ออกร้านสินค้าอินทรีย์ เปิดตลาดพรีเมียม‘คลองผดุงกรุงเกษม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/304751

x

ออกร้านสินค้าอินทรีย์ เปิดตลาดพรีเมียม‘คลองผดุงกรุงเกษม’

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรได้จัดแสดงนิทรรศการ “เกษตรกรอินทรีย์ไทย ก้าวไกลสู่สากล” ที่บริเวณชั้น 1 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์ในเบื้องต้น โดยมุ่งหวังชักชวนให้เกษตรกรหันมาทำเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น โดยได้นำสินค้าเกษตรอินทรีย์ต่างๆ อาทิ แป้งมันสำปะหลังออร์แกนิค น้ำตาลทรายอินทรีย์ น้ำมะขามป้อม เจียวกู้หลานออร์แกนิค น้ำตรีผลา น้ำมันเมล็ดชา เป็นต้น มาจัดแสดง

นอกจากนี้ยังได้นำเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังอินทรีย์ จ.อุบลราชธานี ผู้ประกอบการกลุ่มอุบลไบโอเอทานอล ที่ได้รับผลตอบแทน 3 บาท ที่ 25% แป้ง (ทั่วไป 1.5 บาท ที่ 30% แป้ง) ซึ่งสูงกว่ามันทั่วไป 100% เกษตรกรผู้ผลิตน้ำผลไม้อินทรีย์ ที่ได้รับผลตอบแทนน้ำมังคุด 120 บาท/ขวด (ทั่วไป 80 บาท) ซึ่งสูงกว่าน้ำมังคุดทั่วไป 50% และเกษตรกรผู้ผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรอินทรีย์ ที่ได้รับผลตอบแทนเพิ่มมูลค่าจากสินค้าทั่วไป 20-50% เข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่เกษตรกรประสบความสำเร็จในการผลิตและได้มาตรฐานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (Organic Thailand) ที่สามารถจำหน่ายได้ทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้ได้รับผลตอบแทนมากขึ้นกว่าสินค้าปกติทั่วไป ถือเป็นเกษตรกรต้นแบบที่ตั้งใจผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ ที่จะช่วยสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรที่สนใจผลิตมีเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งช่วยเพิ่มพื้นที่การผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ ให้ได้เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และของรัฐบาลต่อไปด้วยอีกทางหนึ่ง

นอกจากนี้ ในโอกาสที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นเจ้าภาพจัดงานตลาดนัดคลองผดุงกรุงเกษม กรมวิชาการเกษตร จึงได้ยกขบวนสินค้าเกษตรอินทรีย์คุณภาพดีได้มาตรฐานอีกมากมาย มาร่วมจัดงานในโซนสินค้าเกษตรอินทรีย์ (ORGANIC) ในระหว่างวันที่ 6-26 พฤศจิกายน จึงขอเชิญชวนประชาชนที่สนใจมาเลือกซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์เกรดพรีเมียม ในวันเวลาดังกล่าว

แตกใบอ่อน : ทิศทางและอนาคตของเกษตรกรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/304749

807934531

แตกใบอ่อน : ทิศทางและอนาคตของเกษตรกรไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ในช่วงนี้ถ้าจะถามว่าจะทำอะไรดี จะปลูกอะไรดี จะขายอะไรดี…ผู้ที่ถูกถามคงอึดอัดลำบากใจมิใช่น้อย เพราะเศรษฐกิจของไทยหลายด้านไม่ค่อยจะดี และอยู่ในช่วงปรับเปลี่ยนในหลากหลายมิติ เช่น การปรับยุทธศาสตร์ชาติระยะยาวเป็น 10 ปี 20 ปี ซึ่งก็ยังไม่แน่ใจว่าการที่เราวางแผนยาวนานเกินไปนั้น จะเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่กับโลก “ดิจิตอล” ที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งถ้ามีการตั้งกฎระเบียบ กฎเกณฑ์ที่ไม่ยืดหยุ่น หรือไปล็อกอะไรมากๆ เข้า ก็ไม่รู้ว่าระยะยาววิถีชีวิตของลูกหลานในอนาคต จะสอดคล้องกับสิ่งที่รัฐบาลยุคนี้วางไว้หรือไม่

หลายท่านคงจะทราบกันดีว่าประเทศชาติของเรากำลังมุ่งไปสู่ไทยแลนด์ 4.0ต้องการก้าวข้ามไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ภาครัฐพยายามจะทำให้ประชากรมีรายได้ 12,000-15,000 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี ให้ได้ภายใน 20 ปี แต่ก็ไม่แน่ใจว่าการส่งเสริมเกษตรกรรมภายใต้ไทยแลนด์ 4.0 ที่เน้นให้เกษตรกรเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ หรือเกษตรแปลงใหญ่นั้นมีความชัดเจนมากน้อยเพียงใด

ที่สำคัญเกษตรกรส่วนใหญ่รู้ชะตากรรมหรือไม่ว่า รัฐบาลอาจจะกำลังพยายามลดสัดส่วนจำนวนของเกษตรกรให้น้อยลง เหมือนกับประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่าง ยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น ที่มีเกษตรกรอยู่เพียงส่วนน้อยแต่เป็นรายใหญ่ ประชาชนที่เหลือก็จะเป็นแรงงาน เป็นพนักงานบริษัท ทำให้ชาวยุโรป อเมริกา กลัวการตกงานเป็นอย่างมาก เพราะอาชีพรองรับด้านการเกษตรไม่มีเหมือนบ้านเรา

ประเทศไทยมีเกษตรกรประมาณเกือบ 20 ล้านคน สมมุติถ้าสัดส่วนเกษตรกรในอนาคตลดลงเหลือแค่ 5% ที่มีความสามารถหรือมีศักยภาพในการทำเกษตรแปลงใหญ่ หรือเกษตรกรรมที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้ เกษตรกรส่วนที่เหลือจะไปอยู่ตรงไหน ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) ที่รัฐพยายามผลักดัน จะมีตำแหน่งงานรองรับเพียงพอกับจำนวนคนจากภาคการเกษตร ซึ่งเป็นรุ่นลูกหลานของเกษตรกรในปัจจุบันหรือไม่ สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องคิดให้ดี

“ชะตากรรมของเกษตรกรไทย” หากจะดำรงอยู่รอดได้ เชื่อว่าน่าจะต้องอาศัยความรู้ความสามารถของตัวเกษตรกร รวมถึงการสนับสนุนของภาครัฐในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรไทย ให้ปลอดภัยไร้สารพิษ เพื่ออำนาจการต่อรองกับนายทุนจากทั้งในและต่างประเทศ ด้วยการให้ความสำคัญในเรื่องของการพัฒนาตนเองให้มีความรู้ในการลดต้นทุน เน้นการสร้างปัจจัยการผลิตด้วยลำแข้งของตนเอง เพื่อสร้างแหล่งอาหารที่ปลอดภัย ทดแทนการใช้สารเคมีและพิษ ไม่ว่าจะเป็นการทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก จากเศษซากอินทรียวัตถุที่ได้จากการเก็บเกี่ยวผลผลิต การผลิตจุลินทรีย์ย่อยสลายอินทรียวัตถุของตนเอง อย่างจุลินทรีย์จากมูลสัตว์เคี้ยวเอื้อง (วัว ควาย แพะ แกะ) ทดแทนการนำเข้าจุลินทรีย์จากต่างประเทศ การให้ความสำคัญกับจุลินทรีย์ท้องถิ่นสายพันธุ์ไทย โดยการหมักขยายกับน้ำมะพร้าวอ่อน นมยูเอชที ไข่ไก่ แป้งข้าวโพด แป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว ในการป้องกันปราบปราบโรคแมลงศัตรูพืช ทดแทนการใช้สารเคมีวัตถุอันตรายที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมากๆ มองในแง่ปริมาณของสารวัตถุอันตรายทั้งหมดก็จะมีมากถึงกว่า 160,000,000 กิโลกรัม (หนึ่งร้อยหกสิบล้านกิโลกรัม หรือ หนึ่งแสนหกหมื่นตัน) ลองคิดดูว่าปริมาณสารต่างๆ เหล่านี้ไปอยู่ที่ไหน ซึ่งล้วนแล้วแต่นำไปฉีดพ่น ราด รด พื้นดินแหล่งเพาะปลูกทั่วประเทศ ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นป่าต้นน้ำ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ น่าน เพชรบูรณ์ ตาก ฯลฯ และสารพิษที่ตกค้างเหล่านี้เมื่อฝนตกก็ถูกชะล้างไหลลงสู่เขื่อน ห้วย หนอง คลอง บึง ทำให้ระบบนิเวศต่างๆ อย่าง สัตว์น้ำ กุ้ง หอย ปู ปลา ล้มหายตายจาก บางชนิดอาจจะกลายพันธุ์ หรือสูญพันธุ์ไป

ทิศทางของภาคการเกษตรไทยนั้น ถ้ามุ่งไปสู่การทำเกษตรที่ดี มีคุณภาพ ปลอดภัยไร้สารพิษ หรือเกษตรอินทรีย์ รวมถึงแปรรูปให้หลากหลายสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค ก็จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มได้ และผู้บริโภคทั่วโลกก็จะหันมานำเข้าอาหารที่ปลอดภัยจากภาคเกษตรของไทย สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัยหรือต้องการคำปรึกษา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร. 0-2986-1680-2

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ

ดันสร้างอ่างเก็บน้ำ3แห่งรวด รองรับแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ‘ตาก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/304753

x

ดันสร้างอ่างเก็บน้ำ3แห่งรวด รองรับแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ‘ตาก’

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) การพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อรองรับพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตาก เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำ รองรับความต้องการที่จะเกิดขึ้นทั้งปัจจุบันและอนาคต รวมทั้งหาแนวทางการพัฒนาและบริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยในพื้นที่ โดยมีพื้นที่การศึกษาครอบคลุม 21 ตำบล 5 อำเภอของจังหวัดตาก คือ อำเภอแม่ระมาด แม่สอด พบพระ วังเจ้า และอำเภอเมือง

สำหรับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ดังกล่าวในปัจจุบัน มีทั้งหมด 62 โครงการ สามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณ 29.45 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นเพียงร้อยละ 0.56 ของปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยในพื้นที่โดยมีพื้นที่ชลประทานและพื้นที่รับประโยชน์ทั้งหมด 81,825 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 9.43 ของพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมดเท่านั้น ส่วนโครงการตามแผนหลักการพัฒนาแหล่งน้ำเขตเศรษฐกิจพิเศษตากที่เคยศึกษาเบื้องต้นไว้นั้น มีทั้งหมด 153 โครงการ ประกอบด้วย โครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลางจำนวน 21 โครงการ และโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กอีก 132 โครงการ สามารถเก็บกักน้ำรวมกันได้ 366.17 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่ชลประทานและพื้นที่รับประโยชน์รวม 384,629 ไร่ คาดว่าจะใช้งบลงทุนทั้งหมดประมาณ 24,690.93 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในการศึกษาในครั้งนี้ กรมชลประทานได้ทำการคัดเลือกโครงการที่มีความสำคัญในระดับต้นและมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการจำนวน 3 โครงการ ได้แก่

โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ละเมาตอนกลาง-บ้านห้วยยะอุ ตัวเขื่อนจะสร้างกั้นห้วยแม่ละเมา สาขาของแม่น้ำเมยที่บ้านห้วยยะอุ ตำบลด่านแม่ละเมา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เป็นอ่างฯขนาดกลางมีความจุในระดับกักเก็บสูงสุด 85.285 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) โดยปริมาณฝนเฉลี่ยในพื้นที่ลุ่มน้ำ 1,463 มม./ปี และมีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ย 314.136 ล้าน ลบ.ม./ปี เมื่อแล้วเสร็จจะสามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานได้ 70,000 ไร่ ส่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค 21 ล้าน ลบ.ม./ปี และรักษานิเวศลำน้ำ 3.245 ลบ.ม./วินาที ใช้งบการก่อสร้างประมาณ 1,415 ล้านบาท พื้นที่อ่างเก็บน้ำและพื้นที่หัวงานตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกพาเจริญ จะต้องดำเนินการศึกษา EIA

โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยอุ้มเปี้ยมตอนบน ตัวเขื่อนสร้างกั้นห้วยอุ้มเปี้ยม ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของห้วยแม่ละเมา ที่หมู่ 2 บ้านแม่ละเมา ตำบลคีรีราษฎร์ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก เป็นอ่างฯขนาดกลาง มีความจุในระดับกักเก็บสูงสุด 84.07 ล้าน ลบ.ม. โดยมีปริมาณฝนเฉลี่ยในพื้นที่ลุ่มน้ำ 1,407 มม./ปี และปริมาณน้ำท่าเฉลี่ย 82.17 ล้าน ลบ.ม./ปี เมื่อแล้วเสร็จ จะสามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทาน 38,000 ไร่ ส่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค 600,000 ลบ.ม./ปี และรักษานิเวศลำน้ำ 0.50 ลบ.ม./วินาที ใช้งบในการก่อสร้างประมาณ 5,084 ล้านบาท พื้นที่อ่างเก็บน้ำและพื้นที่หัวงานตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกพาเจริญ จะต้องดำเนินการศึกษา EIA เช่นเดียวกัน

และโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่กึ๊ดหลวงตอนบน ตัวเขื่อนสร้างกั้นห้วยแม่กึ๊ดหลวง ลำน้ำสาขาของห้วยแม่ละเมา ที่หมู่ 12 บ้านใหม่พัฒนา ตำบลแม่กาษา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เป็นอ่างฯขนาดกลาง มีความจุในระดับกักเก็บสูงสุด 2.445 ล้าน ลบ.ม. โดยมีปริมาณฝนเฉลี่ยในพื้นที่ลุ่มน้ำ 1,463 มม./ปี และปริมาณน้ำท่าเฉลี่ย 4.64 ล้าน ลบ.ม./ปี เมื่อแล้วเสร็จ จะสามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทาน 3,000 ไร่ ส่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค 76,030 ลบ.ม./ปี และรักษานิเวศลำน้ำ 0.075 ลบ.ม./วินาที ใช้งบในการก่อสร้างประมาณ 268 ล้านบาท โดยพื้นที่อ่างเก็บน้ำและพื้นที่หัวงานตั้งอยู่ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าละเมา

‘คูโบต้า’จับมือกองทัพบก เดินสายช่วยภัยหนาวทั่วปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/304750

x

‘คูโบต้า’จับมือกองทัพบก เดินสายช่วยภัยหนาวทั่วปท.

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.วีรชัย อินทุโศภน ผช.ผบ.ทบ. เปิดเผยว่า กองทัพบกร่วมกับ บริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด จัดโครงการ “KUBOTA พลังใจสู้ภัยหนาว” เพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ประสบภัยหนาวในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง ซึ่งการจัดโครงการครั้งนี้เป็นโครงการต่อเนื่องปีที่ 4 โดยจะเริ่มลงพื้นที่ในปลายเดือนพฤศจิกายนนี้

นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส สยามคูโบต้า กล่าวว่า จากการดำเนินโครงการในปีที่ผ่านๆ มา พบว่า เสื้อกันหนาวที่มอบให้แก่เด็กและประชาชนในหลายพื้นที่มีส่วนช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากสภาวะอากาศที่หนาวเย็นได้ แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงมีอีกหลายพื้นที่ในถิ่นทุรกันดารที่รอคอยความช่วยเหลือและขาดแคลนเสื้อกันหนาว และด้วยแนวคิดในการดำเนินธุรกิจของสยามคูโบต้า ที่มีการพัฒนาควบคู่ไปกับการตอบแทนสังคม ทั้งในด้านการศึกษา เยาวชน สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยและอาชีวอนามัย บริษัทจึงได้จัดโครงการ “KUBOTA พลังใจสู้ภัยหนาว” ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้นโยบายความรับผิดชอบต่อสังคม ในด้านชุมชนและสังคม ที่จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 18 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประสบภัยหนาว โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็ก เยาวชน และผู้ด้อยโอกาสที่ขาดแคลนปัจจัยในการดำรงชีพเมื่ออากาศหนาวเย็น

สำหรับโครงการ “KUBOTA พลังใจสู้ภัยหนาว” ปีที่ 18 ได้นำคณะผู้บริหาร ผู้แทนจำหน่ายสยามคูโบต้า และพนักงานสยามคูโบต้าที่มีจิตอาสา ลงพื้นที่มอบเสื้อกันหนาว 10,000 ตัว ระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน – 13 ธันวาคม ใน 4 จังหวัด ได้แก่ ตาก กาญจนบุรี อุดรธานี และเลย

กยท.ถก15ชาติผู้รับซื้อยางรายใหญ่ l ลุยล็อบบี้จีนรับซื้อยางพาราคละแบบเพิ่ม2แสนตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/304752

x

กยท.ถก15ชาติผู้รับซื้อยางรายใหญ่ l ลุยล็อบบี้จีนรับซื้อยางพาราคละแบบเพิ่ม2แสนตัน

วันพุธ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 18.58 น.

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาได้เดินทางไปเมืองโบเอา มณฑลไห่หนาน ประเทศจีน เพื่อร่วมการประชุมใหญ่กลุ่มผู้ผลิตและผู้ใช้ยางพาราจาก 15 ประเทศ และหารือแนวทางแก้ไขปัญหาราคายางที่ผันผวน โดยที่ประชุมได้เสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆจากยาง เพื่อก่อให้เกิดการกระตุ้นการใช้ยางมากขึ้น

นอกจากนี้ กยท.ยังได้ร่วมเจรจาทางการค้ากับบริษัท Hainan Rubber Industrial Group ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นโดยรัฐบาลจีน โดยตรงอีกด้วย ซึ่งการเจรจาในครั้งนี้ เป็นการทำสัญญาแบบ Business to Business ระหว่าง 2 องค์กร เพื่อวางเป้าในการซื้อขายยางคละแบบ ทั้งยางก้อนถ้วย ยางแผ่นรมควัน และยางแท่ง ซึ่งจะเป็นช่องทางการตลาดที่มาสนับสนุนการพัฒนาตลาดยางของ กยท. ที่กำลังเร่งพัฒนาเพื่อรองรับผลผลิตของเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง

“กยท. จะเป็นตัวกลางในการจัดหาและรวบรวมผลผลิต พร้อมเปิดรับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่มีความพร้อม และสนใจเข้าร่วมโครงการ ซึ่งการขอทำสัญญาซื้อยางในลอตแรกจำนวน 10,000 ตัน คาดว่า เราพร้อมส่งมอบในเดือนธันวาคม 2560 นี้ นอกจากนั้นแล้ว ทางฝ่ายผู้ซื้อจากประเทศจีน ยังแสดงความสนใจที่จะให้ กยท. รวบรวมยางคละแบบ ทั้งยางก้อนถ้วย ยางแผ่น ยางแท่ง โดยวางเป้าหมายไว้ ปีละกว่า 200,000 ตัน ซึ่งภายหลังการส่งมอบยางในชุดแรกแล้ว คงจะเจรจาในรายละเอียดวิธีการทำงานร่วมกันให้ชัดเจน”

นายธีธัชกล่าวต่อว่า มณฑลไห่หนาน เป็นมณฑลที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับยางพารามาแล้วกว่า 50 ปี มีพื้นที่ปลูกยางมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศจีนประมาณ 3 ล้านไร่ โดยมีรัฐบาลจีนให้การสนับสนุน ซึ่งประสบปัญหาเรื่องราคาเช่นเดียวกับประเทศไทย รัฐบาลจีนจึงหันมาสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกยางแบบพืชผสมผสาน แทนที่จะปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำให้ในปัจจุบันเกษตรกรมีรายได้จากสินค้าเกษตรอื่นๆ อีกกว่า 8 ชนิด เช่น ส้ม ใบชา กาแฟ และพืชเศรษฐกิจอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ และสภาพอากาศที่อาจไม่เอื้ออำนวยกับการปลูกยางนักเมื่อเทียบกับประเทศแถบร้อน ทำให้ได้ผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการ อีกทั้งยังเผชิญกับพายุพัดถล่มบ่อยครั้ง จึงจำเป็นต้องมีการนำเข้ายางจากประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศไทย

“มลฑลไห่หนาน อยู่ในฐานะที่เป็นทั้งผู้ปลูกและผู้ใช้ยางพารา จึงมีความเข้าใจในสถานการณ์ความผันผวนของยางพาราเป็นอย่างดี และมีความต้องการที่จะให้ราคาเป็นไปในทิศทางที่สูงขึ้น จึงนำมาสู่การร่วมมือทางการค้ากับประเทศไทย ซึ่งประโยชน์ส่งต่อถึงมือชาวสวนยางไทยอย่างแน่นอน” นายธีธัช กล่าว

เดินหน้าแผนแก้น้ำท่วมเมืองคอน ยึดแนวพระราชดำริ-ดันสร้าง‘Flood Way’ช่วยระบาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/304490

x

เดินหน้าแผนแก้น้ำท่วมเมืองคอน ยึดแนวพระราชดำริ-ดันสร้าง‘Flood Way’ช่วยระบาย

วันพุธ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมชลประทานน้อมนำแนวพระราชดำริแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากจังหวัดนครศรีธรรมราช เร่งเดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สร้าง Flood Way ระบายน้ำพร้อมปรับปรุงคลองธรรมชาติ และสร้างประตูระบายน้ำอีก 7 แห่ง ใช้ควบคุมการบริหารจัดการน้ำ และกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง

นายปริญญา สัคคะนายก ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 15 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้น้อมนำแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาดำเนินการแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากของเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งพระองค์ทรงมีพระราชดำรัสในการแก้ไขและบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราช ภายหลังจากเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2531 ที่มีน้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่มลงมาทับหมู่บ้านคีรีวงศ์ อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินคิดเป็นมูลค่ามหาศาล

ทั้งนี้ลักษณะภูมิประเทศของจังหวัดนครศรีธรรมราช จะมีเทือกเขาหลวงอยู่กลางเมือง สองฝั่งซ้ายขวาของเทือกเขาเป็นแอ่งกระทะ ใจกลางอำเภอเมือง มีคลองท่าดี ที่ต้นคลองรับน้ำได้ 750 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ไหลผ่าน แต่เมื่อไหลเข้าตัวเมืองคลองจะแคบลงเป็นคอขวด และแยกย่อยออกไป 5-6 สาย โดยทุกสายคลองอยู่ในตัวเมืองทั้งสิ้น จึงเกิดน้ำท่วมได้ง่ายเมื่อน้ำโดนสิ่งกีดขวางหรือมีปริมาณไหลลงมาจำนวนมากเกินไป ประกอบด้วยบริเวณชายฝั่งติดทะเลเป็นที่ราบ การระบายน้ำออกสู่ทะเลค่อนข้างยากทำให้เกิดน้ำท่วมขัง และน้ำยังไหลล้นตลิ่งอีกด้วย

ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 15 กล่าวต่อว่า กรมชลประทานได้ดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์ คือ อ่างเก็บน้ำคลองกะทูน และอ่างเก็บน้ำคลองดินแดง อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความจุรวมกัน 130.5 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ซึ่งสามารถบรรเทาอุทกภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เกิดเหตุการณ์อุทกภัยซ้ำรอยเดิมยาวนานจนเมื่อต้นปี 2560 ที่ผ่านมาได้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ขึ้น ในพื้นที่อำเภอเมือง ทางฝั่งซ้ายของเทือกเขาหลวง กรมชลประทานจึงได้น้อมนำแนวทางการแก้ไขที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เคยพระราชทานพระราชดำรัสไว้ มาใช้แก้ปัญหาอีกครั้ง

โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมไว้ว่า ให้ทำทางผันน้ำ (Flood Way) จากต้นน้ำคลองท่าดี ให้ไหลไปลงอ่าวไทย กรมชลประทานจึงได้น้อมนำแนวพระราชดำรัสดังกล่าว มาดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยจะทำการขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ 3 สาย ความยาวรวม 18.64 กิโลเมตร พร้อมกับปรับปรุงคลองธรรมชาติเดิม ซึ่งจะสามารถรับน้ำได้สูงสุด 850 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพียงพอที่จะไม่ทำให้น้ำไหลเข้าท่วมพื้นที่เศรษฐกิจในตัวเมือง พร้อมทั้งสร้างประตูระบายน้ำ 7 แห่ง เพื่อใช้ควบคุมบริหารจัดการน้ำ และใช้ในการกักเก็บน้ำไว้ในคลองเพื่อใช้อุปโภคบริโภคและการเกษตรในฤดูแล้งได้อีกประมาณ 8 ล้าน ลบ.ม. นอกจากนี้ยังจะมีการสร้างถนนตลอดแนวคลองไว้ใช้สัญจรอีกด้วย

“ชาวนครศรีธรรมราชต้องน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ได้พระราชทานแนวทางบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชเอาไว้ ขณะนี้กรมชลประทานกำลังดำเนินการขุดลอกเพิ่มประสิทธิภาพคลองธรรมชาติเดิมอยู่ 1 สาย ได้แก่คลองหัวตรุดความยาว 9.3 กม. ในปีต่อไป จึงได้มีการจัดซื้อที่ดินเพื่อขุดคลองสายใหม่และก่อสร้างประตูระบายน้ำที่อยู่ต้นคลองและตามปลายคลองต่างๆ ไว้คอยควบคุมน้ำเป็นลำดับถัดไป นอกเหนือจากนี้ยังมีแผนระยะยาวคือการยกระดับพื้นถนนเพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก การสร้างสถานีสูบน้ำ อีกด้วย” นายปริญญากล่าว

ดัน‘ออมไม่อด จดไม่จน’ ปลูกฝังเยาวชนทำบัญชีใช้จ่ายเพิ่มวินัยทางการเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/304488

x

ดัน‘ออมไม่อด จดไม่จน’ ปลูกฝังเยาวชนทำบัญชีใช้จ่ายเพิ่มวินัยทางการเงิน

วันพุธ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ดำเนินการส่งเสริมการทำบัญชี ให้แก่สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มอาชีพ วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มเป้าหมาย เพื่อเป็นเครื่องมือนำทางให้ผู้ทำบัญชี รู้จักคิด รู้จักจ่าย รู้จักออม และเกิดแรงจูงใจที่จะปรับเปลี่ยนตนเองสู่ชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ก่อเกิดแนวคิดพัฒนาอาชีพ ทำให้รู้รายได้ รู้รายจ่าย มีเงินออม ก้าวสู่การดำเนินชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง โดยเด็กและเยาวชนถือเป็นกลุ่มเป้าหมายหนึ่งที่กรมฯให้ความสำคัญ ต้องการให้ตระหนักถึงประโยชน์ของบัญชี และสามารถจัดทำบัญชีรับ-จ่ายของตนเองได้

โดยตลอดเดือนพฤศจิกายน 2560 นี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ร่วมบูรณาการสอนแนะความรู้ด้านบัญชีให้แก่เยาวชน ในโครงการ “ออมไม่อด จดไม่จน” ซึ่งจัดโดยสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมป์ โดยร่วมเป็นวิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการทำบัญชี พร้อมแจกสมุดบัญชีต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนรู้จักการจดบันทึกบัญชีรับ-จ่ายที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาความยากจน ขณะเดียวกันก็เป็นการปูพื้นฐานให้กับเยาวชนนักเรียน มีนิสัยรักการออมโดยผ่านการจดบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่าย รู้จักการคิดคำนวณ รู้คุณค่าของเงิน และมีวินัยทางการเงิน ซึ่งการออมโดยการจดบันทึกนี้ มีความสำคัญกับการสร้างฐานรากเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งและแข็งแกร่ง ทำให้เกิดความสามัคคี และความปรองดองภายในครอบครัว และชุมชนได้

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจัดขึ้น ณ โรงเรียนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้แก่ โรงเรียนวัดแสนเกษม มีกลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 83 คน โรงเรียนสุเหร่าลำแขก กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 และระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 รวม 245 คน โรงเรียนสุโขทัย กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5-6 จำนวน 177 คน ร่วมด้วยโรงเรียนวัดสวัสดิ์วารีสีมาราม จำนวน 24 คน รวม 201 คน

ส่องเกษตร : ใคร? รมว.เกษตรฯคนใหม่!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/304487

449007

ส่องเกษตร : ใคร? รมว.เกษตรฯคนใหม่!

วันพุธ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

การปรับครม.“ประยุทธ์ 5”ยังคงเป็นที่เฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดจากสื่อมวลชนทุกแขนง ขณะที่แวดวงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็เงี่ยหู แหงนคอ ตั้งตารอดูอย่างใจจดใจจ่อว่า ในที่สุดแล้ว จะได้ใคร?มาเป็นเจ้ากระทรวงคนใหม่กันแน่ โดยที่แทบไม่มีใครที่เชื่อว่า บิ๊กฉัตร-พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ จะยังคงได้อยู่ในเก้าอี้ตัวเดิมต่อไปอีก

นับถึงขณะนี้ มีหลายชื่อที่โผล่ในโผสื่อมวลชนว่า มีโอกาสได้เป็นรมว.เกษตรฯคนใหม่ ตั้งแต่พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ สมาชิก สนช.ผู้เป็น “เพื่อนซี้”ของบิ๊กฉัตรและเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร-ตท.12 หรือ จปร.23 ของบิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งตอนที่ คสช.ยึดอำนาจใหม่ๆ เคยส่งบิ๊กฉัตรมาดูแลหลายกระทรวงเศรษฐกิจ และตอนนั้นบิ๊กฉัตรก็ดึงเอาเพื่อนซี้ “ยอดยุทธ” ให้มาเป็นที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจ ร่วมรับผิดชอบกระทรวงเกษตรฯดูแลปัญหาราคาพืชผลต่างๆ ด้วย

อีกชื่อหนึ่งในโผสื่อมวลชนคือนพ.ยุคล ลิ้มแหลมทอง ลูกหม้อเก่ากระทรวงเกษตรฯที่เคยผ่านการเป็นอธิบดีกรมปศุสัตว์จนถึงปลัดกระทรวงมาก่อน แถม “ส้มหล่น” หลังเกษียณได้เป็นรมว.เกษตรฯยุครัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรในโควตาพรรคชาติไทยพัฒนาของหลงจู๊“บรรหาร ศิลปอาชา” ผู้ล่วงลับไปแล้ว

รายชื่อล่าสุดโผล่มาอีกคนคือ นายกฤษฎา บุญราช ที่มีข่าวว่า นายกฯบิ๊กตู่ชื่นชมการทำงานสมัยเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย ก่อนที่จะเกษียณมา และยังมีชื่อติดโผว่าอาจจะได้เป็นรมว.แรงงานด้วย

นอกจากนี้ยังมีชื่อนายลักษณ์ วัจนานวัช อดีตผู้จัดการใหญ่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส.แต่ชื่อนี้ข่าวว่าจะมาเป็นรมช.เกษตรฯเท่านั้น ยังไม่ถึงชั้นเจ้ากระทรวงคนใหม่

เห็นแต่ละรายชื่อที่ออกมานี้แล้ว ผมก็อยากตั้งข้อสังเกตดังนี้

ถ้าโผคลอดออกมาเป็นพล.อ.ยอดยุทธ มันจะมีอะไรต่างจากตอนนี้ที่บิ๊กฉัตรเป็นรมว.เกษตรฯหรือ? เจ้ากระทรวงก็ยังคงมาจากทหาร ที่เป็นเพื่อนซี้ เพื่อนร่วมรุ่นนายกฯบิ๊กตู่ แนวความคิดการบริหารกระทรวง ก็คงไม่มีอะไรแตกต่างจากเดิม เพราะที่ผ่านมาก็ได้ทำงานเป็นที่ปรึกษาบิ๊กฉัตรมาก่อน

ถ้าโผออกที่นพ.ยุคลจะมีอะไรดีขึ้นไหม บทเรียนในช่วงต้นของรัฐบาล คสช.ก็เอาอดีตลูกหม้ออย่างนายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา มาเป็นรมว.เกษตรฯ ก็แก้ไขปัญหาหรือทำอะไรให้ดีขึ้นไม่ค่อยได้นัก จนต้องปรับเปลี่ยนมาเป็นบิ๊กฉัตร นอกจากนี้นพ.ยุคลยังมีภาพที่อิงการเมือง พรรคปลาไหล ขณะที่ระบบหลงจู๊ที่เคยครอบงำกระทรวงเกษตรฯมาอย่างยาวนาน เพิ่งจะถูกแก้ไขไปได้บางส่วน แล้ว คสช.จะปล่อยให้กลับมาครอบงำใหม่อีกหรือ?

หรือสุดท้าย ถ้าโผออกที่นายกฤษฎา บุญราช รายชื่อที่ปรากฏล่าสุด ความที่ไม่เคยมีประวัติการทำงานที่จะเกี่ยวโยงมาถึงเรื่องการเกษตรโดยตรง จึงอาจจะมองภาพอะไรได้ไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม การเป็นนักปกครอง อดีตข้าราชการระดับสูงของประเทศ ในแง่บริหารงานน่าจะพอไปได้ อีกทั้งงานที่เกี่ยวกับมวลชน ปัญหาพี่น้องเกษตรกรในระดับพื้นที่ อาจหวังอาศัยคอนเนกชั่นความที่เคยเป็น “เจ้านายเก่า” แห่งกระทรวงคลองหลอด ทำให้ระดับปกครองในพื้นที่ต่างๆ ร่วมไม้ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรฯได้มากขึ้นก็ได้

แต่ในด้านวิสัยทัศน์ การแก้ไขปัญหาของพี่น้องเกษตรกรให้ตรงจุดตรงเป้า “สานงานเดิม เสริมงานใหม่”ให้กับกระทรวงเกษตรฯ ผมไม่คิดว่า
จะหวังอะไรได้มากนัก ยิ่งมาจากกระทรวงมหาดไทย ที่ได้ชื่อเป็นกระทรวง“มาเฟีย” วัฒนธรรมองค์กรจะกลมกลืนไปได้แค่ไหนกับข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ที่มีข้าราชการจำนวนไม่น้อยเป็นพวกกึ่งนักวิชาการอยู่ ก็ยังเป็นข้อสงสัยอยู่

อย่างไรก็ตาม คนที่จะมาเป็นรมว.เกษตรฯที่จะให้ “เพอร์เฟกท์-ดีเลิศ” จริงๆนั้น หาได้ยากเย็นแทบเป็นไปไม่ได้ ยิ่งถ้าย้อนหลังไปผู้ดูรายชื่อรมว.เกษตรฯในช่วง 20 กว่าปีมานี้ บอกได้เลยว่าส่วนใหญ่ล้วนมีปัญหาแทบทั้งสิ้น จนบางคนติดคุกติดตะรางเพราะข้อหาทุจริตคอร์รัปชั่น ก็มีให้เห็นอยู่จะจะ

ผมจึงไม่คิดหวังว่า รมว.เกษตรฯคนใหม่ของ “ประยุทธ์ 5” จะได้คนที่ทรงประสิทธิภาพยอดยิ่ง ขอแค่ให้“ทำงานเป็น” กำกับ ควบคุมให้ข้าราชการทำงานแก้ไขปัญหาให้พี่น้องเกษตรกรได้ระดับที่น่าพอใจ ไม่อืดอาดยืดยาดจนน่าเกลียด ขณะเดียวกันก็ต้องพอจะช่วยวางรากฐานสำหรับอนาคตได้บ้าง อีกทั้งไม่เอาแต่ “สร้างภาพ” ต้องรู้จักเปิดหูเปิดตา รับฟังข้อคิดเห็นต่างๆ และใช้ “คน” ให้ถูกกับงาน

ที่สำคัญที่สุดก็คือ อย่าเข้ามาหาผลประโยชน์โดยมิชอบทั้งแก่ตัวเองและพวกพ้อง จนน่าชิงชังรังเกียจก็แล้วกัน

สาโรช บุญแสง

ลุยรับซื้อยางก้อนถ้วยภาคอีสาน สร้างความเป็นธรรม-เพิ่มรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/304485

x

ลุยรับซื้อยางก้อนถ้วยภาคอีสาน สร้างความเป็นธรรม-เพิ่มรายได้

วันพุธ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า ตลาดกลางยางพาราจังหวัดหนองคาย เปิดให้บริการซื้อขายผลผลิตยางแผ่นดิบและยางก้อนถ้วยครอบคลุมพื้นที่ 10 จังหวัด ในภาคอีสาน ได้แก่ หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี หนองบัวลำภู เลย สกลนคร นครพนม ขอนแก่น กาฬสินธุ์ และมุกดาหาร โดยปีที่ผ่านมา ตลาดกลางแห่งนี้ มีปริมาณยางแผ่นดิบและยางแผ่นรมควัน 180,474 กก./ปี และเริ่มลดลง เนื่องจาก ชาวสวนยางในพื้นที่อีสานกว่า 99% นิยมขายวัตถุดิบในรูปแบบยางก้อนถ้วย โดยในปี 2559 และ 2560 มีปริมาณยางก้อนถ้วยเข้าสู่ตลาด 961,156 และ 878,023 กก. ตามลำดับ จึงได้มีการพัฒนาตลาดให้รองรับการซื้อขายยางก้อนถ้วย

“ตลาดกลางยางพารา จะเป็นทางเลือกของเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางในการขายยาง โดยมีราคาที่เป็นธรรมในการซื้อขายจริง และสามารถเป็นราคาอ้างอิงในท้องถิ่นได้ เน้นซื้อขายผลผลิตที่มีคุณภาพเพื่อให้ได้ราคาที่ดี และเป็นไปตามมาตรฐานความต้องการของตลาด ปริมาณยางก้อนถ้วยที่เข้าตลาดกลางยางพาราหนองคาย เฉลี่ยรอบละ 80 ตัน คาดว่า การเข้าประมูลยางก้อนถ้วยตลาดกลางยางพาราหนองคายของหน่วยธุรกิจ ไม่เพียงแต่ผลักดันคุณภาพผลผลิตเท่านั้น แต่จะช่วยชี้นำให้เกิดความเป็นธรรมตามคุณภาพ น้ำหนักและราคาด้วย”

สศก.ลุยจัดทำข้อมูลเอกภาพปาล์ม แนะเกษตรกรตัดผลสุกช่วยรักษาเสถียรภาพราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/304489

x

สศก.ลุยจัดทำข้อมูลเอกภาพปาล์ม แนะเกษตรกรตัดผลสุกช่วยรักษาเสถียรภาพราคา

วันพุธ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้ สศก. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่แหล่งผลิตปาล์มน้ำมัน ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี กระบี่ และนครศรีธรรมราช เพื่อติดตามสถานการณ์และข้อเท็จจริงของการผลิตปาล์มน้ำมันเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนและเป็นเอกภาพ

ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับปริมาณการผลิตและราคานั้น คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ได้มีมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาปาล์มน้ำมัน ประกอบด้วย มาตรการ ระยะสั้น มอบหมายให้กระทรวงพลังงานออกประกาศปรับสัดส่วนการใช้ไบโอดีเซล จาก B5 เป็น B7 ซึ่งจะมีการใช้น้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้นประมาณเดือนละ 12,000 ตัน โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2560 และกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ขอความร่วมมือกรมธุรกิจพลังงานให้ประสานผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ปรับสำรองไบโอดีเซลเพิ่มขึ้น และให้สมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์มและสมาคมไบโอดีเซล รับซื้อน้ำมันปาล์มดิบไม่ต่ำกว่า กิโลกรัมละ 22 บาท รวมทั้งห้างค้าส่ง-ปลีก สมัยใหม่ (Modern Trade) งดจัดรายการส่งเสริมการขายน้ำมันพืชปาล์ม

ระยะยาว ดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ปฏิรูปปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มทั้งระบบปี 2560-2579 ซึ่ง ครม. มีมติรับแล้วเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2559 โดยยุทธศาสตร์ดังกล่าวมีเป้าหมายที่สำคัญ 3 ประการ คือ 1) การเพิ่มผลผลิตปาล์มน้ำมันต่อไร่และการลดต้นทุนการผลิต 2) การส่งเสริมการทำปาล์มคุณภาพเพื่อเพิ่มอัตราการสกัดน้ำมันจากร้อยละ 17 ในปี 2559 เป็นร้อยละ 23 ในปี 2579 และ 3) การเพิ่มช่องทางการใช้น้ำมันปาล์มให้เพิ่มมากขึ้น เช่น การเพิ่มสัดส่วนการใช้ไบโอดีเซลเป็น B10 การพัฒนาอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีคอลเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เป็นต้น

ทั้งนี้ รมว.เกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายส่งเสริมและให้ความรู้เรื่องการผลิตปาล์มน้ำมันคุณภาพ ตลอดจนเชื่อมโยงการผลิต การตลาด ตลอดห่วงโซ่อุปทาน และสร้างเครือข่ายกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมันแปลงใหญ่ ผู้ตัดปาล์ม ลานเท กับโรงสกัดน้ำมันปาล์มที่จะร่วมกันยกระดับคุณภาพเปอร์เซ็นต์น้ำมันเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ได้มาตรฐาน ซึ่งหากเกษตรกรให้ความร่วมมือก็จะส่งผลโดยตรงต่อราคาผลปาล์มน้ำมันที่เกษตรกรขายได้ในราคาที่สูงขึ้น