แตกใบอ่อน : พลังงานลม..พลังงานล้ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/303388

807934531

แตกใบอ่อน : พลังงานลม..พลังงานล้ม

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมไม่แน่ใจว่าจะมีใครทันสังเกตบ้างหรือไม่ว่า มีข่าวเล็กๆ เกี่ยวกับวงการพลังงานบ้านเรา ที่กลายเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นไปปรากฏอยู่ตามสื่อหลายแห่งทั้งไทยและต่างประเทศ ซึ่งแม้จะเป็นเพียงข่าวเล็กๆ แต่ผลที่ตามมาต้องถือว่าไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แน่นอน เพราะดันไปเกี่ยวข้องกับอนาคตของ “วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง” กลุ่มธุรกิจพลังงานลมรายใหญ่ของประเทศไทย ซึ่งถ้าผมจำไม่ผิด เข้าใจว่าน่าจะอยู่ในระหว่างการแต่งตัวเพื่อเตรียมเข้า “ตลาดหลักทรัพย์ฯ” ในเร็วๆ นี้

ข่าวที่ว่าก็คือกรณี คณะอนุญาโตตุลาการของหอการค้านานาชาติ (ICC) มีคำสั่งห้ามไม่ให้จำหน่ายจ่ายโอนหุ้นจำนวนร้อยละ 59.4 ของหุ้นทั้งหมดในวินด์ เอนเนอร์ยี่ตามข่าว เขาบอกว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาข้อพิพาทระหว่าง บริษัทซิมโฟนี พาร์ทเนอร์ส ลิมิเต็ด (SPL) บริษัท เน็กซ์ โกลบอล อินเวสเม้นท์ส ลิมิเต็ด (NGI) และบริษัทไดนามิค ลิ้งค์ เวนเจอร์ส ลิมิเต็ด (DLV) กับ บริษัทผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ “วินด์ เอนเนอร์ยี่” ประกอบด้วย บริษัท เคพีเอ็น เอนเนอยี โฮลดิ้ง จำกัด (KPNEH) และ บริษัทฟูลเลอร์ตัน เบย์ อินเวสต์เม้นท์ ลิมิเต็ด (Fullerton)

โดยข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ก็เป็นผลเกี่ยวเนื่องมาจากการที่ “ณพ ณรงค์เดช” ได้เข้าไปซื้อกิจการ บริษัท เคพีเอ็น เอนเนอยี (ประเทศไทย) จำกัด (KPNET) หรือชื่อเดิมว่า บริษัท รีนิวเอเบิล เอนเนอร์ยี คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด (REC) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่จำนวนร้อยละ 59.4 ของ วินด์ เอนเนอร์ยี่ แต่กลับมีการชำระค่าหุ้นไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ ก็เลยกลายเป็นเรื่องเป็นราวกันขึ้นมา กระทั่งอนุญาโตตุลาการจึงมีคำสั่งคุ้มครองโดยห้ามการจำหน่ายจ่ายโอนดังกล่าว เพื่อป้องกันความเสียหายที่ไม่อาจแก้ไขเยียวยาได้ในอนาคต รวมทั้งเป็นหลักประกันการชำระเงินตามสัญญาซื้อขายหุ้นระหว่างคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่าย

ขณะที่สื่อต่างประเทศยักษ์ใหญ่อย่าง “ไฟแนนเชียล ไทมส์” ฉบับวันที่ 8 พฤศจิกายน ก็มีการรายงานทำนองว่า คำสั่งของอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศในเรื่องนี้ ไม่ได้เพียงแค่เป็นการห้ามจำหน่ายจ่ายโอหุ้นจำนวน 59.4% ของ “วินด์ เอนเนอร์ยี่” จนกว่าจะมีคำชี้ขาดในข้อพิพาทออกมาก่อนเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการห้ามทำธุรกรรมทางการเงินเกี่ยวกับหุ้นจำนวนนี้ เช่น เอาไปค้ำประกันเงินลงทุน หรืออื่นๆ รวมทั้งบริษัทคู่กรณีของ “วินด์ เอนเนอร์ยี่” ยังได้ประกาศให้รางวัลตอบแทนสำหรับผู้ที่มอบหลักฐานการ
กระทำที่ขัดต่อคำสั่งดังกล่าว เป็นเงินถึง 10 ล้านบาท

ตรงนี้แหละครับที่อาจทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะถ้าไล่อ่านตามตัวอักษรดีๆ ก็จะเท่ากับว่านี่ไม่ได้เป็นการอ้างคำสั่งอนุญาโตตุลาการฯเพื่อ “แช่แข็ง” หุ้นเท่านั้น แต่ยังหมายรวมไปถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินคดีกับบุคคลใดๆ ก็ตามที่จะเข้าไปทำธุรกรรมใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับหุ้นของ “วินด์ เอนเนอร์ยี่” ซึ่งแน่นอนว่า อาจสะเทือนต่อแผนการเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯของ “วินด์ เอนเนอร์ยี่”
เอง

เรื่องนี้ นาทีนี้ แม้ยังไม่ทราบว่า ตกลงใครถูกใครผิด ทุกอย่างมีเบื้องหลังเบื้องลึกยังไง เนื่องจากข้อเท็จจริงลึกๆ ก็คงมีแต่คู่กรณี 2 ฝ่ายเท่านั้นที่รู้ดี แต่บอกตรงๆ ครับว่า เรื่องนี้น่าจะไม่จบง่ายๆ และท่าทาง 2 ฝ่ายคงจะต้องต่อสู้กันไปอีกยาว ซึ่งก็น่าเป็นห่วงว่าจะยิ่งทำให้อนาคตของ “วินด์ เอนเนอร์ยี่” ต้องเจอกับเรื่องติดๆ ขัดๆ ไม่หยุด ก้าวไปไหนไม่ได้เสียที และการสะดุดหยุดชะงักของ “วินด์ เอนเนอร์ยี่” ก็ไม่ต่างอะไรกับการทำให้วงการพลังงานทางเลือกในบ้านเราก้าวไปข้างหน้าได้ช้าลงไปเรื่อยๆ …ก่อนหน้านี้เมื่อตอนต้นปี กลุ่มบริษัทด้านพลังงานลมก็จุกกันไปครั้งหนึ่งแล้วจากกรณีใช้ที่ดิน ส.ป.ก.

ก็ได้แต่เอาใจช่วยนะครับ เพราะไม่อยากให้พลังงานลมต้องมาจบด้วยการกลายเป็น “พลังงานล้ม” ไป

มันน่าเสียดายครับ

มะลิลา

‘โคเนื้อกำแพงแสน’สร้างรายได้ ม.เกษตรฯกระจายพันธุ์ช่วยเกษตรกรดันรายได้สุทธิพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/303389

x

‘โคเนื้อกำแพงแสน’สร้างรายได้ ม.เกษตรฯกระจายพันธุ์ช่วยเกษตรกรดันรายได้สุทธิพุ่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ได้ติดตามโครงการคัดเลือกพ่อพันธุ์กำแพงแสนเพื่อใช้ผลิตน้ำเชื้อ ที่คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกําแพงแสน เสนอของบประมาณจากกองทุน FTA เพื่อเพิ่มโคเนื้อพันธุ์กำแพงแสน ลดการนำเข้า กระจายพันธุ์โคเนื้อคุณภาพสู่เกษตรกร เพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงและเพิ่มรายได้แก่เกษตรกร โดยได้รับงบประมาณ 46,026,400 บาท ระยะเวลาดำเนินโครงการ 9 ปี เริ่มตั้งแต่ 19 ธันวาคม 2550 สิ้นสุดโครงการ 31 ธันวาคม 2559

ในการนี้ สศก. ได้ติดตามประเมินผลโครงการช่วงต้นปี 2560 ในพื้นที่ 4 ภาค รวม 15 จังหวัด จากเกษตรกรตัวอย่าง 70 ราย พบว่า ตลอดระยะเวลา 9 ปี สามารถคัดเลือกแม่โคพันธุ์ลูกผสมพื้นเมือง-บราห์มัน เพื่อมาผสมกับน้ำเชื้อชาโรเลส์ได้ 26,316 ตัว คิดเป็นร้อยละ 105 จัดส่งน้ำเชื้อชาโรเลส์ให้เกษตรกร 16,617 โด๊ส คิดเป็นร้อยละ 83 ทำการคัดเลือกลูกโคเพศผู้หลังหย่านมจากการผสมน้ำเชื้อมาเลี้ยงและทดสอบสมรรถภาพจำนวน 250 ตัว คัดเลือกโคพ่อพันธุ์กำแพงแสนคุณภาพดีที่ผ่านการทดสอบไว้ผลิตน้ำเชื้อ 50 ตัว ครบตามเป้าหมาย และคัดเลือกพ่อพันธุ์ที่มีพันธุกรรมยอดเยี่ยมได้ 24 ตัว มาผลิตน้ำเชื้อกำแพงแสนเพื่อจำหน่ายให้เกษตรกรได้รวม 93,832 โด๊ส คิดเป็นร้อยละ 89 ของเป้าหมาย เกษตรกรนำน้ำเชื้อกำแพงแสนไปผสมกับแม่โคกำแพงแสนในฟาร์ม คิดเป็นร้อยละ 64 ปัจจุบันมีน้ำเชื้อกำแพงแสนที่เหลืออยู่ในโครงการจำนวน 62,500 โด๊ส ทางโครงการ จะประสานกรมปศุสัตว์ ซึ่งมีหน่วยงานในพื้นที่ และมีความพร้อมด้านอุปกรณ์ในการผสมเทียม ช่วยดำเนินการกระจายน้ำเชื้อที่เหลือให้กับเกษตรกรผู้ที่สนใจต่อไป

สำหรับเกษตรกรที่เลี้ยงโคเนื้อกำแพงแสนแบบขุนขาย พบว่ามีต้นทุน 39,682.50 บาทต่อตัว หรือ 70.86 บาทต่อกิโลกรัม น้ำหนักเฉลี่ยที่ขาย 560 กิโลกรัมต่อตัว ส่วนต้นทุนการเลี้ยงโคเนื้อทั่วไป 40,237 บาทต่อตัว หรือ 90.62 บาทต่อกิโลกรัม น้ำหนักเฉลี่ยที่ขาย 444 กิโลกรัมต่อตัว จะเห็นได้ว่าต้นทุนการเลี้ยงโคเนื้อกำแพงแสนต่ำกว่าต้นทุนในการเลี้ยงโคเนื้อลูกผสมทั่วไป 19.76 บาทต่อกิโลกรัม และเกษตรกรที่เลี้ยงโคเนื้อกำแพงแสนจำหน่ายได้ในราคาเฉลี่ย 112.50 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่โคเนื้อทั่วไปจำหน่ายได้เฉลี่ย 102.90 บาท โดยราคาโคเนื้อกำแพงแสนสูงกว่าราคาโคเนื้อทั่วไป 9.60 บาทต่อกิโลกรัม ดังนั้น เกษตรกรที่เลี้ยงโคเนื้อกำแพงแสน มีรายได้สุทธิจากการเลี้ยงโคเนื้อกำแพงแสน 23,317.50 บาทต่อตัว ในขณะที่เกษตรกรที่เลี้ยงโคเนื้อทั่วไปมีรายได้สุทธิ 5,450.60 บาทต่อตัว เกษตรกรที่เลี้ยงโคเนื้อกำแพงแสนมีรายได้สุทธิสูงกว่าเกษตรกรที่เลี้ยงโคเนื้อทั่วไป 17,866.90 บาทต่อตัว ทำให้เกษตรกรมีความพึงพอใจต่อการดำเนินโครงการในระดับมาก

ส่องเกษตร : ‘ดิ้น’????

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/303167

449007

ส่องเกษตร : ‘ดิ้น’????

วันพุธ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดูเหมือนสถานการณ์ข่าวหลายๆเรื่องในเวลานี้ ตลอดจนการวิเคราะห์วิจารณ์ของบรรดาสื่อต่างๆ จะยิ่งมีผลสั่นคลอนเก้าอี้รมว.เกษตรและสหกรณ์ ของพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ซึ่งกำลังตกเป็นเป้าอันดับต้นๆของการปรับคณะรัฐมนตรี สู่“ประยุทธ์ 5”

ล่าสุดข่าวผลสำรวจ“นิด้าโพลล์” พบว่าประชาชนที่ตอบแบบสอบถามถึง 68.11% เห็นด้วยกับการปรับครม.ประยุทธ์ 5 ที่กำลังจะมีขึ้น เพราะมองว่า คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันยังทำงานแก้ปัญหาได้ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ จึงอยากได้คนใหม่ๆที่เหมาะสมกับตำแหน่งเข้ามาทำงานแทน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ประเด็นที่สั่นคลอนเก้าอี้ของ“บิ๊กฉัตร”อยู่ที่ความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับกระทรวงที่ต้องการให้มีการปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีมากที่สุด ปรากฏว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาเป็นอันดับ 1 ตามมาด้วยกระทรวงพาณิชย์,กระทรวงการคลังและกระทรวงศึกษาธิการ

อันที่จริง นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผลโพลล์สำรวจพบว่า ประชาชนต้องการให้ปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีที่คุมกระทรวงเกษตรฯมากเป็นอันดับ 1 เพราะในการสำรวจของ“นิด้าโพลล์”หนที่แล้ว เมื่อ 4-5 เดือนก่อนคือ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2560 กระทรวงเกษตรฯก็ติดอันดับ 1 โดยมีกระทรวงพาณิชย์เป็นอันดับ 2 เช่นกัน เพียงแต่สัดส่วนผู้ที่สนับสนุนให้ปรับเปลี่ยน มีการขยับเพิ่มสูงขึ้นไปอีก

นั่นคือในเดือนกรกฎาคม ผู้ที่ต้องการให้ปรับกระทรวงเกษตรฯอยู่ที่ 18.40% พอมาล่าสุดเดือนพฤศจิกายน เพิ่มเป็น 20.38% ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ปรับเพิ่มจาก 9.04% เป็น 16.07% สาเหตุสำคัญก็เพราะ 2 กระทรวงนี้เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจปากท้องของชาวบ้านอย่างสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องของปัญหาพืชผลการเกษตรที่ราคาตกต่ำต่อเนื่อง ยังไม่กระเตื้องขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อชาวบ้านหดหาย

นอกจากเรื่อง“นิด้าโพลล์”แล้ว การเคลื่อนไหวของม็อบชาวสวนยางที่กลับมาอีกครั้งเพราะปัญหาราคายางพาราดิ่งลงหนัก แม้ว่าเป้าใหญ่ของการเรียกร้องอยู่ที่กดดันให้ปลดผู้บริหารและบอร์ดของกยท.-การยางแห่งประเทศไทย แต่ก็มีบางส่วนที่มาในแนว“ขับไล่รมว.เกษตรฯด้วย”

ที่จริงแกนนำชาวสวนยางหลายพื้นที่ส่งเสียงขู่เรื่องที่จะก่อม็อบขับไล่รมว.เกษตรฯมาก่อนหน้านี้ แต่ปรากฏว่า มีการกดดันจากอำนาจรัฐโดยเฉพาะฝ่ายทหาร ใช้ทั้งการล็อบบี้และการเรียกตัวแกนนำ ไป“ปรับทัศนคติ” จนส่วนใหญ่ลดโทนลงมาเหลือแค่ไล่ผู้บริหารและบอร์ด กยท.เป็นหลัก

สำหรับตัว“บิ๊กฉัตร”เอง แม้ก่อนหน้านี้เคยเปรยเหมือนปลงว่า“ถ้าท่าน(นายกฯ)ไม่มอบหมาย(งานให้อีก) เราก็กลับ…..ผมก็อยากพักจะตายไป อยากพักนานแล้ว” แต่ลึกๆของชายชาติทหารก็คงไม่ต้องการที่จะถูก“ปรับออก”เหมือนกับการ“ถูกปลด” จึงเห็นได้ว่า ช่วงนี้มีการเคลื่อนไหวอยู่ไม่น้อยทั้งการประชุมกดดันข้าราชการให้เร่ง“ตีปี๊บ”โชว์ผลงาน โดยตำหนิอย่างรุนแรงต่องานประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานต่างๆ ที่ผ่านมาในทำนอง“ไม่ได้เรื่อง…ไม่เป็นมืออาชีพ กระทรวงทำผลงานไปตั้งมากมายแต่ชาวบ้านกลับไม่รับรู้”

หรือแม้แต่ล่าสุดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา วันเดียวกับที่มีม็อบชาวสวนยางมาเยือนกระทรวงเกษตรฯ ก็พลันมีตัวแทนชาวนาร่วม 100 คน อ้างมาจากหลายจังหวัด อาทิ สิงห์บุรี,ลพบุรี,พระนครศรีอยุธยา,สุรินทร์ ฯลฯ เดินทางมาม็อบดอกไม้ให้กำลังใจ“บิ๊กฉัตร”หลังมีข่าวจะถูกปรับออก โดยมีการยกย่องว่า พล.อ.ฉัตรชัยดำเนินนโยบายส่งเสริมช่วยเหลือชาวนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านชลประทาน,ส่งเสริมองค์ความรู้เกี่ยวกับนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ ทำให้สามารถลดต้นทุนทำนาได้มาก จึงอยากส่งเสียงไปถึงนายกฯลุงตู่ว่า พวกตนไม่ต้องการให้ปรับพล.อ.ฉัตรชัยออกจากตำแหน่ง

ก็ไม่รู้ได้ว่า ตัวแทนชาวนาเหล่านี้มาเองโดยธรรมชาติ หรือมีการเชิญชวน“จัดตั้ง”กันมาหรือไม่ แต่ภาพที่ปรากฏนั้น คุ้นๆ ตา เป็นแบบเดียวกับที่นักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงที่อยู่ในตำแหน่งสำคัญๆ แล้วเกิดเก้าอี้“สั่นคลอน” ก็มักจะมีอะไรทำนองนี้ออกมาให้เห็นบ่อยๆ ซึ่งถ้าเป็นการ“จัดตั้ง”กันมา แล้วสื่อเกิดไปรู้เข้า ก็มักจะวิเคราะห์ได้ว่า นี่ถือเป็นการ“ดิ้น”ครั้งสุดท้าย

ต้องย้ำอีกครั้งว่า เก้าอี้รมว.เกษตรฯของบิ๊กฉัตรจะยังคงเหนียวแน่นอยู่ที่เดิม หรือต้อง“พัก”อย่างที่เคยเปรยไว้ หรืออาจต้องเปลี่ยนไปนั่งกระทรวงอื่น เช่น กระทรวงแรงงาน
ที่เก้าอี้เล็กลง…คำตอบสุดท้าย อยู่ที่นายกฯบิ๊กตู่จะเป็นผู้เฉลยอีกไม่นานนี้แน่

สาโรช บุญแสง 

เกษตรฯจับมือกลุ่ม‘อาลีบาบา’ เปิดสั่งจองหอมมะลิออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/303161

x

เกษตรฯจับมือกลุ่ม‘อาลีบาบา’ เปิดสั่งจองหอมมะลิออนไลน์

วันพุธ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เข้าร่วมงานประชาสัมพันธ์ข้าวหอมมะลิไทยในงาน “2017 Global Promotion For Thai Hommali Rice – Tmall 11.11. Global Shopping Festival ณ เมืองหางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งจัดโดย Alibaba Group เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับข้าวหอมมะลิไทยที่ผลิตจากกลุ่มชาวนาแปลงใหญ่

ที่ผ่านมาข้าวหอมมะลิไทยจะเป็นที่รู้จักเฉพาะในเขตเมืองเศรษฐกิจชายฝั่งทะเลของจีน แต่หลังจากขายผ่านระบบช่องทางการค้าออนไลน์ (E-Commerce) ของ Alibaba group ซึ่งได้รับความนิยมสูงสุด ข้าวหอมมะลิจึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นสูงมาก โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ และยังกระจายไปยังเมืองอื่นๆ ทั่วประเทศจีน อาลีบาบาจึงเปรียบเสมือนสะพานระหว่างสองประเทศ เชื่อมโยงชาวนาไทยให้สามารถส่งออกข้าวหอมมะลิที่มีคุณภาพสูงทั้งด้านความปลอดภัยจากสารเคมีและความสดใหม่ ส่งตรงถึงมือผู้บริโภคชาวจีน อีกทั้งยังช่วยให้ชาวนาขายข้าวได้ในราคาที่สูงขึ้น โดยผู้บริโภคได้รับของดีในราคาที่เหมาะสม

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารอาลีบาบา ได้ร่วมกันเปิดตัวการสั่งจองข้าวหอมมะลิไทยออนไลน์ล่วงหน้า (The Global Pre Sell New Crop Thai Rice) ซึ่งหลังจากการเปิดให้จอง ปรากฏว่าในวันนั้นข้าวหอมมะลิของไทยได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยยอดสั่งจองเป็นอันดับ 2 ของสินค้าประเภทอุปโภคบริโภค และได้ประชุมหารือการเชื่อมโยงตลาดข้าวหอมมะลิไทยจากชาวนาสู่อาลีบาบา เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้ชาวนาหรือผู้ประกอบการได้มีช่องทางในการขายข้าวมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

5ประสาน‘ทฤษฎีใหม่’ได้ผลจริง ‘บิ๊กฉัตร’ลุยตรวจแปลงราชบุรีลดต้นทุน-รายจ่ายเดือนละ500

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/303166

5ประสาน‘ทฤษฎีใหม่’ได้ผลจริง ‘บิ๊กฉัตร’ลุยตรวจแปลงราชบุรีลดต้นทุน-รายจ่ายเดือนละ500

5ประสาน‘ทฤษฎีใหม่’ได้ผลจริง ‘บิ๊กฉัตร’ลุยตรวจแปลงราชบุรีลดต้นทุน-รายจ่ายเดือนละ500

วันพุธ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผลการดำเนินงาน โครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง”
ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรราชบุรี ซึ่งเป็นโครงการเพื่อส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ให้เกิดผลทั่วประเทศ โดยในปี 2560 ได้รับสมัครเกษตรกรที่สมัครใจร่วมโครงการ 70,000 ราย เพื่อน้อมนำหลักทฤษฎีใหม่ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองอย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานปี 2560 มีเกษตรกรสมัครใจเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 70,002 ราย และเพื่อให้การดำเนินงานมีความต่อเนื่องและเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทุกภาคส่วนจึงได้ร่วมกันวางแผนขับเคลื่อนการดำเนินงาน ในปี 2561 โดยกำหนดรับสมัครเกษตรกรที่มีความสมัครใจเข้าร่วมโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่อีก 70,000 ราย รวมเป็น
140,000 ราย ขณะที่ผลการดำเนินโครงการใน จ.ราชบุรี มีเกษตรกรเข้าร่วมในปี 2560 ทั้งสิ้น 430 ราย ได้รับความร่วมมือจากสถาบันการศึกษา ได้แก่ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีราชบุรี มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง รวมถึงภาคเอกชน ได้แก่ สยามคูโบต้า และบริษัทเบทาโกร จำกัด (มหาชน) ในการสนับสนุนอย่างเต็มที่

“การลงพื้นที่ดังกล่าว เพื่อมาดูการดำเนินงานและความสำเร็จของเกษตรกรที่ร่วมโครงการในพื้นที่เพื่อให้เห็นของจริง นำไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนปลงให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจากการลงพื้นที่ตรวจสอบในแปลงของ นายไพฑูรย์ ศิริองอาจ เกษตรกร หมู่ 7 ต.เตาปูน อ.โพธาราม พบว่า เกษตรกรสามารถทำได้จริง คือลดรายจ่ายในครอบครัวได้ โดยเริ่มดำเนินการเกษตรทฤษฎีใหม่ ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2559 จนถึงปัจจุบันมีผลผลิตหลากหลาย อาทิ มะละกอ ฟัก ข้าวโพด โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ ปลา ไก่ นอกจากนี้ยังมีการปลูกข้าวเป็นหลักจำนวน 29 ไร่ และแบ่งทำทฤษฎีใหม่ 2-3 ไร่ มีรายได้จากการขาย ลดรายจ่ายมากกว่า 500 บาทต่อเดือน ซึ่งทั้งหมดนี้ จะทำอย่างไรเพื่อให้ขยายไปสู่เกษตรกรได้ทั่วถึงทุกอำเภอ จึงต้องกลับมาทบทวน”พลเอกฉัตรชัย กล่าว

นอกจากนี้ พลเอกฉัตรชัยกล่าวถึง การตรวจเยี่ยมแปลงใหญ่ข้าว หมู่ 6 ตำบลเจดีย์หัก อำเภอเมืองราชบุรี ว่า ผลการดำเนินงานแปลงใหญ่ในจังหวัดราชบุรี ทั้งจังหวัดรวม 41 แปลง เกษตรกร 1,661 ราย พื้นที่ 20,000 ไร่ แบ่งเป็น แปลงใหญ่ปี 2559 รวม 3 แปลง ปี 2560 รวม 17 แปลง และ ปี 2561 รวม 21 แปลง (อยู่ระหว่างขออนุมัติ) สำหรับแปลงใหญ่ข้าว ในตำบลเจดีย์หัก มีการรวมตัวกันของสมาชิก 67 ราย พื้นที่ 1,541 ไร่ รวมกลุ่มบริหารจัดการ โดยลดต้นทุนการผลิต ใช้เครื่องจักรกลการเกษตร อาทิ รถไถ รถเกี่ยวข้าว ลดการใช้เมล็ดพันธุ์จากเดิม 30 – 32 กก./ไร่ เป็น 15 กก./ไร่ ส่วนการเพิ่มคุณภาพการผลิต ด้วยการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ อาทิ ข้าวพันธุ์ กข 43 มีการให้ความรู้พร้อมตรวจรับรองการผลิตตามมาตรฐาน GAP โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมแปลงใหญ่จำนวน 67 ราย ผ่านการตรวจรับรองและได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GAP 100% นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มผลผลิตข้าว จากเดิม 650 กก./ไร่ เป็น 750 กก./ไร่ มีการใช้เมล็ดพันธุ์ดี ปลูกปอเทืองปรับปรุงบำรุงดิน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนปุ๋ยเคมี ในส่วนของการตลาด มีการแปรรูปและจัดจำหน่ายในนามกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ โดยเฉพาะข้าวพันธุ์ กข 43 ที่มีการปลูกถึง 800 ไร่ จำนวนกว่า 600 ตัน โดยมีการจำหน่ายให้กับโรงพยาบาล อาทิ โรงพยาบาลราชบุรี โรงพยาบาลโพธาราม

เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาด เตือนนาข้าว‘เหนือ-กลาง-อีสาน’เฝ้าระวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/303163

x

เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาด เตือนนาข้าว‘เหนือ-กลาง-อีสาน’เฝ้าระวัง

วันพุธ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ศัตรูข้าวพบการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดในเขตภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากสภาพอากาศในช่วงนี้เหมาะต่อการระบาด ซึ่งเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเป็นแมลงปากดูด ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะอาศัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากกาบใบข้าวบริเวณโคนต้นเหนือระดับน้ำเล็กน้อย หรือที่เส้นกลางใบหลังใบข้าวโดยใช้ปากแทงดูดกินน้ำเลี้ยงจากท่อน้ำและท่ออาหาร ทำให้ต้นข้าวแสดงอาการใบเหลืองเติบโตช้า ถ้าเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดรุนแรง ต้นข้าวจะแสดงอาการไหม้แห้งคล้ายถูกน้ำร้อนลวก ทำให้ข้าวแห้งตาย เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสามารถทำลายข้าวได้ทุกระยะ สามารถพัฒนาและปรับตัวให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมและอาหาร เช่น เมื่อมีอาหารมากจะพัฒนาตัวเองเป็นชนิดปีกสั้นและขยายพันธุ์ได้มาก แต่เมื่ออาหารมีน้อยจะพัฒนาตัวเองเป็นชนิดปีกยาวเพื่ออพยพไปยังแหล่งอาหารอื่น

กรมส่งเสริมการเกษตร จึงขอแนะนำวิธีการป้องกันกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ดังนี้ 1) ในฤดูปลูกข้าวถัดไปเกษตรกรควรเลือกปลูกข้าวพันธุ์ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เช่น กข 6, กข 31, กข 41, กข 47, สุพรรณบุรี 2, สุพรรณบุรี 3, สุพรรณบุรี 90, พิษณุโลก 2 เป็นต้น และไม่ควรปลูกพันธุ์เดียวติดต่อกันเกิน 4 ฤดูปลูก ควรปลูกสลับกันระหว่างพันธุ์ต้านทานสูงกับพันธุ์ทนทานหรือพันธุ์อ่อนแอปานกลาง โดยพิจารณาอายุเก็บเกี่ยวให้ใกล้เคียงกัน เพื่อลดความเสียหายเมื่อเกิดการระบาดรุนแรง 2) ควรหมั่นสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อนำองค์ประกอบต่างๆ ของระบบนิเวศในแปลงนานำมาวิเคราะห์ และตัดสินใจด้วยตนเองในการจัดการแปลงจากสถานการณ์จริง 3) ในแหล่งที่มีการระบาด และควบคุมระดับน้ำในนาได้ หลังปักดำหรือหว่าน 2-3 สัปดาห์จนถึงระยะตั้งท้องควบคุมน้ำในแปลงนาให้พอดินเปียก หรือมีน้ำเรี่ยผิวดินนาน 7-10 วัน แล้วปล่อยขังทิ้งไว้ให้แห้งเองสลับกันไป จะช่วยลดการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล 4) ใช้เชื้อรา บิวเวอเรีย (เชื้อสด) อัตรา 1 กิโลกรัม (2 ถุง) ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นในบริเวณที่พบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและควรฉีดพ่นในเวลาเย็น

เดินแผนเชื่อม68คลองตะวันตก สกัดปัญหาน้ำท่วม7จังหวัดภาคกลางตอนล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/303165

x

เดินแผนเชื่อม68คลองตะวันตก สกัดปัญหาน้ำท่วม7จังหวัดภาคกลางตอนล่าง

วันพุธ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้ศึกษาความเหมาะสมการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำพื้นที่ตอนล่างฝั่งตะวันตก ของแม่น้ำท่าจีนถึงแม่น้ำแม่กลอง เพื่อแก้ปัญหานํ้าท่วมที่มีแนวโน้มความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นพื้นที่กว้างซึ่งได้ข้อสรุปว่า ต้องดำเนินการปรับปรุงระบบชลประทาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของคลองในแนวเหนือ-ใต้ ตั้งแต่ใต้คลองท่าเรือ-บางพระจนถึงทะเล ร่วมกับคลองในแนวนอนจากแม่น้ำแม่กลองถึงแม่น้ำท่าจีน โดยจะเชื่อมโยงระบบคลองต่างๆ เป็นโครงข่ายในการส่งน้ำและระบายน้ำทั้งสิ้น 68 คลอง ซึ่งมทั้งคลองชลประทานและคลองธรรมชาติ ประกอบด้วย กลุ่มคลองในแนวนอนเชื่อมต่อระหว่างแม่น้ำแม่กลอง-แม่น้ำท่าจีน จำนวน 4 คลอง กลุ่มคลองในแนวเหนือ-ใต้ เชื่อมโยงจากคลองท่าผา-บางแก้ว จนถึงทะเล 3 แนว จำนวน 22 คลอง และกลุ่มคลองที่เพิ่มประสิทธิภาพในการส่งน้ำและระบายน้ำจำนวน 42 คลอง อย่างไรก็ตามในจำนวนทั้ง 68 คลองดังกล่าว จะมีคลองที่ดำเนินการปรับปรุง-ขุดลอกจำนวน 32 คลอง ที่เหลืออีก 36 คลอง ไม่ต้องปรับปรุง

นอกจากการปรับปรุงคลองแล้ว ยังต้องดำเนินการปรับปรุงและก่อสร้างอาคารบังคับน้ำ เช่น สถานีสูบน้ำ ประตูระบายน้ำเพื่อใช้ในการบริหารจัดการน้ำทั้งในช่วงฤดูน้ำหลากและฤดูน้ำแล้ง 43 อาคารจากทั้งหมดที่ต้องนำมาใช้บริหารจัดการน้ำทั้งสิ้น 86 อาคาร โดยอาคารบังคับน้ำที่ปรับปรุงทั้ง 43 อาคารนั้นแบ่งเป็นอาคารเดิมมีสภาพชำรุดและใช้งานมานาน ซึ่งอาจจะต้องมีการปรับปรุงเพิ่มช่องระบายน้ำ หรือถ้าชำรุดมากจะต้องทำการรื้อถอนก่อสร้างใหม่แทนอาคารเดิม เพื่อใม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำในระบบโครงข่าย มีจำนวนทั้งหมด 21 อาคาร ที่เหลืออีก 22 อาคาร เป็นอาคารบังคับน้ำที่เสนอก่อสร้างใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งน้ำและกักเก็บน้ำในช่วงฤดูแล้ง

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวต่อว่า การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำพื้นที่ตอนล่างของฝั่งตะวันตกดังกล่าว ยังจะต้องทำการปรับปรุงแนวคันควบคุมน้ำทะเลพร้อมอาคารประกอบ รวมทั้งปรับปรุงก่อสร้างอาคารบังคับน้ำตามแนวคันควบคุมน้ำทะเล 34 คลอง สำหรับงบประมาณในการดำเนินโครงการดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วย งานปรับปรุง-ขุดลอกคลอง งานปรับปรุง-ก่อสร้างอาคารบังคับน้ำ และงานปรับปรุงแนวคันควบคุมน้ำทะเลพร้อมอาคารประกอบนั้น คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 15,767.80 ล้านบาท ไม่รวมค่าชดเชยที่ดินและทรัพย์สิน ใช้ระยะเวลาในการดำเนินโครงการประมาณ 5 ปี ถือว่าคุ้มค่าเมื่อเปรียบกับผลประโยชน์ที่ได้รับที่จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งน้ำและการระบายน้ำให้กับพื้นที่ได้

‘บิ๊กฉัตร’เร่งเยียวยาเกษตรกรน้ำท่วม หลังครม.อนุมัติงบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/303047

'บิ๊กฉัตร'เร่งเยียวยาเกษตรกรน้ำท่วม หลังครม.อนุมัติงบ

‘บิ๊กฉัตร’เร่งเยียวยาเกษตรกรน้ำท่วม หลังครม.อนุมัติงบ

วันอังคาร ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 10.45 น.

14 พ.ย.60 เมื่อเวลา 08.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการดำเนินการฟื้นฟูและเยียวยาเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมว่า หลังจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับการอนุมัติงบประมาณจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว 4.7 พันล้านบาท ได้สั่งการให้เร่งดำเนินการบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ที่เข้าข่ายได้รับในส่วนของเงินเยียวยาให้ถึงมือพี่น้องเกษตรกรให้เร็วที่สุด พร้อมกำชับในเรื่องความโปร่งใสในทุกขั้นตอน

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ช่วงฟื้นฟูนี้ยังถือเป็นโอกาสดีในการนำนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงไปปรับใช้ เช่น โครงการ 5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ถวายในหลวง ที่เป็นความร่วมมือของ 5 ภาคส่วน ประกอบด้วย เกษตรกร ปราชญ์เกษตรกร เจ้าหน้าที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา โดยเน้นไปที่ส่งเสริมให้เกษตรกรได้เห็นประโยชน์และความสำคัญของการพัฒนาเกษตรสมัยใหม่ การเกษตรแปลงใหญ่ใช้ประโยชน์จากวิทยาการ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อเป็นเกษตรกร 4.0 และเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นฐานที่สำคัญของภาคเกษตรไทย ทั้งการขาดความรู้และการบริการจัดการผลิต โดยให้เกษตรกรได้มีรายได้และความภาคภูมิใจในอาชีพ

“โดยมีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต หากลดต้นทุนได้ จะยิ่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ ที่สำคัญคือการนำแนวพระราชดำริในหลวง ร.9 เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ของเกษตรกรเอง ทั้งนี้ มอบหมายให้ศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ที่มีทั้งหมด 822 ศูนย์ทั่วประเทศเป็นศูนย์กลางการทำงานแบบบูรณาการของหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ด้วย” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

เชื่อม‘แปลงใหญ่’ศพก.สำเร็จ เดินหน้าขับเคลื่อนปฏิรูปภาคการเกษตรเป็นรูปธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/302985

x

เชื่อม‘แปลงใหญ่’ศพก.สำเร็จ เดินหน้าขับเคลื่อนปฏิรูปภาคการเกษตรเป็นรูปธรรม

วันอังคาร ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากนโยบาย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการให้เกิดการปฏิรูปภาคการเกษตร โดยใช้เกษตรกรเป็นศูนย์กลางในการปฏิรูป โดยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและต้องการให้เกิดการขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ จึงต้องการให้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกร และยังก่อให้เกิดการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญโดยเฉพาะแปลงใหญ่

ทั้งนี้ ศพก. เป็นมิติของการพัฒนาภาคการเกษตร โดยให้เกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ทั้งโครงการ นโยบายสำคัญต่างๆ สอดคล้องกับความต้องการในพื้นที่อย่างแท้จริง ผลการขับเคลื่อนที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดแปลงใหญ่อย่างเป็นรูปธรรม รวมจำนวนแปลงใหญ่ 2,535 แปลง พื้นที่ 3,375,524 เกษตรกร 249,106 ราย จากทั้งเกษตรกร ศพก. 882 ศูนย์ และเครือข่าย ศพก. อีกกว่า 10,523 แห่ง ส่งผลให้ภาพรวมของการผลิตสินค้าในแต่ละประเภท เกิดการปรับตัวทั้ง สินค้าข้าว สามารถลดต้นทุน 19.58% ผลผลิตเพิ่ม 26.85% ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สามารถลดต้นทุน 26.22% ผลผลิตเพิ่ม 33.96% ปาล์มน้ำมัน สามารถลดต้นทุน 26.22% ผลผลิตเพิ่ม 33.96% กาแฟ สามารถลดต้นทุน 28.47% ผลผลิตเพิ่ม 32.5% ผัก/สมุนไพร สามารถลดต้นทุน 23.76% ผลผลิตเพิ่ม 36.48% เงาะโรงเรียน สามารถลดต้นทุน 19.79% ผลผลิตเพิ่ม 12.8%

ในปี 2561 กรมส่งเสริมการเกษตร ได้วางแผนการทำงานเป็น 4 ไตรมาส ซึ่งจะทำให้เห็นเป้าหมายชัดเจนมากขึ้น และจะต้องทำงานให้เกิดการบูรณาการ และการรับฟังความคิดเห็นของ คณะกรรมการแปลงใหญ่ ทุกระดับ เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาในระดับพื้นที่อย่างแท้จริง

นายเชิดชัย จิณะแสน ประธานคณะกรรมการเครือข่าย ศพก. ระดับประเทศ เปิดเผยว่า ผลสำเร็จที่ทำให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม คือ การเชื่อมโยงการดำเนินงานแปลงใหญ่ วางเป้าหมายในการพัฒนาร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การลดต้นทุน 20% การเพิ่มผลผลิต 20% ตามนโยบายยกกระดาษ A4 ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำหรับในปี 2561 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดเป้าหมายให้ “เป็นปีแห่งการสร้างความเข้มแข็งเครือข่าย ศพก.” เน้นการพัฒนาให้ ศพก. มีความพร้อม และสนับสนุน การดำเนินงาน แปลงใหญ่ พัฒนหลักสูตรการเรียนรู้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ศพก. อีกกว่า 10,523 ศูนย์ ให้สำเร็จไปพร้อมๆ กับการดำเนินการ ศพก. 882 ศูนย์ ได้

รักษ์เกษตร : ปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/302989

รักษ์เกษตร : ปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์

รักษ์เกษตร : ปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์

วันอังคาร ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบวิธีการปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ อย่างละเอียดเป็นขั้นตอนด้วยนะครับ (สุพจน์ อรุณสว่างวงศ์ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี)

คำตอบ เมื่อเกษตรกรเลือกพันธุ์หญ้าเลี้ยงสัตว์ที่ดีและมีคุณภาพได้แล้ว ต่อไปก็จะต้องเตรียมดิน เตรียมเมล็ดพันธุ์ และลงมือปลูก รวมทั้งดูแลรักษา เพื่อให้ได้ผลิตผลอย่างเต็มที่

การเตรียมดิน พืชอาหารสัตว์ เป็นพืชที่ต้องการแสงแดดในการเจริญเติบโตอย่างมาก ในแปลงปลูกหญ้า จึงต้องโค่นตัดต้นไม้ออกให้มากที่สุด แต่ควรเหลือต้นไม้ใหญ่ไว้เป็นร่มเงาแก่สัตว์ด้วย ประมาณ 1 ต้น ต่อพื้นที่ 5 ไร่ เมื่อโค่นแล้ว จะต้องเก็บออกพื้นที่หรือทำลายไม้ให้หมด

-ทำการไถและพรวนย่อยดินให้ละเอียด เพื่อให้เมล็ดหญ้าฝังตัวลงในดินได้สะดวก เมล็ดหญ้าบางพันธุ์ มีขนาดเล็ก ก้อนดินที่โตมากจะทับถมเมล็ดหญ้าลึกเกินไป ทำให้เมล็ดเน่าเสียหายได้ และการไถจะช่วยทำลายวัชพืชอีกด้วย

-การไถพรวนดิน ควรไถในช่วงต้นฤดูฝน เพราะดินไม่ชื้นมากเกินไป ถ้าเป็นช่วงฝนชุก จะทำให้เนื้อดินเสีย เป็นหลุมเป็นบ่อ และจับตัวแข็ง ไม่เหมาะกับการงอกของเมล็ดหญ้า

-พื้นที่ที่เป็นที่ลาดเท ควรไถตามแนวขวางของที่ลาดเท เพื่อป้องกันฝนชะล้างดิน ในกรณีพื้นที่ทุ่งหญ้ามีขนาดเล็ก เกษตรกรต้องใช้โคหรือกระบือไถเตรียมดิน จึงจะเหมาะกว่า

-ในพื้นที่เป็นดินเปรี้ยว เกษตรกร ควรขอคำแนะนำจากนักวิชาการด้านดิน เพื่อปรับปรุงดินให้เหมาะต่อการทำทุ่งหญ้า โดยเก็บตัวอย่างดิน ส่งไปวิเคราะห์ที่กรมพัฒนาที่ดิน

การเตรียมเมล็ดพันธุ์ ต้องเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ดี มีคุณภาพ มีอัตราความงอกสูง และมีสิ่งเจือปนน้อย เมล็ดพันธุ์ที่หมดระยะพักตัวแล้วของหญ้าบางพันธุ์ เช่น กินนี เฮมิล
บัฟเฟิล รูซี จะไม่งอก หรืองอกน้อยมาก เมล็ดที่ยังไม่สุกเต็มที่หลังเก็บเกี่ยว ต้องการรอพักตัวระยะหนึ่ง อาจนานถึง 8 เดือน หรืออาจใช้เมล็ดที่เก็บไว้ข้ามปี แต่ไม่เกินสองปี เมล็ดพืชในวงศ์ถั่วบางพันธุ์งอกช้า อาจทำให้งอกเร็วได้โดยการแช่น้ำร้อน ในกรณีถั่วฮามาตาเร่งได้โดยแช่น้ำร้อน 80 องศาเซสเซียส นาน 8 นาที แล้วนำออกผึ่งแดดให้แห้ง และเก็บไว้ปลูกเมื่อถึงเวลาต้องการ

การปลูกหญ้า ทำได้ 2 วิธี คือ ปลูกด้วยเมล็ด และปลูกด้วยหน่อ หญ้าบางพันธุ์ เช่น แพนโกลา ไม่ติดเมล็ด จำเป็นต้องใช้เถา หรือลำต้นปลูก โดยปลูกเมื่อดินมีความชื้นเพียงพอ มิฉะนั้นหน่อหรือท่อนหญ้าจะเหี่ยวตาย ในกรณีปลูกด้วยเมล็ด ต้องหว่านเมล็ดทันที เมื่อเตรียมดินเสร็จ หว่านเมล็ดรอฝนได้ ถ้าไถพรวนดินทิ้งไว้นานเกินไป วัชพืชจะงอกขึ้นคลุมพื้นที่ ก่อนที่เมล็ดหญ้าจะงอก เมื่อหว่านเมล็ดแล้ว ควรใช้คราดเกลี่ยดินกลบบางๆ จะช่วยให้เมล็ดหญ้าฝังในดิน เหมาะต่อการงอก และป้องกันนกจิกกิน ถ้าเป็นที่ดินแปลงใหญ่ ต้องปลูกโดยใช้เครื่องหยอดเมล็ด เครื่องจะหยอดเมล็ด และเกลี่ยดินกลบโดยอัตโนมัติ และถ้าปลูกทุ่งหญ้าสำหรับให้สัตว์แทะเล็ม ควรปลูกหญ้าผสมถั่วเสมอ ถั่วจะเป็นแหล่งอาหารโปรตีนของสัตว์ และยังช่วยทำให้คุณภาพแปลงหญ้าดีขึ้น และช่วยบำรุงดินด้วย

การดูแลแปลงหญ้า

-ในระยะเริ่มปลูก หากเมล็ดงอกน้อย ให้รีบปลูกซ่อมโดยเร็ว จะช่วยให้หญ้าขึ้นเต็มแปลง หมั่นกำจัดวัชพืช วัชพืชบางชนิดโตเร็ว ต้นหญ้าจะโตช้ากว่า ไม่ควรปล่อยโคแทะเล็มขณะต้นหญ้ายังอ่อน แต่ควรปล่อยไว้ 80 วัน หลังจากงอก เพื่อให้ต้นหญ้าแข็งแรง ระบบรากเจริญดี

-การให้ปุ๋ย ให้ใช้ปุ๋ยผสมไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม โดยเลือกสูตรให้เหมาะกับสภาพดิน ดินบางแห่งอาจต้องการธาตุฟอสฟอรัสมาก ดินบางแห่งอาจต้องการโพแทสเซียมมาก แต่หลังจากการตัดหรือปล่อยโคแทะเล็มแล้ว 2 ครั้ง ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจน เช่น ยูเรีย เพื่อบำรุงใบ เมื่อถูกตัดหรือแทะเล็ม ก็จะแตกหน่อใหม่อีก และต้องการปุ๋ยบำรุงอยู่เสมอ

ที่สำคัญ ในการเลือกซื้อเมล็ดพันธุ์ ควรซื้อเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดี สะอาด เมล็ดพันธุ์ใหม่ มีความงอกสูง เมล็ดพันธุ์จะมีขายในเดือนมีนาคม-เมษายน โดยเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ในที่แห้ง และไม่ถูกแสงแดดหรือความร้อน ควรซื้อเมล็ดพันธุ์หญ้าและถั่ว ผ่านกลุ่มเกษตรกรที่ท่านเป็นสมาชิกอยู่ หรือซื้อโดยตรงจากหน่วยงานกรมปศุสัตว์ในพื้นที่ หรือเกษตรกรที่ผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อขายโดยตรง

 

นาย รัตวิ