SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

สโลว์ไลฟ์..ใน ‘โทเบตสึ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/880297

ใบไม้เปลี่ยนสีในสวนโอโดริ.ระหว่างเดินทางร่วมกิจกรรมในหลักสูตร “การจัดระบบสนับสนุนคนพิการ” ซึ่งจัดโดยองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency) หรือไจก้า เมื่อเร็วๆนี้ ที่เมืองซัปโปโรของญี่ปุ่น เลยถือโอกาสแวะไปเที่ยวเมืองโทเบตสึที่อยู่ใกล้ๆกันโทเบตสึ เมืองเล็กๆที่อยู่ไม่ไกลจากซัปโปโรมากนัก ขับมาทางสะพานซัปโปโร โอฮาชิ ข้ามแม่น้ำอิชิการิ ซึ่งเป็นแม่น้ำสายที่ยาวที่สุดของฮอกไกโด ไม่ถึงชั่วโมง เราก็มาถึงโทเบตสึ ซึ่งเป็นเมืองที่มีโรงแรมน้ำแข็ง และโรงงานช็อกโกเลตชื่อดัง ROYCE

โรงแรมน้ำแข็ง.และที่มากไปกว่านั้น คือ โทเบตสึ เป็นเมืองที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประเทศสวีเดน ที่เริ่มต้นมาจากอดีตเอกอัครราชทูตสวีเดน ประจำญี่ปุ่น คนหนึ่งมาเที่ยวที่เมืองนี้ แล้วเกิดติดอกติดใจทั้งวิวที่สวยงามและอากาศที่ค่อนข้างสบาย จึงริเริ่มสร้างชุมชนบนเนินเขา ชื่อว่า “สวีเดน ฮิลล์ส” เมื่อปี 2527 และต่อมาในปี 2530 โทเบตสึก็ได้พัฒนาเป็นเมืองพี่เมืองน้องกับ เมืองเลกซานด์ ใน ภูมิภาคดอลาร์นา ของสวีเดน และอีก 3 ปีต่อมา กษัตริย์แห่งสวีเดนก็ได้เสด็จเยือนโทเบตสึ…ถือเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดมากขึ้น

วิวด้านบนอนุสรณ์สถานเลกซานด์.การเดินทางเยือน โทเบตสึ คราวนี้ ได้มีโอกาสพบกับ คุณมาซากิ มิยาจิ นายกเทศมนตรีเมืองโทเบตสึ ด้วย คุณมาซากิไม่ใช่คนเมืองนี้โดยกำเนิดแต่เป็นนักธุรกิจในเมืองฟูกูโอกะ ที่เดินทางไปประเทศต่างๆมาแล้วไม่น้อยกว่า 70 ประเทศ เขาเล่าว่า ในช่วงที่เดินทางไปเรื่อยๆ ก็คิดว่า ตอนเกษียณอายุราชการ น่าจะมีสถานที่สักแห่ง ที่สามารถอยู่ได้อย่างสงบและเป็นสุข แถมภรรยา ยังให้โจทย์มาเพิ่มว่า ควรเป็นเมืองที่หน้าร้อนไม่ต้องเปิดแอร์ พอมาพบโทเบตสึ เลยเหมือนเจอเนื้อคู่ ตอบโจทย์ได้ แถมยังเป็นเมืองเล็กๆที่เดินทางไปไหนมาไหนสะดวก จึงตัดสินใจย้ายจากฟูกูโอกะมาอยู่ที่นี่ อยู่ไปอยู่มา เลยได้รับเลือกให้เป็นนายกเทศมนตรี ประมาณว่าย้ายไปไหนไม่ได้แล้ว

ราเม็งหมูนุ่มชามยักษ์ในโทเบตสึ .มาเที่ยวโทเบตสึ มีหลายที่ที่น่าสนใจ เราเริ่มต้นการเดินทางในเมืองที่ ศูนย์วัฒนธรรมสวีเดน หรือ The Swedish Center Foundation (SCF) ที่นี่มีการสาธิตการเป่าขวดแก้วของศิลปินญี่ปุ่นด้วย ดูเพลินดี

ออกจากศูนย์วัฒนธรรม ไปต่อกันที่ สวนอนุสรณ์สถานเลกซานด์ ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขา เป็นอนุสรณ์ที่สร้างขึ้นในวาระครบรอบ 20 ปี ของความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้องระหว่างโทเบตสึกับเมืองเลกซานด์ของสวีเดน เป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็น สวีเดน ฮิลล์ส ที่อยู่ด้านล่างแบบพาโนราม่า สะดุดตากับม้าไม้สีแดง ตัวใหญ่ในคอกไม้ ถามคนที่นี่ ได้ความว่า ม้าสีแดง เป็นสัญลักษณ์ของแคว้นดอลาร์นาของสวีเดน ซึ่งทางเทศมนตรีเมืองเลกซานด์ได้มอบให้กับโทเบตสึ เป็นของขวัญที่ชาวโทเบตสึเชื่อว่าเป็นม้านำโชค

หน้าศาลเจ้าประจำเมืองโทเบตสึ.ปกติสวนอนุสรณ์เลกซานด์จะเปิดให้ขึ้นไปชมวิวได้ในช่วงเดือน พ.ค.- ต.ค. ของทุกปี ยกเว้นช่วงหน้าหนาวแต่เพราะความสามารถพิเศษของ อีซูโกะ เดกูชิ ไกด์ของเรา ที่ไม่รู้ไปคุยกับเจ้าหน้าที่แบบไหน ทำให้พวกเราได้ขึ้นไปถ่ายรูปท้าแรงลมบนจุดชมวิวเป็นที่ระลึกได้

พูดถึงไกด์ เดกูชิ บอกว่า เผื่อใครอยากจะย้ายสำมะโนครัวไปเป็นชาวโทเบตสึ ที่เมืองนี้เขาเปิดกว้าง ให้คนต่างเมืองหรือแม้แต่ต่างชาติย้ายมาอยู่กันได้ มีเว็บไซต์บอกรายละเอียด เข้าไปดูกันได้ที่ www.town.tobetsu.hokkaido.jp

ปัจจุบัน โทเบตสึ มีคนอาศัยอยู่ราว 16,000 คน ชีวิตของผู้คนที่นี่บอกได้เลยว่า สโลว์ไลฟ์มากๆ ผู้คนอยู่อย่างเรียบง่าย เวลาเดินไปตามถนนจะเห็นคนทุกวัยมารวมกลุ่มกันทำกิจกรรมทั้งเล่นกีฬา เล่นเกม รับประทานอาหารร่วมกัน เราได้มีโอกาสไปร่วมวงกับกลุ่มที่มีอาสาสมัครคนไทยรวมอยู่ด้วย ได้ข้อมูลว่า คนที่นี่อยู่กันแบบพึ่งพาอาศัย มีการทำกิจกรรมต่างๆทั้งปลูกผักสวนครัว ปรุงอาหาร ร่วมกันอย่างวันที่เราไป มีชาวบ้านนำเนื้อเจงกิสข่านกระทะร้อนมาต้อนรับ อร่อยจนหยุดไม่อยู่

มาซากิ มิยาจิ นายกเทศมนตรีเมืองโทเบตสึ ฟ้อนรำร่วมกับคนไทย.เสร็จจากอาหารกลางวัน ช่วงบ่าย มาชิโระ กาโตะ ประธานสภาประจำเมืองโทเบตสึ อาสาพาไปสักการะศาลเจ้าประจำเมือง ซึ่งสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับ คูนินาโอะ ดาเตะ ซามูไรในยุคเอโดะ ที่อพยพครอบครัวมาสร้างบ้านแปงเมืองโทเบตสึ และพัฒนาจนกลายเป็นเมืองที่ทันสมัยในหลายๆ เรื่อง ทำให้ชาวบ้านยอมรับนับถือ และร่วมกันสร้างศาลประจำเมืองขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงท่าน คูนินาโอะ ดาเตะ ที่ได้ทำคุณประโยชน์ให้กับเมืองนี้

ศาลเจ้าแห่งนี้เพิ่งจะมีอายุครบ 120 ปี เมื่อปีที่ผ่านมา โดยทุกๆปีจะมีการจัดเทศกาล 7-5-3 ที่หมายถึงอายุ 7 ขวบ 5 ขวบ และ 3 ขวบ เป็นการเฉลิมฉลองให้กับเด็กผู้หญิงที่มีอายุครบ 3 ขวบ เพื่อเป็นการขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้เด็กเติบโตแข็งแรง ฉลองให้กับเด็กผู้ชายที่มีอายุครบ 5 ขวบ ซึ่งเป็นปีแรกที่เด็กผู้ชายจะได้ใส่ชุดกิโมโนของผู้ชาย และฉลองอายุเด็กหญิงครบ 7 ขวบ ซึ่งจะได้เปลี่ยนการผูกเอวชุดกิโมโนจากเชือกเป็นผ้าแถบใหญ่ที่เรียกว่า “โอบิ”

คุณมาชิโระ กาโตะ บอกว่า ขั้นตอนการไหว้พระตามแบบฉบับโบราณ จะต้องล้างมือในอ่างที่มีมังกรทองคำเป็นหัวก๊อกน้ำก่อน เพื่อเป็นการชำระล้างมลทินต่างๆ เสียก่อน จึงค่อยเข้าไปทำพิธีด้านในออกจากศาลเจ้าประจำเมือง ไกด์ร่างเล็กของเราพาไปต่อที่โมเอะเรนุมะ สวนสาธารณะประจำเมือง ซึ่งสร้างจากบ่อเก็บขยะเก่าของฮอกไกโด ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 23 ปี อิซามุ โนกูชิ คนออกแบบสวนสาธารณะแห่งนี้ ใช้การนำขยะมากกว่าหลายล้านตันถมซ้อนเป็นภูเขา ที่เรียกว่า โมะเอะเระ ที่มีขนาดความสูงถึง 62 เมตร เมื่อปีนขึ้นไปถึงยอดภูเขา จะมองเห็นเมืองซัปโปโรทั้งเมือง เรียกว่าเป็นซิกเนเจอร์ของที่นี่เลยก็ว่าได้

ชาวบ้านเลี้ยงอาหารท้องถ่ินสไตล์มองโกเลีย.นอกจากนี้ ในสวนยังมีพีระมิดกระจก ที่เรียกว่า ฮิดามาริ ดูสวยงามแปลกตา ก่อนกลับเมืองไทย ชะแว้บ!ไปดูใบไม้เปลี่ยนสีที่มหาวิทยาลัยฮอกไกโดกับสวนโอโดริ กลางเมืองซัปโปโร สีเหลืองของใบแปะก๊วย สลับสีแดง ส้มของใบเมเปิ้ลที่สะพรั่งไปทั้งต้นช่างยวนยั่วให้ผู้คนรวมถึงนักท่องเที่ยวแห่ชื่นชมความจัด จ้านของสีที่มองมุมไหนก็สวย

สวยจนไม่อยากลบภาพไหนออกจากความทรงจำเลยจริงๆ…

มาสิรออะไร! รีวิว 6 โซน บ้านบางเขน ลุยเดี่ยวเที่ยวเมืองวินเทจยุค90 (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 มี.ค. 2560 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/873122

มาสิรออะไร! รีวิว 6 โซน บ้านบางเขน ลุยเดี่ยวเที่ยวเมืองวินเทจยุค90 (ชมคลิป)

มาสิรออะไร! รีวิว 6 โซน บ้านบางเขน ลุยเดี่ยวเที่ยวเมืองวินเทจยุค90 (ชมคลิป)

เหนื่อยล้าจากการทำงานมาทั้งวัน เย็นนี้ไปหาที่เดินเที่ยว กิน ดื่มชิลๆ กันดีกว่ามั้ย? สถานที่แฮงเอาต์แห่งใหม่ที่กำลังมาแรงในนาทีนี้ คงหนีไม่พ้น ‘บ้านบางเขน’ ชุมชนสไตล์วินเทจที่จะพาคุณย้อนกลับไปสัมผัสบรรยากาศในยุค 90 เขาเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมงด้วยนะตัวเธอ เก๋ไปอีก

สัปดาห์นี้ I TOUR ALONE กับฮัมมิ่งเบิร์ด จะพาคุณไปเจาะสไตล์เท่ๆ ของชุมชนแห่งนี้ซะหน่อย เห็นว่ามีมุมให้เดินเที่ยว ถ่ายรูป และอิ่มอร่อยไปกับอาหารเครื่องดื่มรวมถึง 6 โซนด้วยกัน จะมีโซนไหนถูกใจคุณบ้างรึเปล่า ล้อมวงเข้ามาดู…

-1-

แดดร่มลมตกช่วงบ่ายแก่ๆ หลังจากเลิกงาน อยากหาสถานที่ผ่อนคลายอารมณ์สักหน่อย ไปไหนดี? นึกไปนึกมา อ้อ! มีเพื่อนเราเคยแนะนำให้ไปเดินเที่ยวที่บ้านบางเขน นางไปมาแล้วถูกจริตนางมาก เม้าท์มอยให้ฟังยกใหญ่ (มันมีนั่นมีนี่นะ บลา บลา บลา…) ประมาณว่านางมีไลฟ์สไตล์แบบคนเมืองที่ชอบถ่ายรูปชิคๆ เลยทำให้ประทับใจที่นี่เป็นพิเศษ

ไหนๆ เพื่อนก็ชักแม่น้ำทั้งห้าเล่าสรรพคุณมาขนาดนี้ ลองแวะไปเที่ยวหน่อยก็แล้วกัน ตัดภาพมาที่ “แดดร่มลมตกช่วงบ่ายแก่ๆ” นั่นแหละ…เราเลยมายืนอยู่หน้าทางเข้า บ้านบางเขน เดินทางมาไม่ยากนะ มาตามถนนพหลโยธินยาวๆ ประมาณพหลโยธิน 49/2 ตรงข้ามกับ กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ เขตบางเขน

โซนแรกที่เจอเลยอยู่ใกล้ๆ ป้ายทางเข้าก็คือ ‘โซนร้านอาหาร (Food Court)’ ตรงนี้มีอาหารโบราณรสเด็ดให้เลือกชิมหลายร้าน มีทั้งผัดไทย ขนมเบื้องญวน ชาไทยโบราณ ก๋วยเตี๋ยวเรือ ข้าวราดแกง ลูกชิ้นปิ้ง ข้าวเหนียวมะม่วง ฯลฯ ก่อนเดินเที่ยวจะแวะเติมพลังที่ตรงนี้ก่อนก็ไม่ผิดกติกาใดๆ โดยจะต้องนำเงินสดไปแลกเป็นการ์ดก่อน แล้วค่อยนำมาชำระค่าอาหารนะจ๊ะ

พอท้องอิ่มก็ได้เวลาเดินเที่ยวชิลๆ ถัดเข้ามาอีกเล็กน้อยจะมีซุ้มประตูทางเข้าชมโซนอื่นๆ ของบ้านบางเขน ตรงนี้ต้องซื้อบัตรค่าเข้าชมก่อน คนละ 20 บาท บัตรนี่อย่าขยำทิ้งนะ เพราะเอาไปแลกน้ำเปล่าฟรีได้ 1 ขวด หรือจะเอาไปเป็นส่วนลดในร้านกาแฟวินเทจก็ได้ เลือกเอาตามใจชอบ

เดินมาอีกแค่ 2-3 ก้าว ก็เจอ ‘โซนบ้านโค้ก’ อยู่ด้านซ้ายมือ สังเกตง่ายๆ จะมีรูปวาดเป็นสัญลักษณ์โค้กอยู่ที่ผนัง คนมาต่อคิวถ่ายรูปเพียบ ส่วนด้านในเขาจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์โค้ก มีทั้งเครื่องกดน้ำอัดลมโบราณ ขวดโค้กโบราณจากประเทศต่างๆ ของที่ระลึก และโมเดลรถแบรนด์โค้กหลากหลายรูปแบบ มีชั้นสองให้ขึ้นไปชมความอลังการจากด้านบนได้ด้วย แจ่มเลย!

-2-

ถัดมาตรงข้ามกันเราเจอกับ ‘โซนพิพิธภัณฑ์บ้านพ่อหลวง’ ด้านในอลังการจนขนลุกซู่ เขารวบรวมเอาพระบรมรูปปั้น พระบรมฉายาลักษณ์ พระบรมสาทิสลักษณ์ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือในหลวง รัชกาลที่ 9 และธนบัตรโบราณต่างๆ ไว้ให้ชมมากมาย เข้ามาชมแล้วยิ่งทำให้คิดถึงพระองค์มากไปอีก ในนี้เป็นห้องจัดแสดงเล็กๆ ใช้เวลาไม่นานมากก็สามารถเดินชมทั่วห้อง

ถัดมาเราเดินต่อไปยัง ‘โซนร้านกาแฟวินเทจ’ เปิด 24 ชม. ที่นี่เป็นห้องโถงกว้างขวาง โปร่งโล่งสบายในสไตล์ลอฟต์ มีโต๊ะที่นั่งให้เลือกพักผ่อนหลากมุมหลายสไตล์มากๆ เช่น ชุดโซฟา ชุดโต๊ะวินเทจ โต๊ะไม้โซนเอาต์ดอร์ใกล้ชิดธรรมชาติ เขาบริการเค้กอร่อยๆ และเครื่องดื่มซอฟต์ดริงก์ กาแฟหอมๆ ชาร้อน ชาเย็นรสชาติดี เป็นต้น

นอกจากนี้ก็มีมุมโซนอาหาร ที่นี่เขามีเมนคอร์สให้บริการด้วยนะ โต๊ะโซนนี้ก็จะมีทั้งโต๊ะใหญ่รองรับได้ 10-15 คน แบบมาเป็นกรุ๊ป แล้วก็มีแบบโต๊ะอาหารในมุมส่วนตัวด้วย (แยกเป็นห้องๆ)

อ้อ! อีกอย่างที่เราคิดว่าไอเดียดี คือ ‘โซนอ่านหนังสือ’ เป็นโซนสำหรับให้นักเรียนนักศึกษาเข้ามาติวหนังสือกันได้ แต่ก็มีกฎระเบียบเล็กน้อยคือ ห้ามเล่นการพนัน ห้ามของมึนเมา ห้ามแอบหลับในร้าน และห้ามส่งเสียงดังรบกวนคนอื่น โซนนี้จุคนได้ประมาณ 200-250 คนเลยทีเดียว เป็นมุมสงบเงียบที่น่ามาอ่านหนังสือสอบมากๆ

-3-

เดินเที่ยวปิดท้ายกันที่ ‘โซนพิพิธภัณฑ์ของเก่า’ โซนนี้มีห้องจัดแสดงหลายห้องตั้งอยู่ติดๆ กันเลย ได้แก่ โรงเรียนลำสนุ่น ร้านขายยาวิทยาพรโอสถ ร้านโชห่วยไทยเจริญทรัพย์ ร้านเจียเซ่งกี่ ร้านบาร์เบอร์โบราณ เป็นต้น

เดินชมร้านบาร์เบอร์ข้างในมีโปสเตอร์บอกด้วยว่าอยากได้ทรงไหน เป็นทรงผมโบราณของเด็กนักเรียนชายสมัยก่อน มีพวกน้ำมันแต่งทรงผมแบบเก่าๆ เต็มไปหมดเลย (หามาได้ไง เก่งจัง) สวย ขรึม ขลัง ดี แล้วก็เดินไปต่อที่ ร้านขายยาโบราณ มีป้ายบอกว่าเป็นร้านขายยาประเภท ค ด้วยนะ ดีเทลมาเต็ม (เป็นร้านขายยาสำเร็จรูปที่ไม่มียาอันตรายผสมอยู่ ถ้าเจ้าของร้านเป็นเภสัชกรแผนโบราณก็ผลิตยาแผนโบราณขายได้)

เข้าไปดู เออ เป็นยาแผนโบราณจริงด้วยแฮะ มีตาชั่งยาเก่า มีลูกคิด มีตู้ใส่ยาจีนแห้งอยู่หลายประเภท ส่วนด้านหน้าก็มียาแผนปัจจุบัน (ในยุคนั้น) วางจำหน่ายด้วย เช่น ยาฤาษีประทาน ยาหอมแก้วฟ้า ผิวงามทิพย์โอสถ หมากหอมเยาวราช แอนตาซิล เป็นต้น เด็กสมัยนี้ไม่รู้ว่าจะรู้จักกันหรือเปล่า

แล้วก็มีโรงเรียนเก่า เข้าไปนั่งโต๊ะเรียนหน้ากระดานดำแล้วนึกถึงสมัยเรียนชั้นประถมเลยอะ บนกระดานมีเขียนวันที่ รอบๆ ห้องมีโปสเตอร์ให้ความรู้วิชาต่างๆ มีโต๊ะคุณครูประจำชั้น ชอบมุมนี้อะ ย้อนวัยดี แล้วถัดไปก็เป็นร้านโชห่วยโบราณ มีของเก่าๆ ให้ดูเพียบ บรรยายไม่หมด

แต่ที่เห็นเยอะสุดก็โหลใส่ลูกอมแฮ็กส์ (โอ้ย จุดนี้รู้สึกแก่มาก) จำได้ว่าเด็กๆ เคยซื้อ 2 เม็ด 1 บาท อะ อมแล้วเย็นๆ แบบมิ้นต์ หวานๆ สดชื่น มีให้เลือกหลายรสด้วยนะ นอกจากนี้ก็มีผงซักฟอกเปา แป้งสปริงซอง แป้งเด็กน่ารัก แป้งหอมฮอลลีวู๊ด ฯลฯ

แป้งพวกนี้ตอนเด็กๆ เราก็เคยใช้มาทุกยี่ห้อเหมือนกัน (ฮา…)

*ชมคลิป*

ดับอนาถท้องแตกตาย! รีวิวของกินที่ตลาด ‘Raohe’ กลางกรุงไทเป…ฟิ๊นฟิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 มี.ค. 2560 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/874237

ดับอนาถท้องแตกตาย! รีวิวของกินที่ตลาด 'Raohe' กลางกรุงไทเป...ฟิ๊นฟิน

ดับอนาถท้องแตกตาย! รีวิวของกินที่ตลาด ‘Raohe’ กลางกรุงไทเป…ฟิ๊นฟิน

 

ไปเที่ยวประเทศไหน ก็ไม่ชิลเท่า “ไต้หวัน” มีใครคิดเหมือนเรา ยกมือขึ้น!!! ก็มันเรื่องจริง…ไม่ว่าจะเริ่มตั้งแต่เรื่องของวีซ่า ที่ปัจจุบันคนไทยสามารถเดินทางไปได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าแล้ว แถมด้วยอาหารการกินที่หลากหลาย ชวนน้ำลายสอ ค่าเงินเขาก็ไม่ต่างจากบ้านเรา ช็อปปิ้งกินเที่ยวสบายอุรา แบบไม่ต้องงกกินงกดื่ม (เที่ยวแบบนั้นไม่เห็นจะสนุกเนอะ) การเดินทาง ระบบขนส่งสาธารณะ จะไปทางไหนทุกอย่างสะดวกสบาย ลงตัว ยอดเยี่ยมกระเทียมดองมากๆ รับรองไปไม่มีหลง เพราะทุกอย่างออกแบบมาอย่างดี 

วันนี้เราจะพาไปบุกตลาดนัดกลางคืนกลางกรุงไทเป ที่มีชื่อว่า Raohe Street Night Market หรือตลาด “เหราเหอ” (เรียกผิดไปต้องขออภัยด้วย) จะบอกว่าละลานตามากๆ ตั้งแต่ทางเข้า เพราะโคมไฟหน้าวัด Ciyou Temple สีสันสวยงามสะดุดตา อันดับแรกหันไปไหว้พระไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์กันก่อนนะจ๊ะ เพื่อขอพรให้เจอแต่สิ่งดีๆ และแล้วเราก็สะดุดตา เมื่อเงยหน้ามาพบเจอคุณป้าขายลอตเตอรี่ แหม่…คนรุมเชียว แถมคนเสี่ยงโชคส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่ใครอื่น หนุ่มๆ สาวๆ ทั้งน้ัน (น่าสนุกเนอะ) 

ตลาดนัดกลางคืนแห่งนี้ก็เป็นตลาดของกินน่าเดินในบรรดา 3 แห่งของกรุงไทเป เนื่องจากมีร้านรวงไม่ต่ำกว่าร้อยร้าน แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือ อาหาร ของตลาดแห่งนี้จะบอกว่าหลากหลายมากๆ ถ้าใครที่ยังไม่ได้ทานอะไรมา รับรองมีน้ำลายไหลตลอดทาง ก็มันน่ากินน่าชิมไปหมดอ่ะ แต่สุดท้ายขอเตือนไว้ก่อน คุณอาจมีจุกได้…

จากนั้นเราเริ่มเดินเข้าตลาด สิ่งที่เราเห็นก็คือคนจำนวนมหาศาลต่อแถวคดเคี้ยวไปมา วนรอบร้านหนึ่งรอบ เราก็ชะเง้อ มันร้านอะไรกัน? เขาขายอะไรกันนะ? ทำไมคนเยอะแยะมากมายขนาดนี้ เราก็เดินวนจนครบรอบแถว อ้อ…ร้านขายเสี่ยวหลงเปานั่นเอง ดูภาพเลยค่ะคุณผู้ชม! แหม่สงสัยรสชาติจะดีเว่อร์ ไม่งั้นคิวไม่ยาวเป็นหางว่าวแน่นอน แต่ดิฉันทนรอไม่ไหวเป็นแน่…ขอบายค่ะ

คลายความสงสัยแล้ว ก็เริ่มเดินเข้าไปเรื่อยๆ ทีนี้ล่ะครับท่านผู้ชม ถ่ายรูปกันรัวๆ อะไรอ่ะ…แปลกตาจัง? อะไรอ่ะ…กินได้มั้ย? อะไรอ่ะ…หน้าตาดีจัง? (คนขาย…คริคริ) ขายอะไรอ่ะ…คนกินเพียบเลย? เฮ้ย…อันนี้ก็น่ากิน! เฮ้ย…กินอันนี้กันเหอะ! คำถามคำพูดเหล่านี้ผุดอยู่ในหัวสมองและท่องอยู่ตลอดเวลา พูดไปก็มิอาจเชื่อ จะพาไปดูรูปภาพ!!!

แต่ก่อนอื่นขอบอกแบบนี้ว่า บางอย่างเราก็ไม่รู้จักจริงๆ ว่ามันคืออะไร รสชาติเป็นอย่างไร เพราะจะให้กินหมด ชิมหมดทุกสิ่งอย่าง มีหวังดับอนาถเพราะท้องแตกตาย  คุณๆ ดูรูปภาพกันเองแล้วกัน จากนั้นก็ไปกดจองตั๋วด่วนๆ เลย ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงอะไรกันแล้ว เพราะอะไรน่ะเหรอ! เพราะ…ไต้หวันยังมีอะไรดีอีกเยอะ นี่เป็นแค่หนึ่งตลาด หนึ่งสถานที่เที่ยว เดี๋ยวยังไงคอยติดตามอ่านละกันนะ ว่ามีอะไรมานำเสนอต่อไป ถือว่าอันนี้…เรียกน้ำย่อยไปก่อนแล้วกัน (โอ๊ย…หิว!!) 

อ้อ…เกือบลืม!! กดเข้าไปไว้ก่อนเลยสำหรับลิงค์นี้ เพราะเราพาไปดูเทศกาลโคมไฟไต้หวัน 2017 มาด้วย ดูให้ฉ่ำปอด งานระดับโลก! โคมไฟไต้หวัน 2017 สวยงามจับใจนึกว่าสรวงสวรรค์ ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ.

 

ปั่นจักรยานเส้นทางประวัติศาสตร์ สืบสาน “เจียงใหม่” เมืองน่าอยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 มี.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/878280

ปั่นจักรยานเส้นทางประวัติศาสตร์ สืบสาน "เจียงใหม่" เมืองน่าอยู่

ปั่นจักรยานเส้นทางประวัติศาสตร์ สืบสาน “เจียงใหม่” เมืองน่าอยู่

“การขี่จักรยาน” กลายเป็นเทรนด์ฮิตที่ได้ทั้งความสนุกและสุขภาพ ชาวเจียงใหม่อินเทรนด์ไม่แพ้ภาคไหน ร่วมแรงร่วมใจกันจัดงาน “ปั่นสองล้อ ผ่อเจียงใหม่” โดยมีมูลนิธิแพทย์น้ำเงิน-ขาวสู่ชุมชน เป็นโต้โผร่วมกับศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่ และเดอะมอลล์ กรุ๊ป เชิญชวนคนรักการปั่นจักรยานมาร่วมปั่นๆๆ รอบตัวเมืองชื่นชมเส้นทางประวัติศาสตร์ เป็นระยะทาง 21 กิโลเมตร เพื่อหารายได้นำไปซื้อเครื่องมือทางการแพทย์

งานนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ “ปวิณ ชำนิประศาสน์” นำขบวนปั่นจักรยานผ่อเจียงใหม่อย่างแข็งขัน พร้อมบอกเล่าถึงความประทับใจในกิจกรรมสุดสร้างสรรค์ครั้งนี้ว่า ขอชื่นชมมูลนิธิแพทย์น้ำเงิน-ขาวสู่ชุมชน ศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่ และเครือข่ายผู้รักการปั่นจักรยานเชียงใหม่ ที่ร่วมกันจัดกิจกรรมดีๆ มีประโยชน์ ทำให้ชาวเชียงใหม่ได้ออก กำลังกายร่วมกัน พร้อมซึมซับเรื่องราวในอดีตของเมืองเชียงใหม่ และชื่นชมความงดงามของทัศนียภาพในย่านเก่าแก่และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองเชียงใหม่ อย่างเช่น ถนนรอบคูเมือง, ถนนท่าแพ, ถนนช้างม่อย, ถนนเจริญกรุง, ตลาดวโรรส, ตลาดต้นลำไย, โบสถ์เชียงใหม่คริสเตียน
และวัดเกตการาม

ในโอกาสเดียวกันนี้ทางศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่ยังได้จัดนิทรรศการแสดงผลงานศิลปะ “กิ๊ดเติงหาเจียงใหม่สมัยตะก่อน” โดย “อ.ธนกร ไชยจินดา” ศิลปินสีน้ำชื่อดังของถิ่นล้านนา เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของเมืองเชียงใหม่ในอดีตผ่านฝีพู่กัน พร้อมเชื้อเชิญ “รศ.สมโชติ อ่องสกุล” กรรมการบริหารหลักสูตรสาขาวิชาล้านนาศึกษา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ “อ.เสรินทร์ จิรคุปต์” ย้อนอดีตถึงความทรงจำเมื่อครั้ง “ในหลวง รัชกาลที่ 9” เสด็จประพาสเชียงใหม่.

“เยลโลว์สโตนแห่งแอตแลนติกเหนือ” มรดกสีครามของโอบามา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย National Geographic 8 มี.ค. 2560 16:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/877245

“เยลโลว์สโตนแห่งแอตแลนติกเหนือ” มรดกสีครามของโอบามา

“เยลโลว์สโตนแห่งแอตแลนติกเหนือ” มรดกสีครามของโอบามา

ราว 160 กิโลเมตรทางตะวันออกเฉียงเหนือของอ่าวบอสตัน วาฬแกลบครีบดำซึ่งมีสถานะใกล้สูญพันธุ์หกตัวผุดขึ้นมาเหนือน้ำเป็นระลอก ลำท้องเรียวขาวสะท้อนวาวอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ แต่ละครั้งที่พุ่งเสยขึ้นมาสูงสุด พวกมันจะอ้าปากขนาดมหึมาเพื่อกรองกินโคพีพอดขนาดเล็กจิ๋ว ถัดจากกราบซ้ายของเรือวิจัยชื่อ แพลนบี ฝูงปลาเฮร์ริงกำลังไล่กิน ครัสเตเชียนชนิดเดียวกันนี้จนผิวน้ำแตกกระจาย ขณะเดียวกัน บนสันหินใต้ทะเลลึกลงไปเบื้องล่าง 15 เมตร นักวิทยาศาสตร์จากเรือดังกล่าวก็กำลังเฝ้าดูปลาพอลล็อก ปลาค้อด และปลาคันเนอร์ กินอาหารอยู่ท่ามกลางสายริบบิ้นเส้นยาวของสาหร่าย เคลป์สีทอง

แคชเชสเลดจ์ (Cashes Ledge) เป็นภูเขาใต้ทะเลที่สูงที่สุดในอ่าวเมน และเป็นแหล่งอาหารเคลื่อนที่อันน่าทึ่ง คลื่นใต้น้ำที่เคลื่อนปะทะแนวสันเขาแกรนิตและยอดแบนราบจะลากพาคลื่นจากชั้นผิวน้ำอันอบอุ่นที่อุดมด้วยแพลงก์ตอน ลงไปยังท้องน้ำลึก กระแสน้ำที่พัดลงสู่เบื้องล่างนี้เปิดโอกาสให้เหล่าปลาที่หากินตามหน้าดินที่อาศัยอยู่ตามพื้นทะเลหากินกันอย่างคึกคักพอๆ กับปลาที่หากินอยู่ช่วงน้ำลึกระดับปานกลาง วาฬ ปลาเฮร์ริง และนกที่ผิวน้ำ กระแสน้ำขึ้นน้ำลงและภูมิประเทศที่นี่ทำงานสอดประสานกันเพื่ออนุรักษ์ไว้ซึ่งร่องรอยแห่งความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเคยเป็นนิยามของอ่าวเมนจวบกระทั่งการประมงทำให้เหือดหายไป

คอร์เตสแบงก์ มหาสมุทรแปซิฟิก: ปลากระเบนค้างคาวว่ายโฉบอยู่กลางสวนงามตาของหญ้าทะเลและสาหร่ายเคลป์ สีทองที่ขึ้นอยู่ตามแนวสันเขา

“หากว่ากันตามจริงแล้วแคชเชสเลดจ์คือเครื่องจักรย้อนเวลากลับไปสู่ชายฝั่งนิวอิงแลนด์เมื่อ 400 ปีก่อน” จอน วิตแมน นักนิเวศวิทยาทางทะเลผู้ศึกษาพื้นที่อุดมด้วยความหลากหลายทางชีวภาพแห่งนี้มานานกว่า 30 ปี บอก ขณะที่ซิลเวีย เอิร์ล นักสมุทรศาสตร์ และนักสำรวจประจำของสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟิก เรียกแคชเชสเลดจ์ว่า “เยลโลว์สโตนแห่งแอตแลนติกเหนือ” และถือเป็นสมบัติแห่งชาติที่ควรค่าแก่การพิทักษ์ไว้ แม้เราจะไม่สามารถขับรถไปเยี่ยมชมได้ก็ตาม

หมู่เกาะมิดเวย์: “สำหรับคนที่มีภาระหน้าที่รัดตัวและต้องสวมชุดสูทผูกเนกไทตลอดเวลา การได้ออกไปว่ายน้ำกลางมหาสมุทรจะต้องเป็นการพักผ่อนที่สุดยอดมาก” ช่างภาพ ไบรอัน สเกอร์รี บอก เขาหวังว่าผลงานภาพถ่ายประธานาธิบดี บารัก โอบามา ขณะดำน้ำรูปนี้ของเขาจะช่วยดึงดูดให้ผู้คนหันมาสนใจการอนุรักษ์มหาสมุทร

ขณะที่มหาสมุทรได้รับความเสียหายจากการทำประมงเกินขนาด มลภาวะ และผลกระทบที่รุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เอิร์ลเป็นส่วนหนึ่งของทีมนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลและนักอนุรักษ์ที่พยายามกันบางส่วนของพื้นที่บริสุทธิ์แห่งท้ายๆ ในน่านน้ำอเมริกันให้เป็นเขตสงวน ไล่จากแคชเชสในนิวอิงแลนด์ ป่าปะการังน้ำเย็นทางตะวันตกของหมู่เกาะอะลูเชียนในอะแลสกา ไปจนถึงภูเขาใต้ทะเลคอร์เตสและภูเขาใต้ทะเลแทนเนอร์นอกชายฝั่งแซนดีเอโก กลุ่มนักรณรงค์เคลื่อนไหวเหล่านี้มองเห็นภาพของเขตอนุรักษ์ทางทะเลของสหรัฐฯ ที่ร้อยต่อกันเป็นสายไปเชื่อมโยงกับเครือข่ายระดับโลก ซึ่งจะมีขนาดใหญ่พอจนสามารถกอบกู้และฟื้นฟูมหาสมุทรต่างๆ กลับคืนมาได้

หมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐฯ ทะเลแคริบเบียน : เต่ามะเฟืองละจากหาดที่มันขึ้นมาวางไข่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า แซนดีพอยต์บนเกาะเซนต์ครอย ห่างจากเกาะบัก 35 กิโลเมตร พื้นที่คุ้มครองช่วยให้จำนวนลูกเต่ามะเฟืองและเต่าพันธุ์อื่นๆ เพิ่มสูงขึ้น

ตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีทีโอดอร์ รูสเวลต์ เป็นต้นมา สหรัฐฯ ได้กำหนดพื้นที่ทางทะเลให้เป็นเขตสงวนแล้ว มากกว่า 1,200 แห่ง รวมเป็นพื้นที่หนึ่งส่วนสี่ของน่านน้ำสหรัฐฯ แต่โรบิน คันดิส เครก ศาสตราจารย์ด้านกฎหมาย ที่มหาวิทยาลัยยูทาห์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางสมุทรศาสตร์ บอกว่า เขตสงวนทางทะเลต่างๆ ไม่อาจช่วยหยุดยั้งการลดลงอย่างรวดเร็วของสิ่งมีชีวิตทางทะเลได้ เนื่องจากในน่านน้ำสงวนส่วนใหญ่ซึ่งมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลอย่างน้อยก็ยังมีการอนุญาตให้ทำการประมง หรือการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในทะเลได้ในระดับหนึ่ง “เราสนใจที่จะสงวนรักษาทรัพยากรทางทะเลของเราไว้มากกว่า หรือสนใจที่ตักตวงประโยชน์จากทะเลมากกว่ากัน” เครกตั้งคำถาม “เรายังตอบคำถามนี้ให้ชัดเจนไม่ได้เลย”

คอร์เตสแบงก์ มหาสมุทรแปซิฟิก: ปลาชีพเฮดแคลิฟอร์เนียและปลาอื่นๆ แหวกว่ายในป่าสาหร่ายเคลป์และสาหร่ายหินปูนเหนือคอร์เตสแบงก์ ภูเขาใต้ทะเลที่เสียดแทงขึ้นจากพื้นทะเลกว่า 1.5 กิโลเมตรผลักดันน้ำลึกที่อุดมไปด้วยสารอาหาร ขึ้นสู่ผิวน้ำ ก่อเกิดเป็นโอเอซิสอันอุดมสมบูรณ์

เมื่อปลายฤดูร้อนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีบารัก โอบามา พยายามให้คำตอบที่ชัดเจนเด็ดขาดในพื้นที่สองแห่งด้วยกัน โดยอาศัยอำนาจของเขาภายใต้รัฐบัญญัติว่าด้วยการอนุรักษ์มรดกโบราณของชาติ ซึ่งอนุญาตให้ประธานาธิบดีประกาศให้พื้นที่สาธารณะที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวิทยาศาสตร์เป็นเขตอนุรักษ์ได้ อันดับแรก เขาประกาศขยายพื้นที่ อนุสรณ์สถานทางทะเลปาปาฮาเนาโมกูอาเกียทางตะวันตกเฉียงเหนือของหมู่เกาะฮาวายเพิ่มขึ้นสี่เท่า หรือคิดเป็นพื้นที่ มากกว่า 1.5 ล้านตารางกิโลเมตร ภายในเขตอนุสรณ์แห่งนี้จะอนุญาตให้ทำประมงเพื่อนันทนาการหรือเพื่อยังชีพเท่านั้น ที่นี่เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์น้ำใกล้สูญพันธุ์อย่างวาฬสีน้ำเงินและแมวน้ำมังก์ เหล่าสัตว์นักล่าอันดับสูงสุดในห่วงโซ่อาหาร เช่น ทูน่า และฉลาม รวมทั้งแนวปะการังที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุดและอยู่ทางเหนือสุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มที่มีโอกาสมากที่สุดที่จะรอดจากภาวะโลกร้อน

คอร์เตสแบงก์ มหาสมุทรแปซิฟิก: คอร์เตสแบงก์เป็นแหล่งชุมนุมของสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนมที่คลาคล่ำที่สุดแห่งหนึ่งในโลก โดยพบมากกว่า 30 ชนิดที่ใช้เวลาอยู่ที่นี่อย่างน้อยช่วงหนึ่งในแต่ละปี รวมถึงโลมาวาฬไรต์ถิ่นเหนือซึ่งโดยทั่วไปมักว่ายอยู่ด้วยกันเป็นฝูงใหญ่

สามสัปดาห์ต่อมา โอมาบายังจัดตั้งอนุสรณ์สถานทางทะเลแห่งแรกขึ้นนอกชายฝั่งแถบอีสต์โคสต์ของสหรัฐฯ ซึ่งก็คือนอร์ทอีสต์แคนยอนแอนด์ซีเมานต์ (Northeast Canyons and Seamounts) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 12,725 ตารางกิโลเมตร และอยู่ห่างจากเคปค้อดไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 210 กิโลเมตร ก่อนหน้านี้ กลุ่มนักอนุรักษ์เสนอให้จัดตั้งอนุสรณ์ที่มีพื้นที่กว้างใหญ่กว่านี้มาก รวมทั้งอ้างเหตุผลข้อโต้แย้งอย่างหนักแน่นว่า แคชเชสเลดจ์ควรได้รับการคุ้มครองด้วยเช่นกัน แต่อุตสาหกรรมประมงต่อต้านข้อเสนอของกลุ่มนักอนุรักษ์ในทั้งสองกรณี หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีแล้ว โฆษกจากแวดวงอุตสาหกรรมประมงบางคนออกมากล่าวทำนองว่า แม้แต่พื้นที่ซึ่งโอบามาประกาศจัดตั้งเป็นอนุสรณ์สถานไว้แล้วก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ แม้ไม่เคยปรากฏว่ามีประธานาธิบดีคนใดเพิกถอนการประกาศจัดตั้งพื้นที่อนุสรณ์สถานมาก่อน แต่ก็เห็นได้ชัดว่าการต่อสู้เพื่อพิทักษ์รักษาพื้นที่ที่มีความสำคัญในมหาสมุทรและตัวมหาสมุทรโดยรวม ได้ย่างเข้าสู่ขั้นเร่งด่วนแล้ว

ที่มา – National Geographic
www.ngthai.com
www.facebook.com/NationalGeographicThailand

‘พลอยชมพู อัมพุช’ สาวสวยกับประสบการณ์กับสกี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย HELLO! Thailand 5 มี.ค. 2560 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/867356

‘พลอยชมพู อัมพุช’ สาวสวยกับประสบการณ์กับสกี

ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา คุณชมพู-พลอยชมพู อัมพุช เก็บกระเป๋าหนีอากาศร้อนเมืองไทย ไปสัมผัสความหนาวเหน็บที่เมืองหิมะที่นิเซโกะ ประเทศญี่ปุ่น พร้อมกับครอบครัว ด้วยตั้งใจไปฝึกเล่นสกี ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่เดินทางไปเล่นสกี

ครั้งแรกคุณชมพูบอกว่า ไปเล่นเองที่เกาหลีใต้ โดยไม่มีคุณครูช่วยสอน แต่ครั้งนี้ตั้งใจไปเรียนเป็นเรื่องเป็นราว รู้สึกประทับใจและชอบมากๆ เพราะหิมะที่นี่นุ่มมากๆ อีกอย่างที่นิเซโกะมีหิมะที่เหมาะสำหรับการเล่นสกีอันดับต้นๆ ของโลก จึงมีชาวต่างชาติให้ความสนใจมาเล่นสกีกันคึกคัก เพิ่งจะลงสนามเป็นครั้งที่ 2 แน่นอนว่าต้องมีล้มลุกคลุกคลาน ลื่นไถลเป็นปกติ วันแรกๆ ก็หัดกันอยู่ตีนเขา พอขึ้นลงเนินได้ชิลๆ พี่สาวคนสวย ‘คุณบลู – ไพลิน อัมพุช’ เห็นว่าน้องสาวน่าจะเพิ่มเลเวลในการสกี เลยชวนกันเดินไปตั้งหลักที่ยอดเขา จูงมือกันขึ้นไปตั้งแต่ 5 โมงเย็น กว่าจะลงมาถึงจุดเริ่มต้นก็เกือบหนึ่งทุ่ม เพราะล้มตลอดทาง กว่าจะลุกขึ้นตั้งท่าใหม่ก็ทุลักทุเลไม่น้อย

แถมคุณชมพูยังเล่าให้ฟังแบบเขินๆ ว่า “พวกเรายังมีหน้าอัพวิดีโอตอนสกีลงอินสตาแกรมอีกค่ะ ป่านนี้คนที่เขาเล่นสกีๆ เก่ง คงหัวเราะฟันหลุดไปแล้วค่ะ”

โถ…แม้ว่าสกิลการเล่นสกีจะยังไม่แน่นปึ้ก ขอแค่ท่าสวยก็พอแล้วล่ะค่ะ

CR. PHOTOS : Ploychompoo Umpujh ‘s instagram

ติดตามชมแกลลอรี่ภาพฉบับเต็มได้ที่
http://www.hellomagazinethailand.com/Celebrity/Celebrity-News/ploychompoo-umpujh-skiing

ที่มา – Hello Thailand
www.hellomagazinethailand.com
www.facebook.com/hellomagazinethailand

‘สงบ สุข อนัตตา’ วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว จ.เพชรบูรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 มี.ค. 2560 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/873872

'สงบ สุข อนัตตา' วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว จ.เพชรบูรณ์

‘สงบ สุข อนัตตา’ วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว จ.เพชรบูรณ์

ไปกี่ครั้งก็เหมือนตกอยู่ใน ‘ภวังค์’ เป็นความนิ่ง ความสงบ เหมือนตกอยู่ในภวังค์แห่งสุข กระจ่าง สว่าง ตื่นรู้ ทุกเข้าออกของลมหายใจ, เจ้าของภาพบอกแบบนั้น 

ภาพเล่าเรื่องไทยรัฐออนไลน์สัปดาห์นี้เป็นภาพงดงามของ ‘วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว’ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ สถานที่อันเป็นธรรมภูมิที่งดงาม ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของ ‘พระพุทธเจ้า 5 พระองค์’ ประดิษฐานอยู่บนชัยภูมิที่สง่า ดูไกล ดูใกล้เหมือนกับลอยประดับอยู่บนฟากฟ้างดงามอย่าสุดที่จะหาคำไหนอรรถาธิบาย

ภาพถ่ายว่างาม การนำพากายไปให้ประจักษ์ด้วยสายตา งดงามยิ่งกว่าหลายเท่า เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ต้องไปเพราะที่แห่งนี้เติมสุข เติมความสงบ สุขให้ราวกับว่าตัวเราเป็นอนัตตา ‘ไม่มีอัตตา ไม่มีตัวตน’.

ที่มาภาพ : plebabeple

*รู้ไว้ใช่ว่า*

ประวัติความเป็นมา สถานที่อันเป็นธรรมภูมิที่งดงาม ซึ่งเรียกว่า ‘ผาซ่อนแก้วนี้’ มีธรรมชาติเป็นภูเขาที่สูงใหญ่ ซ้อนกันเป็นทิวเขาเรียงรายโอบรอบบริเวณศาลาปฏิบัติธรรม และบนยอดเขาสูงตระหง่านนั้น มีถ้ำอยู่บนปลายยอดเขา ซึ่งมีชาวบ้านทางแดงหลายคน ได้เห็นลูกแก้วลอยเหนือฟากฟ้า และลับหายเข้าไปในถ้ำบนยอดผา ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุเสด็จมา และต่างถือว่าเป็นสถานที่มงคล มีความศักดิ์สิทธิ์และเรียกตามๆ กันว่า “ผาซ่อนแก้ว” และพุทธสถานที่มาตั้งในจุดที่โอบล้อมด้วยทิวเขาดังกล่าว จึงเรียกว่า “พุทธธรรมสถานผาซ่อนแก้ว” เพื่อเป็นนิมิตมงคลแก่ชาวบ้านทางแดง และผู้มาปฏิบัติธรรมสืบไป

วัดพระธาตุผาซ่อนแก้วก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ในนาม “พุทธธรรมสถานผาซ่อนแก้ว” ได้รับการอนุมัติจัดตั้งเป็นวัด ในมงคลนามว่า “วัดพระธาตุผาแก้ว” เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓ จากคณะกรรมการมหาเถรสมาคม โดยมีพระครูปลัด ปารมี สุรยุทโธ เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น “วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว” เมื่อ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๖ เพื่อให้สอดคล้องกับบริเวณที่ตั้ง ซึ่งแต่เดิมชาวบ้านเรียกกันว่า “ผาซ่อนแก้ว”

วัดพระธาตุผาซ่อนแก้วตั้งอยู่ในชัยภูมิธรรม ณ บริเวณเนินเขาในหมู่บ้านทางแดง ต.แคมป์สน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ โดย คุณภาวิณี และ คุณอุไร โชติกูล ได้มีจิตศรัทธาซื้อที่ดินถวายเริ่มแรกจำนวน ๒๕ ไร่ เพื่อก่อสร้างเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมแก่พระสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนทั่วไป ปัจจุบันมีผู้ร่วมถวายปัจจัยซื้อที่ดินเพิ่มรวมทั้งสิ้นมีที่ดินรวม ๙๑ ไร่

เข้าชมรายละเอียดได้ที่ : phasornkaew

ฟินมาก! เที่ยวป่าเขาสก ล่องห่วงยาง จิบกาแฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย แบกกล้องเที่ยว 4 มี.ค. 2560 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/871890

ทริปนี้เรียกว่าสามวันยังเที่ยวไม่ครบเลยกับการเดินป่า สัมผัสผืนป่าที่มีความยิ่งใหญ่มากเป็นลำดับต้นๆ ของภาคใต้ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่อำเภอบ้านตาขุน อำเภอพนม และอำเภอคีรีรัฐนิคม สุราษฎร์ธานี ซึ่งมีพื้นที่ทั้งหมด 461,712 ไร่ โดยมีสภาพทั่วไปเป็นภูเขาดินและภูเขาหินปูนสูงสลับซับซ้อน และดูแปลกตาด้วยแนวหน้าผาสูงชัน ขณะเดียวกัน ทางด้านทิศเหนือคือที่ตั้งของเขื่อนรัชชประภา ที่มีบรรยากาศของทะเลสาบเหนือเขื่อนสวยงาม และยังถือว่าเป็นป่าฝนที่ใหญ่ที่สุดในพื้นที่ภาคใต้

การเที่ยวในเขาสก สามารถแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ เที่ยวภายในเขื่อนเชี่ยวหลาน กับ เที่ยวในอุทยานแห่งชาติเขาสก สำหรับคนที่ชอบเที่ยวแบบลุยๆ ที่อุทยานแห่งชาติเขาสกก็เต็มไปด้วยกิจกรรมท่องเที่ยวมากมาย โดยกิจกรรมที่น่าสนใจนั้น ได้แก่ การล่องแก่ง เดินป่า ส่องสัตว์ ดูนก

แต่สำหรับแบกกล้องเที่ยวในครั้งนี้เราเริ่มกันที่อุทยานแห่งชาติเขาสกกันก่อน ช่วงที่เราไปนี้ น้ำค่อนข้างน้อยค่ะ แต่ยังมีความสนุก ตื่นเต้น ให้ลุ้นกันตลอดทุกเส้นทางที่ล่องเรือแคนู ระยะจากจุดเริ่มต้นถึงปลายทางใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง มีจุดแวะดื่มกาแฟกลางป่า ไกด์จะก่อไฟต้มน้ำร้อนจากกระบอกไม้ไผ่ ให้เราได้ชงกาแฟดื่มกันตรงนั้นเลย ระหว่างรอน้ำร้อนนั้นเรายังสามารถเดินขึ้นไปชมถ้ำค้างคาวที่เดินเพียง 5 นาทีก็ถึงแล้ว ถ้าใครยังไม่หนำใจกับสายน้ำแห่งคลองศกนี้ ยังมีกิจกรรมล่องห่วงยางให้ได้ลอยชิลล์ตามกระแสน้ำ จะจิบเบียร์เย็นๆ หรืออ่านหนังสือเพลินๆ ก็ยังได้ค่ะ ราคาเช่าห่วงยาง 30-40 บาทต่อครั้ง ถือว่าคุ้มค่ากับประสบการณ์มากๆ

ทริปนี้นับว่าโชคดีมากที่เราไปในช่วงที่ ดอกบัวผุด กำลังบาน ไม่รอช้าค่ะ ติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยานให้นำทางพาไปชมความสวยงามอลังการของ ดอกบัวผุด สักครั้งในชีวิต พอเห็นแล้วก็ถึงกับร้องว้าว..คุ้มค่า และหายเหนื่อยเลยค่ะ (อ่านเพิ่มเติมดอกบัวผุด)

สำหรับช่วงเวลาเหมาะสมที่สุดสำหรับท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติเขาสกคือระหว่างเดือนธันวาคมถึงเดือนเมษายน สำหรับเขื่อนรัชชประภา หรือ เชี่ยวหลาน สามารถเที่ยวได้ทั้งปี แต่ส่วนตัวแล้วคิดว่าหน้าฝนที่นั่นสวยมากๆ

วิธีการเดินทางมาเขาสก


– ไปรถยนต์ จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 41 จนถึงสุราษฎร์ธานี แล้ววิ่งเส้น 401(สายสุราษฎร์ฯ-ตะกั่วป่า) แยกเข้าอุทยานฯ ตรง กม.ที่ 109 เลี้ยวขวาไปอีก 1.5 กม. ก็จะถึงที่ทำการอุทยานฯ ระยะทางประมาณ 700 กิโล

– ไปรถประจำทาง มีรถทัวร์ บขส.ออกจากสถานีขนส่งสายใต้ไปสุราษฎร์ธานีทุกวัน (โทร.02-435-1199) ขึ้นรถสายสุราษฎร์ธานี-ภูเก็ต วิ่งระหว่างเส้นทางหลวงหมายเลข 401 ผ่านปากทางเข้าอุทยานฯ สามารถเช่ารถแท็กซี่ต่อเข้าไปข้างใน (ค่าโดยสารคนละ 20 บาท)

ที่มา – แบกกล้องเที่ยว
www.baagklong.com
www.facebook.com/baagklong

ตามหา ‘พระเจ้าเหา’ ที่เขา..หลางซาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/872771

รูปปั้นพระเจ้าเหา.สมัยเด็กๆ เรามักจะได้ยินผู้คนชอบใช้สำนวนเปรียบเทียบสิ่งของหรืออะไรต่างๆ ที่เก่ามากๆว่า “มีมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหาแล้ว” พระเจ้าเหา…เป็นใคร? มีตัวตนหรือไม่ เราจะไปตามหากันคราวนี้…!นับเป็นความโชคดี ที่เมื่อ อ.อรไท ผลดี ผอ.พิพิธภัณฑ์ผ้าเผ่าไท มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อ.ฟาน จูน ผอ.สถาบันวิจัยไทย-จีน และ อ.จุลศักดิ์ สุริยะไชย ผอ.พิพิธภัณฑ์อูบคำ จ.เชียงราย ชักชวนให้เดินทางร่วมทริปในโครงการวัฒนธรรมสัญจรเยือนถิ่นกำเนิดของชนชาติไท พร้อมกับกูรูด้านประวัติศาสตร์อีกหลายคน โดยมีจุดหมายปลายทางที่ มณฑลส่านซี สาธารณรัฐประชาชนจีน และแหล่งโบราณคดีต้าตี้วาน มณฑลกานซู่ เพื่อไปพบกับ พระเจ้าเหา หรือพระเจ้าเหยียนตี้ และ พระเจ้าเหลือง หรือพระเจ้าหวงตี้…ที่แม้จะไม่ใช่ตัวเป็นๆแต่ก็ชวนให้ตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย

ทางเข้าสุสานพระเจ้่าเหา ณ เมืองเป่าจี มณฑลส่านซี.ราว 5 ชั่วโมง เครื่องบินลำใหญ่ยักษ์ของสายการบินเสิ่นเจิ้นแอร์ไลน์ ที่บินตรงจากสุวรรณภูมิก็มาถึงท่าอากาศยานเมืองซีอาน เพื่อเริ่มต้นภารกิจ …ตามรอยบรรพชนเผ่าไท

เปิดฉากกันที่ พิพิธภัณฑ์ต้าตี้วาน ในมณฑลกานซู่ อ.ฟาน จูน ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์จีน เริ่มต้นอธิบายถึงความเก่าแก่ของวัฒนธรรมต้าตี้วานว่า เป็นวัฒนธรรมมนุษย์ในยุคแรกๆห่างจากปัจจุบันราว 4,800-60,000 ปี เป็นยุคที่มีความสำคัญต่อ การวิจัยวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของอารยธรรมยุคหินและยุคหินใหม่ที่เก่าแก่ที่สุดตามลุ่มน้ำเหลืองตอนกลาง รวมถึง การวิจัยต้นกำเนิดอารยธรรมและประชาชาติไท-จีน ที่แบ่งเป็นชั้นวัฒนธรรมออกเป็น 3 ชั้น คือ 1-3 ห่างจากยุค ปัจจุบันมากที่สุดตั้งแต่ 60,000 ปี ไปจนถึง 20,000 ปี หลักฐานสำคัญที่พบใน 3 ชั้นวัฒนธรรมนี้คือ ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเศษหินควอซ ใกล้ขึ้นมากับยุคปัจจุบันอีกนิด คือ ช่วงชั้นวัฒนธรรมที่ 4 ห่างจากปัจจุบัน 20,000-13,000 ปี หลักฐานที่ขุดพบคือ ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเทคนิคเครื่องหินละเอียดและเศษแผ่นเครื่องปั้นดินเผาระยะแรกของต้าตี้วาน ชั้นวัฒนธรรมที่ 5 ห่างจากปัจจุบัน 13,000-7,000 ปี พบเครื่องหินละเอียดและเศษแผ่นเครื่องปั้นดินเผา และ ชั้นวัฒนธรรมที่ 6 ห่างจากปัจจุบันแค่ 7,000-5,000 ปี พบซากโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมเป็นหลัก เศษแผ่นเครื่องปั้นดินเผาระยะหลังของบ้านโพและหยางเซา

รูปปั้นองค์จักรพรรดิราชวงศ์ต่างๆ สมัยโบราณ ก่อนขึ้นสู่สุสานพระเจ้าเหา.ภายในพิพิธภัณฑ์ต้าตี้วาน ยังจัดแสดงภาชนะต่างๆที่ขุดพบในยุคต่างๆ เช่น หม้อหุงข้าวสามขา อายุ 8,200 ปี ที่ถือว่าเก่าแก่ที่สุด เครื่องปั้นดินเผาลายสี อายุ 8,000 ปี, ซากฟอสซิลของเมล็ดข้าวเหลือง อายุ 7,000 ปี, เส้นใยทอผ้า (ปอ) อายุ 7,000 ปี, ตัวอักษรภาพ อายุ 8,000 ปี, ภาพวาด อายุ 5,000 ปี และขลุ่ย อายุ 7,000 ปี ด้วย

หลังเรียนรู้ประวัติศาสตร์จากสิ่งที่ขุดพบในช่วงเวลาต่างๆแล้ว ก็ได้เวลาไปตามหา พระเจ้าเหากันแบบจริงๆจังๆ โดยมีจุดหมายปลายทางที่ สุสานพระเจ้าเหยียนตี้ หรือที่คนไทยเรียกกันติดปากว่า พระเจ้าเหา…

เครื่องปั้นดินเผา ภายในแหล่งวัฒนธรรมต้าตี้วาน.สุสานพระเจ้าเหา ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดเป่าจี มณฑลส่านซี มีเรื่องเล่าต่อๆกันมาว่า พระเจ้าเหาทรงครองราชย์นานถึง 140 ปี ทรงเป็นกษัตริย์ที่รวบรวมชนเผ่าต่างๆที่เคลื่อนไหวอยู่ริมแม่น้ำเจียงสุ่ย ซึ่งตั้งอยู่ในเขตจังหวัดเป่าจีในปัจจุบันให้เป็นหนึ่งเดียว ต่อมาได้มีการแผ่ขยายไปยังมณฑลซานซี ซานตุง หูเป่ย หูหนาน หลากหลายตำรา และทฤษฎี เล่าสืบต่อกันมาว่า หลังจากที่พระองค์สิ้นพระชนม์ มีการฝังพระศพไว้ถึง 3 แห่งคือ ที่เมืองเป่าจี มณฑลส่านซี ที่เมืองซวีฟู่ มณฑลซานตุง และที่เมืองฉางซา มณฑลฉางซา

ถึงจะชื่อพระเจ้าเหา แต่กษัตริย์พระองค์นี้กลับมากด้วยพระปรีชาสามารถ เป็นผู้คิดค้นประดิษฐ์เครื่องมือทางการเกษตร การแพทย์และยา พระองค์ทรงสร้างคุณูปการที่ตกทอดมาในยุคปัจจุบันคือ ทรงริเริ่มทำพลั่ว สอนให้ราษฎรรู้จักเพาะปลูกพืชกินเอง แทนที่จะออกหาตามป่า ทรงคิดประดิษฐ์ยาสมุนไพรรักษาโรค สอนให้ประชาชนรู้จักทอผ้าด้วยใยปอ ตัดเย็บเสื้อผ้า ริเริ่มส่งเสริมการค้าขาย ทำเครื่องมือล่าสัตว์ใช้ไม้ทำธนู ทำเครื่องปั้นดินเผา หลอมโลหะทำเป็นขวาน และมีการปลูกบ้านเป็นที่พักอาศัย
ฟังแล้วอึ้งทึ่ง…พระเจ้าเหา เก่งชะมัด…ยิ่งฟังข้อมูลจาก อ.อรไท ผลดี ผอ.พิพิธภัณฑ์ผ้าเผ่าไท ที่บอกว่า ตามหลักฐานประวัติศาสตร์ เมื่อประมาณ 5,000 ปี ปฐมกษัตริย์ของบรรพชนไทคือ พ่อขุนไทหาว ปกครองอยู่บริเวณแม่น้ำเว่ยเหอ พระองค์ทรงเป็นต้นตระกูลของคนไท ครองราชย์ราว 2,410 ปีก่อนพุทธศักราช ถ้าเทียบกับตำนานของจีน ก็ตรงกับยุคห้ากษัตริย์ คือ ราชวงศ์เสินหนง ราชวงศ์สุดท้ายในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ของ พระเจ้าเหยียนตี้ ทุกๆปี ทางการจีนจะจัดพิธีบวงสรวงพระเจ้าเหยียนตี้ ในวันที่ 7 เดือน 7 ที่ศาลพระเจ้าเหา บนภูเขาหลางซาน เมืองเป่าจี มณฑลส่านซี…นี่เอง

รถเข็มชี้ทิศโบราณ สมัยพระเจ้าเหลือง.กษัตริย์อีกองค์ที่ร่วมสมัยกับพระเจ้าเหาคือ พระเจ้า เหลือง หรือ พระเจ้า หวงตี้ มีอายุอยู่ในช่วง 2,154-2,055 ปี ก่อนพุทธศักราช พระเจ้าเหลือง ทรงปราบดาภิเษกเป็น ปฐมกษัตริย์ รวบรวมประเทศจีน ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งดาราศาสตร์ ทรงปรับปรุงปฏิทินและตัวอักษร รวมทั้งประดิษฐ์รถชี้ทิศ นอกจากนี้ “เลงสี” มเหสีของพระองค์ ยังเป็นผู้ค้นพบตัวไหมอีกด้วย

ปัจจุบัน สุสานพระเจ้าหวงตี้ ตั้งอยู่บนภูเขาเฉียวซาน เมืองยานอาน ห่างจากซีอานราว 170 กิโลเมตร ถูกปกคลุมด้วยต้นไม้สนโบราณขนาดใหญ่เกือบ 1 แสนต้น โดยที่บริเวณทางเข้าศาลมีต้นสนอายุกว่า 5,000 ปีที่เชื่อกันว่าพระเจ้าเหลืองทรงปลูกด้วยพระองค์เองด้วย โดยจะมีพิธีบวงสรวงพระเจ้าเหลืองในวันเช็งเม้งของทุกปี

รูปปั้นพระเจ้าเหลือง ที่ภูเขาเฉียวซาน.แม้จะเป็นการตามรอยประวัติศาสตร์แบบรวบรัด แต่ก็ทำให้คราวนี้เราได้รู้จักตัวตนของพระเจ้าเหา…แถมยังได้เห็นรูปปั้นหน้าตา ที่บอกได้เลยว่า คนละเรื่องกับที่จินตนาการไว้…จริงๆ.

สั่นสู้ -10 องศา! หนีร้อนลุยเดี่ยวเที่ยวฟรอสพัทยา หนาวแข็งไปทั้งตัว (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 มี.ค. 2560 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/861317

รู้หรือเปล่า? เมืองไทยมีเมืองน้ำแข็งใหญ่ที่สุดในอาเซียนด้วยล่ะ! แต่เราว่าหลายคนน่าจะเคยไปเที่ยวที่นี่กันมาบ้างแล้วล่ะ ส่วนใครที่ยังไม่เคยไป ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราจะพาไปชมวันนี้ฮัมมิ่งเบิร์ดจะชวนไปเที่ยวตามสไตล์ I Tour Alone แบบวันเดย์ทริปกันที่ FROST MAGICAL ICE OF SIAM ประติมากรรมน้ำแข็งแห่งใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ตั้งอยู่ที่เส้นแยกกระทิงลาย (พัทยา-ระยอง) ตรงข้ามโรงเรียนนานาชาติเดอะรีเจ้นท์ ถ้ามาจากเส้นสุขุมวิทจะอยู่ก่อนถึงพัทยาเหนือนะจ๊ะ

-1-

ลองหาข้อมูลในโลกออนไลน์ เราว่าที่นี่น่าสนใจมากเลย ไม่นึกฝันมาก่อนว่าเมืองไทยจะมีแบบนี้กับเขาด้วย เท่าที่เคยดูรูปผ่านๆ ตา ก็ดูอลังการงานสร้าง ของจริงจะสวยแค่ไหนเราต้องไปพิสูจน์

หลังจากเที่ยวกินดื่ม เดินห้าง ช็อปปิ้ง แวะชิลริมทะเลไปแล้ว พอช่วงบ่ายคล้อยก่อนกลับกรุงเทพฯ เราถือโอกาสแวะไปเที่ยวเมืองน้ำแข็งของเมืองไทย FROST MAGICAL ICE OF SIAM ซะหน่อย ก่อนอื่นมีข้อแนะนำเล็กน้อยว่า ควรมาช่วงบ่ายแก่ๆ หรือช่วงเย็นจะดีกว่า เพราะร่างกายจะได้ไม่ต้องปรับอุณหภูมิที่แตกต่างกันมากเกินไป ถ้ามาช่วงแดดเปรี้ยง อากาศร้อนๆ แล้วเข้าไปเจอความเย็นจัดข้างใน เดี๋ยวจะเป็นลมเอาได้

พอมาถึงเราก็เดินเที่ยวรอบนอกกันก่อน โซนนี้เรียกว่า ‘The Himmapan’ เป็นประติมากรรมทรายขาวในโลกของป่าหิมพานต์ ดินแดนมหัศจรรย์ในวรรณคดีไทย โดยแกะสลักหินทรายออกมาเป็นรูปสัตว์ป่าหิมพานต์ชนิดต่างๆ กว่า 30 ตัว พร้อมมีบอร์ดให้ความรู้และสอดแทรกเรื่องราวที่น่าตื่นตาตื่นใจของสัตว์แต่ละชนิดด้วย

ไฮไลต์ของโซนนี้ก็คือต้นไม้ต้นใหญ่ ตั้งตระหง่านอยู่กลางป่าหิมพานต์ มีชื่อว่า ต้นอวตาร (Avatar) ใช่แล้ว…เขาได้ไอเดียการออกแบบมาจากต้นไม้แห่งเอวาในภาพยนตร์เรื่อง Avatar นั่นเอง ถ้าใครอยากไปชมให้สวยขึ้น แนะนำให้รอชมการจัดไฟสวยๆ ยามค่ำคืน รับรองสวยงามประทับใจมากกว่าเดิม

-2-

เดินเที่ยวชิลข้างนอกสักพัก ก็ได้เวลาไปตะลุยสู้ฟัดกับความเย็นด้านในที่โซน ‘Siam Heaven’ พอเดินเข้ามาจะมีเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำเรื่องการปฏิบัติตัวต่างๆ โดยระบุว่าข้างในมีอุณหภูมิต่ำสุดขั้ว -10 องศาเซลเซียส แต่ถ้าช่วงที่มีนักท่องเที่ยวมากันเยอะๆ ก็จะอยู่ที่ประมาณ -15 องศาเซลเซียส (ซึ่งก็ยังหนาวอยู่ดีป่ะ?)

จากนั้นก็เดินไปที่มุมให้บริการเสื้อโค้ตกันหนาว ถุงมือ และรองเท้า แต่เอาจริงๆ นะ เราว่าแค่นี้มันเอาไม่อยู่นะตัวเธอ! เพราะข้างในมันหนาวมาก หนาวสุดๆ เราเป็นคนขี้หนาวด้วย วันที่เราไปเที่ยวดันไม่ได้เตรียมเครื่องกันหนาวไปซะด้วยสิ อยู่ได้แค่แป๊บเดียวเอง

พูดถึงอุปกรณ์กันหนาว สิ่งที่คุณควรพกไปด้วยถ้าจะไปเที่ยวที่นี่ก็คือ 1.ลองจอนหรือฮีทเทค 2.หมวกกันหนาว 3.ที่ครอบหู 4.ถุงมือหนาๆ (ที่ให้ยืมมามันไม่หนาอะ) 5.ผ้าพันคอ 6.ถุงเท้าหนาๆ ส่วนรองเท้าไปยืมเอาได้ ต้องจัดเต็มเหมือนไปเที่ยวเมืองนอกอะ ถึงจะเอาอยู่

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ก็ยังมีข้อเตือนว่า หากใครมีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ หรือโรคอื่นๆ ที่อาจจะทำให้เป็นลมหมดสติได้ง่าย ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนเข้าไปข้างใน เพื่อให้เตรียมการให้มีคนเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิด

-3-

และแล้วก็ได้เวลาขึ้นเขียง เอ๊ย…ได้เวลาเข้าข้างในแล้ว เปิดประตูเข้าไปเจอห้องสี่เหลี่ยมและมีประตูอีกชั้นหนึ่ง ตรงนี้ควรยืนปรับอุณหภูมิร่างกายก่อนสักพัก ให้ร่างกายรับรู้ว่าอุณหภูมิกำลังลดลง จากนั้นค่อยเข้าไปสู่ด้านใน

ความรู้สึกแรก โอ้แม่เจ้า…มันหนาวมาก ความเย็นแล่นมาปะทะตัวแบบ พึ่บ! ทีเดียวจอด ไม่ทันได้ตั้งตัวใดๆ แต่เข้ามาแล้วอะก็วิ่งสิ ขยับแขนขยับขาเยอะๆ ให้ร่างกายอุ่นเข้าไว้ อย่างที่บอกไปว่าเราไม่ได้เตรียมเครื่องกันหนาวมาเลย มีแค่เสื้อโค้ต ถุงมือ และรองเท้าที่ยืมมาจากเจ้าหน้าที่ โอ๊ย…หนาวๆๆ หนาวสุดๆ ไปเลย

จริงๆ พื้นที่ด้านในนี้ก็ไม่ได้กว้างเท่าไรนะ เดินไปปุ๊บก็เจอบาร์น้ำแข็งปั๊บ เรียกให้เก๋ๆ หน่อยก็คือ ICE BAR เป็นบาร์น้ำแข็ง พร้อมเสิร์ฟเครื่องดื่มในแก้วน้ำแข็งที่จัดทำขึ้นแบบส่วนตัว เพิ่มสีสันให้คุณดื่มด่ำกับบรรยากาศให้ห้องนี้ให้สนุกมากขึ้น พอดื่มเสร็จ เจ้าหน้าที่ก็พาไปเล่นกิจกรรมที่มุมปาแก้วน้ำแข็ง เป็นกิมมิกเล็กๆ น้อยๆ เรียกเสียงฮาได้ดีทีเดียว

นอกจากนั้นก็มีมุมถ่ายรูปที่แกะสลักน้ำแข็งเป็นซุ้มรูปหัวใจ บ้านเอสกิโม รูปรถตุ๊กตุ๊กไทยแลนด์ อุโมงค์น้ำแข็ง และไฮไลต์คือบัลลังก์หนุมานขนาดใหญ่ ผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่ฉายชัดถึงความเป็นไทยโดยแท้ โดยช่างไทยที่ได้รับรางวัลจากการแข่งขันแกะสลักน้ำแข็งระดับนานาชาติ

กิจกรรมที่แสนสนุกอีกอย่างคือ ICE SLIDE หรือสไลเดอร์น้ำแข็ง เป็นสไลเดอร์ขนาดเล็ก ไม่ยาวมาก จุดนี้จะมีเจ้าหน้าที่คอยให้บริการอยู่ นี่ขนาดผู้ใหญ่บางคนยังเดินขึ้นไปไถลตัวลงมาซะหลายรอบ นี่คงจะสนุกจริงๆ ส่วนเราเหรอ? ขอบายจ้า แค่นี้ก็ขาแข็งจนก้าวไม่ออกแล้ว

เดินเที่ยวแชะภาพไปได้สักพัก อ้าวเฮ้ย! กล้องเจ้ากรรมดันน็อกความเย็น ดับสนิทซะอย่างนั้น (ลาก่อยยย…) ไม่ใช่แค่กล้อง แต่คนถือกล้องก็จะตายเหมือนกัน ขอตัวเดินออกค่ะ สิริรวมเวลาอยู่ข้างในนี้ได้แค่ 20 นาที ใครที่ใจสู้ก็อยู่กันได้ซะนาน น่าอิจฉา นี่แอบเสียดายจริงๆ นะ ไม่ได้พูดเล่น น่าจะอยู่ได้นานกว่านี้สักหน่อย เฮ้อ…เซ็งเบาๆ

เอาเถอะ ยังไงก็ถือว่าได้มาสัมผัสประสบการณ์หนาวเย็นยะเยือกสุดขั้วหัวใจกับเมืองน้ำแข็งแห่งแรกของไทยแล้ว ถือว่าคุ้มค่าคุ้มเวลากับวันเดย์ทริปของเราแล้วล่ะ ส่วนเพื่อนๆ คนไหนอยากมาท้าชนความหนาวแบบนี้บ้าง มาเที่ยวพัทยาคราวหน้า อย่าลืมแวะที่นี่นะจ๊ะ

*ชมคลิป*