้เกษตรบูรณาการ : อย่าปากว่าตาขยิบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/305405

x

้เกษตรบูรณาการ : อย่าปากว่าตาขยิบ

วันจันทร์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตามติดเรื่องราวข่าวคราวกระทรวงเกษตรฯ ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องบอกว่าร้อนๆหนาวๆ ในหลายเรื่อง มาตั้งต้นสัปดาห์ โดยเรื่องใหญ่ที่สุดนั้นคือเรื่อง ที่ว่ากันด้วยเรื่องเก้าอี้ ไล่มาตั้งแต่ ตำแหน่งรมว.เกษตรฯ ของท่าน พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ซึ่งถึงวันนี้ก็ชัดเจนว่า ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะสุดท้ายท่านก็ต้องอำลาจากเก้าอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อีกเรื่องที่ว่ากันด้วยเรื่องตำแหน่งที่ร้อนไม่แพ้กัน นั้นคือ เรื่องของยางพารา ที่ว่ากันว่าเรื่องนี้มีการเล่นกำลังภายในกันพอสมควร เพราะหลังจากราคายางพาราตกต่ำ ก็มีทั้งม็อบมาไล่รมว.ให้พ้นจากเก้าอี้ไป เพราะนโยบายยางพาราของท่านรัฐมนตรีและมีทั้งม็อบหนุนให้อยู่ต่อ อ้างว่า เป็นความผิดของผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) “ดร.ธีธัช สุขสะอาด” ซึ่งก็มีทั้งม็อบไล่ และม็อบหนุน เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นผ่านมา “ธีธัช” ได้ลงพื้นที่ชี้แจง เรียงรายเป็นข้อๆ ให้สังคมรับทราบว่าเกิดอะไรขึ้น กับปัญหาราคายาง ซึ่งก็มีทั้ง ม็อบเห็นใจและม็อบขับไล่ ซึ่งสืบกันไปว่า เท็จจริงแค่ไหน ก็ได้ความว่า งานนี้การแก้ปัญหาราคายางพารา ในส่วนของ กยท. เท่าที่การข่าวเชิงลึกให้ข้อมูลมา ต้องบอกว่า การทำงานของ กยท. ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะมีขบวนการของคนบางกลุ่ม ชื่อ “แก๊งอีนางจอมล้วง” เข้าไปเขี่ยงานในกยท. ส่วนร่วมกับใคร อันนี้ ไม่ขอพูดถึงแต่ที่แน่ๆ มันกระทบกับการซื้อขายยางในตลาดกลางยางพารา เพราะเขาประสานกับเอกชนว่าง่ายๆ คือ เป็นคนที่อยู่เบื้องหลังการซื้อขายยางในตลาดกลางที่ผ่านมานั้นเอง และสุดท้ายมันก็ส่งผลให้ราคาตกต่ำต่อเนื่อง ส่วนใครเป็นใครในขบวนการ งานนี้หากจริงใจในการแก้ปัญหาราคายางพาราจริงละก็ท่านๆ คงต้องไปสืบเองนะขอรับ เผื่ออะไรจะกระจ่างมากขึ้น เผื่อราคาขยับสูงขึ้นเกษตรกรจริงๆ ที่มีสวนยางเป็นของตัวเอง จะได้ไม่เครียด

มาอีกเรื่องที่ เป็นเรื่องร้อน นั้นคือ เรื่องการเด้งด่วนตามคำสั่งม. 44 ให้ นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทาน และให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และให้ นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน แบบสายฟ้าแลบ เล่นเอานายทองเปลว เดินแทบไม่ได้ เพราะบุญล่นทับเท้า ซึ่งเรื่องนี้ คนนอกอาจจะมองว่า เป็นการเด้งด่วน แต่คนภายในเข้ารู้กันดีว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะคนในกระทรวงเกษตรฯ รู้มานานแล้วเพียงแต่รอเวลา ส่วนมีใครรู้เห็นกับการเตรียมพร้อมเรื่องนี้หรือไม่ อันนี้ต้องบอกว่า ต้องไปถามบิ๊กๆ ในกระทรวงเกษตรฯเองว่าทำไมท่านพี่ “ทองเปลว” จึงมีคนมองให้ทองเนื้อในปานนั้น เพราะเรื่อง ม. 44 แว่วว่ายังไม่ใช่เวลาของการใช้กับกรมชลแต่เป็นหน่วยงานอื่น แต่หวยมันดันมาลง ท่านพี่สมเกียรติเท่านั้นเอง  ส่วนใครจะว่าเด้งหรือไม่ เหมือนที่ ท่านอดีต รมว. ฉัตรชัยฯ บอกไม่ใช่เด้ง แล้วแต่จะคิดกันเอง นะเจ้าคะ

มาเรื่องสุดท้ายที่ ร้อนแรงนั้นคือ เรื่องการแต่งตั้งข้าราชการระดับ 9 ระดับรองอธิบดี ที่เพิ่งพ้นไปว่ากันว่ามีกว่า 14 ตำแหน่งแว่วว่างานนี้ ท่านรองอธิบดีกรมหนึ่ง ต้องหาเงินมาจ่ายใครสักคน ด้วยวงเงินมากถึง 200 ล้านบาท ส่วนจะตกถึงท้องใคร อันนี้ไม่ทราบ แต่ข่าวนี้อื้ออึงมากในกระทรวงเกษตรฯ รู้กันตั้งแต่ ระดับสูงถึงคนข้างล่าง ว่ากันว่างานนี้มีมือประสานเจ้าเดิมเดินสาย เก็บเงินให้นาย นายคือ.. งานนี้ สุดท้ายไม่รู้จะยังไงเพราะรัฐมนตรีคนเก่า “ฉัตรชัย” ที่เคยประกาศชัดว่าตั้งแต่วันแรกที่มานั่งกระทรวงเกษตรฯ ว่า  จะไม่มีเรื่องการทุจริตในช่วงที่ท่านยังนั่งอยู่ในกระทรวงเป็นอันขาด

แต่ในเมื่อวันนี้ท่านก็ไม่อยู่เสียแล้ว จึงได้แต่หวังว่า รัฐมนตรีว่าการคนใหม่ “กฤษฎา บุญราช” และรัฐมนตรีช่วยว่าการอีก 2 ท่าน ทั้ง “อาจารย์ช้าง” วิวัฒน์ ศัลยกำธร และ“ลักษณ์ วจนานวัช” จะช่วยกันเข้ามาดูแลให้เรียบร้อยต่อไป

เพราะต้องไม่ลืมว่าการจัดการปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลชุดนี้

ดังนั้นต้องอย่าให้ใครเห็นหรือคิดว่ารัฐบาลชุดนี้ และคณะรัฐมนตรี “ปากว่าตาขยิบ” กับเรื่องการปราบโกงอย่างเด็ดขาด

ราชดำเนิน

กรมชลงัดระบบ‘QR Code’ พัฒนาใช้ร่วมกับฐานข้อมูลโครงข่ายหมุดหลักฐาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/305403

x

กรมชลงัดระบบ‘QR Code’ พัฒนาใช้ร่วมกับฐานข้อมูลโครงข่ายหมุดหลักฐาน

วันจันทร์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายประทีป ภักดีรอด ผู้อำนวยการสำนักสำรวจด้านวิศวกรรมและธรณีวิทยาและรองโฆษกกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปีงบประมาณ
2561 เป็นต้นไป สำนักสำรวจด้านวิศวกรรมและธรณีวิทยา กรมชลประทาน จะนำเทคโนโลยี QR Code มาประยุกต์ใช้ร่วมกับระบบฐานข้อมูลโครงข่ายหมุดหลักฐาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวกรวดเร็วเป็นสากล ผ่านทางสมาร์ทโฟน โดยใช้ Application Line หรือ Application QR Code reader ต่างๆ ช่วยลดขั้นตอนในการติดต่อขอหมายหมุดหลักฐาน ค้นหาข้อมูล และจัดส่งข้อมูล สอดคล้องกับแนวทางในการพัฒนาหน่วยงานตามนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล

สำหรับระบบฐานข้อมูลโครงข่ายหมุดหลักฐานแผนที่ของกรมชลประทานนั้น เป็นหมุดที่ให้ค่าพิกัดและค่าระดับความสูงเหนือทะเลปานกลาง (รทก.) ใช้อ้างอิงในการบริหารจัดการน้ำของประเทศ หรือประกอบการปฏิบัติงาน โครงการชลประทานด้านอื่นๆ โดยจะทำขึ้นเป็นรายโครงการ ซึ่งเดิมนั้นหมุดหลักฐานจะเป็นระบบอนาล็อก ขั้นตอนการดำเนินงานในการสืบค้นและจัดส่งข้อมูลจะต้องใช้เวลานาน แต่เมื่อมีการนำเทคโนโลยี QR Code ซึ่งเป็นระบบดิจิตอลมาประยุกต์ใช้ ทำให้ลดขั้นตอนการทำงาน สืบค้นข้อมูลได้ทันท่วงที ประหยัดงบประมาณ และมีความแม่นยำช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้น

รองโฆษกกรมชลประทาน กล่าวต่อว่า ในการประยุกต์ใช้งาน QR Code ร่วมกับหมุดหลักฐานดังกล่าวนั้น สำนักสำรวจด้านวิศวกรรมและธรณีวิทยา โดยส่วนวิศวกรรม ได้มีการออกแบบเพลทหมุดหลักฐานและระบบฐานข้อมูลเพื่อให้รองรับการทำงานร่วมกับQR Code โดยจะประสานขอใช้งานเครื่องคอม พิวเตอร์แม่ข่ายเสมือนภายใต้บริการ RID-Cloudเพื่อใช้เป็นพื้นที่สำหรับจัดเก็บข้อมูล และสร้างUniform Resource Locator (URL) สำหรับเชื่อมโยงมายังฐานข้อมูลหมายหมุดหลักฐาน พร้อมทั้งได้จัดทำมาตรฐานเพลทหมุดหลักฐานกรมชลประทานใหม่ เพื่อให้รองรับระบบการทำงานร่วมกับระบบฐานข้อมูล และระบบ QR Code โดยสร้างเพลทหมุดหลักฐานด้วยเครื่องยิง Laser fiber บนแผ่นเพลทโลหะ และจะนำไปติดไว้โครงการชลประทานต่างๆ แทนหมายหมุดเดิม ซึ่งผู้สนใจข้อมูลของโครงการไหนสามารถสืบค้นข้อมูลได้จากการสแกน QR Code ที่แสดงไว้บนหมุดหลักฐานนั้นได้เลย

เดินหน้าเกษตรแปลงใหญ่กุ้งทะเล เพิ่มประสิทธิภาพผลิตเชื่อมโยงตลาดครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/305407

เดินหน้าเกษตรแปลงใหญ่กุ้งทะเล เพิ่มประสิทธิภาพผลิตเชื่อมโยงตลาดครบวงจร

เดินหน้าเกษตรแปลงใหญ่กุ้งทะเล เพิ่มประสิทธิภาพผลิตเชื่อมโยงตลาดครบวงจร

วันจันทร์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ปัจจุบันการผลิตสินค้าประมงมีการแข่งขันสูงทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ อีกทั้งยังมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ทำให้เกษตรกรรายย่อยต้องประสบปัญหาการผลผลิตและช่องทางจัดจำหน่าย รวมทั้งขาดโอกาสการเข้าถึงข้อมูลแหล่งทุน ทรัพยากร และการตลาด นอกจากนี้ เกษตรกรรายย่อยส่วนใหญ่ยังดำเนินการผลิตสินค้าแบบต่างคนต่างผลิตทำให้ยากต่อการจัดการผลผลิตให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องต่อความต้องการของตลาด แนวคิดการส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงตอบโจทย์ในการเพิ่มศักยภาพเปิดโอกาสให้เกษตรกรรายย่อยได้รวมกลุ่มกันในการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างครบวงจรพร้อมเชื่อมโยงสู่การตลาดเพื่อสร้างความยั่งยืนในการประกอบอาชีพ

“กุ้งทะเล” เป็นสัตว์น้ำอีกชนิดหนึ่งที่กรมประมงได้ผลักดันเข้าสู่โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ โดยระหว่างปี 2556-2557 ได้ประสบปัญหาวิกฤติจากโรคอีเอ็มเอส ทำให้ผลผลิตกุ้งทะเลลดลงอย่างมาก กระทบต่ออุตสาหกรรมกุ้งไทยทั้งระบบ จนกระทั่งในระยะฟื้นตัวจากช่วงดังกล่าว กรมประมงจึงได้นำนโยบายส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่มาใช้ในการบริหารจัดการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยสนับสนุนให้เกษตรกรรายย่อยรวมพื้นที่การผลิตการลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิต รวมทั้งผลิตสินค้าให้มีคุณภาพได้มาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาด ปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วม 590 ราย พื้นที่ 9,084.93 ไร่ สามารถรวมกลุ่มการผลิตกุ้งทะเลได้แล้ว 8 แปลง ใน 7 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี นครศรีธรรมราช ตราด ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี พัทลุง และตรัง ซึ่งต่างประสบความสำเร็จและสามารถสร้างความมั่นคงในอาชีพให้เกษตรกรได้เป็นอย่างดี

นายอนันต์ จรณโยธิน ประธานสหกรณ์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจังหวัดตรัง จำกัด อายุ 49 ปี กล่าวว่า จังหวัดตรัง เป็นหนึ่งในจังหวัดที่เข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่กับกรมประมง ตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งจากการส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ได้รวมกลุ่มกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สามารถช่วยลดต้นทุนในการเลี้ยงได้อย่างดี เนื่องจากเกษตรกรมีอำนาจในการต่อรองการซื้อปัจจัยการผลิต ลูกพันธุ์กุ้ง และเวชภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงมีการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีระหว่างกัน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิตกุ้งทะเลอย่างครบวงจร นอกจากนี้ ยังได้เชื่อมโยงการตลาดซึ่งมีการซื้อขายผลผลิตผ่านกลไกของสหกรณ์ ทำให้เกษตรกรสามารถเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้า และมีโอกาสเพิ่มช่องทางการตลาดสู่ Modern Trade ได้ในอนาคตอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันจังหวัดตรังสามารถสร้างผลผลิตกุ้งทะเลได้ถึง 12,153.33 ตันต่อปี สร้างมูลค่ากว่า 2 พันล้านบาท มีเกษตรกรเข้าร่วมเป็นสมาชิกแปลงใหญ่จำนวน 73 ราย รวมพื้นที่ 1,897 ไร่

ด้าน นางสาวจิราพร ศิริพันธ์ ผู้จัดการสถิตฟาร์ม อายุ 40 ปี หนึ่งในเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลจังหวัดตรัง ซึ่งเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ผันตัวจากอาจารย์สอนคอมพิวเตอร์เพื่อมาสานต่ออาชีพของครอบครัว เล่าว่า เป็นความท้าทายในการเริ่มต้นชีวิตการเป็นเกษตรกรอย่างเต็มตัว เนื่องจากช่วง 4 ปี ที่เข้ามาดูแลฟาร์มเป็นช่วงรอยต่อที่เกิดวิกฤติโรคอีเอ็มเอสระบาดอย่างหนัก ต้องประสบปัญหาขาดทุน แต่หลังจากที่สถานการณ์เริ่มฟื้นตัวและได้เข้าร่วมโครงการแปลงใหญ่ ทำให้ตนมีแนวคิดใหม่ๆ ในการบริหารจัดการฟาร์มจากการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกันระหว่างกลุ่ม โดยเทคนิคสำคัญคือ การจดบันทึกข้อมูลและจัดทำบัญชีอย่างละเอียด ทั้งในเรื่องต้นทุนรายรับ-
รายจ่าย ข้อมูลวิธีการเลี้ยงในสภาวการณ์ต่างๆ ซึ่งจะทำให้ทราบต้นทุนการผลิตที่แท้จริง การรับรู้ข้อมูลและสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วนั้น จะช่วยให้แก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการวิเคราะห์ในการเลี้ยงรอบถัดไปได้อีกด้วย

ปัจจุบันสถิตฟาร์มสามารถเพิ่มอัตราการรอดของการเลี้ยงกุ้งทะเลได้ถึง 75-80% และลดต้นทุนในการเลี้ยงได้ โดยลดการใช้สารเคมี หันมาใช้จุลินทรีย์แทน เช่น จุลินทรีย์ ปม. 1 ของกรมประมง ฉีดเพื่อบำบัดก้นบ่อก่อนการนำน้ำเข้าบ่อ และใช้ระหว่างการเลี้ยง จะทำให้เชื้อก่อโรคต่างๆ ในพื้นดิน และในน้ำลดลง สิ่งสำคัญจะต้องดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดพร้อมวางแผนการเลี้ยงโดยเฝ้าระวังสภาพดินฟ้าอากาศ เช่น ฝนตกหนักน้ำมีความเค็มต่ำต้องปล่อยกุ้งในปริมาณที่บางลง จะทำให้กุ้งมีอัตราการเจริญเติบโตที่ดี ปลอดโรค สามารถผลิตกุ้งไซส์ใหญ่ได้มากขึ้น ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดราคาจำหน่ายก็จะดีขึ้นตามไปด้วย “แปลงใหญ่…เป็นฐานข้อมูลในการผลิตและการตลาดที่ดี ทำให้เกษตรกรรู้ว่าจะต้องปรับตัวแต่ละช่วงเวลาอย่างไร ซึ่งจะช่วยประกอบการตัดสินใจในการเลี้ยงกุ้งให้ประสบผลสำเร็จได้เป็นอย่างดี” นางสาวจิราพร กล่าว

ไทยไฟเขียวนำเข้าเนื้อวัวเนเธอร์แลนด์ ย้ำปลอดภัยต่อผู้บริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/305402

ไทยไฟเขียวนำเข้าเนื้อวัวเนเธอร์แลนด์ ย้ำปลอดภัยต่อผู้บริโภค

ไทยไฟเขียวนำเข้าเนื้อวัวเนเธอร์แลนด์ ย้ำปลอดภัยต่อผู้บริโภค

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 15.57 น.

ไทย ไฟเขียวเนเธอร์แลนด์นำเข้าเนื้อวัว-เนื้อลูกวัวขยายเวลานำเข้าลูกไก่-ไข่ฟักหลังโรควัวบ้าระบาดในยุโรปทำส่งออก-นำเข้าชะงัก ย้ำปลอดภัยต่อผู้บริโภค-พรี่เมี่ยม

สถานทูตเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ ณ กรุงเทพฯ ได้จัดแถลงข่าวเรื่องกรมปศุสัตว์ของไทย อนุญาตอย่างเป็นทางการ นำเข้าเนื้อลูกวัว (Veal) และ เนื้อวัว (Beef) จากประเทศเนเธอร์แลนด์ มายังประเทศไทย และการขยายระยะเวลาการนำเข้าลูกไก่ (Day-Old-Chick) และไข่ฟัก (Hatching Egg) จากเนเธอร์แลนด์มายังประเทศไทยอย่างเป็นทางการ อันเป็นผลจากความพยายามทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ระหว่างรัฐบาลของทั้งสองประเทศ เพื่อส่งเสริมการค้าและนวัตกรรมด้านปศุสัตว์ระหว่างไทยกับเนเธอร์แลนด์ ให้เข้มแข็งในระดับนานาชาติ

ทั้งนี้ มร.พอล เม้งเฟล (H.E. Mr. Paul Menkveld) อุปทูตเนเธอร์แลนด์ (Charge’ d’affaires a.i.) กล่าวว่า เนเธอร์แลนด์ในฐานะผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารอันดับสองของโลก (รองจากสหรัฐอเมริกา) ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมการเกษตรและอาหารในระดับโลก ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและกระชับความร่วมมือกับประเทศไทยด้านการค้า การลงทุน และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ในฐานะที่ทั้งสองประเทศต่างก็เป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารที่สำคัญของโลก

ขณะที่ มร.อารีย์ เวลเฮาเซ่น (Arie Veldhuizen) ทูตเกษตรของเนเธอร์แลนด์ กล่าวเสริมว่า หลังจากการระบาดของโรควัวบ้าในยุโรปเมื่อหลายปีก่อน การส่งออกและนำเข้าสินค้าเนื้อวัวระหว่างไทยและเนเธอร์แลนด์ได้หยุดชะงักไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยและเนเธอร์แลนด์ ได้แสวงหาความร่วมมือ เพื่อแก้ไขสถานการณ์คณะของกรมปศุสัตว์ของไทยได้ตอบรับคำเชิญของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ในการเดินทางไปตรวจสอบระบบห่วงโซ่การผลิตและควบคุมเนื้อวัว ตลอดจนผลิตภัณฑ์เนื้อวัว ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ อันเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการด้านความปลอดภัยอาหาร เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค อีกทั้งมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเนื้อวัวและเนื้อลูกวัวที่ผลิตและส่งออกโดยเนเธอร์แลนด์ มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคในไทยอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ใน พ.ศ.2559 กรมปศุสัตว์ได้อนุมัติ อย่างเป็นทางการให้เนเธอร์แลนด์ส่งออกเนื้อลูกวัวและเนื้อวัวมายังประเทศไทย คณะของกรมปศุสัตว์ได้เดินทางไปตรวจสอบระบบห่วงโซ่การผลิตของอุตสาหกรรมไก่ทั้งระบบของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการด้านความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ในปี 2560 กรมปศุสัตว์ของไทยได้อนุมัติอย่างเป็นทางการสำหรับการส่งออกลูกไก่และไข่ฟัก จากเนเธอร์แลนด์ มายังประเทศไทย อันเป็นผลจากความพยายามทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของไทยและเนเธอร์แลนด์ ขั้นตอนสุดท้ายคือกระบวนการด้านเอกสารสุขภาพสัตว์ (Veterinary or Health Certificate) Click here to enter text.เพื่อการส่งออกเนื้อลูกวัว เนื้อวัว ลูกไก่ และไข่ฟัก จากเนเธอร์แลนด์มาไทยก็ได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานของทั้งสองประเทศ สถานทูตเนเธอร์แลนด์ต้องขอขอบคุณ กรมปศุสัตว์ของไทย ที่ตัดสินใจอย่างรอบคอบก่อนอนุมัติอย่างเป็นทางการ ผู้บริโภคของไทยจึงสามารถมั่นใจเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าปศุสัตว์ ที่ส่งออกจากเนเธอร์แลนด์

ด้าน นสพ.วัชรพล โชติยะปุตตะ ผู้อำนวยการกองความร่วมมือด้านการปศุสัตว์ระหว่างประเทศ ในฐานะตัวแทนของกรมปศุสัตว์ ได้กล่าวแสดงความยินดีที่เนเธอร์แลนด์ ได้รับการอนุญาตอย่างเป็นทางการให้สามารถส่งสินค้าเนื้อลูกวัว เนื้อวัว ลูกไก่ตลอดจนไข่ฟัก มายังประเทศไทยได้ อันเป็นผลจากร่วมมืออย่างใกล้ชิดของรัฐบาลทั้งสองประเทศ อีกทั้งยังมั่นใจว่าทั้งไทยและเนเธอร์แลนด์จะยังคงร่วมมือทำงานอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขี้น ในการส่งเสริมการค้าและเทคโนโลยีด้านการปศุสัตว์ของทั้งสองประเทศในตลาดโลก โดยกรมปศุสัตว์ของไทยพร้อมให้การสนับสนุนทุกฝ่ายอย่างเต็มที่

ศาสตราจารย์ ดร. อัล ไดเฮาเซ่น (Prof. Dr. Aalt Dijkhuizen) ประธานคณะกรรมการเกษตรและอาหาร เนเธอร์แลนด์ ได้กล่าวบรรยายพิเศษระหว่างการแถลงข่าวว่า  เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศขนาดเล็ก ด้วยพื้นที่ 45,000 ตารงกิโลเมตร จำนวนประชากร 17 ล้านคน แต่เป็นผู้ส่งออกอาหารอันกับสองของโลก เป็นรองเพียงสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งออกมากเป็นอันดับหนึ่ง สาขาเกษตรและอาหารที่สำคัญของเนเธอร์แลนด์ ได้แก่ สินค้าพืชสวนในระบบโรงเรือน โคนม เนื้อลูกวัว หมู และ ไก่ ประมาณร้อยละ 70 ของสินค้าเกษตรและอาหารที่เนเธอร์แลนด์ผลิตได้จะเป็นเพื่อการส่งออก อุตสาหกรรมอาหารก่อให้เกิดการจ้างงานประมาณร้อยละ 10 ของการจ้างงานทั้งประเทศ จำนวนประชากรของโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ส่งผลต่อความต้องการอาหารที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะความต้องการอาหารจากแหล่งโปรตีนคุณภาพสูง (นมโค เนื้อสัตว์ และ ผัก) ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติมีปริมาณจำกัด การเพิ่มผลผลิตด้านเกษตรและอาหารต้องดำเนินบนหลักการ “ผลิตให้ได้มากกว่า ด้วยการใช้ทรัพยากรที่น้อยกว่า” (More with Less) แนวโน้มการผลิตอาหารในอนาคตคือผลิตให้ได้มากขึ้นบนวิถีที่ยั่งยืน โดยการใช้ที่ดินน้อยลง จากความเข้าใจเดิม ๆ ที่ว่าการผลิตปศุสัตว์นั้นก่อให้เกิดมลภาวะจากการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณสูงกว่าการผลิตพืชอาหาร จริง ๆ แล้วแทบไม่มีความแตกต่างกันเลยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความก้าวหน้านวัตกรรมการเลี้ยงไก่ในปัจจุบัน มีความยั่งยืนสูงมาก ผลการวิจัยเปรียบเทียบปริมาณการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ต่อการผลิตหนึ่งกิโลกรัม เนื้อหมู เนื้อไก่ เมล็ดมะม่วงหิมพาน เต้าหู้ มีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 4.5 ; 2.6 ; 2.3 ; 2.0 กิโลกรัม ตามลำดับ โดยอุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่ปัจจุบันมีความยั่งยืนและก้าวหน้าด้านนวัตกรรมอย่างเด่นชัด ปัจจุบันมีปริมาณไก่ทั่วโลกประมาณ 56 ล้านตัว

 

ภายในอีกสิบปีข้างหน้าหรือปี 2050 ถ้าเรายังผลิตไก่ด้วยนวัตกรรมของปัจจุบัน ความต้องการไก่ คือ 131 พันล้านตัว ในทางกลับกันถ้าหากการเลี้ยงไก่ได้รับการพัฒนาด้านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ความต้องการไก่จะเหลือ 100 พันล้านตัว หมายความว่า-สามารถลดการใช้อาหารสัตว์ได้ 147 ล้านตัน – ลดการใช้ที่ดิน 40 ล้านเฮกตาร์ (ประมาณ 2 ใน 3 ของขนาดพื้นที่ประเทศไทย) – ลดการใช้น้ำ 290 พันล้านลิตร การผลิตด้านเกษตรและอาหารของเนเธอร์แลนด์ตั้งบนพื้นฐานขององค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์อย่างเข้มข้น

 

มร.พอล เบลท์แมน (Mr. Paul Beltman) ผู้แทนจากสมาคมเนื้อแห่งประเทศเนเธอร์แลนด์ (Dutch Meat Association) กล่าวถึงคุณภาพเนื้อลูกวัวจากเนเธอร์แลนด์ว่า เนเธอร์แลนด์เป็นผู้ผลิตเนื้อลูกวัวรายใหญ่ที่สุดของโลก ร้อยละ 70 ของเนื้อลูกวัวที่ผลิตได้จะส่งออกไปทั่วโลก โดยมีตลาดสหภาพยุโรปเป็นตลาดหลัก แต่ละขั้นตอนของการเลี้ยงและการผลิตเนื้อลูกวัวแต่ละตัวในทุก ๆ ฟาร์ม ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดโดยหน่วยงานด้านสวัสดิภาพสัตว์ และความปลอดภัยด้านอาหารของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ มีการตรวจสอบเรื่องความคุณภาพและมาตรฐานโดยหน่วยงานอิสระระดับนานาชาติ อย่างครบวงจร สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ในทุก ๆ ขั้นจนถึงวัวแต่ละตัว ณ ฟาร์มเลี้ยง

 

รวมทั้งมีมาตรการการลงโทษในกรณีที่มีการฝ่าฝืนกฎหมายข้อบังคับเรื่องมาตรฐานและความปลอดภัย ครอบคลุมตั้งแต่ฟาร์ม โรงงานอาหารสัตว์ จนถึงโรงเชือด ปัจจุบันกลุ่มบริษัทแวนดรี (VanDrie Group) คือผู้ผลิตและส่งออกเนื้อลูกวัวรายใหญ่ที่สุดของเนเธอร์แลนด์ กลุ่มบริษัทแวนดรี มีพนักงานทั้งสิ้น 2,250 คน โดยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงในเครือข่าย 1,100 ราย ความต้องการลูกวัวเพื่อป้อนให้แก่โรงเชือดของบริษัทในแต่ละปีมีจำนวน 1.5 ล้านตัว จัดเป็นผู้ผลิตและส่งออกเนื้อลูกวัวรายใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลก นอกจากนี้บริษัทยังประกอบธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องด้านปศุสัตว์ โดยเฉพาะการผลิตเนื้อลูกวัว และอุตสาหกรรมโคนมได้แก่  – ผลิตอาหารหยาบสำหรับเลี้ยงสัตว์ 184,000 ตัน ต่อปี  – ผลิตนมผงสำหรับเลี้ยงลูกโค 450,000 ตัน ต่อปี  – ปริมาณการค้าสินค้าวัตถุดิบจากนมโค 175,000 ตัน ต่อปี – ส่งออกไป 60 ประเทศทั่วโลก จากฐานการผลิต ในสี่ประเทศ (เนเธอร์แลนด์ อิตาลี ฝรั่งเศส และเบลเยี่ยม)

 

ในส่วนของบริษัท เอโกร (EKRO) เป็นหนึ่งในบริษัทลูกของกลุ่มแวนดรี เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2534 มีกำลังการผลิต 425000 ตัว (ลูกวัว) ต่อปี หรือ 140 ตันเนื้อถอดกระดูกต่อวัน มีพนักงาน 450 คน ลูกค้าในแถบเอเชียได้แก่ ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงค์โปร์ และประเทศไทย เนื้อลูกวัวมีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับอาหารที่ใช้เลี้ยง เช่นเลี้ยงด้วยนมโคเป็นหลัก และเสริมอาหารพิเศษเพื่อช่วยเรื่องการย่อย เนื้อลูกโคจะมีสีชมพูอ่อน ๆ กลิ่นหอมแบบครีมนม เนื้อชุ่มและนุ่มมาก แต่ราคาสูง แต่ถ้าเลี้ยงด้วยนมโคและอาหารหยาบแบบครึ่งต่อครึ่ง จะได้เนื้อที่เป็นสีกุหลาบ นุ่ม แต่ราคาย่อมเยา เป็นต้น โดยสรุปเนื้อลูกวัวจากเนเธอร์แลนด์จัดเป็นสินค้าพรีเมี่ยม

 

ขณะที่ นสพ.พรศักดิ์ หิรัญพัธวงศ์ ผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชีย บริษัทเฮดริกซ์ จีเนติก (Hendrix Genetics B.V.) ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้กล่าวเน้นถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมไก่ของเนเธอร์แลนด์ ที่มีต่ออุตสาหกรรมไก่ของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ตั้งแต่เรื่องของพันธุกรรม อาหาร เทคโนโลยีการเลี้ยงในฟาร์ม การจัดการสุขภาพไก่ หากกล่าวเฉพาะในส่วนของเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมไก่ เนเธอร์แลนด์ นั้นเป็นผู้นำระดับโลก โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่า ร้อยละ 75 ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องฟักไข่ เครื่องคัดแยกไข่ เครื่องจักรในโรงเชือด โรงเรือนเลี้ยงไก่และระบบการควบคุม เป็นต้น แนวโน้มทางการตลาดของเนื้อไก่คือผู้บริโภคมีความต้องการสินค้าที่มีคุณค่าทางโภชนาการ มีความยั่งยืน มีความหรูหรา (พรีเมี่ยม) และ มีความเด่นชัดด้านนวัตกรรม ตัวอย่างเช่น เนื้อไก่และไข่ที่ปลอดเชื้อซามอนเนลล่า เนื้อไก่ที่อุดมด้วยโอเมก้า-3 เป็นต้น บริษัทเฮนดริกซ์ จีเนติก ประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมพันธุศาสตร์ไก่งวงและไก่ไข่ ภายใต้เครื่องหมายการค้าที่แตกต่างกันกว่า 11 แบรนด์ ปัจจุบันเป็นผู้นำธุรกิจด้านพันธุกรรมครอบคุมไก่ไข่ ไก่งวง หมู ไก่พื้นเมือง และปลา

ม็อบยาสูบบุกคลัง โวยพรบ.ภาษีใหม่ ขาดทุนยับ1.5พันล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/305194

ม็อบยาสูบบุกคลัง  โวยพรบ.ภาษีใหม่  ขาดทุนยับ1.5พันล.

ม็อบยาสูบบุกคลัง โวยพรบ.ภาษีใหม่ ขาดทุนยับ1.5พันล.

วันเสาร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ม็อบยาสูบบุกคลัง

โวยพรบ.ภาษีใหม่ ขาดทุนยับ1.5พันล. ถ้าไม่แก้-รง.เจ๊งแน่

สหภาพฯรง.ยาสูบบุกร้องรมว.คลังช่วยเยียวยา หลังได้รับผลกระทบจากโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ ส่งผลให้ยอดขายตกวูบ ขาดทุนไปแล้ว 1,500 ล้าน ถ้าไม่มีแก้ไขมีโอกาสเจ๊งถึงปิดโรงงาน

กลุ่มผู้ชุมนุมจากโรงงานยาสูบร่วม 100 คน นำโดยนายคณุตม์ ฤทธิสอน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจยาสูบ เดินทางมาที่กระทรวงการคลังเมื่อเช้าวันที่ 24 พฤศจิกายน เข้ายื่นหนังสือแถลงการณ์ ต่อ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ขอความเป็นธรรมการบังคับใช้พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560แต่เนื่องด้วยนายอภิศักดิ์ ติดภาระกิจประชุมต่างจังหวัด จึงมีนายจิระ พันธ์คีรี ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการคลัง เป็นตัวแทนรับหนังสือขอความเป็นธรรมนี้แทน

ทั้งนี้ แถลงการณ์ของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจยาสูบได้ระบุว่า จากพ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตมีผลบังคบใช้ตั้งแต่ 16 ก.ย.60 ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบให้โรงงานยาสูบมียอดจำหน่ายบุหรี่ลดลงจากปีงบประมาณ 2560 คิดเป็น 41% เนื่องจากบทบัญญัติและหลักเกณฑ์ของกฎหมายเปิดช่องให้บริษัทบุหรี่ต่างประเทศลดราคาจากเดิม เพื่อเข้าแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดของบุหรี่ไทย ทำให้แนวโน้มการบริโภคบุหรี่ต่างประเทศมีมากขึ้น เนื่องจากราคาถูกลง

ขณะเดียวกันในแถลงการณ์ยังระบุถึงอัตราการจับกุมบุหรี่ผิดกฎหมายที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะราคาถูกกว่าบุหรี่ถูกกฎหมายมากกว่าเท่าตัว เป็นผลจากการเปลี่ยนฐานจัดเก็บภาษีมาเป็นราคาขายปลีกแนะนำ แต่บทบัญญัติดังกล่าวกลับไม่รัดกุมจนทำให้บุหรี่ต่างประเทศลดราคา จะส่งผลให้มีผลกระทบต่อธุรกิจโรงงานยาสูบในอนาคต และจะทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของโรงงานยาสูบลดลง

นอกจากนี้แถลงการณ์สหภาพแรงงานโรงงานยาสูบ ระบุว่า จากสถานการณ์เช่นนี้จะทำให้เกิดผลกระทบการย้ายโรงงานผลิตยาสูบไปยังสวนอุตสาหกรรมโรจนะ จ.พระนครศรีอยุธยา , การส่งมอบพื้นที่สร้างส่วนป่า เบญจกิตติ รวมทั้งผลกระทบกับพนักงาน 2,950 คน ลูกจ้าง 1,000 คน เกษตรกรผู้ปลูกใบยากว่า 2หมื่นกว่าครัวเรือน และผู้ประกอบการค้ายาสูบกว่า 5 หมื่นคน และผลกระทบต่อรายได้โรงงานยาสูบลดลง นำส่งรายได้เข้ารัฐก็จะลดลงจนคาดว่าจะประสบภาวะขาดทุน 1,575 ล้านบาท

นายคณุตม์ กล่าวว่า ตั้งแต่บังคับใช้กฎหมายใหม่มา กลับกลายเป็นช่องทางให้บริษัทบุหรี่ต่างชาติ ลดราคาขายปลีกบุหรี่หลายยี่ห้อ ทำให้ราคาถูกกกว่าบุหรี่ระดับล่างของโรงงานยาสูบ ที่ต้องขึ้นราคาจากอัตราภาษีใหม่ ทำให้ยอดขายบุหรี่ของโรงงานยาสูบในเดือน ต.ค.มีส่วนแบ่งการตลาดลดลงจาก 80% เหลือ 55% จนประมาณการณ์ว่า จะประสบภาวะขาดทุนมากถึง 1,575 ล้านบาท หากรัฐเพิกเฉยจะเลวร้ายถึงขั้นต้องปิดโรงงาน

อย่างไรก็ตามภายหลังจากยื่นหนังสือ นายจิระ พันธ์คีรี ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการคลัง จึงได้เชิญตัวแทนผู้ชุมนุมมาร่วมประชุมหารือและรับฟังความคิดเห็นถึงแถลงการณ์ที่ระบุไว้ ก่อนจะต้องนำเรียนนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เพื่อพิจารณาหาแนวทางการแก้ไขถึงปัญหาต่อไป

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรบ้านดงกล้วย จำกัด จัดสรรที่ทำกินให้สมาชิก สร้างอาชีพ เสริมรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/304979

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรบ้านดงกล้วย จำกัด จัดสรรที่ทำกินให้สมาชิก สร้างอาชีพ เสริมรายได้

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรบ้านดงกล้วย จำกัด จัดสรรที่ทำกินให้สมาชิก สร้างอาชีพ เสริมรายได้

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรบ้านดงกล้วย จำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือสมาชิกที่ได้รับการจัดสรรที่ดินในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินในจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่เคยบุกรุกป่าสงวนดงแม่แผดและไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง โดยนำหลักและวิธีการสหกรณ์มาใช้ในการบริหารจัดการ เพื่อให้สมาชิกมีความอยู่ดีกินดี สามารถช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้

นายชาติตระการ ผลชื่น ประธานสหกรณ์การเกษตรบ้านดงกล้วย จำกัด กล่าวว่า ได้มีการจัดสรรพื้นที่ให้สมาชิก จำนวน 2.5 ไร่ เพื่อปลูกบ้านและทำแปลงผักของตัวเอง ส่งเสริมสมาชิกให้มีกลุ่มอาชีพ เพื่อสร้างรายได้อย่างมั่นคง อาทิเช่น การปลูกพืชผัก กลุ่มจักสาน เลี้ยงปลา เลี้ยงกบ การเพาะเห็ดฟางกองเตี้ย เพื่อสร้างความสามัคคีให้กับมวลสมาชิก โดยสหกรณ์จะเป็นผู้สนับสนุนอุปกรณ์ และเป็นจุดรวบรวมผลผลิตของสมาชิก รวมทั้งหาตลาดและช่องทางการจำหน่าย เพื่อให้สมาชิกจำหน่ายผลผลิตได้ในราคายุติธรรม ไม่ถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง

“แม้สหกรณ์แห่งนี้จะเริ่มดำเนินการได้ไม่นาน แต่สามารถช่วยพลิกฟื้นชีวิตให้กับสมาชิกหลายรายมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากบางรายที่ไม่มีแม้ที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง บางรายบุกรุกพื้นที่ต้นน้ำต้องอยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ แต่หลังจากได้รับที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย และดำเนินการในรูปแบบสหกรณ์ส่งผลให้ปัจจุบันมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” นายชาติตระการ กล่าว

นางนภัส สังเกษกิจ สมาชิกสหกรณ์การเกษตรบ้านดงกล้วย จำกัด กล่าวว่า ตอนนี้มีทั้งบ้านและที่ดินทำกินเป็นของตัวเองแล้ว ปลูกผักขาย มีรายได้ทุกวัน ไม่ต้องไปรับจ้างที่อื่น โดยผลผลิตทั้งหมดจะส่งขายให้กับสหกรณ์ ซึ่งสหกรณ์จะหาตลาดให้ ทำให้ชีวิตดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก

ขณะที่ นายธวัชชัย พยังเฆ สมาชิกสหกรณ์การเกษตรบ้านดงกล้วย จำกัด กล่าวว่า แต่ก่อนอาศัยอยู่บนพื้นที่ต้นน้ำ ปลูกมันสำปะหลัง และอ้อย เป็นอาชีพหลัก มีรายได้ไม่แน่นอน และต้องอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆเจ้าหน้าที่ เพราะบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนอยู่ หลังจากได้รับการจัดสรรที่ดินเป็นของตนเองและเข้ามาเป็นสมาชิกสหกรณ์ จึงสามารถทำอาชีพได้หลากหลายขึ้น ทั้งเลี้ยงกบ เลี้ยงไก่
เลี้ยงปลา เอาไว้กินเองและขาย ทำให้มีรายได้ที่มั่นคง มีเงินออมเพื่ออนาคต

ทั้งนี้ ในอนาคตสหกรณ์การเกษตรบ้านดงกล้วย จำกัด จะมีโครงการที่จะส่งเสริมการปลูกหม่อนแปลงใหญ่ ตลอดจนส่งเสริมการแปรรูปหม่อนครบวงจร เพื่อให้สมาชิกมีรายได้ มีความมั่นคง เพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่นของสมาชิกที่เห็นสหกรณ์เป็นที่พึ่งได้อย่างแท้จริง

แจงสี่เบี้ย : สหกรณ์ประมงพาน จำกัด ต้นแบบการสร้างอาชีพมั่นคง ด้วยระบบสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/304973

227832

แจงสี่เบี้ย : สหกรณ์ประมงพาน จำกัด ต้นแบบการสร้างอาชีพมั่นคง ด้วยระบบสหกรณ์

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

อำเภอพาน เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงราย ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยเฉพาะการทำประมง จึงมีการก่อตั้ง สหกรณ์ประมงพาน จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2543 มีสมาชิกแรกตั้ง 116 คน มีทุนเรือนหุ้นแรกเข้าจำนวน 28,800 บาท มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือสมาชิกที่ประกอบอาชีพเลี้ยงปลานิล จัดหาสินค้ามาจำหน่ายให้แก่สมาชิก รวบรวมผลผลิตของสมาชิก รวมทั้งให้คำปรึกษาและบริการสมาชิกในด้านการเลี้ยงปลานิล เพราะเมื่อเข้าสู่ระบบสหกรณ์ก็จะสามารถเข้ามาใช้ระบบการจัดการตั้งแต่ลูกปลา รวมถึงการจัดหาอาหารมาให้ และสามารถตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานได้

สหกรณ์ประมงพาน จำกัด ก่อตั้งขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานสหกรณ์จังหวัดเชียงราย ตลอดระยะเวลา 10 ปี การดำเนินงานของสหกรณ์ ไม่เคยกู้ยืมเงินจากแหล่งเงินทุน หรือสถาบันการเงินอื่น นอกจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ การดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ประมงพาน จำกัด จะจัดหาสินค้ามาจำหน่ายให้แก่สมาชิก อาทิ พันธุ์ปลา อาหารสัตว์ และเคมีเกษตร การดำเนินธุรกิจรวบรวมผลผลิตจากสมาชิก ได้แก่ ปลานิล สุกร จากที่ได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ และได้รับความร่วมมือจากสมาชิกสหกรณ์ทุกคน ปัจจุบันนี้ สหกรณ์ประมงพาน จำกัด มีสมาชิกรวมทั้งสิ้น 397 คน มีทุนเรือนหุ้นกว่า 6,400,000 บาท ผลการดำเนินธุรกิจ ถึงสิ้นเดือนตุลาคม 2560 มูลค่า 50 กว่าล้านบาท มีบ่อเลี้ยงปลานิลของสมาชิกรวมกัน 1,000 กว่าบ่อ โดยเฉลี่ยสมาชิกมีคนละ 2-3 บ่อบ่อ ละ 2 ไร่ ปริมาณผลผลิตประมาณ 720,000 กิโลกรัม

การรวมกลุ่มเลี้ยงปลาของเกษตรกรในช่วงแรก ยังไม่มีระบบของตลาด ทำให้ไม่มีอำนาจต่อรองราคา จึงเป็นที่มาของการรวมกลุ่มของเกษตรกรขึ้นมา โดยใช้ระบบสหกรณ์เข้ามาช่วยในการวางแผน วางนโยบาย ในการร่วมซื้ออาหารเลี้ยงปลา และการร่วมกันขาย เป็นตัวกลางที่กำหนดราคาให้กับสมาชิก โดยจับมือเป็นพันธมิตรกับผู้เลี้ยงปลาเอกชนอีก 7 กลุ่มในพื้นที่อำเภอพาน การซื้อขายปลาจะมีการตกลงกันเพื่อที่จะพยุงราคาปลานิลไม่ให้ตกต่ำ และจะมีรถของพ่อค้าที่ทางสหกรณ์ได้ติดต่อให้มารับซื้อปลานิลของสมาชิกในราคาที่เป็นธรรม

ปัจจุบัน การตลาดของสหกรณ์จะเน้นในการขายปลาในรูปแบบของปลาสด ปลาเป็น ซึ่งการรวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์ทำให้สามารถมีอำนาจต่อรองกับพ่อค้าคนกลาง สามารถที่จะสั่งซื้ออาหารปลาจากโรงงานได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้ลดต้นทุนในการเลี้ยงปลานิลได้มาก ขณะเดียวกัน ผลกำไรและผลประกอบการที่ได้ สหกรณ์ก็จะมีการคืนไปให้สมาชิกในรูปของเงินปันผล และเงินเฉลี่ยคืนให้กับสมาชิกตอนสิ้นปี ซึ่งเหมือนเป็นการเก็บออม หรือเป็นเงินออมของสมาชิกเพื่อที่จะได้นำไปลงทุนในกิจการการเพาะเลี้ยงปลานิลได้เพิ่มขึ้น ตลอดถึงนำมาใช้จ่ายภายในครอบครัว หรือเป็นเงินออมให้กับลูกหลานเพื่อที่จะเอาไปเล่าเรียนหรือประกอบอาชีพในอนาคตได้อย่างมั่นคง

ยกย่องความซื่อสัตย์ขรก.กรมส่งเสริมฯ ปปช.มอบถ้วยรางวัลเชิดชูเกียรติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/304975

x

ยกย่องความซื่อสัตย์ขรก.กรมส่งเสริมฯ ปปช.มอบถ้วยรางวัลเชิดชูเกียรติ

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ยกย่องความซื่อสัตย์ขรก.กรมส่งเสริมฯ  ปปช.มอบถ้วยรางวัลเชิดชูเกียรติ สะท้อนจิตวิญญาณจนท.รัฐที่ดี

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดี กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ นางสาวณัฐสุรางค์กฤษฎาเรืองศรี นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรอำเภอขามสะแกแสง จังหวัดนครราชสีมา ได้รับโล่เชิดชูเกียรติการยกย่องผู้ประพฤติปฏิบัติตนชอบด้วยความซื่อสัตย์สุจริตจาก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในพิธีมอบรางวัล NACC Awards 2017 ซึ่งเป็นรางวัลที่ ป.ป.ช. มอบให้แก่บุคคล หน่วยงานรัฐ องค์กรภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ที่สร้างสรรค์ผลงานด้านการส่งเสริมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ในโอกาสวันครบรอบ 18 ปี สถาปนาสำนักงานป.ป.ช.

โดยรางวัลดังกล่าวจะพิจารณาจาก 1.มีความตั้งมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต มั่นคง 2.มีการยืดหยัดต่อสู้ปกป้องเพื่อความซื่อสัตย์สุจริต 3.มีความพากเพียรมุ่งมั่นให้เกิดความซื่อสัตย์สุจริต และ4.การนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาให้ในการดำรงชีวิตและต่อต้านการทุจริต สำหรับกรมส่งเสริมการเกษตร ได้วางแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น มาโดยตลอด และประกาศให้กรมส่งเสริมการเกษตร จะต้องให้ข้าราชการทุกระดับและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องปลอดจากการทุจริตทุกระดับชั้น โดยยึดหลักความถูกต้อง เป็นกลางไม่ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดและเรายังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นกระบอกเสียง เปิดโปงเรื่องราวการทุจริตออกสู่สังคมต่อไป

สำหรับพิธีมอบรางวัล “NACC Awards 2017” แบ่งเป็น 6 ประเภท ได้แก่ 1.โครงการรักชาติถูกทางสร้างเสริมความซื่อสัตย์สุจริต 2.โครงการยกย่องผู้ประพฤติตนชอบด้วยความซื่อสัตย์สุจริต 3.รางวัลตอบแทนหรือประโยชน์อื่นใดในการส่งเสริมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 4.รางวัลองค์กรโปร่งใส 5.โครงการประกวดสื่อป้องกันการทุจริต 6.รางวัลช่อสะอาด

นางสาวณัฐสุรางค์ กฤษฎาเรืองศรีนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรอำเภอขามสะแกแสง จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า รู้สึกภูมิใจที่ได้รับรางวัลนี้
ในฐานะข้าราชการของกรมส่งเสริมการเกษตร นับเป็นเกียรติประวัติสูงสุด โดยส่วนตัวมองว่าข้าราชการคือที่พึ่งของประชาชน ควรทำตนเป็นแบบอย่างน่าเลื่อมใสซึ่งตนเองมีจิตวิญญาณของการเป็นข้าราชการที่ดี ทุ่มเทเสียสละ สนับสนุนให้ผู้ร่วมงานทำกิจกรรมดี เพื่อการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น พัฒนาความรู้ความสามารถตน มีความเพียรและความอดทน และจะตั้งใจทำคุณความดีต่อไป

เขื่อนอุบลรัตน์ปรับลดการระบายน้ำ สถานการณ์ลุ่มน้ำพองคลี่คลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/304974

x

เขื่อนอุบลรัตน์ปรับลดการระบายน้ำ สถานการณ์ลุ่มน้ำพองคลี่คลาย

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เขื่อนอุบลรัตน์ปรับลดการระบายน้ำ สถานการณ์ลุ่มน้ำพองคลี่คลาย เมืองขอนแก่นเข้าสู่ภาวะปกติ

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์พายุ ตาลัส เซินกา และทกซูรี ที่พัดผ่านประเทศไทยอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมจนถึงกันยายนที่ผ่านมา ส่งผลให้มีปริมาณน้ำเข้าเขื่อนลำปาว และเขื่อนอุบลรัตน์ค่อนข้างมาก ขณะนั้นกรมชลประทานได้จัดการจราจรทางน้ำโดยทยอยระบายน้ำจากเขื่อนลำปาวก่อน จากนั้นจึงเริ่มระบายน้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์เป็นลำดับถัดมา

สำหรับสถานการณ์น้ำ ณ วันที่ 16 พฤศจิกายน2560 มีน้ำในเขื่อนอุบลรัตน์ 2,605 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือร้อยละ 107 ของปริมาณความจุในขณะที่มีน้ำไหลเข้าเขื่อนฯลดลงอย่างต่อเนื่อง เหลือเพียงวันละประมาณ 2-3 ล้านลบ.ม.เท่านั้น ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำจังหวัดขอนแก่น ได้มีมติให้ลดการระบายน้ำจากเขื่อนฯ เหลืออัตราการระบายที่วันละ 20 ล้านลบ.ม. และจะปรับลดเหลือวันละ 15 ล้านลบ.ม.ในเร็วๆนี้ ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำในลำน้ำพองท้ายเขื่อนอุบลรัตน์มีระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ที่สถานีวัดน้ำบ้านท่าเม่าที่ อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น
วัดน้ำได้ต่ำกว่าตลิ่ง 1.70 เมตร ทำให้สถานการณ์น้ำท่วมของจังหวัดมหาสารคาม จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดยโสธรดีขึ้น

“หลังจากนี้จะเริ่มเข้าสู่ฤดูกาลทำนาปรัง ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางทั้ง 14 แห่งของจังหวัดขอนแก่นอยู่ในเกณฑ์ดีมาก สามารถส่งน้ำเพื่อสนับสนุนการเกษตรหน้าแล้งได้เต็มพื้นที่ตามความต้องการของเกษตรกร” อธิบดี กรมชลประทานกล่าว

ด้าน นายเรืองโชค ชัยดำรงค์กุล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานขอนแก่น กล่าวว่า กรมชลประทานบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสูบน้ำอย่างต่อเนื่องที่ประตูระบายน้ำคลองระบายน้ำ
D8 (ห้วยพระคือ) พร้อมกับติดตั้งเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่เพิ่มอีก 40 เครื่อง รวมประสิทธิภาพการสูบน้ำออกวันละ 7.5 ล้านลบ.ม. เพื่อสูบน้ำลงน้ำพอง และออกสู่แม่น้ำชีในที่สุด จนทำให้ในขณะนี้พื้นที่การเกษตรที่มีน้ำท่วมขัง ส่วนใหญ่จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว สำหรับคันคลองส่งน้ำ 3L – RMC ที่เสียหายชำรุดช่วงน้ำหลากนั้นได้ซ่อมแซมเสร็จเรียบร้อยแล้วเช่นกัน พร้อมที่จะใช้ในการจัดส่งน้ำให้กับการทำนาปรังปีนี้

เลาะรั้วเกษตร : สู้กันด้วยข้อมูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/304972

x

เลาะรั้วเกษตร : สู้กันด้วยข้อมูล

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เรื่องการแบนสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช และวัชพืช ที่เป็นประเด็นร้อนเมื่อสัก 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งทำเอาอธิบดีกรมวิชาการเกษตร สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ เก้าอี้ร้อนไปหลายวัน แม้จะเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี เพราะไม่ว่าใครจะมาเป็นอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ต่อให้ฝีมือขั้นเทพมาจากไหน ก็มักจะอารมณ์เสียกับเรื่องนี้เหมือนกันทุกคน

เท้าความสักนิดว่า…เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2560 อยู่ๆ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทรในนามของคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ก็ออกมาประกาศว่า ให้มีการดำเนินการเพื่อยกเลิกการใช้สารกำจัดวัชพืชพาราควอต และสารกำจัดแมลง คลอไพรีฟอสภายใน 2 ปี หรือภายในเดือนธันวาคม 2562 ให้จำกัดการใช้สารกำจัดวัชพืชไกลโฟเสต ในพื้นที่ต้นน้ำ ป่าไม้ พื้นที่สาธารณะ ลำน้ำ แหล่งน้ำ ชุมชน เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ได้ให้เหตุผลว่า พาราควอต มีพิษเฉียบพลันสูง เป็นสาเหตุของโรคพาร์กินสัน มีผลต่อระบบประสาท คลอไพรีฟอส มีผลกระทบต่อแม่และเด็ก ทำให้สมองของทารกเกิดอาการผิดปกติ และมีแนวโน้มเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งลำไส้ ส่วนไกลโฟเสต เป็นสารก่อมะเร็ง

ผู้ปฏิบัติ คือ กรมวิชาการเกษตร หน่วยงานที่กำกับดูแล พ.ร.บ.วัตถุอันตราย ใช่ว่าจะดำเนินการได้ทันที ต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด โดยการเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งมีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน ขณะเดียวกัน กรมวิชาการเกษตรก็จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องตามภูมิภาคต่างๆ

หลังการประชุม กรมวิชาการเกษตร แถลงสรุปเมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมาว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้จำกัดการใช้ไกลโฟเสต โดยไม่มีการยกเลิก แต่ให้ผู้ประกอบการรายงานปริมาณการนำเข้า การผลิต การส่งออก การจำหน่าย พื้นที่การใช้ และปริมาณคงเหลือ รวมทั้งต้องระบุพื้นที่ห้ามใช้ไว้ในฉลาก

สำหรับพาราควอต และคลอไพรีฟอสนั้น กรมวิชาการเกษตร จะส่งเรื่องให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณา โดยได้รวบรวมข้อมูลพิษวิทยา ประสิทธิภาพการใช้ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ข้อมูลความคิดเห็นจากเกษตรกรผู้ใช้ รวมทั้งข้อมูลด้านสุขภาพอนามัย จากหน่วยงานสาธารณสุขด้วย….จะยกเลิกการใช้สารเคมีทั้ง 2 ชนิดนี้หรือไม่ ต้องรอผลการพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตรายต่อไปเชื่อว่าคณะกรรมการวัตถุอันตราย คงพิจารณาข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้อย่างรอบคอบ และคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก…ที่สำคัญคืออย่าลืมพิจารณาผลกระทบต่อเกษตรกรด้วย

แว่นขยาย