งานมาแล้ว!!กว่า 3 พันอัตราใน 10 บริษัทชั้นนำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304262

งานมาแล้ว!!กว่า 3 พันอัตราใน 10 บริษัทชั้นนำ

ตำแหน่งงานปลายปี, ว่างงาน, หางาน

จ๊อบไทย” เผยตำแหน่งงานปลายปีจาก 10 บริษัทชั้นนำของไทย ต้องการแรงงานรวมกว่า 3,000 อัตราในหลายธุรกิจ ทั้งก่อสร้าง ค้าปลีก อาหารเครื่องดื่ม รับเศรษฐกิจขาขึ้น ปี 61

         นางสาวแสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการเว็บไซต์จ๊อบไทยดอทคอม(JobThai.com) กล่าวว่า จ๊อบไทยดอทคอม (JobThai.com) เว็บไซต์หางาน เผยตำแหน่งงานปลายปีจาก 10 บริษัทชั้นนำของไทย รวมกว่า 3,000 อัตรา จากหลากหลายประเภทธุรกิจ อาทิ ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจบันเทิง ธุรกิจสื่อสาร ธุรกิจคอมพิวเตอร์/ไอที และธุรกิจธนาคาร มีความต้องการแรงงานกว่า 3,000 อัตรา

โดยพบว่าประเภทงานที่เป็นที่ต้องการมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ งานขาย จำนวน 495 อัตรา ตามมาด้วย งานอาหาร-เครื่องดื่ม จำนวน 320 อัตรา และงานช่างเทคนิค จำนวน 284 อัตรา ตามลำดับ ทั้งนี้ตำแหน่งงานดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มการขยายตัวของภาคธุรกิจในปี 2561 ที่คาดว่าจะมีทิศทางปรับตัวดีขึ้น

        สำหรับบริษัทและตำแหน่งงานที่เปิดรับ มีดังนี้

บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่งแอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด – ดำเนินธุรกิจด้านก่อสร้าง สะพาน ทางยกระดับ และอุโมงค์ทางลอด รวมทั้งงานด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานภาครัฐ เช่น โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค และบางซื่อ-ท่าพระ โครงการก่อสร้างถนนต่อเชื่อม ถนนราชพฤกษ์-กาญจนาภิเษก อยู่ในประเภทธุรกิจก่อสร้าง

**มีจำนวนงานทั้งหมด 581 อัตรา สำหรับประเภทงานที่เปิดรับมากที่สุดคือ งานช่างเทคนิค 137 อัตรา งานโยธา/สำรวจ 116 อัตรา และงานวิศวกรรม 75 อัตรา

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) – ศูนย์จำหน่ายสินค้าระบบสมาชิก แบบชำระเงินสดและบริการตนเอง ภายใต้ชื่อ “แม็คโคร” นอกจากนี้ยังจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคให้แก่ลูกค้าสมาชิกจำนวนมากทั่วประเทศ ซึ่งประกอบธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ กลุ่มร้านค้าปลีกรายย่อย กลุ่มธุรกิจโรงแรม ภัตตาคาร และร้านอาหาร (โฮเรก้า) กลุ่มสถาบันต่างๆ และกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจบริการ อยู่ในประเภทธุรกิจค้าปลีก

**มีจำนวนงานทั้งหมด 437 อัตรา สำหรับประเภทงานที่เปิดรับมากที่สุดคือ งานขาย 153 อัตรา งานอาหาร-เครื่องดื่ม 65อัตรา และงานบัญชี/การเงิน 31 อัตรา

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) – ผู้ผลิตเครื่องดื่มชั้นนำในประเทศไทย และในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีสายธุรกิจหลัก 4 สาย ได้แก่ สุรา เบียร์ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และอาหาร อยู่ในประเภทธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม

**มีจำนวนงานทั้งหมด 372 อัตรา สำหรับประเภทงานที่เปิดรับมากที่สุดคือ งานขาย 118 อัตรา งานอาหาร-เครื่องดื่ม และงานการตลาด เท่ากันคือ 29 อัตรา

บริษัท โออิชิ เทรดดิ้ง จำกัด – ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชาเขียว ภายใต้ชื่อ “โออิชิ กรีนที” และทำหน้าที่เป็นครัวกลางให้กับร้านอาหารของกลุ่มบริษัทฯ อยู่ในประเภทธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม

** มีจำนวนงานทั้งหมด 372 อัตรา สำหรับประเภทงานที่เปิดรับมากที่สุดคือ งานอาหาร-เครื่องดื่ม 226 อัตรา งานผลิต/ควบคุมคุณภาพ 29 อัตรา และงานขาย 12 อัตรา

บริษัท ซัยโจ เด็นกิ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด – ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องปรับอากาศชั้นนำของประเทศไทย จำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ อยู่ในประเภทธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์

** มีจำนวนงานทั้งหมด 304 อัตรา สำหรับประเภทงานที่เปิดรับมากที่สุดคือ งานคอมพิวเตอร์/ไอที/โปรแกรมเมอร์ 62 อัตรา งานโลจิสติกส์และซัพพลายเชน 35 อัตรา และงานช่างเทคนิค32 อัตรา

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) – ดำเนินธุรกิจด้านการพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน และที่พักอาศัย อยู่ในประเภทธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

**มีจำนวนงานทั้งหมด 248 อัตรา สำหรับประเภทงานที่เปิดรับมากที่สุดคือ งานช่างเทคนิค 50 อัตรา งานบัญชี/การเงิน 47 อัตรา และงานธุรการ/จัดซื้อ 24 อัตรา

บริษัท เอส เอฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) – ดำเนินธุรกิจทางด้านโรงภาพยนตร์ โบว์ลิ่ง และคาราโอเกะ อยู่ในประเภทธุรกิจบันเทิง

** มีจำนวนงานทั้งหมด 208 อัตรา สำหรับประเภทงานที่เปิดรับมากที่สุดคือ งานช่างเทคนิค 65 อัตรา งานการตลาด 25 อัตรา และงานบริการลูกค้า 21 อัตรา

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) – ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่รายเดือนและเติมเงิน รวมทั้งบริการต่างๆ เกี่ยวกับอุปกรณ์มือถือ สมาร์ทโฟน อินเตอร์เน็ตWIFI และ AIS 4G คุณภาพ อยู่ในประเภทธุรกิจสื่อสาร

** มีจำนวนงานทั้งหมด 178 อัตรา สำหรับประเภทงานที่เปิดรับมากที่สุดคือ งานขาย 101 อัตรา งานบริการลูกค้า 19 อัตรา และงานการตลาด 15อัตรา

บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) – ประกอบธุรกิจหลักในการค้าปลีกสินค้าไอที เช่น คอมพิวเตอร์แล็บท็อป  คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ โทรศัพท์เคลื่อนที่ แท็บเล็ต และอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้อง อยู่ในประเภทธุรกิจคอมพิวเตอร์/ไอที

** มีจำนวนงานทั้งหมด 166 อัตรา สำหรับประเภทงานที่เปิดรับมากที่สุดคือ งานขาย 94 อัตรา งานบริการลูกค้า 30 อัตรา และงานคอมพิวเตอร์/ไอที/โปรแกรมเมอร์ 10 อัตรา

ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) – เป็นธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบ มีสำนักงานใหญ่และสาขารวมทั้งหมด 63 แห่ง ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศไทย อยู่ในประเภทธุรกิจธนาคาร

** มีจำนวนงานทั้งหมด 166 อัตรา สำหรับประเภทงานที่เปิดรับมากที่สุดคือ งานการตลาด 77 อัตรา งานวิจัย/วิเคราะห์ 45 อัตรา และงานขาย 17 อัตรา

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์จ๊อบไทยดอทคอม (JobThai.com) โทรศัพท์ 02-353-6999 หรือเข้าไปที่ www.jobthai.com

คนไม่กลัวเอดส์!!หน้าใหม่ติดเชื้อวันละ 16 คน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304228

คนไม่กลัวเอดส์!!หน้าใหม่ติดเชื้อวันละ 16 คน

คำขวัญวันเอดส์โลก, หยุดตีตรา, ติดเชื้อเอชไอวี, วันเอดส์โลก 2560, เอดส์

1 ธันวาคม “วันเอดส์โลก” ปี 60 ชูคำขวัญ “Right to health” พบไทยมีผู้ติดเชื้อกว่า 4 แสนคนหน้าใหม่กว่า 5 พันคน คร.ชวนตรวจเอดส์ประจำ เปิดใจรับผู้ติดเชื้ออยู่ร่วมกัน

       วันที่ 1 ธันวาคมของทุกปี องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้ เป็น “วันเอดส์โลก” หรือ “World AIDS Day”  ทุกประเทศทั่วโลกจัดกิจกรรมรณรงค์ ป้องกัน ยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อโรคเอดส์ หรือ HIV ให้เป็นผลสำเร็จ  ราว 3 ทศวรรษนับแต่ปี 2531 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน (ปี 2560) มีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง และกำหนดคำขวัญวันเอดส์โลกในทุกปี โดยมี “โบสีแดง” (Red Ribbon) เป็นสัญลักษณ์ที่ใช้กันทั่วโลก เพื่อแสดงถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ระหว่างผู้ที่มีเชื้อเอชไอวี โพซิทีฟ (HIV-positive) กับผู้ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเอดส์

   สำหรับคำขวัญวันเอดส์โลก ปี 2560 คือ  “Right to health” สิทธิสุขภาพ ปราศจากตีตรา สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

โรคเอดส์  คือคนที่ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี หรือชื่อว่า ฮิวแมนอิมมิว โนเดฟีเซียนซี ผู้ที่ได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำลงเรื่อยๆ จนไม่สามารถคุ้มกันโรคต่างๆได้ เพราะเชื้อเอชไอวีจะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาวซึ่งทำหน้าที่คุ้มกันโรค จะทำให้ร่างกายเป็นโรคต่างๆ ได้อย่างง่ายดายซึ่งเมื่อเจอโรคแทรกซ้อนจะทำให้เสียชีวิตไปในที่สุด เป็นโรคติดต่อร้ายแรง ที่ยังไม่มียาตัวใดรักษาให้หายขาดได้ อีกทั้งยังเป็นโรคที่คร่าชีวิตมนุษย์เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยพบว่าในทวีปแอฟริกา เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีผู้ป่วยโรคเอดส์มากที่สุด

แต่เชื้อเอชไอวีไม่สามารถแพร่สู่กันได้โดยการติดต่อในชีวิตประจำวัน ไม่สามารถติดต่อกันได้ผ่านทางการกอด หรือการสัมผัสมือที่เป็นการทักทาย การใช้ห้องน้ำร่วมกัน การใช้เตียงนอนร่วมกัน การใช้อุปกรณ์หรือช้อนเพื่อรับประทานอาหารหรือการใช้รถแท็กซี่ร่วมกัน

สถานการณ์โรคเอดส์ทั่วโลก

จากรายงานของโครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS) พบว่าในปี 2559 มีผู้ติดเชื้อทั่วโลกสะสม 36.7 ล้าน เป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ 1.8 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตจากเอดส์ 1 ล้านคน โดยมีผู้ติดเชื้อที่ได้รับยาต้านไวรัสแล้วประมาณ 19.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ที่มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้รับยาต้านไวรัส 7.7 ล้านคน

สถานการณ์โรคเอดส์ในประเทศไทย

กรมควบคุมโรค ระบุว่า จากการคาดประมาณจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวี ในปี 2560 มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ยังมีชีวิตอยู่ 442,127 คน และมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 5,801 คน เฉลี่ยวันละ 16 คน นับเป็นตัวเลขที่สูงไม่น้อย โดยผู้ได้รับการวินิจฉัยและรู้สถานะการติดเชื้อตนเอง ประมาณ 431,270 คน คิดเป็นร้อยละ 98 ของผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั้งหมด และมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่กำลังรับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส 302,174 คน คิดเป็นร้อยละ 70 ของผู้ติดเชื้อที่ได้รับการวินิจฉัย

ทั้งนี้ ประเทศไทยประกาศเจตนารมณ์ไว้ว่าภายใน13 ปีข้างหน้าหรือปี 2573 ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไปสู่เป้าหมาย สำคัญ 3 ประการ คือ ลดจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ให้เหลือปีละไม่เกิน 1,000 คน ลดการเสียชีวิตในผู้ติดเชื้อเอชไอวีเหลือปีละไม่เกิน 4,000 คน และลดการรังเกียจ และการเลือกปฏิบัติอันเกี่ยวเนื่องจากเอชไอวีและเพศสภาพลง ร้อยละ 90

สำหรับความท้าทายการยุติปัญหาเอดส์ในประเทศไทยคือ การทำให้ประชาชนมาตรวจเอชไอวี ให้มากขึ้น จัดบริการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันให้ผู้ไม่ติดเชื้อเอชไอวี จะไม่ติดเชื้อเอชไอวีตลอดไป ส่วนผู้ที่ติดเชื้อแล้วได้รับการดูแลต่อเนื่อง มีคุณภาพชีวิต ครอบครัวดี และสังคมโดยรวมดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม เนื่องในวันเอดส์โลก ประจำปี 2560 กรมควบคุมโรค จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์เชิญชวนคนไทยร่วมกันป้องกันภัยจากโรคเอดส์ภายใต้แนวคิด “หยุดรังเกียจ ยุติเอดส์” โดยสโลแกนในปีนี้ คือ “พริ้นเซส เพร็พ ช่วยได้ไม่ติดเอดส์” (Princess PrEP ช่วยได้ ไม่ติดเอดส์) ด้วยการรณรงค์ให้คนไทยตรวจเอดส์เป็นประจำ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ รวมถึงรณรงค์ให้คนในสังคมเปิดใจยอมรับและให้โอกาสผู้ติดเชื้อเอดส์สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้

กลุ่มเสี่ยงติดเชื้อโรคเอดส์ ได้แก่ 
1.การมีเพศสัมพันธ์กับผู้มีเชื้อเอดส์ หรือกลุ่มรักร่วมเพศ โดยจากข้อมูลพบว่า ร้อยละ 84 ของผู้ติดเชื้อเอดส์ จะได้รับเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์
2.ผู้ติดยาเสพติด โดยใช้กระบอกฉีดยา หรือเข็มฉีดยาเดียวกันกับผู้ป่วย โรคเอดส์
3.ผู้ที่ได้รับเลือด หรือผลิตภัณฑ์จากเลือด เช่น การใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้ป่วยเอดส์ หรือรับเลือดในขณะผ่าตัด
4.ทารกติดเชื้อเอดส์จากมารดาที่มีเชื้อ HIV โดยมารดาจะแพร่เชื้อเอดส์ไปสู่ลูกในครรภ์

สำหรับผู้ที่สนใจต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับโรคเอดส์ สามารถติดหน่วยงานที่ให้การบริการปรึกษาปัญหาสุขภาพและโรคเอดส์ ดังนี้

กลุ่มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สำนักโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โทร. 0-2286-0431, 0-2286-4483
โรงพยาบาลบำราศนราดูร โทร. 0-2590-3737, 0-2590-3510
กองควบคุมโรคเอดส์ กทม. โทร. 0-2860-8751-6 ต่อ 407-8
มูลนิธิศูนย์ฮอตไลน์ โทร. 0-2277-7699, 0-2277-8811 (โทรฟรี)
มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ โทร. 0-2372-2222
สถานบริการสาธารณสุข และโรงพยาบาลของรัฐทุกแห่ง
หรือ ดาวน์โหลดข้อมูลและสื่อต้นแบบได้ที่เว็บไซต์ สำนักโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ aidssti.ddc.moph.go.th หรือ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422

ขอบคุณข้อมูล

กรมควบคุมโรค,

สำนักโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

“ชุมชนคุณธรรมฯต้นแบบวัดโคกเปี้ยว”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304225

“ชุมชนคุณธรรมฯต้นแบบวัดโคกเปี้ยว”

ในหลวงร.9, ศาสตร์พระราชา, ชุมชนคุณธรรม

“ชุมชนคุณธรรมฯ วัดโคกเปี้ยว” ต้นแบบใช้หลักศาสนา – ศาสตร์พระราชา ในหลวงรัชกาลที่ 9 – วิถีวัฒนธรรม เป็นแนวทางดำเนินชีวิต วธ.เตรียมขยาย 7 พันแห่งทั่วประเทศ

      เมื่อเร็วๆนี้ นายปรารพ เหล่าวานิช เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วยนายกฤษศญพงษ์ ศิริ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม คณะผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ลงพื้นที่เยี่ยมชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ณ ชุมชนคุณธรรมฯ วัดโคกเปี้ยว ตำบลเกาะยอ อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา โดยมี ผู้บริหารกรมการศาสนา วัฒนธรรมจังหวัด ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าราชการ ประชาชน  ให้การต้อนรับ โดยได้เยี่ยมชมภูมิปัญญาชุมชนคุณธรรมฯ ต้นแบบ เยี่ยมชมวัดโคกเปี้ยว ห้องสมุด ลานธรรมลานวิถีไทย  ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ฯลฯ

"ชุมชนคุณธรรมฯต้นแบบวัดโคกเปี้ยว"
จากการที่รัฐบาลมีนโยบายให้หน่วยงานภาครัฐส่งเสริมองค์กรศาสนา นำพลัง บวร บ้าน วัด/ศาสนสถาน – โรงเรียน และกลไกประชารัฐขับเคลื่อนสู่ชุมชนคุณธรรมตามยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 และแผนแม่บทส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 โดยนำทุนทางวัฒนธรรมสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจต่อยอดความเข้มแข็งจากภายในด้วยหลักศาสนาและศาสตร์พระราชา ในส่วนของกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้ขับเคลื่อนให้เกิดชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทั่วประเทศ เป็นชุมชนที่มีลักษณะโดดเด่น 3 ด้าน

ได้แก่ ปฏิบัติตามหลักศาสนาของแต่ละศาสนา มีคุณธรรม น้อมนำศาสตร์พระราชา  หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ไปใช้ในชีวิตประจำวัน และดำรงวิถีวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่นอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ ชุมชนคุณธรรมฯ วัดโคกเปี้ยวแห่งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งต้นแบบของโครงการดังกล่าวที่ วธ. โดยกรมการศาสนา ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสงขลา คณะสงฆ์ เครือข่ายทางวัฒนธรรม ทุกภาคส่วนให้การสนับสนุนจนประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรม เป็นวัดเก่าแก่เป็นศูนย์รวมจิตใจ เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน และเป็นสถานที่จัดกิจกรรม    ให้ความรู้ด้านศีลธรรม ด้านประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามแก่เยาวชนและประชาชน

"ชุมชนคุณธรรมฯต้นแบบวัดโคกเปี้ยว"

 

ตลอดถึงปลูกฝังให้เยาวชนและประชาชนเป็นคนดี มีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โดยใช้ “พลังบวร”บ้าน วัด โรงเรียน  เป็นองค์กรหลักพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง
ยกตัวอย่างกิจกรรมที่โดดเด่น 1.การส่งเสริมการเรียนรู้ “หลักธรรมทางศาสนา” นำนักเรียนเข้าวัดวันอาทิตย์ ค่ายพุทธบุตร กิจกรรมวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา สวดมนต์ข้ามปี วันธรรมสวนะ บรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน  2.การส่งเสริมให้คนในชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น พึ่งพาตนเองได้ รวมกลุ่มเพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพ เช่น ทอผ้า เพาะเห็ด  ทำปุ๋ยหมักชีวภาพ ปลูกผักสวนครัวรั้วกินได้ เพื่อสร้างรายได้และลดรายจ่ายในครัวเรือนของชุมชน ๓.สืบทอดและอนุรักษ์มรดกประเพณีวัฒนธรรมของชุมชน  เช่น  ประเพณีทำบุญวันว่าง (ขึ้นเบญจา) และรดน้ำผู้สูงอายุ ประเพณีสารทเดือนสิบ เป็นต้น
นอกจากนี้ ชุมชนคุณธรรมฯ วัดโคกเปี้ยว ยังได้ขยายเครือข่ายชุมชนคุณธรรม เพื่อสร้างสังคมคุณธรรมเน้นการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมเพิ่มขึ้น เช่น กิจกรรมทัศนศึกษาดูงานนำสามเณรศึกษาแหล่งเรียนรู้นอกพื้นที่  จัดพระไปสอนหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในสถานศึกษา

นับเป็นอีกหนึ่งต้นแบบของชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทั่วประเทศ ซึ่ง วธ. ตั้งเป้าว่าจะขยายให้ครบ 7,๐๐๐ แห่ง ภายในปี 2560 นี้ และเป็นหนึ่งในโครงการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปีของรัฐบาลที่กำหนดวิสัยทัศน์ว่า “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”

ทำไมต้องประกาศสพฉ.ปี60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304171

ทำไมต้องประกาศสพฉ.ปี60

ประกาศสพฉ.ปี2560, เกณฑ์ใหม่สพฉ.

ทำไม10องค์กรเครือข่ายกู้ชีพกู้ภัยแห่งประเทศไทยถึงได้ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีสาธารณสุขขอให้ชะลอการออกประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือประกาศสพฉ.ปี2560

    ขณะที่ บุคลากรส่วนใหญ่ขององค์กรเครือข่ายกู้ชีพประเทศอยู่ในระดับ FR เช่น มูลนิธิ สมาคม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  การออกประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือ ประกาศ สพฉ. ปี 2560 ที่ส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของกู้ชีพที่จะต้องผ่านการอบรมอย่างน้อย 40 ชั่วโมงขึ้นไป จากเดิมที่อบรมแค่24ชั่วโมงก็ปฏิบัติหน้าที่ได้แล้ว  จะทำให้ระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศต้องกลับตัว 360 องศาหรือไม่

     “นิติศักดิ์ บุญมานนท์” มูลนิธิกุศลศรัทธาสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า องค์กรเครือข่ายกู้ภัยแห่งประเทศไทย ได้เข้าพบ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข (สธ.) เมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2560 เพื่อขอให้ชะลอการออกประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เรื่อง หน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทย์ พ.ศ.2560

ทำไมต้องประกาศสพฉ.ปี60

ซึ่งนพ.ปิยะสกล ได้มอบหมายให้นายพงษ์ภัฎ เรียงเครือ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย เป็นประธานการประชุมร่วมกับผู้แทนองค์กรภาคเอกชนซึ่งไม่แสวงหากำไรจำนวน 11 หน่วยงานเมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2560 ที่ผ่านมา   มีมติว่าให้ชะลอร่างประกาศฉบับนี้ออกไปก่อน เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายมาร่วมพิจารณาให้เรียบร้อย

แต่ก็ปรากฏว่าหลังจากนั้นวันที่ 15 พ.ย. 2560 ที่ประชุมบอร์ด สพฉ.ได้นำร่างประกาศฉบับนี้มาพิจารณา และมีมติเห็นชอบให้ประกาศใช้ภายใน 180 วัน

ทำไมต้องประกาศสพฉ.ปี60

“การที่บอดร์ดมีมติแบบนั้น ก็เข้าใจว่าเป็นการยกระดับขีดความสามารถผู้ปฏิบัติงานในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน แต่อยากให้ประกาศใช้เมื่อมีความพร้อมมากกว่านี้ ตรงนี้เราต้องพัฒนาคนของเราก่้อนค่อยมาดูว่าระบบที่จะออกแบบเพื่อการพัฒนาในอนาคตนั้นรองรับและตรงกับความเป็นจริงของสังคมไทยหรือไม่ และก็อยากจะถามว่าในฐานะคนทำงานกับท้องถิ่นและคลุกคลีกับการช่วยชีวิตคนมาโดยตลอด สพฉ.เคยถามองค์กรเหล่านี่้มั้ยว่าจะให้พวกเขามีส่วนร่วมในการพัฒนาและยกระดับการแพทย์ฉุกเฉินอย่างไรบ้าง”  มูลนิธิกุศลศรัทธาสุราษฎร์ธานี  ตั้งคำถาม

ทำไมต้องประกาศสพฉ.ปี60

โดยเอกสารเสนอที่ประชุมบอร์ด สพฉ.ครั้งที่ 14/2560   วันที่ 15 พ.ย. 2560 วาระที่ 3.1 ระบุว่า เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 ระบุว่า สพฉ. ได้จัดประชุมชี้แจงทำความเข้าใจใน (ร่าง) ประกาศ กพฉ. เรื่อง หน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ พ.ศ. … โดยมีนายพงษ์ภัฎ เรียงเครือ ทำหน้าที่ประธานในการชี้แจง และมี กพฉ.ประกอบด้วย พ.อ.สุรจิต สุนทรธรรม, นายนิติศักดิ์ บุญมานนท์, นายสุเทพ ณัฐกานต์กนก และนายทรงยศ เทียนทอง เข้าร่วมการประชุม

พร้อมทั้งเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องอันประกอบด้วยผู้แทนองค์กรภาคเอกชนซึ่งไม่แสวงหากำไรและมีบทบาทด้านการแพทย์ฉุกเฉินก่อนถึงสถานพยาบาลจำนวน 11 หน่วยงาน ผู้แทนจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผู้แทนสมาคมโรงพยาบาลเอกชน และมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนคณะแพทยศาสตร์

ทำไมต้องประกาศสพฉ.ปี60

      ผลการชี้แจงสรุปได้ว่า ผู้เข้าประชุมเห็นชอบในหลักการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินตามแนวคิดในร่างประกาศดังกล่าว แต่มีข้อโต้แย้งหลายประเด็นทั้งในเนื้อหากับแนวทางปฏิบัติ และกระบวนการยกร่างที่อาจขาดการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง จึงขอให้ดำเนินการดังนี้

   1. ชะลอการพิจารณา (ร่าง) ประกาศ กพฉ. เรื่อง หน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ พ.ศ. … ไว้ก่อน และ

    2. มอบให้นายไพโรจน์ บุญศิริคำชัย, นายนิติศักดิ์ บุญมานนท์, นายสุเทพ ณัฐกานต์กนก, นายทรงยศ เทียนทองและผู้ที่เกี่ยวข้อง ไปหารือตามแนวทางที่นายไพโรจน์ฯ เสนอในที่ประชุม พร้อมทั้งกลับมาเสนอให้ กพฉ. ทราบภายใน 1 เดือน

ทำไมต้องประกาศสพฉ.ปี60

    ปัจจุบัน ระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศไทยปัจจุบันมี 3 ระดับ คือ ระดับพื้นฐาน First Responder (FR) ต่อมาคือระดับกลาง Basic Life Support (BLS) และระดับสูง Advance life support (ALS) หรือรถฉุกเฉินของโรงพยาบาลต่างๆ ทว่าบุคลากรส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ในระดับ FR เช่น มูลนิธิ สมาคม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และต้องผ่านการอบรมก่อนถึงจะขึ้นทะเบียนเป็น FR ได้

     ทั้งนี้เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ได้ประกาศกำหนดในเรื่องการลำเลียงหรือรับส่งผู้ป่วยต้องเป็นระดับ Emergency Medical Responder (EMR) ซึ่งก็คือ FR ที่ผ่านการอบรมเพิ่มเติมอีก 16 ชั่วโมง ให้ครบ 40 ชั่วโมง แต่ยังไม่สามารถดำเนินการปรับระดับขีดความสามารถของ FR ได้อย่างทั่วถึงและครอบคลุมได้ในปัจจุบัน

    ทว่าจากปริมาณการรับส่งผู้ป่วยฉุกเฉินผ่านสายด่วน 1669 ในแต่ละปีจะอยู่ที่ 1.5 ล้านครั้ง เป็นการลำเลียงโดยบุคลากรในระดับ ALS และ BLS ประมาณ 200,000 ครั้ง ที่เหลือเป็นระดับ FR ประมาณ 1 ล้านครั้ง หากประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จะทำให้ FR ที่มีอยู่ทั่วประเทศไม่สามารถลำเลียงผู้ป่วยได้ ทำได้แค่ปฐมพยาบาล แล้วรอบุคลากรในระดับที่สูงกว่ามาลำเลียงส่งโรงพยาบาล

ทำไมต้องประกาศสพฉ.ปี60

      ซึ่งปัจจุบันรถของโรงพยาบาลในระดับ ALS มีเฉลี่ยโรงพยาบาลละ 1 คัน หรือประมาณ 1,000 กว่าทีมเท่านั้น ส่วนระดับ BLS มี 5,000 คัน โดยเฉพาะถ้าเป็นบุคคลระดับ EMR ไม่น่ามีเกิน 30,000 คนทั่วประเทศ

      “นิติศักดิ์” มองว่า การประกาศกฏระเบียบในขณะที่ยังไม่มีความพร้อมยากที่จะทำเป็นจริงได้

    อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 30พ ย. เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ นพ.อัจฉริยะ แพงมา ได้เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวชนว่า การที่สพฉ.ออกประกาศนี้เพื่อให้การคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ป่วยฉุกเฉินและผู้ปฎิบัติการฉุกเฉินเท่านั้น เพิ่มชั่วโมงการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่กู้ภัยให้มีความรู้ความสามารถมากขึ้น เพื่อที่จะยกระดับให้มีรถกู้ชีพที่มีมาตรฐานแบบเดียวกันทั่วประเทศและให้ประชาชนวางใจในเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น

ทำไมต้องประกาศสพฉ.ปี60

    ในส่วนของร่างกฎหมายใหม่ที่จะเกิดขึ้นได้มีการแบ่งประเภท หน่วยปฏิบัติฉุกเฉินการแพทย์ไว้อยู่ 3 ประเภท คือ 1.ประเภทช่วยเวชกรรมโดยไม่ลำเลียงผู้ป่วย 2.ประเภทช่วยเวชกรรมลำเลียงผู้ป่วย และ 3. ประเภทวิชาชีพ ขณะที่หน่วยปฏิบัติการด้านการอำนวยการ ของเดิมมีศูนย์ 1669 ทั่วประเทศ ซึ่ง 1669 เดิม มี 3 กลุ่มใหญ่ๆ ประกอบด้วย 1. กลุ่มที่มีเพียงพนักงานรับแจ้ง ไม่มีพยาบาล 2.มีแค่พยาบาลกำกับ ไม่มีแพทย์ และ 3. มีแพทย์อย่างเดียว เพื่อให้เกิดเป็นรายละเอียดให้เป็นมาตรฐานในการเพิ่มขีดความสามารถเกี่ยวกับการให้บริการ

ทำไมต้องประกาศสพฉ.ปี60

นพ.อัจฉริยะ แพงมา

ทำไมต้องประกาศสพฉ.ปี60

    การออกกฎหมายฉบับนี้ เพื่อเป็นการชี้ทิศทางให้ท้องถิ่น รวมทั้งพื้นที่ได้เตรียมตัวเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้หน่วยปฏิบัติฉุกเฉินการแพทย์ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ได้เตรียมตัวเพื่อไปสู่อนาคต และขอยืนยันว่า แผนประกาศการใช้กฎหมายนี้ไม่กระทบต่อการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ฉุกเฉิน ที่ต้องผลิตบุคลากรให้ทันตามกฎหมายใหม่ เป็นการปูพื้นฐาน เกี่ยวกับการบริการของหน่วยปฏิบัติฉุกเฉินการแพทย์ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

      ท่ามกลางความเห็นแย้งของหน่วยที่กำกับสนับสนุนและผู้ปฏิบัติงาน คงอีกนานที่ระบบการแพทย์ฉุกเฉินของไทยจะเดินหน้าไปได้เท่าเทียมนานาประเทศ

7 อาการภาวะหัวใจล้มเหลว!!คร่าชีวิต”สุรินทร์ พิศสุวรรณ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/304152

7 อาการภาวะหัวใจล้มเหลว!!คร่าชีวิต”สุรินทร์ พิศสุวรรณ”

อาการ, หัวใจล้มเหลว

หัวใจล้มเหลวสาเหตุการเสียชีวิต “สุรินทร์ พิศสุวรรณ” ลองมาดูอาการต่างๆที่เป็นสาเหตุให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว

       จากข่าวการเสียชีวิตของ นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน ด้วยโรคหัวใจล้มเหลว สร้างความโศกเศร้า คนดังในแวดวงการเมืองต่างแสดงความเสียใจผ่านทุกช่องทาง
 สำหรับลักษณะอาการของภาวะหัวใจล้มเหลว สังเกตได้ 7 ลักษณะอาการ

1.อาการเหนื่อย/หายใจลำบาก (Dyspnea) ในช่วงแรกของการเกิดภาวะนี้ อาการเหนื่อยจะเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อออกแรงทำงาน ทำกิจกรรมต่างๆ หรือออกกำลังกาย ซึ่งผู้ป่วยจะ ต้องสังเกตความเปลี่ยนแปลงของตนเอง เนื่องจากความรู้สึกเหนื่อยของแต่ละคนเมื่อออกแรงทำกิจกรรมเดียวกันอาจไม่เท่ากัน แต่เมื่อภาวะหัวใจล้มเหลวเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ อาการเหนื่อยก็จะเป็นมากขึ้น จนกระทั่งทำกิจวัตรประจำวันธรรมดา เช่น กวาดบ้าน อาบน้ำ กินข้าว ก็จะเหนื่อยง่ายจนผิดสังเกต และเมื่อภาวะหัวใจล้มเหลวรุนแรงมาก ผู้ป่วยก็จะรู้สึกเหนื่อยแม้ว่ากำลังนั่งเฉยๆก็ตาม

2.อาการนอนราบไม่ได้ (Orthopnea) ผู้ป่วยจะต้องใช้หมอนหนุนหลายใบเพื่อให้ศีรษะยกตัวสูงขึ้น ในรายที่อาการรุนแรงจะไม่สามารถล้มตัวลงนอนราบตามปกติได้เลย ต้องนอนหลับในท่านั่งเท่านั้น

3.อาการเหนื่อยฉับพลันขณะหลับ (Paroxysmal nocturnal dyspnea) คือ ขณะที่ผู้ ป่วยนอนหลับ อยู่ๆก็จะตื่นขึ้นมากะทันหันเพราะรู้สึกเหนื่อย เหมือนคนกำลังจะจมน้ำ หรืออาจตื่นขึ้นมาและมีอาการไอติดๆกัน (Nocturnal cough) จนผู้ป่วยต้องลุกขึ้นนั่งห้อยขา เพื่อให้อา การเหนื่อยหรือไอบรรเทาลง

4.อาการอ่อนเพลีย อ่อนแรง เป็นอาการที่ไม่จำเพาะ เกิดจากเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อต่างๆทั่วร่างกายลดลง

5.น้ำหนักลด ผอมลง ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงและเป็นมานาน จะมีน้ำหนักตัวลดลงได้ เนื่องจากกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจทำงานหนักขึ้น มีอาการเบื่ออาหาร การดูดซึมอาหารของลำไส้ลดลง ซึ่งเป็นผลจากมีเลือดคั่งอยู่ในหลอดเลือดดำของผนังลำไส้ และมีการเพิ่มขึ้นของสารเคมีชื่อ Tumor necrotic factor (TNF) ในเลือด ทำให้ร่างกายมีการเผาผลาญพลังงานมากขึ้น

6.เกิดน้ำคั่งในอวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆ ได้แก่ น้ำที่คั่งในถุงลมของปอด/ปอดบวมน้ำ (Pulmonary edema) ทำให้เกิดอาการเหนื่อย และหากฟังเสียงปอดจะได้ยินเสียงผิดปกติ (Pulmonary rales) หรือน้ำอาจเกิดการคั่งอยู่ในช่อง/โพรงเยื่อหุ้มปอด (Pleural effusion: ภาวะมีน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอด)

ซึ่งก็ทำให้มีอาการเหนื่อยเช่นกัน น้ำอาจซึมออกมาจากหลอดเลือดดำในท้อง ทำให้เกิดมีน้ำในท้องขึ้น (Ascites: ท้องมาน) ทำให้ผู้ป่วยมีอาการท้องโต แน่นท้อง นอกจากนี้เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังอาจเกิดน้ำคั่ง ทำให้เกิดอาการบวมได้ โดยเฉพาะบริเวณหน้าแข้งและข้อเท้า ซึ่งมักจะเป็นมากขึ้นในช่วงเย็น เมื่อผู้ป่วยเดิน ยืน หรือนั่งห้อยขามาตลอดทั้งวัน แต่หากเป็นผู้ป่วยที่นอนอยู่กับเตียง จะเห็นเนื้อเยื่อบริเวณก้นกบบวมแทน

7.อาการอื่นๆ เช่น มีเสียงหัวใจเต้นผิดปกติ คือมีเสียงที่ 3 และ 4 เกิดขึ้น (เสียงหัว ใจในคนปกติมีแค่ 2 เสียง) เรียกว่า S-3 หรือ S-4 gallop ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจพบความดันโลหิตระหว่างตัวบน (Systolic pressure) กับตัวล่าง (Diastolic pressure) มีค่าแคบลง หรืออาจจับชีพจรได้แรงกับเบาสลับกันไปอย่างสม่ำเสมอ เรียกว่า Pulsus alternans ในผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเกิดขึ้นฉับพลัน หรือมีอาการกำเริบขึ้นรุนแรง อาจทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำได้ ผู้ป่วยจะรู้สึกหน้ามืด ใจสั่น ปากเขียว เล็บมือเขียว (ภาวะเขียวคล้ำ) เพราะเนื้อเยื่อต่างๆขาดออกซิเจนได้

ข้อมูลจากเว็บไซต์หาหมอดอทคอม (http://haamor.com)

เลาะรั้วเกษตร : เรื่องน้ำๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/308853

281225166

เลาะรั้วเกษตร : เรื่องน้ำๆ

วันศุกร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ได้ยินดีกับอดีตอธิบดีกรมชลประทาน สมเกียรติ ประจำวงษ์ ได้ไม่กี่วัน ชนิดที่เจ้าตัวยังไม่ได้ตั้งหลักแสดงความสามารถให้เป็นที่ประจักษ์สักเท่าไร ก็ต้องงุนงงเมื่ออธิบดีสมเกียรติ ต้องพ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทาน เพื่อไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ตามคำสั่งของหัวหน้า คสช. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44

พร้อมกันนี้ก็ส้มหล่นใส่ รองอธิบดีกรมชลประทาน ทองเปลว กองจันทร์ ที่เป็นแคนดิเดตอธิบดีกรมชลประทานก่อนหน้านี้ไม่กี่วันเช่นกัน แต่คราวนี้ขึ้นเป็นอธิบดีกรมชลประทานแบบไม่มีคู่แข่ง แต่มาพร้อมกับปัญหาสถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดทางภาคใต้หลายจังหวัด เรียกว่าทุกขลาภนี้มากับน้ำ

อันว่า สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ว่านี้ เป็นหน่วยงานที่หัวหน้า คสช. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้มาตรา 44 จัดตั้งขึ้น ด้วยเหตุผลว่า เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเป็นไปอย่างบูรณาการ มีประสิทธิภาพ และยั่งยืน

ในคำสั่งดังกล่าวยังระบุด้วยว่า แม้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ดำเนินการอยู่ จะมีหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรงในด้านการปฏิบัติการแต่ก็ไม่สามารถทำงานแบบบูรณาการกันได้ทั้งด้านข้อมูล แผนงาน โครงการ งบประมาณ การติดตามประเมินผลเชิงนโยบาย การวางแนวทาง กำกับ ควบคุมการปฏิบัติการ จึงจำเป็นต้องสร้างองค์กรขึ้นมาใหม่ คือ สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ นี่แหละ

สำนักงานนี้ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี โดยมีหน้าที่ บูรณาการข้อมูลสารสนเทศ แผนงาน โครงการ งบประมาณ บริหารจัดการ ติดตามและประเมินผลการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อประโยชน์ในการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ

ในกรณีฉุกเฉินและมีเหตุจำเป็น ให้สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ มีอำนาจจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราว มีอำนาจขอเจ้าหน้าที่จากส่วนราชการต่างๆ มา
ปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม ยิ่งไปกว่านั้นจะมีการพิจารณาโอนหน่วยงานที่ต่ำกว่าระดับกรม จากส่วนราชการต่างๆ ไปเป็นของสำนักงานนี้ด้วย พูดง่ายๆ คือ ณ วันนี้สำนักงานนี้ยังไม่มีอะไรเป็นของตัวเอง……

ที่น่าหวั่นใจ คือท้ายคำสั่งจัดตั้งสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาตินี้ ระบุว่า “ในกรณีที่เห็นสมควร นายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี อาจเสนอให้ คสช. เปลี่ยนแปลงคำสั่งนี้ได้” นั่นหมายถึงว่า อาจยุบเลิกหน่วยงานนี้ได้ถ้าการดำเนินงานไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้…เช่นนั้นหรือเปล่า…ไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆ ท่านผู้อำนวยการ สมเกียรติ ประจำวงษ์ ก็คงกลับไปกรมชลประทานไม่ได้แล้ว……

อันที่จริง เรื่องการจัดตั้งหน่วยงาน หรือรวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำมาจัดตั้งเป็นหน่วยงานใหม่นี้ขยับกันมานานกว่า 20 ปี แต่เป็นการยากที่จะรวมหน่วยงานที่เกี่ยวกับ
น้ำซึ่งตามข้อมูลที่ทราบมาว่ามีถึง 33 หน่วยงานมาไว้เป็นหน่วยงานเดียว กรมทรัพยากรน้ำ จึงพยายามร่างกฎหมายกลางของประเทศออกมาเพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ มาทำงานร่วมกันภายใต้กฎหมายนี้ ซึ่งน่าจะมีทางเป็นไปได้มากกว่า จึงได้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำต่อครม. ตั้งแต่ปี 2540

มีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนมาเรื่อยๆ จนได้ร่าง พ.ร.บ. ที่คิดว่าสมบูรณ์ และ ครม. มีมติให้บรรจุร่าง พ.ร.บ. ไว้ในแผนพัฒนากฎหมายแห่งชาติเมื่อปี 2548 จนถึงปี 2550 ครม.มีมติรับหลักการของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ และส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา

ทางเดินของร่าง พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำ ของไทยช่างยาวไกล และใช้เวลานานมาก จนปี 2560 ก็ยังไม่สามารถประกาศใช้ได้ แถมยังมีเรื่องราวที่เป็นประเด็นร้อนกวนใจรัฐบาล คสช.อีก นั่นคือมาตรา 39 การเก็บค่าน้ำ ที่เกษตรกร และใครต่อใครออกมาโวยวาย ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่จะประกาศจัดตั้งสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติขึ้นไม่นาน…..แล้วต่อแต่นี้เรื่องของการบริหารจัดการน้ำจะไปต่ออย่างไร พ.ร.บ. บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พ.ศ………จะออกมาอย่างไร…

หันกลับไปดูประวัติศาสตร์อันยาวไกลถึง 115 ปีของกรมชลประทานที่ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Royal Irrigation Department แสดงให้เห็นว่าเป็นหน่วยงานที่พระมหากษัตริย์ (รัชกาลที่ 5) ทรงจัดตั้งขึ้น พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง มีหน้าที่ครอบคลุมเกือบครบทุกเรื่องน้ำ แม้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ก็ทรงพระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำผ่านกรมชลประทานมาโดยตลอด ทำไมจึงไม่ใช้กรมชลประทานเป็นแกนหลักในการบริหารจัดการน้ำ ส่วนจะเพิ่มเติมหน่วยงานไหนเข้ามา หรือจะพัฒนาเป็นหน่วยงานระดับที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหนจะมิง่ายกว่าหรือ……..

แว่นขยาย

สหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด แปรรูปข้าวเพิ่มมูลค่า-สร้างสภาพคล่องให้สมาชิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/308595

x

สหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด แปรรูปข้าวเพิ่มมูลค่า-สร้างสภาพคล่องให้สมาชิก

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านการเกษตร โดยเฉพาะการทำนา ซึ่งที่ผ่านมา เมื่อถึงฤดูนาปี ทั้งในเขตพื้นที่อาศัยน้ำฝนและเขตพื้นที่ชลประทาน เกษตรกรมักจะทำการเพาะปลูกข้าวพร้อมกัน จึงทำให้ผลผลิตข้าวเปลือกนาปีออกสู่ท้องตลาดในช่วงเวลาเดียวกันเป็นจำนวนมากและเกินกว่าความต้องการของตลาด ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกตกต่ำ

จากปัญหาดังกล่าว สหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด จึงได้เข้าร่วมโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2560/2561 ซึ่งเป็นโครงการที่มีเป้าหมายรวบรวมข้าว 2.5 ล้านตัน เป็นการซื้อข้าวเข้ามาเพื่อชะลอการขายและชะลอปริมาณข้าวเปลือกออกสู่ตลาด ไม่ให้เกินความต้องการของตลาด รวมถึงการเก็บข้าวเปลือกไว้แปรรูป และสร้างมูลค่าเพิ่มโดยการแปรรูปเป็นข้าวสาร โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) จะให้วงเงินสินเชื่อจำนวน 12,500 ล้านบาท กับสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และศูนย์ข้าวชุมชน มีระยะเวลาดำเนินการ
1 ต.ค. 2560 – 30 ก.ย. 2561 ในการนี้ สหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด ได้รับอนุมัติวงเงินสินเชื่อจาก ธ.ก.ส. จำนวน 15 ล้านบาท เพื่อนำมารวบรวมข้าวเปลือกเจ้าจากสมาชิกในราคาตันละ 7,200 บาท ที่ความชื้น 15%

นอกจากนี้ สหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด ยังได้รับเงินอุดหนุนจากงบพัฒนาจังหวัดชัยนาท เพื่อดำเนินงานสร้างโรงสีขนาดกำลังการผลิต 10 ตัน/วัน พร้อมอุปกรณ์เครื่องยิงสี และอุปกรณ์การบรรจุภัณฑ์ จึงทำให้สหกรณ์ฯ มีความพร้อมในการรวบรวมข้าวเปลือกเจ้ามาสีแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า โดย สหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด สามารถดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ของโครงการเป็นอย่างดี ทำให้สมาชิกมีความพึงพอใจกับการนำข้าวเปลือกมาขายให้กับสหกรณ์ เพราะนอกจากจะได้รับค่าขายข้าวเป็นเงินสดแล้ว สหกรณ์ยังซื้อข้าวจากสมาชิกในราคาที่เป็นธรรม จึงทำให้สมาชิกนำข้าวมาจำหน่ายให้กับสหกรณ์เป็นจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้ สหกรณ์ฯ ได้รวบรวมข้าวเปลือกจากเกษตรกรไปแล้ว 200 กว่าตัน ส่วนข้อดีอีกประการหนึ่งของโครงการนี้คือ เมื่อสมาชิกขายข้าวโดยรับเป็นเงินสด เป็นการช่วยสร้างสภาพคล่องทางการเงินให้กับสมาชิกและสหกรณ์เป็นอย่างดี

แตกใบอ่อน : การตลาดช่วยชาวนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/308597

807934531

แตกใบอ่อน : การตลาดช่วยชาวนา

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ช่วงนี้เวลาไปไหนมาไหน ถ้าลองสังเกตดูกันดีๆ จะเห็นหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน องค์กรชุมชนต่างๆ พากันออกมาจัดกิจกรรมภายใต้โครงการ “เทศกาลข้าวใหม่” กันอย่างคึกคักแทบจะทั่วทุกมุมเมือง เช่นใน กทม. ตั้งแต่วันที่ 15-20 ธันวาคมนี้ กรมการข้าว ร่วมกับกรุงเทพมหานคร กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก็จะร่วมกันจัดงานขึ้นที่ลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร

เห็นแล้วก็รู้สึกอดปลื้มใจและดีใจไม่ได้ เพราะงานอย่างนี้ไม่ได้มีความหมายแค่เพียงเป็นการรื้อฟื้น “วัฒนธรรมข้าวใหม่” เพื่อต้อนรับฤดูเก็บเกี่ยวของไทยเราให้กลับมาอีกครั้ง แต่ยังถือเป็นการเปิดช่องทางการตลาดให้กับชาวนาไทยได้อีกทางหนึ่งด้วย

โอกาสนี้จึงอยากขอช่วยประชาสัมพันธ์ครับ ถ้าใครมีเวลา มีโอกาส ผ่านไปเจอการจัดกิจกรรมเทศกาลข้าวใหม่ที่ไหน อยากขอให้ลองแวะเข้าไปเยี่ยมไปชมดู จะได้ช่วยกันอุดหนุนชาวนา เมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 ธันวาคม ผมมีโอกาสได้แวะไป “เทศกาลข้าวใหม่ 4 ภาค” ที่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสเขาจัดขึ้น ถึงแม้จะงานไม่ใหญ่มาก แต่ก็มีชาวนา เกษตรกร ชุมชน รวมทั้งผู้ประกอบการแปรรูปอาหารรายย่อย นำของมาออกร้านกันเต็มไปหมด โดยเฉพาะข้าวพันธุ์พื้นเมือง เช่น ข้าวสันป่าตอง ข้าวหอมนิล หอมจำปา เหนียวลาย มะลิดำ ที่ชาวบ้านเพิ่งเก็บเกี่ยวมา ก็นำมาวางขาย นำมาหุงให้ชิมกันอย่างคึกคัก ไปแล้วไม่ผิดหวังจริงๆ

พูดถึงข้าวและการทำตลาดให้กับชาวนา ทำให้นึกขึ้นได้ว่า เมื่อสักประมาณเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา มีน้องๆ มาขอให้ช่วยประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ www.farmjingjai.com ของโครงการ “ฟาร์มจริงใจ” แต่ด้วยจังหวะและโอกาสไม่เอื้ออำนวยก็เลยทำให้ยังไม่ได้นำมาเขียน วันนี้เลยอยากใช้โอกาสนี้ช่วยประชาสัมพันธ์

โครงการ “ฟาร์มจริงใจ” เป็นการรวมตัวของกลุ่มชาวนาที่มีพื้นฐานชุมชนเข้มแข็ง เปิดให้ผู้บริโภคสั่งข้าวสารปลอดสารเคมีโดยตรงจากชาวนาได้ผ่านเว็บไซต์ www.farmjingjai.com ภายใต้แนวคิด “ซื้อข้าวชาวนาปลอดสารเคมี ส่งเสริมสุขภาพดี เกษตรยั่งยืน” เพื่อแก้ไขปัญหาราคาตกต่ำ ขายข้าวไม่ได้ราคา และการถูกกดราคาจากกลุ่มพ่อค้าคนกลาง โดยมี บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด ช่วยสนับสนุนเรื่องการพัฒนาเว็บไซต์พร้อมเครื่องมือและช่องทางด้านไอทีต่างๆ โดยไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียใดๆกับชาวนา

ขณะที่กระบวนการซื้อขาย คือ ให้ผู้บริโภคสั่งซื้อข้าว “ล่วงหน้า” แบบรายเดือนหรือที่เรียกกันว่า “พรีออเดอร์” ผ่านเว็บไซต์ www.farmjingjai.com โดยระบบจะรวบรวมยอดการสั่งซื้อส่งให้กับชาวนา ทำให้ทราบยอดที่แน่นอน ช่วยให้ชาวนาเข้าถึงและสามารถจำหน่ายข้าวได้โดยตรงแก่ผู้บริโภค มีรายได้อย่างต่อเนื่อง แก้ปัญหาของชาวนาอย่างยั่งยืน โดยชาวนาสามารถขายตรงสู่ผู้บริโภคทำให้ได้กำไรจากการขายมากขึ้น

ปัจจุบัน มีกลุ่มชุมชนเข้มแข็งเข้าร่วมโครงการ “ฟาร์มจริงใจ” จำนวน 3 ชุมชนใน 2 จังหวัด ได้แก่ กลุ่มชาวนาหมู่บ้านคุ้มยโสธร จังหวัดยโสธร กลุ่มอีสานพอเพียง และกลุ่มชาวนาตำบลกระเบื้อง จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งข้าวที่ได้จากโครงการทั้งหมดเป็นข้าวปลอดสาร ไม่ผ่านการรมยา และจะสีข้าวเมื่อได้รับออเดอร์จากผู้บริโภคเท่านั้น ทำให้ผู้บริโภคได้รับข้าวสารที่มีคุณค่าทางอาหารสูง สดใหม่ และปลอดภัยจากสารพิษ

ไหนๆ ก็ไหนๆ นอกจากเว็บไซต์ “ฟาร์มจริงใจ” แล้ว ก็อยากจะขอใช้โอกาสนี้แนะนำช่องทางตลาดในระบบ “ออนไลน์” อื่นๆ ในลักษณะเดียวกันบ้าง เช่น “โครงการผูกปิ่นโตข้าว” ให้เข้าไปดูได้ที่เฟซบุ๊ค https://www.facebook.com/pookpintokao/ หรือเว็บไซต์ http://pookpintokao.com/ ซึ่งโครงการนี้มีลักษณะเดียวกับ “ฟาร์มจริงใจ” และมีตัวเลือกเรื่องพันธุ์ข้าวและกลุ่มชาวนาค่อนข้างมากสักหน่อย เพราะเห็นทำกันมานานแล้ว

อีกแห่งหนึ่ง คือ “ธรรมธุรกิจ” ซึ่งเน้นขายข้าวกล้องและโดยเฉพาะ “ข้าวสันป่าตอง” ซึ่งรับประกันได้ถึงความอร่อย ไปดูได้ที่ http://www.thamturakit.com/th/ หรือเฟซบุ๊ค https://www.facebook.com/Thamturakit/ ซึ่งไม่ได้มีแค่เรื่องข้าวเท่านั้น แต่ยังมีกิจกรรมการเปิดอบรมในรายวิชาที่น่าสนใจ เช่น กสิกรรมธรรมชาติ เศรษฐกิจพอเพียง การพึ่งตน การเก็บเมล็ดพันธุ์และบ้านดิน รวมทั้งมีตลาดนัดธรรมชาติอีกด้วย ลองเข้าไปดูกันนะครับ น่าสนใจทีเดียว

หรือถ้าท่านผู้อ่านสะดวกที่ไหน ก็ไปช่วยกันอุดหนุนที่นั่น

คนไทยไม่ช่วยชาวนาไทย ก็ไม่รู้จะให้ใครมาช่วยอีกแล้วล่ะครับ

มะลิลา

ดันแผนปฏิบัติการลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ไทยร่วมถกผู้แทนชาติในภูมิภาคขับเคลื่อนความร่วมมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/308599

x

ดันแผนปฏิบัติการลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ไทยร่วมถกผู้แทนชาติในภูมิภาคขับเคลื่อนความร่วมมือ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16-17 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สศก. ได้ร่วมประชุมคณะทำงานระดับภูมิภาคข้อริเริ่มลุ่มน้ำโขงตอนล่างและมิตรประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง (Lower Mekong Initiative and Friends of the Lower Regional Working Group: LMI and FLM RWG) ครั้งที่ 10 ณ กรุงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมี รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (นายนิกรเดช พลางกูร) เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย

การประชุมครั้งนี้ เพื่อหารือการจัดระเบียบโครงสร้างสาขาความร่วมมือภายใต้กรอบ LMI และการหาแนวทางเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน รวมทั้งทบทวนเป้าหมายดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการในสาขาต่างๆ ได้แก่ การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ความเชื่อมโยง การศึกษา ความมั่นคงด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อมและน้ำ และสาธารณสุข รวมทั้งประเด็นอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ประชุมเห็นควรให้มีการดำเนินงานในลักษณะของการบูรณาการระหว่างสาขาที่มีความเกี่ยวข้องกัน เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ดังนั้นข้อเสนอโครงการด้านการเกษตรจึงควรเป็นโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์ในภาพรวมแก่ประเทศสมาชิกในภูมิภาค ทั้งนี้ ประเทศไทยได้เสนอโครงการ LMI University Network และ LMI Young Scientist Program ภายใต้สาขาการศึกษาที่มีไทยและสหรัฐอเมริการ่วมกันเป็นผู้นำในสาขานี้และสาขาความมั่นคงด้านพลังงาน

โอกาสเดียวกันนี้ ที่ประชุมได้หารือและรับทราบความก้าวหน้าในเรื่องต่างๆ ในสาขาการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร โดยองค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา (U.S. Agency for International Development: USAID) ได้รายงานความก้าวหน้าการดำเนินโครงการ 2 โครงการ คือ 1) Regional Innovation Ecosystem and Youth Networks ซึ่งต้องการกระตุ้นให้เยาวชนหันมาสนใจด้านการเกษตร และการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเกษตร และ 2) Regional Seed Trade policy reform ที่ต้องการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ให้แก่เกษตรกรรายย่อย ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสมกับมาตรฐานสากล

เตือนเกษตรกรผู้ปลูก‘ข้าวโพด’ ปรับตัวผลิตคุณภาพตรงกับตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/308598

x

เตือนเกษตรกรผู้ปลูก‘ข้าวโพด’ ปรับตัวผลิตคุณภาพตรงกับตลาด

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายเติมศักดิ์ บุญชื่น ประธานคณะกรรมการด้านพืชไร่ สภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้ประสานความร่วมมือสภาเกษตรกรแห่งชาติ เรื่องการหาข้อมูลในพื้นที่และรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์การผลิตข้าวโพดของประเทศ ซึ่งสภาเกษตรกรฯได้รวบรวมสรุปให้กรรมการนโยบายบริหารข้าวโพดแห่งชาติ ซึ่งแยกประเภทข้าวโพดออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1.ปลูกในพื้นที่มีเอกสารสิทธิ 2.ปลูกในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ และ 3.การส่งออก สรุปประเด็นได้ว่า

1.ผู้ประกอบการท้องถิ่นต้องขึ้นทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ และแจ้งสถานที่ ปริมาณผลผลิตที่ครอบครองหรือรับซื้อตั้งแต่ 50 ตันต่อเดือนขึ้นไป 2.เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่เอกสารสิทธิและไม่มีเอกสารสิทธิจะต้องขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรฯ และมีการบริหารการจัดการร่วมกัน โดยกระทรวงพาณิชย์แจ้งราคาให้กับผู้ประกอบการอาหารสัตว์รับซื้อข้าวโพดในราคากิโลกรัมละ 8 บาท ส่งมอบ ณ กรุงเทพฯ ซึ่งจะสร้างความเป็นธรรมให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในพื้นที่ ราคามีเสถียรภาพและเป็นไปตามกลไกตลาด

“ตอนนี้สถานการณ์การผลิตข้าวโพดของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ เกษตรกรต้องปรับตัวในการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับบริบทของผู้ประกอบการ ที่จะใช้วัตถุดิบให้สอดคล้องกับกฎ ระเบียบ กติกาของโลก ซึ่งแนวทางบริหารการจัดการข้าวโพด 1.เกษตรกรต้องปรับลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตให้ได้ 2.เกษตรกรต้องผลิตข้าวโพดคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด 3.เกษตรกรต้องรวมตัว เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งมีอำนาจการต่อรองให้เป็นกลไกที่จะรักษาเสถียรภาพของราคาข้าวโพดให้ได้ต่อไปในอนาคต” นายเติมศักดิ์กล่าว