เกษตรฯล้อมคอกส้มแมนดารินจากจีน จับมือกรมศุลกำหนดจุดตรวจร่วมสกัดปนเปื้อนโรค-แมลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/304324

x

เกษตรฯล้อมคอกส้มแมนดารินจากจีน จับมือกรมศุลกำหนดจุดตรวจร่วมสกัดปนเปื้อนโรค-แมลง

วันอังคาร ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร เปิดแผนสกรีนส้มแมนดารินนำเข้าจากจีนให้เป็นไปตามเงื่อนไขการนำเข้า จับมือกรมศุลกากรกำหนดจุดตรวจส้มร่วมกัน สกัดผลส้มมีกิ่งและใบติดมาทำลายพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ เผยยอดการนำเข้าตั้งแต่เดือนตุลาคม – ปัจจุบันจำนวนกว่า 9 พันตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 277 ล้านบาท

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ช่วงเดือนตุลาคม–มีนาคม เป็นฤดูกาลที่ประเทศไทยนำเข้าส้มแมนดารินจากสาธารณรัฐประชาชนจีนจำนวนมาก โดยผ่านด่านตรวจพืชท่าเรือแหลมฉบัง โดยที่ผ่านมาพบปัญหาการมีใบและกิ่งติดมากับผลส้ม ซึ่งไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ.2507 และข้อตกลงตามพิธีสารไทย-จีน

ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืชที่อาจติดมากับใบและกิ่งส้ม ซึ่งจะทำให้เกิดผลกระทบเสียหายต่อพืชเศรษฐกิจที่สำคัญในประเทศไทย รวมทั้งเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ด่านตรวจพืชแหลมฉบังจึงได้จัดทำแผนเฝ้าระวังและควบคุมการนำเข้าส้มแมนดารินจากสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้จัดประชุมร่วมกันระหว่าง เจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืช เจ้าหน้าที่กรมศุลกากร ผู้ประกอบการและตัวแทนผู้ประกอบการนำเข้า เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติการตรวจปล่อยและนำเข้าผลส้ม
แมนดาริน ให้เป็นไปตามเงื่อนไขการนำเข้าของกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

โดยขอความร่วมมือกำหนดสถานที่ ตรวจร่วมสินค้าเกษตร ระหว่างศุลกากรกับด่านตรวจพืชแหลมฉบัง พร้อมกับกำหนดวิธีสุ่มตรวจโดยเปิดสินค้าทุกตู้ คอนเทรนเนอร์ 100 เปอร์เซ็นต์ กำหนดรูปแบบในการสุ่มเปิดตรวจ 2 รูปแบบ โดยพิจารณาจากประวัติการนำเข้าของผู้นำเข้าแต่ละรายที่มีประวัติการนำเข้าดีไม่ผิดเงื่อนไขการนำเข้า จะได้รับการพิจารณาสุ่มตรวจ 1 : 3 ของจำนวนตู้สินค้าทั้งหมดที่นำเข้าในวันนั้น พร้อมกับได้วางมาตรการติดตามและเฝ้าระวังหลังการตรวจปล่อย จากด่านตรวจพืชแล้ว โดยขอความร่วมมือสารวัตรเกษตรและตำรวจเศรษฐกิจตรวจสอบการครอบครองส้มแมนดารินของผู้นำเข้า ณ ตลาดไทยตลาดไทยไอยรา ตลาดสี่มุมเมือง และตลาดค้าส่งอื่นๆ ด้วย

สำหรับการดำเนินการเมื่อตรวจพบแมลงศัตรูพืชทั่วไปที่มีชีวิต ให้กำจัดโดยการรมยาโดยผู้นำเข้าต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้วจึงอนุญาตให้นำเข้าได้ แต่หากพบศัตรูพืชกักกันจะรมยาแล้วให้ผู้นำเข้าส่งสินค้ากลับไปยังประเทศต้นทางพร้อมหนังสือแจ้งเตือน กรณีตรวจพบกิ่งและใบส้มติดมาให้ผู้นำเข้าดำเนินการกำจัดใบและกิ่งออกให้หมดโดยต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 24 ชั่วโมงภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืช

“การนำเข้าส้มแมนดารินจากประเทศจีนตั้งแต่เดือนตุลาคม-ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการนำเข้าส้มแมนดารินมาในประเทศแล้ว 24 ราย จำนวน 314 ชิพเม้นท์ ปริมาณการนำเข้า 9.25 พันตัน มูลค่า 277.14 ล้านบาท ซึ่งการนำเข้าในช่วงระยะเวลาดังกล่าวยังไม่พบการปฏิบัติที่ผิดเงื่อนไขการนำเข้าแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม หากมีการตรวจพบผู้นำเข้ารายใดไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการนำเข้าสิ่งต้องห้าม ได้แก่ การลักลอบนำเข้า การปลอมแปลงเอกสาร จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท
จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

หนุนปลูกข้าวโพดหลังนา เปิดรับเกษตรกรร่วมโครงการลดปริมาณข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/304322

x

หนุนปลูกข้าวโพดหลังนา เปิดรับเกษตรกรร่วมโครงการลดปริมาณข้าว

วันอังคาร ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ปี 2560/61 เป็นความพยายามสร้างสมดุลระหว่างอุปทานและอุปสงค์ให้สอดคล้องกัน มุ่งเน้นเพิ่มผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปริมาณการผลิตยังไม่เพียงพอกับความต้องการ และลดรอบการทำนาไม่ให้มีผลผลิตเกินความต้องการจนราคาตกต่ำ

สำหรับพื้นที่เข้าร่วมโครงการนั้น ต้องเป็นเอกสารสิทธิถูกต้องตามกฎหมาย และไม่ใช่พื้นที่ซ้ำซ้อนกับพื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการอื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวในฤดูนาปรัง ตั้งแต่ 1 ไร่ขึ้นไปแต่ไม่เกิน 15 ไร่ มีความเหมาะสมมาก หรือเหมาะสมปานกลางสำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้ง ในพื้นที่นาเขตชลประทาน หรือแหล่งน้ำอื่นที่มีน้ำตลอดฤดูการเพาะปลูก (ตุลาคม 2560-เมษายน 2561) ใน 31 จังหวัด ดังนี้ ภาคเหนือ 16 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง น่าน แพร่ ตาก นครสวรรค์ พะเยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ หนองบัวลำภู หนองคาย อุบลราชธานี ภาคกลาง 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชัยนาท สระบุรี และอ่างทอง ภาคตะวันออก 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และภาคตะวันตก 1 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี

สำหรับคุณสมบัติของเกษตรกร ที่มีความประสงค์จะเข้าร่วมโครงการ ต้องเป็นหัวหน้าครัวเรือนตามทะเบียนเกษตรกร (ทบก. 01) ของกรมส่งเสริมการเกษตร และเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าว (นาปี) ภายใน 4 ปีที่ผ่านมา (ปี 2557 – 2560) อย่างน้อยหนึ่งปี ส่วนการรับเงินสนับสนุนหนุน รัฐสนับสนุนเงินเป็นค่าใช้จ่ายในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แก่เกษตรกรไร่ละ 2,000 บาท เป็นค่าเตรียมดิน ค่าปัจจัยการผลิต และกิจกรรมในการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้สร้างประสบการณ์ในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ผ่านบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ของลูกค้าที่เข้าร่วมโครงการ โดยไม่หักหนี้ที่เกษตรกรเคยมีพันธะสัญญากับ ธ.ก.ส.มาก่อนหน้าเข้าร่วมโครงการ

กรมส่งเสริมการเกษตร จึงขอเชิญชวนชาวนาที่สนใจ สมัครเข้าร่วมโครงการหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอที่ตั้งแปลงปลูก ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ในวันและเวลาราชการ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าว

โอกาสทองส่งออก‘รังนก’ไทย จีนไฟเขียวนำเข้า-ยอดความต้องการล้นประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/304325

โอกาสทองส่งออก‘รังนก’ไทย จีนไฟเขียวนำเข้า-ยอดความต้องการล้นประเทศ

โอกาสทองส่งออก‘รังนก’ไทย จีนไฟเขียวนำเข้า-ยอดความต้องการล้นประเทศ

วันอังคาร ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า หลังจากกระทรวงควบคุมคุณภาพ ตรวจสอบและกักกันโรค AQSIQ ของจีน ประกาศอนุญาตนำเข้าผลิตภัณฑ์รังนกของไทยตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม โดยให้นำเข้ารังนกที่มีสีขาว เหลือง หรือทองนั้น ประเทศไทยจะสามารถส่งออกสินค้ารังนกลอตแรก ปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ ปริมาณ 112 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 18 ล้านบาท (ราคากิโลกรัมละ 160,000 บาท) ที่ผ่านการควบคุมกำกับดูแลขบวนการผลิตรังนกโดย กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีข้อกำหนดในเรื่องการขึ้นทะเบียน แหล่งผลิตรังนก บ้าน (ถ้ำ) มีการจัดการระบบการป้องกันโรค มีแผนการตรวจสอบสารตกค้าง รวมถึงศูนย์รวบรวมรังนกต้องมีระบบ GMP และ HACCP ที่ได้รับรองโดยกรมปศุสัตว์ โดยปัจจุบัน หน่วยงาน CNCA ของจีนได้ขึ้นทะเบียนผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์รังนกของไทยแล้ว จำนวน 2 แห่ง ถ้ำรังนก 21 แห่ง คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะมียอดส่งออกผลิตภัณฑ์รังนกไปยังประเทศจีนได้ต่อเนื่อง

นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า การส่งออกครั้งนี้ถือเป็นโอกาสของรังนกไทย เพราะรังนกไทยมีคุณภาพสูงและประเทศจีนมีความต้องการบริโภคอีกมาก เนื่องจากจีนยกเลิกนโยบายลูกคนเดียวและอนุญาตให้คู่สามีภรรยามีลูกคนที่สองได้ ส่งผลให้ความต้องการรังนกของจีนสูงขึ้น เพราะสรรพคุณในการพัฒนาการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ สร้างภูมิคุ้มกันโรค ทำให้เด็กคลอดออกมาแข็งแรง พบว่าข้อมูลการบริโภครังนกของจีน เพิ่มขึ้นปีละ 22% มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องปัจจุบันมีการบริโภค 1,000 ตันต่อปีทั้งหมดต้องพึ่งพาการนำเข้าทั้งหมด จึงเป็นโอกาสของไทยที่เป็นแหล่งของนกอีแอ่นกินรังตามธรรมชาติ ปัจจุบัน ถ้ำรังนกที่ขึ้นทะเบียนกับประเทศจีน สามารถส่งออกได้มี 21 ถ้ำ สามารถผลิตรังนกได้ ปีละ 8 ตัน

“นอกจากนี้ กรณีรังนกบ้าน หรือ รังนก คอนโด ปัจจุบันมีจำนวน 10,020 หลัง กรมปศุสัตว์ยังไม่สามารถให้การรับรองได้ เนื่องจากพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ไม่อนุญาตให้เก็บรังนกอีแอ่น นอกสัมปทาน แต่ในขณะนี้ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชได้เสนอแก้ไขกฎหมายโดยเพิ่มเติม มาตรา 12 ในร่างพ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. … สามารถขออนุญาตเก็บรังนกอีแอ่น นอกสัมปทาน กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชได้ซึ่งมีความคืบหน้าเป็นลำดับ หากสามารถปลดล็อกได้ จะเป็นแหล่งวัตถุดิบที่นำรายได้เข้าประเทศได้จำนวนมาก” อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวทิ้งท้าย

ประมงสั่งเข้มวัดขนาด ช่องตาอวนลากก้นถุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/304321

x

ประมงสั่งเข้มวัดขนาด ช่องตาอวนลากก้นถุง

วันอังคาร ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงได้มีการออกประกาศ เรื่อง กำหนดขนาดช่องตาอวนก้นถุงของเครื่องมืออวนลากที่ให้ใช้ทำการประมง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2560 โดยได้มีการประกาศลงใน

ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนพิเศษ 250 ง หน้า 14 และมีผลบังคับใช้วันที่ 10 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา โดยประกาศฉบับที่ 2 ได้อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 67 (3) ในการเพิ่ม รายละเอียดเพิ่มเติมจากประกาศฉบับ 1 เกี่ยวกับวิธีการวัดขนาดช่องตาอวนก้นถุงของเครื่องมืออวนลากที่ใช้หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อใช้ในการทำการประมง เพื่อให้การดำเนินงานของเจ้าหน้าที่กรมประมงไปเป็นอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สำหรับแนวทางการวัดขนาดช่องตาอวนก้นถุงตามประกาศฉบับนี้ จะแบ่งสาระสำคัญเป็น 2 ส่วน คือ 1.ส่วนประกอบของตาอวนใน 1 ตาอวน จะต้องประกอบด้วยเงื่อนหรือปม (Knot) 4 ปม และเส้นด้ายหรือขา (Leg or bar) 4 ขา 2.วิธีการวัดขนาดตาอวนของเจ้าหน้าที่ ในการวัดขนาดตาอวน เจ้าหน้าที่จะต้องวัดขณะที่อวนเปียกน้ำ เนื่องจากจะได้ขนาดจริงของตาอวนตามลักษณะการใช้งาน โดยการวัดขนาดตาอวนจะใช้วิธีการดึงอวนให้ตึงโดยปมกลางทั้งสองปมชนกัน และใช้เครื่องมือการวัด (เวอร์เนียร์) วัดจากกึ่งกลางปมช่องตาที่ 1 ยาวต่อกันถึงช่องตาที่ 20 เพื่อลดปัญหาความคลาดเคลื่อนของขนาดตาอวนในแต่ละช่องตา สำหรับบทลงโทษหากพบผู้ใดกระทำผิดต้องระวางโทษตามมาตรา 67 ผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า

เกษตรบูรณาการ : อยากได้ผลงานจัดให้กับพี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/304109

เกษตรบูรณาการ : อยากได้ผลงานจัดให้กับพี่

เกษตรบูรณาการ : อยากได้ผลงานจัดให้กับพี่

วันจันทร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตามติดเรื่องการทำงานของกระทรวงเกษตรฯ ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องบอกว่า ในส่วนงานที่โดดเด่นเป็นประจักษ์คงไม่พ้นเรื่องผลงานของกระทรวงเกษตรฯ ที่ว่ากันว่า เมื่อโพลล์ผลสำรวจตรวจสอบที่ถามไถ่มาว่าผลงานสบายตะเกียงขนาดไหน วันนี้ต้องบอกว่าเท่าที่ออกมา โดดเด่นเป็นสง่ามาก โดยอยู่อันดับที่ 1ที่ชาวบ้าน ชาวประชาอาจให้ปรับออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี จนมีข่าวแว่วว่างานนี้ ท่านรัฐมนตรีเกษตรฯ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ถึงกับออกอาการฉุนขาด ว้ากข้าราชการกลางที่ประชุม หัวหน้าส่วนราชการว่า แต่ละกรมทำงานไม่ได้เรื่องไม่มีประสิทธิภาพ เพราะผลงานเห็นเด่นชัดแต่นำเสนอ ให้สังคมเห็นไม่เด่นชัดจน ทุกครั้งต้องมีข่าวว่า จะโดนปรับออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี

ส่วนว่าจะดีโดดเด่นอย่างไร อันนี้ไม่ทราบ เพราะงานนี้ มีข้าราชการที่ได้ฟังส่วนใหญ่ ออกอาการฉุนขาดเช่นเดียวกัน แต่พวกฉันก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเขาคือผู้บังคับบัญชา ส่วนผลงานเป็นอย่างไร ก็อย่างที่เห็นๆ ถ้างานโดดเด่นจริง วันนี้คงไม่มีปัญหาราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำต่อเนื่อง ทั้งปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง และข้าวโพด วันนี้ร่วง จนชาวบ้านแทบกัดลิ้นตาย ส่วนจะรออีกนานแค่ไหน และเมื่อเกษตรกรถามมาก็ เชื่อขนมกินได้ คำตอบคือต้องทำใจต่อไป “เพราะสุดท้ายก็ต้องอ้างอิงภาวะตลาดโลก” แบบว่าก็ราคาเขาตกกันทั่วโลก

เมื่อกระแสข่าวหนาหูว่า จะโดนปรับจากเก้าอี้ รมว. เกษตรฯ ของท่านรัฐมนตรี “พลเอกฉัตรชัย” ว่าไม่มีผลงาน เพื่อให้เห็นเด่นชัดเป็นที่ประจักษ์ สัปดาห์ที่ผ่านมา ถึงได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในเบื้องแรกของการทำงานเชิงรุก เพื่อไม่ให้ฉันต้องลุกจากเก้าอี้  เพราะงานนี้มีแววจากท่านนายกรัฐมนตรีว่า ใครจะไปจะมา เป็นรัฐมนตรี มันต้องดูกระแสเสียงจากชาวบ้าน แต่เรื่องของเรื่อง เพื่อนรักอย่างพลเอกฉัตรชัย ดันอยู่ใน
โพลล์ดาวเด่นที่เกษตรกร อยากให้พ้นไปจากกระทรวง ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลหากจะสวนประเด็นนี้ ระยะสั้นสุด ที่ประจักษ์ นั้นคือ จัดหากองเชียร์ ว่าเกษตรกรยังรักฉันอยู่

สัปดาห์ที่ผ่านมา จึงได้เห็นเด่นชัดตั้งแต่เช้ามืดของวันจันทร์ งานนี้มีมาทั้งกลุ่มเกษตรกรที่เข้ามาเชียร์ให้อยู่ เพราะท่านแก้ปัญหาดีเด่น ซึ่งว่ากันว่า วันจันทร์ที่ผ่านมา มันมีทั้งกลุ่มที่เขามาร้องให้แก้ปัญหา และกลุ่มเชลียร์ขาดใจ กลุ่มเชียร์ก็เข้าง่าย ส่วนกลุ่มอยากให้ท่านรัฐมนตรีออกไปเพราะนโยบายยาง ล้มเหลวนั้น ก็จะเข้าพบ รมว. เกษตรฯ ยากหน่อย และก็ต้อง กยท. มารับหน้า สุดท้ายก็กล้อมแกล้ม โยนการยางแห่งประเทศไทยไปแจง ว่ากันว่า หลังจากกลับไปแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมทั้งสองกลุ่มก็สาดโคลนกันใหญ่ในโลกโชเชียล ใครแท้ ใครเก๊ว่ากันไป แต่ที่แน่ๆ หวยมาลงที่ กยท. ว่าบริหารงานไร้ประสิทธิภาพ รับหน้ากันไป น่าเห็นใจท่านผู้ว่าฯกยท. จริงๆ แต่อย่าลืมนะเจ้าคะ ใครทำอะไร รู้อยู่แก้ใจใครคุมนโยบาย และตามมาด้วย กลุ่มชาวประมง 20 จังหวัด ที่ชาวประมงแทบจะกัดหำตัวเองกินแทนข้าว เพราะทำประมงลำบากมากขึ้น ซึ่งมีปัญหาไปกันหมด นั้นไม่รวมกลุ่มชาวนาที่ตามๆ กันมา และคาดว่า จะมีมาเรื่อยๆ เพราะเขารักท่านรัฐมนตรี ที่บริหารงานบนกระดาษA4 ที่ชาวบ้านรักมากนักหนา ซึ่งเท็จจริงสังคมรู้……รำไม่ดีอย่าไปโทษปี่โทษกลอง ไม่ใช่ทำงานล้มเหลวแล้วโทษข้าราชการ ส่วนที่มาว่ามาได้อย่างไร กองเชียร์ ท่านรัฐมนตรีนั้น มีแววว่า มีคนจัดให้ ก็ไม่ใช่ใครหรอกครั้ง ก็แก๊ง AJ เจ้าเดิม ส่วนเขาเป็นใคร บอกได้อย่างเดียวแก๊งนี้ฝีมือ นายอยากได้อะไรจัดไป จึงได้เห็นสัปดาห์ ที่ผ่านมา เป็นสัปดาห์ ที่ “อยากได้ผลงานจัดให้กับพี่”

ราชดำเนิน

‘9101’สร้างเงินหมุนเวียน5.4หมื่นล. เปิดผลสำรวจเกษตรกร2.5ล้านคนมีรายได้แน่นอน-ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/304108

‘9101’สร้างเงินหมุนเวียน5.4หมื่นล. เปิดผลสำรวจเกษตรกร2.5ล้านคนมีรายได้แน่นอน-ยั่งยืน

‘9101’สร้างเงินหมุนเวียน5.4หมื่นล. เปิดผลสำรวจเกษตรกร2.5ล้านคนมีรายได้แน่นอน-ยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เกษตรสรุปผลการดำเนินโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน พบเกษตรกรส่วนใหญ่พึงพอใจมาก เนื่องจากสร้างรายได้ ลดต้นทุนการผลิต ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งและการพึ่งพาตนเองของชุมชน รวมถึงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมด้วย

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 19,783.67 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าจ้างแรงงานร้อยละ 50.19 และค่าวัสดุอุปกรณ์ ร้อยละ 49.81 ก่อให้เกิดโครงการทั่วประเทศรวม 24,147 โครงการ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 9 ประเภท คือ 1.ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ 8,504 โครงการ 2.ด้านการผลิตพืชและพันธุ์พืช 5,037 โครงการ 3.ด้านปศุสัตว์ 3,474 โครงการ 4.ด้านการผลิตอาหาร การแปรรูปผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร 2,898 โครงการ 5. ด้านประมง 2,586 โครงการ 6.ด้านฟาร์มชุมชน 954 โครงการ 7.ด้านการจัดการศัตรูพืช 441 โครงการ 8.ด้านการปรับปรุงบำรุงดิน 211 โครงการ และ 9.ด้านการเกษตรอื่นๆ 42 โครงการ

นอกจากนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรได้ประเมินผลโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ ทั้งในด้านผลสำเร็จของโครงการและผลการรับรู้และความพึงพอใจของเกษตรกรในโครงการ พบว่า โครงการนี้สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรที่เป็นแรงงานกว่า 2.25 ล้านคน เฉลี่ยคนละ 4,400 บาท อีกทั้งยังเกิดโครงการของชุมชนที่จำหน่ายผลผลิต ประมาณร้อยละ 80.78 ทำให้สร้างรายได้กลับสู่โครงการเฉลี่ย 195,200 บาท/โครงการ รวมถึงมีรูปแบบการดำเนินโครงการที่ช่วยพัฒนาการเกษตร เสริมสร้างความเข้มแข็งและการพึ่งพาตนเองของชุมชนด้วย

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวต่อว่า โครงการของชุมชนโดยส่วนใหญ่สามารถลดต้นทุนการผลิตจากการปรับปรุงบำรุงดิน การทำปุ๋ยอินทรีย์ และการจัดการศัตรูพืช และยังช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือน จากการปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ของชุมชนเอง อีกทั้งในภาพรวมยังกระตุ้นให้เกิดกระแสเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 54,040 ล้านบาท หรือ 2.73 เท่าของงบประมาณที่ใช้ทั้งหมด และมีโครงการที่เกิดกองทุนหมุนเวียนถึงร้อยละ 62.78 ด้านสินค้าและผลิตภัณฑ์แปรรูปภายใต้โครงการต่างมีตลาดรองรับที่แน่นอนโดยบางชุมชนสามารถเชื่อมโยง
เครือข่ายทางการตลาดได้ด้วย

“แนวทางการดำเนินงานโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ ยังได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศว่า “เป็นแนวทางการดำเนินงานที่ดี และจะขยายผลสู่โครงการอื่นๆ ต่อไป” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าว

สำหรับ “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมีเพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” นั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 ให้กระทรวงเกษตรฯดำเนินโครงการดังกล่าวภายใต้วงเงิน 22,752.50 ล้านบาท โดยมีหลักการสำคัญ คือ ให้แต่ละชุมชนเป็น
ผู้กำหนดโครงการพัฒนาโดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน และบริหารจัดการโครงการด้วยตนเอง เฉลี่ยตำบลละ 2.5
ล้านบาท ภายใต้การสนับสนุนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเชื่อว่าการดำเนินการลักษณะดังกล่าว นอกจากจะทำให้เกิดการพัฒนาที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนแล้ว ยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลไกการทำงานในพื้นที่ ทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ ผ่านกระบวนการคิด วิเคราะห์ และนำไปปฏิบัติจริงเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ในการแก้ไขปัญหาให้เหมาะสมกับสภาพของท้องถิ่นและชุมชน อันจะส่งผลต่อเนื่องให้ภาคการเกษตรมีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป

ดันสหกรณ์เชื่อม‘แปลงใหญ่’ l เกษตรฯลุยยกระดับสร้างรายได้-ความยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/304107

x

ดันสหกรณ์เชื่อม‘แปลงใหญ่’ l เกษตรฯลุยยกระดับสร้างรายได้-ความยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าแผนยกระดับสหกรณ์ ชูนโยบายขับเคลื่อนการพัฒนาความเข้มแข็งสหกรณ์ปี 2561 หวังเชื่อมโยงเกษตรแปลงใหญ่ สร้างรายได้และความยั่งยืนแก่สมาชิก

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความก้าวหน้าการดำเนินงานด้านสหกรณ์ ว่า ตามที่ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ดำเนินงานด้านสหกรณ์ โดยเน้นการสร้างความเข้มแข็ง การบูรณาการเพื่อให้สามารถรองรับการทำเกษตรกรรมแบบแปลงใหญ่ ซึ่งจะเป็นการสร้างความมั่นคงและสร้างโอกาสให้แก่สมาชิกสหกรณ์ รวมถึงการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร การเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตร เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์การเกษตรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ตลอดจนการผลักดันให้สหกรณ์ ในปี 2561 ให้เกิดเกษตร 4.0 นั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้รายงานความก้าวหน้า ดังนี้

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนการยกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์ ปี 2559 – 2560 กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินการยกระดับชั้นสหกรณ์ จากปี 2558 มีสหกรณ์ชั้น 1 – 2,252 แห่ง ชั้น 2 – 4,102
แห่ง ชั้น 3 – 788 แห่ง และชั้น 4 – 1,088 แห่ง ผลการดำเนินงานจนถึงปัจจุบันสามารถยกระดับสหกรณ์ชั้น 1 – 3,096 แห่ง ชั้น 2 – 3,646 แห่ง ชั้น 3 – 398 แห่ง และชั้น 4 – 780 แห่ง สามารถยกระดับสหกรณ์ที่เข้มแข็ง (ชั้น 1,2) เพิ่มขึ้น เป็นร้อยละ 85 จากเดิมร้อยละ 77 ซึ่งสามารถแก้ไขข้อบกพร่องสหกรณ์แล้วเสร็จ 1,125 แห่ง ลดมูลค่าความเสียหายได้ถึง 29,975 ล้านบาท

สำหรับนโยบายการขับเคลื่อนการพัฒนาความเข้มแข็งสหกรณ์ปี 2561 ประกอบด้วย 4 แนวทาง คือ 1) สร้างความเข้มแข็งของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรภายใต้ 5 มาตรการ ตามแผนพัฒนาความเข้มแข็งสหกรณ์ 2) ส่งเสริมสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรให้มีบทบาทขับเคลื่อนนโยบายรัฐ/ยกกระดาษ A4 จำนวน 15 โครงการสำคัญ 3) ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้า สร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร โดยส่งเสริมสมาชิกผลิตสินค้ามาตรฐาน GAP เกษตรปลอดภัย และเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งสนับสนุนการแปรรูปสินค้าเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางการตลาด และ 4) พัฒนาคนบุคลากรทั้งในหน่วยงานและสหกรณ์ โดยพัฒนา Smart Officer, Smart farmer, Smart director, Smart manager เป็นต้น

เตือนโรคใบไหม้มันฝรั่ง กรมวิชาการฯจับตาอากาศเปลี่ยนทำระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/304106

x

เตือนโรคใบไหม้มันฝรั่ง กรมวิชาการฯจับตาอากาศเปลี่ยนทำระบาด

วันจันทร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่งเฝ้าระวังโรคใบไหม้ ในช่วงสภาพอากาศเย็น มีความชื้น มีน้ำค้าง และฝนตกของภาคเหนือตอนบน โดยสามารถพบได้ในระยะการเจริญเติบโตทางลำต้น มักพบแสดงอาการของโรคที่ใบล่างก่อน โดยอาการเริ่มแรกด้านบนใบเป็นจุดฉ่ำน้ำสีเขียวเข้มคล้ายถูกน้ำร้อนลวก เมื่อพลิกดูด้านใต้ใบในบริเวณตรงกันจะพบละอองน้ำเล็กสีขาวใสติดอยู่บริเวณขอบแผล ต่อมาจุดขยายเป็นแผลแห้งขนาดใหญ่สีน้ำตาล ขอบแผลฉ่ำน้ำสีดำ และแผลขยายลุกลามออกไปจนทำให้ใบไหม้แห้งเป็นสีน้ำตาลในที่สุด กรณีสภาพแวดล้อมเหมาะสม โรคใบไหม้จะลุกลามอย่างรวดเร็วไปยังต้นอื่นๆ ทำให้มองเห็นใบไหม้แห้งกระจายเป็นหย่อมในแปลง ส่วนลำต้นที่พบอาการของโรค จะทำให้ลำต้นหรือกิ่งแห้งตายอย่างรวดเร็ว หากโรคเข้าทำลายที่หัว จะทำให้หัวเน่า

เกษตรกรควรหมั่นตรวจและกำจัดวัชพืชในแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ ถ้าพบต้นที่แสดงอาการของโรคให้ถอนแล้วนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก หลีกเลี่ยงการให้น้ำในตอนเย็นและการให้น้ำที่มากเกินไป หากพบโรคเริ่มระบาด ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไซมอกซานิล+แมนโคแซบ 8%+64% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50-60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ + เมทาแลกซิล-เอ็ม 64% + 4% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 30-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไอโพรวาลิคาร์บ + โพรพิเนบ 5.5% + 61.3% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่ว และพ่นทุก 5-7 วัน หลีกเลี่ยงการพ่นสารชนิดใดชนิดหนึ่งต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน และควรใช้สลับชนิด เพื่อป้องกันการดื้อยาของเชื้อราสาเหตุโรค

สำหรับในแปลงที่พบการระบาดของโรค หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ให้เกษตรกรเก็บซากพืชไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก และให้ใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่ไม่มีร่องรอยการติดเชื้อ ส่วนเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการเกษตรเมื่อใช้ในแปลงที่มีการระบาดแล้ว ควรนำเครื่องมือมาทำความสะอาดด้วยการล้างและผึ่งแดดให้แห้งก่อนนำกลับไปใช้ในแปลงทุกครั้ง จากนั้นให้ไถพรวนดินและตากดินไว้นานกว่า 2 สัปดาห์ และใส่ปูนขาวเพื่อจะช่วยลดปริมาณเชื้อในดินลงได้มาก หลีกเลี่ยงการปลูกมันฝรั่งในพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรคนี้มาก่อน อีกทั้งควรปรับระยะปลูกไม่ให้แน่นเกินไป เพื่อลดการแพร่ระบาดของโรค

‘ฝนหลวง’เปิดเวทีถอดบทเรียน เพิ่มประสิทธิภาพบินปฏิบัติการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/304104

x

‘ฝนหลวง’เปิดเวทีถอดบทเรียน เพิ่มประสิทธิภาพบินปฏิบัติการ

วันจันทร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า กรมฝนหลวงฯ ได้จัดการสัมมนาวิชาการงานวิจัยและถอดบทเรียนจากการปฏิบัติการฝนหลวงในระหว่างวันที่ 16-20 พฤศจิกายน ที่โรงแรมเดอะ รอยัลเจมส์ กอล์ฟ รีสอร์ท จ.นครปฐม เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและถอดบทเรียนจากการปฏิบัติการฝนหลวง ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาการเรียนรู้ในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติการ รวมทั้งเป็นการประเมินผล ทบทวนแนวทางการปฏิบัติการฝนหลวง ปัญหาและอุปสรรคการปฏิบัติการในสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติการที่เป็นเลิศ ตลอดจนการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และเงื่อนไขการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

นายสุรสีห์ กล่าวต่อว่า กรมฝนหลวงฯ ได้จัดทำยุทธศาสตร์งานวิจัยด้านการดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อเป็นกรอบแนวทางการดำเนินงานวิจัยของหน่วยงาน ในปี พ.ศ. 2559 – 2563 ซึ่งเป็นกรอบที่มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์งานวิจัยของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และยุทธศาสตร์วิจัยแห่งชาติ โดยการดำเนินงานวิจัยและพัฒนาเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าว จะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัย เพื่อให้บุคลากรของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้เรียนรู้ทั้งทักษะพื้นฐาน และเทคโนโลยีชั้นสูง เพื่อนำมาใช้ในการปฏิบัติการฝนหลวงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และนำไปสู่การดำเนินงานวิจัยและพัฒนาด้านการดัดแปรสภาพอากาศ ตามแผนยุทธศาสตร์งานวิจัยและพัฒนากรมฝนหลวงและการบินเกษตร ปี 2559 – 2563

บัลลังก์โมเดลปี2 พัฒนาเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/303986

บัลลังก์โมเดลปี2 พัฒนาเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยั่งยืน

บัลลังก์โมเดลปี2 พัฒนาเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยั่งยืน

วันเสาร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 18.21 น.

เมื่อวันที่ 17 พ.ย.60 ที่ผ่านมา เทศบาลตำบลบัลลังก์ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา เทศบาลตำบลบัลลังก์ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา จับมือซีพีเอฟ และหน่วยงานรัฐ จัดงาน Field Day นำเสนอนิทรรศการ โชว์ความสำเร็จ โครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน (บัลลังก์โมเดล)” ปีที่ 2 พัฒนาศักยภาพเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผลผลิตคุณภาพสูง มีรายได้มั่นคง เดินหน้ายกระดับสู่ข้าวโพดแปลงใหญ่ เพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขันเกษตรกร

ร้อยตรีฐนนท์ธรณ์ กวีกิจรัตนา นายกเทศบาลตำบลบัลลังก์ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา กล่าวว่า การจัดนิทรรศการ “ข้าวโพดแปลงใหญ่ ด้วยเกษตรทันสมัย” ในวันนี้เพื่อนำเสนอผลการดำเนินงานของ โครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน (บัลลังก์โมเดล)” ในปีที่ 2 มีเกษตรกรในพื้นที่เทศบาลบัลลังก์เข้าร่วมโครงการฯ เพิ่มขึ้นเป็น 451 ราย พื้นที่ปลูกข้าวโพดกว่า 13,500 ไร่ เป็นผลจากความสำเร็จของโครงการในปีแรก โดยในปีที่สอง มีการนำความรู้เกษตรสมัยใหม่ และหลักการเกษตรที่ดี (Good Agriculture Practices) มาประยุกต์ใช้ส่งผลให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิตอย่างเป็นรูปธรรม เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตต่อไร่ดีขึ้น ได้คุณภาพข้าวโพดตรงกับความต้องการตลาด บนพื้นฐานของการตรวจสอบย้อนกลับได้ เกษตรกรสามารถนำผลผลิตขายตรงสู่โรงงานอาหารสัตว์ในราคาประกัน ส่งผลให้เกษตรกรผู้ร่วมโครงการฯ มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

“ความสำเร็จที่เกิดขึ้น เป็นผลจากการผนึกจุดแข็งของแต่ละภาคส่วน ภาคเอกชน ภาครัฐ และเกษตรกร ช่วยให้เกษตรกรในตำบลบัลลังก์มีความรู้การเพาะปลูกที่ทันสมัยขึ้น ช่วยให้มีผลผลิตต่อไร่โดยเฉลี่ยสูงขึ้นถึง 47% ขณะที่ต้นทุนการผลิตลดลงถึง 23% และมีกำไรจากปลูกสูงถึง 3,800 บาทต่อไร่” ว่าที่ร้อยตรีฐนนท์ธรณ์ กล่าว

นายวรพจน์ สุรัตวิศิษฎ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ผู้จัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า “บัลลังก์โมเดล” ถือเป็นแห่งแรกของประเทศ ที่มีการผนึกพลังภาครัฐ เกษตรกร และเอกชน เพื่อสนับสนุนเกษตรกรเพาะปลูกข้าวโพดอย่างครบวงจร ตั้งแต่การเพาะปลูก การบริหารจัดการเก็บเกี่ยวและขนส่ง รวมถึงการมีตลาดรับซื้อในราคาประกัน บนพื้นฐานการตรวจสอบย้อนกลับได้ โดยปีที่ 2 นี้ นอกจากองค์ความรู้ในการเพาะปลูกแล้ว เกษตรกรยังได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเพาะปลูก เพื่อพัฒนาคุณภาพผลผลิตได้ดีขึ้น ตรงตามความต้องการตลาดมากขึ้น และสามารถนำมาขายตรงเข้าโรงงานอาหารสัตว์ได้ราคารับซื้อสูงถึง 7.90 บาทต่อกิโลกรัม

“นับจากนี้ โครงการฯ จะสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันเพื่อมุ่งสู่เกษตรกรแปลงใหญ่ เพื่อช่วยพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับให้สอดคล้องตามมาตรฐานทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (Good Agriculture Practices: GAP) เพื่อให้เกษตรกรมีความเข้มแข็ง มีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน” นายวรพจน์ กล่าว

ในปีนี้ บริษัทฯ นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เหมาะสมเพื่อประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกร พร้อมจัดทำแปลงสาธิต ให้เกษตรกรที่สนใจเข้ามาเรียนรู้และนำไปปรับใช้กับแปลงปลูกข้าวโพดของตนเองได้อีกด้วย

แนวทาง “บัลลังก์โมเดล” ไม่เพียงสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรในตำบลบัลลังก์เท่านั้น หากจะเป็นต้นแบบของการรวมพลังนำจุดแข็งของภาคีเครือข่าย รัฐ-เอกชน-เกษตรกร เพื่อพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรไทยในพื้นที่อื่นๆ ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างมีประสิทธิภาพ ร่วมสร้างคุณภาพชีวิต ชุมชน และสิ่งแวดล้อมของไทยเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป