มีคนทำผิดต้นเหตุ”ครูอุ้มผาง”2คนสอนฟรี5เดือน อดบรรจุ(มีคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301998

มีคนทำผิดต้นเหตุ”ครูอุ้มผาง”2คนสอนฟรี5เดือน อดบรรจุ(มีคลิป)

 

เลขาธิการ ก.ค.ศ.ตรวจสอบกระบวนการเรียกบัญชี ย้ำหากถูกต้องครูต้องได้รับการทรงสิทธิ์ สรุปเสนอก.ค.ศ.ปลายพ.ย. ขณะที่2 อดีตครูอุ้มผางร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมบรรจุราชกา

     เมื่อเวลา 09.30  น. วันที่ 13 พฤศจิกายน 60  ที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) น.ส.วนาลี ทุนมาก หรือครูแอน  และน.ส.นิราวัลย์ เชื้อบุญมี หรือ ครูวัลย์ อดีตครูวิชาสังคมศึกษา โรงเรียนอุ้มผางวิทยาคม จ.ตาก เดินทางเข้าพบ ได้เดินทางเข้าพบนายพินิจศักดิ์  สุวรรณรังค์ เลขาธิการก.ค.ศ. ยื่นหนังสือร้องทุกข์เพื่อขอกลับเข้ารับราชการครู เนื่องจากได้รับคำสั่งไปปฏิบัติหน้าที่ ในโรงเรียนอุ้มผางวิทยาคม เป็นเวลา 5 เดือนโดยไม่ได้รับเงินเดือน และต่อมาคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ตากมีมติไม่อนุมัติการบรรจุแต่งตั้ง  

      นายพินิจศักดิ์ กล่าวว่า นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กำชับให้ดูแลเรื่องนี้  ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้รับนโยบายมาแล้ว โดยในส่วนของสำนักงาน ก.ค.ศ.ก็จะต้องตรวจสอบข้อมูล กระบวนการ ขั้นตอนที่ดำเนินการมาทั้งหมดให้ถูกต้องด้วย โดยจะต้องดูว่าลำดับที่เรียกถูกต้องหรือไม่ และดูเรื่องการทรงสิทธิ์ด้วย  เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของระบบราชการ และเท่าที่ได้ข้อมูลเบื้องต้น ครูทั้ง 2 คนก็ไม่อาจรู้เลยว่าได้มีการเรียกบัญชีไปถึงไหนแล้ว

      ขณะเดียวกัน จากที่ได้อ่านรายงานการประชุมของ กศจ.ตาก และ กศจ. สุโขทัย ก็พบว่าข้อมูลก็ไม่ตรงกัน เพราะฉะนั้นต้องมาไล่และลำดับเรื่องราวให้ตรงกันก่อน เพื่อจะมาดูเรื่องสิทธิ์ของทั้ง 2 คน ซึ่งถ้ามีสิทธิ์ถูกต้องก็ต้องได้รับการดูแล โดยจะพยายามสรุปข้อมูลทั้งหมดให้ทันการประชุมคณะกรรมการ ก.ค.ศ.ที่จะมีขึ้นปลายเดือนพฤศจิกายนนี้  ส่วนเรื่องการเป็นครูอัตราจ้างนั้น ก็ขึ้นอยู่กับทั้ง 2 คนว่า จะรับสิทธิ์หรือไม่ เพราะการเป็นครูอัตราจ้างไม่ได้ทำให้หมดสิทธิ์การเป็นข้าราชการ หากกระบวนการถูกต้อง

มีคนทำผิดต้นเหตุ"ครูอุ้มผาง"2คนสอนฟรี5เดือน อดบรรจุ(มีคลิป)

       “ไม่ต้องกังวลถ้าส่วนราชการทำผิด แต่ก็ต้องตรวจสอบรายละเอียด และต้องไปไล่บัญชีก่อนหน้าทั้ง 2 คน ถ้าการรายงานถูกต้อง ต้องตรงสอบด้วยว่า ผู้ที่ขึ้นบัญชีก่อนหน้านี้ 20  กว่าคน ไปบรรจุที่ไหน หรือมีใครละสิทธิ์บ้าง เราต้องตรวจสอบทั้งหมด ว่า โดยกระบวนการถูกต้องหรือไม่ แต่ตอนนี้เรารู้อยู่แล้วว่ามีคนทำผิดพลาดแน่นอน  ส่วนจะมีช่องทางช่วยให้กลับรับราชการหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถบอกได้ เพราะเท่าที่ดูลำดับการเรียกบัญชี ยังไม่ถึงลำดับที่ของทั้งคู่ดังนั้นต้องมาตรวจสอบ เพราะยังไม่รู้ว่า คณะกรรมการก.ค.ศ. คิดอย่างไร ถ้ายังทรงสิทธิ์อยู่ก็ต้องดูแล แต่ก็ต้องตรวจสอบทั้งระบบ”นายพินิจศักดิ์ กล่าว

    เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 คนเองก็ยังมีข้อสงสัย ในลำดับการเรียกบัญชีผู้สอบได้ อันดับที่ 68 ของบัญชีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 38 (สุโขทัย-ตาก) เช่นกัน  จึงต้องมีข้อมูลที่เพียงพอ ขณะเดียวกันยังมีประเด็นเรื่องการออกบัตรประจำตัวข้าราชการให้ครูทั้ง 2 คนด้วย ซึ่งได้รับวันเดียวกับที่ได้เรียกรายงานตัวตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2560 อย่างไรก็ตาม การจะออกบัตรข้าราชการโดยขั้นตอนแล้วก็ต้องมีคำสั่งบรรจุแต่งตั้งด้วยตรงนี้ก็ต้องตรวจสอบเช่นกัน

มีคนทำผิดต้นเหตุ"ครูอุ้มผาง"2คนสอนฟรี5เดือน อดบรรจุ(มีคลิป)

      ด้าน น.ส.นิราวัลย์ กล่าวว่า ได้มาขอเข้าพบนายพินิจศักดิ์  เพื่อขอความเป็นธรรมกลับเข้ารับราชการ  เพราะที่ผ่านมาก็ได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ที่โรงเรียน จนกระทั่งกศจ.ตาก มีมติดังกล่าว ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่ได้นิ่งนอนใจพยายามประสานสอบถามไปยัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 38 (สุโขทัย-ตาก)  ทั้งนี้  หากไม่สามารถได้รับการบรรจุแต่งตั้งเข้ารับราชการได้ อย่างน้อยก็ขอให้ชื่อของพวกตนยังคงอยู่ในบัญชีของ กศจ. สุโขทัย ต่อไป

      อย่างไรก็ตาม จะรอการพิจารณาของคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ด้วย หากไม่ได้รับความเป็นธรรมจะไปยื่นเรื่องฟ้องศาลปกครองต่อไป นอกจากมายื่นหนังสือต่อเลขาธิการ ก.ค.ศ.แล้วก็จะให้ข้อมูลเพิ่มที่ สำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ (สพร. ) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ด้วย

ผุด“ซิตี้แคมปัส” นานาชาติโชรส์เบอรีแห่งที่2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301803

ผุด“ซิตี้แคมปัส” นานาชาติโชรส์เบอรีแห่งที่2

ริเวอร์ไซด์แคมปัส, โสภณพนิช, รรนานาชาติโชรส์เบอรีกรุงเทพ-ซิตี้แคมปัส, ซิตี้แคมปัส

ประกาศเปิดตัวในชื่อ“โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี-ซิตี้แคมปัส” แห่งใหม่ใจกลางเมืองย่านสุขุมวิท-พระราม 9 พร้อมเปิดให้บริการจัดการศึกษาอนุบาลถึงประถมศึกษา สิงหาคม 61

      หลังประสบผลสำเร็จ ในการก่อตั้งโรงเรียนนานาชาติโชรส์ กรุงเทพ-ริเวอร์ไซด์ แคมปัส บนถนนเจริญกรุง ตลอดระยะเวลา 15 ปี(ปี 2546-ปัจจุบัน) โดยการสนับสนุนของโรงเรียนโชรส์เบอรี ประเทศอังกฤษ เปิดสอนระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา อายุระหว่าง 3-18 ปี มีนักเรียน 1,700 คน

ผุด“ซิตี้แคมปัส” นานาชาติโชรส์เบอรีแห่งที่2

บรรยากาศที่โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ-ริเวอร์ไซด์

       “ชาลี โสภณพนิช” ประกาศเปิดตัวในชื่อ “โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี-ซิตี้แคมปัส” แห่งใหม่ใจกลางเมืองย่านสุขุมวิท-พระราม 9 จะพร้อมเปิดให้บริการจัดการศึกษาอนุบาลถึงประถมศึกษา (อนุบาล-เกรด 6)อย่างเป็นทางการ ในเดือนสิงหาคม 2561 เปิดรับ 640 คนขณะนี้มียอดจองแล้ว 40 ที่นั่ง

     “เป้าหมายในใจจริงของผมคือ การช่วยขับเคลื่อนความก้าวหน้าของประเทศไทยเรา ด้วยการสร้างโรงเรียนอนุบาลและประถมศึกษาในระดับโลกที่แท้จริง และการสร้างโรงเรียนอนุบาลที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคเอเชีย จะเป็นส่วนเติมเต็มและเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ความสามารถของประเทศไทยในระดับโลก การมีสถาบันการศึกษาชั้นเลิศในประเทศไทยจะเป็นปัจจัยสำคัญ ต่อการตัดสินใจในอันดับต้นๆที่จะเลือกเข้ามาลงทุนทำธุรกิจของต่างชาติด้วย”ชาลี กล่าว

ผุด“ซิตี้แคมปัส” นานาชาติโชรส์เบอรีแห่งที่2

แสดงผังการสร้างโรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ-ซิตี้แคมปัส

     แคมปัสแห่งใหม่นี้พื้นที่ 15 ไร่ ย่านใจกลางเมือง ระหว่างถนนสุขุมวิทและถนนพระรามเก้า ชาลี บอกว่า ทำเลนี้เชื่อมต่อหลายเส้นทางสุขุมวิท ทองหล่อ เดินทางไปมาสะดวก ใกล้สถานประกอบการต่างๆตอบโจทย์ความต้องการของผู้ปกครอง ใช้เงินลงทุน 2,600 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าการลงทุนอยู่ที่ 4 ล้านบาทต่อเด็ก 1 คน มีการจ้างสถาปนิกออกแบบอาคารสถานที่ที่ทันสมัย สร้างพื้นที่สีเขียว มุ่งเน้นเรื่องความปลอดภัย ให้ความสำคัญกับครู ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยสร้างความเป็นเลิศด้านการศึกษาได้อย่างเต็มที่และต่อเนื่อง

ผุด“ซิตี้แคมปัส” นานาชาติโชรส์เบอรีแห่งที่2

สตีเฟน ฮอลลอยด์-ชาลี โสภณพนิช-อแมนด้า เดนนิสสัน

      “ผมและครอบครัวไม่ได้มองว่าการลงทุนสร้างโรงเรียนนี้ต้องให้ผลตอบแทนทางการเงิน แต่มองว่านี่คือภาระหน้าที่ และหวังให้กลายเป็นมรดกตกทอดสำหรับครอบครัว ทั้งเป็นโอกาสที่เราจะได้ทำสิ่งสำคัญตอบแทนประเทศชาติ หน้าที่ของผมทำทุกอย่างเพื่อให้แน่ใจว่า เราได้ทุ่มเททรัพยากรเพื่อความพัฒนาการศึกษาที่เป็นเลิศ และทำหน้าที่บริหารจัดการสิ่งต่างๆให้อยู่ยั่งยืน มั่นคงเป็น 10 ปี 100 ปี”ชาลี กล่าว

ผุด“ซิตี้แคมปัส” นานาชาติโชรส์เบอรีแห่งที่2

     “สตีเฟน ฮอลลอยด์” ผู้อำนวยการโรงเรียนโชรส์เบอรี อินเตอร์เนชั่นแนวเอเชีย และครูใหญ่โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ-ริเวอร์ไซด์แคมปัส บอกว่า สัดส่วนของนักเรียนที่มาเรียนในริเวอร์ไซด์แคมปัส 2 ใน 3 เป็นคนไทยที่เหลือเป็นชาวต่างชาติประมาณ 40 ชาติ ที่ผ่านมามีผู้ปกครองให้ความสนใจส่งบุตรหลานมาเรียนที่นี่จำนวนมาก โดยเฉพาะเด็กในระดับอนุบาลถึงประถมศึกษา แต่สามารถรับเด็กอยู่ที่เพียงปีละ 75 คนเท่านั้น ด้วยพื้นที่ที่จำกัด 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้เด็กที่เข้ามาสมัครและมีคุณสมบัติครบถ้วนกว่า 650 คนไม่ได้เรียน

ผุด“ซิตี้แคมปัส” นานาชาติโชรส์เบอรีแห่งที่2

    การเปิดแคมปัสแห่งที่ 2 ออกแบบเพื่อเด็กอนุบาล-ประถมศึกษา อายุ 3-11 ปี จัดการศึกษาแบบองค์รวมที่พัฒนาเด็กทั้งด้านวิชาการและด้านอารมณ์ สภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้แบบเกื้อกูล ซึ่งจะช่วยให้เด็กมีความพร้อมในการใช้ชีวิต นักเรียนที่จบการศึกษาจากซิตี้แคมปัส จะได้รับสิทธิเข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาที่ริเวอร์ไซด์แคมปัสด้วย โดยได้แต่งตั้งให้น.ส.อแมนด้า เดนนิสสัน ที่ดำรงตำแหน่งครูใหญ่ฝ่ายอนุบาลจากริเวอร์ไซด์แคมปัส ให้มารับตำแหน่งครูใหญ่ที่ซิตี้แคมปัส เพื่อให้การพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนและคุณภาพการศึกษาทั้ง 2 แคมปัสเกิดความต่อเนื่อง

ผุด“ซิตี้แคมปัส” นานาชาติโชรส์เบอรีแห่งที่2

     น.ส.อแมนด้า  ครูใหญ่ซิตี้แคมปัส กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอนจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ให้ความสำคัญที่จะให้เด็กใช้ภาษาแม่ได้อย่างเชี่ยวชาญและมีทักษะภาษาอื่นด้วย มีหลักสูตรภาษาไทยและภาษาจีนกลางเข้าในการเรียนด้วย การจัดผังห้องเรียนเป็นกลุ่มอย่างมีเอกลักษณ์ เป็นอาคารสูง 3 ชั้นเพื่อความเชื่อมโยงระหว่างห้องเรียนและนักเรียน ได้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนในวัยเดียวกันราว 80 คนได้ สร้างพัฒนาการด้านสังคมที่เหมาะสมของเด็กออกแบบอาคารยังมีหน้าต่างบานใหญ่ที่เพิ่มพื้นที่รับแสงธรรมชาติเต็มที่

     ห้องเรียนของเด็กอายุ 3-5 ปีจะจัดสรรไว้ในอาคารและพื้นที่ที่แยกเป็นสัดส่วน มีระบบรักษาความปลอดภัยพิเศษ มีห้องอาหาร โรงครัวที่เหมาะสมแก่วัยของเด็ก ขณะที่พื้นที่ภายในทั้งหมด 25,000 ตารางเมตร เป็นห้องประชุมขนาดใหญ่ 520 ที่นั่ง ห้องสมุดทันสมัย ห้องดนตรี เป็นต้น มีอาคารออกกำลังกาย สระว่ายน้ำ และสนามเด็กเล่น ลู่วิ่งและกีฬาในร่มและกลางแจ้งด้วย

0 เกศกาญจน์  บุญเพ็ญ 0

qualitylife4444@gmail.com

ห้องเรียนชาวนาวิถีพอเพียงตามรอยพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301882

ห้องเรียนชาวนาวิถีพอเพียงตามรอยพ่อ

ห้องเรียนชาวนา, วิถีพอเพียง, ตามรอยพ่อ

โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ หนองบัวลำภู จัดกิจกรรมห้องเรียนชาวนาวิถีพอเพียงตามรอยพ่อ “ข้าวฮางงอกยั่งยืนด้วยสองมือหลานย่าเยาวชนคนหนองบัวลำภู”

        ดร.วิมล ปานะถึก ผู้อำนวยการโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ หนองบัวลำภู ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 19 (เลย – หนองบัวลำภู) เปิดเผยว่า โรงเรียนได้จัดกิจกรรมห้องเรียนชาวนาวิถีพอเพียงตามรอยพ่อ ตามโครงงาน “ข้าวฮางงอกยั่งยืนด้วยสองมือหลานย่าเยาวชนคนหนองบัวลำภู” ขับเคลื่อนกระบวนการ PLC สู่สถานศึกษา ยุค Thailand 4.0 ตามนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ (Moderate Class More Knowledge) เพื่อสร้างเสริมสมรรถนะและการเรียนรู้ สร้างเสริมคุณลักษณะและค่านิยม สร้างเสริมทักษะการทำงาน การดำรงชีพ และทักษะชีวิตของนักเรียน ปลูกฝังค่านิยมและจิตสำนึกการทำประโยชน์ต่อสังคมและสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทย

ห้องเรียนชาวนาวิถีพอเพียงตามรอยพ่อ

โดยกิจกรรมห้องเรียนชาวนาวิถีพอเพียงตามรอยพ่อเป็นกิจกรรมระยะที่ 2 เพื่อให้นักเรียนเรียนรู้เรื่องการเก็บเกี่ยวผลผลิตของ “โครงงานข้าวฮางงอกยั่งยืนด้วยสองมือหลานย่าเยาวชนคนหนองบัวลำภู ประจำปี 2560” ซึ่งกิจกรรมประกอบด้วย พิธีถวายราชสดุดีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 กิจกรรมความรู้เกี่ยวกับการเกี่ยวข้าว วิถีชาวนา กิจกรรมเต้นรำกำเคียว และกิจกรรมลงแขกเกี่ยวข้าว ณ บริเวณแปลงนาสาธิต โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ หนองบัวลำภู ฯ

ห้องเรียนชาวนาวิถีพอเพียงตามรอยพ่อ

ห้องเรียนชาวนาวิถีพอเพียงตามรอยพ่อ

ห้องเรียนชาวนาวิถีพอเพียงตามรอยพ่อ

ห้องเรียนชาวนาวิถีพอเพียงตามรอยพ่อ

รายงานพิเศษ : ม.เกษตรจับมือ2องค์กร พัฒนา‘กาวน้ำผสมน้ำยางธรรมชาติ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/307051

รายงานพิเศษ : ม.เกษตรจับมือ2องค์กร พัฒนา‘กาวน้ำผสมน้ำยางธรรมชาติ’

รายงานพิเศษ : ม.เกษตรจับมือ2องค์กร พัฒนา‘กาวน้ำผสมน้ำยางธรรมชาติ’

วันอังคาร ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นมหาวิทยาลัยที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเกษตร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสร้างผลงานวิจัยและเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นมา เพื่อพัฒนางานด้านการเกษตรของประเทศไทยให้มีความทันสมัยสามารถแข่งขันได้กับต่างประเทศ ตลอดจนยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้มีความมั่นคง มั่นคั่งและยั่งยืน สิ่งหนึ่งที่มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญคือ การส่งเสริมให้บุคลากรของมหาวิทยาลัยสร้างงานวิจัย สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีศักยภาพตรงกับความต้องการของผู้ใช้ และงานวิจัยมีความพร้อมที่จะให้ภาคเอกชนนำไปใช้ในการพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ หรือสร้างผลิตภัณฑ์จากงานวิจัย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในยุคปัจจุบันที่ต้องการนำเทคโนโลยีที่สร้างสรรค์ขึ้นจากสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ไปช่วยในการพัฒนาผู้ประกอบการของประเทศให้มีความเข้มแข็ง

ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ลงนามข้อตกลงอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานวิจัย “กาวน้ำที่มีส่วนผสมของน้ำยางธรรมชาติ,ฟีนอลิก เรซิน และกัมโรซินและกรรมวิธีการผลิต” เลขที่อนุสิทธิบัตร 10454 และลงนามต่อยอดและพัฒนาผลงานวิจัยเรื่อง “การวิจัยกาวน้ำยางแข็งตัวและไฟลามช้าสำหรับแผ่นบอร์ดจากเศษผ้า” กับบริษัท สามพิม จำกัด พร้อมกันนี้ ทางบริษัท สามพิม จำกัด และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ลงนาม “สัญญารับทุนสนับสนุนโครงการนวัตกรรม เรื่อง “การวิจัยกาวน้ำยางแข็งตัวและไฟลามช้าสำหรับแผ่นบอร์ดจากเศษผ้า” ซึ่งในการลงนามบันทึกข้อตกลงการอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานวิจัย เรื่อง “กาวน้ำที่มีส่วนผสมของน้ำยางธรรมชาติ ฟีนอลิก เรซิน และกัมโรซินและกรรมวิธีการผลิต” เลขที่อนุสิทธิบัตร 10454 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ผู้ให้สิทธิบริษัท สามพิม จำกัด และทางบริษัทยังได้สนับสนุนทุนการวิจัยเพื่อต่อยอดและพัฒนาผลงานวิจัยชิ้นใหม่ คือ “การวิจัยกาวน้ำยางแข็งตัวและไฟลามช้าสำหรับแผ่นบอร์ดจากเศษผ้า” และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่สำคัญโดยได้ให้ทุนสนับสนุนโครงการนวัตกรรม เพื่อช่วยในการขับเคลื่อนนวัตกรรมผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยเฉพาะการใช้น้ำยางพาราให้ใช้ประโยชน์ได้จริง และต่อยอดองค์ความรู้ใหม่ๆ ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาด ซึ่งเป็นนิมิตหมายที่ดีผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ และยังเป็นการสนับสนุนนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล โดยเฉพาะผลงานวิจัยที่ได้นำน้ำยางพาราของประเทศไทยไปแปรรูปและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่สำคัญจะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับน้ำยางพาราของประเทศไทยให้มีราคาที่สูงขึ้น และยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสารธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย และนวัตกรรมใหม่ๆ จะทำให้เกิดเป็นรูปธรรมในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศต่อไปในอนาคตด้วย

ดร.วีรศักดิ์ สมิทธพงศ์ นักวิจัยจากศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางวัสดุยางและพอลิเมอร์เพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ภาควิชาวัสดุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหน้าโครงการวิจัยและคณะ ได้กล่าวถึงผลงานวิจัยเรื่อง “กาวน้ำที่มีส่วนผสมของน้ำยางธรรมชาติ,ฟินอลิก เรซิน และกัมโรซินและกรรมวิธีการผลิต” ซึ่งได้รับอนุสิทธิบัตร 10454 (12 ธันวาคม 2557) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์กาวน้ำที่มีส่วนผสมของน้ำยางพาราจากธรรมชาติของประเทศไทย ซึ่งมีคุณสมบัติการติดที่ดี มีความเหนียว มีคุณภาพคงที่ ไม่มีตัวทำลายอินทรีย์ สามารถใช้ติดระหว่างผ้ากับผ้า ผ้ากับยาง และระหว่างวัสดุประเภทอื่นๆ ได้ดี เช่น จำพวกกระเป๋า พื้นรองเท้าผ้าใบ ในการทำวิจัยได้ดำเนินการคัดเรซิน 2 ชนิดคือ ฟีนอลิก เรซิน และกัมโรซิน ซึ่งสามารถช่วยปรับปรุงคุณสมบัติในกระบวนการผลิตให้ยางคอมพาวด์ไหลง่าย และทำให้สารตัวเติมผสมเข้ากับยางได้ดีขึ้น ผสมร่วมกับตัวทำละลายที่เป็นน้ำ ไม่ใช้ตัวทำลายอินทรีย์ที่มีพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ในการวิจัยได้นำเรซิน 2 ชนิดมาผสมกับน้ำยางธรรมชาติสามารถเพิ่มคุณสมบัติการติดของกาวในตัวละลายที่เป็นน้ำ โดยได้ทำการทดสอบ พบว่า มีคุณสมบัติการติดมากกว่ากาวน้ำที่มีเรซินชนิดเดียวในความเข้มข้นของเรซินเท่ากัน ทั้งนี้ ได้มีการทดสอบปริมาณของแข็ง (total solid content) ค่าความเป็นกรดด่าง (pH) ค่าความหนืด และประสิทธิภาพของแรงดึงเฉลี่ยจาก peel test 1800 ระหว่างผ้ากับผ้าแล้ว ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ที่กำหนด สำหรับส่วนผสมกาวน้ำยางพาราที่เหมาะสม ให้สามารถมีความคงที่ ลดปัจจัยผลกระทบจากคุณภาพน้ำยาง โดยเพิ่มคุณสมบัติการติด เพื่อเพิ่มความเหนียวและความสามารถในการติดแน่น

จุดเด่นของผลงานวิจัย คือ การใช้น้ำยางพาราของประเทศไทย มาใช้ในการผลิตกาวโดยไม่ต้องนำเข้าพอลิเมอร์สังเคราะห์จากต่างประเทศ และไม่มีส่วนประกอบของสารที่เป็นพิษสูง เช่น ฟอร์มาลดีไฮด์ ที่มีกลิ่นเหม็นรบกวน และมีอันตรายต่อสุขภาพ การใช้น้ำยางพาราในการผลิตกาว จะช่วยลดต้นทุนการผลิต เหนียวติดแน่น ไม่ติดไฟ และสามารถเชื่อมวัสดุที่มีรูพรุนเข้าด้วยกัน ทนต่อการบ่มเร่งได้ดี และเป็นการเพิ่มมูลค่าของน้ำยางพาราและเหมาะสำหรับใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม และเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เพื่อส่งขายทั้ง ในและต่างประเทศ

ผลงานวิจัยชิ้นดังกล่าว ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ทำบันทึกข้อตกลงอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานวิจัย “กาวน้ำที่มีส่วนผสมของน้ำยางธรรมชาติ, ฟีนอลิก เรซิน และกัมโรซินและกรรมวิธีการผลิต” เลขที่อนุสิทธิบัตร 10454 และลงนามต่อยอดและพัฒนาผลงานวิจัยดังกล่าวให้ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ เรื่อง “การวิจัยกาวน้ำยางแข็งตัวและไฟลามช้าสำหรับแผ่นบอร์ดจากเศษผ้า” กับบริษัท สามพิม จำกัด และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กับบริษัท สามพิม จำกัด ลงนามในสัญญารับทุนสนับสนุนโครงการนวัตกรรม

นายกฯสั่งการบ้านรมต.เกษตรฯต้องแก้ปัญหายางพาราให้ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/307029

นายกฯสั่งการบ้านรมต.เกษตรฯต้องแก้ปัญหายางพาราให้ได้

นายกฯสั่งการบ้านรมต.เกษตรฯต้องแก้ปัญหายางพาราให้ได้

วันจันทร์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 15.46 น.
4 ธ.ค.60 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ปัญหายางพาราว่า วันนี้ได้มอบหมายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ดูมาตรการต่างๆร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เพื่อแก้ปัญหาให้ได้ ภายใต้ปัจจัยต่างๆทั้งภายในประเทศและนอกประเทศ ในส่วนความร่วมมือสามประเทศหลักในการผลิตยางที่เราผลิตมากที่สุด ซึ่งต้องมีการหารือว่าจะทำกันอย่างไรในเรื่องการลดจำนวนในการนำส่งออก เพื่อให้ราคาสูงขึ้น ซึ่งบ้านเราปัญหาคือคนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพสวนยางในขณะนี้ต้องไปหามาตรการเสริม ว่าจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร ตนไม่อยากให้เดือดร้อนทั้งสิ้น

สกัด‘เอเลี่ยนสปีชี่ส์’บุกแหล่งน้ำ ‘ประมง’สั่งคุมเข้มนำเข้า-เตือนโทษหนักลักลอบเลี้ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/306858

สกัด‘เอเลี่ยนสปีชี่ส์’บุกแหล่งน้ำ ‘ประมง’สั่งคุมเข้มนำเข้า-เตือนโทษหนักลักลอบเลี้ยง

สกัด‘เอเลี่ยนสปีชี่ส์’บุกแหล่งน้ำ ‘ประมง’สั่งคุมเข้มนำเข้า-เตือนโทษหนักลักลอบเลี้ยง

วันจันทร์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยประสบปัญหาการรุกรานของสัตว์น้ำต่างถิ่น หรือ “เอเลี่ยนสปีชี่ส์” ถือเป็นการทำลายระบบนิเวศดั้งเดิมของไทยและก่อให้เกิดความสูญเสียทางสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสุขอนามัย โดยปัจจุบันประเทศไทยมีชนิดพันธุ์ต่างถิ่นอยู่กว่า 3,500 ชนิด ส่วนใหญ่ถูกนำเข้ามาเพื่อการเกษตร การเพาะเลี้ยง เป็นสัตว์เลี้ยงสวยงาม รวมทั้งการเก็บรวบรวมไว้ในสวนสัตว์และสวนพฤกษศาสตร์ ขณะสัตว์น้ำต่างถิ่นที่อยู่ในสถานะรุกรานแล้ว เช่น ปลาดุกรัสเซีย ปลาซักเกอร์ ปลาหมอเทศ และสัตว์น้ำต่างถิ่นที่มีแนวโน้มรุกราน เช่น ปลาหมอสียักษ์ ปลากดอเมริกัน ปลาเทราท์สายรุ้ง เป็นต้น ซึ่งสัตว์เหล่านี้หลุดรอดลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ จะเกิดผลเสียตามมามากมาย ทั้งพื้นที่อยู่อาศัยและอาหารของสัตว์น้ำพันธุ์พื้นเมือง รวมถึงอาจเป็นตัวนำเชื้อโรคและปรสิตชนิดใหม่ๆ มาแพร่กระจายในแหล่งน้ำได้ ทำให้สัตว์น้ำพื้นเมืองของไทยลดน้อยลง นำไปสู่การสูญพันธุ์ ส่งผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพในแหล่งน้ำธรรมชาติ

ดังนั้นประเทศไทย จึงมีการกำหนดกรอบการดำเนินงานให้มีการจัดการกับเอเลี่ยนสปีชี่ส์ โดยออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดชนิดสัตว์น้ำที่ห้ามนำเข้า ส่งออก นำผ่าน หรือเพาะเลี้ยง ซึ่งหากผู้ใดกระทำผิดมีบทลงโทษตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และพระราชกำหนดการประมง (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2560 (ฉบับแก้ไข) ตามมาตรา 144 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 65 วรรคสอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดนำสัตว์น้ำไปปล่อยในที่จับสัตว์น้ำ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยมีการลักลอบนำเข้าสัตว์น้ำต่างถิ่นเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีรายชื่อชนิดพันธุ์สัตว์น้ำต่างถิ่นที่ไม่อนุญาตให้นำเข้า จากคณะกรรมการด้านความหลากหลายและความปลอดภัยทางชีวภาพของกรมประมง (IBC) อาทิ ปลาหนวดตัวดำ ปลาจระเข้ปากสั้น ปากยาว กุ้งแคระ ปลาหมูไฟฟ้า ปลาซักเกอร์ ปลาจิ้งจกลายเสือ กุ้งแคระขาว กุ้งแคระทับทิม เครย์ฟิช ปลาหมอสี เป็นต้น และล่าสุดกรมประมงได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอความเห็นไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต่อ (ร่าง) ทะเบียนชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่ควรป้องกัน ควบคุม กำจัดของประเทศไทย จำนวน 4 รายการ ได้แก่ 1.ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานแล้ว 2.ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีแนวโน้มรุกราน 3.ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีประวัติว่ารุกรานในประเทศอื่นแต่ยังไม่รุกรานในประเทศไทย และ 4.ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่ยังไม่เข้ามาในประเทศไทย เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติให้นำไปดำเนินการ รวมถึงได้สนับสนุนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชนิดพันธุ์ต่างถิ่นมากขึ้น และเพื่อปรับปรุงให้การดำเนินการจัดการชนิดพันธุ์ต่างถิ่นมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อธิบดีกรมประมง กล่าวต่อว่า กรมประมงขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการที่มีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หากท่านเลี้ยงหรือครอบครองสัตว์น้ำต่างถิ่นและไม่ต้องการเลี้ยงอีกต่อไป อย่าได้นำไปปล่อยลงในแหล่งน้ำสาธารณะเด็ดขาด ขอให้ท่านนำมามอบให้กับทางกรมประมง หรือหน่วยงานในสังกัดกรมประมงในพื้นที่ใกล้บ้านท่าน เพื่อให้กรมประมงรับไปดูแลและป้องกันไม่ให้สัตว์น้ำต่างถิ่นหลุดรอดลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ อันจะสร้างความเสียหายให้กับระบบนิเวศของประเทศ พร้อมกับรณรงค์ให้ประชาชนหันมาปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำสายพันธุ์พื้นเมืองของไทยลงในแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น ปลาตะเพียนขาว ปลาตะเพียนทอง ปลาสวาย ปลาช่อน ปลาสร้อยขาว ปลาหมอไทย ปลากราย เป็นต้น เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของพันธุ์สัตว์น้ำ รวมไปถึงการอนุรักษ์สัตว์น้ำสายพันธุ์ไทย สร้างแหล่งอาหารโปรตีน รักษาระบบนิเวศ และคงความหลากหลายทางชีวภาพในแหล่งน้ำของประเทศไทย

อุทยานรื้อใหญ่ส่งเสริมท่องเที่ยว l ดึงชุมชนมีส่วนร่วมบนฐานคุ้มครองทรัพยากรยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/306857

x

อุทยานรื้อใหญ่ส่งเสริมท่องเที่ยว l ดึงชุมชนมีส่วนร่วมบนฐานคุ้มครองทรัพยากรยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า ตามนโยบายของรัฐบาลที่กำหนดให้ ปี 2561 เป็น “ปีท่องเที่ยววิถีไทยเก๋ไก๋อย่างยั่งยืน” ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเน้นการท่องเที่ยวให้เป็นอุตสาหกรรม เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจประกอบกับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้กรมอุทยานแห่งชาติฯ สนับสนุนนโยบายดังกล่าวของรัฐบาล โดยเฉพาะด้านการบริการและด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายให้แก่นักท่องเที่ยวเพื่อป้องกันการกระทำความผิด

การสนับสนุนนโยบายดังกล่าวประกอบด้วย การพัฒนาการบริการด้านการท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติ เพื่อเป็นการสร้างความประทับใจและประสบการณ์ที่ดีแก่นักท่องเที่ยว การจัดเก็บค่าผ่านทางต้องเป็นธรรม และตรวจสอบได้ มีการพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติด้านบุคลิกภาพ ภาษา เป็นต้น การพัฒนาการบริการด้านความปลอดภัย ซึ่งเรามีชุดกู้ภัยประจำทุกอุทยานอยู่แล้ว เพื่อให้การช่วยเหลือนักท่องเที่ยวในด้านต่างๆ และที่ผ่านมากรมอุทยานแห่งชาติได้ลงนามความร่วมมือกับบริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย จำกัด (มหาชน) ในการจัดทำแผนประกันอุบัติเหตุ (ประกันภัยนักท่องเที่ยวอุทยาน) เพื่อให้ความคุ้มครองแก่นักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้บริการในอุทยานแห่งชาติ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.dnp.go.th) การพัฒนาด้านแหล่งท่องเที่ยว เพื่อสร้างเอกลักษณ์ ดึงดูดความสนใจแก่นักท่องเที่ยว เน้นการคุ้มครองระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพเป็นหลัก มีการเพิ่มกิจกรรมนันทนาการ และเพิ่มพื้นที่เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ เช่น จัดทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติ กิจกรรมดูนก พัฒนาจุดชมทิวทัศน์ในแหล่งท่องเที่ยวเดิมและแหล่งใหม่ๆ จัดทำโปรแกรมการท่องเที่ยวเป็นช่วงเวลาที่แน่นอน และประสานชุมชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมและได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยว และสร้างความตระหนักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่อย่างยั่งยืน สุดท้ายการพัฒนาด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่งในเรื่องนี้ต้องให้ความสำคัญในเรื่องรูปแบบการก่อสร้าง ให้มีความกลมกลืนกับธรรมชาติไม่บดบังทัศนียภาพที่สวยงาม บ้านพัก ห้องน้ำ และอุปกรณ์ต้องมีมาตรฐาน สะอาด ปลอดภัย จุดจอดรถเพียงพอ ป้ายเตือนป้ายบอกทางต้องถูกต้องและชัดเจน มีทางลาด และห้องน้ำเพื่อให้บริการสำหรับผู้พิการและคนชรา นอกจากนี้จะได้มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้กับงานอุทยานแห่งชาติให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ติวเข้มผู้สอบบัญชี เกษตรฯเสริมแกร่ง‘ไอที’เพิ่มมาตรฐานควบคุมสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/306856

x

ติวเข้มผู้สอบบัญชี เกษตรฯเสริมแกร่ง‘ไอที’เพิ่มมาตรฐานควบคุมสหกรณ์

วันจันทร์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้านการสร้างความเข้มแข็งสู่สหกรณ์ โดยวางระบบบัญชีสหกรณ์ ตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ รวมถึงการส่งเสริมและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบัญชีสู่สหกรณ์ สมาชิกสหกรณ์ เกษตรกร และประชาชนทั่วไป โดยดำเนินงานควบคู่กับการพัฒนางานระบบบัญชีและกลไกที่จะส่งเสริมระบบบัญชีให้มีความทันสมัย และเท่าทันกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งในปัจจุบันคอมพิวเตอร์ได้เข้ามามีบทบาทอย่างมาก ต่อการดำเนินงานของสหกรณ์ในด้านการประมวลผลข้อมูลทางบัญชี กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้เห็นความสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพบุคลากรกรมฯ ในฐานะผู้สอบบัญชี ที่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ที่มีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร การประเมินมาตรฐานขั้นต่ำในการควบคุมภายในและการรักษาความปลอดภัย สำหรับสหกรณ์ที่ประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ ปีงบประมาณ 2561 ขึ้น เพื่อให้ผู้สอบบัญชีได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการประเมินมาตรฐานขั้นต่ำ ในการควบคุมภายใน และการรักษาความปลอดภัยสำหรับสหกรณ์ ที่ใช้โปรแกรมระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ในการประมวลผลข้อมูล เพื่อเป็นการเสริมสร้างศักยภาพในการวาง แนวทางการประเมินและกำหนดวิธีการควบคุมภายในให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและลักษณะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของแต่ละสหกรณ์ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของสหกรณ์ได้ โดยมีผู้สอบบัญชีที่ได้รับมอบหมายให้ตรวจสหกรณ์ที่ประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ เข้ารับการอบรม จำนวน 3 รุ่น รุ่นละ 40 คน รวม 120 คน ณ ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ชั้น 1 อาคาร 2 กรมตรวจบัญชีสหกรณ์

“กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ออกระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ใช้โปรแกรมระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ประมวลผลข้อมูล พ.ศ.2553 ซึ่งในปัจจุบันมีสหกรณ์ที่ใช้โปรแกรมระบบบัญชีในการประมวลผลข้อมูลแล้ว จำนวน 3,515 สหกรณ์ การอบรมในครั้งนี้ จึงช่วยให้บุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ได้รับความรู้ความเข้าใจวิธีการประเมินมาตรฐานขั้นต่ำ ในการควบคุมภายในและการรักษาความปลอดภัยที่กล่าวตามระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์นั้น ให้เหมาะสมกับสภาพการใช้เทคโนโลยีของแต่ละสหกรณ์ได้” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

เตือนเกษตรกรสวนกุหลาบ โรคราแป้งขาวระบาดหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/306855

x

เตือนเกษตรกรสวนกุหลาบ โรคราแป้งขาวระบาดหนัก

วันจันทร์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า เกษตรกรผู้ปลูกกุหลาบรวมถึงไม้ตัดดอกชนิดอื่นๆ โดยเฉพาะทางภาคเหนือของประเทศไทย ควรเฝ้าระวังโรคราแป้งขาวระบาด ซึ่งมักพบเมื่อสภาพอากาศหนาวเย็น น้ำค้างลงจัดกลางคืนมีความชื้นสูง ทำให้เชื้อโรคราแป้งขาวกุหลาบเจริญเติบโตได้ดี สามารถแพร่ระบาดโดยปลิวไปกับลม ทำความเสียหายรุนแรงได้ ดังนั้น ขอให้เกษตรกรหมั่นสำรวจแปลงของตนเองอย่างสม่ำเสมอ หากพบขุยสีขาวขึ้นปกคลุมบริเวณด้านบนใบและใต้ใบ เนื้อใบที่ถูกทำลายจะพองออก ใบบิดงอ โดยเฉพาะใบอ่อนและยอดอ่อนของกุหลาบ

สำหรับโรคราแป้งขาวกุหลาบเป็นโรคที่สำคัญชนิดหนึ่งของกุหลาบ และไม้ตัดดอกอีกหลายชนิด โรคราแป้งมีลักษณะเป็นผงสีขาวคล้ายผงแป้งเคลือบอยู่บนผิวใบ ทั้งด้านบนและด้านใต้ใบ พบมากในใบอ่อน และยอดอ่อนของกุหลาบ เนื้อเยื่อส่วนที่เชื้อราเกาะอยู่จะพองออก หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า โรคใบพอง ทำให้ใบบิดงอ ถ้าใบถูกราแป้งเข้าทำลายมาก จะมองเห็นบริเวณที่เป็นโรคมีสีม่วงถึงดำ และหลุดร่วงในที่สุดต้นกุหลาบแคระแกร็น ดอกกุหลาบที่เชื้อราปกคลุมดอกจะไม่บาน หรือบานแต่ดอกไม่สมบูรณ์เสียรูปทรง

กรมส่งเสริมการเกษตร ขอแนะนำวิธีการป้องกันกำจัดโรคราแป้งขาวกุหลาบ ดังนี้ 1. ตัดแต่งกิ่งกุหลาบที่เป็นโรค เก็บใบหลุดร่วงที่โคนต้นนำไปเผาทำลายทิ้ง 2. ในช่วงที่มีการระบาดของโรคควรงดให้ปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจนสูง เพราะจะทำให้โรคระบาดอย่างรุนแรง 3. หากมีการระบาดมาก ควรใช้สารเคมีประเภทที่มีกำมะถันหรือทองแดงฉีดพ่นช่วงเช้าหรือเย็น สัปดาห์ละ 1 ครั้ง 4. สำหรับสารเคมีที่ใช้อื่นๆ เช่น เบนเลท, คาราแทน อัตราการใช้ตามคำแนะนำที่ระบุไว้ในฉลาก

เกษตรบูรณาการ : 3 คน 3 เดือน ขับเคลื่อนภาคเกษตร ให้เห็นผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/306859

เกษตรบูรณาการ : 3 คน 3 เดือน ขับเคลื่อนภาคเกษตร ให้เห็นผล

เกษตรบูรณาการ : 3 คน 3 เดือน ขับเคลื่อนภาคเกษตร ให้เห็นผล

วันจันทร์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา ในส่วนการเคลื่อนไหวของกระทรวงเกษตรฯ เห็นชัดเจนว่ามีความคึกคักเป็นพิเศษ เมื่อมีข่าวชัดเจนว่า ครม. ชุดใหม่  ไร้เงาทหาร  งานนี้ทำให้ข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ หลายคนออกอาการโล่งอกที่ทับไว้ เพราะเบื่อหน่ายกับนโยบายบนกระดาษ A4 ที่อยากให้หายไปเร็ววัน แล้วสวรรค์ก็มาโปรด เพราะอย่างน้อย รายชื่อของรัฐมนตรี ก็พอหวังได้  โดยวันศุกร์ที่ 1 ธันวาคม ที่ผ่านมา  ท่านรัฐมนตรีเกษตรฯชุดใหม่ ที่นำโดย นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ที่อดีตเป็นถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย ก็นำรัฐมนตรีช่วยทั้ง 2 คน  ซึ่งประกอบด้วย นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร และนายลักษณ์ วจนานวัช  เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่กระทรวงเกษตรฯ และถือฤกษ์ 09.00 น. เข้ามาทำงานในวันแรก

จากนี้ไปจะดีแค่ไหน ต้องมาติดตามกันดู ให้ชัดแจ้งกันไปว่า ทั้ง 3 ท่านร่วมแรงแข็งขัน จะมีน้ำยา ไปคลุกขนมจีนได้แค่ไหน เพราะที่ผ่านมาต้องบอกว่า ปัญหาภาคการเกษตรไม่ถูกแก้ไข มีแต่ราคาคุย ซึ่งประวัติรัฐมนตรีชุดใหม่ของกระทรวงเกษตรฯ ไม่ธรรมดา ไล่มาจากท่านรัฐมนตรี ก็ผ่านร้อนผ่านหนาวมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ ก่อนที่จะมานั่งเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย เอากันง่ายๆ ว่า จากเหนือลงใต้  โดยนั่งเป็นผู้ว่าภาคใต้มาหลายจังหวัดในพื้นที่ชายแดนใต้ ก่อนเข้ามานั่งที่กระทรวงมหาดไทย ที่รู้ถึงความเดือดร้อน ของประชาชนรากหญ้าเป็นอย่างดี
ส่วนนายลักษณ์ วจนานวัช อดีตผู้จัดการ ธ.ก.ส. ที่เชื่อมโยงกับเรื่องเงินทอง เรื่องปัญหาการขับเคลื่อนภาคการเกษตรเป็นอย่างดี

ส่วนคนสุดท้าย นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือที่รู้จักกันในชื่อ “อาจารย์ยักษ์”  ซึ่งถึงเป็นประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ เป็นหนึ่งในบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 สู่การปฏิบัติอย่างจริงจังที่ทำงาน การปฏิบัติที่งานให้เห็นเด่นชัด ใน “ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ มาบเอื้อง” อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี  ที่แสดงผลสัมฤทธิ์ของการนำศาสตร์พระราชาด้านการจัดการดิน น้ำ ป่า มาฟื้นฟูระบบนิเวศจนสามารถพลิกฟื้นดินดานสร้างระบบนิเวศที่สมดุลต่อระบบการผลิตภาคการเกษตร พัฒนาสู่ชุมชนที่ดำเนินวิถีชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ขยายผลสู่การสร้างแบบอย่างใหม่ของการศึกษาวิถีไทยในอนาคต  โดยอาจารย์ “ยักษ์” คนนี้ ยังได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูประเทศ(สปท.) ของ คสช. และเป็นประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ที่เพิ่งหมดวาระด้วย

ซึ่งงานนี้รัฐมนตรีว่าการเกษตรฯ “กฤษฎา” ย้ำว่า รัฐมนตรีเกษตรฯทั้ง 3 คน โดนกำชับจาก นายกรัฐมนตรี ที่ชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้เวลา 3 เดือน ต้องทำงานด้านการเกษตรให้เห็นผลชัดเจน โดยงานนี้ ท่าน “กฤษฎา” ประกาศก้องว่า 3 เดือน ต้องเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะสินค้าเกษตรฯ ที่เคยวางไว้ ส่งเสริมเอาไว้ จากนี้ไปต้องมีราคาที่ดีขึ้นชัดเจน ไม่ใช่ราคาคุย งานนี้ต้องติดตามว่า จะจริงแท้แค่ไหน ขอโอกาส และเวลา 3 เดือนหากไม่มีปัจจัยที่นอกเหนือจากการควบคุมมาบีบ ให้ทำงานไม่ได้ตามเป้า ทั้งดินฟ้าอากาศและภาวะสงคราม หากเป็นจริงต้องบอกว่า สาธุ และขอคนแทนประเทศไทย และชาวข้าราชการเกษตรที่ได้นายที่ดีขึ้น เพราะทุกคนไม่ใช่กบเลือกนาย แต่พร้อมที่จะเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไทยหากได้นายดี

ราชดำเนิน