ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระราชวังจันทน์’ ภูมิเรียนรู้ประวัติศาสตร์พิษณุโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/289540

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระราชวังจันทน์’ ภูมิเรียนรู้ประวัติศาสตร์พิษณุโลก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระราชวังจันทน์’ ภูมิเรียนรู้ประวัติศาสตร์พิษณุโลก

วันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ศูนย์ประวัติศาสตร์พระราชวังจันทน์

การขุดสำรวจพื้นที่โบราณสถานโดยเฉพาะ พระราชวังจันทน์ที่เมืองพิษณุโลกนั้นได้ทำให้มีความชัดเจนในเรื่องราวของวังหน้าแห่งนี้มากมาย ดังนั้นโครงการเผยแพร่มรดกศิลปวัฒนธรรม “เปิดตำนานวังหน้าจากอดีตถึงปัจจุบัน” ซึ่งมี คุณเด่นดาว ศิลปานนท์ และ คุณนาตยา ภูศรี นักโบราณคดีคนเก่งเป็นวิทยากรความรู้นั้น ทำให้มีการศึกษาข้อมูลจากสถานที่จริงกันขึ้นซึ่งปัจจุบันนี้ได้ขยายบริเวณของพระราชวังจันทน์และจัดตั้งศูนย์ประวัติศาสตร์พระราชวังจันทน์ นับเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่น่าสนใจถึงการวิเคราะห์สถานที่ และสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ทำให้เข้าใจเรื่องราวมากขึ้น

พระราชวังจันทน์แห่งนี้ตั้งอยู่บนถนนวังจันทน์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ติดค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กองทัพภาคที่ ๓ และศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช หลังจากมีการย้ายโรงเรียนพิษณุโลกซึ่งอยู่บนพื้นที่ดังกล่าวแล้ว กรมศิลปากรได้ทำการบูรณะค้นหาแนวเขตพระราชวังจันทน์มาอย่างต่อเนื่องมาจนสามารถกันบริเวณพระราชวังจันทน์
ที่จมอยู่ใต้ดินให้ปรากฏขึ้น แม้จะมีบางส่วนที่ยังจมอยู่ใต้ดินและถูกใช้อยู่ก็ตาม ก็ฝากความหวังว่าจะมีการสำรวจต่อให้ปรากฏความสมบูรณ์ได้ในอนาคต เพราะพระราชวังจันทน์แห่งนี้มีประวัติการสร้างมาแต่ครั้งพระมหาธรรมราชา ที่ ๑ (พระยาลิไท) พ่อขุนองค์ที่ ๖ซึ่งเป็นโอรสของ พระยาเลอไท พ่อขุนองค์ที่ ๔ แห่งราชวงศ์พระร่วง ครองกรุงสุโขทัยระหว่าง พ.ศ.๑๘๙๐-๑๙๐๔  พระมหาธรรมราชาที่ ๑ เสด็จครองราชสมบัติแคว้นสุโขทัย ณ เมืองพิษณุโลก และทรงครองเมืองพิษณุโลกระหว่าง พ.ศ.๑๙๐๕-พ.ศ.๑๙๑๒ เป็นเวลา๗ ปี ครั้งนั้นพระองค์ได้สร้างพระราชวังจันทน์บนเนินดินบนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำน่าน สันนิษฐานว่าเป็นพระราชวังที่เคยเป็นที่ประทับของพ่อขุนสมัยสุโขทัย จนถึงอยุธยา เมื่อครั้งสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ กษัตริย์แห่งอยุธยา ทรงย้ายราชธานีมาอยู่ที่เมืองพิษณุโลกเมื่อพ.ศ.๒๐๐๖ นั้น พระองค์ทรงใช้พระราชวังจันทน์เป็นที่ประทับมาตลอด เชื่อว่ามีการก่อสร้างเพิ่มเติมในสมัยพระองค์ด้วย


แนวกำแพงพระราชวังจันทน์ (2)

จากนั้นพระราชวังจันทน์ก็ใช้เป็นที่ประทับของพระมหาอุปราชของอยุธยาในสมัยต่อมา จนถึงสมัยของสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชทรงให้สมเด็จพระนเรศวรเสด็จไปประทับอยู่ที่พระราชวังจันทน์ ทำให้พระราชวังจันทน์ดูเหมือนเป็นวังหน้า จากนั้นก็ไม่ปรากฏว่ามีเชื้อพระวงศ์พระองค์ใดไปอยู่ที่พระราชวังจันทน์อีกด้วยเหตุพระราชวังจันทน์ร้างลงและไม่มีใครสนใจจนเข้าไปใช้พื้นที่ตั้งค่ายตั้งโรงเรียนกันนั่นแหละในจดหมายเหตุระยะทางไปพิษณุโลกของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ เสด็จตรวจราชการเมืองพิษณุโลก ในพ.ศ.๒๔๔๔โปรดให้ขุนศรเทพบาล สำรวจรังวัดจัดทำผังพระราชวังจันทน์ขึ้น และในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้มีการเสด็จสังเวยเทพารักษ์วันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๔๔ มีพระราชหัตถเลขาระบุว่ามีซากพระราชวังก่อด้วยอิฐ สูงพ้นดิน ๒-๓ ศอกเศษมีพระที่นั่งคล้ายพระที่นั่งจันทรพิศาลในพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรี มีกำแพงวัง ๒ ชั้น มีสระสองพี่น้องอยู่นอกกำแพงวัง ภายหลังปรักหักพังเป็นป่ารกในสงครามอะแซหวุ่นกี้ตีเมืองพิษณุโลก


ประตูพระราชวังจันทน์

เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๕ โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคมได้ย้ายมาจากบริเวณวัดนางพญา มาตั้งบนพื้นที่พระราชวังจันทน์ ทำให้มีการปรับพื้นที่ก่อสร้างอาคารสถานที่มากมาย จนเมื่อพ.ศ.๒๕๓๕ โรงเรียนมีการก่อสร้างอาคารเรียน ๔ ชั้น ที่บริเวณสนามบาสเกตบอลใกล้ต้นโพธิ์ใหญ่ ขณะขุดหลุมเสาฐานรากนั้นได้พบซากอิฐเก่า กรมศิลปากรจึงได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๓๖ มีพื้นที่ ๑๒๘ ไร่๒ งาน ๕๐ ตารางวา จึงเป็นเหตุให้พระราชวังจันทน์นั้นถูกฟื้นฟูเป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ในที่สุดปัจจุบันทั้ง อบจ.พิษณุโลก กรมศิลปากร กองทัพภาคที่ ๓ได้ร่วมกันดำเนินการพัฒนาเขตโบราณสถานพระราชวังจันทน์ให้เป็นสถานที่เรียนรู้ประวัติศาสตร์และการท่องเที่ยวในมิติประวัติศาสตร์เมืองพิษณุโลก ที่สามารถเชื่อมโยงความรู้ไปยังวัดสำคัญที่อยู่โดยรอบ


ภูมิสถานพระราชวังจันทน์


วัดวิหารทอง


การขุดสำรวจพระราชวังจันทน์


จำลองพระราชวังจันทน์

หนังสือเด่น : บรรพชาปวัตน์(คำกลอน) วัฒนธรรมการบวชแห่งพุทธศาสนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/289549

หนังสือเด่น : บรรพชาปวัตน์(คำกลอน) วัฒนธรรมการบวชแห่งพุทธศาสนา

หนังสือเด่น : บรรพชาปวัตน์(คำกลอน) วัฒนธรรมการบวชแห่งพุทธศาสนา

วันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

บรรพชาปวัตน์ คำกลอน เขียนโดย นาวาเอกทองย้อย แสงสินชัย เป็นหนังสือที่บอกเล่า วัฒนธรรม ประเพณีของคนไทยที่นับถือพุทธศาสนา ซึ่งมีความเชื่อว่า การได้สืบทอดประเพณีการบวชให้แก่ลูกหลาน นอกจากจะเป็นการจรรโลงพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นกุศลกรรมที่ส่งให้ผู้สืบทอดได้รับอานิสงส์ “แห่งคุณความดี” ส่งให้ก้าวไปสู่โลกแห่งสวรรค์ในภายภาคหน้าอีกด้วย

หนังสือเล่มนี้ ถูกเขียนเป็น คำกลอน (กลอนแปด) มีด้วยกันทั้งสิ้น 454 บท กล่าวถึง เรื่องราว ประเพณีการบวชพระของพุทธศาสนิกชน โดยผู้เขียนผูกเรื่องราวให้ง่ายต่อการเข้าใจ และจดจำ โดยจัดทำเป็นลักษณะของนิยาย กล่าวคือ มีตัวละคร มีการดำเนินที่ติดต่อเชื่อมโยงกันไปในวิถีชีวิต โดยกำหนดให้ตัวเอกของเรื่อง ชื่อ นายเพียร ที่เริ่มต้นชีวิตตั้งแต่วัยเด็ก ด้วยการถูกพ่อแม่ส่งให้เข้าเรียนหนังสือกับพระในวัด เพื่อเก็บเกี่ยวความรู้ ซึ่งในสมัยโบราณถือว่า วัดคือ แหล่งเรียนรู้วิชาการให้กับกุลบุตร เพื่อการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในภายหน้า และเด็กชายเพียร เมื่อถูกส่งเข้าร่ำเรียนอยู่ในวัด จนเติบโต ก็ออกมาช่วยพ่อแม่ทำนา ในประเพณีของชาวไทยที่อยู่ชนบท และพออายุถึงเกณฑ์บวชเป็นพระเขาก็สละเรื่องทางโลกเข้าสู่แวดวงธรรมจักร และในหนังสือเล่มนี้จะบอกเล่าถึงพิธีการ การปฏิบัติในกิจวัตรของพระภิกษุที่อยู่ในวัด และประเพณีการจัดงานบวชให้ลูกหลานอย่างละเอียด ตลอดรวมไปถึงชีวิตความเป็นอยู่ของพระบวชใหม่และลูกศิษย์วัดที่อาศัยอยู่ในวัดอย่างละเอียด

สรุปว่าเป็นหนังสือที่ ถ่ายทอด ประเพณี ภูมิปัญญา แนวคิด และวิถีชีวิตของคนไทยในอดีตที่ยังคงให้ความสำคัญของวัดเป็นที่ตั้ง ทำให้ได้เห็นภาพ และรับรู้ถึงโลกในขอบเขตวัดที่แตกต่างไปจากโลกที่อยู่นอกวัด

หนังสือเล่มนี้ ได้รับรางวัล ในฐานะหนังสือดีเด่นของมูลนิธิจอห์นเอฟ เคนเนดี เมื่อราวปี 2514 ที่เนื้อหาซึ่งปรากฏ ยังคงถูกนำมาใช้ปฏิบัติกับพุทธศาสนิกชนอยู่ในเวลานี้

หนังสือเล่มนี้นอกจากจะได้ทราบ ประเพณีในการบวชของชาวพุทธแล้ว ยังได้พบกับความไพเราะของบทกลอนที่ผู้เขียน เขียนไว้ได้อย่างไพเราะด้วยศัพท์ที่ไม่วิลิศมาหรามากมาย จึงอ่านได้สบายๆ โดยไม่ต้องแปลไทยให้เป็นไทย
อีกทอดหนึ่ง

เป็นหนังสือที่เหมาะกับชาวไทย โดยเฉพาะการได้เรียนรู้เพื่อสืบทอดและรักษาวัฒนธรรมประเพณีทางพุทธศาสนาในเรื่องของการบวชพระเป็นอย่างยิ่ง

เผยความลี้ลับของอาคมที่โลกคาดไม่ถึง

เรื่องราวที่มหัศจรรย์แห่งศาสตร์โบราณ

“มหากาพย์แห่งเหมาซาน” เขียนโดย “ต้าลี่จินกังจ่าง” แปลเป็นไทยโดย “หลินหยาง” จำหน่ายเล่มละ 290 บาท วางตลาดเล่มที่ 8 ซึ่งเป็นตอนจบของเรื่องราวอันเป็นศาสตร์ที่ลี้ลับของคนจีนโบราณที่ทุกวันนี้ แม้จะพิสูจน์ให้ประจักษ์ไม่ได้ แต่ทุกคนก็ยังให้ความเชื่อถือ เนื้อหาของหนังสือเรื่องนี้ กล่าวถึงเหตุการณ์ในประเทศจีนยุคปฏิวัติวัฒนธรรม ของท่านประธานเหมา ทำให้ชายหนุ่มคนหนึ่งได้พบกับคัมภีร์ไสยเวทย์ของคนจีนโบราณที่เมื่อเขานำออกมาใช้ทำให้เกิดเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงมากมาย เป็นนิยายที่ให้ความตื่นเต้น และข้อกังขาในเรื่องของความเชื่อระหว่างไสยศาสตร์โบราณกับความเป็นวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน

ลอบฆ่าไม่สำเร็จ จึงต้องมีแผนต่อเนื่อง

แต่ความลับไม่มีในโลกนี้ ทุกอย่างเริ่มกระจ่าง

“เหยี่ยวมาร สยบสิบทิศ ภาค 3” ซึ่งเป็นภาคจบที่สมบูรณ์ของนิยายจีนกำลังภายในในชุด เหยี่ยวมารสะท้านสิบทิศ จากการประพันธ์ของ “หวงอี้” แปลเป็นไทยโดย “น.นพรัตน์” ดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงเล่มที่ 18 เหตุการณ์ยังคงดำเนิน ชิงไหวชิงพริบ และสวมหน้ากากเข้าหากันอยู่ตลอดเวลา แบบใครจะเผลอตัวไม่ได้อย่างเด็ดขาด ซึ่งในเล่มที่ 17 จบลงเมื่อ เถียนสั้งเอียน ใช้กลอุบายลอบฆ่า หลงอิง ไม่สำเร็จในคราวที่เชิญให้มาร่วมวงสุรา เป็นเหตุทำให้ความบาดหมางของทั้งสองฝ่ายแผ่กว้างขึ้น เรื่องราวที่คาดว่าจะจบลงด้วยดีกลับบานปลายออกไปแบบคาดไม่ถึง ทำให้ตัวละครอีกหลายตัวพลอยได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปอีกยาว จำหน่ายเล่มละ 170 บาท

‘ย้อนเวลาขึ้นเป็นอ๋อง’ความฝันของคนโลกใหม่

ขอเพียงความสุขสบายจากความเพ้อฝันที่เคยพบในนิยาย

“ย้อนเวลาขึ้นเป็นอ๋อง” เขียนโดย “เยี่ยกวน” แปลเป็นไทยโดย “น.นพรัตน์” เป็นนิยายจีนโบราณอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้เขียน เสียดสีความรู้สึกของคนยุคใหม่กับคนยุคโบราณที่มีความคิดเพียงแค่มองทุกอย่างเพียงฉาบฉวย เนื้อหากล่าวถึงเซลล์แมนในยุคปัจจุบันคนหนึ่งหลงเข้าสู่ห้วงเวลาแห่งอดีต ซึ่งแทนที่เขาจะตื่นเต้นแปลกประหลาด แต่เขากลับรู้สึกทุกอย่างเหมือนเป็นเรื่องเล่นๆที่เคยอ่านจากนิยายเพ้อฝันหลายๆเล่ม ทำให้เขาคาดหวังจะอาศัยความเป็นอ๋องมาสร้างความสุขสบายให้กับตัวเองในพระราชวัง แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เรื่องราวทุกอย่างในนิยายเรื่องนี้จึงขัดกันไปหมดระหว่างความคิดเพ้อฝันกับความเป็นจริงที่ได้พบเห็น ตอนนี้ วางตลาดถึงเล่ม 11 แล้ว

นิยายอิงประวัติศาสตร์จีนยุคเปลี่ยนการปกครอง

จากระบบฮ่องเต้ เป็นเจ้าชีวิต เข้าสู่ยุคสาธารณรัฐ

“จิ่วถู” นับเป็นนักเขียนนิยายจีนกำลังภายในคนหนึ่งที่เป็นที่ยอมรับของนักอ่านรุ่นใหม่ ซึ่งเคยมีผลงานเป็นที่ประจักษ์มาแล้วหลายเรื่อง อาทิ ยุทธการล่าบัลลังก์,ขุนโจรคู่บัลลังก์ และเทพบุตรคู่บัลลังก์ ซึ่งหลังจากที่ประสบความสำเร็จในนิยายรูปแบบโบราณแล้ว เขาได้มาแต่งนิยายอิงประวัติศาสตร์ของจีนอีกเรื่องหนึ่ง คือ “ไฟรักไฟสงคราม”เป็นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่ใหม่ขึ้นมาจากยุคเดิม คือ เป็นเรื่องในยุคที่จีนเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบฮ่องเต้ มาสู่ระบบสาธารณรัฐ ในนิยายเรื่องนี้ทำให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่ต้องเสียเลือดเนื้อของคนจีนมากมาย และมีเหตุการณ์ที่ชวนให้น่าติดตามอย่างมาก เพราะเป็นเรื่องราวที่ยังสืบทอดมาถึงวันนี้ แปลเป็นไทยโดย “จีรกิตติ์ ลิ่มธันยพงพงศ์” ราคาเล่มละ 290 วางตลาดถึงเล่มที่ 5 แล้ว

Tech for life : 3 กันยายน 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/289546

Tech for life : 3 กันยายน 2560

Tech for life : 3 กันยายน 2560

วันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ไฮเทค

นวัตกรรมหุ่นยนต์เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนเรามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะด้านงานบริการ,งานต้อนรับ,การดูแลผู้สูงอายุ

ล่าสุดสื่อในญี่ปุ่นรายงานว่า ในงานแสดงสินค้า The Life Ending Industry Expo ซอฟต์แบงก์ บริษัทสื่อสารในญี่ปุ่นเพิ่งเปิดตัว “พระหุ่นยนต์” ให้กับญาติผู้เสียชีวิตในการหาพระมาสวดศพด้วยราคาที่ถูกกว่าการจ้างพระจริงๆ

แอพใหม่

นี่คือแอพพลิเคชั่น Ninja Easy ของบริษัทนินจา แวน (Ninja Van) ผู้ให้บริการจัดส่งพัสดุ สัญชาติสิงคโปร์ ล่าสุดได้ดำเนินงานในประเทศไทย รองรับการ “ขายของผ่านเนต” กำลังโต โดยผู้ใช้แอพฯสามารถระบุว่า จะจัดส่งสินค้าแบบปกติได้ภายใน 1-3 วัน หรือเลือกแบบส่งด่วน เพื่อให้ลูกค้าได้รับสินค้าในวันถัดไป

ไอเดียดี

โมไบค์ เป็นบริษัทผู้ให้บริการเช่าจักรยานสาธารณะอัจฉริยะ ในเมืองเซี่ยงไฮ้ ได้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาให้บริการ โดยลูกค้าสามารถใช้แอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนเพื่อค้นหาจักรยานที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด และปลดล็อกก่อนใช้งาน เมื่อทางถึงจุดหมาย ผู้ใช้สามารถจอดจักรยานไว้ริมถนน ณ ช่องจอดจักรยานสาธารณะของบริษัทจัดทำไว้

ใหญ่สุดๆ

ในงาน IFA 2017 ณ Tempodrom กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ซัมซุง จากประเทศเกาหลีใต้ โชว์ความก้าวหน้าด้านจอเกม ด้วยการพัฒนาหน้าจอเกมแบบ QLED ขนาดใหญ่ที่สุดที่มีชื่อว่า CHG90 ให้มีขนาดถึง 49 นิ้ว ที่มาพร้อมกับมุมมองแบบ 178 องศา ที่จะมาเพิ่มประสบการณ์ให้กับผู้เล่นเกม ช่วยให้ภาพคมชัดกว่าที่เคยโดยที่ภาพไม่สะดุด

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือน Chateaux เมือง Maribor

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/289541

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือน Chateaux เมือง Maribor

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือน Chateaux เมือง Maribor

วันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ประเทศสโลวีเนีย นอกจากเมือง Ptuj แล้ว Maribor เป็นอีกเมืองที่มีชื่อเสียงทางด้านไวน์ เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของประเทศและมีประชากรมากถึง 95,000 คนนี้เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของแคว้น Lower Styria เมืองที่ถูกกล่าวขวัญถึงครั้งแรกในปี 1204 นี้เติบโตอย่างรวดเร็วหลังจากชัยชนะของพระเจ้า Rudolf I แห่งราชวงศ์ Habsburgต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ประชาชนส่วนใหญ่ของเมืองกว่า 80% พูดภาษาเยอรมัน เมืองนี้จึงมีชื่อเป็นภาษาเยอรมันว่า Marburg an der Drau

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ชาวสโลวีเนียส่วนใหญ่ที่อาศัยบริเวณนี้ถูกสงสัยว่าเป็นศัตรูกับจักรวรรดิออสเตรียส่งผลให้ประชาชนขาดความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน หลังการล่มสลายของจักรวรรดิ Austrian-Hungarian ในปี 1918 Maribor ซึ่งถูกครอบครองโดยทั้งกลุ่มสโลวีเนียนโครแอตและเยอรมันได้มีการจัดประชุมและสรุปว่าดินแดนส่วนนี้จึงควรเป็นของเยอรมันเนื่องจากประชาชนชาวเยอรมันในเมืองมีมากกว่า แต่ผู้นำที่เข้าประชุมชาวสโลวีเนียไม่ยินยอม จึงเกิดการแข็งข้อและยึดเมืองส่งผลให้ชาวออสเตรียเยอรมันที่พูดภาษาเยอรมันถูกขับออกจากพื้นที่ แต่ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่พูดภาษาเยอรมันซึ่งเรียกตัวเองว่า Green Guard ไม่ยินยอมจึงลุกขึ้นสู้และสามารถยึดเมืองคืนได้

อย่างไรก็ดีภายหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลง Maribor ก็ตกอยู่ในมือชาวสโลวีเนียนอีก และกลายเป็นส่วนหนึ่งของดินแดน Kingdom of Serbs, Croats and Slovenes โรงเรียน องค์กรและสมาคมที่พูดภาษาเยอรมันถูกปิดหมดภายใต้การปกครองของยูโกสลาเวียซึ่งเป็นประเทศใหม่ที่ถูกสถาปนาขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่หลังทศวรรษที่ 1930 ชาวเยอรมันก็เริ่มกลับมามีบทบาทอีกครั้ง และยิ่งมีอิทธิพลมากขึ้นเมื่อนาซีเยอรมันเรืองอำนาจ

ในปี 1941 ดินแดน Lower Styria ก็ถูกครอบครองโดยนาซี และฮิตเลอร์ก็ได้ประกาศครอบครองดินแดนแห่งนี้รวมส่งทหารเข้ามาครอบครองประสาท อีกทั้งยังขับไล่ชาวโลวีเนียนออกจากเมือง เมืองนี้กลายเป็นคุกขังนักโทษชาวอังกฤษ ออสเตรีย และนิวซีแลนด์ให้กับเยอรมันระหว่างปี 1941-5 เนื่องจากเมืองนี้กลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมอาวุธให้กับเยอรมันจึงกลายเป็นเป้าหมายของการถูกโจมตีทางอากาศส่งผลให้เมืองถูกทำลายมากถึง 47% หลังสงคราม Maribor กลายเป็นเมืองที่ถูกทำลายมากที่สุดของยูโกสลาเวีย หลังยูโกสลาเวียแตก ชาวเมืองตกงานมากถึง 25% เศรษฐกิจของเมืองนี้กระเตื้องขึ้นเล็กน้อยเมื่อสโลวีเนียเข้าเป็นสมาชิกอียูและใช้เงินยูโร

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองก็คือ city museumที่อยู่ใน Castle มิวเซียมประจำเมืองแห่งนี้มีขนาดเล็กมีของจัดแสดงไม่มาก สมบัติที่ดูล้ำค่าสุดน่าจะเป็นภาพเขียนของ Rambrandt เจ้าพ่อ Portrait นอกจากนี้ที่นี่ยังมี Art Galleryซึ่งมีภาพเขียนของศิลปินประจำชาติจำนวนหนึ่ง รวมทั้งภาพเขียนของศิลปินจีนอีกจำนวนเล็กน้อย

เนื่องจาก Maribor เป็นเมืองไวน์ที่สำคัญของประเทศ นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบไวน์จึงควรเข้าเยี่ยมเยือน Chateaux หรือ old wine house ที่ผลิตไวน์ประจำเมือง การเยือน Chateaux แห่งนี้คล้ายกับการเที่ยวมิวเซียมนั่นคือมีไกด์นำทางเป็นรอบๆ การบรรยายจะพูดถึงการผลิตไวน์ในเมืองนี้ซึ่งปัจจุบันผลิตได้ 1 ล้านลิตรสามารถส่งออกไปขายในเมืองต่างๆ แต่จำนวนนี้ลดลงจากสมัยก่อนที่เคยผลิตได้ถึง 10 ล้านลิตร ไฮไลท์ของการเยี่ยม Chateaux ก็คือ การเข้าไปเดินในถังไวน์ เนื่องจากถังไวน์ของเมืองมีขนาดใหญ่มาก และเป็นถัง stainlessฝาปิดมีขนาดใหญ่กว่าตัวคนหลายเท่าสามารถมุดเข้าไปดูได้สบายๆ ส่วนสำคัญสุดท้ายอยู่ที่การชิมไวน์ที่มีสนนราคา 4 เหรียญ 3 แก้ว นักท่องเที่ยวสามารถเลือกไวน์ที่ถูกใจโดยบอกรสชาติที่ต้องการชิมได้ ไวน์ที่อร่อยที่สุดราคาสูงสุดขวดละ 32 เหรียญ ขนาด 375 ซีซี เป็นไวน์หวานของเมือง Ptuj ส่วนพันธุ์องุ่นที่เป็นลักษณะเฉพาะของย่านนี้ก็คือพันธุ์ Renina ซึ่งสามารถผลิตไวน์ที่หอมหวานที่สุดในโลกนักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสลิ้มลองไวน์จากองุ่นพันธุ์นี้จะตรึงใจไปนานเท่านานเลยทีเดียว

การบริจาคเลือดสุนัขและแมว (ตอนที่ 1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/289532

การบริจาคเลือดสุนัขและแมว (ตอนที่ 1)

การบริจาคเลือดสุนัขและแมว (ตอนที่ 1)

วันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ในปัจจุบันนี้ มีสุนัขและแมวจำนวนมากอยู่ในสภาวะที่ต้องการเลือดทดแทน เช่น ประสบอุบัติเหตุ มีสภาพเลือดจางมีโรคติดต่อทางกระแสเลือด เป็นโรคพยาธิเม็ดเลือด ประสบปัญหาไตวายเรื้อรัง หรือจำเป็นต้องใช้เลือดทดแทนในการผ่าตัด เพื่อให้สัตว์มีชีวิตรอดต่อไปได้

จึงขอเรียนย้ำว่า “สุนัขและแมวก็มี การบริจาคเลือด”เช่นเดียวกับในคนกันนะครับ

โรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เล็งเห็นความสำคัญของการบริจาคเลือดเพื่อ “ต่อชีวิตและลมหายใจให้กับสุนัขและแมว”  จึงได้ก่อตั้ง  “หน่วยธนาคารเลือด” ขึ้น เพื่อเป็นหน่วยเก็บเลือดสำรองไว้ใช้รักษาสัตว์เหล่านั้น เพื่อให้สัตว์ป่วยมีอัตราการรอดชีวิตที่เพิ่มขึ้นครับ

หลายคนอาจสงสัยว่าหากต้องการให้เจ้าตูบ-เจ้าเหมียวเป็น “ผู้ให้”แล้ว จะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร

คุณสมบัติของสัตว์ผู้บริจาคเลือดนั้น ต้องมีดังนี้ครับ

สุนัข :

1.ต้องมีอายุระหว่าง 1-7 ปี

2.มีน้ำหนัก 20 กิโลกรัมขึ้นไป

3.ฉีดวัคซีนรวมเป็นประจำ

4.มีสุขภาพแข็งแรง

5.และที่สำคัญต้องมีอุปนิสัยที่ไม่ก้าวร้าวครับ

แมว :

1.ต้องมีอายุตั้งแต่อายุ 1-7 ปี

2.มีน้ำหนักตั้งแต่ 4 กิโลกรัมขึ้นไป 3.มีการฉีดวัคซีนรวมเป็นประจำ

4.มีสุขภาพแข็งแรง

5.และที่สำคัญต้องเป็นแมวบ้าน (แมวที่เลี้ยงตามบ้าน)ไม่ใช่แมวจรจัดครับ เพราะแมวจรจัดนั้นมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคต่างๆ สูงกว่าแมวบ้าน

หลายคนมองว่า จะพาสัตว์ไปบริจาคทั้งที ทำไมข้อแม้เยอะจัง???

สาเหตุที่ต้องมีเงื่อนไขเยอะนั้น ก็มีเหตุผลครับ ก็เนื่องจาก…

ในการรับบริจาคนั้น ต้องมั่นใจว่าคุณภาพของเลือดที่จะนำให้สัตว์อื่นจะต้องมีคุณภาพดีที่สุด

และที่สำคัญ เมื่อบริจาคแล้ว สัตว์เลี้ยงผู้บริจาค (ผู้ให้)จะต้องไม่มีอันตราย ไม่โทรมและมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงตามปกติด้วยครับ

ก่อนการบริจาคเลือด ก็ไม่ได้มีการเตรียมตัวเป็นพิเศษเลยครับ เพียงแค่…

– ไม่ให้เจ้าสี่ขาออกกำลังหนักๆ

– พักผ่อนและกินอาหารตามปกติ

– ไม่มีการให้ยาปฏิชีวนะ หรือยาบางอย่าง เช่น ยาสลายลิ่มเลือด เป็นต้น เท่านี้เองครับ

เรื่องการบริจาคเลือดในสุนัขและแมวยังไม่จบแค่นี้ สัปดาห์หน้า เรามาคุยกันเรื่องขั้นตอนการบริจาคเลือดกันต่อครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คุณแหน : 3 กันยายน 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/289513

คุณแหน : 3 กันยายน 2560

คุณแหน : 3 กันยายน 2560

วันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ll สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.ต.กัลย์สรรค์ จันทรเสน เป็นผู้แทนพระองค์ อัญเชิญกระปุกออมสิน
ภาพวาดฝีพระหัตถ์พระราชทานของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปมอบให้กับนักเรียน รร.ครบุรีวิทยา ต.บ้านใหม่ จ.นครราชสีมา จำนวน ๑,๒๓๕ กระปุก เพื่อให้เด็กนักเรียนรู้จักเก็บอดออมและพอเพียงตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช…

 

ll “อย่าไปสนใจคนที่วิพากษ์วิจารณ์ อยากให้นายกฯ สนใจเรื่องที่เรามุ่งมั่น ปรารถนาทำเพื่อชาติบ้านเมือง ถ้าพวกเขาพูดก็ปล่อยให้เขาพูดไป อย่าเอามากังวลให้ปวดศีรษะเปล่า” คำกล่าวของ ประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์…

ll “คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ประกาศออกไปนั้นถ้าอ่านในรายละเอียดจะเห็นว่าไม่มีอะไรที่ขัดกับข้อตกลงการค้าเลย เพราะไม่ได้สั่งให้ปิดเหมืองแต่ไม่ให้ต่อใบอนุญาต” เป็นวาทะของรองนายกรัฐมนตรี วิษณุ เครืองามคงไม่ต้องแปลไทยเป็นไทยแล้วกระมัง??…

ll สภาการศึกษาแห่งชาติ เชิญผู้ทรงคุณวุฒิและผู้บริหารการศึกษาทั่วประเทศประชุมเสวนาการขับเคลื่อนแผนการศึกษาแห่งชาติ (พ.ศ.๒๕๖๐-๒๕๗๙) ณ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ มาบเอื้อง ชลบุรี ระหว่าง ๓๑ ส.ค.-๑ ก.ย. โดยมี ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธาน…ต้องระดมความคิดกันยังงี้แหละดี…

ll ซีเกมส์ครั้งที่ ๒๙ กัวลาลัมเปอร์ ๒๐๑๗ ไทยอยู่อันดับ ๒ ได้ ๗๒ ทอง๘๖ เงิน ๘๘ ทองแดง รองประธานและเลขาธิการโอลิมปิกของไทย พล.ต.จารึก อารีราชการัณย์ พูดน่าฟัง “เรามีหน้าที่ส่งนักกีฬาไปแข่งขันถ้ามีการต่อรองอย่าส่งเสียดีกว่า เสียความรู้สึก มันไม่ใช่กีฬา” เจ้าภาพจะต้องครองเหรียญ และจะต้องชนะเลิศทุกครั้งไป…

ll น่าฟัง….และน่าคิด “ผมอยากพูดคำหนึ่ง นี่คือคนอื่นพูดนะ มันมีนักกฎหมายสายปีศาจเยอะ เพราะฉะนั้นเราต้องหาหมอผีมาจับนักกฎหมายสายปีศาจถ่วงน้ำให้ได้” อดีตรองประธานศาลฎีกาอุดม เฟื่องฟุ้ง…

ll ผู้ว่าฯ กทม.พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ออกมาเตือนคนกรุง ที่อยู่นอกแนวกั้นน้ำ ขอให้ขนย้ายสิ่งของให้อยู่ที่สูง เนื่องจาก๔-๘ ก.ย.นี้ จะเป็นช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูงเดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน…

ll ๑ ตุลาคมนี้จะมี ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่แทน จิระชัย มูลทองโร่ย เป็นสุภาพสตรีศิษย์เก่ารามคำแหง และโทจาก ม.ซิลเลอร์อินเตอร์เนชั่นแนล สหราชอาณาจักรนาม พัชราภรณ์ อินทรียงค์…ll

น้องโน้ต

หนังสือเด่น : รู้ทันสมองขี้โม้ หลอกสมองให้ลองคิดกลับด้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/290731

หนังสือเด่น : รู้ทันสมองขี้โม้ หลอกสมองให้ลองคิดกลับด้าน

หนังสือเด่น : รู้ทันสมองขี้โม้ หลอกสมองให้ลองคิดกลับด้าน

วันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คุณ“ฟุมิโอะ นิชิดะ” เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารสมอง ปัจจุบันเขาเป็นที่ปรึกษาธุรกิจให้บริษัทชั้นนำในญี่ปุ่น และเป็นผู้พัฒนาสภาพจิตใจของนักกีฬาที่มีชื่อเสียงหลายคน ตอนนี้เขามาเขียนหนังสือชื่อว่า“หลอกสมองให้ลองคิดกลับด้าน” แปลไทยโดย “สกล โสภิตอาชาศักดิ์”

การได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ทำให้เราได้ความรู้ใหม่ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่สมองคิดออกมานั้น พบว่า 99% (ที่สมองคิดออกมานั้น) ล้วนเป็นภาพลวงตาทั้งนั้น พูดภาษาชาวบ้านก็คือ มันเป็นเรื่องที่ไม่จริง เป็นเรื่องสมมุติทั้งนั้น ปัญหาต่างๆ ที่สมองบอกกับเราเกี่ยวกับความล้มเหลวในการสร้างสัมพันธ์กับคนรอบข้าง การประสบภาวะว่างงาน การไม่มีเงินเก็บ การแบกความกดดันกับงานและครอบครัว ล้วนเป็นภาพลวงให้เราเชื่อทั้งนั้น ของจริงไม่ใช่เป็นแบบนั้น

ฟุมิโอะ นิชิดะ ยังบอกต่อไปอีกว่า มนุษย์บนโลกมีสองประเภท คือคนที่สร้าง “ภาพลวงเชิงลบ” และคนที่สร้าง “ภาพลวงเชิงบวก” เขาย้ำว่า คนเราส่วนใหญ่ถูกกับดักของ “ภาพลวงเชิงลบ” ทำให้หลายสิ่งในชีวิตไม่เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น และหลายคนก็เชื่อไปแล้วว่าคงจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ทั้งที่จริงแล้วมันเปลี่ยนได้ถ้าเราอยากจะเปลี่ยน ดังนั้น เมื่อเรารู้ยังงี้แล้ว เราก็สามารถเลือกได้ว่าจะทำให้ภาพลวงนั้นเป็น “เชิงลบ” หรือ “เชิงบวก” หากเปรียบเทียบกับคอมพิวเตอร์แล้ว ก็เหมือนกับการถอดเอาหน่วยความจำเชิงลบออก แล้วใส่หน่วยความจำเชิงบวกเข้าไปแทน ซึ่งบุคคลที่ประสบความสำเร็จนั้นมีภาพลวงที่ดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นภาพลวงในปัจจุบันหรืออนาคต แต่พวกเขาสามารถสั่งสมองให้คิดเชิงบวกจนนำไปสู่การลงมือจนพบกับความสำเร็จได้

แล้วเราจะเชื่อ นายคนที่เขียนหนังสือนี้ได้อย่างไร ก่อนอื่นก็ต้องยอมรับไปกับค่านิยมของสังคมที่นับถือเรื่องของงานวิจัย นายคนนี้เขาคลุกคลีอยู่กับงานวิจัยเรื่องสมองมากว่า 45 ปีแล้ว แม้ไม่เชื่อสนิทใจนัก ก็ต้องเชื่อในปริมาณที่มากกว่านั่นแหละ

เพราะฉะนั้นการได้อ่านหนังสือเล่มนี้จนจบ ทำให้เราเข้าใจในเรื่องของสมองออกมาในอีกรูปแบบหนึ่งที่สามารถนำมาสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์กับวิถีการดำเนินชีวิตของเราให้เกิดความสำเร็จในชีวิตได้ในทุกแง่มุม เพราะอ่านแล้วเราพบว่าการทำความเข้าใจสมองนั้นไม่ใช่เรื่องยาก และยังสามารถฝึกฝนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิมได้อีกด้วย หนังสือเล่มนี้พิมพ์ขายในราคา 325 บาท มีความหนา 270 กว่าหน้า นับว่าเป็นราคาที่ค่อนข้างสูง แต่อ่านแล้ว นำมาซึ่งผลสำเร็จให้กับตัวเรา มันก็น่าลงทุน

มาร์กี้พร้อมแฟนหนุ่ม ทายาทจิราธิวัฒน์

เปิดทุกช่องหัวใจก่อนจะเข้าพิธีวิวาห์ปลายปีนี้

“นิตยสารสุดสัปดาห์” ฉบับ 1 ก.ย.2560 ขึ้นปก มาร์กี้-ราศรี ว่าที่เจ้าสาวคนสวยสไตล์สาวปารีเซียง พร้อมเผยโลกสีชมพูเกี่ยวกับความรักสุดอินเลิฟที่กำลังเตรียมตัวเข้าพิธีแต่งงานปลายปีนี้กับหนุ่มหล่อทายาทธุรกิจดัง ป๊อก-ภัสสรกรณ์ จิราธิวัฒน์ เจาะทุกเรื่องราวหวานๆ ของทั้งคู่ที่บอกได้เลยว่า โรแมนติกเป็นที่สุด นอกจากนี้ ยังมีบทสัมภาษณ์ของ 5 คนดัง ที่รวมพลกลับมาปังกว่าเดิม ได้แก่ เชียร์-ฑิฆัมพร, โอม Cocktail, กระติ๊บ-ชวัลกร, ใบเฟิร์น-อัญชสา และ อัค-อัครัฐ มาเผยถึงการกลับมาบนเส้นทางบันเทิงที่ได้รับการตอบรับที่ดีอย่างล้มหลาม จำหน่ายเล่มละ 90 บาท

สหภาพยุโรป (อียู) เริ่มบังคับใช้ระเบียบที่ห้ามการจำหน่ายเครื่องดูดฝุ่นประสิทธิภาพต่ำที่ส่งเสียงดังและปล่อยความร้อนออกมามากกว่าดูดฝุ่นเข้าไป คาดมาตรการนี้จะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้อย่างมหาศาล ระเบียบดังกล่าวจะห้ามการจำหน่ายเครื่องดูดฝุ่นที่มีค่ากำลังไฟเกิน 900 วัตต์ และส่งเสียงดังเกิน 80 เดซิเบล ส่วนห้างร้านที่ยังมีเครื่องดูดฝุ่นประเภทนี้เหลืออยู่ในคลังสินค้าก็ยังสามารถจำหน่ายได้ต่อไปจนกว่าสินค้าจะหมด ด้านกลุ่มผู้ต่อต้านมาตรการของอียูแย้งว่า เครื่องดูดฝุ่นที่มีค่ากำลังไฟต่ำจะใช้ทำความสะอาดบ้านได้ไม่ดีพอ แต่บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานระบุว่า เครื่องดูดฝุ่นที่มีค่ากำลังไฟต่ำนั้นมีประสิทธิภาพดีไม่ต่างไปจากเครื่องที่มีค่ากำลังไฟสูง พร้อมชี้ว่า บริษัทผู้ผลิตบางรายจงใจทำให้เครื่องดูดฝุ่นมีค่ากำลังไฟเพิ่มขึ้นเพื่อตอบสนองลูกค้าที่ชอบซื้อเครื่องดูดฝุ่นกำลังไฟสูงเพราะคิดว่าจะมีประสิทธิภาพในการดูดฝุ่นดีขึ้น

ได้ทั้งความรู้และความสนุกจากงานวรรณคดี

ไม่ใช่ตำรา แต่เป็นการบันทึกเรื่องราวที่น่าสนใจ

“วรรณคดีอภิธาน” เป็นหนังสือที่รวบรวมคำศัพท์ คำนาม ที่มีอยู่ในหนังสือวรรณคดีหลายๆ เล่ม ที่หลายคนอยากจะรู้ถึงรายละเอียดให้ถ่องแท้ และมีเรื่องราวบางช่วงบางตอนใน วรรณคดีต่างๆ มาเขียนให้ได้รับรู้กัน รวมทั้งบอกเรื่องย่อให้รู้โดยไม่ต้องไปหาอ่านจากต้นฉบับเดิมที่ต้องใช้เวลามาก รวมความแล้ว หนังสือเล่มนี้คือ ตำราด้านภาษาไทย ที่เกี่ยวข้องกับงานวรรณกรรมที่เป็นวรรณคดีของชาติ นั่นเอง แต่ผู้เขียน คือ “ส.พลายน้อย” กลับบอกว่า หนังสือเล่มนี้ไม่ใช้ตำรา แต่เป็นเพียงการบันทึกเรื่องราวต่างๆในวรรณคดีให้ได้อ่านกันแบบง่ายๆ เข้าใจเร็ว เท่านั้นนั่นเอง จำหน่ายเล่มละ 300 บาท จึงทำภาพของหนังสือเล่มนี้ อ่านแล้วไม่เครียดแต่เพิ่มความสนุกได้มากขึ้น

เปิดภาพและเปิดใจเคน-แอน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

เผยความสัมพันธ์สามเพื่อนซี้ในแวดวงบันเทิงวัยรุ่น

“นิตยสารแพรว” ฉบับ 25 สิงหาคม 2560 ดึงคู่พระ-นาง ในดวงใจแฟนละคร เคน-ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ และ แอน ทองประสม มาถ่ายแฟชั่นในสไตล์สวยเท่ พร้อมภาพน่ารักที่แฟนคลับรอคอย พร้อมบทสัมภาษณ์สุดพิเศษที่ให้แฟนๆ หายคิดถึง โดยเพื่อนรักทั้งสองคนมาพูดคุยถึงความหลังครั้งเก่าในการทำงานร่วมกัน รวมถึงบอกเล่าถึงในชีวิตปัจจุบันที่แต่ละคนเติบโตขึ้นว่าเป็นอย่างไร นอกจากนี้ ยังมีเรื่องราวของ 3 เพื่อนซี้คนดัง มาเผยเรื่องราวความสัมพันธ์สุดน่ารัก ได้แก่ อั้ม-พัชรา & ป๊อบ-วราวุธ, ตือ-สมบัษร & มงคล บัวรุ่ง, โอ๊ต-ปราโมทย์ & อาร์ต-มารุต บอกเลยว่าครบรสความสนุกแน่นอน เล่มละ 100 บาท

ไลฟ์สไตล์สำหรับผู้แสวงหาธรรมะยุคใหม่

ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จหรือปัญหาไม่มีอะไรถาวร

“ข้ามห้วงมหรรณพ” นิตยสารธรรมะและไลฟ์สไตล์สำหรับผู้แสวงหาธรรมะยุคใหม่ จัดจำหน่ายเล่มละ 100 บาท เล่มล่าสุด นำเสนอเรื่องราวของ “ขันติ” หัวใจสำคัญของการนำไปสู่ความสำเร็จในการกระทำทุกวิธีทาง ไม่ว่าจะเป็นในทางโลกหรือทางธรรม โดยผู้เขียนหลายคน ได้นำเอาประสบการณ์ชีวิต ที่นำเอาขันติไปใช้จนสามารถฝ่าอุปสรรคต่างๆ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่แค่ไหนก็สามารถผ่านได้ มาบอกเล่าให้ฟัง พร้อมชี้เคล็ดลับในการนำเอาขันติมาไว้ในตัวเองว่าจะต้องทำอย่างไร แม้ว่าหลายคนจะพบกับความสำเร็จในชีวิตอยู่แล้ว แต่ความสำเร็จนั้นก็มิได้อยู่คงทนถาวร ขันติจึงเป็นทุกสิ่งทุกอย่างทั้งการสร้าง และการรักษาที่ทุกคนต้องเข้าใจและยึดมั่น

คุณหญิงปราณี เอื้อชูเกียรติ ชวนเที่ยว สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ แหล่งเรียนรู้เยาวชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/289362

คุณหญิงปราณี เอื้อชูเกียรติ ชวนเที่ยว สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ แหล่งเรียนรู้เยาวชน

คุณหญิงปราณี เอื้อชูเกียรติ ชวนเที่ยว สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ แหล่งเรียนรู้เยาวชน

วันเสาร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ป็นสวนที่ร่มรื่นที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครทีเดียว สำหรับ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ที่นอกจากร่มรื่นแล้ว ยังงดงามมากๆ ทางรายการ “ผู้หญิงแนวหน้ากับคุณแหน” ทุกวันอาทิตย์ เวลา 16.00-16.25 น. ทางสถานี TNN2 ช่อง 784 โดยพิธีกร “ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย” พาไปพูดคุยกับ “คุณหญิงปราณี เอื้อชูเกียรติ” กรรมการมูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ถึงเรื่องราวของสวนพระราชทานแห่งนี้

คุณหญิงปราณี เอื้อชูเกียรติ เล่าว่า “สวนแห่งนี้เปิดมาตั้งแต่ปีที่มี สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงมีพระชนมพรรษา 60 พรรษา ทางรัฐบาลขณะนั้นได้น้อมเกล้าฯ ถวายพื้นที่ของการรถไฟตรงนี้ เพื่อที่จะให้เป็นสวนสาธารณะที่จะพระราชทานให้กับชุมชน มูลนิธิสวนสมเด็จฯนี้ได้รับพระราโชบาย แล้วก็ได้มาปรับปรุงเมื่อปี 2538 เพื่อที่จะให้สวนแห่งนี้เป็นสวนป่าเล็กในเมืองใหญ่ เพราะว่าพระองค์ท่านทรงต้องการที่จะให้ ไม่ใช่เป็นแต่ปอด ไม่ใช่เป็นแต่ความร่มรื่นเท่านั้น แต่ต้องการให้มีระบบนิเวศน์สมบูรณ์ เช่นเดียวกับผืนป่า เพื่อจะให้ประชาชนได้เข้าใจ และเด็กๆ ได้เรียนรู้ว่าป่ามีความสำคัญอย่างไร

หลายๆ คนสงสัยว่าเข้าฟรีหรือไม่ ที่นี่เป็นสวนพระราชทาน เพราะฉะนั้นไม่ต้องเสียอะไรเลย แต่จะได้ความรู้กลับไปเต็มอิ่ม เพราะว่าพระราชทานพระราโชบายว่า นอกจากว่าเป็นป่าแล้ว ก็ให้มีพันธุ์ไม้ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมไทย เด็กๆ จะได้เข้าใจ ได้ศึกษา เช่น กล้วย กล้วยนี่เราก็ได้เก็บเอาไว้ถึง 200 กว่าชนิด เพื่อที่จะให้เยาวชนได้รู้ว่ากล้วยนี้มีความสำคัญกับชีวิตของคนไทยอย่างไร

หลังหมดจากงาน “สีสันพรรณไม้ เทิดไท้บรมราชินีนาถ” ครั้งที่ 11 แล้ว ในสวนแห่งนี้ก็จะมีกิจกรรมอื่นๆ เราจะมีกิจกรรมเรื่อยๆ คือขณะนี้เราเปิดร่วมกับ 12 องค์กร ทำเรื่องของ ค่ายเยาวชน รักพงไพร ซึ่งก็จะได้อบรมเยาวชนเพื่อที่จะให้เขาได้ปฏิบัติจริงจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจาก 12 องค์กรนี้ กรมป่าไม้ให้ความรู้เรื่องของป่า กรมอุทยานให้ความรู้เรื่องสัตว์ กรมพัฒนาที่ดินให้ความรู้เรื่องของปุ๋ยหมักสูตรพระราชทานของสมเด็จพระเทพรัตนฯ แล้วเราก็มีรถกอล์ฟไว้บริการสำหรับผู้ที่เดินไม่สะดวก หากลูกหลานอยากพาปู่ย่าตายายมาเที่ยว ถ้ามาเป็นหมู่คณะ หรือว่าจะเป็นพิเศษอย่างไร สามารถติดต่อหัวหน้าสวนสิริกิติ์ได้เลย ที่นี่เราเปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เช้าถึงค่ำ

อีกอย่างที่สวยงามมาก สำหรับคนที่รักนก รักผีเสื้อ ที่นี่มีนกหลายสิบชนิดอยู่ มีถึงกว่า 80 ชนิด ผู้ที่สนใจเรื่องนกสามารถมาดูนกได้เดือนละ 1 ครั้ง โดยสมาคมอนุรักษ์นก จะมาจัดกิจกรรมที่จะพาดูนก สามารถมาร่วมกิจกรรมกับเขาได้

ส่วนผีเสื้อ ก็มีหลายสายพันธุ์มากเช่นกันอยู่ในนี้ ผีเสื้อนี้ยังไม่ได้นับกันอย่างจริงจัง แต่มีทั้งผีเสื้อกลางวันและผีเสื้อกลางคืน สำหรับพันธุ์ไม้ก็มีหลากหลายนับไม่ถ้วน ทั้งไม้ดอก ไม้ใบ ไม้น้ำ ไม้ผล แล้วเราก็ยังมีไผ่ถึง 50-60 ชนิด ที่จะสามารถศึกษาได้ เช่น ไผ่เรื้อยเคยได้ยินกันบ้างมั้ยคะ เป็นสิ่งที่ต้องมาดูเลย

สำหรับโครงการต่างๆ ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานไว้กับแผ่นดินไทย ในเรื่องเกี่ยวกับป่าเขา ในเรื่องเกี่ยวกับต้นไม้ สายน้ำ ก็อยากจะให้มาชมในงาน เพราะว่านี่เป็นส่วนนิดเดียว แต่ก็มี 26 หน่วยงานแล้วที่รับสนองพระราชดำริ แล้วไปดำเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม คือมีหลายเรื่อง ตั้งแต่เรื่องของป่าเขา เช่น กรมอุทยานฯ ก็ได้ทำเรื่องของโครงการพระราชดำริ ที่แม่ฮ่องสอน

ทั้งเรื่องของพื้นที่ที่ทรงให้อนุรักษ์ให้เป็นต้นน้ำแล้วมีพื้นที่ทรงงาน แล้วก็ให้อนุรักษ์ มีพันธุ์เต่า มีพันธุ์ปลาที่นำมาจากต่างชาติ โดยเฉพาะในยุโรปมาเลี้ยงบนภูเขา มาเลี้ยงที่ในโครงการ

สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงนึกถึงชาวเขาชาวบ้านที่อยู่ที่นั่น เขาควรจะมีอาหาร โปรตีน ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สอนเขาให้เลี้ยงเขียดแลว ซึ่งเป็นกบชนิดหนึ่ง เป็นกบภูเขา มีโปรตีนสูงมาก เพื่อให้เขาแข็งแรง เพราะเขาต้องเดินเขา คือแม้แต่สิ่งเล็กน้อย พะองค์ท่านก็ยังทรงนึกถึง

สำหรับคนที่เพิ่งเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรกก็อยากจะชวนให้มาพักผ่อนแล้วเดินรอบบริเวณริมทางทุกจุดจะพบแต่สิ่งที่น่าเรียนรู้ทั้งนั้น ไม่ใช่มีแต่ต้นไม้ เช่น ถ้าจะเดินทางตรงนี้ไปทางขวามือ ก็จะพบพันธุ์ไม้หอม ทุกคนอาจจะเข้าใจว่าไม้หอมคือ ดอกหอม ก็จะพูดถึงแต่ดอกแก้ว ดอกมณฑา แต่จริงๆ แล้วไม้หอมหมายความถึงทั้งประเภทที่เป็นแก่นหอมก็มี เปลือกหอมก็มี แล้วก็ใบหอมก็มี ยางหอมนี่ก็พวกกำยาน ทุกอย่างให้เป็นที่ศึกษาเรียนรู้ของเยาวชนนี่แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น

จริงๆ แล้วยังมีบัวอีกสารพัดแบบ หรืออย่างกล้วย คนไทยอาจจะรู้จักแค่ กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม แต่จริงมีอีกสารพัดกล้วย ซึ่งมีทั้งกล้วยที่ทานได้ แล้วก็กล้วยที่ประดับ แม้กระทั่งกล้วยน้ำว้า ก็มีถึง 15 ชนิด

อีกสิ่งหนึ่งที่หลายๆ คนถามมาว่า มาที่แล้วสามารถเอาจักรยานเข้ามาปั่นได้ไหม อันนี้ต้องขอนะคะ เรื่องจักรยานหรือสิ่งที่รวดเร็ว เนื่องจากว่ามีผู้ใหญ่ ผู้อาวุโส ที่นั่งเข็นรถก็มี แล้วก็มาออกกำลังกาย มาฝึกเดิน ซึ่งเดินยังไม่ค่อยสะดวกเพราะมีอายุแล้ว เพราะฉะนั้นการที่จะขี่จักรยาน ก็จะเป็นอันตรายต่อท่านเหล่านั้น ขอแนะนำว่าสถานที่ติดกันนี้คือ สวนรถไฟ เขาให้ขี่จักรยานอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นคุณสามารถไปขี่ทางโน้น จอดจักรยานไว้ และเดินข้ามสะพานมาซึมซับธรรมชาติที่นี่

มาดูดอกไม้ มาดูความเขียวขจี ที่นี่ร่มครึ้มทั้งปี ไม่ว่าจะหน้าร้อน หน้าแล้ง หน้าหนาวก็มีนกเยอะ เพราะว่านกหนีหนาวมาก็มี เราไม่ได้มีนกประเภทเดียวที่มาอยู่อาศัย แต่เป็นนกที่ผ่านแวะพักสัปดาห์เดียว หรือหนีหนาวมาจากไซบีเรียก็มี”

เรื่องราวดีๆ ที่ครบครันทั้งสาระและบันเทิงแบบนี้ มีให้ชมในรายการ “ผู้หญิงแนวหน้ากับคุณแหน” ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 16.00-16.25 น. ทาง TNN2 (และช่อง 784 ทางดิจิทัลทีวี) หรือ True Visions 8 ชมรายการย้อนหลังได้ที่ youtube ผู้หญิงแนวหน้า byคุณแหน

คุณหญิงปราณี เอื้อชูเกียรติ และพิธีกรรายการ ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย

นักโภชนาการเผย ‘ข้าวอินทรีย์’ คือซูเปอร์ฟู้ดที่ดีที่สุดของคุณแม่และคุณลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/289410

นักโภชนาการเผย ‘ข้าวอินทรีย์’ คือซูเปอร์ฟู้ดที่ดีที่สุดของคุณแม่และคุณลูก

นักโภชนาการเผย ‘ข้าวอินทรีย์’ คือซูเปอร์ฟู้ดที่ดีที่สุดของคุณแม่และคุณลูก

วันเสาร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น

เจนิส ยังพิชิต ชวนเสริมสร้างความรักของแม่-ลูก ให้อบอุ่น ด้วยเมนูฝีมือแม่ที่คัดสรรจากข้าวอินทรีย์ของไทย หากใครใช้ชีวิตตามวิถีเฮลท์ตี้อยู่ในช่วงนี้ มักจะได้ยินกันบ่อยๆ ว่าควินัว คือสุดยอดแห่งซูเปอร์ฟู้ด แต่แท้จริงแล้วข้าวสายพันธุ์นานาชนิดของไทยที่ปลูกแบบอินทรีย์ต่างหากคืออาหารซูเปอร์ฟู้ดที่แท้จริง โดยเฉพาะหากเป็นคุณแม่ในช่วงวัยต่างๆ หรือกำลังต้องเลี้ยงดูเบบี้ตัวน้อยที่กำลังเติบโต ข้าวคืออาหารที่ตอบโจทย์อย่างแท้จริง ในกิจกรรม “Rice Time Workshop…ข้าวจานนี้ฝีมือแม่” ที่จัดขึ้นโดย บริษัท ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายข้าวสารบรรจุถุงตราข้าวมาบุญครองและประกอบธุรกิจเอ็ม บี เค ฟู้ด โซลูชั่น หนึ่งในธุรกิจของเอ็ม บี เค กรุ๊ป จึงถือโอกาสนี้เผยเรื่องราวความลับของข้าวอินทรีย์ ซูเปอร์ฟู้ดของไทย และการเลือกอาหารตามหลักโภชนาการสำหรับแม่และเด็กในแต่ละช่วงวัย พร้อมเพิ่มความอบอุ่นให้กับเทศกาลวันแม่ในปีนี้ด้วยความน่ารักของครอบครัวคุณแม่เซเลบริตี้ชื่อดัง เจนิส ยังพิชิต และลูกแฝดสุดน่ารัก น้องจาณีนและน้องเจส ที่มาร่วมกันปรุงอาหารฝีมือแม่จากข้าวอินทรีย์

สมเกียรติ มรรคยาธร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ข้าวมาบุญครองใส่ใจคัดสรรข้าวคุณภาพดีมาสู่ทุกครอบครัวเสมอมา โดยสำหรับกระบวนการผลิตข้าวอินทรีย์ (Organic Rice) จะมีความพิถีพิถันในการคัดเลือกเมล็ดข้าวมากเป็นพิเศษ ตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์ข้าวคุณภาพดี แปลงเพาะปลูกและสภาพแวดล้อมต้องปราศจากสารเคมี ตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป เน้นการปลูกในแถบภูมิภาคอีสานเพื่อให้มีรสชาติอมหวาน กลิ่นหอมและคุณภาพดีที่สุด จนทำให้ข้าวอินทรีย์ภายใต้แบรนด์ข้าวมาบุญครองได้รับการรับรองมาตรฐานสูงสุดคุณภาพข้าวอินทรีย์ จาก EU และ USDA ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสากล ซึ่งผู้บริโภคมั่นใจในความปลอดภัยได้แน่นอน นอกจากนี้ความพิเศษของข้าวไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์ภายใต้แบรนด์ข้าวมาบุญครอง คือความนุ่มอร่อย สามารถหุงได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องแช่น้ำ เหมาะที่สุดสำหรับเลือกให้คนที่เรารักบริโภค โดยเฉพาะในเวิร์กช็อปที่เราได้นำข้าวไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์มาปรุงเมนูโฮมเมดให้คุณลูกและคุณแม่ได้รับประทานด้วยกัน”

ข้าวมาบุญครองจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับโภชนาการของข้าวโดย แววตา เอกชาวนา นักโภชนาการผู้คร่ำหวอดในสายงานสุขภาพกว่า 34 ปี ที่มาร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อปในครั้งนี้ มาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้แม่ๆ มีสุขภาพแข็งแรง และลูกๆ มีพัฒนาการที่ดีและเหมาะสม อาทิ ข้าวอินทรีย์คืออาหารคลีน การเลือกข้าวและผักต้องเลือกตั้งแต่ขั้นตอนการปลูก แบ่งเป็น 3 แบบ คือ “ปลูกแบบอนามัยทั่วไป” “ปลูกแบบปลอดสารพิษ”, “ปลูกแบบอินทรีย์” คุณแม่ให้นมต้องทานข้าวไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์และ เหตุผลที่เด็กๆ ต้องรับประทานข้าว อาการแพ้ในวัยทารกเกิดขึ้นได้มากมาย เช่น แพ้นมวัว แพ้แป้งสาลี แต่แพ้ข้าวนักโภชนาการบอกเลยว่าเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยมากๆ เพราะฉะนั้นเพื่อ “ปิดประตูแพ้” เสียแต่เนิ่นๆ ทั้งคุณแม่และคุณลูกควรรับประทานข้าวเป็นหลัก โดยทารกวัยแบเบาะควรเริ่มเสริมคาร์โบไฮเดรตเมื่อมีอายุ 5 เดือนขึ้นไป เลือกข้าวอินทรีย์ไม่ว่าจะเป็นข้าวขัดสี
ข้าวกล้องหรือไรซ์เบอร์รี่ต้มและบดให้นิ่ม เพื่อเป็นสารอาหารบำรุงร่างกายของลูกน้อย

ติดตามข้อมูลที่น่าสนใจ และโปรโมชั่นของข้าวมาบุญครอง ได้ที่ Facebook.com/Mahboonkrongrice ร้านอาหารญี่ปุ่นฮินะ ได้ที่ Facebook.com/HinaJapaneseRestaurant และร้านสุกียากี้นัมเบอร์วัน ได้ที่ Facebook.com/SukiNumber1

‘เติมสุข พาน้องสนุก’ เปิดประสบการณ์ฝึกอาชีพแบบผู้ใหญ่ในเมืองเสมือนจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/289408

‘เติมสุข พาน้องสนุก’ เปิดประสบการณ์ฝึกอาชีพแบบผู้ใหญ่ในเมืองเสมือนจริง

‘เติมสุข พาน้องสนุก’ เปิดประสบการณ์ฝึกอาชีพแบบผู้ใหญ่ในเมืองเสมือนจริง

วันเสาร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น

ชาลินี พูนลาภมงคล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด เปิดเผยว่า ซีพี-เมจิ ในฐานะผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์นมพาสเจอไรซ์ ตราเมจิ ได้เป็นส่วนหนึ่งใน “เมืองเสมือนจริง คิดส์ซาเนีย กรุงเทพฯ” ศูนย์การเรียนรู้และความบันเทิงสำหรับเด็ก โดยยกโมเดล “โรงงานนมจำลอง เมจิ” เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้คู่ความสนุกให้กับน้องๆ เยาวชน ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่ซีพี-เมจิ ต้องการร่วมพัฒนาและสร้างพื้นฐานความรู้ที่จะกลายเป็นประสบการณ์ติดตัวพวกเขาในอนาคต

ภายใน “โรงงานนมจำลอง เมจิ” น้องๆ ได้สวมบทบาทในการประกอบอาชีพแบบผู้ใหญ่ เหมือนอยู่ในโลกแห่งความจริง ตั้งแต่การตรวจสอบคุณภาพน้ำนมด้วยเครื่องมือที่ใช้จริงในห้องแล็บของโรงงานนมเมจิ เรียนรู้ขั้นตอนการผลิตนมจนถึงบรรจุขวด ได้ชิมนมสดคุณภาพดีที่พวกเขาได้ลงมือผลิตเอง และตลอดจากเรียนรู้ยังมีการสอดแทรกความรู้ให้เยาวชนทราบถึงคุณประโยชน์ของนมและปลูกฝังให้เด็กๆ รักการดื่มนม ที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรงและมีสุขภาพที่ดี ตาแนวคิด “ชีวิตดี มีได้ทุกวัน”

“นอกจากซีพี-เมจิ จะเปิดโรงงานนมจำลองให้เยาวชนทั่วไปได้เข้ามาร่วมสนุกแล้ว ยังจัดกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเกษตรกรและคู่ค้า “เติมสุข พาน้องสนุก” เปิดโอกาสแก่ลูกหลานเกษตรกรโคนมผู้ส่งน้ำนมดิบให้กับบริษัท ได้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วย โดยจัดอย่างต่อเนื่องทุกปี” ชาลินี กล่าว

กิจกรรม “เติมสุข พาน้องสนุก ครั้งที่ 4” พี่ๆ ชาวซีพีเมจินำน้องๆ โรงเรียนป่าไม้อุทิศ 2 อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ร่วม 30 คน เข้ามาตะลุยคิดส์ซาเนีย และได้ร่วมเรียนรู้ในโรงงานนมจำลอง เมจิ โดยได้เห็นว่าน้ำนมดิบที่ครอบครัวส่งให้กับซีพี-เมจินั้น ได้รับความใส่ใจและพิถีพิถันตลอดกระบวนการผลิต จนกระทั่งได้ผลิตภัณฑ์นมพาสเจอไรซ์เมจิ ที่เต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพพร้อมส่งถึงมือผู้บริโภค

ส่วนกิจกรรมครั้งล่าสุด “เติมสุข พาน้องสนุก ครั้งที่ 5” น้องๆ โรงเรียนสากลศึกษาบางบัวทอง จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นคู่ค้าของบริษัท ทั้ง 30 คน ได้มาสวมบทอาชีพในฝัน ได้เล่นสนุกและเรียนรู้ทุกๆ ขั้นตอนการผลิตนมเมจิกันอย่างใกล้ชิด โดยทุกคนได้ลงมือผลิตนมกันอย่างสนุกสนาน พร้อมๆกับได้รู้ถึงกระบวนการและความเป็นมาของผลิตภัณฑ์นมที่มีคุณภาพจากพี่ๆ วิทยากรจากซีพีเมจิเช่นเดียวกัน

“กิจกรรมในครั้งนี้เป็นการเติมเต็มความสุข และเสริมประสบการณ์การเรียนรู้อาชีพในฝันให้กับเยาวชน และยังช่วยสร้างความภาคภูมิใจให้กับน้องๆ ว่าครอบครัวของพวกเขา คือห่วงโซ่ที่สำคัญในการส่งมอบน้ำนมคุณภาพดีให้กับผู้บริโภคทุกคน” ชาลินี กล่าวทิ้งท้าย