ปีใหม่ห้ามดื่มเหล้าในเขตอุทยานฯ ฮึ่มฝ่าฝืนโดนจัดหนักถึงคุก-เปิดสายด่วน1362แจ้ง24ชม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/308601

ปีใหม่ห้ามดื่มเหล้าในเขตอุทยานฯ ฮึ่มฝ่าฝืนโดนจัดหนักถึงคุก-เปิดสายด่วน1362แจ้ง24ชม.

ปีใหม่ห้ามดื่มเหล้าในเขตอุทยานฯ ฮึ่มฝ่าฝืนโดนจัดหนักถึงคุก-เปิดสายด่วน1362แจ้ง24ชม.

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า กรมอุทยานฯได้ออกประกาศกำหนดห้ามมิให้นำเข้าหรือจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภทในอุทยาน หากผู้ใดฝ่าฝืนจะมีความผิดตาม พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 18 โทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งที่ผ่านมาได้ขอความร่วมมือจากนักท่องเที่ยว ขณะเดียวกันก็ให้เจ้าหน้าที่คอยเฝ้าระวังรักษาความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้นักท่องเที่ยวปฏิบัติตามคำเตือนของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

“เทศกาลปีใหม่นี้ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มาใช้บริการสถานที่ ท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติและวนอุทยานเป็นจำนวนมาก บางครั้งพบว่ามีการลักลอบนำ สุราเข้ามาดื่ม ซึ่งปัญหาที่ตามมาไม่ใช่แค่เรื่อง การส่งเสียงดังประพฤติตนไม่เหมาะสม รบกวนธรรมชาติและสัตว์ป่า ยังเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ความรุนแรง ทะเลาะวิวาท สร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินด้วย และข้อสำคัญคือการ เคารพสิทธิของคนที่เข้าไปในอุทยานแห่งชาติที่ต้องการความสงบ อยากสัมผัสธรรมชาติที่แท้จริง การได้สื่อสารประชาสัมพันธ์ในเรื่องนี้ โดยมีป้ายแจ้งเตือนชัดเจน มีการกำชับเจ้าหน้าที่ ตรงจุดจำหน่ายตั๋วให้แจ้งเตือน เชื่อว่าจะทำให้นักท่องเที่ยวเข้าใจ และเคารพกฎกติกานี้ และ สามารถฝากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไว้กับจุดจำหน่ายตั๋วก่อนเข้าพื้นที่นั้นๆได้ด้วย ซึ่งถ้าหากตรวจ พบการลักลอบนำเหล้าเบียร์เข้าไป จะต้องถูกดำเนินการตามระเบียบ และกฎหมายที่กำหนด ขณะเดียวกันหากพบว่าเจ้าหน้าที่ปล่อยปละละเลยไม่เข้มงวดก็ถือว่ามีความผิดด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม หากผู้ใดพบเห็นการกระทำผิดในเรื่องนี้และเหตุอื่นๆในพื้นที่อุทยานแห่งชาติและวนอุทยาน สามารถโทร.มาที่สายด่วน 1362 ได้ตลอด24ชั่วโมง” นายปิ่นสักก์ กล่าว

นายวิษณุ ศรีทะวงศ์ ผู้จัดการแผนงานสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) กล่าวว่า อยากขอความร่วมมือนักท่องเที่ยว ช่วยปฏิบัติตามกฎระเบียบเพื่อป้องกันรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้จากข้อมูลศูนย์วิจัยปัญหาสุรา พบว่า 1ใน 3 ของผู้บาดเจ็บทั้งหมดมีสุราเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ เนื่องจากมีพฤติกรรมดื่มหนัก ทั้งนี้ สคล. ซึ่งมีเครือข่ายอยู่ทุกจังหวัดพร้อมร่วมสนับสนุน เป็นหน่วยเฝ้าระวังและทำงานร่วมกันกับกรมอุทยานฯอย่างเต็มที่

นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผอ.สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ผู้ใช้รถใช้ถนนควรระมัดระวังให้มากขณะเดินทางไปอุทยาน เนื่องจากเป็นเส้นทางเลาะเลี้ยวผ่านธรรมชาติ บางเส้นทางขึ้นเขา เพื่อให้เดินทางอย่างปลอดภัย ควรปฏิบัติ 3 ประการ คือ1.ขับรถด้วยความระมัดระวัง งดใช้ความเร็ว ง่วงไม่ขับอย่างเด็ดขาด 2.หลีกเลี่ยงโดยสารรถที่ไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะรถทัวร์ 2 ชั้น เพราะทางเข้าอุทยานส่วนใหญ่เป็นทางลาดชัน รถ 2 ชั้นจะทำให้พลิกคว่ำได้ง่าย และควรคาดเข็มขัดนิรภัย 3.งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งคนขับและผู้โดยสาร ปัจจุบันไม่ใช่แค่เมาแล้วขับเท่านั้นที่มีความผิด การดื่มบนรถขณะอยู่บนทาง อยู่บนถนนของผู้โดยสารก็มีความผิดด้วยเช่นกัน มีโทษทั้งจำทั้งปรับ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหากอุทยานต่างๆ มีการคุมเข้มเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในอุทยานแห่งชาติและวนอุทยาน ทั้งทางบก ทางทะเล ซึ่งรวมๆแล้วเกือบสองร้อยห้าสิบแห่งทั่วประเทศ จะยิ่งทำให้ลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุลงไปได้อย่างน่าสนใจยิ่ง

ป้อนเศษไม้ยางโรงไฟฟ้า กยท.นำร่อง‘บึงกาฬ’ผลิตพลังงานชีวมวล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/308426

x

ป้อนเศษไม้ยางโรงไฟฟ้า กยท.นำร่อง‘บึงกาฬ’ผลิตพลังงานชีวมวล

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายธีรวัฒน์ เดชทองคำ รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในโครงการจัดหาวัตถุดิบจากเศษไม้ยางพาราและส่งเสริมการปลูกไม้โตเร็ว เพื่อมาใช้แปรรูปเป็นเชื้อเพลิงป้อนโรงไฟฟ้าชีวมวลของ กฟผ. ซึ่งจะเป็นทางเลือกที่จะช่วยเพิ่มรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางให้ดีขึ้นจากการขายไม้ยางพารา และไม้โตเร็ว 5 ชนิด ได้แก่ กระถินเทพณรงค์ กระถินเทพา กระถินยักษ์ สนประดิพัทธ์ และยูคาลิปตัส ที่ กยท.จะสนับสนุนให้ปลูกควบคู่ไปกับการทำสวนยางในระยะเริ่มต้น

ทั้งนี้ในการปลูกยางใหม่นั้นจะต้องใช้เวลา 6-7 ปี ถึงจะสามารถเปิดกรีดยางได้ ดังนั้นระหว่างที่รอการเปิดกรีดเกษตรกรสามารถนำไม้โตเร็ว ทั้ง 5 ชนิดดังกล่าว โดยเฉพาะกระถินเทพณรงค์ มาปลูกแซมระหว่างแถวได้ เพื่อนำไปจำหน่ายเป็นรายได้เสริม โดยในพื้นที่ 1 ไร่ เกษตรกรจะปลูกแซมได้ประมาณ 350 ต้น และสามารถที่โค่นเพื่อขายได้ 2 ครั้งก่อนที่จะเปิดกรีดยาง คือปีที่ 3 กับปีที่ 5 จะทำให้เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ย 10,000 บาทต่อไร่ต่อการโค่น 1 ครั้ง นอกจากนี้สวนยางเก่าที่ต้องโค่นเพื่อปลูกใหม่ กฟผ.ก็จะรับซื้อไม้ยางทั้งหมด เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าชีวมวลด้วยเช่นกัน

สำหรับดำเนินโครงการจัดหาวัตถุดิบจากเศษไม้ยางพาราและส่งเสริมการปลูกไม้โตเร็วดังกล่าวนั้น ในเบื้องต้นนี้ กยท.นำร่องดำเนินโครงการ
ที่จังหวัดบึงกาฬ มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 700 ราย พื้นที่รวม 6,500 ไร่

“ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการเพาะกล้าไม้ โดยได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อแจกจ่ายให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฟรี คาดว่าจะเริ่มลงกล้าไม้ปลูกได้ในเดือนพฤษภาคม 2561 เมื่อครบกำหนด 3 ปี เกษตรกรสามารถตัดไม้โตเร็วส่งขายให้กับโรงไฟฟ้าชีวมวลของ กฟผ. ที่จังหวัดบึงกาฬ ซึ่งจะก่อสร้างเสร็จในปี 2564 เช่นกัน จากนั้นจะขยายโครงการไปยังพื้นที่อื่นๆที่ กฟผ.จะสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งกฟผ. มีแผนที่จะสร้างถึง 60 แห่ง กระจายทั่วประเทศ” รองผู้ว่าการ กยท.กล่าว

เปิดเวทีใหญ่ขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ เกษตรฯรวมพลังภาคีภาคเหนือสร้างรูปธรรมการปฏิบัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/308427

x

เปิดเวทีใหญ่ขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ เกษตรฯรวมพลังภาคีภาคเหนือสร้างรูปธรรมการปฏิบัติ

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายธนิต เอนกวิทย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ เปิดเผยว่ากระทรวงเกษตรฯได้จัดการประชุมติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อติดตามการขับเคลื่อนงานตามนโยบายเกษตรอินทรีย์ รับฟังข้อมูล ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ปัญหาอุปสรรคการดำเนินภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ปี2560-2564

การดำเนินงานด้านเกษตรอินทรีย์ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2560 เห็นชอบยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ปี 2560-2564 เป็นกรอบการดำเนินงาน และได้เร่งรัดให้ทุกภาคส่วน ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายเกษตรอินทรีย์ไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ผ่านคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ และคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ระดับภาค 6 ภูมิภาค และคณะทำงานพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของจังหวัด โดยได้ดำเนินการขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์มาได้ระยะหนึ่งแล้ว

สำหรับเกษตรอินทรีย์ และตลาดประชารัฐ นับเป็นนโยบายที่รัฐบาลได้เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ดังนั้น การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกันในวันนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแก่ทุกภาคส่วนในการสร้างความร่วมมือและเครือข่ายประสานการทำงานที่มีเป้าหมายและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยคัดเลือกเกษตรกรเพื่อเชื่อมโยงตลาดการค้า ในการเข้าร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจโครงการความร่วมมือดำเนินกิจกรรมขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือ รวม 5 ฉบับ ขับเคลื่อนทำงานระหว่างภาครัฐ ได้แก่ กรมพัฒนาที่ดิน สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย เพื่อสนับสนุนองค์ความรู้ และงานวิจัย กลุ่มเกษตรกร ได้แก่ ผู้ผลิตข้าว พืชผัก พืชสมุนไพร ที่ผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ มหาวิทยาลัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมหาวิทยาลัยนเรศวร ในการสนับสนุนการบริหารจัดการกลุ่ม การถ่ายทอดความรู้ และการประเมินผล และภาคเอกชน ได้แก่ มูลนิธิพัฒนาศักยภาพ (โดยสถาบันชุมชนเกษตรยั่งยืน) บริษัท แมคนีน่าฟาร์ม จำกัด คู่ค้าข้าวจังหวัดอุทัยธานี บริษัทเปรมสุขฟาร์ม ในการสนับสนุนเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ ร่วมวางแผนการผลิตการรับซื้อสินค้า นอกจากนี้ ภายในงาน ยังมีการคัดเลือกเกษตรกรและสินค้าที่เป็นจุดเด่นของจังหวัดมาร่วมจัดนิทรรศการเป็นจำนวนกว่า 40 บูธอีกด้วย

ส่องเกษตร : บูรณาการให้จริง…อย่าให้เสียของอีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/308425

449007

ส่องเกษตร : บูรณาการให้จริง…อย่าให้เสียของอีก

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ก็มีความคึกคักน่าดูทีเดียว สำหรับ“ครม.ประยุทธ์ 5” ที่กำลังเร่งรัดดำเนินการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะในส่วนของภาคการเกษตร เน้นหนักเรื่องของการแก้ไขปัญหาพืชผลที่มีราคาตกต่ำ จนเดือดร้อนกันมาอย่างยาวนาน ภายใต้เป้าหมายเฉพาะหน้าภายใน 3 เดือน ที่จะต้องเห็นผลในทิศทางที่ดีขึ้น

งานนี้ไม่เพียงทีม 3 รัฐมนตรีใหม่ของกระทรวงเกษตรฯทั้ง 1 รมว.อย่างกฤษฎา บุญราช กับ 2 รมช.อย่าง ลักษณ์ วจนานวัช กับ“อาจารย์ยักษ์” วิวัฒน์ ศัลยกำธร ที่เปิดตัวให้ความหวังกับเกษตรกรได้ดีพอสมควร ในการเข้าทำงานวันแรกที่กระทรวงเมื่อต้นสัปดาห์ก่อน จนผมเองก็แอบคาดหวังไว้ว่า จะทำงานออกมาได้ดีจนเป็น“ดรีมทีม”ด้วย

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ การลงมากำกับดูแลอย่างใกล้ชิดของรองนายกฯสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ได้เรียกประชุมทุกฝ่ายเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ,รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ตลอดจนผู้บริหารธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทำงานแบบบูรณาการร่วมกันอย่างจริงจัง ทั้งด้านการผลิตและการตลาด ให้เกิดประสิทธิภาพในการยกระดับราคาสินค้าการเกษตรและสร้างคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น

ทั้งนี้เป็นการสนองตามพระราชกระแสรับสั่งของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ที่ให้ดูแลประชาชนโดยเฉพาะคนจนผู้มีรายได้น้อย 30 ล้านคน ขณะเดียวกันก็เป็นไปตามแนวทางที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำชับว่า ปีหน้างานสำคัญลำดับแรกคือการช่วยเหลือเศรษฐกิจระดับล่างให้เข้มแข็ง โดยทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องทำงานบูรณาการกันอย่างใกล้ชิด และต้องไม่อยู่แค่การผลิตสินค้ากับการตลาด แต่ต้องทำให้คนในพื้นที่และชุมชนเข้มแข็ง ด้วยการเชื่อมโยงให้เกิดการท่องเที่ยวในพื้นที่ด้วย เป็นต้น

รองนายกฯสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ กล่าวยืนยันว่า จะได้เห็นมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการยกระดับราคาสินค้าการเกษตรให้ดีขึ้นทั้งยางพารา ข้าว ปาล์ม มันสำปะหลัง และพืชอื่นๆ โดยจะไม่โยนหรือชี้นิ้วว่าเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ

“สิ่งที่ต้องทำเร่งด่วนที่สุดคือ การจัดทำข้อมูลเกษตรกรให้ถูกต้อง ชัดเจน อัพเดทตลอดเวลา ทำให้เป็นระบบบิ๊กดาต้า ซึ่งนายกฯได้สั่งการมาหลายครั้ง ให้แชร์ข้อมูลเกษตรกันทุกกระทรวง หากกั๊กข้อมูลกัน จะทำให้เกิดปัญหาในการจัดการ ราคาตลาดโลกไม่ดี ก็ยังปลูกกันมาก ก็เป็นปัญหา ตอนนี้ต้องทำกันใหม่ ทำข้อมูลมั่วกันไว้ ก็ต้องเลิก รัฐบาลนี้อยู่อีกแค่ 1 ปี ต้องใช้เวลาที่เหลือประสานงานกัน ต้องการอะไรให้บอกครม.ทุกอย่างต้องมาปรับแก้เชิงโครงสร้างที่เป็นปัญหาต่อภาคเกษตรมาตลอด”

ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง กับเรื่องการทำงานที่ต้องบูรณาการกันให้ได้อย่างจริงจัง เพราะลำพังกระทรวงเกษตรฯคงไม่สามารถที่จะแก้ไขเรื่องของภาคเกษตรได้ทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่อง“ราคาพืชผล”ที่ขึ้นอยู่กับกลไกการตลาดเป็นสำคัญด้วย ซึ่งที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า การทำงานประสานกันระหว่างกระทรวงเกษตรฯกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อช่วยให้ราคาพืชผลการเกษตรเป็นไปด้วยดีนั้น ค่อนข้างจะมีปัญหามาตลอด จนทำให้หลายๆครั้งที่ผ่านมา นโยบายที่ออกจากกระทรวงพาณิชย์ เช่น การนำเข้าพืชผลที่ผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ กลับกลายเป็นการสร้างความเสียหายให้กับราคาพืชผลชนิดนั้นของเกษตรกรในประเทศเองอยู่เสมอๆ ซึ่งยังคงเกิดขึ้นเป็นประจำ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า การออกนโยบายนั้นเพื่อผลประโยชน์ใคร? หากจะบูรณาการกันต่อไป ก็ขอให้มีเจตจำนงการทำงานเพื่อเกษตรกรเป็นหลักด้วย

และผมก็เห็นด้วยกับรองนายกฯสมคิดอีกเช่นกันถึงปัญหาใหญ่เรื่องของข้อมูลการเกษตรที่ควรจะต้อง “ถูกต้อง ชัดเจน อัพเดทอยู่ตลอดเวลา และแชร์ข้อมูลกันในทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” แต่ที่ผ่านมา หาเป็นเช่นนั้นไม่ ไม่เพียงข้อมูลที่สับสน ทำกันมั่วซั่ว ต่างคนต่างทำ กั๊กข้อมูลกัน ฯลฯ ล้วนแต่นำไปสู่การแก้ไขที่ไม่ต้องจุด และยังออกนโยบายที่ผิดพลาดสร้างความเสียหายซ้ำเติมเกษตรกรมาไม่รู้มากมายมหาศาลขนาดไหน

อย่างไรก็ตาม ทั้งการทำงานแบบบูรณาการและเรื่องของข้อมูล“บิ๊กดาต้า” ล้วนมีการเอ่ยอ้างถึงกันมาอยู่เสมอ แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยทำได้จริงจังอย่างมีประสิทธิภาพ จนแก้ไขปัญหาให้ภาคเกษตรกรได้สัมฤทธิผล ฉะนั้นหนนี้เมื่อทีมครม.เศรษฐกิจประยุทธ์ 5ที่ผ่านการกระชับอำนาจ ตามที่นายกฯบิ๊กตู่ มอบให้กับรองนายกฯสมคิดอย่างเต็มที่แล้ว ก็หวังว่า จะทำให้เห็นได้จริงๆจังๆเสียที

กรุณาอย่าให้“เสียของ”เด็ดขาด

สาโรช บุญแสง

ครม.ไฟเขียว3มาตรการ เร่งแก้ราคายางดิ่งเหว ภาครัฐใช้เพิ่ม2แสนตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/308480

ครม.ไฟเขียว3มาตรการ  เร่งแก้ราคายางดิ่งเหว  ภาครัฐใช้เพิ่ม2แสนตัน

ครม.ไฟเขียว3มาตรการ เร่งแก้ราคายางดิ่งเหว ภาครัฐใช้เพิ่ม2แสนตัน

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ครม.ไฟเขียว3มาตรการ

เร่งแก้ราคายางดิ่งเหว ภาครัฐใช้เพิ่ม2แสนตันช่วยดอกเบี้ย-ลดที่ปลูก ส่งให้บอร์ด‘กยท.’เคาะ

นายกฯเผยครม.ถกแก้ปัญหาราคายางพาราเน้นให้เพิ่มสัดส่วน การใช้ยาง ในโครงการภาครัฐ รมว.เกษตรฯเผย ครม.รับทราบ3 มาตรการแก้ปัญหายาง นำยางไปใช้หน่วยงานรัฐ 2 แสนตัน พร้อมกรอบวงเงินสินเชื่อให้ผู้ประกอบการซื้อยางแห้ง 20,000ล้านบาท รัฐชดเชยดอกเบี้ยร้อยละ3‘กยท.’ เทงบ6,790ล้านบาท ลดพื้นปลูกยาง4แสนไร่ ‘คสช.’หนุนใช้ยางซ่อมถนนเพิ่ม

เมื่อวันที่ 12ธันวาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่าในที่ประชุมครม.ได้มีการหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ โดยเตรียมมาตรการให้ความช่วยเหลือในระยะสั้นด้วยการดูดซับปริมาณยางออกจากตลาด โดยจะให้มีบริษัทเข้าไปรับซื้อยาง เพื่อนำไปแปรรูป และให้หน่วยงานของรัฐไปจัดซื้อนำมาใช้ในโครงการต่างๆซึ่งเชื่อว่าจะทำให้สถานการณ์ยางดีขึ้นได้ในระยะสั้น นอกจากนี้ การลดปริมาณยางในตลาด จะให้สวนยางของรัฐหยุดการกรีดยางทั้งหมด แต่ต้องหามาตรการดูแลผู้กรีดยางด้วย และต้องดำเนินมาตรการตัดโค่นยางในพื้นที่บุกรุกที่เป็นของนายทุนทั้งหมด และในส่วนที่เป็นการบุกรุกของประชาชนจะให้คณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ เข้าไปหามาตรการดูแล

ส่วนที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นจดหมายเปิดผนึกให้รัฐบาลทราบถึงปัญหารายได้ครัวเรือนของประชาชนภาคใต้ที่ลดลง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถือเป็นความหวังดีเพราะนายชวนเป็นคนดีซึ่งตนเปิดช่องทางให้นักการเมืองได้แสดงความคิดเห็น แต่ขอให้บอกวิธีการแก้ปัญหาเข้ามาด้วย

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังชี้แจงอีกว่ารัฐบาลนี้ได้ดูแลทุกปัญหาให้กับประชาชนทุกพื้นที่ โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณให้กระจายไปสู่ระดับภูมิภาค ระดับจังหวัดและท้องถิ่น โดยไม่เลือกปฏิบัติและขอให้มองย้อนกลับไปดูถึงปัญหาของการจัดสรรงบประมาณที่บางครั้งไม่เท่าเทียมกันในแต่ละภูมิภาค จึงทำให้ไม่สามารถพัฒนาไปได้พร้อมกัน

ครม.ไฟเขียว3มาตรการแก้ปัญหายาง

ด้าน นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมครม.ว่าที่ประชุมได้รับทราบมาตรการแก้ไขปัญหาราคายางพาราครบวงจร ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากภาวะราคายางตกต่ำแก่เกษตรกรชาวสวนยางและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางใน 3 มาตรการ ตามข้อเสนอของกระทรวงเกษตรฯโดย มาตรการที่ 1.การให้หน่วยงานราชการทั้งกระทรวงคมนาคม กระทรวงท่องเที่ยวฯ กระทรวงมหาดไทย รับซื้อยางพาราเพิ่มเติมจากเดิม 80,000ตัน เพิ่มมากขึ้นจากเป้าหมาย กระทรวงคมนาคมต้องการเพิ่มสัดส่วนการใช้ยางพาราในการสร้างถนน ชุมชน 1.2-1.3 แสนตัน ในปี 2561

มาตรการที่ 2การจัดสรรงบประมาณชดเชยภาระดอกเบี้ยให้กับภาคเอกชนไม่เกินร้อยละ3 เมื่อเข้ารับซื้อยางพาราแห้งเพิ่มเติมจากชาวสวน เมื่อบริษัทเอกชน กู้เงินจากสถาบันการเงินวงเงินเป้าหมาย 20,000 ล้านบาท ภาระดอกเบี้ยชดเชยประมาณ 600 ล้านบาท มาตรการที่ 3 แนวทางการลดพื้นที่ปลูกยางพารา 2 แสนไร่ แบ่งเป็นการให้ลดพื้นที่ในส่วนราชการลง 100 เปอร์เซ็นต์ ประมาณ 100,000 ไร่ ส่วนที่เหลือเป็นพื้นที่เกษตรกร รัฐบาลพร้อมลดปริมาณยางในพื้นที่เกษตรกรเพื่อส่งเสริมการปลูกพืชทดแทน เตรียมจ่ายเงินสนับสนุน 4,000บาทต่อรายไม่เกิน10ไร่ นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้ชาวสวนยางลดพื้นที่การกรีดยางในพื้นที่ราชการ ในช่วงระยะเวลา3เดือน(มกราคม-มีนาคม 2561)เพื่อชะลอปริมาณยางออกสู่ระบบ จำนวน 6,000ตัน

ส่งบอร์ดกยท.ถกก่อนชงกลับครม.

“เมื่อครม.รับทราบทั้ง3มาตรการ ได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯไปเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย(กยท.)และคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ ให้ความเห็นชอบ และกลับมาเสนอให้ครม.พิจารณาอีกครั้งในสัปดาห์หน้า ยืนยันว่าแนวทางการช่วยเหลือยางพารา จะไม่ให้ต่ำกว่าต้นทุน50-60บาทต่อตันเมื่อนำข้อปฏิบัติด้านต่างๆในการดูแลชาวสวนยาง จะนำไปหารือกับ3ประเทศทั้งไทย มาเลเซีย อินโดนีเซียในการชะลอรับซื้อยางพารา”นายกฤษฎาย้ำ

เร่งเพิ่มปริมาณการใช้ยางในไทย

มีรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า ทั้งนี้สำหรับทั้ง 3 มาตรการที่ กระทรวงเกษตรฯเสนอเป็นไปตามข้อสั่งการของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2560 โดยให้การยางแห่งประเทศไทย(กยท.)ดำเนินการเสนอโครงการที่เกี่ยวข้องกับการดูดซับปริมาณผลผลิตยางในระบบ ลดปริมาณ การผลิตและเพิ่มปริมาณการใช้ในประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาราคายางพารา ที่ปรับตัวลดลงโดยเร่งด่วนภายในระยะเวลา 1 สัปดาห์

1.โครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐเป้าหมาย 200,000ตันโดยกยท.เปิดจุดรับซื้อจากเกษตรกรขึ้นทะเบียนกับ กยท.วงเงิน12,240 ล้านบาท ใช้จ่ายจากงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นปี 2561 เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศ โดยส่งมอบให้หน่วยงานภาครัฐนาไปใช้ เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง ลดผลกระทบที่ส่งผลต่อราคายางพาราภายในประเทศ

2.โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง(ยางแห้ง) เป้าหมายดูดซับยางออกจากระบบประมาณร้อยละ11ของผลผลิตยางแห้ง 350,000 ตัน จากผลผลิต ทั้งปีประมาณ3,200,000ตัน(ส่วนเนื้อยางแห้ง) ราคายางเป้าหมาย 65 บาท/กิโลกรัม (ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 เป็นราคาประกาศของตลาด กลางยางพาราของการยางแห่งประเทศไทย) วงเงินด่าเนินการ 20,000 ล้านบาท รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินร้อยละ 3 ต่อปี (ไม่เกิน 600 ล้านบาท) ด่าเนินโครงการ เดือนมกราคม 2561 ถึง เดือนธันวาคม 2562 ระยะเวลาในการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ 2 ปี

ปรับลดพื้นที่ปลูกยางปีละ2แสนไร่

3.โครงการควบคุมปริมาณผลผลิต มีปรับเป้าหมายการลดพื้นที่เป็นลดพื้นที่ปลูกยางปีละ 200,000 ไร่ และลดพื้นที่ปลูกยางแบบถาวร โดยการโค่นและปลูกแทนด้วยพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ ตามความเหมาะสมกับพื้นที่ ปีละ 200,000 ไร่ เพื่อลดความเสี่ยงในการ และลดปริมาณผลผลิตของหน่วยงานภาครัฐที่มีสวนยาง หน่วยงานภาครัฐที่มีสวนยาง ประมาณ100,000ไร่ ลดปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดได้6,780ตันต่อสามเดือน โดยเป้าหมาย องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้(ออป.) มีเนื้อที่สวนยางประมาณ 89,000ไร่ กรมวิชาการเกษตรประมาณ 2,000ไร่และกยท. เนื้อที่เปิดกรีดจำนวน 30,111ไร่ รวมเนื้อที่ 121,111ไร่ ซึ่งมีพื้นที่หยุดกรีด 3 เดือน (มกราคม–มีนาคม 2561)

สำหรับมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรสวนยาง เข้าโครงการลดพื้นที่ปลูกยางแบบถาวร จำนวน 200,00ไร่ใช้งบประมาณจากกองทุนพัฒนาของกยท.เป็นเงิน3,287.28ล้านบาท ลดพื้นที่ปลูกยางแบบชั่วคราว จำนวน200,000ไร่ใช้งบประมาณจากกองทุนพัฒนา ยางพาราของกยท.เป็นเงิน 3,200ล้านบาท และลดปริมาณผลผลิตของหน่วยงานภาครัฐที่มีสวนยาง รวมเนื้อที่121,111ไร่ ซึ่งมีพื้นที่หยุดกรีด 3 เดือน(มกราคม–มีนาคม2561)ใช้งบกลางของรัฐบาล จานวน 303ล้านบาท

สำหรับสถานการณ์ยางพาราทั่วโลกช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีผลกระทบต่อราคา(ปี 2555–2559) เนื้อที่ปลูกยางพาราของโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะประเทศผู้ปลูกยางพาราที่สำคัญของโลก ได้แก่จีน อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม และไทย มีพื้นที่ปลูกยางเพิ่มขึ้นจาก 68.45 ล้านไร่ ในปี 2555เป็น71.30 ล้านไร่ ในปี 2559หรือ เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.02ต่อปี สาหรับผลผลิตยางพาราของโลกเพิ่มขึ้นจาก11.66ล้านตัน ในปี 2555เป็น12.40ล้านตัน ในปี 2560 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.09 ต่อปี

คสช.สั่งเพิ่มสัดส่วนใช้ยางซ่อมถนน

วันเดียวกัน ที่กองบัญชาการกองทัพบก พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคณะรักษาความสงบอห่งชาติ(คสช.)เปิดเผยหลังการประชุมสำนักเลขาธิการ คสช.ที่มี พล.อ.สสิน ทองภักดี รองผู้บัญชาการทหารบก(รองผบ.ทบ.)ในฐานะรองเลขาธิการคสช.เป็นประธานการประชุมโดยที่ประชุม ยังคงให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือประชาชนจากอุทกภัย เน้นการฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลดและวางมาตรการป้องกันการเกิดน้ำท่วมซ้ำ ส่วนการเข้าคลี่คลาย ข้อเรียกร้องของเกษตรกรในระดับพื้นที่ให้ดำรงการสร้างความเข้าใจและขอความร่วมมือตามมาตรการและกลไกการแก้ปัญหาที่รัฐบาลวางกรอบแนวทางไว้แล้วโดยรองเลขาธิการคสช.ย้ำให้ทุกส่วนงานเดินหน้าช่วยขับเคลื่อนนโยบายและโครงการของภาครัฐให้เป็นไปตามเป้าหมายและเกิดประโยชน์ต่อประชาชน ชุมชน อย่างต่อเนื่อง

รองโฆษก คสช.กล่าวว่า ส่วนการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลเรื่องการใช้ยางพารานั้นขณะนี้กระทรวงกลาโหม โดยกองทัพบกและหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาได้ดำเนินการสำรวจและวางแผนการซ่อมสร้างถนนที่ชำรุดและถนนที่เชื่อมต่อระหว่างชุมชนเพื่อพิจารณาเพิ่มปริมาณสัดส่วนการใช้ยางพารา เป็นส่วนประกอบในการซ่อมสร้างเส้นทางดังกล่าวซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการจัดทำแผนเพิ่มสัดส่วนยางพาราให้ได้มากที่สุดซึ่ง รองเลขาธิการคสช.เร่งรัดให้ส่วนที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ให้สามารถเริ่มการก่อสร้างโดยเร็วเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางตามที่รัฐบาลมุ่งหวัง

เดินหน้าลดพื้นที่ปลูกข้าว‘นาปี’ เกษตรฯสั่งลุยพัฒนาพันธุ์ข้าวนิ่มส่งออกตีตลาดจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/308428

เดินหน้าลดพื้นที่ปลูกข้าว‘นาปี’ เกษตรฯสั่งลุยพัฒนาพันธุ์ข้าวนิ่มส่งออกตีตลาดจีน

เดินหน้าลดพื้นที่ปลูกข้าว‘นาปี’ เกษตรฯสั่งลุยพัฒนาพันธุ์ข้าวนิ่มส่งออกตีตลาดจีน

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแนวทางการปฏิบัติงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกล่าวถึงการดำเนินงานในเรื่องข้าวครบวงจรว่า ประเทศไทยมีเกษตรกร 3.7 ล้านครัวเรือน ปลูกข้าวนาปี 59 ล้านไร่ และมีบางส่วนได้รับความเสียหายจากอุทกภัย กระทรวงเกษตรฯ จึงเข้าไปสำรวจความเสียหายและเยียวยา โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีการเจรจาส่งข้อมูลเพื่อให้บริษัทประกันวินาศภัยเข้าไปจ่ายเงินชดเชยให้กับพี่น้องเกษตรกร คาดว่าจะมีข้าวเปลือกนาปีไม่เกิน 23 ล้านตัน โดยแปรออกมาเป็นข้าวสารจะอยู่ที่ประมาณ 12 ล้านตัน การบริโภคในประเทศอยู่ที่ประมาณ 8 ล้านตันข้าวสาร ฉะนั้นจะเหลือส่งออกประมาณ 4 ล้านตัน คณะทำงานด้านต่างๆ จึงได้มีการวางแผนในการส่งเสริมหรือควบคุมเกษตรกรที่อยู่ในเขตชลประทานว่าเกษตรกรจะทำนาปรังได้จำนวนกี่ไร่ถึงจะเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีศักยภาพการทำนาปรังถึง 12 ล้านไร่ แต่ถ้าทำทั้งหมดจะเกิดปัญหา Over supply ได้ จึงได้มีการคำนวณออกมาว่าอยากให้เกษตรกรทำนาปรังไม่เกิน 10 ล้านไร่ จึงจะได้ข้าวประมาณ 5 -6 ล้านตันข้าวสาร ซึ่งจะใกล้เคียงขีดความสามารถในการส่งออกข้าวของประเทศไทย ทำให้ไม่กดดันไปที่ราคาสำหรับพื้นที่ที่เหลืออีก 2 ล้านไร่ กระทรวงเกษตรฯมีนโยบายในการลงไปดูแลพูดคุยกับพี่น้องเกษตรกร โดยใช้เครื่องมือ Agri-map เข้าไปตรวจดูพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมในการปลูกข้าว ให้เกษตรกรหันไปปลูกพืชชนิดอื่น

ทั้งนี้ สมาคมผู้ส่งออกข้าวได้รายงานว่าปัจจุบันประเทศจีนเปลี่ยนพฤติกรรมในการนำเข้าข้าว โดยสนใจซื้อข้าวพื้นนิ่ม จึงมอบให้กรมการข้าวเร่งพัฒนาพันธุ์ เพราะมีความต้องการสูงมากถึงประมาณ 7 ล้านตัน ซึ่งปัจจุบันประเทศจีนเลือกที่จะไปซื้อที่เวียดนาม

นอกจากนี้ รัฐบาลมีโครงการที่จะดูแลในเรื่องการตลาดรองรับ โดยเฉพาะในช่วงที่มีข้าวเปลือกจำนวนมาก เช่น ให้ ธ.ก.ส. เข้าไปเสริมสภาพคล่องในระบบสหกรณ์การเกษตร เพื่อให้มีกำลังในการไปซื้อข้าวในช่วงต้นฤดูเก็บเกี่ยว โครงการดูแลผู้ประกอบการให้มีเม็ดเงินในการซื้อข้าวเข้ามาเก็บ โดยทางรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้ตามความเหมาะสม โครงการชะลอการขายข้าวให้เกษตรกร หรือสหกรณ์เก็บข้าวไว้ในยุ้งฉาง มีค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาให้ตันละ 1,500 บาท เป็นต้น อีกทั้งยังมีโครงการชดเชยลดต้นทุนค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวเปลือก มีวงเงินประมาณ 48,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และ ธ.ก.ส. โดยฐานข้อมูลจะมาจากกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ในเรื่องของการขึ้นทะเบียน และต้องเป็นเกษตรกรที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือจากมาตรการน้ำท่วม การดำเนินการดังกล่าวจะทำให้มีเม็ดเงินกว่า 40,000 ล้านบาท ที่ฐานรากของระบบเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ในเรื่องของราคาก็เป็นไปตามกลไกตลาด ราคาข้าวหอมมะลิมีราคา 13,000 – 14,000 บาท/ตัน ข้าวปทุมธานี ประมาณ 9,000 บาท ข้าวเปลือกเจ้า 7,500- 8,000 บาท ทำให้เกษตรกรมีความพึงพอใจ เกษตรกรรายใดมียุ้งฉาง หรือสหกรณ์ไหนมีพื้นที่จัดเก็บ อาจจะใช้สิทธิ์เข้าร่วมโครงการชะลอการขาย จะได้รับการสนับสนุนในด้านเงินทุนในค่าเก็บรักษาด้วย

สำหรับสิ่งที่ต้องจับตามองคือข้าวเปลือกเหนียว จากการที่มีราคาดีมาในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้มีเกษตรบางรายหันไปปลูกข้าวเหนียวแทน ในประเภทข้าวเหนียวที่เป็นต้นเตี้ย จึงคิดว่าจะดำเนินการแก้ไขต่อไป จึงได้มอบหมายกรมการข้าวไปดูในรายละเอียด ซึ่งจะแก้ไขไปตามสถานการณ์ที่เป็นจริง อยู่บนพื้นที่ฐานที่ทำให้พี่น้องเกษตรกรได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเหมาะสมเพื่อประกอบการตัดสินใจร่วมกับภาครัฐด้วย

ขยายเครือข่าย‘ตามรอยพ่อ’ ครอบคลุม25ลุ่มน้ำทั่วปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/308424

x

ขยายเครือข่าย‘ตามรอยพ่อ’ ครอบคลุม25ลุ่มน้ำทั่วปท.

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า โครงการพลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน ก่อตั้งขึ้นในปี 2556 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงห่วงใยต่อปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งบริเวณลุ่มน้ำป่าสัก จึงเกิดการร่วมมือกันของทุกภาคส่วน เพื่อรณรงค์ให้ความรู้และสร้างความตระหนักแก่ประชาชนถึงความสำคัญในการฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำป่าสัก ด้วยแนวทางศาสตร์พระราชาทั้งในเรื่องของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ ภายใต้แนวคิดโคก หนอง นา โมเดล ตามลักษณะภูมิสังคมและภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่การแก้ปัญหา หยุดท่วม-หยุดแล้งในลุ่มน้ำป่าสักอย่างยั่งยืน ทั้งมุ่งหวังให้ลุ่มน้ำป่าสักเป็น “ต้นแบบ” ในการจัดการดิน น้ำ ป่า ให้เกิดการขยายผลไปยังลุ่มน้ำต่างๆ ทั่วประเทศ

ทั้งนี้โครงการ ได้ดำเนินงานมาจนถึงปีที่ 5 จากที่มีเป้าหมายรวม 9 ปี เกิดผลสัมฤทธิ์ที่น่าพึงพอใจ สามารถรณรงค์เผยแพร่องค์ความรู้ศาสตร์พระราชาออกไปตามพลวัตการขับเคลื่อนของโครงการ สร้างคนมีใจ สร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง จนสามารถสร้างเป็นศูนย์การเรียนรู้ศาสตร์พระราชาในหลายภูมิภาคมากขึ้นเรื่อยๆ จนขณะนี้โครงการ สามารถขยายเครือข่ายออกไปถึง 24 ลุ่มน้ำแล้ว เป้าหมาย คือ ครอบคลุม 25 ลุ่มน้ำทั่วประเทศไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาครัฐและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือร่วมใจกันผลักดันต่อไป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการหยุดท่วม-หยุดแล้งอย่างยั่งยืนทั่วประเทศ

กฤษฎาชง3มาตรการตั้งเป้าดันราคายาง65บาทต่อกก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/308399

กฤษฎาชง3มาตรการตั้งเป้าดันราคายาง65บาทต่อกก.

กฤษฎาชง3มาตรการตั้งเป้าดันราคายาง65บาทต่อกก.

วันอังคาร ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 15.33 น.

กฤษฎาขอครม.อนุมัติงบกลางรับซื้อยางจากเกษตรกรสวนยาง 12,240 ล้านบาท นำยางไปใช้หน่วยงานรัฐ 2 แสนตัน พร้อมกรอบวงเงินสินเชื่อให้ผู้ประกอบการซื้อยางแห้ง 20,000 ล้านบาท รัฐชดเชยดอกเบี้ยร้อยละ 3 กยท.เทงบ 6,790 ล้านบาท ลดพื้นปลูกยาง 400,000 ไร่ ชี้ดันราคายางขึ้นที่เป้าหมาย 65 บาทต่อกก.

12 ธ.ค.60 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการแก้ไขปัญหาราคายางพาราครบวงจร ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากภาวะราคายางตกต่ำแก่เกษตรกรชาวสวนยางและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ใน 3 มาตรการ ตามข้อสั่งการของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.60 ให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ดำเนินการเสนอโครงการที่เกี่ยวข้องกับการดูดซับปริมาณผลผลิตยางในระบบ ลดปริมาณ การผลิต และเพิ่มปริมาณการใช้ในประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาราคายางพาราที่ปรับตัวลดลงโดยเร่งด่วน ภายใน ระยะเวลา 1 สัปดาห์

1.โครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ เป้าหมาย 2 แสนตัน โดยกยท.เปิดจุดรับซื้อจากเกษตรกรขึ้นทะเบียนกับ กยท.วงเงิน 12,240 ล้านบาท ใช้จ่ายจากงบกลางรายการเงินสารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือ จำเป็น ปี 2561 เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศ โดยส่งมอบให้หน่วยงานภาครัฐนาไปใช้ เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง ลดผลกระทบที่ส่งผลต่อราคายางพาราภายในประเทศ ทั้งนี้เป็นไปตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ให้กำหนดเป้าหมายนำยางไปใช้หน่วยงานราชการ จำนวน ประมาณ 200,000 ตัน หรือตามจำนวนที่แต่ละหน่วยงานภาครัฐแจ้งความประสงค์ เช่น ถนนลาดยางมะตอย ผสมยางพาราชนิดผสมร้อน (Para Asphaltic Concrete) ชั้นพื้นทางของถนน (Based) Para rubber polymer soil cement ยางปูพื้นแบบ Block สนามฟุตซอล หรือ สนามเด็กเล่น ยางปูสระน้า และอื่นๆ จากการสำรวจหน่วยงานรัฐเบื้องต้น ได้แก่ กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงศึกษาธิการ พบว่า เป้าหมายการใช้ยางในปี 2561 แบ่งเป็น น้ายางข้น 107,431 และยางแห้ง 64,484.14 ตัน

ทั้งนี้ แต่ละหน่วยงานขอรับงบประมาณ จากการจัดสรร หรือปรับงบประมาณเพื่อจัดซื้อจัดจ้างต่อไป ระยะเวลาดาเนินการ ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2560 – ธันวาคม 2561 ระยะเวลาดำเนินการ ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2560 – ธันวาคม 2562 โดยการรับซื้อยางจากภาคเกษตรกรนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2560 – 30 เมษายน 2561 ซึ่งการบริหารจัดการโครงการตั้งแต่เดือนธันวาคม 2560 – ธันวาคม 2561 โดยรับซื้อยางแผ่นดิบคุณภาพ 3 ความชื้นไม่เกินร้อยละ 3 ตามมาตรฐานที่ กยท.กำหนด น้ำยางสด มีปริมาณเนื้อยางแห้ง (DRC) ไม่ต่ากว่าร้อยละ 28 และไม่มีสิ่งปลอมปน ยางก้อนถ้วย มีปริมาณเนื้อยางแห้ง (DRC) ไม่ต่ากว่าร้อยละ 60 ตามมาตรฐานที่ กยท.กำหนด และยางชนิดอื่นที่ กยท.กำหนด โดยดาเนินการรับซื้อยางตามคุณภาพที่เกษตรกรชาวสวนยางนามาขายในราคาที่เปลี่ยนแปลงไป ตามสถานการณ์ตลาด ซึ่งเป็นธรรมแก่เกษตรกรชาวสวนยาง โดยตามประกาศราคากลาง ที่ กยท.กำหนด มีจุดรับซื้อยาง ตลาดยาง กยท.และตลาดเครือข่ายตลาดยาง กยท.ตลาดกลางยางพารา จำนวน 6 ตลาด (สงขลา ยะลา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช บุรีรัมย์ หนองคาย) และตลาดเครือข่ายตลาดกลางยางพารา ที่ กยท.กำหนด

2.โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) เป้าหมายดูดซับยางออกจากระบบประมาณร้อยละ 11 ของผลผลิตยางแห้ง 350,000 ตัน จากผลผลิต ทั้งปีประมาณ 3,200,000 ตัน (ส่วนเนื้อยางแห้ง) ราคายางเป้าหมาย 65 บาท/กิโลกรัม (ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 เป็นราคาประกาศของตลาด กลางยางพาราของการยางแห่งประเทศไทย) วงเงินด่าเนินการ 20,000 ล้านบาท รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินร้อยละ 3 ต่อปี (ไม่เกิน 600 ล้านบาท) ด่าเนินโครงการ เดือนมกราคม 2561 ถึง เดือนธันวาคม 2562 ระยะเวลาในการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ 2 ปี

3.โครงการควบคุมปริมาณผลผลิต มีปรับเป้าหมายการลดพื้นที่เป็นลดพื้นที่ปลูกยางปีละ 200,000 ไร่ และลดพื้นที่ปลูกยางแบบถาวร โดยการโค่นและ ปลูกแทนด้วยพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ ตามความเหมาะสมกับพื้นที่ ปีละ 200,000 ไร่ เพื่อลดความเสี่ยงในการ และลดปริมาณผลผลิตของหน่วยงานภาครัฐที่มีสวนยาง  หน่วยงานภาครัฐที่มีสวนยาง ประมาณ 100,000 ไร่ ลดปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดได้ 6,780 ตันต่อสามเดือน โดยเป้าหมาย องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) มีเนื้อที่สวนยางประมาณ 89,000 ไร่ กรมวิชาการเกษตรประมาณ 2,000 ไร่ และ กยท.เนื้อที่เปิดกรีดจำนวน 30,111 ไร่ รวมเนื้อที่ 121,111 ไร่ ซึ่งมีพื้นที่หยุดกรีด 3 เดือน (มกราคม – มีนาคม 2561) สำหรับมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรสวนยาง เข้าโครงการลดพื้นที่ปลูกยางแบบถาวร จำนวน 200,00 ไร่ใช้งบประมาณจากกองทุนพัฒนา ของ กยท.เป็นเงิน 3,287.28 ล้านบาท ลดพื้นที่ปลูกยางแบบชั่วคราว จำนวน 200,000 ไร่ ใช้งบประมาณจากกองทุนพัฒนายางพาราของ กยท.เป็นเงิน 3,200 ล้านบาท และลดปริมาณผลผลิตของหน่วยงานภาครัฐที่มีสวนยาง รวมเนื้อที่ 121,111 ไร่ ซึ่งมี พื้นที่หยุดกรีด 3 เดือน (มกราคม – มีนาคม 2561) ใช้งบกลางของรัฐบาล จำนวน 303 ล้านบาท

สำหรับสถานการณ์ยางพาราทั่วโลกช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีผลกระทบต่อราคา (ปี 2555 – 2559) เนื้อที่ปลูกยางพาราของโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศผู้ปลูกยางพาราที่สาคัญของโลก ได้แก่ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม และไทย มีพื้นที่ปลูกยางเพิ่มขึ้นจาก 68.45 ล้านไร่ ในปี 2555 เป็น 71.30 ล้านไร่ ในปี 2559 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.02 ต่อปี สำหรับผลผลิตยางพาราของโลกเพิ่มขึ้นจาก 11.66 ล้านตัน ในปี 2555 เป็น 12.40 ล้านตัน ในปี 2560 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.09 ต่อปี

กรมหม่อนไหมพัฒนาอาชีพ ช่วยคนแก่-พิการ-ด้อยโอกาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/308248

x

กรมหม่อนไหมพัฒนาอาชีพ ช่วยคนแก่-พิการ-ด้อยโอกาส

วันอังคาร ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ปีงบประมาณ 2560 กรมหม่อนไหม ได้จัดทำโครงการส่งเสริมอาชีพด้านหม่อนไหมสำหรับผู้ชรา ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส” เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และส่งเสริมให้ผู้ชรา ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส ได้มีงานทำ สามารถพึ่งพาตนเองได้ อีกทั้งยังเป็นการรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านหม่อนไหมให้คงอยู่ต่อไป โดยมีการฝึกอบรมให้ความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านหม่อนไหมให้แก่ผู้ชราและผู้พิการ 93 ราย ในโรงเรียนโสตศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษ ศูนย์พัฒนาอาชีพ และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน 8 แห่ง ทั่วประเทศ

ขณะที่ในปี 2561 กรมหม่อนไหม ได้กำหนดจัดหลักสูตรอบรม 2 หลักสูตร คือ 1.หลักสูตรการออกแบบและทอผ้าไหมสำหรับผู้ด้อยโอกาสในทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ เรือนจำชั่วคราวดอยรอง จ.เชียงใหม่ เรือนจำชั่วคราวแคน้อย จ.เพชรบูรณ์ เรือนจำชั่วคราวเขาระกำ จ.ตราด เรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จ.ชัยนาท เรือนจำชั่วคราวโคกตาบัน จ.สุรินทร์ และ 2. หลักสูตร การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากหม่อนไหม สำหรับผู้ชราและผู้พิการ โดยมีเป้าหมายอบรมให้แก่ผู้ชรา ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส รวม 260 ราย นอกจากนี้ในปี 2561 กรมหม่อนไหม ยังเตรียมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น เช่น กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อร่วมกันส่งเสริมสนับสนุนอาชีพแก่ผู้สูงอายุด้วย ทั้งนี้ คาดว่าจากการดำเนินงานโครงการส่งเสริมอาชีพแก่ผู้ชรา ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส นอกจากเป็นการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนแล้ว ยังคาดหวังให้มีการนำความรู้และประสบการณ์ของผู้ชรา ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส ที่เป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับ ภูมิปัญญาท้องถิ่น มาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาท้องถิ่นด้วย

รักษ์เกษตร : หญ้าเลี้ยงสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/308253

รักษ์เกษตร : หญ้าเลี้ยงสัตว์

รักษ์เกษตร : หญ้าเลี้ยงสัตว์

วันอังคาร ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ด้วยครับ

สมจิตร สงวนวงษ์

อ.เมือง จ.อุดรธานี

คำตอบ การปล่อยสัตว์ลงไปแทะเล็มในแปลงหญ้ามากเกินไป จะทำให้หญ้าเจริญเติบโตช้าลง และไม่ค่อยแตกกอ สัตว์จะเลือกกินแต่หญ้าอ่อน ไม่กินวัชพืช วัชพืชก็จะเจริญเติบโตมากขึ้นแทนหญ้า และหากปล่อยวัวแทะเล็มหญ้ามากเกินไป โดยไม่ดูแลรักษาใส่ปุ๋ย ต้นหญ้าก็จะตายหมดแน่นอน

การหาซื้อเมล็ดพันธุ์ หรือท่อนพันธุ์หญ้า สามารถติดต่อที่ หน่วยงานราชการที่บริการเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์ ของกรมปศุสัตว์ ในพื้นที่ของท่าน

การตัดเก็บผลผลิต ไม่ควรปล่อยให้ต้นหญ้าแก่เกินไป สัตว์จะชอบกินหญ้าอ่อน มีแนวทางที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ดังนี้

1.ระยะเวลาการตัดหญ้าให้วัวกินที่เหมาะสม ถ้าตัดหญ้าที่อายุน้อย ก็จะได้หญ้าที่อ่อนนุ่มสัตว์ชอบกิน และมีคุณค่าทางอาหารสูง แต่ได้ผลผลิตน้อย ถ้าตัดหญ้าในช่วงที่อายุมากเกินไป ต้นหญ้าจะแข็ง และมีคุณค่าทางอาหารต่ำ แต่จะให้ผลผลิตสูง จึงควรตัดในช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยแปลงที่ปลูกใหม่ จะปล่อยให้ต้นหญ้าตั้งตัวดีก่อน แล้วตัดหญ้าที่อายุ 90 วัน ครั้งต่อๆ ไป ให้ตัดหญ้าได้ทุกๆ 30-45 วัน โดยการเกี่ยวหญ้าออกจากแปลงต้นหญ้า จะได้รับการกระทบกระเทือนน้อย ทำให้ได้ผลผลิตมากขึ้น ส่วนข้อเสียคือ สิ้นเปลืองแรงงานในการตัด และดินจะเสื่อมสภาพเร็ว เนื่องจากสูญเสียธาตุอาหารในดินออกไปพร้อมกับต้นหญ้า จะต้องทำการปรับปรุงบำรุงดินในช่วงนี้ด้วย

2.ระยะเวลาการปล่อยสัตว์ลงกินหญ้าที่เหมาะสม แปลงหญ้าที่ปลูกใหม่ จะต้องปล่อยให้หญ้าตั้งตัวก่อน ประมาณอายุ 90 วัน คอยสังเกตไม่ให้สัตว์กินหญ้าจนสั้นเกินไป ต้องย้ายสัตว์ออกไปกินที่แปลงอื่น ทิ้งระยะให้หญ้าได้ฟื้นตัวดี แล้วจึงนำสัตว์กลับมากินใหม่ ข้อดีคือ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการตัดหญ้า และจะได้รับปุ๋ยจากมูลสัตว์ที่ถ่ายลงในแปลง ข้อเสียคือ ต้องใช้แรงงานในการเลี้ยงดูสัตว์ และต้นหญ้าถูกเหยียบย่ำเสียหาย จึงให้ผลผลิตลดลง

สภาพพื้นที่ที่เหมาะสม ถ้าเป็นสภาพพื้นที่ดอน ไม่มีระบบน้ำ ปล่อยสัตว์ลงแทะเล็ม แนะนำให้ใช้พันธุ์หญ้ารูซี่ ถั่วฮามาต้า สภาพพื้นที่ดอน มีระบบน้ำ ตัดหญ้าให้สัตว์กิน แนะนำให้ใช้หญ้าเนเปียร์ หญ้าแพงโกล่า หญ้ากินนีสีม่วง ถั่วคาวาลเคด สภาพพื้นที่ลุ่ม ไม่มีระบบน้ำ ปล่อยสัตว์แทะเล็มแนะนำให้ใช้หญ้าหญ้าแพงโกล่า ส่วนสภาพพื้นที่ลุ่ม มีระบบน้ำ ตัดให้สัตว์กิน แนะนำให้ปลูกหญ้าแพงโกล่า หญ้าอะตราตัม หญ้าพลิแคทูลั่ม

ช่วงเวลาปลูกหญ้าที่เหมาะสม คือต้นฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน ถึงเดือนมิถุนายน เพราะดินได้รับน้ำฝนใหม่ มีความชื้นพอเหมาะต่อการงอกของเมล็ดหญ้า ถ้าปลูกหลังฝนตก ผิวดินมีความชื้นจะช่วยให้เมล็ดหญ้างอกได้ดี ภายใน 7-10 วัน และเพียงพอต่อการตั้งตัวของต้นหญ้า ถ้าหากดินที่ระดับลึก 20 เซนติเมตร ยังแห้ง ก็ไม่ควรปลูก ให้รอฝนตกลงมาอีกรอบ ดังนั้น จึงไม่ควรปลูกหญ้าปลายฤดูฝน ระหว่างเดือนสิงหาคม ถึงกันยายน เพราะเป็นช่วงที่มีฝนตกชุกมาก ดินจะฉ่ำน้ำมาก มีความชื้นสูง เมล็ดอาจเน่าเสีย และเกิดการพังทลายของดิน ทำให้เมล็ดหญ้าถูกน้ำพัดพาไป

เนื้อที่ที่เหมาะสม ให้พิจารณาจากสภาพพื้นที่ และชนิดพันธุ์หญ้าที่จะปลูก ถ้าเป็นพื้นที่ดอนอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก ควรปลูกหญ้ารูซี่ ถั่วฮามาต้า สำหรับปล่อยให้สัตว์แทะเล็ม อย่างน้อย 2 ไร่ ต่อสัตว์ 1 ตัว และต้องสำรองฟาง หรือหญ้าแห้งไว้ให้สัตว์กินในฤดูแล้งด้วย แต่ถ้าเป็นพื้นที่ดินดีมีน้ำตลอดทั้งปี ให้ปลูกหญ้าเนเปียร์ จะให้ผลผลิตสูง แต่ต้องตัดหญ้าให้สัตว์กิน จะสามารถเลี้ยงสัตว์ได้ไร่ละ 4 ตัว

การส่งเสริมจากหน่วยราชการ กรมปศุสัตว์ ส่งเสริมให้เกษตรกรเลือกใช้หญ้าหลายชนิดที่กรมปศุสัตว์ ได้แนะนำวิธีการเลี้ยงสัตว์ และสภาพของพื้นที่ที่เหมาะสม เกษตรกรสามารถขอคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ และศึกษาก่อนตัดสินใจปลูกหญ้า

นาย รัตวิ