เปิดตลาดนัดซื้อข้าวเปลือก ‘สหกรณ์พรหมพิราม’ช่วยชาวนา-รักษาเสถียรภาพราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/306090

x

เปิดตลาดนัดซื้อข้าวเปลือก ‘สหกรณ์พรหมพิราม’ช่วยชาวนา-รักษาเสถียรภาพราคา

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายบำรุง รื่นบรรเทิง รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานตลาดนัดข้าวเปลือก ปีการผลิต 2560/61 จังหวัดพิษณุโลก ครั้งที่ 2 ว่า จังหวัดพิษณุโลก ได้ดำเนินการเปิดตลาดนัดข้าวเปลือกปีการผลิต 2560/61 เพื่อขับเคลื่อนงานตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและรักษาเสถียรภาพราคาข้าวตามนโยบายของรัฐบาล โดยการบูรณาการร่วมกันของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดพิษณุโลก สำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด เพื่อเพิ่มช่องทางให้เกษตรกรได้มีอำนาจการต่อรองมากขึ้น แก้ไขปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำในพื้นที่ โดยใช้กลไกสหกรณ์เป็นตลาดรับซื้อผลผลิตข้าวเปลือกจากเกษตรกรโดยตรง เพื่อให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตข้าวเปลือกในราคาที่เป็นธรรม ทั้งในด้านราคา การชั่งน้ำหนัก การวัดความชื้น การหักสิ่งเจือปนและไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยเปิดตลาดรับซื้อข้าวเปลือกตามเกณฑ์คุณภาพข้าวที่กำหนด ในราคานำตลาด สูงกว่าตันละ 100-200 บาท เพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรเกิดการพัฒนาปรับปรุงคุณภาพข้าวให้ได้มาตรฐานตามความต้องการของตลาด ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ราคาดียิ่งขึ้น

นายสมศักดิ์ แสนศิริ สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการเปิดตลาดนัดรับซื้อข้าวเปลือกของสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด ได้กำหนดราคารับซื้อไว้ที่ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาตันละ 12,150 บาท ส่วนข้าวเปลือกเจ้า รับซื้อในราคาตันละ 7,200 บาท ที่ระดับความชื้น 15% โดยสหกรณ์ฯ ได้เปิดราคาซื้อข้าวเปลือก จากเกษตรกรรายแรกที่นำข้าวเปลือกหอมมะลิมาจำหน่ายในราคาตันละ 11,700 บาท ความชื้น 25% ทำให้เกษตรกรเกิดความพึงพอใจเป็นอย่างมาก ที่ได้นำผลผลิตข้าวของตนเองมาขายผ่านตลาดรับซื้อข้าวของสหกรณ์

“ทั้งนี้สหกรณ์ฯ มีแผนการรวบรวมรับซื้อผลผลิตข้าวเปลือก ปีการผลิต 2560/61 จำนวน 15,000 ตัน/ปี จากเกษตรกรสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป โดยการรวบรวมผลผลิตข้าวเปลือกเพื่อการจัดจำหน่าย การคัดเกรดตามคุณภาพข้าวเพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ และการแปรรูปข้าวสาร เพื่อเพิ่มมูลค่าข้าวช่วยเหลือเกษตรกรสมาชิกให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย” นายสมศักดิ์ กล่าว

สภาเกษตรกรเร่งวางระบบรับรอง มาตรฐานเกษตรอินทรีย์‘Thai PGS’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/306091

x

สภาเกษตรกรเร่งวางระบบรับรอง มาตรฐานเกษตรอินทรีย์‘Thai PGS’

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า สภาเกษตรกรได้มีการจัดเวทีแนวทางการจัดทำระบบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วมของไทย (Thai PGS) เพื่อทำความเข้าใจกระบวนการในการขับเคลื่อนการรับรองเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเป็นระบบที่เกษตรกรรวมกันเป็นเครือข่าย ติดตามตรวจสอบซึ่งกันและกันเอง อันจะทำให้เกษตรกรยกระดับการผลิตตัวเอง และมีการช่วยกันดูแลสอดส่องสมาชิกในองค์กรของตนเอง ทำการผลิตการเกษตรให้อยู่ในมาตรฐานที่ตรงกัน

นายธีระ วงษ์เจริญ ประธานคณะกรรมการด้านเกษตรตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบ PGS เป็นการรับรองโดยชุมชนทำหน้าที่รับรองกันเอง กำหนดกฎ กติกาของตัวเองไม่ให้ต่ำกว่ามาตรฐานอื่นที่มีอยู่ ซึ่งคณะกรรมการเกษตรตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ และได้จัดการประชุมมาแล้ว 4 ครั้ง เพื่อที่จะสร้างการรับรองใหม่ขึ้นมาคือ Thai PGS ให้เป็นมาตรฐานของไทย การเชื่อมโยงในธุรกิจของ PGS จะเป็นระหว่างพื้นที่ต่อพื้นที่ซึ่งในขณะนี้ PGS จันทบุรี, สามพราน, อุบลราชธานีโมเดล สามารถเชื่อมโยงกันแล้ว เป้าหมายต่อไป จ.อำนาจเจริญ รวมทั้งอีกหลายจังหวัดโดยมีสภาเกษตรกรจังหวัดเป็นพี่เลี้ยงช่วยสนับสนุนการดำเนินการ การให้ความรู้ภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งได้ยึดถือและนำมาปฏิบัติต่อในปีงบประมาณ 2561 และจะขยายผลการดำเนินงานให้ครอบคลุมครบ 77 จังหวัดในอนาคต เกษตรกรที่สนใจทำการเกษตรอินทรีย์หรือต้องการปรับเปลี่ยนเข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์อยู่แล้วแต่ยังไม่มีการรับรองมาตรฐานเพราะอยู่ในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ขอให้ประสานสภาเกษตรกรฯ ซึ่งมีหน่วยงานลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบดูแลเพื่อที่จะพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้ขยายกว้างไกลตามแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่ต้องการพื้นที่เกษตรอินทรีย์ 5 ล้านไร่ โดยสภาเกษตรกรแห่งชาติจะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล

‘นฤบดินทรจินดา’อ่างเก็บน้ำพระราชา แหล่งน้ำแห่งใหม่พลิกฟื้นชีวิตชาวปราจีนบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/306138

'นฤบดินทรจินดา'อ่างเก็บน้ำพระราชา  แหล่งน้ำแห่งใหม่พลิกฟื้นชีวิตชาวปราจีนบุรี

‘นฤบดินทรจินดา’อ่างเก็บน้ำพระราชา แหล่งน้ำแห่งใหม่พลิกฟื้นชีวิตชาวปราจีนบุรี

วันพุธ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 20.10 น.

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเป็น “ปราชญ์แห่งน้ำ”ผู้ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านการพัฒนาแหล่งน้ำในทุกด้าน เห็นได้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเกี่ยวกับน้ำทั่วประเทศมากมาย สามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และคุณภาพน้ำ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเห็นผลเป็นรูปธรรมโดย “อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา”จังหวัดปราจีนบุรีก็เป็นหนึ่งในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่สะท้อนให้เห็นถึงพระวิสัยทัศน์อันยาวไกลในการแก้ไขปัญหาให้ราษฎร

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ช่วยราชการในตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา หรือที่รู้จักกันในชื่อ“โครงการห้วยโสมงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ภายหลังพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานชื่อว่า “อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา”อันมีความหมายว่า “อ่างเก็บน้ำที่สร้างขึ้นตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 และนับได้ว่าเป็นอ่างเก็บน้ำแห่งสุดท้ายที่ได้รับพระราชทานชื่อจากพระองค์

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับการสร้างอ่างเก็บน้ำแห่งนี้มาตั้งแต่ปี 2521 โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ การบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝน ปัญหาขาดแคลนน้ำช่วงฤดูแล้ง รวมทั้งช่วยรักษาระบบนิเวศ ผลักดันน้ำเค็ม น้ำเน่าเสีย ในแม่น้ำปราจีนบุรีและแม่น้ำบางปะกง ซึ่งที่ผ่านมาปัญหาเหล่านี้ได้สร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชนในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2552 อนุมัติให้กรมชลประทานเริ่มดำเนินการก่อสร้างโครงการ   “อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา” เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ที่บ้านแก่งยาว ตำบลแก่งดินสอ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี มีรายละเอียดที่เป็นองค์ประกอบต่างๆของโครงการดังนี้

ทองเปลว กองจันทร์

อ่างเก็บน้ำ เป็นเขื่อนดินสูง 32.75 เมตร กว้าง 9 เมตร ยาว 3,967.51 เมตร ความจุ 295 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมกับให้ดำเนินการตามแผนป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 19 หน่วยงาน กรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จและเริ่มเก็บกักน้ำมาตั้งแต่ปี 2559 ที่ผ่านมา

ส่วนระบบชลประทาน สามารถส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทานรวมทั้งสิ้น 111,300 ไร่ ประกอบด้วยระบบชลประทานฝั่งซ้ายความยาว186 กิโลเมตร ส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทาน 94,800 ไร่ เขตตำบลแก่งดินสอ อำเภอนาดี ตำบลต่อทอง ตำบลเมืองเก่า และเทศบาลตำบลกบินทร์บุรี อำเภอกบินทร์บุรี,ระบบชลประทานฝั่งขวาความยาว34 กิโลเมตร ส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทาน 16,500 ไร่ ในเขตตำบลแก่งดินสอ อำเภอนาดีปัจจุบันอยู่ในระหว่างดำเนินการก่อสร้าง และจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในปี 2563

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างใหญ่หลวงของกรมชลประทาน ในการสนองพระราชดำริดำเนินโครงการนี้ คือ ที่ผ่านมา แม้ในขณะที่งานก่อสร้างยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาก็สามารถเริ่มทำการกักเก็บน้ำได้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2559 โดยมีปริมาณน้ำในอ่างฯเมื่อสิ้นสุดฤดูฝน พ.ศ.2559 จำนวน 242.384 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 82.16 ของความจุเก็บกัก ทำให้ช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นที่อำเภอกบินทร์บุรี และไม่เกิดน้ำท่วมดังเช่นทุกปีที่ผ่านมา

“ช่วงฤดูฝนปี 2559 อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา ช่วยให้พื้นที่ 2 ฝั่งแม่น้ำปราจีนบุรีไม่ประสบปัญหาน้ำท่วมเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ทั้งที่มีฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา ช่วยเก็บกักน้ำที่ไหลมาจากห้วยโสมงซึ่งเป็นการตัดตอนไม่ให้น้ำทะลักไปสู่แม่น้ำปราจีนบุรีเหมือนเช่นในทุกปีที่ผ่านมา โดยสภาพฝนในปีนั้น ถ้าไม่มีอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา อาจทำให้น้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมบริเวณตลาดเก่ากบินทร์บุรี ลึกมากกว่า 2 เมตร รวมทั้งยังจะส่งผลกระทบให้พื้นที่เศรษฐกิจในเขต อ.กบินทร์บุรี อ.ศรีมหาโพธิ และอำเภอเมืองปราจีนบุรี ประสบปัญหาน้ำท่วมอย่างแน่นอน”

นอกจากการป้องกันน้ำท่วมแล้ว รองอธิบดีกรมชลประทาน ยังเปิดเผยด้วยว่า ในฤดูแล้งที่ผ่านมา อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา ยังช่วยระบายน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศและผลักดันน้ำเค็มในแม่น้ำปราจีนบุรี โดยตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 จนถึงวันที่ 3 มิถุนายน 2560 ได้ระบายน้ำรวม 195.88 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้ไม่เกิดปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำเข้ามาในแม่น้ำปราจีนบุรีเหมือนดังเช่นทุกปีที่ผ่านมาด้วยเช่นกัน

คุณประโยชน์ที่สำคัญอีกประการของ “อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา” คือ การเป็นแนวกันชนหรือแนวป้องกันการบุกรุกทำลายพื้นที่ป่าไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติทับลานและอุทยานแห่งชาติปางสีดา รวมทั้ง ช่วยเพิ่มระดับความชุ่มชื้นในพื้นที่ป่าทำให้โอกาสการเกิดไฟไหม้ป่าลดลงหรือหากเกิดไฟป่าก็จะมีแหล่งน้ำต้นทุนที่นำมาใช้ดับไฟป่าได้ รวมทั้งยังจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดปราจีนบุรี สร้างงาน สร้างรายได้ ให้กับประชาชนในอนาคตอันใกล้ได้อีกด้วย

นี่จึงสะท้อนให้เห็นถึงพระวิสัยทัศน์กว้างไกลของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมองเห็นแนวทางแก้ไขปัญหาให้กับราษฎร“อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา” จึงเปรียบได้กับ “อ่างเก็บน้ำของพระราชา” ที่ช่วยพลิกฟื้นชีวิตให้กลับพสกนิกรได้โดยแท้

เตือนเกษตรกรชาวสวนลิ้นจี่ เฝ้าระวัง‘ไรกำมะหยี่’ระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/305827

x

เตือนเกษตรกรชาวสวนลิ้นจี่ เฝ้าระวัง‘ไรกำมะหยี่’ระบาด

วันพุธ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ประกาศแจ้งเตือนเกษตรกรชาวสวนลิ้นจี่ โดยระบุว่า ระยะนี้อุณหภูมิสูงขึ้น และมีหมอกในตอนเช้ามืด ซึ่งเกษตรกรชาวสวนลิ้นจี่ควรเฝ้าระวังไรกำมะหยี่ลิ้นจี่ เพราะเป็นไรศัตรูลิ้นจี่ที่มีความสำคัญมาก สามารถพบได้ในระยะใบเพสลาดและระยะเริ่มแตกใบอ่อนชุดที่สาม มักพบไรชนิดนี้ชอบดูดทำลายตาดอก ใบอ่อน ยอด และผลของลิ้นจี่ ทำให้ตาดอกไม่เจริญ ใบที่ถูกไรเข้าทำลายจะมีลักษณะอาการหงิกงอ และโป่งพองขึ้นเป็นกระเปาะ ผิวใบบริเวณที่ไรดูดกินจะสร้างขนสีน้ำตาลขึ้นและสานเป็นแผ่นติดต่อกัน ซึ่งไรจะใช้เป็นที่หลบซ่อนตัวอยู่ในขนที่สร้างขึ้นที่ผิวใบนี้ โดยจะมีลักษณะนุ่มหนาคล้ายพรม เมื่อเริ่มในระยะแรกจะมีสีเหลืองหรือเขียวอ่อน และกลายเป็นสีน้ำตาลเข้มในเวลาต่อมา จากนั้นไรจะเริ่มเคลื่อนย้ายหาใบใหม่เพื่อดูดทำลายต่อไป ใบและยอดที่ถูกทำลายจะแห้งและร่วง ต้นที่ถูกไรทำลายรุนแรง จะแคระแกรน และไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร บางครั้งจะพบปื้นขนสีน้ำตาลเกิดขึ้นที่ช่อดอกและผลอ่อนด้วย

เกษตรกรควรหมั่นสำรวจส่องดูไรกำมะหยี่ลิ้นจี่ในแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบมีการระบาดของไรรุนแรงจนมีความจำเป็นต้องใช้สารเคมี ให้เกษตรกรตัดแต่งกิ่งที่ใบและยอดถูกไรทำลายนำไปเผาทิ้งนอกแปลงปลูกก่อน แล้วจึงพ่นสารกำจัดไรในครั้งแรกด้วยสารอะมิทราซ 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ซึ่งพบว่าสารกำจัดไรชนิดนี้ใช้ได้ผลดีในการกำจัดไร หรือพ่นด้วยกำมะถัน 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วทั้งหน้าใบและหลังใบ

นอกจากนี้ ในการพ่นสารกำจัดไรครั้งที่ 2 ให้เกษตรกรพ่นสารกำจัดไรเมื่อลิ้นจี่เริ่มแตกใบอ่อน จากนั้นให้พ่นซ้ำอีก 2 ครั้ง ห่างกัน 4 วัน สำหรับการปลูกต้นลิ้นจี่ในแปลงที่ปลูกใหม่ ให้เกษตรกรเลือกใช้ลิ้นจี่พันธุ์ต้านทาน ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ลิ้นจี่พันธุ์ฮงฮวย มีความต้านทานต่อการทำลายของไรกำมะหยี่ได้ดีกว่าพันธุ์โอเฮี๊ยะ

เร่งเคลื่อนเกษตรอินทรีย์‘ขอนแก่น’ พุ่งเป้าดึง‘ห้างโมเดิร์นเทรด-ประชารัฐ’เชื่อมโยงการตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/305832

เร่งเคลื่อนเกษตรอินทรีย์‘ขอนแก่น’ พุ่งเป้าดึง‘ห้างโมเดิร์นเทรด-ประชารัฐ’เชื่อมโยงการตลาด

เร่งเคลื่อนเกษตรอินทรีย์‘ขอนแก่น’ พุ่งเป้าดึง‘ห้างโมเดิร์นเทรด-ประชารัฐ’เชื่อมโยงการตลาด

วันพุธ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการขับเคลื่อนเพื่อดำเนินงานโครงการเกษตรอินทรีย์ ตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในส่วนของจังหวัดขอนแก่น ได้มีการประชุมคณะทำงานพัฒนาเกษตรอินทรีย์จังหวัด ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) เข้าร่วมประชุมเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 ที่ศาลากลางจังหวัดขอนแก่น มีการคัดเลือกพื้นที่บูรณาการใน 3 พื้นที่ ได้แก่ ตำบลบ้านดง อำเภออุบลรัตน์ ตำบลหนองแวงโสกพระ อำเภอพล และ ตำบลภูผาม่าน อำเภอภูผาม่าน เนื่องจากเกษตรกรมีความพร้อมที่จะทำเกษตรอินทรีย์มากที่สุด

สำหรับแผนปฏิบัติการได้แบ่งเกษตรกรเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มขั้น 1 คือ กลุ่มริเริ่มใหม่ กลุ่มขั้น 2 คือ กลุ่มที่พร้อมยกระดับ และกลุ่มขั้น 3 คือ กลุ่มที่ได้รับการรับรองเกษตรอินทรีย์แล้ว โดยมีกิจกรรมต่างๆ สำหรับแต่ละกลุ่มดังนี้

กลุ่มขั้น 1 กิจกรรมอบรมให้ความรู้เกษตรกร จำนวน 5 กลุ่ม 1,000 ราย โดยกรมปศุสัตว์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมการข้าว สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กรมวิชาการเกษตร และสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ร่วมบูรณาการ กิจกรรมส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพการผลิตเกษตรอินทรีย์ จำนวน 225 ราย โดยกรมการข้าว สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมพัฒนาที่ดิน และ กิจกรรมจัดทำแปลงเรียนรู้/แปลงต้นแบบเกษตรอินทรีย์ จำนวน 15 ราย พื้นที่ 75 ไร่ โดยกรมวิชาการเกษตร, กลุ่มขั้น 2 และ 3 กิจกรรมการตรวจรับรองแหล่งผลิตอินทรีย์ จำนวน 269 แปลง 900 ไร่ โดยสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด และกรมวิชาการเกษตร

ทั้งนี้ กลุ่มขั้น 1,2,3 มีกิจกรรมสร้างความเข้มแข็ง ประกอบด้วย กิจกรรมสนับสนุนปัจจัยการผลิต โดยกรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร และสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด กิจกรรมประชาสัมพันธ์ โดยสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด กิจกรรมบริการโครงการพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่และเกษตรกร และ กิจกรรมผลิตปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศสนับสนุนแปลงต้นแบบการเกษตรเครือข่าย โดยกรมวิชาการเกษตร กิจกรรมฝึกอบรมและเสริมสร้างความรู้ด้านการผลิตพืชอินทรีย์ให้แก่นักเรียน Q-School กิจกรรมก่อสร้างโรงเรือนปลูกพืชระบบน็อกดาวน์ในโรงเรียน และ กิจกรรมจัดมหกรรมไดโน่สินค้าเกษตรปลอดภัยสู่เกษตรอินทรีย์วิถีชุมชนของดีเมืองขอนแก่น โดยสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด

สำหรับแนวทางการเชื่อมโยงตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ จังหวัดขอนแก่นได้กำหนดแนวทาง ดังนี้ 1) เชื่อมโยงกับห้างค้าปลีก (Modern Trade) ที่มีศูนย์กระจายสินค้าในจังหวัด 2) เชื่อมโยงกับโรงพยาบาลภายในจังหวัดที่อยู่ภายใต้โครงการโรงพยาบาลอาหารปลอดภัย และ 3) เชื่อมโยงกับโครงการตลาดประชารัฐไทยช่วยไทย เช่น ตลาดประชารัฐ Green Market ตลาดประชารัฐคนไทยยิ้มได้ ตลาดประชารัฐท้องถิ่นสุขใจ ตลาดประชารัฐของดีจังหวัด ตลาดประชารัฐ Modern Trade ตลาดประชารัฐของดีวิถีชุมชน ธ.ก.ส. ตลาดประชารัฐต้องชม และตลาดประชารัฐ ตลาดวัฒนธรรม ถนนวัฒนธรรม ซึ่งเป็นการสร้างช่องทางการจัดจำหน่ายเพื่อรองรับสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้มีตลาดที่แน่นอนและเป็นตลาดเฉพาะ ซึ่งจะช่วยให้สินค้าเกษตรอินทรีย์ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพมีมูลค่าสูงขึ้น เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และจะส่งผลให้คุณภาพชีวิตของผู้ผลิตและผู้บริโภคดีขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จะได้ร่วมกับสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดในการติดตามผลการดำเนินงานของโครงการต่อไป

ปศุสัตว์ไฟเขียว‘เนเธอร์แลนด์’ ส่งเนื้อวัว-ลูกวัวเข้าประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/305825

x

ปศุสัตว์ไฟเขียว‘เนเธอร์แลนด์’ ส่งเนื้อวัว-ลูกวัวเข้าประเทศไทย

วันพุธ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายอารีย์ เวลเฮาเซ่น ทูตเกษตรเนเธอร์แลนด์ ประจำประเทศไทย แถลงว่า หลังการระบาดของโรควัวบ้าในยุโรปเมื่อหลายปีก่อน ทำให้การส่งออกและนำเข้าเนื้อวัวระหว่างไทยและเนเธอร์แลนด์หยุดชะงักไป แต่ทั้ง 2 ประเทศยังคงร่วมมือเพื่อแก้ไขสถานการณ์ โดยกรมปศุสัตว์ของไทยได้ตอบรับคำเชิญของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ในการเดินทางไปตรวจสอบระบบห่วงโซ่การผลิตและควบคุมเนื้อวัว อันเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการด้านความปลอดภัยอาหาร เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเนื้อวัวและเนื้อลูกวัวที่ผลิตและส่งออกโดยเนเธอร์แลนด์ มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคในไทยอย่างแท้จริง

โดยเมื่อปี 2559 กรมปศุสัตว์ได้อนุมัติอย่างเป็นทางการให้เนเธอร์แลนด์ส่งออกเนื้อลูกวัวและเนื้อวัวมายังประเทศไทย คณะของกรมปศุสัตว์ได้เดินทางไปตรวจสอบระบบห่วงโซ่การผลิตของอุตสาหกรรมไก่ทั้งระบบของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการด้านความปลอดภัยต่อผู้บริโภคในปี 2560 กรมปศุสัตว์ของไทยได้อนุมัติอย่างเป็นทางการสำหรับการส่งออกลูกไก่และไข่ฟัก จากเนเธอร์แลนด์ มายังประเทศไทย อันเป็นผลจากความพยายามทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของไทยและเนเธอร์แลนด์ ขั้นตอนสุดท้ายคือกระบวนการด้านเอกสารสุขภาพสัตว์ (Veterinary or Health Certificate) Click here to enter text.เพื่อการส่งออกเนื้อลูกวัว เนื้อวัว ลูกไก่ และไข่ฟัก จากเนเธอร์แลนด์มาไทยก็ได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานของทั้งสองประเทศ สถานทูตเนเธอร์แลนด์ต้องขอขอบคุณ กรมปศุสัตว์ของไทย ที่ตัดสินใจอย่างรอบคอบก่อนอนุมัติอย่างเป็นทางการ ผู้บริโภคของไทยจึงสามารถมั่นใจเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าปศุสัตว์ ที่ส่งออกจากเนเธอร์แลนด์

ส่องเกษตร : ภารกิจที่ท้าทาย 3รมต.เกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/305829

449007

ส่องเกษตร : ภารกิจที่ท้าทาย 3รมต.เกษตร

วันพุธ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

บรรดารัฐมนตรีใหม่ในครม.“ประยุทธ์ 5”กำลังจะเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในช่วงเย็นของวันพฤหัสบดีที่ 30 พฤศจิกายนนี้ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน หลังจากนี้จึงจะสามารถเริ่มต้นเข้าไปทำงานในแต่ละกระทรวงที่ได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งได้ ซึ่งก็คือวันศุกร์ที่ 1 ธันวาคมเป็นต้นไป

ในส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ได้ปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีแบบยกทีม คือทั้งรัฐมนตรีว่าการ-พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ “เพื่อนซี้”นายกฯลุงตู่ ถูกปรับออก แต่ไม่ตกงาน ยังได้รับตำแหน่งใหม่ไปเป็นรองนายกรัฐมนตรี เช่นเดียวกับตัวรัฐมนตรีช่วย-ชุติมา บุณยประภัศร ถึงพ้นจากเกษตรฯ ก็ยังได้ไปนั่งเป็นรมช.พาณิชย์แทน

ที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือ ทีมรัฐมนตรีเกษตรฯชุดใหม่ ที่มากันเต็มพิกัดกว่าครม.ทุกชุดของลุงตู่ คือ มีรัฐมตรีว่าการ 1 คน บวกรัฐมนตรีช่วยอีก 2 คน ต่างจากครม.ประยุทธ์ 1 ถึงประยุทธ์ 4 ที่บางช่วงมีรัฐมนตรีว่าการโดดๆ เพียงคนเดียว หรืออย่างดีก็มีรัฐมนตรีช่วยให้อีก 1 คนเท่านั้น

ทีมรัฐมนตรีเกษตรฯชุดใหม่ทั้ง 1 รมว.กับอีก 2 รมช.นี้ ยังถือเป็นรัฐมนตรีประเภทสดๆ“ซิงๆ”ใหม่ถอดด้ามกันทั้งหมด มีที่มาหลากหลาย น่าสนใจยิ่งว่า ถ้านำความหลากหลายเหล่านี้มาผสมผสานใช้ทำงานให้ได้อย่าง“ลงตัว”คงเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องเกษตรกรได้อย่างมาก

ทีมที่ประกอบด้วย รมว.คือ นายกฤษฎา บุญราช อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่เป็นนักปกครองมาทั้งชีวิต กับ 2 รมช.คือ นายลักษณ์ วจนานวัช นักการธนาคาร อดีตผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรหรือ ธ.ก.ส.สถาบันการเงินของรัฐที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นกลไกสนองนโยบายรัฐบาลในการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาของเกษตรกรมาตลอด และนายวิวัฒน์ ศัลยกำธรหรือ“อาจารย์ยักษ์”หนึ่งในบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ลงสู่การปฏิบัติ และขับเคลื่อน “หลักกสิกรรมธรรมชาติ” โดยมีตำแหน่งประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง,ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ

ว่าไปแล้ว 2 รมช.เกษตรฯคนใหม่ ดูจะเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาของเกษตรกรดี เพราะทำงานเกี่ยวข้องในแวดวงการเกษตรมาตลอด ขณะที่รมว.เกษตรฯ นายกฤษฎา บุญราช เสียอีก ที่ประวัติการทำงานไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรฯโดยตรงเลย ซึ่งผมเคยตั้งข้อสังเกตในคอลัมน์นี้ตั้งแต่สัปดาห์ก่อนว่า อาจเป็นเพราะนายกฯบิ๊กตู่ต้องการนักปกครองที่เคยผ่านงานทั้งเป็นอธิบดีกรมการปกครอง,ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาและจังหวัดยะลา ฯลฯ มาก่อน เพื่อใช้ประโยชน์ด้านงานมวลชนในการคลี่คลายปัญหาเกษตรกรในหลายพื้นที่ก็เป็นได้

ปรากฏว่า หลังนายกฤษฎาได้รับการโปรดเกล้าฯแล้ว นักวิเคราะห์ก็พากันมองในแนวนี้ โดยเน้นหนักที่ปมร้อน“ม็อบสวนยาง”เวลานี้ เป็นเรื่องแรกที่ต้องจับตาการแก้ไขของรมว.เกษตรฯคนใหม่ ซึ่งว่าไปแล้วการที่เคยเป็น “พ่อเมือง” 2 จังหวัดสำคัญภาคใต้ ทั้งเคยเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย มีข้อมูลว่าเขาสนิทสนมกับพรรคประชาธิปัตย์ เจ้าสนามภาคใต้ดี รวมถึงแนบแน่นกับลุงกำนัน “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตเลขาฯพรรค ปชป.ที่ปัจจุบันเป็นผู้นำมวลชน กปปส.และยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทนายนกเขา “นิติธร ล้ำเหลือ” ผู้มีบทบาทสำคัญในกลุ่มพันธมิตรฯต่อต้านระบอบทักษิณด้วย…น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญใช้ประโยชน์ในการคลี่คลายปมร้อน“ม็อบสวนยาง”ได้ ซึ่งก็เริ่มมีแกนนำม็อบสวนยางภาคใต้บางคนพูดถึงรมว.เกษตรฯคนนี้ ในแง่ดีทันที

อย่างไรก็ตาม แม้การผสานทีมงานที่หลากหลายของ 1 รมว.กับ 2 รมช.น่าจะทำให้ทิศทางการทำงานของกระทรวงเกษตรฯมีความแปลกใหม่ อาจทำงานต่างๆได้ดีขึ้น แต่ด้วยเวลาที่เหลือแค่ปีเศษ ก็เป็นข้อจำกัดให้ทำอะไรได้ไม่มากนัก

ยิ่งกว่านั้น ปัญหาสำคัญที่“ชี้เป็นชี้ตาย”ต่อ 2 รมว.เกษตรฯคนก่อนหน้านี้ ก็คือ เรื่อง “วิกฤติพืชผลการเกษตรราคาตกต่ำ” เป็นภารกิจที่ยากยิ่งต่อการแก้ไข ทั้งต้องร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ สร้างกลไกการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพให้ได้…นี่เป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายทีมรัฐมนตรีเกษตรชุดนี้ยิ่ง

สาโรช บุญแสง

สะพัด26ล.ตลาดเกษตรพรีเมียม รัฐบาลปลื้มกระแสตอบรับกระหึ่มตลาดคลองผดุงกรุงเกษม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/305830

x

สะพัด26ล.ตลาดเกษตรพรีเมียม รัฐบาลปลื้มกระแสตอบรับกระหึ่มตลาดคลองผดุงกรุงเกษม

วันพุธ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การจัดงานตลาดคลองผดุงกรุงเกษมเพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรรายย่อยจากทั่วประเทศ ได้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาพบปะผู้บริโภคโดยตรง ด้วยการจำหน่ายสินค้าเกษตรในราคาย่อมเยาโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เพิ่มรายได้และเพิ่มช่องทางในการจำหน่ายสินค้าให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ด้าน นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในเดือนพฤศจิกายน 2560 ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม จัดโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้นำสินค้าด้านการเกษตรทั้งผักสด ผลไม้ สินค้าแปรรูปคุณภาพ ได้มาตรฐาน จากผู้ผลิตส่งตรงถึงผู้บริโภค ในงาน “ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม : ตลาดเกษตรเกรดพรีเมียม”โดยมีพื้นที่จำหน่ายสินค้า 150 บูธ และมีร้านค้าร่วมจำหน่ายสินค้าราว 300 ร้านค้า หมุนเวียนตลอด 3 สัปดาห์ ซึ่งแบ่งพื้นที่ออกเป็น 9 โซน ประกอบด้วย 1.โซน Young Smart Farmer และแปลงใหญ่ 2.โซน GAP และ Organic 3.โซน Q Food Court 4.โซนผู้ประกอบการ 4.0 5.โซน Show Case 6.โซนนวัตกรรม 7.โซนไม้ดอกไม้ประดับและเครือข่าย 8.โซนหม่อนไหม แปลงใหญ่ และ 9.โซนข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวครบวงจร ภายใต้แนวคิด “ตลาดเกษตรเกรดพรีเมี่ยม” ณ ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาล ระหว่างระหว่างวันที่ 6-26 พฤศจิกายน 2560 เวลา 09.30 – 19.00 น. พร้อมทั้งเปิดบริการทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์

ทั้งนี้ การจัดงานที่ผ่านมาประสบผลสำเร็จในหลายด้าน ได้แก่ 1.เป็นการสร้างโอกาสให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการด้านการเกษตร 2.ผลการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ซึ่งภายในงานได้จัดแสดงและจำหน่ายสินค้าด้านการเกษตรที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน รวมทั้งจัดแสดงผลงานนวัตกรรมด้านการเกษตร โดยมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้เป็นตลาดชุมชนสำหรับเกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย ได้มีแหล่งจำหน่ายสินค้า และ 3.กระแสตอบรับจากผู้เข้าชมงาน ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากประชาชน โดยรายได้กระจายสู่เกษตรกรกว่า 26 ล้านบาท มีผู้เข้าเยี่ยมชมงานกว่า 130,000 ราย และจากผลการประเมินด้วยแบบสอบถามความคิดเห็นที่มาร่วมงานนี้พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีความพึงพอใจการจัดงานในระดับดีมาก ตลอดจนประทับใจในด้านความหลากหลายของสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ

แจงสี่เบี้ย : ‘สหกรณ์การเกษตรขามสะแกแสง จำกัด’ การันตี‘โปร่งใส’ด้วยผลประเมินระดับดีมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/305824

227832

แจงสี่เบี้ย : ‘สหกรณ์การเกษตรขามสะแกแสง จำกัด’ การันตี‘โปร่งใส’ด้วยผลประเมินระดับดีมาก

วันพุธ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรขามสะแกแสง จำกัด ได้มีการก่อตั้งครั้งแรกในท้องถิ่นตำบลขามสะแกแสง อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา เมื่อปี 2482 ซึ่งเรียกว่า “สหกรณ์ประเภทหาทุน” (ชนิดไม่จำกัด) อยู่ในความควบคุมส่งเสริมของสหกรณ์อำเภอโนนสูง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกรดำเนินกิจกรรมร่วมกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกร สังคมหมู่บ้านและชุมชน ในสมัยนั้นได้ดำเนินธุรกิจหลักคือ ให้สินเชื่อในด้านการผลิต,ชำระหนี้สินเดิม,ซื้อที่ดิน ฯลฯ ซึ่งในปี 2482 ได้จดทะเบียนจัดตั้งสหกรณ์ประเภทหาทุน จำนวน 6 สหกรณ์ ใน 6 หมู่บ้าน และต่อมาในปี 2484 ได้ก่อตั้งสหกรณ์ประเภทหาทุนในหมู่บ้านต่างๆ เพิ่มอีก 6 หมู่บ้าน จำนวน 7 สหกรณ์ รวม 13 สหกรณ์

สหกรณ์การเกษตรขามสะแกแสง จำกัด ได้ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบัน มีสมาชิกจำนวน 3,008 คน มีทุนเรือนหุ้น 167 ล้าน เงินรับฝากจากสมาชิก 166 ล้านบาท มีทุนดำเนินงาน 464 ล้านบาท สหกรณ์ดำเนินธุรกิจเพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิกและเป็นการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ ใน 4 ด้าน คือ 1.ธุรกิจสินเชื่อ 2.ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย 3.ธุรกิจรวบรวมผลผลิตจากสมาชิก และ4.ธุรกิจการให้บริการและส่งเสริมการเกษตร จากการดำเนินธุรกิจทั้ง 4 ด้าน เมื่อสิ้นปีทางบัญชี 31 มีนาคม 2560 ผลประกอบการของสหกรณ์มีกำไร 23.49 ล้านบาท ซึ่งกำไรดังกล่าว ได้จัดสรรตามข้อบังคับของสหกรณ์ คือ เป็นทุนสำรองของสหกรณ์ 4.76 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 20.28 ของกำไร จ่ายเป็นเงินปันผลให้กับสมาชิกตามส่วนแห่งหุ้น ร้อยละ 7 หรือคิดเป็นร้อยละ 45.17 จากกำไรสุทธิ และจ่ายเป็นเงินเฉลี่ยคืนตามส่วนแห่งธุรกิจที่สมาชิกได้มาทำธุรกิจกับสหกรณ์ เช่น คืนตามส่วนจากที่สมาชิกมาซื้อปุ๋ย กระสอบละ 5 บาท คืนตามส่วนที่สมาชิกนำข้าวโพดมาขายให้กับสหกรณ์ ตันละ 300 บาท คืนตามส่วนแห่งการขายข้าวเปลือกให้กับสหกรณ์ ตันละ 100 บาท นอกจากนี้ ยังได้จัดสรรกำไรเป็นทุนเพื่อการศึกษาอบรมให้กับกรรมการและสมาชิก จำนวน 1.5 ล้านบาท ทุนเพื่อกิจการสาธารณะประโยชน์ 40,000 บาท ทุนส่งเสริมอาชีพเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิก 40,000 บาท และทุนเพื่อสวัสดิการของสมาชิกและสังคม 1.5 ล้านบาท

สหกรณ์การเกษตรขามสะแกแสง จำกัด ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่เป็นต้นแบบของบรรดาสหกรณ์ต่างๆ ที่คณะกรรมการได้บริหารงานมาอย่างโปร่งใส ด้วยการใช้หลักธรรมาภิบาลมาเป็นแนวทางการบริหารงาน จนได้รับการประเมินชั้นคุณภาพการควบคุมภายในอยู่ในเกณฑ์ดีมากจากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และที่น่าชื่นชม คือ สมาชิกมีวินัยทางการเงินต่อสหกรณ์อยู่ในเกณฑ์ดีมากเช่นกัน โดยพิจารณาจากการที่สมาชิกสามารถชำระหนี้เงินกู้ที่มีอยู่กับสหกรณ์ได้ถึงร้อยละ 93.89 เป็นต้น

อ่างเก็บน้ำ’นฤบดินทรจินดา’ มรดกจาก’พ่อ’ปัดเป่าทุกข์ลูกหลานลุ่มน้ำปราจีนบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/305910

อ่างเก็บน้ำ'นฤบดินทรจินดา' มรดกจาก'พ่อ'ปัดเป่าทุกข์ลูกหลานลุ่มน้ำปราจีนบุรี

อ่างเก็บน้ำ’นฤบดินทรจินดา’ มรดกจาก’พ่อ’ปัดเป่าทุกข์ลูกหลานลุ่มน้ำปราจีนบุรี

วันอังคาร ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 19.53 น.

“แล้งก็แล้งเหลือทน ท่วมก็ท้นดั่งมหาสาครใหญ่”

คำกล่าวประโยคนี้ น่าจะเป็นคำกล่าวที่อธิบายได้ดีถึงความทุกข์ยากของชาว “ปราจีนบุรี” ที่ในอดีตต้องเผชิญกับทั้งปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งเป็นประจำแทบทุกปีได้เป็นอย่างดี ซึ่งไม่เพียงแต่เฉพาะ 2 ปัญหานี้เท่านั้น  ปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำและน้ำเน่าเสีย ก็นับเป็นปัญหาใหญ่ที่คอยวนเวียนกลับมาซ้ำเติมประชาชนตลอดแนวลุ่มน้ำปราจีนและใกล้เคียงจนถึงขั้นไม่สามารถผลิตน้ำประปาส่งให้ชุมชนได้แทบทุกปีเช่นกัน

แต่หลังจากที่อ่างเก็บน้ำ “นฤบดินทรจินดา”หรือที่คุ้นหูในชื่อ “โครงการห้วยโสมงอันเนื่องมาจากพระราชดำริแล้วเสร็จและเริ่มเก็บน้ำในปี 2559 ทุกข์ที่เกิดขึ้นก็จะได้รับการปัดเป่าให้หมดสิ้นไป

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ช่วยราชการในตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า โครงการห้วยโสมงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ถือได้ว่าเป็นมรดกสำคัญที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชทานไว้ให้กับพสกนิกรไทยทุกคน โดยย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2521 ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับโครงการนี้เป็นครั้งแรก โดยให้กรมชลประทานไปพิจารณาวางโครงการเขื่อนเก็บกักน้ำ 3 แห่ง ได้แก่ เขื่อนห้วยพระปรง เขื่อนห้วยยาง และเขื่อนห้วยโสมง เพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวเนื่องจากน้ำท่วมและภัยแล้ง รวมถึงเป็นแหล่งน้ำให้ราษฎรไว้ใช้สำหรับการอุปโภคบริโภคได้ตลอดทั้งปี

ทองเปลว กองจันทร์

หลังจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2532 อนุมัติให้ดำเนินการศึกษา สำรวจ ออกแบบ กรมชลประทานจึงได้จัดทำรายงานการศึกษาความเหมาะสมและรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้วเสร็จในปี 2538 และเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้มีข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็นเพื่อการปรับปรุงแก้ไขให้เกิดความครบถ้วนสมบูรณ์ โดยกรมชลประทานได้ดำเนินการปรับปรุงรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้วเสร็จและจัดส่งรายงานให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีกครั้งในปี 2546 แต่การดำเนินการก็ต้องล่าช้าออกไป เนื่องจากในปี 2548 อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติปางสีดา อุทยานแห่งชาติทับลาน อุทยานแห่งชาติตาพระยา และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ ซึ่งเป็นพื้นที่เกี่ยวเนื่องกับพื้นที่ก่อสร้างโครงการห้วยโสมงฯ ได้รับการประกาศเป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ ทำให้กรมชลประทานต้องจัดทำรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมใหม่ โดยผนวกการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติซึ่งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้เห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2552 กระทั่งล่วงเข้าสู่วันที่ 23 ตุลาคม 2552 คณะรัฐมนตรี จึงได้มีมติอนุมัติให้กรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างโครงการห้วยโสมงอันเนื่องมาจากพระราชดำริอย่างเป็นทางการ โดยกำหนดระยะเวลาก่อสร้างตั้งแต่ปี 2553-2561 รวม 9 ปี ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 8,300 ล้านบาท

นอกเหนือจากพระมหากรุณาธิคุณที่ได้พระราชทานวางโครงการห้วยโสมงแล้ว ความโดดเด่นอีกประการของโครงการห้วยโสมง คือ การปฏิบัติตามแผนป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด จนได้รับความชื่นชม “บันทึกด้วยความยินดี ที่มีการลดผลกระทบระหว่างการก่อสร้างและร้องขอให้บูรณาการร่วมกันอย่างต่อเนื่อง” จากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยสามัญ ครั้งที่ 38 ณ กรุงโดฮา รัฐกาตาร์

ขณะที่ต่อมา กรมชลประทาน ได้ขอพระราชทานชื่ออ่างเก็บน้ำแห่งนี้ ซึ่งเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานชื่ออ่างเก็บน้ำว่า “อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา”อันมีความหมายว่า “อ่างเก็บน้ำที่สร้างขึ้นตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ กล่าวต่อว่า อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนพื้นที่บ้านแก่งยาว ตำบลแก่งดินสอ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ลักษณะเป็นเขื่อนดินสูง 32.75 เมตร กว้าง 9 เมตร ยาว 3,967.51 เมตร เก็บกักน้ำได้ 295 ล้านลูกบาศก์เมตรทำให้สามารถขยายพื้นที่ชลประทานเพื่อทำการเกษตรได้เพิ่มขึ้นอีกถึง 111,300 ไร่ในเขตอำเภอนาดีและอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี

ทั้งนี้นอกจากประโยชน์ด้านการเกษตรแล้ว “อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา” ยังจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝน และปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งในเขตอำเภอนาดีและอำเภอกบินทร์บุรี    รวมทั้งช่วยรักษาระบบนิเวศ ผลักดันน้ำเค็ม น้ำเน่าเสีย ในแม่น้ำปราจีนบุรีและแม่น้ำบางปะกง ซึ่งที่ผ่านมาได้สร้างความเสียหายให้กับพืชผลทางการเกษตรและระบบน้ำประปาในช่วงฤดูแล้งเป็นประจำเกือบทุกปี ที่สำคัญ อ่างเก็บน้ำแห่งนี้ยังจะทำหน้าที่เป็น“แนวกันชน”ป้องกันการบุกรุกทำลายพื้นที่ป่าไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติทับลานและอุทยานแห่งชาติปางสีดา อันเป็นพื้นที่“มรดกโลกทางธรรมชาติ”รวมทั้งเป็นแหล่งน้ำที่ช่วยเพิ่มระดับความชุ่มชื้นในพื้นที่ป่าไม้ได้อีกประการหนึ่ง ตลอดจนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดปราจีนบุรีได้อีกด้วย

ด้วยพระปรีชาสามารถและพระวิสัยทัศน์ที่ยาวไกล อันเกิดจากพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยราษฎรที่เดือดร้อน ในวันนี้ “อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา”ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ และสามารถช่วยบรรเทาปัญน้ำท่วม น้ำแล้ง ในพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรีได้อย่างมีประสิทธิภาพมาตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นต่อพสกนิกรลุ่มน้ำปราจีนบุรีทุกคน ที่ความทุกข์ยากจากปัญหาน้ำได้รับการปัดเป่าให้หมดสิ้นไป