‘ลักษณ์ วจนานวัช’เผยเกษตรกรทั่วประเทศรอฟังข่าวดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/306731

'ลักษณ์ วจนานวัช'เผยเกษตรกรทั่วประเทศรอฟังข่าวดี

‘ลักษณ์ วจนานวัช’เผยเกษตรกรทั่วประเทศรอฟังข่าวดี

วันเสาร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 20.25 น.

2 ธ.ค. 60 นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ทางกระทรวงการคลัง กำลังระดมสมองธนาคารรัฐ ตนทราบว่าจะเตรียมประกาศแพ็คแก็ตใหญ่ ออกมาช่วยหนี้เกษตรกร ในหลักการแก้ไขปัญหาหนี้สิน พร้อมกับการฟื้นฟูอาชีพการเกษตร ในรูปแบบเฉพาะเจาะจงรายบุคคล โดยเที่ยวนี้จะทำให้ได้ผลชัดเจน มีการกำหนดแผนฟื้นฟูการประกอบการอาชีพรายบุคคล อยู่ในแผนมาตรการแก้หนี้สินเกษตรกรทุกอาชีพ

“จะมีการจัดทำแผนฟื้นฟูประกอบอาชีพรายบุคคล มีหน่วยงานมอนิเตอร์ลงพื้นที่ติดตามใกล้ชิด เพื่อให้ฟื้นฟูได้ หลุดพ้นหนี้สิน ทั้งหนี้นอกระบบและ ในระบบ มีมาตรรองรับ บรรเทาความเดือดร้อน ขั้นตอนเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูการประกอบอาชีพ เจาะจงรายบุคคล ให้หลุดจากภาระหนี้เดิมและบรรเทาความเดือดร้อนไปด้วย ซึ่งเป็นแนวความคิดของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี บอกว่าหน่วยงานเกี่ยวข้องต้องมาโฟกัสลงไปที่เกษตรกรรายบุคคล ทำให้หลุดพ้นวงจรหนี้สิน ด้วยวิธีการหวังผลได้จริง มีแผนฟื้นฟูการประกอบอาชีพมั่นคงต่อไปได้”นายลักษณ์ กล่าว

รมช.เกษตรฯ กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีหลายฝ่ายออกมาโจมตีแนวคิดของตนในการทำไซโล เพื่อชะลอผลผลิตการเกษตร เพราะวัฐจักรของสินค้าเกษตรทุกชนิดหากออกมาพร้อมกัน จะถูกกดดันราคา ซึ่งตนขอให้เข้าใจว่า สินค้าเกษตร มีช่วงเวลาที่ออกมามากก็เหมือนกับช่วงฤดูน้ำมามาก ต้องทำแก้มลิง เอาน้ำไปพักไว้ ดังเช่นพระราชดำรัสในหลวง ร.9  ที่สามาถนำมาปรับใช้ เป็นแก้มลิงพืชผลการเกษตรได้ ให้มีที่เก็บเพราะออกสู่ตลาดมากไป ทำให้ราคาต่ำ และค่อยๆปล่อยออกมาตามความต้องการแท้จริงของตลาด ซึ่งต้องอาศัยพลังการร่วมกลุ่มเกษตรกร เป็นรัฐวิสาหกิจชุมชน ตั้งเป็นสหกรณ์ มาบริหารจัดการผลผลิตเหล่านี้ ส่วนไชโล เป็นเครื่องมืออุปกรณ์เท่านั้น

“เข้าไปสนับสนุนสหกรณ์ พัฒนาขีดความสามารถ ออกมาจัดการผลผลิตเกษตร ได้สัก 30 เปอรเซนต์ ก็จะทำให้ยกระดับราคาได้ และต้องเปิดโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน เทคโนโลยี  เหมือนน้ำมาก มีแก้มลิง ชะลอไว้ ของออกมากๆ ให้ไปอยู่อีกที่ ทยอยออกมาตามความต้องการตลาด  เพราะประเทศไทยมีเกษตรกรรายย่อยมาก ต้องมีวิธีจากรัฐลงไปช่วยให้เขาทำร่วมกลุ่ม วิสาหกิจชุมชน เป็นสหกรณ์เข้มแข็ง ให้เกิดขึ้นในสมัยนี้ และรัฐให้การสนับสนุนต่อเนื่องเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรได้ ซึ่งการจะไปแข่งพ่อค้าเอกชน ยากพอสมควร ภาครัฐต้องเข้าไป นายกรัฐมนตรี ได้ให้นโยบายมาให้ทำปัจจัยความยั่งยืนให่เกิดขึ้นกับภาคเกษตร “นายลักษณ์ กล่าว

รมช.เกษตรฯ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาราคายางพารา ว่าแกนนำเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศ จะเข้าพบตนในวันที่ 6 ธ.ค.ซึ่งจะได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน และข้อเรียกร้องให้ใช้ยางประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการที่ครม.สัญจร จ.สงขลา ให้เพิ่มการใช้ในหน่วยงานรัฐ ให้ได้ 2 แสนตัน เพื่อดูดยางจากตลาดและในโกดังรัฐกว่าแสนตัน เพื่อส่งผลต่อราคาตลาดโลก โดยจะพูดคุยกับกระทรวงคมนาคม ปลดล็อคระเบียบต่างๆ ซึ่งนายกฯต้องการให้เกิดขึ้นให้ได้ในการนำยางไปทำถนน ผสมกับยางมะตอยได้ถึง12 เปอร์เซนต์ ที่มาช่วยดึงยางออกจากระบบได้มาก ทั้งนี้ตนได้เรียกดูผลสอบข้อเท็จจริงที่ม็อบเกษตรกรสวนยาง เรียกร้องให้ปลด นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย(กยท.)ออกเพราะบริหารงานในกยท.ไม่โปร่งใส แต่ผลสอบยังมาไม่ถึงตน

พด.จัดยิ่งใหญ่งาน‘วันดินโลก’ปี’60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/306287

x

พด.จัดยิ่งใหญ่งาน‘วันดินโลก’ปี’60

วันศุกร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

n ดีเดย์4-6ธค.เขาชะงุ้ม‘ราชบุรี’

n เชิดชูพระเกียรติยศ‘รัชกาลที่9’

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาที่ดิน เตรียมจัดงานวันดินโลกประจำปี 2560 ระหว่างวันที่ 4-6 ธันวาคม 2560 ในหัวข้อ “Caring for the planet starts from the ground” : “รักษ์โลก เริ่มจากรักษ์ดิน สู่ความยั่งยืน” ณ ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การจัดนิทรรศการ “สหประชาชาติสดุดี” แสดงภาพเหรียญรางวัลที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงได้รับการทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายโดยนานาประเทศ โดยเฉพาะเหรียญนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม หรือ Humanitarian Soil Scientist และภาพความเป็นมาของ
วันดินโลก 5 ธันวาคม, นิทรรศการ “ฟื้นฟูปฐพีด้วยพระปรีชาพ่อ” โดยการแสดงแบบจำลองสภาพพื้นที่ก่อนและหลังมีโครงการพระราชดำริ รวมทั้งแนวพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาดินที่แตกต่างกันของแต่ละพื้นที่ ซึ่งแสดงถึงพระปรีชาสามารถและพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อการพัฒนาที่ดินของไทย โดยแสดงแบบจำลองของพื้นที่ศูนย์ศึกษาเพื่อการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการพัฒนาที่ดินที่สำคัญ 3 แห่ง ได้แก่ การพัฒนาพื้นที่ดินทรายจัดที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ การพัฒนาพื้นที่ดินเปรี้ยวจัดที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และการพัฒนาพื้นที่ดินเสื่อมโทรมที่ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ, นิทรรศการ“สานต่องานพ่อทำ” แสดงภาพโปสเตอร์และแบบจำลองงานพระราชดำริและพระราชกรณียกิจด้านการเกษตร ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เพื่อแสดงพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดำริของรัชกาลที่ 9, นิทรรศการ“น้อมนำสู่ความยั่งยืน” แสดงผลงานตัวอย่างความสำเร็จของเกษตรกรที่ได้น้อมนำแนวพระราชดำริไปปรับใช้จนเกิดความยั่งยืน รวมทั้งบอร์ดนิทรรศการของหน่วยงานที่ร่วมบูรณาการการดำเนินงานในพื้นที่ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

นอกจากนี้ ยังมีการจัดเสวนาทางวิชาการต่างๆ รวมถึงการจัดการสาธิตกิจกรรมเด่นๆ ของชุมชน เช่น การปั้นโอ่ง การทอผ้า เป็นต้น การจัดตลาดนัดสินค้าเกษตรและสินค้าแปรรูปจากผลผลิตทางการเกษตร นอกจากนี้ยังมีการประกวดแข่งขันต่างๆ ตลอดจนการจัดกิจกรรมนำชมสถานที่สำคัญภายในศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

รายงานพิเศษ : สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านทรายแก้ว จำกัด สมาชิกร่วมใจ นำพาสหกรณ์เข้มแข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/306282

รายงานพิเศษ : สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านทรายแก้ว จำกัด สมาชิกร่วมใจ นำพาสหกรณ์เข้มแข็ง

รายงานพิเศษ : สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านทรายแก้ว จำกัด สมาชิกร่วมใจ นำพาสหกรณ์เข้มแข็ง

วันศุกร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ปัจจุบันคงปฏิเสธไม่ได้ว่า การรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน หรือการจัดตั้งเป็นสหกรณ์ สามารถช่วยในเรื่องของการต่อรองราคา ลดความเสี่ยงทางการตลาด ควบคุมคุณภาพ เพื่อสร้างทางรอดให้กับเกษตรกร ในสภาวะที่ราคาผลผลิตตกต่ำ และตลาดไม่แน่นอน เช่นเดียวกับสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านทรายแก้ว จำกัด ที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของชาวสวนยางในพื้นที่ ต.เขาไชยราช และ ต.ปากคลอง อ.ปะทิว จ.ชุมพร ได้รับผลกระทบจากราคายางพาราตกต่ำ รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย และสถานที่รับซื้อยางอยู่ไกล

นางสาวศรีทอง มากยอด ประธานสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านทรายแก้ว จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านทรายแก้ว จำกัด ดำเนินธุรกิจรวบรวมน้ำยางสด เพื่อแปรรูป และจำหน่ายให้กับบริษัท และชุมนุมสหกรณ์สวนยางชุมพร จำกัด โดยรับซื้อน้ำยางสดจากสมาชิกทุกวัน อีกทั้งยังดำเนินธุรกิจแปรรูปยางอัดก้อน ธุรกิจการบริการรับจ้างผลิตยางคอมปาว ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจเงินรับฝาก ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายให้สมาชิกในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด เป็นการลดต้นทุนให้แก่สมาชิกไปในตัว

“สมาชิกทุกคนในสหกรณ์จะคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของสหกรณ์ จึงร่วมมือกันส่งน้ำยางคุณภาพให้กับสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง พอถึงสิ้นปี สหกรณ์มีผลกำไรก็จะจัดสรรกำไรส่วนนั้นคืนให้กับสมาชิก อีกทั้งยังมีการต่อยอดทำยางอัดก้อน ซึ่งได้รับมาตรฐาน GMP ที่สามารถส่งออกและต่อรองกับผู้ซื้อเพื่อเพิ่มมูลค่าได้ นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมให้สมาชิกมีอาชีพเสริม โดยการสนับสนุนเงินทุนจากสหกรณ์จังหวัด เพื่อให้สมาชิกกู้ยืมไปทำการเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้สมาชิกมีความเข้มแข็งมากขึ้น” นางสาวศรีทอง กล่าว

นางอำพร จันทร์นฤเบศร์ สมาชิกสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านทรายแก้ว จำกัด กล่าวว่า เมื่อก่อนสถานที่รับซื้อน้ำยางอยู่ไกล เดินทางลำบาก อีกทั้งยังไม่มีอำนาจในการต่อรองราคา แต่หลังจากนำมาขายให้สหกรณ์นอกจากไม่ต้องเดินทางไกลแล้ว ยังขายได้ราคาดีกว่าท้องตลาดทั่วไป ราคาสูงกว่าการนำไปขายกันเอง เนื่องจากสหกรณ์ช่วยพยุงราคา บางครั้งราคาตกต่ำ ตลาดซื้อไม่ได้แต่สหกรณ์รับซื้อได้ สามารถเป็นที่พึ่งพาให้กับสมาชิกได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้ชีวิตมั่นคงขึ้น

ที่ผ่านมาสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านทรายแก้ว จำกัด บริหารจัดการธุรกิจต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะมีผลต่อรายได้ของสมาชิก อย่างเช่น ในช่วงที่ราคายางแผ่นรมควันสูง สหกรณ์จะขายยางแผ่นรมควันมาก แต่ถ้าราคายางแผ่นรมควันตกต่ำ จะต้องมีการแปรรูปเป็นยางอัดก้อนเพื่อง่ายต่อการเก็บรักษา ไม่ให้ยางเสียไปโดยไม่ได้ราคา ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อที่สหกรณ์จะได้สามารถรับซื้อน้ำยางสดจากสมาชิกได้ทุกวันเช่นเดิม สมาชิกก็จะมีรายได้ทุกวัน

จากการบริหารจัดการตามวิธีการสหกรณ์ประกอบกับความสามัคคีของสมาชิก จึงนำมาซึ่งความเข้มแข็งของสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านทรายแก้ว จำกัด รวมถึงความยั่งยืนในอาชีพ และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของสมาชิกด้วย

เลาะรั้วเกษตร : รำลึกถึงรัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/306285

281225166

เลาะรั้วเกษตร : รำลึกถึงรัชกาลที่ 9

วันศุกร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

มีโอกาสไปชมนิทรรศการพระเมรุมาศแบบประชาชนคนธรรมดา ไปนั่งรอคอยต่อแถวเข้าชมเหมือนคนอื่นๆ โชคดีที่รอไม่นานนักก็ได้เข้าไปเดินชมรอบพระเมรุมาศ ระหว่างเดินชมนิทรรศการภายในอาคารต่างๆ จนมาสิ้นสุดที่พระที่นั่งทรงธรรม อาคารที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งจัดแสดงพระราชประวัติพระราชกรณียกิจ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่ 9 โต๊ะทรงงาน เครื่องมือทรงงาน ภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจ โครงการพระราชดำริต่างๆ ซึ่งก็ได้แต่รำลึกว่าทำไมจึงทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงงานเพื่อประชาชนได้มากมายเช่นนี้

นิทรรศการก่อนสุดท้าย มีชื่อว่า “พระผู้ทรงเป็นนิรันดร์” โดยระบุว่า “ศาสตร์ของพระราชากับการพัฒนาที่ยั่งยืน” มีการนำแผนภูมิของเศรษฐกิจพอเพียง มาเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ 17 เป้าหมาย ซึ่งล้วนมีความสอดรับกันกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมกับมีข้อความอธิบายว่า หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นหลักในการคิด ตัดสินใจ และการปฏิบัติ สำหรับการดำเนินชีวิต หรือประกอบกิจการงานใดๆ ด้วยการใช้ความรู้และคุณธรรมเป็นฐาน ผ่านการไตร่ตรองด้วยการใช้หลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความพอประมาณ ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป ความมีเหตุผล ตามหลักวิชาการ มีภูมิคุ้มกัน พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลง หรือวิกฤติที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างสมดุลในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม อันเป็นแนวทางที่จะนำไปสู่ความสุขที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มิได้มีความพยายามในการถ่ายทอดแนวความคิดนี้เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น รัฐบาลไทยยังนำไปสู่เวทีโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ G77 ซึ่งในนิทรรศการครั้งนี้ ระบุว่า ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านงานพัฒนากับกลุ่มประเทศ G77 ด้วยการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้เมื่อ พ.ศ. 2559 มีการจัดการประชุมระดับผู้เชี่ยวชาญและระดับบริหาร 2 ครั้งในกรุงเทพฯ และในปีเดียวกันนั้น ที่ประชุมผู้นำกลุ่ม 77 จัดขึ้นระหว่างการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือแนวทางที่สามารถปฏิบัติได้จริงและจะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้

และสุดท้าย มีการแนะนำหนังสือ Thailand’s Sustainable Development Sourcebook สนับสนุนการจัดพิมพ์โดย มูลนิธิมั่นพัฒนา มีเนื้อหาเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืนของไทย โดยเฉพาะการน้อมนำศาสตร์ของพระราชา รวมถึงหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งได้มีการน้อมนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินโครงการอันเนื่อง
มาจากพระราชดำริ และโครงการต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน อันแสดงถึงความก้าวหน้าของไทยด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน อันเป็นพันธกิจร่วมกันของทุกประเทศทั่วโลกนั่นเอง

เรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง และศาสตร์พระราชานั้น ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานไว้นานมากแล้ว ถ้ารัฐบาลชุดที่ผ่านๆ มา รับใส่เกล้าฯ และน้อมนำมาปฏิบัติ เชื่อว่าสังคมไทยจะอยู่เย็นเป็นสุขกันถ้วนหน้า….แต่ถึงกระนั้นวันนี้ก็ยังไม่สายที่จะเริ่มปฏิบัติ เพราะเศรษฐกิจพอเพียงคือ ความยั่งยืน ไม่มีกำหนดเวลา ไม่มีล้าสมัย ทำเมื่อไรก็ได้ แต่ขอให้ทำอย่างตั้งใจจริง

แว่นขยาย

พลิกภาคเกษตรสู่การปฏิรูป เดินหน้าดันเกษตรกรรายย่อย ก้าวข้ามสู่ยุค‘4.0’เต็มรูปแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/306286

x

พลิกภาคเกษตรสู่การปฏิรูป เดินหน้าดันเกษตรกรรายย่อย ก้าวข้ามสู่ยุค‘4.0’เต็มรูปแบบ

วันศุกร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรขนาดกลางและขนาดใหญ่ มีความก้าวหน้าในการทำการเกษตร มีศักยภาพที่จะพัฒนาต่อยอดสู่เกษตร 4.0 ได้รวดเร็ว แต่สำหรับเกษตรรายย่อยที่มีอยู่จำนวนมาก ยังไม่สามารถก้าวข้ามเกษตร 2.0 ไปได้ จำเป็นต้องมีแนวทางและนโยบายในการพัฒนาเฉพาะ

สำหรับแนวทางการพัฒนาภาคการเกษตรสู่เกษตร 4.0 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีที่มาจากพื้นที่ทางการเกษตรที่มีอยู่อย่างจำกัด จึงจำเป็นต้องกำหนดแนวทางการทำการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้วางรากฐานการทำการเกษตรด้วยเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพในภาคการเกษตรควบคู่กับการใช้ศาสตร์พระราชามาเป็นภูมิคุ้มกันให้เกษตรกร

ทั้งนี้ ตัวอย่างการนำวิธีการบริหารจัดการสมัยใหม่ และการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ตลอด Supply Chain ได้แก่ โครงการส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเกษตรแบบแปลงใหญ่ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรรายย่อย มารวมกลุ่มรวมพื้นที่กันทำการเกษตรภายใต้การบริหารจัดการปัจจัยการผลิต การใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรกล และการวางแผนการผลิตร่วมกันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โครงการปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม ไปปลูกพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่โดยการทำ Zoning จากแผนที่ Agi-Map ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน อาทิ GAP และเกษตรอินทรีย์ และโครงการจัดตั้งศูนย์เกษตรอัจฉริยะ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยจากญี่ปุ่นในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ มาใช้ในการทำการเกษตรในประเทศไทยโดยจะทดลองใช้กับพืชสำคัญก่อน คือ ข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พร้อมนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้ส่งเสริมการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ควบคู่ไปกับการทำการเกษตรสมัยใหม่ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงให้เกษตรกรจากสภาวะของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ระดมผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม จัด‘เทศกาลข้าวไทย’ส่งท้ายปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/306289

ระดมผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม  จัด‘เทศกาลข้าวไทย’ส่งท้ายปี

ระดมผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม จัด‘เทศกาลข้าวไทย’ส่งท้ายปี

วันศุกร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับกรุงเทพมหานคร กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกรมการข้าว จัดงานเทศกาลข้าวไทย 2560 (Thai Rice Festival 2017) ระหว่างวันที่ 15-20 ธันวาคม ณ ลานคนเมือง ด้านหน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร โดยเป็นกิจกรรมภายใต้ “โครงการเทศกาลข้าวใหม่” ซึ่งตรงกับฤดูเก็บเกี่ยว มีผลผลิตข้าวหลากหลายพันธุ์ออกมาใหม่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวขาวดอกมะลิ 105 หรือข้าวหอมมะลิที่เก็บเกี่ยวใหม่ เวลานำไปหุงจะมีกลิ่นหอม นุ่ม น่ารับประทาน รวมทั้งในช่วงระยะนี้เป็นช่วงเทศกาลคริสต์มาส และเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ อยากเชิญชวนให้คนไทยสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากข้าวภายในงานนี้ ซึ่งเป็นข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพดีระดับพรีเมียม เพื่อเป็นของขวัญส่งความสุขให้กับคนที่รัก คนในครอบครัว ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ จะเป็นการช่วยเหลือชาวนาได้อีกทางหนึ่ง

สำหรับการจัดงานเทศกาลข้าวไทย 2560 (Thai Rice Festival 2017) ในครั้งนี้ เป็นการจำลองวัฒนธรรมท้องถิ่นในรูปแบบถนนวิถีข้าว วิถีไทย 4 ภาค อาทิ ร้านจำหน่ายสินค้าข้าวและผลิตภัณฑ์ของดีแต่ละภาค ร้านอาหารหลากหลาย โซนจำลองบ้านของแต่ละภาค ข้าวของเครื่องใช้ สะท้อนถึงวัฒนธรรมแต่ละภาคที่แสดงถึงวิถีข้าว วิถีไทย อัตลักษณ์ของคนแต่ละถิ่น การแสดงศิลปวัฒนธรรมจากอดีตถึงปัจจุบัน กิจกรรมสาธิตการแปรรูปข้าว และการแข่งขันการทำอาหารจากข้าว โซนนวัตกรรมข้าว รวบรวมสินค้าข้าวที่มีการวิจัยและพัฒนาจนเป็นนวัตกรรมใหม่ เช่น เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวเป็นเครื่องดื่ม ของใช้ภายในบ้าน ในส่วน Land Mark เป็นสัญลักษณ์ของงาน เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวได้บันทึกภาพแห่งความประทับใจความทรงจำที่เคยมาร่วมงานเทศกาลข้าวไทย 2560

ยัน‘Zoning’ช่วยดันรายได้เกษตรกร เผย3จังหวัดนำร่องผลตอบแทนสุทธิเพิ่ม7พัน/ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/306096

ยัน‘Zoning’ช่วยดันรายได้เกษตรกร เผย3จังหวัดนำร่องผลตอบแทนสุทธิเพิ่ม7พัน/ปี

ยัน‘Zoning’ช่วยดันรายได้เกษตรกร เผย3จังหวัดนำร่องผลตอบแทนสุทธิเพิ่ม7พัน/ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสรวิศ ธานีโต โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ผลการติดตามการดำเนินงาน Zoning by Agri-Map ตลอดระยะเวลา 2 ปี พบว่า ปี 2559 มีการปรับเปลี่ยนการผลิตทั้งสิ้น 32,618 ไร่ ในพื้นที่ 49 จังหวัด โดยผลสำรวจ 3 จังหวัดนำร่อง พบผลตอบแทนสุทธิของเกษตรกรเพิ่ม 7,303 บาท/ไร่/ปี จาก 840 บาท/ไร่/ปี สำหรับปี 2560 มีการปรับเปลี่ยนมาผลิตสินค้าที่เหมาะสม 157,701 ไร่ พื้นที่ 53 จังหวัด

ด้าน นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวเพิ่มเติมว่า การประเมินผลโครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning by Agri-Map) ปีงบประมาณ 2559 และ 2560 ซึ่งมีกรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหลัก เพื่อส่งเสริมสนับสนุน จูงใจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ไม่เหมาะสม (N) และเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นหลังจากการปรับเปลี่ยนการผลิต

ในการนี้ สศก. ได้ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลการปรับเปลี่ยนการผลิตจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการของปีงบประมาณ 2559 ในพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ ชัยภูมิ และอุทัยธานี ในช่วงเดือนมิถุนายน 2560 และของปีงบประมาณ 2560 ในพื้นที่ 15 จังหวัด ประกอบด้วย ภาคเหนือ 3 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5 จังหวัด ภาคกลาง 2 จังหวัด ภาคตะวันออก 2 จังหวัด และภาคใต้ 3 จังหวัด ในช่วงเดือนสิงหาคม 2560 พร้อมติดตามผลการดำเนินงาน พบว่า

ปีงบประมาณ 2559 มีการปรับเปลี่ยนการผลิตทั้งสิ้น 32,618 ไร่ ในพื้นที่ 49 จังหวัด เกษตรกรจำนวน 10,502 ราย โดยในพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัด มีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสม (N) สำหรับการปลูกข้าว เป็นสินค้าที่เหมาะสมรวมทั้งสิ้น 3,930 ไร่ เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 950 ราย เมื่อปรับเปลี่ยนแล้วเกษตรกรมีผลตอบแทนสุทธิรวมทั้งสิ้นประมาณ 28.7 ล้านบาท/ปี (เฉลี่ย7,303 บาท/ไร่/ปี) เพิ่มจากเดิมที่มีผลตอบแทนสุทธิรวม 3.4 ล้านบาท/ปี (เฉลี่ย 864 บาท/ไร่/ปี) โดยมีผลตอบแทนสุทธิรวมเพิ่มขึ้น 25.4 ล้านบาท/ปี (เฉลี่ย 6,463 บาท/ไร่/ปี) จากสินค้าชนิดใหม่ที่ผลิต ได้แก่ การทำเกษตรผสมผสาน 2,220 ไร่ ปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ 1,470 ไร่ การผลิตอ้อยโรงงาน 145 ไร่ ปลูกหม่อน 55 ไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 30 ไร่ และเลี้ยงปลา 10 ไร่ โดยเกษตรกรส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในระดับมาก

ปีงบประมาณ 2560 มีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสม (N) สำหรับการปลูกข้าว เป็นสินค้าที่เหมาะสมรวมทั้งสิ้น 157,701 ไร่ ในพื้นที่ 53 จังหวัด เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 30,444 ราย ประกอบด้วย อ้อยโรงงาน 88,132 ไร่ เกษตรผสมผสาน 38,287 ไร่ พืชอาหารสัตว์ 20,767 ไร่ ปาล์มน้ำมัน 5,427 ไร่ มันสำปะหลัง 2,439 ไร่ ประมง 2,061 ไร่ และหม่อน 588 ไร่ ทั้งนี้จากการประเมินผลในเบื้องต้น พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมโครงการมีความพึงพอใจในระดับมาก เนื่องจากได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการผลิต ได้ทราบถึงความเหมาะสมของการผลิตในพื้นที่ตนเอง ได้รับการสนับสนุนปัจจัยในการปรับเปลี่ยนการผลิต และมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำปรึกษาแนะนำในการผลิตอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สศก. จะทำการประเมินผลลัพธ์ของโครงการปีงบประมาณ 2560 อีกครั้งในช่วงเดือนพฤษภาคม 2561 และจะนำเสนอผลการประเมินให้ทราบต่อไป

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนโครงการในระยะต่อไป จะมีการส่งเสริมให้ผลิตสินค้าที่ให้ผลตอบแทนระยะสั้น เช่น พืชผักสวนครัว ปศุสัตว์ เกษตรผสมผสาน ควบคู่กับการผลิตสินค้าที่ให้ผลตอบแทนระยะกลาง เช่น อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ในพื้นที่โครงการปี 2559 – 2561 เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เสริมระหว่างรอผลผลิตจากพืชหลัก ซึ่งเป็นการสร้างความเข้มแข็งทางรายได้และลดความเสี่ยงให้เกษตรกรไม่หันกลับไปผลิตสินค้าชนิดเดิม

เตือนสวนพืชผักตระกูลกะหล่ำ ระวังโรคราน้ำค้างระบาดหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/306089

x

เตือนสวนพืชผักตระกูลกะหล่ำ ระวังโรคราน้ำค้างระบาดหนัก

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ประกาศแจ้งเตือนเกษตรกรผู้ปลูกพืชผักตระกูลกะหล่ำ อาทิ คะน้า กวางตุ้ง กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ผักกาดขาว ผักกาดหอม และบรอกโคลี ในช่วงอากาศเปลี่ยนสู่ฤดูหนาวให้เตรียมรับมือการระบาดของโรคราน้ำค้าง ที่สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของพืชตั้งแต่ระยะต้นกล้าจนถึงระยะต้นโต

เกษตรกรควรเลือกใช้เมล็ดพันธุ์สะอาดที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค และก่อนปลูกควรแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่นอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส (ต้มน้ำจนเดือดแล้วเติมน้ำลงไปอีก 1 เท่า) นาน 20-30 นาที หรือคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 35% ดีเอส อัตรา 10 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม โดยควรปลูกพืชให้มีระยะห่างกันพอสมควร ไม่เบียดแน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดความชื้นสูง อากาศไม่ถ่ายเท และโรคระบาดได้รวดเร็ว

หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว ให้เกษตรกรเก็บเศษซากพืชส่วนที่หลงเหลือ และหมั่นกำจัดวัชพืชในแปลงนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที เพื่อลดการสะสมเชื้อรา
สาเหตุโรค หลีกเลี่ยงการปลูกพืชชนิดเดียวกันซ้ำในพื้นที่แปลงเดิม และควรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน หากพบโรคเริ่มระบาด ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารเมทาแลกซิล + แมนโคเซบ 72% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร และควรทำความสะอาดเครื่องมืออุปกรณ์ทางการเกษตรที่ใช้กับต้นเป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่กับต้นปกติทุกครั้ง

รัฐเดินหน้ารื้อสวนยางบุกรุกผืนป่า l ทส.จับมือกยท.สำรวจการถือครอง-โซนนิ่งพื้นที่ปลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/306093

x

รัฐเดินหน้ารื้อสวนยางบุกรุกผืนป่า l ทส.จับมือกยท.สำรวจการถือครอง-โซนนิ่งพื้นที่ปลูก

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางสาวสุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เผยว่า จากการที่รัฐบาลมีนโยบายเร่งดำเนินการแก้ปัญหาบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อปลูกยางพารา ซึ่งเป็นมาตรการเร่งด่วนในการควบคุมปริมาณน้ำยางพาราจำนวนประมาณ 300,000 ตัน/ปี ควบคู่การแก้ไขปัญหากลุ่มราษฎรผู้ยากไร้ ทส.จึงได้ประสานงานกับ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ดำเนินการสำรวจการถือครอบครอง เพื่อจะนำข้อมูลไปจัดสรรที่ดินทำกิน ตามนโยบายของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.)

มาตรการแก้ไขปัญหาสวนยางพาราในพื้นที่ป่า ทส.ได้กำหนด 6 แนวทาง ได้แก่ 1.เร่งรัดดำเนินคดีสวนยางพารานายทุนที่อยู่ในพื้นที่ป่า 1.32 ล้านไร่ ซึ่งปัจจุบันดำเนินคดีไปแล้ว 160,000 ไร่ 2.ควบคุมพื้นที่ที่ถูกดำเนินคดีทั้งหมดไม่ให้มีการกรีดน้ำยาง 3.ลดการกรีดยางในพื้นที่รับผิดชอบของ อ.อ.ป. จำนวน 86,000 ไร่ โดยในปี 2560 – 2561 จะดำเนินการลดพื้นที่ปลูกยางพาราประมาณ 20,000 ไร่ คาดว่า จะช่วยลดปริมาณน้ำยางได้ประมาณ 1,500 ตัน/ปี และจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องปีละ 5% จนกว่าจะสามารถลดพื้นที่ปลูกยางพาราได้ทั้งหมด 4.เร่งรัดดำเนินการจัดที่ดินทำกินตามนโยบายของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) สำหรับราษฎรผู้ยากไร้ และ 6.ร่วมกับการยางแห่งประเทศไทย จะเร่งรัดดำเนินการแก้ไขปัญหาราษฎรผู้ยากไร้ที่ทำสวนยางพารา ตามแนวทางในข้อ 4 และ
ข้อ 5

ด้าน นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการ กยท. เผยว่า การดำเนินการร่วมกันระหว่าง กยท. และ ทส. เพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาลที่จะต้องมีการทำโซนนิ่งพื้นที่ปลูกยางที่เหมาะสม เพราะสถานการณ์ราคายาง ส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากการส่งออกยางพาราในรูปวัตถุดิบ ซึ่งระดับราคาถูกกำหนดจากความต้องการซื้อ-ขาย และความต้องการใช้ยางพาราของโลก ซึ่งเราไม่สามารถไปกำหนดความต้องการใช้ได้ เพราะเป็นตัวแปรที่ขึ้นอยู่กับการขยายตัวของเศรษฐกิจ และการขยายตัวของประเทศผู้ใช้ แต่สิ่งที่ประเทศไทยสามารถดำเนินการได้ คือ การสร้างสมดุลของปริมาณผลผลิตให้มีความเหมาะสม จากการพยากรณ์การใช้ยางพาราของโลก แต่ละปีจะเติบโตประมาณ 3-4 เปอร์เซ็นต์ แต่การเพิ่มของปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นมากกว่า เนื่องจากในช่วงปี 2553 ยางพารามีราคาสูงมาก ชาวสวนยางทั้งไทยและต่างประเทศที่สามารถปลูกยางได้ ก็หันมาปลูกยางเป็นจำนวนมาก และช่วงเวลานี้มีที่ผลผลิตออกมาพร้อมกันมากจึงมีผลต่อราคา

แตกใบอ่อน : สุนัขกับราชสีห์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/306087

807934531

แตกใบอ่อน : สุนัขกับราชสีห์

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว วันอังคาร 21 พฤศจิกายน ได้ยินโฆษกรัฐบาล “สรรเสริญ แก้วกำเนิด” แถลงมติ ครม. ที่ให้ความเห็นชอบการประกาศให้เรื่อง “สิทธิมนุษยชน” เป็นวาระแห่งชาติ เพราะหวังจะลบภาพที่คนชอบมองว่ารัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หรือจะให้พูดกันให้ชัดๆ ก็คือ “รัฐบาลรัฐประหาร” นี่แหละ ที่มักเป็นไม้เบื่อไม้เมาและชอบมีปัญหาในประเด็นสิทธิมนุษยชน

บอกตรงๆนะครับ ได้ยินโฆษกรัฐบาลแถลงวันนั้นก็คิดอยู่ว่า ทำไมจะต้องพยายามกันขนาดนั้นเลยหรือ เพราะถ้าคิดจะเอาใจใส่จริง ไม่ต้องประกาศ “สร้างภาพ” ให้เสียเวลาหรอกครับ มันต้องทำเลย

ที่สำคัญ ไม่ว่ารัฐบาลจะประกาศนโยบายออกมาสวยหรูยังไง แต่ท้ายที่สุดแล้ว ถ้านายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือบริวารแวดล้อม ยังทำตัวเส็งเคร็ง คอยใช้อำนาจปิดปาก ลิดรอนสิทธิ และเบียดเบียนเหยียบหัวชาวบ้าน มันก็ไม่มีประโยชน์หรอกครับ

ทุกอย่างมันอยู่ที่การกระทำของรัฐบาลเองว่าคุณเลือกจะเป็น หรือจะทำอะไร ไม่ได้เกิดจาก “ภาพ” ที่สร้างขึ้นมาแม้แต่น้อย

กำลังคิดถึงเรื่องนี้อยู่เพลินๆ มาสัปดาห์นี้ ก็เอาแล้วเต็มๆ กับเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจยกกำลังเข้าสลายกลุ่มชาวบ้านเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน ระหว่างเดินเท้าจะเข้าไปขอยื่นหนังสือถึงนายกฯเพื่อชี้แจงเหตุผลคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเทพา จนชาวบ้านเขาต้องออกมาร้อง “ถุย” ใส่วาระแห่งชาติเรื่อง “สิทธิมนุษยชน” ของรัฐบาลกันเป็นแถว

แต่แทนที่รัฐบาลจะรู้สึกสำเหนียก รีบแก้ไขสถานการณ์สร้างความเข้าใจกับชาวบ้าน กลับกลายเป็นช่วยกันเรียงหน้าออกมาให้สัมภาษณ์กล่าวหาชาวบ้าน เสมือนหนึ่ง “ท่องจำ” กันมาว่า ชาวบ้านทำร้ายตำรวจก่อน เออ.. เอาเข้าไปสิ

นี่ยังไม่นับกับที่โฆษก “สรรเสริญ แก้วกำเนิด” ที่ช่วยโชว์วุฒิภาวะจากการให้สัมภาษณ์ถึงกรณีแกนนำชาวบ้านคนหนึ่งที่ตอนแรกมีข่าวว่าหายตัวไป ซึ่งแกพูดไว้อย่างอย่างไรก็ลองไปหาอ่านและตัดสินกันเอาเองนะครับว่าจะน่าชื่นชมหรือสมเป็น “ชายชาติทหาร” มาน้อยขนาดไหน

และนี่ก็ยังไม่นับรวมถึง “พฤติกรรม” ของทหาร คือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า ที่ทำหนังสือป่าวประกาศขอความร่วมมือจากสื่อมวลชน จ.สงขลา ให้มาทำข่าว “กลุ่มสนับสนุน”โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเทพา ซึ่งส่อแสดงถึงการ “วางตัว” ของเจ้าหน้าที่รัฐว่า มีความ “เป็นกลาง” จนน่านับถือมากน้อยขนาดไหน

ภาพที่ออกมาเลยกลายเป็นว่า กลุ่มสนับสนุนโรงไฟฟ้าเทพาได้รับการ “อุ้มชู” จากเจ้าหน้าที่รัฐ จากรัฐบาล ขณะที่กลุ่มคัดค้านได้รับ “กุญแจมือ” ได้รับโซ่ตรวน ได้รับการดูถูกเหยียดหยามจากรัฐ

แบบนี้มันใช่ที่เขาเรียกว่า 2 มาตรฐานหรือเปล่า

และแบบนี้มันสมควรหรือไม่ที่จะมีใครมาถ่มถุยใส่ “วาระแห่งชาติ” เรื่องสิทธิมนุษยชนของรัฐบาล

ต้องไม่ลืมนะครับว่า การเดินทางลงมาประชุม “ครม.สัญจร” ครั้งนี้ รัฐบาลก็พูดเองไม่ใช่หรือว่า มาเพื่อรับฟังปัญหาของชาวบ้าน รับฟังปัญหาของประชาชน

หรือในมุมมองของรัฐกำลังคิดว่าปัญหาของคนเทพา คนสงขลา คนปัตตานี ที่คัดค้านโรงไฟฟ้า ไม่ใช่ปัญหาของรัฐบาล เลยไม่อยากจะรับฟัง และถึงกับต้องใช้กำลังตำรวจเข้าไปสลายการชุมนุม ทั้งที่ความจริงมันมีวิธีที่ดีกว่านี้มากมายที่สามารถทำและจัดการปัญหาได้ แต่กลับไม่ทำ

พฤติกรรมของรัฐบาลเวลานี้ จึงไม่ต่างจากเป็นการเหยียบย่ำทำลายคำว่า “สิทธิมนุษยชน” ลงไปด้วยเท้าเอง ที่แย่ไปกว่านั้น อาจจะพาลไปกระทบกับการสร้างรอยร้าวในสังคมไทยให้บาดลึกลงไปอีกและแทบไม่ต้องพูดถึงอีกเลยกับคำว่า “ปรองดอง”

บรรทัดนี้จึงขอไว้อาลัยให้กับ “วาระแห่งชาติ” ด้านสิทธิมนุษยชนของรัฐบาล ที่ตายตั้งแต่ยังไม่ได้เกิด

พูดไปก็ให้อดคิดถึงคำคมในวงเหล้าที่หลายคนเคยเปรียบเปรยเอาไว้กันเล่นๆ

คนมันจะเป็นหงส์ ยังไงมันก็เป็นหงส์ ส่วนใครจะเป็นหมา จะเป็นอีกา เมื่อเกิดมาเป็นแบบนั้นมันก็ต้องเป็นแบบนั้น จะมาคุยโวโอ้อวดสร้างภาพให้ตัวเองเป็นราชสีห์หรือเป็นอะไรให้ดูดี ก็คงยากครับ

เพราะพฤติกรรมมันฟ้องอยู่

มะลิลา