หน่วยธุรกิจตลาด กยท.บุกอีสาน ซื้อยางก้อนถ้วยเพิ่มรายได้ชาวสวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/303963

หน่วยธุรกิจตลาด กยท.บุกอีสาน  ซื้อยางก้อนถ้วยเพิ่มรายได้ชาวสวน

หน่วยธุรกิจตลาด กยท.บุกอีสาน ซื้อยางก้อนถ้วยเพิ่มรายได้ชาวสวน

วันเสาร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 15.38 น.

18 พ.ย.60 นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทยด้านบริหาร ในฐานะผู้จัดการหน่วยธุรกิจ กล่าวว่า เพื่อแก้ปัญหาราคายางที่ตกต่ำที่ผ่านมาเบื้องต้นหน่วยธุรกิจตลาด (BU) ของการยางแห่งประเทศไทย เข้าประมูลซื้อยางก้อนถ้วยที่ตลาดกลางยางพาราหนองคาย เพื่อสร้างความเป็นธรรมตามคุณภาพ น้ำหนักและราคา และยกระดับรายได้ของเกษตรกร สถาบันเกษตรชาวสวนยาง คาดว่าเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 3-5 บาทต่อเนื้อยางแห้ง 1 กก.โดยเริ่มเข้าดำเนินการในตลาดกลางยางพาราจังหวัดหนองคาย ซึ่งเปิดให้บริการซื้อขายผลผลิตยางแผ่นดิบและยางก้อนถ้วยครอบคลุมพื้นที่ 10 จังหวัดในภาคอีสาน ได้แก่ หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี หนองบัวลำภู เลย สกลนคร นครพนม ขอนแก่น กาฬสินธุ์ และมุกดาหาร

ปีที่ผ่านมา ตลาดกลางแห่งนี้ มีปริมาณยางแผ่นดิบและยางแผ่นรมควัน 180,474 กก./ปี และเริ่มลดลง เนื่องจาก ชาวสวนยางในพื้นที่อีสานกว่า 99 % นิยมขายวัตถุดิบในรูปแบบยางก้อนถ้วย โดยในปี 2559 และ 2560 มีปริมาณยางก้อนถ้วยเข้าสู่ตลาด 961,156 และ 878,023 กก. ตามลำดับ จึงได้มีการพัฒนาตลาดให้รองรับการซื้อขายยางก้อนถ้วย แต่ที่ผ่านมา เกษตรกร สถาบันเกษตรกรยังคงประสบกับปัญหาเรื่องความเป็นธรรมของราคา ฉะนั้น หน่วยธุรกิจตลาด (BU) จึงเห็นว่า เพื่อให้การซื้อขายประมูลยางก้อนถ้วยเกิดความเป็นธรรม ตามคุณภาพ และน้ำหนักจริง จึงได้เข้าซื้อยางก้อนถ้วยในฐานะผู้ซื้อรายหนึ่ง แต่จะรับซื้อในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมกับคุณภาพยางที่เกษตรกรนำมาขาย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นให้เกษตรกรหันมาทำยางคุณภาพดี ตามมาตรฐาน GAP เพิ่มมูลค่ายางก้อนถ้วย และเพิ่มการต่อรองราคาในตลาดได้

อย่างไรก็ตาม เพื่อยกระดับราคายางตลาดกลางยางพารา จะเป็นทางเลือกของเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางในการขายยาง โดยมีราคาที่เป็นธรรมในการซื้อขายจริง และสามารถเป็นราคาอ้างอิงในท้องถิ่นได้ เน้นซื้อขายผลผลิตที่มีคุณภาพเพื่อให้ได้ราคาที่ดี และเป็นไปตามมาตรฐานความต้องการของตลาด ปริมาณยางก้อนถ้วยที่เข้าตลาดกลางยางพาราหนองคาย เฉลี่ยรอบละ 80 ตัน คาดว่า การเข้าประมูลยางก้อนถ้วยตลาดกลางยางพาราหนองคายของหน่วยธุรกิจ ไม่เพียงแต่ผลักดันคุณภาพผลผลิตเท่านั้น แต่จะช่วยชี้นำให้เกิดความเป็นธรรมตามคุณภาพ น้ำหนักและราคาด้วย

ด้านนายวิชิต ขันติยู เกษตรกรอำเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย กล่าวว่า ได้นำผลผลิตมาขายที่ตลาดกลาง ตั้งแต่เริ่มเปิดตลาดเมื่อปี 2558 ซึ่งที่ตลาดกลาง ตาชั่งแน่นอน มีการคัดชั้นเกรดยาง เปิดโอกาสให้พ่อค้าซื้อแข่งขันกัน เพื่อให้ได้ราคาที่ดีกับเกษตรกรผู้ขาย เป็นโอกาสที่ดีมากที่ทางภาครัฐ ให้ความสำคัญการซื้อขาย ซึ่งจะสร้างความเป็นธรรม ให้เกษตรกรที่ผลิตยางก้อนถ้วยคุณภาพดีมีรายได้ที่สูงขึ้น

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรบ้านสร้าง จำกัด ส่งเสริมสมาชิกเลี้ยงกุ้งร่วมกับปลานิล สร้างรายได้ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/303588

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรบ้านสร้าง จำกัด ส่งเสริมสมาชิกเลี้ยงกุ้งร่วมกับปลานิล สร้างรายได้ยั่งยืน

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรบ้านสร้าง จำกัด ส่งเสริมสมาชิกเลี้ยงกุ้งร่วมกับปลานิล สร้างรายได้ยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เดิมสมาชิกของสหกรณ์การเกษตรบ้านสร้าง จำกัด อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี ประกอบอาชีพทำนาเป็นอาชีพหลัก แต่เนื่องจากสภาพพื้นที่เพาะปลูกไม่เหมาะสมประกอบกับต้นทุนปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น อีกทั้งราคาข้าวยังมีความผันผวนตลอดเวลา สหกรณ์การเกษตรบ้านสร้าง จำกัด จึงได้นำกระบวนการสหกรณ์มาผนวกกับนโยบายของรัฐบาล ส่งเสริมให้สมาชิกปรับเปลี่ยนจากการประกอบอาชีพทำนามาเป็นการเลี้ยงพันธุ์สัตว์น้ำแทนเนื่องจากสภาพพื้นที่มีความเหมาะสมมากกว่า

นายสุรพล วงศ์พันธ์เสือ ประธานกรรมการ สหกรณ์การเกษตรบ้านสร้าง จำกัด กล่าวว่า การเลี้ยงปลานิลร่วมกับกุ้งนั้น เริ่มมาจากระยะแรกสหกรณ์ส่งเสริมให้สมาชิกทำบ่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากเกิดโรคระบาด ต่อมาสมาชิกสหกรณ์ที่ลงทุนทำบ่อกุ้งไปแล้ว จึงพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส นำพันธุ์ปลานิลมาปล่อยในบ่อกุ้ง เพื่อทำเป็นบ่อปลา ปรากฏว่าสามารถจับได้ทั้งปลานิลและกุ้งขึ้นมาจำหน่าย สร้างรายได้ให้กับสมาชิกเป็นอย่างดี จากนั้นสหกรณ์จึงประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ความรู้ ขยายผลไปสู่สมาชิกรายอื่นๆ พร้อมกับรับนโยบายรัฐเข้ามาบูราณาการเกิดเป็นโครงการแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ปลานิลร่วมกับกุ้ง โดยคัดเลือกสมาชิกที่มีความพร้อมเข้าร่วมโครงการ จำนวน 15 ราย เนื้อที่ 548 ไร่

สำหรับผลที่ได้รับจากการเลี้ยงปลานิลร่วมกับกุ้งนั้น สามารถสร้างรายได้ดีกว่าการเลี้ยงกุ้งหรือเลี้ยงปลานิลเพียงอย่างเดียว โดยสหกรณ์ได้ส่งเสริมให้สมาชิกเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม ซึ่งระหว่างรอปลานิลเจริญเติบโตได้ขนาด ก็สามารถเลี้ยงกุ้งได้ถึง 3 รอบ เพราะกุ้งใช้ระยะเวลา 3 เดือนก็สามารถจับขายได้ สมาชิกลงทุนเฉพาะซื้อลูกพันธุ์กุ้ง จำนวน 30,000 ตัว ต้นทุนอยู่ที่ 1,050 บาทต่อการเลี้ยง 1 รอบ สามารถจับกุ้งได้ประมาณ 80-90 กิโลกรัม จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 100 บาท สร้างรายได้ 8,000-9,000 บาท ซึ่งใน 1 ปี สมาชิกจะมีรายได้หักต้นทุนแล้ว 20,850-23,850 บาท และรายได้จากปลานิล หากเลี้ยงในบ่อขนาด 10 ไร่ จะมีรายได้ประมาณ 140,000-160,000 บาท รวมแล้วสมาชิกจะมีรายได้เกือบ 200,000 บาทต่อปีเลยทีเดียว

ด้านนายสันติ ชูศรี สมาชิกสหกรณ์การเกษตรบ่อสร้าง จำกัด กล่าวว่า เมื่อก่อนเลี้ยงปลาอย่างเดียว ซึ่งใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงค่อนข้างนานกว่าจะจับขายได้ ส่งผลให้มีต้นทุนสูง แต่หลังจากนำกุ้งมาเลี้ยงร่วมด้วย ทำให้มีรายได้จากการขายกุ้ง ระหว่างรอปลานิลโตได้ขนาดจนจับขายได้ และหลังจากที่ได้มาเข้าร่วมโครงการเกษตรแปลงใหญ่ ทางสหกรณ์ก็มีทุนมาช่วยเหลือสมาชิก ในรูปแบบของการให้สมาชิกซื้ออาหารเงินเชื่อได้ ทำให้ไม่ต้องไปหากู้เงินจากที่อื่นมาซื้ออาหาร ลดปัญหาหนี้สิน ส่งผลให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ระบบสหกรณ์ถือเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยฟื้นฟูและยกระดับคุณภาพชีวิตของสมาชิกให้ดีขึ้น เพียงแค่สมาชิกมีความมุ่งมั่นและตั้งใจ ดำเนินงานตามแนวทางของสหกรณ์ ซึ่งสหกรณ์จะคอยเป็นพี่เลี้ยงเคียงข้างสมาชิก เพื่อสร้างอาชีพและสร้างรายได้ที่ยั่งยืนสู่สมาชิกต่อไป

ขยายผลแผนส่งเสริมผลิต-ตลาดข้าว ‘บิ๊กฉัตร’สั่งเร่งเดินหน้า จับตาเข้มชาวนาแห่ปลูกรอบสอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/303586

x

ขยายผลแผนส่งเสริมผลิต-ตลาดข้าว ‘บิ๊กฉัตร’สั่งเร่งเดินหน้า จับตาเข้มชาวนาแห่ปลูกรอบสอง

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ผลการส่งเสริมพื้นที่เพาะปลูกข้าว ปี 2560/61 รอบที่ 1 พบว่า จากแผนการผลิตข้าวหอมมะลิ 8.07 ล้านตันข้าวเปลือก ผลผลิตอยู่ที่ 7.16 ล้านตันข้าวเปลือก ต่ำกว่าแผน 11% ส่วนข้าวเหนียวจากแผนการผลิต 5.87 ล้านตันข้าวเปลือก ผลผลิตอยู่ที่ 5.73 ล้านตันข้าวเปลือก ต่ำกว่าแผน 2% และขณะนี้ใกล้จะปลูกข้าวรอบ 2 แล้ว รวมทั้งมีปริมาณน้ำดี ทำให้มีพื้นที่ที่มีความพร้อมสำหรับการเพาะปลูกมีมาก อาจทำให้ผลผลิตข้าวออกมาเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ จึงได้ให้เกี่ยวข้องร่วมบูรณาการการดำเนินงานให้สอดคล้องกับแผนการผลิตข้าวครบวงจร

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานตามแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปี 2560 มีเป้าหมาย คือ 1) อุปทานสมดุลกับอุปสงค์ 2) การผลิตข้าวมีประสิทธิภาพสูงขึ้น สินค้าข้าวมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ชาวนาเป็น Smart Farmer เพิ่มขึ้น 3) อุปทานส่วนเกินถูกดึงออกจากตลาด ไม่ต่ำกว่าปีละ 12.50 ล้านตันข้าวเปลือก และ 4) ส่งออกข้าวได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 10 ล้านตันข้าวสาร ราคาข้าวเปลือกมีเสถียรภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปีนี้มีน้ำมาก อาจจะต้องอาจจะต้องมีการปรับลดรอบการปลูกสอดคล้องกับแผนที่กระทรวงเกษตรฯ เตรียมไว้ เช่น การควบคุมปริมาณการผลิตข้าว โดยปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกข้าวไปปลูกพืชอื่น พืชอาหารสัตว์ ฯลฯ ส่วนผลการดำเนินงานในปี 2560 ประกอบไปด้วย 1. โครงการระบบส่งเสริมการทำนาแปลงใหญ่ 1,172 แปลง เกษตรกร 126,497 ราย พื้นที่ 1,806,579 ไร่ ประกอบด้วย แปลงต่อเนื่อง 380 แปลง เกษตรกร 63,986 ราย พื้นที่ 950,273 ไร่ และแปลงใหม่ 792 แปลง เกษตรกร62,511 ราย พื้นที่ 856,306 ไร่ 2.โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ ปี 2560 มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 1,242 กลุ่ม 28,638 ราย พื้นที่ 300,729.37 ไร่ ใน 54 จังหวัด และ 3.โครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ครบวงจร ผลการดำเนินงานรวม 275 กลุ่ม ปริมาณ 40,640 ตัน

สภาเกษตรกรขยายผลร่วมมือ พัฒนา‘นวัตกรรมการเกษตร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/303585

x

สภาเกษตรกรขยายผลร่วมมือ พัฒนา‘นวัตกรรมการเกษตร’

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ร่วมขับเคลื่อนแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมร่วมกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ ในโครงการพัฒนาเกษตรกรด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งในปีงบประมาณ 2560 ที่ผ่านมา กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯได้ส่งนักวิจัยเข้ามาช่วยหลายเรื่อง โดยมีหน่วยงานหลัก คือ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สสนก. มุ่งเรื่องการจัดการน้ำ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย(วว.) ที่มุ่งเรื่องการนำงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ไปพัฒนาการผลิต การแปรรูป สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.) รวมทั้งสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งผลการดำเนินงานเป็นไปอย่างดียิ่ง ดังนั้นจึงจะมีการขยายผลความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องในปี 2561 โดยให้ครอบคลุมการวิจัยไปถึงการผลิตในสาขาต่างๆ ทั้งพืชและปศุสัตว์ โดยเน้นการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม

นายเสน่ห์ วิชัยวงษ์ รองเลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า 2560 สภาเกษตรกรฯได้ร่วมกับ สสนก.จัดตั้งศูนย์น้ำใน 20 จังหวัด ซึ่งสามารถแจ้งข้อมูลข่าวสารด้านน้ำและสภาพภูมิอากาศถึงเกษตรกรในระดับหมู่บ้าน ซึ่งมีประโยชน์ในการวางแผนการผลิตได้ดี สำหรับด้านงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ได้ร่วมมือกับ วว. ดำเนินการใน 3 กิจกรรม คือ เกษตรกรไฮเทค, การสร้างผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร และสร้างชุมชนเกษตรนวัตกรรม ผลงานที่เห็นเด่นชัดคือ การพัฒนาให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านโนนใน อ.ลานกระบือ จ.กำแพงเพชร ลดต้นทุนการแปรรูปกล้วย โดยใช้เตาชีวมวลประสิทธิภาพสูงทดแทนแก๊สหุงต้ม สามารถลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงได้ 7,200 บาทต่อเดือน ซึ่งในปี 2561 จะได้ร่วมมือกับ วว. ในการขยายผลการดำเนินโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น การสร้างเกษตรกรไฮเทค 100,000 ราย การสร้างผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร 15,000 ราย สร้างชุมชนเกษตรนวัตกรรม 235 ชุมชน

เลาะรั้วเกษตร : พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/303584

281225166

เลาะรั้วเกษตร : พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ช่วงนี้เปิดเว็บไซต์ของกรมวิชาการเกษตร จะพบแบนเนอร์ เกี่ยวกับ ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช ที่กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นจนถึงวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้….คงจำกันได้ว่า เมื่อสัก 1 เดือนที่ผ่านมา บรรดาเอ็นจีโอทั้งหลายต่างพากันคัดค้านการแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช โดยชูประเด็นว่าเกษตรกรที่ซื้อพันธุ์พืชมาจากบริษัท ถ้าปลูกแล้วและเก็บพันธุ์นั้นไปปลูกต่อเหมือนอย่างที่เคยทำๆ กันมานั้น เกษตรกรอาจจะมีความผิดได้รับโทษถึงจำคุก

นอกจากนี้ยังมีการพาดพิงไปถึงว่า การแก้ไข พ.ร.บ.ครั้งนี้ เป็นไปเพื่อเอาใจสหรัฐอเมริกา และเพื่อประโยชน์ของบริษัทเมล็ดพันธุ์พืชยักษ์ใหญ่…..ช่างคิดจริง…….

เมื่อกระแสต้านแรง กรมวิชาการเกษตรไม่ทันตั้งตัว ไม่ได้เตรียมข้อมูลที่จะตอบโต้เอ็นจีโอผู้คัดค้าน อธิบดีกรมวิชาการเกษตร สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ จึงตัดสินใจชะลอเรื่องนี้ และเปิดโอกาสให้สาธารณชนแสดงความคิดเห็น ทั้งๆ ที่การแก้กฎหมายครั้งนี้ได้ผ่านขั้นตอนนี้ไปแล้ว….

อย่างไรก็ตาม ยังพอมีเวลาสำหรับท่านที่สนใจจะแสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางต่างๆ ที่ระบุไว้ที่แบนเนอร์ดังกล่าวข้างต้น ทั้งเว็บไซต์ของกรมวิชาการเกษตร www.doa.go.th อี-เมลของสำนักคุ้มครองพันธุ์พืช pvpo@doa.in.th โทรศัพท์หมายเลข 0-2940-7214 จดหมายส่งถึง สำนักคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร ถ.พหลโยธิน เขตจตุจักร กทม.10900 หรือท่านที่อยู่ต่างจังหวัดจะยื่นเอกสารด้วยตนเองก็ได้ที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขต หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร ที่มีในจังหวัดของท่านก็ได้

ในแบนเนอร์นั้นระบุว่า “ทุกความคิดเห็นมีความสำคัญจะถูกนำมาประมวลอีกครั้งหนึ่ง” แต่ไม่ได้บอกว่าประมวลแล้วจะนำไปปรับปรุงแก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรอีกหรือไม่ หรือเป็นเพียงการยื้อเวลาให้ความแรงของกระแสการคัดค้านบรรเทาลง และกรมวิชาการเกษตรได้ตั้งหลักอย่างมั่นคง

ช่วงที่เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นนี้ ก็ได้รับข้อความจากไลน์ของคนที่เคารพนับถือ ซึ่งก็คงแชร์ต่อๆ กันมา แต่เห็นว่าเป็นความคิดเห็นที่น่าสนใจ และคนที่แสดงความคิดเห็นก็ไม่ใช่อื่นไกล มีชื่อว่า อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ…อดีตเลขาธิการ ส.ป.ก. ที่เคยโกนศีรษะประท้วงความไม่ถูกต้องมาแล้ว แต่มาเกษียณอายุราชการที่ตำแหน่งอธิบดีกรมวิชาการเกษตร หน่วยงานที่ดูแล พ.ร.บ. ฉบับนี้นั่นเอง

สิ่งที่อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตรยืนยัน คือ ข้าราชการกรมวิชาการเกษตรที่เกี่ยวข้อง ต่างมองประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นสำคัญ ไม่มีผลประโยชน์จากบริษัทต่างๆ อย่างที่ถูกกล่าวหา ไม่มีเลศนัยที่จะแอบเข้าเป็นภาคีในอนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ หรือ UPOV เพราะเป็นไปไม่ได้ที่เรื่องการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศใดๆ จะไม่ผ่านรัฐสภา

ต่อประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันหนักและว่ากันไปต่างๆ นานา คือ เรื่อง สิทธิของเกษตรกร เมื่อซื้อพันธุ์พืชไปปลูกแล้วจะสามารถเก็บพันธุ์นั้นไปปลูกต่อในปีต่อๆ ไปได้หรือไม่ ความคิดเห็นของอดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ คือ ถ้าเป็นพันธุ์พืชทั่วไปที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่พันธุ์พืชที่พัฒนาปรับปรุงขึ้นมาใหม่ และนำไปจดทะเบียนคุ้มครอง เกษตรกรสามารถเก็บไปปลูก ขาย หรือแจกจ่ายได้กฎหมายไม่ได้ห้ามไว้สำหรับพันธุ์พืชทั่วไป

แต่ถ้าเป็นพันธุ์พืชใหม่ที่จดทะเบียน คุ้มครองแล้ว ในมาตร 35 วรรคหนึ่ง ของ พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ระบุว่า ถ้าซื้อมาอย่างถูกต้องก็สามารถเก็บไปปลูกต่อได้ ผลผลิตก็สามารถนำไปขายได้ แต่ต้องไม่กระทำการใดๆ ให้เข้าข่ายว่าเป็นการปลูกเพื่อขยายพันธุ์ หรือ ปลูกเพื่อขายต่อเป็นเมล็ดพันธุ์ ไม่ใช่เมล็ดเพื่อการบริโภค

ส่วนประเด็นที่ว่า มีการแก้ไขขยายการผูกขาดให้กับบริษัทเมล็ดพันธุ์ยักษ์ใหญ่นั้น เป็นการขยายเวลาการคุ้มครองให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เหมือนอย่างที่ประเทศอื่น ๆ เขาทำกัน มีการเพิ่มการคุ้มครองไปถึงผลผลิตและผลิตภัณฑ์ก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ให้กับเจ้าของพันธุ์จริงๆ ในกรณีที่ได้ผลผลิตจากพันธุ์ที่ลักลอบมาปลูก หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากผลผลิตที่มาจากพันธุ์ที่ลักลอบมา…ประเด็นนี้น่าจะมีประโยชน์ต่อผู้ที่เป็นเจ้าของพันธุ์ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดา บริษัทเล็ก หรือบริษัทยักษ์ใหญ่เพียงไร

ยังมีอีกหลายประเด็นที่เอ็นจีโอเห็นแย้งกับร่างที่แก้ไข และท่านอดิศักดิ์ ได้ให้ความเห็นไว้…..ยังเหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะครบกำหนดของ
การเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นแล้ว ไว้รอดูว่ากรมวิชาการเกษตรจะทำอย่างไรกับข้อคิดเห็นดังกล่าว

แว่นขยาย

เร่งพัฒนาแหล่งน้ำเขตศก.พิเศษตาก กรมชลวางแผนผุดอ่างเก็บน้ำเพิ่มความมั่นคง3แห่งรวด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/303587

x

เร่งพัฒนาแหล่งน้ำเขตศก.พิเศษตาก กรมชลวางแผนผุดอ่างเก็บน้ำเพิ่มความมั่นคง3แห่งรวด

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้ศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) การพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อรองรับพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตาก โดยมีพื้นที่การศึกษาครอบคลุม 21 ตำบล 5 อำเภอของ จ.ตาก คือ แม่ระมาด แม่สอด พบพระ วังเจ้า และ อ.เมือง โดยการศึกษาครั้งนี้ กรมชลประทานได้คัดเลือกโครงการที่มีความสำคัญในระดับต้นและมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการจำนวน 3 โครงการ ได้แก่

โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ละเมาตอนกลาง-บ้านห้วยยะอุ ตัวเขื่อนจะสร้างกั้นห้วยแม่ละเมา สาขาของแม่น้ำเมยที่บ้านห้วยยะอุ ตำบลด่านแม่ละเมา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เป็นอ่างฯขนาดกลางมีความจุในระดับกักเก็บสูงสุด 85.285 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) โดยปริมาณฝนเฉลี่ยในพื้นที่ลุ่มน้ำ 1,463 มม./ปี และมีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ย 314.136 ล้าน ลบ.ม./ปี เมื่อแล้วเสร็จจะสามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานได้ 70,000 ไร่ ส่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค 21 ล้าน ลบ.ม./ปี และรักษานิเวศน์ลำน้ำ 3.245 ลบ.ม./วินาที ใช้งบการก่อสร้างประมาณ 1,415 ล้านบาท พื้นที่อ่างเก็บน้ำและพื้นที่หัวงานตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกพาเจริญ จะต้องดำเนินการศึกษา EIA

โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยอุ้มเปี้ยมตอนบน ตัวเขื่อนสร้างกั้นห้วยอุ้มเปี้ยม ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของห้วยแม่ละเมา ที่หมู่ 2 บ้านแม่ละเมา ตำบลคีรีราษฎร์ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก เป็นอ่างฯขนาดกลาง มีความจุในระดับกักเก็บสูงสุด 84.07 ล้าน ลบ.ม. โดยมีปริมาณฝนเฉลี่ยในพื้นที่ลุ่มน้ำ 1,407 มม./ปี และปริมาณน้ำท่าเฉลี่ย 82.17 ล้าน ลบ.ม./ปี เมื่อแล้วเสร็จ จะสามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทาน 38,000 ไร่ ส่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค 600,000ลบ.ม./ปี และรักษานิเวศลำน้ำ 0.50 ลบ.ม./วินาที ใช้งบในการก่อสร้างประมาณ 5,084 ล้านบาท พื้นที่อ่างเก็บน้ำและพื้นที่หัวงานตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกพาเจริญ จะต้องดำเนินการศึกษา EIA เช่นเดียวกัน

และโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่กึ๊ดหลวงตอนบน ตัวเขื่อนสร้างกั้นห้วยแม่กึ๊ดหลวง ลำน้ำสาขาของห้วยแม่ละเมา ที่หมู่ 12 บ้านใหม่พัฒนา ตำบลแม่กาษา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เป็นอ่างฯขนาดกลาง มีความจุในระดับกักเก็บสูงสุด 2.445 ล้าน ลบ.ม. โดยมีปริมาณฝนเฉลี่ยในพื้นที่ลุ่มน้ำ 1,463 มม./ปี และปริมาณน้ำท่าเฉลี่ย 4.64 ล้าน ลบ.ม./ปี เมื่อแล้วเสร็จ จะสามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทาน 3,000 ไร่ ส่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค 76,030 ลบ.ม./ปี และรักษานิเวศลำน้ำ 0.075 ลบ.ม./วินาที ใช้งบในการก่อสร้างประมาณ 268 ล้านบาท โดยพื้นที่อ่างเก็บน้ำและพื้นที่หัวงานตั้งอยู่ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าละเมา

เก็บไม่ทันขาย-รายได้งาม! ‘หลินจือแดง’บ้านเกาะใหญ่ ออร์เดอร์ล้นเกินปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/303670

เก็บไม่ทันขาย-รายได้งาม! 'หลินจือแดง'บ้านเกาะใหญ่ ออร์เดอร์ล้นเกินปีใหม่

เก็บไม่ทันขาย-รายได้งาม! ‘หลินจือแดง’บ้านเกาะใหญ่ ออร์เดอร์ล้นเกินปีใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 20.52 น.

เกษตรกรเพาะเห็ดหลินจือแดงบ้านเกาะใหญ่ อ.กระแสสินธุ์ จ.สงขลา ได้พัฒนาเห็ดหลินจือแดงไปอีกขั้น โดยนำเห็ดหลินจือแดงสดที่ตากแห้งส่งให้ มอ.หาดใหญ่ตรวจเพื่อยื่นเรื่องขอ อย. จากสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา  เป็นการรับรองคุณภาพมาตรฐานและปลอดภัย เชื่อถือได้ ในขณะเดียวกันยอดจองเห็ดหลินจือแดงช่วงเทศกาลปีใหม่พุ่ง เพราะขายดีแบบหั่นไม่ทัน เห็ดตากแห้งจะขายหมดรอบต่อรอบ

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 ที่ฟาร์มเห็ดบุหลัน หมู่ที่ 7 ต.เกาะใหญ่ อ.กระแสสินธุ์ จ.สงขลา ของนางนิตยา เพชรรัตน์ เกษตรกรชาวเกาะใหญ่ อ.กระแสสินธุ์ ที่เพาะเห็ดหลินจือแดงและได้จดทะเบียนเห็ดหลินจือแดงเป็นสินค้าโอทอปของอำเภอกระแสสินธุ์ไปเรียบร้อยแล้ว ในวันนี้เป็นวันแรกของการเก็บเห็ดหลินจือแดงรอบแรกวันแรก ซึ่งเป็นโรงเพาะเห็ดหลินจือแดงโรงเล็กทั้งหมด 3,000 ก้อน ส่วนโรงใหญ่อีก 4 โรงเห็ดกำลังออกดอกและจะทยอยเก็บหลังจากเก็บโรงเล็กหมดแล้ว

ขณะเดียวกัน ทางเกษตรกรเพาะเห็ดหลินจือแดงบ้านเกาะใหญ่ อ.กระแสสินธุ์ จ.สงขลา ได้นำเห็ดหลินจือแดงสดที่ตากแห้งส่งให้ มอ.หาดใหญ่ตรวจเพื่อยื่นเรื่องขอ อย. จากสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยาเพื่อเป็นการรับรองคุณภาพมาตรฐานและปลอดภัย เชื่อถือได้

สำหรับเห็ดหลินจือแดง  3,000 ก้อน ชุดที่เริ่มเก็บรอบแรกในวันนี้จะสามารถทำเงินได้ต่อรุ่นประมาณ 60,000 บาท ส่วนกระบวนการแปรรูปหลังจากเก็บเห็ดแล้วก็จะนำไปตัดเป็นชิ้นๆแล้วนำไปตากแดดให้แห้งสนิท 3 แดด หรือ 3 วันเพื่อให้แห้งสนิทแล้วนำไปเข้าตู้อบฆ่าเชื้อ แล้วใส่ถุงนำมาขายถุงละ 100 บาท ถ้าหากจะซื้อเป็นขนาดห่อละ1 กิโลกรัม  ราคาอยู่ที่ 2,500 บาท และเห็ดที่ผลิตเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมากและขายดีแบบหั่นไม่ทัน เห็ดตากแห้งจะขายหมดรอบต่อรอบ โดยมีการสั่งจองล่วงหน้าจากลูกค้าทั่วประเทศ

นางนิตยา เพชรรัตน์ กล่าวว่า เริ่มลงเห็ดหลินจือแดงเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2560 และเก็บเกี่ยวเห็ดวันนี้รอบแรกวันแรกเห็ดสวยมาก สปอร์เยอะ เพราะว่าอายุเก็บเกี่ยวผ่านมา 2 – 3 วันแล้วแต่ไม่ได้เก็บเพราะเจ้าของเป็นไข้ จึงร่นมาเก็บในวันนี้อีกทั้งช่วงนี้อากาศเย็นฝนตกทำให้สปอร์หนามาก โรงเพาะเห็ดหลินจือแดงโรงนี้เป็นโรงเล็กทั้งหมด 3,000 ก้อน ส่วนโรงเพาะเห็ดอีก 4 โรง ก็เยอะ ฝากถึงลูกค้าทุกคนด้วยฝากขอบคุณด้วย ใครต้องการจะสั่งซื้อก็สั่งเข้ามาได้เลย  โดยยืนยันเรายังเน้นในเรื่องของคุณภาพเหมือนเดิม

ยังมีอีกเรื่องก็คือได้นำเห็ดหลินจือแดง บ้านเกาะใหญ่ของฟาร์มเห็ดบุหลันไปตรวจที่ มอ.หาดใหญ่ เพื่อขอ อย. เห็ดหลินจือแดง บ้านเกาะใหญ่ คาดว่าน่าจะมีข่าวดีเร็วๆนี้ ในส่วนของการสั่งจองเห็ดในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2561 มีลูกค้าสั่งเข้าเยอะจนตากไม่ทัน ของเราไม่มีค้างสต๊อค ไม่ต้องกลัวว่าจะมีเห็ดตกค้าง เพราะเมื่อเห็ดตากแห้งจะขายหมด และขายดีแบบหั่นไม่ทัน ขายดีมากๆ

แจงสี่เบี้ย : สหกรณ์การเกษตรย่านตาขาว จำกัด พลิกวิกฤติด้วยวิถีสหกรณ์ สร้างชุมชนเข้มแข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/303387

227832

แจงสี่เบี้ย : สหกรณ์การเกษตรย่านตาขาว จำกัด พลิกวิกฤติด้วยวิถีสหกรณ์ สร้างชุมชนเข้มแข็ง

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรย่านตาขาว จำกัด จังหวัดตรัง เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของสหกรณ์ที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาตนเองด้วยวิถีสหกรณ์ จนสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่เคยวิกฤติ และรับการคัดเลือกให้เป็นสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2560 โดย สหกรณ์การเกษตรย่านตาขาว จำกัด มีสำนักงานตั้งอยู่ที่ตำบลย่านตาขาว อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรังจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2514 โดยการควบสหกรณ์หาทุนเดิม จำนวน 10 สหกรณ์ในพื้นที่ มีสมาชิกแรกตั้ง 129 คน สมาชิกปัจจุบันมีจำนวน 5,637 คน ในรอบสามปีบัญชีที่ผ่านมาสหกรณ์สามารถบริหารและจัดการจนทำให้สหกรณ์ประสบผลสำเร็จและมีผลการดำเนินงานกำไรต่อเนื่องทุกปี

อย่างไรก็ตาม เมื่อปี 2528 สหกรณ์การเกษตรย่านตาขาว จำกัด เคยประสบปัญหาในการดำเนินงานที่ล้มเหลว ทำให้สหกรณ์อ่อนแอถึงที่สุด ความภักดีและความศรัทธาของสมาชิกที่มีต่อสหกรณ์ในขณะนั้นลดลง ส่งผลให้สมาชิกลาออกเป็นจำนวนมากจนเกือบหมด ต่อมาในปี 2529 สหกรณ์ได้ร่วมแก้ปัญหาด้วยการประชุมหารือผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ในที่สุดก็สามารถแก้ปัญหาจนแล้วเสร็จ ด้วยการให้ความสำคัญต่อสมาชิกเป็นอันดับแรก เปิดโอกาสให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารสหกรณ์อย่างเสมอภาคและควบคุมการใช้เงินทุนของสหกรณ์ฯ ตามหลักการสหกรณ์ ซึ่งจากการดำเนินงานของสหกรณ์ฯ ที่อยู่บนพื้นฐานการช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีความรับผิดชอบ มีความเป็นประชาธิปไตย และมีความเป็นเอกภาพ ทำให้สมาชิกเกิดความศรัทธาต่อสหกรณ์ และนำพาให้สหกรณ์การเกษตรย่านตาขาว จำกัด ให้ก้าวข้ามผ่านสิ่งต่างๆ มามากมาย รวมถึงพัฒนาคนของสหกรณ์ทั้งด้านความคิดและจิตใจ พัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรสมาชิกให้มีความอยู่ดีกินดี จนกลายมาเป็นศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์ที่มีกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ กิจกรรมเรียนรู้การรวบรวมและแปรรูปผลผลิตยางพารา กิจกรรมเรียนรู้จัดหาสินค้ามาจำหน่าย ศูนย์กระจายสินค้า CDC กิจกรรมเรียนรู้การเป็นแหล่งเงินทุนให้แก่สมาชิก กิจกรรมเรียนรู้สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและโรงบรรจุก๊าซเพื่อชุมชน และกิจกรรมเรียนรู้การให้สวัสดิการแก่สมาชิกและสังคม มีสมาชิกเพิ่มขึ้นประมาณ 200 กว่าราย และมีสมาชิกสมทบซึ่งเป็นชาวบ้านในพื้นที่อีก 3,000 กว่าราย นับว่าเป็นแหล่งเรียนรู้ และแหล่งการให้สวัสดิการแก่สมาชิกและประชาชนในชุมชนอย่างแท้จริง

จากการผนึกกำลังกันของทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็น สมาชิก คณะกรรมการดำเนินการ ฝ่ายจัดการและเจ้าหน้าที่ กอปรกับแรงศรัทธาที่มีต่อสหกรณ์อย่างแรงกล้า จึงเป็นแรงขับเคลื่อนนำพาให้สหกรณ์แห่งนี้พัฒนาก้าวไกลสู่ความเป็นเลิศทางสหกรณ์ สร้างชุมชนเข้มแข็งอย่างแท้จริงและยั่งยืนต่อไป

คัดเลือกชุมชน-โครงการดีเด่น ภายใต้‘9101ตามรอยเท้าพ่อ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/303385

x

คัดเลือกชุมชน-โครงการดีเด่น ภายใต้‘9101ตามรอยเท้าพ่อ’

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ดำเนินการพิจารณาคัดเลือกชุมชนดีเด่น 1 ชุมชน และโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ ดีเด่น 9 โครงการ 9 ประเภท เพื่อนำเสนอผลสำเร็จโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้การดำเนินงานอย่างทั่วถึง โปร่งใส และเป็นธรรม อีกทั้งคาดหวังให้โครงการชนะเลิศทั้ง 9 โครงการ เป็นต้นแบบหรือศูนย์กลางการเรียนรู้ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเกษตรที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

สำหรับโครงการดีเด่นของโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ 9 รางวัล แบ่งตามประเภทโครงการ 9 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านการผลิตพืชและพันธุ์พืช 2. ด้านฟาร์มชุมชน 3. ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ 4. ด้านการจัดการศัตรูพืช 5. ด้านปศุสัตว์ 6.ด้านประมง 7. ด้านการผลิตอาหาร การแปรรูปผลผลิต และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร 8.ด้านการปรับปรุงบำรุงดิน และ 9.ด้านการเกษตรอื่นๆ

ทั้งนี้การตัดสินชุมชนดีเด่นและโครงการดีเด่นของโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ นั้น จะพิจารณาผ่านการคัดเลือกโดยให้สำนักงานเกษตรจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ เสนอชื่อชุมชนดีเด่น 1 ชุมชนและโครงการดีเด่นประเภทละ 1 โครงการ แล้วส่งให้คณะกรรมการระดับเขตซึ่งมีทั้งหมด 9 เขต หลังจากนั้นแต่ละเขตจะคัดเลือก ชุมชนดีเด่น และโครงการดีเด่น ให้เหลือเขตละ 1 ชุมชน และโครงการดีเด่น ประเภทละ 1 โครงการ สุดท้ายคณะกรรมการของ กสก. จะพิจารณาคัดเลือก พร้อมทั้งลงสำรวจดูงานพื้นที่โครงการจริง และตัดสินชนะเลิศชุมชนดีเด่นเพียง 1 ชุมชน และโครงการดีเด่นประเภทละ 1 โครงการ รวม 9 โครงการ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าว

จัดทำมาตรฐานวิชาชีพเกษตรกรรม น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเสริมความเข้มแข็งประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/303390

จัดทำมาตรฐานวิชาชีพเกษตรกรรม น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเสริมความเข้มแข็งประชาชน

จัดทำมาตรฐานวิชาชีพเกษตรกรรม น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเสริมความเข้มแข็งประชาชน

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดร.นพดล ปิยะตระภูมิ ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) หรือ สคช. เปิดเผยว่า สคช. ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดทำโครงการมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ สาขาวิชาชีพเกษตรกรรม สาขาเกษตรกรรม ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อน้อมนำหลักการเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรกรรมตามแนวพระราชดำริ โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไปสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและประชาชนชาวไทยทั้งด้านองค์ความรู้ที่เป็นมาตรฐานตรงตามแนวพระราชดำริ และนำไปสู่ภาคปฏิบัติให้ก่อเกิดประโยชน์สูงสุดต่อพื้นที่ทำการเกษตรของตนเอง จนสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข พอเพียง พ้นจากความยากจน อีกทั้ง เพื่อให้สถานศึกษาทุกระดับ สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาเกษตรกรรมตามแนวพระราชดำริ ได้ตรงกับแนวพระราชดำริของพระองค์ท่าน อันจะนำประชาชน ชุมชน และสังคมไทยได้เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เกิดการบูรณาการอย่างยืดหยุ่น มีการบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม จนสามารถก้าวไปสู่การพึ่งพาตนเอง และการพัฒนาประเทศสู่ความสมดุล มั่นคง และยั่งยืน โดยการสร้างมาตรฐานอาชีพนี้ นอกจากจะทำให้เกษตรกรได้ประโยชน์จากการทำเกษตรที่ได้ผลผลิตเพิ่มตลอดปี มีความหลากหลายแบบผสมผสานแล้ว ยังเกิดความพอเพียง ไม่ทำเกษตรเกินตัว โดยส่งผลให้มีข้าว น้ำ พืชผล สัตว์ ใช้บริโภคตลอดปี หากเหลือกินเหลือใช้สามารถนำไปขายสร้างรายได้ของครอบครัวอีกด้วย

“คาดว่า การทำมาตรฐานฯ ครั้งนี้จะเสร็จสมบูรณ์ประมาณเดือนพฤษภาคม 2561 ในขั้นตอนการรับรองมาตรฐาน สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพจะต้องเชิญบุคคลที่มีความรู้และรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทในช่วงการก่อกำเนิด เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรกรรมตามแนวพระราชดำริ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งก็คือ อาจารย์ปราโมทย์ ไม้กลัด มาให้การรับรองข้อมูลอย่างถูกต้องและถ่องแท้ เพื่อเป็นมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพเกษตรกรรมตามแนวพระราชดำริ เพื่อให้สมบูรณ์แบบมากที่สุด หลังจากนั้นจะนำองค์ความรู้ที่รวบรวมมาจัดทำเป็นมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพและประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนรับทราบสู่การปฏิบัติอย่างทั่วถึงผ่านเว็บไซต์ของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) แนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ จึงถือว่า เป็นทรัพย์ของแผ่นดินและเป็นทรัพย์ของสากล หากนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง” ดร.นพดล กล่าว

ทั้งนี้ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ขอเรียนเชิญหน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมสนับสนุนช่วยเหลือให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามเป้าหมาย อาทิ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สภาเกษตรกรจังหวัดขอนแก่น ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร อันเนื่องมาจากพระราชดำริ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านทุ่งรวงทอง จังหวัดกำแพงเพชร ศูนย์ศึกษาการพัฒนาของชาวบ้านโครงการส่งเสริมกสิกรรมไร้สารพิษ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ศูนย์เกษตรอนินทรีย์วิถีชุมชนหนองกระโดนมน จังหวัดสุพรรณบุรี ศูนย์ฝึกอบรมเกษตรผสมผสานบ้านโนนรัง-บูรพา จังหวัดนครราชสีมา ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านหนำควาย และที่ขาดไม่ได้ คือ มูลนิธิชัยพัฒนา มูลนิธิน้ำเพื่ออีสาน และปราชญ์ชาวบ้านที่น้อมนำแนวทฤษฎีใหม่ไปปฏิบัติใช้แล้วเห็นผลเชิงประจักษ์ ประสบความสำเร็จ ขอเชิญท่านให้เข้ามามีส่วนร่วมทำให้เกิดมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ และคัดเลือกบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ มาร่วมกันถ่ายทอดองค์ความรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ตามหลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อันเปรียบเสมือน “ทรัพย์อันทรงคุณค่าของแผ่นดินไทย” ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อมวลประชาโลกสืบไป