เกษตรฯขยายผลเคลื่อน15โครงการ วางแนวทางแผนงบฯปี’62เร่งเครื่องสู่เป้าหมาย‘4.0’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/305601

เกษตรฯขยายผลเคลื่อน15โครงการ วางแนวทางแผนงบฯปี’62เร่งเครื่องสู่เป้าหมาย‘4.0’

เกษตรฯขยายผลเคลื่อน15โครงการ วางแนวทางแผนงบฯปี’62เร่งเครื่องสู่เป้าหมาย‘4.0’

วันอังคาร ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าขับเคลื่อนจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2562 ขยายผลแผนงานโครงการต่อเนื่อง เร่งเครื่องสู่เป้าหมายเกษตร 4.0

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดให้ปี 2561 เป็นปีแห่งการยกระดับคนและการบริหารจัดการมาตรฐานสินค้าเกษตรสู่เกษตร 4.0 โดยมีเป้าหมายบริหารจัดการนวัตกรรมและเทคโนโลยี Demand และ Supply สมดุล มูลค่าสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นทั้งด้านคุณภาพ ราคา และจำนวนผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป โดยมุ่งเน้นการดำเนินการแผนงานโครงการการพัฒนาศักยภาพการผลิตภาคเกษตร 15 แผนงาน พร้อมทั้งลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความมั่นคง โดยให้ความสำคัญเรื่องเกษตรแบบแปลงใหญ่ การสร้างองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรโดยผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) Zoning by Agri-Map ตลอดทั้งการจัดหาเครื่องจักรกลทางการเกษตรเพื่อลดแรงงานของภาคเกษตรและเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ที่จะเพิ่มเข้ามา ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2562 โดยนำแผนงานโครงการในปี 2560-2561 มาขยายผลต่อเนื่องสู่เป้าหมายให้เร็วขึ้น

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวว่า ตามที่กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินงานตามนโยบาย Smart Agricultural Curve มีแนวทางในการจัดทำงบประมาณประจำปี 2562 ประกอบด้วย 1) ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) 2) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 3) แผนพัฒนาการเกษตรในช่วงแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) 4) นโยบายความมั่นคงแห่งชาติ และ 5) นโยบายสำคัญของรัฐบาล โดยให้ความสำคัญกับแผนงานบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะแผนงานบูรณาการการพัฒนาศักยภาพการผลิตภาคเกษตร และได้เตรียมความพร้อมในการขับเคลื่อนโครงการสำคัญตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้ง 15 โครงการ อย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ได้แก่

1) การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 2) ระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ 3) ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร 4) Zoning by Agri-Map 5) พัฒนาเกษตรกรสู่ Smart Farmer 6) พัฒนาสถาบันเกษตรกรรูปแบบประชารัฐ 7) ธนาคารสินค้าเกษตร 8) เกษตรอินทรีย์ 9) ส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ 10) การจัดระเบียบประมงให้เป็นไปตามมาตรฐาน 11) พัฒนาศูนย์เมล็ดพันธ์ุข้าว 12) ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าและการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรทดแทนแรงงาน 13) ตลาดสินค้าเกษตร 14) พัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน (GAP) และ 15) การช่วยเหลือด้านหนี้สินสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มุ่งเน้นที่จะผลักดันการดำเนินงานตามนโยบายให้เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ โดยนำ Zoning by Agri-Map มาใช้ประโยชน์ในการขับเคลื่อน การเพิ่มความรู้ในการประกอบอาชีพอย่างเหมาะสมให้แก่เกษตรกร ผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) การส่งเสริมสร้างตลาดสินค้าเกษตร รวมทั้งการสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันเกษตรกร ตลอดทั้งการเพิ่มคุณค่าสินค้าเกษตรในเรื่องของการแปรรูป เป็นต้น

เตือนเกษตรกรชาวสวนลิ้นจี่ เฝ้าระวัง‘ไรกำมะหยี่’ระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/305596

เตือนเกษตรกรชาวสวนลิ้นจี่  เฝ้าระวัง‘ไรกำมะหยี่’ระบาด

เตือนเกษตรกรชาวสวนลิ้นจี่ เฝ้าระวัง‘ไรกำมะหยี่’ระบาด

วันอังคาร ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ประกาศแจ้งเตือนเกษตรกรชาวสวนลิ้นจี่ โดยระบุว่า ระยะนี้อุณหภูมิสูงขึ้น และมีหมอกในตอนเช้ามืด ซึ่งเกษตรกรชาวสวนลิ้นจี่ควรเฝ้าระวังไรกำมะหยี่ลิ้นจี่ เพราะเป็นไรศัตรูลิ้นจี่ที่มีความสำคัญมาก สามารถพบได้ในระยะใบเพสลาดและระยะเริ่มแตกใบอ่อนชุดที่สาม มักพบไรชนิดนี้ชอบดูดทำลายตาดอก ใบอ่อน ยอด และผลของลิ้นจี่ ทำให้ตาดอกไม่เจริญ ใบที่ถูกไรเข้าทำลายจะมีลักษณะอาการหงิกงอ และโป่งพองขึ้นเป็นกระเปาะ ผิวใบบริเวณที่ไรดูดกินจะสร้างขนสีน้ำตาลขึ้นและสานเป็นแผ่นติดต่อกัน ซึ่งไรจะใช้เป็นที่หลบซ่อนตัวอยู่ในขนที่สร้างขึ้นที่ผิวใบนี้ โดยจะมีลักษณะนุ่มหนาคล้ายพรม เมื่อเริ่มในระยะแรกจะมีสีเหลืองหรือเขียวอ่อน และกลายเป็นสีน้ำตาลเข้มในเวลาต่อมา จากนั้นไรจะเริ่มเคลื่อนย้ายหาใบใหม่เพื่อดูดทำลายต่อไป ใบและยอดที่ถูกทำลายจะแห้งและร่วง ต้นที่ถูกไรทำลายรุนแรง จะแคระแกร็น และไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร บางครั้งจะพบปื้นขนสีน้ำตาลเกิดขึ้นที่ช่อดอกและผลอ่อนด้วย

เกษตรกรควรหมั่นสำรวจส่องดูไรกำมะหยี่ลิ้นจี่ในแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบมีการระบาดของไรรุนแรงจนมีความจำเป็นต้องใช้สารเคมี ให้เกษตรกรตัดแต่งกิ่งที่ใบและยอดถูกไรทำลายนำไปเผาทิ้งนอกแปลงปลูกก่อน แล้วจึงพ่นสารกำจัดไรในครั้งแรกด้วยสารอะมิทราซ 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ซึ่งพบว่าสารกำจัดไรชนิดนี้ใช้ได้ผลดีในการกำจัดไร หรือพ่นด้วยกำมะถัน 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วทั้งหน้าใบและหลังใบ

นอกจากนี้ ในการพ่นสารกำจัดไรครั้งที่ 2 ให้เกษตรกรพ่นสารกำจัดไรเมื่อลิ้นจี่เริ่มแตกใบอ่อน จากนั้นให้พ่นซ้ำอีก 2 ครั้ง ห่างกัน 4 วัน สำหรับการปลูกต้นลิ้นจี่ในแปลงที่ปลูกใหม่ ให้เกษตรกรเลือกใช้ลิ้นจี่พันธุ์ต้านทาน ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ลิ้นจี่พันธุ์ฮงฮวย มีความต้านทานต่อการทำลายของไรกำมะหยี่ได้ดีกว่าพันธุ์โอเฮียะ

เดินหน้าพัฒนา‘Smart Farmer’ ติวเข้มจนท.ส่งเสริมเกษตรสู่บทบาท‘ผู้จัดการเรียนรู้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/305598

เดินหน้าพัฒนา‘Smart Farmer’ ติวเข้มจนท.ส่งเสริมเกษตรสู่บทบาท‘ผู้จัดการเรียนรู้’

เดินหน้าพัฒนา‘Smart Farmer’ ติวเข้มจนท.ส่งเสริมเกษตรสู่บทบาท‘ผู้จัดการเรียนรู้’

วันอังคาร ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางสาวภาณี บุณยเกื้อกูล ผู้อำนวยการกองพัฒนาเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินโครงการพัฒนาเกษตรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) ตั้งแต่ปี 2557 เพื่อส่งเสริมและพัฒนาให้เกษตรกรไทยให้เป็นผู้ประกอบการเกษตรที่มีการใช้เทคโนโลยี และการบริหารจัดการเพื่อการดำเนินธุรกิจอย่างทันยุคสมัย มีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ และพัฒนาต่อยอดเป็น Smart Farmer ต้นแบบ ที่จะเป็นแหล่งเรียนรู้และช่วยพัฒนาเกษตรกรรายอื่นๆ โดยพัฒนาเกษตรสู่การเป็น Smart Farmer ในหลากหลายกลุ่มเป้าหมาย เช่น อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) เกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่ และเกษตรกรผู้นำศูนย์เครือข่ายศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นต้น

โดยในปี 2561 กรมส่งเสริมการเกษตร ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายการพัฒนาเป็นเกษตรกรสมาชิกกลุ่มส่งเสริมอาชีพการเกษตร 20,000 ราย และในจำนวนนี้จะมีผู้ที่ผ่านเกณฑ์ประเมิน Smart Farmer และมีศักยภาพสูงจะได้รับการพัฒนาต่อยอดเป็น Smart Farmer ต้นแบบ 4,795 ราย ซึ่งการพัฒนาเกษตรกรจะยึดหลัก “เกษตรกรเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา” บนหลักการการเรียนรู้ตลอดชีวิต การมีส่วนร่วมและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็น “ผู้จัดการเรียนรู้” และใช้กระบวนการกลุ่มเป็นกลไกการขับเคลื่อน ดังนั้นเพื่อพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรและสร้างทีมในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน Smart Farmer กรมส่งเสริมการเกษตร จึงจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ Smart Farmer Core Team ระดับเขตและระดับจังหวัดขึ้น ระหว่างวันที่ 24 – 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ โรงแรมเอบิน่า เฮาส์ กรุงเทพมหานคร

นางสาวภาณี กล่าวต่อว่า กรมส่งเสริมการเกษตรให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนการพัฒนาตามความต้องการของเกษตรกร ในการเสริมทักษะการเป็นผู้ประกอบการเกษตรด้วยแผนการผลิตรายบุคคล (IFPP) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการพัฒนาเชื่อมโยงเครือข่ายและขยายผล บูรณาการกลุ่มเป้าหมายให้สอดคล้องกับการดำเนินงานโครงการที่สำคัญของรัฐบาล เพื่อให้เป็นกลุ่มที่จะขยายผลการพัฒนาไปสู่เกษตรกรรายอื่นๆ และพร้อมขับเคลื่อนไปสู่ยุค Thailand 4.0 พัฒนาด้วยทักษะดิจิทัลที่เน้นการบริหารจัดการและเทคโนโลยี (Smart Farming) และทำการเกษตรในลักษณะผู้ประกอบการ รวมถึงการพัฒนาระบบฐานข้อมูล Smart Farmer ซึ่งได้ปรับปรุงระบบ http://www.thaismartfarmer.net ให้พร้อมใช้งานเป็นเครื่องมือสนับสนุนการทำงานให้สามารถจำแนกเกษตรกรและสามารถนำผลการวิเคราะห์ไปประกอบการวางแผนการพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นเอกภาพต่อไป

อุ้มวิสาหกิจบ้านเขากลาง เกษตรฯเร่งช่วยแก้ปัญหาน้ำ-หนุนพัฒนาข้าวสังข์หยดพัทลุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/305597

อุ้มวิสาหกิจบ้านเขากลาง  เกษตรฯเร่งช่วยแก้ปัญหาน้ำ-หนุนพัฒนาข้าวสังข์หยดพัทลุง

อุ้มวิสาหกิจบ้านเขากลาง เกษตรฯเร่งช่วยแก้ปัญหาน้ำ-หนุนพัฒนาข้าวสังข์หยดพัทลุง

วันอังคาร ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมนาแปลงใหญ่และติดตามการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ จ.พัทลุง โดยได้เยี่ยมชมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านเขากลาง มีการรวมกลุ่มกันของเกษตรกรอย่างเข้มแข็ง สามารถเป็นศูนย์รับซื้อข้าวสังข์หยดจากบริเวณใกล้เคียงมาสีและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ แป้งข้าวกล้อง ขนมทองพับ ผลิตภัณฑ์เส้น ข้าวอบกรอบ จมูกข้าว เป็นต้น หน่วยงานราชการได้นำองค์ความรู้และเครื่องมือทุ่นแรงเข้ามาให้ใช้โดยมีการแนะนำวิธีทำ จึงทำให้ผลผลิตออกมาเป็นที่น่าพอใจ โดยมีต้นทุนที่ลดลง

ทั้งนี้ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนรับซื้อข้าวเปลือกมาจากเกษตรกรที่เป็นสมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่ มีพื้นที่รวมประมาณ 1,000 ไร่ แต่ขณะนี้เกิดปัญหาน้ำท่วม จึงเหลือพื้นที่ที่สามารถทำการเกษตรได้จริงประมาณ 800 ไร่ กระทรวงเกษตรฯ จึงได้นำหน่วยงานในสังกัดเข้ามาแลกเปลี่ยนวิธีการในการแก้ไขปัญหา เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ทำให้เกิดน้ำท่วมขัง อีกทั้งยังอยู่ใกล้ทะเลสาบ ทำให้ทุกปีเกิดปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้ง ในเบื้องต้น กรมชลประทานจะแก้ไขโดยวิธีการขุดลอกคูคลองเพื่อช่วยในการระบายน้ำให้เร็วขึ้น ส่วนปัญหาน้ำแล้ง กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน ได้ตั้งสถานีสูบน้ำให้แล้ว มีสายส่งของระบบน้ำแล้วส่วนหนึ่ง แต่ยังขาดอีกประมาณ 3 กิโลเมตร ซึ่งต้องของบประมาณเพิ่มเติมอีก 23 ล้านบาท จะทำให้สามารถส่งน้ำครอบคลุมพื้นที่ได้ทั้งหมดในบริเวณนี้ ประมาณ 2,000 กว่าไร่

นายเลิศวิโรจน์ กล่าวต่อว่า กลุ่มเกษตรกรดังกล่าวทำผลผลิตออกมาเป็นข้าวคุณภาพตามมาตรฐานข้าวปลอดภัย (GAP) และนำมาสีที่โรงสี
วิสาหกิจชุมชนที่เป็นโรงสี GMP แห่งเดียวของจังหวัดพัทลุง ผลผลิตดังกล่าวจะได้ข้าวคุณภาพ มีเครื่องหมาย Q ที่รับรองว่าเป็นข้าวปลอดภัย ซึ่งมีความต้องการของตลาดมาก และสามารถเอาไปขายตามร้านค้าและโมเดิร์นเทรดต่างๆ แล้ว นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์และได้รับการรับรองออร์แกนิคไทยแลนด์ ทำให้สามารถขายได้ราคาที่สูงกว่าข้าวทั่วไป

รักษ์เกษตร : การผลิตข้าวอินทรีย์ไรซ์เบอร์รี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/305603

รักษ์เกษตร : การผลิตข้าวอินทรีย์ไรซ์เบอร์รี่

รักษ์เกษตร : การผลิตข้าวอินทรีย์ไรซ์เบอร์รี่

วันอังคาร ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบวิธีปลูกข้าวอินทรีย์ไรซ์เบอร์รี่ ด้วยครับ ขอบคุณครับ

อินทร์ชัย ทรงอินทร์ไพศาล

อ.เมือง จ.สุรินทร์

คำตอบ การผลิตข้าวอินทรีย์ไรซ์เบอร์รี่ เป็นการผลิตข้าวที่ไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตรทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี สารป้องกันกำจัดวัชพืช สารป้องกันกำจัดโรค แมลงและสัตว์ศัตรูข้าว ตลอดจนสารเคมีที่ใช้ป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวในโรงเก็บ จึงเป็นการผลิตข้าวอินทรีย์ที่ได้ผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพสูง และปลอดภัยจากสารพิษ ซึ่งเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และเป็นการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืน

ขั้นตอนการผลิตข้าวอินทรีย์ไรซ์เบอร์รี่ มีดังนี้

1.การเลือกพื้นที่ปลูก เลือกพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ติดต่อกัน และมีความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยธรรมชาติสูง อยู่ห่างจากถนน เพื่อให้พื้นที่ที่ปลูกปราศจากสารพิษจากควันท่อไอเสีย ปราศจากมลพิษทางอากาศอย่างสิ้นเชิง เป็นพื้นที่ที่มีบ่อเก็บน้ำในแปลง และปลูกพืชกันชนโดยรอบ เพื่อให้เป็นพื้นที่มีความบริสุทธิ์ในการผลิตข้าวอินทรีย์

2.การเลือกพันธุ์ข้าว เลือกพันธุ์ข้าวข้าวไรซ์เบอร์รี่ ที่ได้รับการอนุญาตจากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง นำมาปลูกหมุนเวียน โดยไม่ใช้พันธุ์ซ้ำ เพื่อให้ได้พันธุ์ที่บริสุทธิ์ ปราศจากพันธุ์ปนอย่างแท้จริง

3.การเตรียมดิน ต้องปรับสภาพดินให้เหมาะสม โดยการหมักดินด้วยจุลินทรีย์ที่ผลิตเองตามคำแนะนำของกรมการพัฒนาที่ดิน เพื่อช่วยให้ควบคุมวัชพืช โรค แมลง และสัตว์ศัตรูข้าวบางชนิด หลังจากนั้น ให้ทำไถดะ ไถแปร คราด และทำเทือก

4.วิธีปลูกข้าว ให้ใช้วิธีปักดำ เป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดในการผลิตข้าวอินทรีย์ เพราะการเตรียมดิน ทำเทือก การควบคุมระดับน้ำในนา จะช่วยลดปริมาณวัชพืชได้  การปลูกกล้าข้าวลงดินจะช่วยให้ข้าวสามารถแข่งขันกับวัชพืชได้

5.การจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดิน เพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินให้เหมาะสมกับการใช้ปลูกข้าวอินทรีย์ไรซ์เบอร์รี่นั้น ที่สำคัญคือ การไม่เผาตอซัง ฟางข้าว และเศษวัสดุอินทรีย์ในแปลงนา เพราะเป็นการทำลายอินทรียวัตถุ และจุลินทรีย์ดินที่มีประโยชน์ ต้องเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน โดยการปลูกพืชโดยเฉพาะพืชตระกูลถั่วในที่ว่างในบริเวณพื้นที่นา แล้วใช้อินทรียวัตถุที่เกิดจากการเลี้ยงไส้เดือน ทั้งมูลและน้ำเลี้ยง จะช่วยบำรุงดินทั่วแปลงนาอย่างต่อเนื่อง ให้สังเกตได้จากมูลไส้เดือนกระจายตัวอยู่ทั่วไปแสดงว่าแปลงนาจะอุดมสมบูรณ์ทั่วทั้งแปลงแล้ว

6.การวิเคราะห์ความสมบูรณ์ของดิน โดยส่งดินให้กรมการพัฒนาที่ดินวิเคราะห์ดินนาทุกปี แล้วดำเนินการแก้ไขภาวะความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของข้าวอินทรีย์ไรซ์เบอร์รี่ ด้วยอินทรียวัตถุจากธรรมชาติ และน้ำหมักชีวภาพไว้ใช้เอง โดยขอคำแนะนำของกรมการพัฒนาที่ดิน

7.การใส่ปุ๋ย ให้ใช้อินทรียวัตถุบางอย่างทดแทนปุ๋ยเคมี อาจใช้แหนแดงหว่านทั่วแปลง เพื่อเพิ่มธาตุอาหารในดินตลอดเวลา และการใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากกระบวนการผลิตมูลไส้เดือนภายในแปลงนา จะช่วยควบคุมโรค แมลงและสัตว์ศัตรูข้าว โดยวิธีผสมผสานที่ไม่ใช้สารเคมี เพื่อให้ต้นข้าวเจริญเติบโตได้ดี มีความสมบูรณ์แข็งแรงตามธรรมชาติ และให้ผลผลิตสูงในระดับที่น่าพอใจ

8.การบรรจุผลิตภัณฑ์ เพื่อการจำหน่าย อาจบรรจุอยู่ในถุงขนาดเล็ก ตั้งแต่ 1-2 กิโลกรัม โดยบรรจุในสภาพสุญญากาศ ไม่มีการเติมแก๊สหรือสารใดๆ เพราะในสภาพสุญญากาศ จะเป็นการหยุดศัตรูเมล็ดข้าวได้ดีที่สุด

การผลิตข้าวอินทรีย์ที่ดี ต้องเน้นในเรื่องของธรรมชาติเป็นสำคัญที่สุด เป็นการช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ช่วยรักษาสมดุลธรรมชาติ และการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ เพื่อการผลิตอย่างยั่งยืน

นาย รัตวิ

ติงภาครัฐไม่บูรณาการทำงาน ทำระบบจัดการปาล์มไม่พร้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/305593

ติงภาครัฐไม่บูรณาการทำงาน  ทำระบบจัดการปาล์มไม่พร้อม

ติงภาครัฐไม่บูรณาการทำงาน ทำระบบจัดการปาล์มไม่พร้อม

วันอังคาร ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายพันศักดิ์ จิตรรัตน์ ประธานคณะกรรมการด้านปาล์มน้ำมันและพืชพลังงาน สภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากผลวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) สินค้าที่ราคาปรับตัวลดลงประจำเดือนตุลาคม 2560 พบว่า ลดลงร้อยละ 2.42 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา หนึ่งในนั้นรวมถึงปาล์มน้ำมัน โดยลดลงเนื่องจากภาวะการค้ายังชะลอตัวและสต๊อกน้ำมันอยู่ในเกณฑ์สูง ขณะที่ดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น สำหรับสถานการณ์ของปาล์มน้ำมันนั้นส่วนตัวมองว่า ระบบการจัดการยังไม่พร้อม ด้วยหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่ต่างๆ ยังไม่บูรณาการงานเข้าด้วยกันเช่น ฐานข้อมูลพื้นที่ , ผลผลิต , ผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบ (Crude Palm Oil : CPO) หากไม่รู้ข้อมูล ณ ปัจจุบันที่ชัดเจนแน่นอน พอจะนำไปใช้การจัดการจะเป็นปัญหา เรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องก็จะไม่ถูกต้องและไม่เป็นระบบ เช่น การนำน้ำมันปาล์มไปใช้ในส่วนพลังงานสำหรับการผลิตน้ำมันดีเซล B5 หรือ B7 อย่างไรให้เหมาะสมกับสต๊อก CPO เป็นต้น

ในส่วนการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม พ.ศ….. เพื่อนำเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้น ประเด็นที่ทางสภาเกษตรกรแห่งชาติจะนำเสนอที่สำคัญสุดคือ มาตรา 14 ในส่วนของอำนาจหน้าที่ ซึ่งเดิมแล้วสภาเกษตรกรฯได้เขียนไว้ในฉบับร่างพระราชบัญญัติปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม พ.ศ…..ว่าคณะกรรมการปาล์มน้ำมันแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการ แต่ในร่างพ.ร.บ.ฉบับที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติมีแค่ส่วนของหน้าที่เท่านั้นไม่มีอำนาจในการดำเนินการแต่อย่างใด ส่วนประเด็นอื่นจะนำเสนอในหลักการ ทั้งนี้ สิ่งสำคัญสำหรับเกษตรกรเรื่องการผลิตปาล์มน้ำมันต้องจัดการให้เป็นปาล์มคุณภาพและทำปาล์มที่ถูกหลักเพื่อการเพิ่มผลผลิตและปริมาณน้ำหนัก ถ้าตัดผลปาล์มสุกก็จะมีน้ำหนักและเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูงขึ้นราคาก็จะสูงตามไปด้วย

ปชป.จี้สอบรองผู้ว่าฯเมืองคอน คลิปโต้เถียงกับชาวสวนยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/305553

ปชป.จี้สอบรองผู้ว่าฯเมืองคอน คลิปโต้เถียงกับชาวสวนยาง

ปชป.จี้สอบรองผู้ว่าฯเมืองคอน คลิปโต้เถียงกับชาวสวนยาง

วันจันทร์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 14.30 น.

27 พ.ย. 60 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ นายนริศ ขำนุรักษ์ อดีต ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์  ร่วมกันแถลงข่าวถึงปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยางพารา

โดยนายนิพิฏฐ์ แถลงว่า ตนขอให้ตรวจสอบพฤติกรรมของนายสกล จันทรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ปรากฏคลิปโต้เถียงกับเกษตรกรสวนยางพารา ที่ไปยื่นเรื่องร้องเรียนที่ศูนย์ดำรงธรรม และใช้กิริยาท่าทางวาจาที่ไม่เหมาะสม โดยได้ทำหนังสือถึง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยด้วยแล้ว ซึ่งหากมีการกระทำที่ไม่เหมาะสมก็ขอให้ย้ายออกจากพื้นที่ทันที เพราะครั้งหนึ่งเกษตรกรเคยจะยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่ถูกหน่วยทหารในพื้นที่ควบคุมตัวไป โดยทั้งนายกรัฐมนตรี รมว.มหาดไทย และผบ.ทบ.ระบุว่า ให้ยื่นคำร้องต่อศูนย์ดำรงธรรมในแต่ละจังหวัด การที่ตัวแทนเกษตรกรไปยื่นเรื่องเดือดร้อน จึงเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี แต่กลับได้รับการตอบรับจากรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชในลักษณะนี้ แสดงว่าประชาชนไม่มีที่พึ่ง จะไปกรุงเทพก็ถูกควบคุมตัว ไปยื่นที่ศูนย์ดำรงธรรมก็ไม่ได้รับความใส่ใจ

นายนิพิฏฐ์กล่าวต่อว่า การเปลี่ยนแปลงตัวรัฐมนตรีว่าการเกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จาก พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะเป็นนายกฤษฎา บุญราช นั้น ตนยังไม่แน่ใจว่าจะทำให้ราคายางพาราสูงขึ้นได้หรือไม่ แต่เชื่อว่า รมว.เกษตรฯคนใหม่จะมีจิตใจในการดูแลทุกข์สุข เปิดกว้างมากกว่ารัฐมนตรีคนก่อน เพราะเคยเป็นผู้ว่าราชการหลายจังหวัดและเคยเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย จะทราบถึงความเดือดร้อนประชาชนมากกว่า อย่างไรก็ตามต้องมีทีมงานที่รู้ปัญหาจริง และต้องหารือระหว่างสามประเทศคือ ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เพื่อร่วมมือกันรักษาเสถียรภาพราคายางพาราให้ได้ รวมถึงขอให้เร่งรัดดำเนินการตามนโยบายที่จะนำยางพารามาใช้ในประเทศให้ได้โดยกำหนดปริมาณที่ชัดเจนเพื่อเป็นผลทางจิตวิทยาต่อตลาด

ด้านนายนริศ ระบุว่า ข้อเรียกร้องที่เกษตรกรมีไปถึงรัฐบาล อยากให้รัฐบาลรับทราบความทุกข์ยากของเกษตรกรชาวสวนยางพารา ที่ราคาตกต่ำจนได้รับความเดือดร้อน จึงอยากให้เร่งรัดแก้ไขอย่างจริงจัง

บ้านเขากลางรวมกลุ่มแน่นปึ้ก l ผลิตข้าวสังข์หยดพัทลุงคุณภาพสูง-ปลอดภัยตีตลาดกระจุย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/305404

x

บ้านเขากลางรวมกลุ่มแน่นปึ้ก l ผลิตข้าวสังข์หยดพัทลุงคุณภาพสูง-ปลอดภัยตีตลาดกระจุย

วันจันทร์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯได้ส่งทีมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมนาแปลงใหญ่และการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ที่ จังหวัดพัทลุง โดยได้เยี่ยมชมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านเขากลาง มีการรวมกลุ่มกันของเกษตรกรอย่างเข้มแข็ง สามารถเป็นศูนย์รับซื้อข้าวสังข์หยดจากบริเวณใกล้เคียงมาสีแปรและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ แป้งข้าวกล้อง ขนมทองพับ ผลิตภัณฑ์เส้น ข้าวอบกรอบ จมูกข้าว เป็นต้น หน่วยงานราชการได้นำองค์ความรู้และเครื่องมือทุ่นแรงเข้ามาให้ใช้โดยมีการแนะนำวิธีทำ จึงทำให้ผลผลิตออกมาเป็นที่น่าพอใจ โดยมีต้นทุนที่ลดลง

ทั้งนี้ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนรับซื้อข้าวเปลือกมาจากเกษตรกรที่เป็นสมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่ มีพื้นที่รวมประมาณ 1,000 ไร่ แต่ขณะนี้เกิดปัญหาน้ำท่วม จึงเหลือพื้นที่ที่สามารถทำการเกษตรได้จริงประมาณ 800 ไร่ กระทรวงเกษตรฯ จึงได้นำหน่วยงานในสังกัดเข้ามาแลกเปลี่ยนวิธีการ
ในการแก้ไขปัญหา เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ทำให้เกิดน้ำท่วมขัง อีกทั้งยังอยู่ใกล้ทะเลสาบ ทำให้ทุกปีเกิดปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้ง ในเบื้องต้น กรมชลประทานจะแก้ไขโดยวิธีการขุดลอกคูคลองเพื่อช่วยในการระบายน้ำให้เร็วขึ้น ส่วนปัญหาน้ำแล้ง กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน ได้ตั้งสถานีสูบน้ำให้แล้ว มีสายส่งของระบบน้ำแล้วส่วนหนึ่ง แต่ยังขาดอีกประมาณ 3 กิโลเมตร ซึ่งต้องของบประมาณเพิ่มเติมอีก 23 ล้านบาท จะทำให้สามารถส่งน้ำครอบคลุมพื้นที่ได้ทั้งหมดในบริเวณนี้ ประมาณ 2,000 กว่าไร่

นายเลิศวิโรจน์กล่าวต่อว่า กลุ่มเกษตรกรดังกล่าวทำผลผลิตออกมาเป็นข้าวคุณภาพตามมาตรฐานข้าวปลอดภัย (GAP) และนำมาสีที่โรงสีวิสาหกิจชุมชนที่เป็นโรงสี GMP แห่งเดียวของจังหวัดพัทลุง ผลผลิตดังกล่าวจะได้ข้าวคุณภาพ มีเครื่องหมาย Q ที่รับรองว่าเป็นข้าวปลอดภัย ซึ่งมีความต้องการของตลาดมาก และสามารถเอาไปขายตามร้านค้าและ
โมเดิร์นเทรดต่างๆ แล้ว นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์และได้รับการรับรองออร์แกนิกไทยแลนด์ ทำให้สามารถขายได้ราคาที่สูงกว่าข้าวทั่วไป

ทั้งนี้ ข้าวสังข์หยดจังหวัดพัทลุง เป็นผลผลิตที่เกิดจากแหล่งภูมิศาสตร์ ได้รับการรับรอง GI จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ทำให้มั่นใจได้ว่า ข้าวสังข์หยดพัทลุงเป็นสินค้าที่มีคุณภาพพิเศษ มีคุณลักษณะเฉพาะ แตกต่างจากข้าวทั่วไป เป็นการยกระดับข้าวสังข์หยดของพัทลุง สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านเขากลางปลูกข้าวสังข์หยดที่ได้รับการรับรอง GI ตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก มีการตกลงราคารับซื้อข้าวสดกันล่วงหน้าถึงตันละ 15,000 บาท

เกษตรฯถกร่วมหน่วยงานในปท. เดินหน้ากระตุ้นการใช้ยางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/305398

x

เกษตรฯถกร่วมหน่วยงานในปท. เดินหน้ากระตุ้นการใช้ยางพารา

วันจันทร์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานสนับสนุนการใช้ยางภายในประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมา หลายหน่วยงานมีความต้องการจะใช้ยางภายในประเทศ แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะมีปัญหาเรื่องมาตรฐานการจัดซื้อจึงไม่สามารถดำเนินการได้ รวมทั้งแต่ละหน่วยงานไม่ได้ตั้งงบประมาณรองรับไว้ หน่วยงานต่างๆ จึงต้องมีการทบทวนหารือร่วมกัน โดยในปี 2560 มี 9 หน่วยงาน ยื่นความจำนงใช้ยางพารา รวมปริมาณน้ำยางข้น 22,321.54 ตัน และยางแห้ง 2,952.66 ตัน จากเดิม น้ำยางข้น 20,964.8009 ตัน ยางแห้ง 3,512.0781 ตัน ณ วันที่ 29 มิ.ย. 2560 คิดเป็นงบประมาณทั้งสิ้น 16,925,626,588.57 บาท

“นอกจากนี้ ในระยะยาวได้สั่งการให้นำเอาเรื่องถนนยางพาราดินซีเมนต์ไปศึกษาในทุกหน่วยงานที่จะเกี่ยวข้องกับการ
ทำถนน เพราะถนนดินซีเมนต์นี้จะนำไปใช้ในเรื่องของการทำซับเบส คือส่วนของด้านล่างของตัวชั้น ไม่ใช่ชั้นผิวถนน ซึ่งทุกผิวถนนสามารถใช้ซับเบสนี้ได้ เพราะสามารถเพิ่มปริมาณได้ถึง 12 ตัน นอกจากนี้ กรมชลประทานได้ดำเนินการทดสอบแล้ว 6 เดือนผลการ
ทดสอบใช้ได้ถึง 18 ตัน ต่อ 1 กิโลเมตร”นายเลิศวิโรจน์ กล่าว

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติม สำหรับรายการพิจารณาชนิดของผลิตภัณฑ์ยางที่นำมาใช้ในการดำเนินโครงการของส่วนราชการ มีทั้งสิ้น 23 รายการ อาทิ ถุงฝายยาง แผ่นยางรองคอสะพาน ยางกันชนท่าเรือ ท่อยางดูดน้ำและส่งน้ำ แผ่นยางซึม ยางขวางถนนจำกัดความเร็ว ยางปูพื้น ยางปูพื้นลู่วิ่งลานกรีฑา เป็นตัน ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าว มีมอก.แล้วทั้งสิ้น 22 รายการ และมี มอก.พร้อมราคากลางสำนักงบประมาณ จำนวน 1 รายการ รวมทั้งยังไม่มีมอก. 1 รายการ

ชาติอาเซียนลงชุมชนพิสูจน์ ศักยภาพงานวิสาหกิจฯไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/305400

x

ชาติอาเซียนลงชุมชนพิสูจน์ ศักยภาพงานวิสาหกิจฯไทย

วันจันทร์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางยุพา อินทราเวช ผู้เชี่ยวชาญด้านส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาวิสาหกิจชุมชน ให้มีความสามารถและ
ศักยภาพในการบริหารจัดการ การผลิต การตลาด และการบริการต่างๆ ให้ได้มาตรฐาน สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน และพร้อมเข้าสู่การแข่งขันทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหลักของประเทศไทย ในการเข้าร่วมและขับเคลื่อนกิจกรรมของคณะทำงานสาขาส่งเสริมและฝึกอบรมด้านการเกษตรของอาเซียน (ASEAN Sectoral working Group on Agricultural Training and Extension – AWGATE) ที่เป็นคณะทำงานรายสาขาภายใต้ความร่วมมือของด้านการเกษตรและป่าไม้ของอาเซียน ซึ่งจากการประชุมคณะทำงานฯ ครั้งที่ 23 ณ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ที่ผ่านมานั้น กรมส่งเสริมการเกษตร ได้นำเสนอกิจกรรมการศึกษาดูงานด้านการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน หลักสูตร Study Visit on Community Enterprise Promotion of Thailand ให้แก่ผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียน จำนวน 5 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา มาเลเซีย สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ บรูไน และประเทศไทย โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-25 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา ณ กรุงเทพมหานคร จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และจังหวัดสระบุรี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียน ได้ศึกษาเรียนรู้และดูงานแนวทางการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนของประเทศไทย ได้แก่ ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปวิสาหกิจชุมชนและการควบคุมคุณภาพมาตรฐาน ด้านการบริการการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของวิสาหกิจชุมชน และด้านวิสาหกิจชุมชนต้นแบบและมีศักยภาพในด้านการบริหารจัดการ

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรมุ่งหวังให้คณะผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียน ได้เห็นกระบวนการดำเนินงานด้านการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนของประเทศไทย ได้ประชาสัมพันธ์การดำเนินกิจการและผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชนที่เป็นแหล่งศึกษาดูงาน ให้เป็นที่รู้จัก รวมทั้งผู้แทนจากกรมส่งเสริมการเกษตร และคณะผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ร่วมสร้างเครือข่ายการทำงานด้านการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนระหว่างประเทศให้เกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง