หนุนอุตฯเกษตรภาคเหนือ พัฒนาสู่ยุค‘ไทยแลนด์4.0’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/302981

x

หนุนอุตฯเกษตรภาคเหนือ พัฒนาสู่ยุค‘ไทยแลนด์4.0’

วันอังคาร ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตร ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มีการดำเนินนโยบายที่สำคัญต่างๆ อาทิ ประชารัฐ และเกษตรแปลงใหญ่ ภายใต้โมเดลไทยแลนด์ 4.0 ตามแผนพัฒนาภาคการเกษตรภายใน 20 ปีข้างหน้า ซึ่งรากฐานที่สำคัญในการจะพัฒนาภาคการเกษตรให้อยู่รอดได้ ต้องอยู่บนปัจจัยที่สำคัญ 3 ด้าน คือ 1) องค์ความรู้กับเทคโนโลยี 2) การตลาด ต้องใช้ตลาดนำการผลิต โดยผลิตสินค้าเกษตรที่ตลาดต้องการ และ 3) การบริหารจัดการ ซึ่งจะสามารถแก้ปัญาหาการตลาดและการจัดการเทคโนโลยีให้เข้าถึงเกษตรกรได้อย่างแท้จริง

การดำเนินโครงการ TAK Model โดยจังหวัดตาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตาก เป็นการขับเคลื่อนเกษตรอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดด้านการเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ ทำให้เกิดกระบวนการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า และส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรเชิงอุตสาหกรรมที่ปลอดภัย ภายใต้แนวคิด “ขายได้แล้วจึงมีการผลิต มิใช่ผลิตแล้วจึงนำมาขาย” ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นต้นแบบที่เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ในการส่งเสริมเกษตรกรในการผลิต “กล้วยหอมทอง” เป็นการยกระดับชีวิตของเกษตรกร โดยสามารถพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตรและสร้างมูลค่าเพิ่มภายใต้การดำเนินงานในเรื่องเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ ควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปให้มีความหลากหลาย สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

เกษตรฯสวนกลับสหกรณ์ยาง เปิดหลักฐานแฉไม่ผ่านเกณฑ์ผู้ผลิตยางแท่งเอสทีอาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/302983

x

เกษตรฯสวนกลับสหกรณ์ยาง เปิดหลักฐานแฉไม่ผ่านเกณฑ์ผู้ผลิตยางแท่งเอสทีอาร์

วันอังคาร ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ชี้แจงกรณีประธานสหกรณ์สวนยางภูจองนาจะหลวย กล่าวถึงสาเหตุที่ไปกู้เงินในโครงการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรแปรรูปยางพาราจำนวน 25 ล้านบาทไม่ได้ เพราะติดปัญหาแค่เรื่องขอเลขรหัสส่งออกจากกองการยาง และการยางแห่งประเทศไทย ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้มาตรวจโรงงานหลายรอบแต่ก็ยังไม่ได้เลขรหัสดังกล่าวว่า สหกรณ์กองทุนสวนยางนาจะหลวย จำกัด ได้ยื่นคำขออนุญาตเป็นผู้ผลิตยางแท่งเอสทีอาร์ เพื่อให้กรมวิชาการเกษตรอนุญาตและออกรหัสผู้ผลิตยางแท่งเอสทีอาร์ เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2559 ซึ่งกองการยางได้ส่งคณะพนักงานเจ้าหน้าที่เข้าตรวจติดตามและประเมินตามคู่มือการขออนุญาต เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2559 ซึ่งการตรวจดังกล่าวเพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 6 (10) แห่งพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ.2542 ที่ได้มีประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรื่องการกำหนดมาตรฐานยางและการบรรจุหีบห่อยางเพื่อการส่งออก

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ภายหลังจากเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจติดตามและประเมินตามคู่มือฯ พบว่ามีข้อบกพร่องที่ตรวจพบจำนวน 10 ข้อ จึงได้ส่งหนังสือแจ้งผลการตรวจติดตามและประเมินผู้ผลิตยางแท่ง ให้สหกรณ์ฯ ได้ทราบเพื่อให้แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าว แต่เนื่องจากสหกรณ์ไม่ส่งรายงานการแก้ไขซึ่งผ่านมาเป็นระยะเวลา 8 เดือน นับจากวันที่แจ้งหนังสือผลการตรวจติดตามและประเมินผู้เผลิตยางแท่ง กองการยางจึงได้ส่งหนังสือแจ้งเตือนให้สหกรณ์ฯ ทำการแก้ไขข้อบกพร่อง หลังจากนั้นจึงได้รับรายงานการแก้ไขข้อบกพร่องครั้งที่ 1 จากทางสหกรณ์ฯ ซึ่งจากการพิจารณาพบว่าการแก้ไขยังไม่ถูกต้องจำนวน 5 ข้อ จึงได้แจ้งผลให้สหกรณ์ฯ ได้ทราบและทำการแก้ไขทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งปัจจุบันกองการยางได้รอรายงานการแก้ไขครั้งที่ 2 จากสหกรณ์ฯ นอกจากนี้กองการยางยังได้ให้ปรึกษา แนะนำการแก้ไขข้อบกพร่องและมอบคู่มือการขออนุญาตเป็นผู้ผลิตยางแท่งเอสทีอาร์ เพื่อให้กระบวนการผลิตยางแท่งถูกต้องและมีคุณภาพยางแท่งให้เป็นไปตามมาตรฐานยางแท่งเอสทีอาร์ ให้แก่ผู้จัดการสหกรณ์กองทุนสวนยางเบญจลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ และคณะด้วย

เร่งช่วยเหลือเกษตรกรหลังน้ำลด ขยายเวลาชำระหนี้สมาชิกสหกรณ์ภายในสิ้นเดือนพ.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/302991

เร่งช่วยเหลือเกษตรกรหลังน้ำลด ขยายเวลาชำระหนี้สมาชิกสหกรณ์ภายในสิ้นเดือนพ.ย.

เร่งช่วยเหลือเกษตรกรหลังน้ำลด ขยายเวลาชำระหนี้สมาชิกสหกรณ์ภายในสิ้นเดือนพ.ย.

วันอังคาร ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 4,703.78 ล้านบาท เพื่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยหลังน้ำลด โดย กระทรวงเกษตรฯได้ดำเนินการ ดังนี้ 1.ช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากพายุตาลัสและเซินกา ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม ครัวเรือนละ 3,000 บาท (เพิ่มเติม) ในพื้นที่ 30 จังหวัด เกษตรกร 1.19 ล้านครัวเรือน วงเงิน 3,592.66 ล้านบาท และขยายระยะเวลาชำระหนี้แก่สมาชิกสหกรณ์/กลุ่มสหกรณ์ร้อยละ 3 ต่อปี 6 เดือน ในพื้นที่ 36 จังหวัด สมาชิก 138,317 ราย วงเงิน 233.51 ล้านบาท ซึ่งจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน

2.การช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยพายุทกซูรี หย่อมความกดอากาศต่ำ และร่องมรสุม ซึ่งเป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบขยายจากช่วงพายุตาลัส และเซินกา ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม – 31 ตุลาคม โดยให้ความช่วยเหลือครัวเรือนละ 3,000 บาท ครอบคลุม 39 จังหวัด เกษตรกร 250,000 ครัวเรือน วงเงิน 750 ล้านบาท พร้อมให้การสนับสนุนวัสดุปรับปรุงบำรุงดินและพันธุ์พืชระยะสั้น ซึ่งจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนธันวาคม

3.การช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่โครงการปรับเปลี่ยนระบบผลิตข้าวในพื้นที่ลุ่มต่ำ 13 ทุ่ง วงเงิน 127.61 ล้านบาท มี 3 แนวทาง คือ การสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวนาปี ไร่ละ 5 กิโลกรัม พื้นที่ 1.41 ล้านไร่ มีแผนดำเนินการในช่วงกุมภาพันธ์ – มีนาคม 2561 การปล่อยปลาเข้าทุ่งในปี 2561 จำนวน 20.2 ล้านตัว วงเงิน 2.20 ล้านบาท มีแผนดำเนินการในเดือนกันยายน – ตุลาคม 2561 และการส่งเสริมอาชีพทางเลือก ได้แก่ การปลูกพืชหลากหลาย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พืชปุ๋ยสด และพืชอาหารสัตว์ มีแผนดำเนินการในเดือนตุลาคม 2560 – มิถุนายน 2561

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า หลังจากที่ไม่มีฝนตกต่อเนื่อง ทำให้สามารถระบายน้ำจากจังหวัดนครสวรรค์และท้ายเขื่อนเจ้าพระยาลงไปได้ จากเดิมมีปริมาณน้ำสูงถึง 2,700 ลบ.ม./นาที ลดลงเหลือ 650 ลบ.ม./นาที ส่งผลให้ระดับน้ำตั้งแต่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง ลดลงไม่น้อยกว่า 1 เมตร แต่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาลดลงเพียง 10 ซ.ม./วัน ขณะนี้กรมชลประทานได้ปรับแผนการระบายน้ำ โดยใช้แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำท่าจีนในการระบายน้ำออกไป พร้อมกับใช้เครื่องผลักดันน้ำ ซึ่งการลดการระบายน้ำผ่านลุ่มน้ำเจ้าพระยาจะลดแบบขั้นบันได และมีเป้าหมายอยู่ที่ 700 ลบ.ม. การระบายน้ำในทุ่งพื้นที่ลุ่มทั้ง 13 พื้นที่จะลดลงภายในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม สำหรับพื้นที่ภาคอีสาน ระดับน้ำบริเวณท้ายเขื่อนอุบลรัตน์ได้ลดลง 28 ล้าน ลบ.ม./วัน ส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนอุบลรัตน์ ตั้งแต่ ลำน้ำพอง จ.ขอนแก่น และ จ.มหาสารคาม ลดลงมาตามลำดับแต่ก็ยังสูงกว่าตลิ่ง ขณะนี้น้ำยังคงชะลอตัวอยู่บริเวณ จ.ร้อยเอ็ด และยโสธร โดยจะระบายออกให้ได้ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน

สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ได้แก่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และระนอง ที่อ.บางสะพาน มีฝนตกหนักต่อเนื่อง ซึ่งกรมชลประทานได้สั่งการให้มีการเดินเครื่องสูบน้ำคู่ขนานกันไป และเฝ้าระวังติดตามอย่างใกล้ชิด โดยในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง 7 จังหวัด คือ พัทลุง สงขลา ตรัง สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส มีฝนระดับปกติ แต่ได้เตรียมการพร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำสำคัญ 3 แห่ง ไว้เพื่อรอรับฝนที่จะตกเหนืออ่างฯ คือ อ่างเก็บน้ำสะเดา อ่างเก็บน้ำคลองหลา และอ่างเก็บน้ำจำไหลซึ่งจะสามารถรองรับน้ำรวมกันได้ประมาณ 32 ล้าน ลบ.ม. นอกจากนี้ยังมีพื้นที่สำคัญที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งกรมชลประทานได้เตรียมกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ วัชพืชทางน้ำภายในคลองอู่ตะเภา เพื่อใช้เป็นเครื่องมือระบายน้ำไม่ให้เข้าท่วมตัวเมืองหาดใหญ่ พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ไว้ทุกบริเวณที่เคยท่วมซ้ำซาก ทั้งนี้ ได้มีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ทุกจุด หากมีพายุดีเปรสชั่นหรือฝนตกหนัก สามารถเดินเครื่องทำงานได้ทันที

ม็อบบุกวางหรีดไว้อาลัยแก้ยางเหลว จี้ตะเพิดยกบอร์ดกยท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/302840

ม็อบบุกวางหรีดไว้อาลัยแก้ยางเหลว จี้ตะเพิดยกบอร์ดกยท.

ม็อบบุกวางหรีดไว้อาลัยแก้ยางเหลว จี้ตะเพิดยกบอร์ดกยท.

วันจันทร์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 12.49 น.

ม็อบชาวสวนยางทั่วประเทศ บุกวางพวงหรีดกระทรวงเกษตรฯไว้อาลัยแก้ยางล้มเหลว จี้ปลดบอร์ด กยท.

13 พ.ย.60 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บริเวณหน้าห้องประชุม 115 นายวิสูตร สุชาฎา แกนนำเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย จ.นครศรีธรรมราช พร้อมด้วยแกนนำเครือข่ายฯทั่วประเทศ ได้นำพวงหรีด จำนวน 3 พวง มาวาง เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ไว้อาลัยต่อการบริหารยางที่ล้มเหลวของกระทรวงเกษตรและบอร์ดการยางแห่งประเทศไทย(กยท.)

ระหว่างนั้น พล.อ.ฉัตรขัย สาริกัลยะ รมว.เกษรตรฯ ได้ลงมารับหนังสือและรับฟังข้อเรียกร้องจากแกนนำเครือข่ายฯมาจากทั่วประเทศ กว่า 50 คน ซึ่งมีนายสุรัตน์ เทือกสุบรรณ แกนนำเครือข่ายฯ จ.สุราษฎร์ธานี และนายเขศักดิ์ สุดสวาท เลขาธิการเครือข่ายฯ กล่าวว่า ตัวแทนสถาบันเกษตรสวนยางฯมาจากทุกจังหวัดเพื่อให้ทราบถึงปัญหาความเดือดร้อนชาวสวนยาง ยืนยันว่ากลุ่มนี้ไม่ได้มาไล่รัฐมนตรีเกษตรฯพ้นกระทรวง แต่มาด้วยหัวใจขอให้รัฐบาลช่วยแก้ไข จาก พ.ร.บ.การยางฯ ปี 2558 ที่พวกเรามีความหวังว่า กยท.จะดูแลคนปลูกยางได้ทั่วถึง แต่ พ.ร.บ.ออกมา กลับไปแยกเกษตรกรไม่มีเอกสารสิทธิ ไม่ได้รับสวัสดิการ แม้แต่บาทเดียวเป็นกลุ่มนอกกรอบ

สำหรับบอร์ดฯและผู้ว่าฯ กยท. ทำงานมา 2 ปี ไม่สนองตอบการแก้ไขต่างๆ มาตรการช่วยเหลือ เกษตรกรเข้าถึงยากมาก จัดการเรื่องยางล้มเหลว ทุกครั้งประกาศยางจะขึ้น แต่ราคากลับลง เพราะอำนาจไปอยู่กับพ่อค้า เรียกร้องให้ รมว.เกษตรฯ สั่งการพักงานบอร์ด กยท. ให้ยกเลิกบริษัทร่วมทุนกับเอกชน วงเงิน 1.2 พันล้านบาท ที่นำเงินไปแทรกแซง ไม่มีการหมุนเวียนยางจริง ไปตกกับพวกพ้อง ซื้อขายกันเอง อัฐยายซื้อขนมยาย เกษตรกรไม่ได้ประโยชน์ สุดท้ายให้นายกฯใช้อำนาจมาตรา 44 นำยางไปใช้ในประเทศ ตามที่ตั้งเป้าไว้ 1 แสนตัน จะดึงยางออกจากตลาดได้ 20%  ทำให้เกิดสมดุลในตลาด

ขณะที่นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย(สยยท.) พร้อมตัวแทนเกษตรกรสวนยางภาคใต้ตอนบน ได้เข้ายื่นหนังสือเรียกร้องต่อ รมว.เกษตรฯ ให้ปลดบอร์ดและผู้ว่าฯกยท. พร้อมกับนำรายชื่อ 5 หมื่นชื่อ ขับไล่บอร์ด กยท.ไปยื่นที่ทำเนียบรัฐบาล ให้นายกฯใช้มาตรา44 สั่งให้ทุกหน่วยงานใช้ยางยกระดับราคายาง

ทั้งนี้ ยังมีกลุ่มชาวนา 4 จังหวัด คือ ลพบุรี พระนครศรีอยุยา สิงห์บุรี และสุรินทร์ กว่า 20 คน เดินทางมามอบดอกกุหลาบให้กำลัง รมว.เกษตรฯด้วย

เตือนราน้ำค้างระบาด กรมส่งเสริมฯแนะผู้ปลูกพืชตระกูลกะหล่ำ-แตงเฝ้าระวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/302737

x

เตือนราน้ำค้างระบาด กรมส่งเสริมฯแนะผู้ปลูกพืชตระกูลกะหล่ำ-แตงเฝ้าระวัง

วันจันทร์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ในช่วงนี้เริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวสภาพอากาศมีความชื้นสูงและมีหมอกในตอนเช้า ซึ่งเป็นสภาพที่เหมาะต่อการระบาดของโรคราน้ำค้าง จึงขอเตือนเกษตรกรผู้ปลูกพืชตระกูลกะหล่ำ และพืชตระกูลแตง ควรหมั่นสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งโรคราน้ำค้างเป็นโรคที่เกิดกับพืชตระกูลกะหล่ำและพืชตระกูลแตง สามารถเกิดได้ทุกระยะการเจริญเติบโต ตั้งแต่เริ่มงอกจากเมล็ดจนกระทั่งต้นแก่ อาการเริ่มแรกจะเกิดขึ้นที่บริเวณใต้ใบ โดยจะสังเกตเห็นกลุ่มผงสีขาวหรือเทาของสปอร์ โดยเส้นใยของเชื้อราจะเกิดขึ้นเป็นกลุ่มๆ ต่อมาเชื้อราจะลามไปด้านหลังใบตรงบริเวณเดียวกัน ใบเกิดแผลสีเหลืองเนื่องมาจากเซลล์ตายและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เนื้อใบบริเวณที่เกิดแผลจะมีลักษณะบางและมีขอบเขตไม่แน่นอนค่อนข้างจะเป็นรูปเหลี่ยม ในกรณีที่แสดงอาการรุนแรง
จะเกิดแผลทั้งใบ ทำให้ใบเหลืองและแห้งตาย ถ้าเกิดในระยะกล้าจะทำให้ต้นกล้าโทรมอ่อนแอและตายในที่สุด

กรมส่งเสริมการเกษตร จึงขอแนะนำวิธีการป้องกันกำจัดโรคราน้ำค้าง ดังนี้ 1) เลือกใช้เมล็ดพันธุ์ที่สะอาดปราศจากเชื้อปะปนอยู่ หากไม่แน่ใจให้ทำลายเชื้อดังกล่าวโดยนำไปแช่ในน้ำอุ่น 45-50 องศาเซลเซียส นาน 25 นาที 2) เกษตรกรไม่ควรปลูกผักชนิดเดียวกันซ้ำในแปลงที่เคยเกิดโรค ควรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน เพื่อตัดวงจรการระบาดของโรค 3) ควรปลูกพืชผักให้มีระยะระหว่างต้นห่างกันพอสมควร ไม่ควรปลูกชิดกันจนเกินไป 4) ในกรณีที่เกิดโรคขณะปลูก หลังเก็บเกี่ยวแล้วขอให้เกษตรกรเก็บเศษซากพืชผักที่ตกหลงเหลืออยู่ หรือถอนต้นพืชที่งอกขึ้นอยู่ในบริเวณแปลงใกล้เคียงนำไปเผาทำลาย 5) กรณีที่เกิดโรคกับผักในแปลงปลูก อาจป้องกันและลดความเสียหายได้โดยใช้สารเคมีอย่างใดอย่างหนึ่งฉีดพ่นแปลงผักทุก 3-5 วัน ได้แก่ มาเน็บ, ฟอสฟอรัสแอซิด โปรไธโอคาร์บอัตราตามคำแนะนำในฉลาก และเพื่อให้ได้ผลในการป้องกันกำจัดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เกษตรกรควรใช้เครื่องมือพ่นสารเคมีที่มีกำลังอัดหรือความดันสูง เพื่อให้ละอองสารเคมีที่พ่นออกมาละเอียด จะทำให้สารเคมีที่ใช้ครอบคลุมจับทั่วทุกส่วนของต้นพืช และควรผสมสารเคลือบใบลงไปด้วยจะทำให้ประสิทธิภาพของสารเคมีดียิ่งขึ้น 6) เกษตรกรควรเลือกปลูกผักชนิดที่มีความต้านทานต่อโรคราน้ำค้าง

ปั้นนักบริหารการเกษตรรุ่นใหม่ l กษ.เปิดคอร์สติวเข้มพัฒนาความรู้ความสามารถ-ภาวะผู้นำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/302738

x

ปั้นนักบริหารการเกษตรรุ่นใหม่ l กษ.เปิดคอร์สติวเข้มพัฒนาความรู้ความสามารถ-ภาวะผู้นำ

วันจันทร์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสถาบันเกษตราธิการ ได้ดำเนินการจัดฝึกอบรมและพัฒนาหลักสูตร “นักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับกลาง” มาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการพัฒนานักบริหารระดับกลาง ให้มีภาวะผู้นำ ที่มีความรู้ ความสามารถ ทักษะและสมรรถนะในด้านการบริหารอย่างถูกต้อง เหมาะสม และสอดคล้องกับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มีความพร้อม สำหรับการก้าวสู่ผู้บริหารในระดับนโยบาย และสามารถขับเคลื่อนนโยบาย ยุทธศาสตร์ สร้างหรือนำการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มพูนทักษะในการสร้างแรงจูงใจและพัฒนาประสิทธิภาพของทีมงานและองค์การได้อย่างเป็นรูปธรรม เข้าใจกระบวนการสร้างเครือข่าย (Network) และระบบพันธมิตร (Partner) เพื่อเพิ่มพลังการทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และส่งเสริมในการมีพฤติกรรมที่สะท้อนคุณธรรมและจริยธรรม ที่เป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง

สำหรับการจัดฝึกอบรมหลักสูตร นักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับกลาง รุ่นที่ 82 ในครั้งนี้ กำหนดจัดระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน -9 ธันวาคม 2560 รวม 27 วัน โดยความร่วมมือระหว่างสถาบันเกษตราธิการ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีผู้เข้ารับการฝึกอบรมเป็นบุคลากรในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จำนวน 120 คน โดยมีกิจกรรมแบ่งเป็น 3 ช่วง ประกอบด้วย ช่วงที่ 1 การปฐมนิเทศและกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ เป็นการพัฒนากระบวนการคิดและสร้างทีมงาน ช่วงที่ 2 การบรรยายวิชาการ การแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์และการปัจฉิมนิเทศ และช่วงที่ 3 การศึกษาดูงานในส่วนภูมิภาค นอกจากนี้ ยังได้กำหนดกิจกรรมต่างๆ ของหลักสูตร ในรูปแบบของการแบ่งกลุ่ม เพื่อให้เกิดความหลากหลายทางความคิด และสร้างสัมพันธภาพที่ดี ระหว่างผู้เข้ารับการฝึกอบรมด้วย

“การฝึกอบรมในครั้งนี้ จะทำให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้รับความรู้ที่หลากหลาย ทันกับสถานการณ์ในยุคการบริหารราชการแนวใหม่ที่เน้นการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี มีทักษะความเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และเกิดการสร้างเครือข่ายการทำงาน ภายในหน่วยงานของกระทรวง
เกษตรฯ ในการประสานสัมพันธ์สร้างความสามัคคีภายในหมู่คณะ ซึ่งจะส่งผลให้มีการบูรณาการการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นในอนาคต” นายเลิศวิโรจน์ กล่าว

เกษตรบูรณาการ : รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/302741

เกษตรบูรณาการ : รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง

เกษตรบูรณาการ : รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง

วันจันทร์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตามติดการทำงานของกระทรวงเกษตรฯ ภายใต้การนำของท่านผู้นำที่ชื่อ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ  ตลอด  2 สัปดาห์ ที่ผ่านมา ต้องบอกว่า ท่านรัฐมนตรีคนนี้ที่ชื่อ “พลเอกฉัตรชัย” มีข่าวต่อเนื่อง มาตลอด แบบค่อยๆ โดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ  แต่ เรื่องที่บอกว่าค่อยๆ โดดเด่นกลับไม่ใช่เรื่องที่ควร จะเป็นเพราะเรื่องที่ว่า คือ เรื่องเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า ไวๆ นี้ท่านอาจเกาะเก้าอี้ในส่วนตำแหน่งรมว.เกษตรฯ เอาไว้มิได้เสียแล้ว งานนี้ต้องบอกว่า เล่นเอาท่านหัวเสียไปทั้งสัปดาห์ กับข่าวลือที่ว่ากันไป แต่ข่าวคือข่าว อะไรก็เกิดขึ้นได้เพราะอย่าลืมท่านคือเพื่อนสนิทท่านนายกฯ นะ สิบอกไห่ อะไรก็เกิดขึ้นได้

ส่วนปัญหานะเหรอ มันก็คงเป็นเหมือนที่ว่ากันไปว่ากันมาว่า ปัญหาสินค้าเกษตรวันนี้ หนักหนาสาหัส ทั้งปาล์มน้ำมันที่เคยได้กิโลกกรัมละ 6 บาท วันนี้เหลือแค่ 3 บาท และน่าจะดีขึ้นเพราะทีมงานที่เกี่ยวกับปาล์ม ที่ท่านหนีบมาจากกระทรวงพาณิชย์ หลายคนก็เป็นคนเซียนเรื่องปาล์ม แต่บอกตรงวันนี้ ปาล์มยังตก แถมยังมีใครบางคนไปพูดว่า น่าจะโค่นยางปลูกปาล์ม ช่างกล้า จริงๆ นั่นไม่ใช่เรื่องเดียว ข้าว โพดที่เคย 8 บาทต่อกิโลกรัม วันนี้ เหลือ 3 บาทต่อกิโลกรัมเช่นกัน นั่นไม่รวม มันสำปะหลัง  ยางพารา และ ข้าวที่กำลังตามมา ส่วนจะแก้ปัญหาอย่างไร ต้องถามท่าน รมว.“ฉัตรชัย” ว่า เอาอย่างไรต่อไป ถ้าคุณได้ไปต่อ แต่ที่แน่ๆวันนี้ แย่ทุกหย่อมหญ้ากับเกษตรกรไทย ปลูกอะไรราคาก็ดิ่ง ส่วนนโยบาย นะหรือ ง่ายนิดเดียว กางแผนกระดาษ A4 ทุกอย่างจบ แต่ไม่มีอะไรเป็นจริงตามฝัน

สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ข่าวมาว่า ในการประชุมหัวหน้าส่วนราชการ ท่าน รมว. พลเอกฉัตรชัย จัดหนัก สั่งการให้ปลัด  “เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ” ลงเตรียมความพร้อม ที่พื้นที่ภาคใต้ ก่อนนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลงพื้นที่ เคลียทางให้ดีอย่าให้มีปัญหาเรื่องม็อบยาง สร้างภาพให้สวยแจ่มแมว ให้ได้ว่า สินค้าเกษตรมิมีปัญหา เอาให้นายกยิ้มได้พอ จากนั้นก็กำชับ ห้ามข้าราชการ มีพฤติกรรม ทุจริต จนต้องโดนม.44 เหมือนกระทรวงแรงงาน จากนั้นท่านก็สวดยับเรื่องงานประชาสัมพันธ์ กระทรวง แบบม้วนเดียวจบจนข้าราชการ อ้าปากกรามค้างกันไป เพราะงานนี้ท่านสวดยับเรื่อง ผลงานการประชาสัมพันธ์ทุกหน่วยงาน ของกระทรวงเกษตรฯ ที่ไม่เป็นมืออาชีพนำเสนอข่าวไม่ได้เรื่อง จนทำให้สังคม ไม่รู้ว่าท่านทำอะไรมั่งเพราะท่านมีผลงานเต็มบ้านเต็มเมือง ที่บริหารงานในฐานะรมว.เกษตรฯ มานานกว่า 2 ปี จากนี้ไป ต้องปรับทิศทางการทำงานใหม่ เขียนให้ชาวบ้านเข้าใจจะได้มีผลงานมากๆ (แล้วจะนำเสนออะไร เจ้าคะ เพราะงานไม่มีข้าราชการแอบกระซิบ) สุดท้ายต้องบอกว่าหาแพะ รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง จริงๆ

มิน่าถึงมีคนแอบกระซิบว่า หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ หลายกรม เดินหน้าเขียวออกมาจากห้องทีมงานท่านรมว. บางคน ในนามแก๊ง AJ ซึ่งแว่วว่า มีการเรียกไปบีบเอางบให้ ทีวีดิจิตอล 2 ช่อง งบประมาณกว่า 50 ล้านบาท ช่องละ 25 ล้านบาท นั้นไม่รวมช่องหลักบางช่อง ที่ได้ไปก่อนหน้านี้เท่าที่รู้ทั้งสองช่อง มีบิ๊กๆ ถือหุ้นด้วย ส่วนเอื้อใคร และทำไมกล้าทำต้องไปถามคนทำเรื่อง แต่เตือนก่อนเลย งานนี้รอดยาก เพราะคนที่สั่ง เขามืออาชีพนะ อย่าลืมคดีที่เขาเคยสั่ง ให้ข้าราชการ กระทรวงเกษตรฯทำ สุดท้ายข้าราชการตายยกแผง แต่เขายังมากระทรวงได้แบบยิ้มร่า เลือกเอาจะเดินหน้าอย่างไร ระวังไปไม่ถึงฝันจะนอนคุกเสียก่อนได้ขึ้นอธิบดี

ราชดำเนิน

‘ศรีสะเกษ’เร่งเคลื่อนสินเชื่อ รวบรวมข้าว-สร้างมูลค่าเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/302736

x

‘ศรีสะเกษ’เร่งเคลื่อนสินเชื่อ รวบรวมข้าว-สร้างมูลค่าเพิ่ม

วันจันทร์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดร.สุพจน์ วัฒนวิเชียร สหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษ ในฐานะอนุกรรมการและเลขานุการโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2560/61 เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2560 เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและรักษาเสถียรภาพราคาข้าว ปีการผลิต 2560/61 โดยการดำเนินโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ซึ่ง จ.ศรีสะเกษ มีสถาบันเกษตรกรเข้าร่วมโครงการดังกล่าว 15 แห่งและได้มีการแต่งตั้งอนุกรรมการบริหารโครงการฯ เพื่อทำหน้าที่อำนวยการ กำกับ ดูแล แนะนำ และติดตามผลการดำเนินงานของโครงการฯ

จากการติดตามผลการดำเนินงานของสถาบันเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯพบว่า ขณะนี้มีสถาบันเกษตรกร 3 แห่ง เริ่มดำเนินงานตามโครงการฯไปบ้างแล้ว ได้แก่ 1.สหกรณ์การเกษตรนิคมฯ ปรือใหญ่ จำกัด เริ่มเปิดรับซื้อ – รวบรวมข้าวเปลือก โดยสามารถรวบรวมข้าวเปลือกได้ จำนวน 200 ตัน ราคารับซื้อ 9.60 บาท/กิโลกรัม 2.สหกรณ์การเกษตรปรางค์กู่ จำกัด มีผลการรวบรวมข้าวเปลือกจำนวน 1,000 ตัน ราคารับซื้อ 9.50 บาท/กิโลกรัมและ 3.สหกรณ์การเกษตรขุขันธ์ จำกัด มีผลการรวบรวมข้าวเปลือกจำนวน 20 ตัน ราคารับซื้อ 9.50 บาท/กิโลกรัม โดยข้าวเปลือกที่เกษตรกรนำมาขายให้กับสหกรณ์ ส่วนใหญ่เป็นข้าวพันธุ์ มะลิ กข 15 และข้าวหอมมะลิ 105 ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตข้าวเปลือกของเกษตรกรกำลังออกสู่ตลาด

ทั้งนี้ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษ จะส่งเจ้าหน้าที่ไปติดตามการดำเนินงานของสถาบันเกษตรกรทุกแห่งที่เข้าร่วมโครงการฯ พร้อมทั้งให้คำปรึกษาแนะนำแก่สหกรณ์อย่างต่อเนื่องจนสิ้นฤดูกาลผลิต

จี้ลดส่งออก-ล้มบริษัทร่วมทุน‘ยาง’ สภาเกษตรกรยื่น5ข้อถึงนายกฯสางปัญหาราคาร่วงหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/302740

จี้ลดส่งออก-ล้มบริษัทร่วมทุน‘ยาง’ สภาเกษตรกรยื่น5ข้อถึงนายกฯสางปัญหาราคาร่วงหนัก

จี้ลดส่งออก-ล้มบริษัทร่วมทุน‘ยาง’ สภาเกษตรกรยื่น5ข้อถึงนายกฯสางปัญหาราคาร่วงหนัก

วันจันทร์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ราคายางร่วงหนัก “สภาเกษตรกรแห่งชาติ” เตรียมยื่น 5 ข้อเสนอกระตุ้นราคาถึงนายกรัฐมนตรี-รมว.เกษตรฯ ให้ประกาศ “ยางพารา” เป็นวาระแห่งชาติ ดันบังคับใช้กฎหมายลดปริมาณส่งออก หรือถ้าจำเป็นให้สั่งระงับการส่งออก พร้อมจี้ กยท. ล้ม “บริษัทร่วมทุน” ชี้ไม่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกรรายย่อย

นายธีรพงศ์ ตันติเพชราภรณ์ ประธานคณะกรรมการด้านยางพารา สภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การเรียกร้องให้แก้ปัญหาราคายางตกต่ำของเกษตรกรผู้ปลูกยาง ที่ปัจจุบันอุณหภูมิร้อนแรงขึ้น สภาเกษตรกรแห่งชาติได้จัดประชุมคณะกรรมการด้านยางพารา เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 ที่ห้องประชุม 2 อาคารวชิรานุสรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อพิจารณาโดยฟังเสียงสะท้อนจากเกษตรกร องค์กรเกษตรกร สถาบันเกษตรกร บุคคลที่เกี่ยวข้อง ภายหลังจากการประชุมได้ข้อสรุปตกผลึกเพื่อเสนอแนวทางแก้ไข
5 ข้อ คือ

1.เสนอให้นายกรัฐมนตรีประกาศใช้ยางพาราในประเทศเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งจะทำให้หน่วยงานทุกกระทรวงวางเป็นแผนงานโครงการเพื่อใช้ยางพาราภายในประเทศมากขึ้น โดยนายกรัฐมนตรีอาจใช้ ม.44 ประกาศยกเว้น ซึ่งจะทำให้ภาครัฐสามารถใช้ยางพาราและผลิตภัณฑ์ภายในปีนี้ได้ทันท่วงทีในปริมาณที่เยอะขึ้น

2.เสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บังคับใช้กฎหมายเพื่อลดปริมาณการส่งออกหรือระงับการส่งออก ด้วย รมต.ก.เกษตรฯเป็นผู้ดูแล พ.ร.บ.ควบคุมยางหากนำกฎหมายฉบับนี้มาใช้ก็จะเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรและสถานการณ์ราคายางในสภาวการณ์ปัจจุบันที่ตกต่ำอยู่

3.เสนอให้สร้างตลาดกลางยางพาราของประเทศไทย หรือไทยคอม ซึ่งจะเป็นตลาดกลางสำหรับซื้อ-ขายจริง เป็นตลาดจับคู่ระหว่างผู้เสนอขายและผู้ต้องการใช้หรือผู้เสนอซื้อ โดยตลาดนี้จะส่งผลให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกรรายย่อยและสถาบันเกษตรกร เพราะในระบบตลาดนี้จะมีตลาดท้องถิ่นอยู่ด้วย

4.เสนอให้ กยท. ยกเลิกบริษัทร่วมทุน เนื่องจากไม่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกรรายย่อยและกลุ่มเกษตรกร

5.เสนอให้รัฐบาล สนับสนุนกลุ่มเกษตรกรเพื่อพัฒนาองค์กรเข้าสู่เกษตรอุตสาหกรรมทั้งขนาดเล็กและใหญ่เพื่อสร้างความยั่งยืนให้เกษตรกรสวนยาง และเขยิบจากขายวัตถุดิบเป็นขายผลิตภัณฑ์ซึ่งจะสร้างมูลค่าเพิ่มและความเป็นอยู่ที่ดีให้เกษตรกร โดยทั้ง 5 แนวทางจะเสนอประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติลงนามและนำส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป

ทั้งนี้ แนวทางในการแก้ปัญหาตามข้อ 1 และ 2 นั้นถ้ารัฐบาลนำไปใช้เลยก็จะส่งผลต่อการปรับตัวราคายางให้เพิ่มมากขึ้น ส่วนการบังคับใช้กฎหมายหากภาคเอกชนไม่สามารถผลักดันราคาให้สูงกว่าต้นทุนเกษตรกรได้ก็ไม่ควรส่งออกจะต้องกระเตื้องราคาขึ้นก่อนเพื่อส่งออกได้ ส่วนแนวทางอื่นนั้นต้องใช้เวลา พร้อมหาภาคีหน่วยงานร่วมแนวทางซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างถาวรแท้จริง

“หากต่างคนต่างอยู่ ต่างทำ ต่างคิด ต่างขาย ก็จะพบกับปัญหาที่ประสบมาจนถึงปัจจุบัน เกษตรกรต้องคิดทบทวนใหม่ ต้องรวมตัวกันอย่างเข้มแข็งก่อนให้รัฐบาลสนับสนุน” นายธีรพงศ์ กล่าว

เลาะรั้วเกษตร : สะดวกแบบนี้ หรือแบบไหน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/302237

281225166

เลาะรั้วเกษตร : สะดวกแบบนี้ หรือแบบไหน

วันศุกร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นับจากวันที่ พลเอกศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพราะไม่พอใจที่นายกรัฐมนตรีใช้ ม.44 สั่งย้ายลูกน้องโดยไม่ปรึกษาหารือเจ้ากระทรวงสักคำ และลูกน้องที่ถูกย้ายก็ไม่ใช่คนเล็กๆ แต่เป็นถึงอธิบดีกรมการจัดหางาน…..ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา….ข่าวใหญ่ขึ้นหน้า 1 หนังสือพิมพ์ทุกวัน คือข่าวการปรับ ครม….

เช่นเคย รายชื่อรัฐมนตรีที่เข้าข่ายที่จะถูกปรับออก หรือเปลี่ยนที่นั่งกระทรวงใหม่ ต้องมีชื่อ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ อยู่ด้วยเสมอ แต่สุดท้าย เก้าอี้บิ๊กฉัตร ก็ยังมั่นคงแข็งแรง อยู่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป

มาคราวนี้ก็เช่นกัน พลเอกฉัตรชัย ยังมีชื่อเป็นตัวเต็งที่จะถูกปรับพร้อมๆ กับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อภิรดี
ตันตราภรณ์ และยังกระเส็นกระสายมีชื่อ รองนายกรัฐมนตรี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เข้ามาด้วย ขณะเดียวกัน ชื่อของ พลเอก
ดร.ยอดยุทธ บุญญาธิการ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ก็ติดเข้ามาในโผของการปรับ ครม. กับเขาด้วย โดยนัยว่าจะมานั่งเก้าอี้เจ้ากระทรวงเกษตรฯ นั่นแหละ…..ที่เอ่ยชื่อมาทั้งหมดนี้ คงเป็นแค่โผปรับเล็ก ส่วนโผปรับใหญ่ก็ว่ากันไป แต่อย่างไรเสียนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ลั่นวาจามาแล้วว่าปรับ ครม. แน่ภายในปีนี้ ซึ่งยังเหลือเวลาอีก 1 เดือนเศษ…..

บิ๊กฉัตร..ยืนยันหนักแน่นแบบชายชาติทหารว่า ทหารต้องทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา จึงไม่น้อยใจ ถ้านายกรัฐมนตรีจะให้ตนพ้นจากตำแหน่ง ที่คนเองมีชื่อติดโผการปรับครม.ทุกครั้งอาจเป็นเพราะตนเองเป็นเพื่อนที่ใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี แต่ที่ผ่านมาตนเองทำงานเต็มที่ ทำให้เกษตรกรมีความสุข แต่ก็ไม่เคยประเมินผลงานตนเอง ต้องให้คนอื่นเป็นผู้ประเมิน

ไปๆ มาๆ บิ๊กฉัตรวกเข้ามาว่าข้าราชการโดยเฉพาะผู้ที่ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ผลงานของหน่วยงานทำนองว่า ผลงานของกระทรวงเกษตรฯ มีมากมาย แต่การประชาสัมพันธ์อ่อน ทำงานสู้ภาคเอกชนไม่ได้คนจึงรู้น้อย…..ทำเอาเพื่อนพ้องน้องพี่นักประชาสัมพันธ์เสียกำลังใจไปเยอะ….พร้อมกันนี้ก็มีคนกระซิบว่า แต่เอกชนที่บรรดาคนที่อยู่แวดล้อมตัวท่านแนะนำให้มาช่วยงานประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานนั้นก็ล้วนแต่คุณภาพเสียเหลือเกิ๊น……

จะว่าไปแล้ว ผลงานของกระทรวงเกษตรฯ ที่ปรากฏในสื่อต่างๆ ก็มิได้น้อย หรือด้อยไปกว่ากระทรวงอื่นๆ มีผลงานที่นายกรัฐมนตรีเอ่ยถึง ในรายการศาสตร์พระราชาฯ ทุกคืนวันศุกร์มากกว่าใคร ตัวรัฐมนตรีเอง และบรรดาอธิบดีทั้งหลายในกระทรวงเกษตรฯ ก็ออกรายการเดินหน้าประเทศไทย ทุกวันเวลา 6 โมงเย็นบ่อยมาก ข่าวหนังสือพิมพ์ก็มีทุกวัน รายการวิทยุก็มิได้ขาด โซเชียลมีเดียก็กระหน่ำ งานอีเว้นท์ก็มิได้ขาดหาย ล่าสุด ก็คืองาน “ตลาดเกษตรเกรดพรีเมียม” ที่ริมคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาล…ถามว่างานพวกนี้สื่อรู้จากใครถ้าไม่ใช่ประชาสัมพันธ์ หรือผู้บริหารของหน่วยงาน….ในฐานะที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน จึงขอเป็นกำลังใจให้คนประชาสัมพันธ์แทนรัฐมนตรี…..ยกเว้นประชาสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยจะอยากสัมพันธ์กับสื่อ…..

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ พูดถึงโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่กว่า 7 หมื่นแห่ง ที่ดำเนินการเสร็จแล้ว แต่สื่อไม่สนใจ….(วกกลับมาว่าสื่ออีก…)

กระทรวงเกษตรฯมีโครงการต่างๆมากมาย จะทำโครงการอะไรขึ้นมาสักทีก็จะโหมประชาสัมพันธ์ ทั้งโครงการแปลงใหญ่ โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ การแก้ปัญหา IUU การยึดคืนที่ดิน ส.ป.ก. การบริหารจัดการน้ำ ฯลฯ อยู่ที่ผู้บริหารกระทรวง จะหยิบเรื่องอะไรมาบอกเล่าให้
สื่อทราบ หรือขอความร่วมมือสื่อให้นำไปเผยแพร่ และสื่อเองก็ต้องเลือกเหมือนกันว่าจะช่วยเผยแพร่เรื่องอะไรเพราะเนื้อที่ หรือเวลาของสื่อมีจำกัด

โครงการใดที่สื่อสนใจเป็นพิเศษก็จะเสาะแสวงหาข้อมูลเอง แต่ถ้าเป็นเรื่องที่หน่วยงานไม่อยากเปิดเผยก็จะไม่ได้รับความร่วมมือในการให้ข้อมูลสักเท่าไร หรือเป็นเรื่องที่ธรรมดาๆ เปิดเผยได้แต่ไม่ได้รวบรวมข้อมูลไว้ก็ต้องรอให้รวบรวมข้อมูลก่อน ในกรณีของโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ 7 หมื่นกว่าแห่ง กระทรวงเกษตรฯ เองก็ไม่ได้เอ่ยถึงมานานมาก ได้แต่ไปโหมประชาสัมพันธ์โครงการอื่นๆ วันดีคืนดีนึกขึ้นมาได้ กลับบอกว่าสื่อไม่สนใจ…..

แนะนำให้กระทรวงเกษตรฯ มีสื่อเป็นของตนเองดีไหม……

แว่นขยาย