วยเหลือเพิ่มเติมพิเศษ หากเกษตรกรสวนยาง มาเข้าโครงการในช่วงนี้ โดยจะมีงบอุดหนุนปัจจัยการผลิต อีกส่วน ไปปลูกพืชอื่น ช่วยไม่เกิน10ไร่ ส่วนที่เหลือปลูกยางอยู่ รวมทั้งโค่นยางเก่า ไร่ละ 1.6 หมื่นบาท ไปปลูกยางพันธุ์ดี จะลดยางลงได้ชั่วคราว 7 ปี กว่าจะกรีดได้

“เราจะลดปริมาณยางเข้าสู่ตลาด มีการใช้ในประเทศมากขึ้น มีภาคเอกชนเข้ามาดูดซับยาง ลดพื้นที่ปลูก รวมทั้ง รมว.เกษตรฯจะประกาศความร่วมมือกับประเทศสมาชิกสภาไตรภาคียาง มาเลเซีย อินโดนีเซียและไทย ใช้มาตรการลดปริมาณส่งออก 3.5 แสนตัน ตามสัดส่วนการส่งออกของแต่ละประเทศ จะส่งสัญญาณปลายทางได้ผลดีขึ้น เพราะปัญหาตอนนี้ราคาขายยางเกษตรกรผิดปกติ ได้รับไม่สมเหตุผล ขายได้ต่ำกว่าต้นทุน กระทบรายได้ความเป็นอยู่ จำเป็นต้องจำกัดส่งออก และมีแผนรองรับ เชื่อว่ามีมาตรการเสริม มาตรการรองรับ เข้าครม.มีผลทันที ส่งราคากระเตื้องขึ้นได้” นายลักษณ์ กล่าว

ของขวัญปีใหม่!เร่งคลอดแพ็คเกจแก้หนี้เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/308214

ของขวัญปีใหม่!เร่งคลอดแพ็คเกจแก้หนี้เกษตรกร

ของขวัญปีใหม่!เร่งคลอดแพ็คเกจแก้หนี้เกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 16.40 น.

รมช.เกษตรฯลุยแก้จน เร่งร่างแผนลดหนี้เกษตรกร 3.96 ล้านครัวเรือน เร่งให้เสร็จประกาศเป็นของขวัญปีใหม่

11 ธ.ค.60 นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงมาตรการแพคเกจแก้จน ในกลุ่มเกษตรกรยากจนกว่า 3.96 ล้านครัวเรือน ว่า ในวันอังคารที่ 12 ธ.ค.นี้ ตนจะเรียกประชุมหน่วยงานภายในกระทรวง เพื่อยกร่างแนวทางในการทำงานร่วมกัน 4  หน่วยงาน เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ ธนาคารเพื่อการเกษตร(ธ.ก.ส.) และจะประชุมร่วม 4 หน่วยงานในสัปดาห์นี้ เพื่อเตรียมเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี(ครม.) สัปดาห์สุดท้ายปีนี้ เพื่อเป็นประกาศของขวัญปีใหม่ให้เกษตรกร

นายลักษณ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ ธ.ก.ส.มีข้อมูลตัวเลขยอดหนี้ของลูกหนี้ในส่วนของ ธ.ก.ส.แล้ว แต่ในส่วนหนี้ของสหกรณ์ ต้องคุยกับกระทรวงเกษตรฯ และหนี้นอกระบบ ที่จะต้องลงไปคุยข้อเท็จจริงกับชาวบ้าน ให้ข้อมูลเป็นหนี้นอกระบบที่เป็นจริง หากมีหนี้ที่ไม่เป็นธรรม กระทรวงมหาดไทย ต้องไปเจรจากับเจ้าหนี้ ให้มีความชอบธรรมเพื่อลดดอกเบี้ยตามกฎหมาย ในอัตรา 15% ต่อปี และนำก้อนหนี้นี้มาขอใช้สินเชื่อนอกระบบกับ ธ.ก.ส. เป็นสินเชื่อระยะยาว 10-12ปี เพื่อนำเงินไปให้ชำระเจ้าหนี้นอกระบบ

ทั้งนี้ เกษตรกรจะเบาตัว สามารถผ่อนคืนแบบต้นลดดอกลด ไม่ใช่เป็น flat rate ซึ่งดอกเบี้ย ธ.ก.ส. ไม่แพง ไม่เกิน 1% ต่อเดือน ส่วนหนี้ในระบบจะปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ระเบียบวิธีปฎิบัติขยายเวลาชำระคืน 20 ปี ตามเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของธนาคารที่แบงค์ชาตืให้ความเห็นชอบแล้ว ทั้งนี้การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ จะพิจารณายอดหนี้ทั้งก้อน มาเข้าแผนทำการฟื้นฟูอาชีพเดิม หรือเพื่มอาชีพใหม่ ดูรายได้อย่างไร

“นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี อยากให้ทำแผนฟื้นฟูอาชีพแก้หนี้เป็นรายคน จะเห็นว่ามีรายได้แต่ละปีเท่าไหร่ ตัวนี้มาดูกำลังชำระหนี้เป็นอย่างไร ขยายเวลาเท่าไหร่ รัฐบาลให้ความสำคัญมาก ต้องผนึกกำลังแก้หนี้ ผ่านคลีนิกแก้ไขความยากจน บริหารอย่างไรในระดับพื้นที่ นายอำเภอ ศูนย์เรียนรู้ ศพก.ทุกอำเภอ พร้อมกับมีกำหนดระยะเวลา ปลอดการชำระต้นเงินและดอกเบี้ย ตามกรณี รายได้ยังไม่พอ ต้องนำเงินไปใช้จ่ายก่อน” นายลักษณ์ กล่าว

กฤษฎาชง3มาตรการดันราคายางเข้าครม.พรุ่งนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/308208

กฤษฎาชง3มาตรการดันราคายางเข้าครม.พรุ่งนี้

กฤษฎาชง3มาตรการดันราคายางเข้าครม.พรุ่งนี้

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 16.25 น.

“กฤษฎา” เผยเสนอ 3 มาตรการผลักดันราคายางเข้า ครม.พรุ่งนี้ ย้ำแพ็คเกจแก้หนี้เกษตรกร 3.96 ล้านครัวเรือนจะเสนอภายใน 2 สัปดาห์

11 ธ.ค.60 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เสนอมาตรการผลักดันราคายางพารา 3 มาตรการเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในวันอังคารที่ 12 ธ.ค.60 เพื่อให้ราคาขยับขึ้น และช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางได้เร็วที่สุด

ส่วนแพ็คเกจแก้จน ช่วยลดหนี้สินเกษตรกรยากจน 3.96 ล้านครัว ขณะนี้นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรฯ กำลังร่างแผนแก้หนี้ ฟื้นฟูอาชีพ รายบุคคล ร่วมกับ4หน่วยงาน ตามที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯสั่งการให้นำเสนอเข้า ครม.ภายใน 2 สัปดาห์นี้เ พื่อประกาศเป็นของขวัญปีใหม่ให้เกษตรกร

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า ในวันที่ 14 ธ.ค.นี้ ตนจะประชุมผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เรนท์ กับข้าราชการกระทรวงเกษตรฯทุกจังหวัด สั่งการให้เร่งดูแลปัญหาผลผลิตเกษตรทุกชนิด นำมาวางแผนแก้ไขล่วงหน้าและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรช่วงฤดูแล้ง เพื่อมีรายได้ ทำระบบกระจายแหล่งน้ำให้ทั่วถึงโดยกรมชลประทาน และกรมพัฒนาที่ดิน เร่งขุดบ่อน้ำขนาดเล็ก ขุดสระ ที่เกษตรกรแจ้งความต้องการเข้ามาไว้และเร่งสำรวจความต้องการของเกษตรกรสวนยาง เพื่อสอดรับกับโครงการลดพื้นที่ปลูกยาง ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ที่ปรับเปลี่ยนไปทำเกษตรผสมผสาน หรืออาชีพอื่น โดยต้องช่วยปัจจัยการผลิตเพื่อสร้างความมั่นใจให้เกษตรกร

นายกฤษฎา กล่าวด้วยว่า ในช่วงวันหยุดตนได้เขียนส่งไลน์กลุ่มให้กับข้าราชการกระทรวงฯ ในเรื่องร่วมคิดร่วมทำประจำสัปดาห์เพื่อเกษตรกรของเรา มีใจความว่า พวกเราโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศมีปัญหาอุปสรรคในการทำงานหรือมีข้อเสนอแนะหรือมีโครงการที่ประสบผลสำเร็จในการดำเนินงานแล้วก็ขอให้รายงานมายังกระทรวงเกษตรฯด้วยเพื่อส่วนกลางจะได้นำมาขยายผลหรือปรับปรุงแก้ไขให้งานของเราเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องเกษตรกรให้มากที่สุด ในเป้าหมายเดียวกันคือการช่วยเหลือเกษตรกรแบบครบวงจร

นอกจากสินค้าผลผลิตทางเกษตรแล้ว สิ่งสำคัญพื้นฐานคือพัฒนาแหล่งน้ำหรือการหาน้ำให้มีประจำพื้นที่แก่เกษตรกร ให้อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน รวบรวมข้อมูลแหล่งน้ำขนาดเล็กเช่น บ่อหรือสระที่กรมฯได้ไปดำเนินการไว้ในพื้นที่ต่างๆว่า ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัยของ ประชาชนมากน้อยเพียงใด ที่ไหนบ้างโดยแยกเป็นรายจังหวัดหรือรายภาคคร่าวๆก็ได้ เพื่อให้เห็นภาพว่าพื้นที่ใดมีแหล่งน้ำเพียงพอแล้วหรือไม่อย่างไร หรือใช้ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาหาแหล่งน้ำตามพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เช่น การทำหลุมขนมครก หรือแก้มลิงเก็บน้ำ การชักน้ำลงคลองไส้ไก่หรือการสร้างเหมืองฝายชะลอน้ำหรือเก็บน้ำโดยใช้วัสดุธรรมชาติในพื้นที่มาทำแหล่งน้ำดังกล่าว โดยให้ชาวบ้านหรือชาวสวนยางได้ออกแรงงาน แล้วส่วนราชการซื้อวัสดุให้ชาวบ้านมาร่วมกันทำก็ได้

ขณะที่ในบางแห่งอาจร่วมกันกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำธนาคารน้ำใต้ดินได้ สำหรับงบประมาณดำเนินการ หากมีงบประมาณประจำปีตามแผนงานอยู่แล้ว ก็ให้รีบดำเนินการหรือขอรับการสนับสนุนจากงบประมาณพัฒนาจังหวัดหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือต่อยอดขยายผลโครงการ 9101 หรือประสานงานภาคธุรกิจเอกชนในพื้นที่ที่มีงบประมาณดูแลสังคม(CSR)หรือทำโครงการขอรับการสนับสนุนงบประมาณกลางสำรองจ่ายมาที่กระทรวงก็ได้

“ขอให้ท่าน ปลัด กษ.ได้มอบหมายท่านรองปลัดกระทรวงและอธิบดีที่เกี่ยวข้อง ได้เร่งจัดทำข้อมูล(big data) กลุ่มเกษตรกรดังกล่าวไว้ให้เป็นระบบ เพื่อให้เชื่อมโยงกับข้อมูลอื่นๆตามกรม กอง ของกษ. หรือให้กระทรวงอื่นๆนำไปจัดทำโครงการประสานเชื่อมโยงเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้กว้างขวางมากขึ้นด้วย” นายกฤษฎา กล่าว

เกษตรบูรณาการ : เดินหน้าเต็มสูบ 3 ต. 3 เดือน ต้องชัดเจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/308075

251598

เกษตรบูรณาการ : เดินหน้าเต็มสูบ 3 ต. 3 เดือน ต้องชัดเจน

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ทันทีที่รับหน้าที่ในฐานะเสนาบดีแห่งกระทรวงเกษตรฯ ของรัฐมนตรีป้ายแดง ที่มีผู้นำที่ไม่มียศทางทหาร อย่าง นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ คนใหม่ ที่ส่งตรงจากกระทรวงมหาดไทย ซึ่งคนนี้ นายกรัฐมนตรีไว้วางใจเป็นพิเศษให้เข้ามาแก้ปัญหาภาคการเกษตร แถมยังมีนายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรฯ ที่อดีตผู้จัดการ ธ.ก.ส. ที่คุลกคลี เรื่องการแก้ปัญหาภาคการเกษตรมาต่อเนื่อง และตามติดมาด้วย นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือที่รู้จักกันในชื่อ “อาจารย์ยักษ์” ซึ่งเป็นถึงประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ เป็นหนึ่งในบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

เมื่อเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ จึงถือโอกาสมอบนโยบายแนะนำแนวทาง ให้กับข้าราชการกระทรวงเกษตรฯพร้อมกันในวันที่ 4 ธันวาคมที่ผ่านมา ในยามแดดร่มลมตก ช่วงบ่ายๆ ซึ่งรัฐมนตรี “กฤษฎา” ย้ำว่านโยบายของท่านจะใช้นโยบาย 3 ต. คือ ต่อ แต่ง เติม และให้แกนหลักในแต่ละกรมไปคิดมาว่าจะเดินหน้าต่ออย่างไร ทั้งหมด ทั้งมวลจะไม่เข้าไปปรับเปลี่ยนนโยบายที่เคยผ่านมา เพื่อให้งานเดินหน้าไปได้ทันที เพราะรัฐมนตรี ชุดนี้คือ ชุดทำงานชุดปฏิบัติการในวาระสุดท้ายของรัฐบาล ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มีเวลาทำงานเต็มที่แค่ 1 ปี จึงเป็นโจทย์ ที่รมต.เกษตร ทั้ง 3 ต้องวางแผนการ ขับเคลื่อนงานทั้งหมดให้เห็นเป็นรูปธรรม ใน 3 เดือน หากทำไม่ได้ต้องตอบคำถาม นายกรัฐมนตรี “ประยุทธ์” ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

นโยบาย 3 ต. ต่อ แต่ง เติม ที่ว่า มันคือ อันไหนที่เห็นว่าเป็นนโยบายที่ทำได้ต้องเดินหน้าต่อ ไม่ต้องรอรำมวย ส่วนอันไหนที่ต้องเติม ต้องปรับให้เร่งปรับ ภายในระยะเวลาเร่งด่วน ส่วนอันไหนที่มันห่วย ไม่ได้เรื่องต้องมีการปรับแต่ง ส่วนจะปรับแต่งเพิ่มเติมอย่างไร ต้องไปคิดมาให้จบ ภายใน 2 สัปดาห์ โดยทั้งหมด จะต้องยึดถึงประชาชน ให้กินดีอยู่ดีให้ได้ และเพื่อให้งานเดินหน้า ได้ตามเป้าหมายที่ต้องแข่งกับเวลา รัฐมนตรี “กฤษฎา” จึงมอบหมายให้ 2 รมช. ดูงานกันคนละอย่าง โดย “อาจารย์ยักษ์” ที่มีความเชี่ยวชาญ ในการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ก็ให้ดูแลเรื่องการของการผลิต ที่นำเอาเรื่อง “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” มาใช้ในการขับเคลื่อน ส่วน รมช. “ลักษณ์” ที่เชี่ยวชาญ เรื่องของการประสานงานแก้ปัญหาภาคการเกษตรในภาพรวม และยังเคยเป็นผู้บริหาร ธ.ก.ส. ที่เคยทำงานร่วมกับกระทรวงเกษตรฯมาก่อน ก็ให้ดูเรื่องของการส่งเสริม โดยท่านรัฐมนตรี “กฤษฎา” จะดูแลภาพรวมทั้งหมด

แม้วันนี้เรื่องของปัญหาสินค้าเกษตรจะยังมีหลายเรื่องที่ต้องเร่งแก้ปัญหา เพื่อให้เกษตรกรสามารถลืมตาอ้าปากได้ โดยเฉพาะเรื่องราคายางพาราที่ตกต่อเนื่อง รวมไปทั้งเรื่องปัญหาราคาข้าว ปาล์มน้ำมัน ที่ต้องวางกลยุทธ์ รับมือและที่สำคัญ มันคือปัญหาราคาข้าว ที่มีผลผลิตกำลังออกมาในช่วงนี้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ไม่สามารถแก้ได้หากจริงใจในการแก้ปัญหา เพราะทันที ที่ รมต. ทั้งก้าวเข้ามา ที่กระทรวงเกษตรฯ ก็ยืนยันชัดเจนว่า จะแก้ปัญหาได้ภายใน 3 เดือน และทุกอย่างจะดีขึ้น นั้นก็ได้แค่หวังว่าฝันของเกษตรกรจะเป็นจริง เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ หากไม่มีอะไรหมกเม็ดและปากว่าตาขยิบ อย่าลืมว่าประชาชน กำลังรอความหวัง และขอให้เป็นดั่งที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี“สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” บอกไว้ว่าจากนี้ไป กระทรวงเกษตรฯจะต้องมีอะไรที่ดีขึ้นโปรดติดตามต่อไป … สาธุ

ราชดำเนิน

รายงานพิเศษ : เจาะลึก…แผนบริหารจัดการน้ำกรมชลประทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/308077

รายงานพิเศษ : เจาะลึก...แผนบริหารจัดการน้ำกรมชลประทาน

รายงานพิเศษ : เจาะลึก…แผนบริหารจัดการน้ำกรมชลประทาน

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ฤดูฝนปีนี้มีพายุพัดผ่านประเทศไทยหลายลูกไม่ว่าจะเป็นพายุโซนร้อน “ตาลัส” พายุโซนร้อน “เซินกา” พายุไต้ฝุ่น “ทกซูรี” ตลอดจนยังมีพายุดีเปรสชั่น หย่อมความกดอากาศต่ำที่ทำให้เกิดฝนตกหนัก จนเกิดภาวะน้ำท่วมในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำมูลในภาคอีสาน และบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่เปรียบเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศ ก็ได้รับผลกระทบจากพายุที่พัดผ่านเช่นกัน แต่ด้วยมีการวางแผนบริหารจัดการน้ำที่ดีทำให้ผลผลิตทางการเกษตรแทบจะไม่ได้รับความเสียหายเลย แม้จะมีภาวะน้ำท่วมเกิดขึ้นในบางพื้นที่ก็ตาม โดยกรมชลประทานใช้ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Operation Center) หรือ SWOC ที่เพิ่งเปิดใช้งานปีนี้เป็นปีแรก เป็นศูนย์บัญชาการในการประมวลวิเคราะห์ ติดตาม และพยากรณ์สถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ช่วยราชการในตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ก่อนที่จะเข้าฤดูฝน กรมชลประทานได้วางแผนบริหารจัดการน้ำ โดยได้คาดการณ์ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้ง 34 แห่งทั่วประเทศ พร้อมทำการพร่องน้ำให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อที่จะสามารถรองรับน้ำฝนที่ตกลงมาให้ได้มากที่สุด และใช้ในการหน่วงน้ำ ในขณะเดียวกัน จะต้องไม่ระบายน้ำออกมากเกินไป เพราะจะต้องมีปริมาณน้ำสำรองกักเก็บไว้ให้เพียงพอ สำหรับใช้ในกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะการทำนาปรังช่วงฤดูแล้งของฤดูกาล 2560/61 ด้วย

ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา กรมชลประทานดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้มีการปรับเปลี่ยนปฏิทินการปลูกพืชให้เร็วขึ้น เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จก่อนฤดูน้ำหลากจะมาถึง เพื่อใช้พื้นที่ดังกล่าวรับน้ำฝนในพื้นที่และใช้เป็นทุ่งหน่วงน้ำชะลอการระบายน้ำไม่ให้กระทบกับพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างที่อาจจะท่วมในพื้นที่ชุมชน เศรษฐกิจ และพื้นที่ราชการ ซึ่งอาจจะสร้างความเสียหายในภาพรวมของประเทศได้ จำนวน 13 ทุ่ง ประกอบด้วยพื้นที่เจ้าพระยาตอนบนจำนวน 1 ทุ่ง คือทุ่งบางระกำ มีพื้นที่รวมประมาณ 0.26 ล้านไร่ วางแผนรับน้ำประมาณ 400 ล้านลูกบาศก์เมตร และ 12 ทุ่งในพื้นที่เจ้าพระตอนล่าง มีพื้นที่ประมาณ 1.15 ล้านไร่ วางแผนรับน้ำประมาณ 1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมปริมาณน้ำที่วางแผนตัดยอดน้ำ ประมาณ 1,900 ล้านลูกบาศก์เมตร รักษาระดับน้ำในทุ่งลึกประมาณ 1.5-2.5 เมตร ตามสภาพพื้นที่ในทุ่งไม่ให้กระทบต่อการสัญจรไปมา และการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชนในพื้นที่ โดยมีการสร้างกระบวนการรับรู้ให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดตั้งแต่ปลายปี 2559 ที่ผ่านมา มีการวางแผนตรวจสอบอาคารชลประทานให้พร้อมรับสถานการณ์ การจัดจราจรทางน้ำ กำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ ตลอดจนเตรียมความพร้อมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ เรือผลักดันน้ำ และเครื่องจักรกล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

เมื่อเริ่มเข้าฤดูฝนการบริหารจัดการน้ำส่วนใหญ่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ เริ่มดำเนินการผันน้ำเข้าทุ่งบางระกำเป็นลำดับแรกตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2560 และอีก 12 ทุ่งที่เหลือในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างสามารถหน่วงน้ำตัดยอดน้ำเก็บกักในทุ่งได้ถึง 2,185 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยเก็บกักในทุ่งบางระกำ ประมาณ 500 ล้านลูกบาศก์เมตร และที่เหลือประมาณ และ 12 ทุ่งที่เหลือประมาณ 1,685 ล้านลูกบาศก์เมตร วางแผนระบายน้ำออกจากทุ่งให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2560 แต่จะยังคงเหลือน้ำค้างทุ่งบางส่วนที่เก็บกักในคลองส่งน้ำ ประมาณ 439 ล้านลูกบาศก์เมตร จากปริมาณน้ำที่คงค้างดังกล่าว อยู่ในทุ่งบางระกำ 100 ล้านลูกบาศก์เมตร และใน 12 ทุ่งเจ้าพระยาตอนล่างอีกประมาณ 339 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อให้เกษตรกรใช้ในการเพาะปลูกข้าวในฤดูการถัดไปตามแผนและข้อตกลงที่ได้สร้างการรับรู้กับประชาชนในพื้นที่ของแต่ละทุ่งแล้ว

สำหรับภาคอีสานที่ประสบปัญหาน้ำท่วม เนื่องจากฝนที่ตกหนักในพื้นที่ ทั้งด้านเหนืออ่างเก็บน้ำ และท้ายอ่างฯ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ อีกทั้งยังมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนลำปาวและเขื่อนอุบลรัตน์เป็นจำนวนมาก กรมชลประทานได้บริหารจัดการโดยจัดจราจรน้ำ ซึ่งได้ทยอยระบายน้ำจากเขื่อนลำปาวก่อน จากนั้นจึงเริ่มระบายน้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ เป็นลำดับถัดมา โดยเฉพาะเขื่อนอุบลรัตน์ มีปริมาณน้ำไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง จนทำให้มีปริมาณน้ำสูงสุดถึง 2,969 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 122 ของปริมาณการกักเก็บ เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2560 ซึ่งเกินปริมาณความจุ ทำให้ต้องเพิ่มการระบายน้ำ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้ลดการระบายลงเหลือวันละ 8.30 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่กลับเข้าสู่สภาวะปกติ มีการเตรียมแปลงทำนาปรังแล้ว คาดว่าฤดูแล้งปีนี้จะสามารถส่งน้ำเพื่อสนับสนุนการเกษตรได้เต็มพื้นที่ ตามความต้องการของเกษตรกรอย่างแน่นอน

ส่วนภาคใต้ยังเป็นพื้นที่ที่จะต้องเฝ้าระวัง เพราะขณะนี้เป็นช่วงฤดูฝนของภาคใต้ แต่กรมชลประทาน ได้เตรียมความพร้อมด้วยการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมรับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น โดยได้มีการขุดลอกคลองต่างๆ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ พร้อมได้ส่งเครื่องจักร เครื่องมือ ประกอบด้วย เครื่องสูบน้ำ 380 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 180 เครื่อง เครื่องกำเนิดไฟฟ้า 63 เครื่อง รถบรรทุก 34 คัน รถขุดตีนตะขาบ 30 คัน รถแทรกเตอร์ 3 คัน และรถลากจูง 12 คัน ไปไว้ที่จุดพักเครื่องจักร 16 แห่งในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้พร้อมเตรียมรับสถานการณ์ไว้แล้ว

นอกจากนี้ ยังได้พร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ให้อยู่ในระดับเกณฑ์ควบคุมการบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำ และได้สั่งการให้โครงการชลประทานในพื้นที่เฝ้าระวังเตรียมรับสถานการณ์น้ำจากฝนตกหนักและน้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด รวมทั้งจัดทำข้อมูลเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ่านทางช่องทางต่างๆ และรายงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่องโดยมีศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ เป็นศูนย์บัญชาการและบริหารจัดการน้ำ

ขณะนี้พื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สิ้นสุดฤดูฝนแล้ว ปริมาณน้ำที่กักเก็บในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้งประเทศ 34 แห่ง ค่อนข้างดี ปัจจุบัน (1 ธ.ค. 2560) สถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ มีปริมาณน้ำในอ่างฯ 60,154 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 85 ของความจุอ่างฯ เป็นน้ำใช้การได้ 36,610 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 77 มากกว่าปี 2559 จำนวน 9,558 ล้านลูกบาศก์เมตร (ปี 2559 มีน้ำใช้การได้ 27,052 ล้านลูกบาศก์เมตร) โดยมีอ่างฯ ที่น้ำอยู่ในเกณฑ์ดีมาก คือ น้ำมากกว่า 80% ถึง 22 แห่ง อยู่ในเกณฑ์ดี-พอใช้ 12 แห่ง และไม่มีอ่างฯ ที่อยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย ในส่วนของลุ่มเจ้าพระยา อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้ง 4 แห่งมีปริมาณน้ำใช้การดังนี้ เขื่อนภูมิพล 7,180 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 74 เขื่อนสิริกิติ์ 5,676 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 76 ในขณะที่เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนกับเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำใช้การ 100 % คือ 897 และ 957 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามลำดับ (ข้อมูล ณ วันที่ 1 ธันวาคม 2560) ซึ่งถือว่ามีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำค่อนข้างดีมาก จะส่งผลดีต่อการวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งที่จะมาถึง คาดว่าจะมีการปลูกนาปรังเต็มพื้นที่ทั่วประเทศ ประมาณ 8.35 ล้านไร่ โดยอยู่ในลุ่มเจ้าพระยาประมาณ 5.17 ล้านไร่ อย่างไรก็ตามต้องขึ้นกับนโยบายข้าวครบวงจรของรัฐบาล ที่จะมีการควบคุมพื้นที่การเพาะปลูกในแต่ละรอบการทำนาด้วย

กรมชลประทานวางแผนจัดสรรน้ำในฤดูแล้งปี 2560/2561 จากปริมาณน้ำใช้การทั้งประเทศ ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 จำนวน 42,313 ล้านลูกบาศก์เมตร จัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค 2,167 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อระบบนิเวศและอื่นๆ 6,948 ล้านลูกบาศก์เมตร สำรองน้ำต้นฤดูฝน 16,797 ล้านลูกบาศก์เมตร และเพื่อภาคการเกษตร 15,952 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อการเพาะปลูกพืชประมาณ 13.75 ล้านไร่ ปัจจุบัน เพาะปลูกแล้ว 1.16 ล้านไร่ (ข้อมูลเพาะปลูก ณ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2560)

ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา กรมชลประทาน วางแผนจัดสรรน้ำในฤดูแล้ง ปี 2560/61 จากปริมาณน้ำ 14,187 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค 1,140 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อการรักษาระบบนิเวศน์และอื่นๆ 1,450 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อการเกษตร 5,110 ล้านลูกบาศก์เมตร และจะเหลือน้ำสำรองต้นฤดูฝนปี 2561 (พฤษภาคม-กรกฎาคม) อีกประมาณ 6,487 ล้านลูกบาศก์เมตร

การบริหารจัดการน้ำทั้งประเทศในปีนี้จะสำเร็จมากน้อยแค่ไหน?เป็นไปตามแผนที่วางไว้หรือไม่? เป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถของอธิบดีกรมชลประทานคนใหม่ที่ชื่อ “ดร.ทองเปลว กองจันทร์”

ทองเปลว กองจันทร์

ทองเปลว กองจันทร์

เปิดผลประเมิน‘ศพก.’ผ่านฉลุย สศก.ย้ำพัฒนาเกษตรกรได้จริง-ลดต้นทุนไร่ละ722บ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/308073

x

เปิดผลประเมิน‘ศพก.’ผ่านฉลุย สศก.ย้ำพัฒนาเกษตรกรได้จริง-ลดต้นทุนไร่ละ722บ.

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ได้ดำเนินการประเมินโครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) โดยลงพื้นที่สำรวจเกษตรกรต้นแบบ เกษตรกรที่เข้ารับการอบรมจาก ศพก. และเกษตรกรเจ้าของศูนย์เครือข่าย ศพก. ใน 27 จังหวัด 854 ราย พบว่า ศพก. เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีสำหรับเกษตรกรอย่างรอบด้าน เช่น การลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การปรับปรุงบำรุงดิน รวมถึงการแปรรูปผลผลิตเพื่อบริโภคในครัวเรือน และเป็นรายได้เสริมให้กับเกษตรกร เป็นต้น

เกษตรกรที่นำความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ถึงร้อยละ 90 เห็นผลแล้ว โดยสามารถลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีในการผลิตได้เฉลี่ยไร่ละ 722 บาท/ปี มีการปรับปรุงบำรุงดินในพื้นที่เพาะปลูกของตนเองให้มีความสมบูรณ์ ดูแลและรักษาป้องกันโรค และแมลงศัตรูพืชได้ ยังสามารถแปรรูปผลผลิตไว้บริโภคในครัวเรือน และจำหน่ายเป็นรายได้เสริม ส่งผลให้ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้เฉลี่ย 894 บาท/เดือน

สำหรับฐานเรียนรู้ ศพก. แต่ละแห่งมีฐานเรียนรู้เฉลี่ย 6 ฐาน โดยฐานเรียนรู้ที่มีเหมือนกันมากที่สุดใน ศพก. คือ ฐานเรียนรู้ด้านการลดต้นทุนการผลิต เช่น ฐานเรียนรู้ด้านปุ๋ยหมัก/น้ำหมัก ฐานเรียนรู้ด้านสารชีวภัณฑ์ ฐานเรียนรู้ด้านการลดต้นทุนข้าว ฐานเรียนรู้ด้านปศุสัตว์ ฐานเรียนรู้ด้านประมง ฐานเรียนรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียง และฐานเรียนรู้ด้านบัญชี เป็นต้น

ผลสำรวจยังพบว่า ศพก. สามารถกระตุ้นให้เกษตรกรมีความต้องการเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 28 ต้องการความรู้ด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ สำหรับการผลิต ร้อยละ 21 ต้องการความรู้ด้านการลดต้นทุนการผลิตเพิ่มเติม ส่วนร้อยละ 11 ต้องการความรู้ด้านการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพ

ดังนั้น เพื่อให้ ศพก. เป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสำหรับเกษตรกรมากยิ่งขึ้น จึงควรส่งเสริม และสนับสนุนในด้านต่างๆ ให้ ศพก.มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เช่น การพัฒนาฐานเรียนรู้ พัฒนาแปลงเรียนรู้ เพิ่มเติมเนื้อหาหรือหลักสูตรในการอบรมให้มีความหลากหลาย เพื่อเพิ่มศักยภาพความเข้มแข็งให้กับ ศพก. และเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการที่ต้องการให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ภายใต้การบูรณาการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

กษ.ประกาศเตือน ‘หนอนหน้าแมว’ ระบาดสวนปาล์ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/308072

x

กษ.ประกาศเตือน ‘หนอนหน้าแมว’ ระบาดสวนปาล์ม

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันเฝ้าระวังหนอนหน้าแมวระบาด หากระบาดรุนแรง ใบจะถูกกัดกินจนเหลือแต่ก้านใบ ทำให้ผลผลิตลดลง ต้นปาล์มน้ำมันชะงักการเจริญเติบโต และจะใช้เวลาในการฟื้นตัวของต้นปาล์มน้ำมันนาน การระบาดของหนอนหน้าแมวในแต่ละครั้งจะต้องใช้เวลาการกำจัดนาน เนื่องจากหนอนหน้าแมวมีหลายระยะในเวลาเดียวกัน เช่น ระยะหนอนและระยะดักแด้ ทำให้ไม่สามารถกำจัดให้หมดในเวลาเดียวกันได้

ดังนั้น เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันควรตัดทางใบปาล์มน้ำมันที่มีหนอน หรือจับผีเสื้อหนอนหน้าแมวที่เกาะนิ่งในเวลากลางวันตามใต้ทางใบ หรือเก็บดักแด้ตามซอกโคนทางใบรอบต้นมาทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก หากพบหนอนหน้าแมวเข้าทำลายเฉลี่ย 20 ตัวต่อทางใบ ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอร์ไพริฟอส 40% อีซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือพ่นด้วยเชื้อแบคทีเรีย บาซิลลัส ทูริงเยนซิสดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร และควรพ่นเมื่อพบหนอนหน้าแมวเข้าทำลายบริเวณผิวใบ (หนอนวัยที่ 1-4) จะได้ผลดียิ่งขึ้น