พักหรูอยู่สบาย! รีวิว 5 สิ่งประทับใจ ราวินทราบีชรีสอร์ต ไปพัทยาต้องแวะ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.พ. 2560 16:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/859256

ใครอยากไปพักผ่อนชาร์จแบตฯ เติมพลังชีวิต เอาแบบใกล้ๆ กรุงเทพฯ ก็ต้องนี่เลย ‘เมืองพัทยา’ ไปทีไรก็ฟินทุกทีเพราะได้ไปสูดไอทะเล สัมผัสสายลมเย็นๆ ชมวิวสวยที่ช่วยผ่อนคลายสมองไปได้เยอะ ที่สำคัญมีโรงแรมที่อยู่สบายให้เลือกเพียบ!หนึ่งในโรงแรมที่น่าแวะไปลองใช้บริการก็คือ ราวินทรา บีช รีสอร์ต แอนด์ สปา (Ravindra Beach Resort & Spa) ตั้งอยู่ที่นาจอมเทียน ถนนสุขุมวิท (กม.ที่ 157) อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เลยพัทยาใต้มาแค่นิดเดียว วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ มีโอกาสดีได้ลองแวะไปชม เลยไปสำรวจของดีมารีวิวให้คุณดูซะหน่อย เผื่อใครถูกใจ คราวหน้าจะได้แวะไปพักกันเนอะ

ส่วนจะมีอะไรน่าสนใจบ้าง มาดูกัน…

1. พื้นที่กว้างอลังการสุดๆ

โรงแรมราวินทรา บีช รีสอร์ต แอนด์ สปา มีพื้นที่ทั้งหมดมากถึง 35 ไร่ จึงทำให้รู้สึกเหมือนได้เข้ามาในหมู่บ้านขนาดย่อมที่เต็มไปด้วยสวนสวย ประกอบไปด้วยตึกอาคารที่ออกแบบอย่างเริดหรูอลังการ จำนวน 6 อาคาร แบ่งเป็นสองปีกซ้ายขวา ปีกละ 3 อาคาร และมีห้องพักรวมทั้งหมด 277 ห้อง

มีแขกผู้เข้าพักให้ความสนใจมาก ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจำนวนครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว เจ้าหน้าที่เล่าให้เราฟังว่า สำหรับที่นี่ลูกค้าคนไทยส่วนใหญ่จะมาพักในวันศุกร์ และคืนวันเสาร์ ส่วนลูกค้าชาวต่างชาติ ส่วนใหญ่จะมาพักแบบลองสเตย์ คือระยะยาว เช่น รัสเซีย มาพักขั้นต่ำ 7 คืน พักนานสูงสุดประมาณ 1 เดือน

2. เป็นที่ยอมรับมายาวนาน 10 ปี

แม้จะเปิดบริการในปีนี้เป็นปีที่ 10 แล้ว แต่ทางโรงแรมมีการรีโนเวตห้องพักอยู่เรื่อยๆ ทำให้ห้องพักยังใหม่อยู่เสมอ ไม่โทรมเก่าแน่นอน มีการออกแบบตกแต่งห้องพักในสไตล์ผสมผสานแบบ Thai Contemporary ไม่โมเดิร์นเกินไป และไม่ไทยจ๋าจนเกินไป มีความเป็นสากลอย่างลงตัวจริงๆ

3. ไฮไลต์สระใหญ่ติดชายหาด

จุดเด่นของที่นี่ เจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังว่า “ลูกค้าชอบสระน้ำของเรามากที่สุด เพราะโรงแรมเรามีบริการ 3 สระใหญ่ โดยเฉพาะสระสุดท้ายที่อยู่ติดวิวทะเล ถือเป็นไฮไลต์ของโรงแรม ลูกค้าจะชอบมากเป็นพิเศษเพราะวิวสวย และเรายังเคยถูกเลือกเป็นโลเกชั่นถ่ายละครในมุมสระน้ำนี้อีกด้วย เช่น สงครามนางงามทั้ง 2 ซีซั่น”

4. เตียงใหญ่พิเศษ

นอกจากนี้ ความพิเศษอีกอย่างที่แขกผู้เข้าพักต่างก็ประทับใจไปตามๆ กัน นั่นคือ เตียงขนาดใหญ่พิเศษ อย่างเช่นถ้าห้องที่มีเตียงเดี่ยว โรงแรมบางแห่งอาจจะเป็นเตียง 6 ฟุต แต่ที่นี่ให้บริการเตียง 6.5 ฟุต

ส่วนห้องซูพีเรีย ซึ่งเป็นห้องแบบ 2 เตียง หรือ TwinBed ก็มีขนาดใหญ่กว่าของที่อื่นเช่นกัน คือขนาด 4.5 ฟุต (ปกติเตียงเล็กจะอยู่ที่ 3.5 หรือ 4 ฟุต) สามารถพักได้ 2-4 คน และจุดเด่นอีกอย่างในห้องพักคือ ห้องน้ำกว้างมาก แถมยังออกแบบเป็น Seperate Shower แยกกันระหว่างห้องอาบน้ำฝักบัวและอ่างอาบน้ำ

“หลายท่านไปโรงแรมอื่นๆ บางแห่งจะเห็นว่าเตียงมีขนาดเล็กกว่านี้ เผลอๆ ห้องซูพีเรียของเรานอนได้ 4 คน ได้สบายๆ มีค่า Extra จ่ายเพิ่มแค่ค่าอาหารเช้าเพียง 530 บาทเท่านั้น อย่างโรงแรมอื่นจะคิดเพิ่มต่อหัวแบบ Extra person น่าจะเพิ่มคนละ 1,500 – 2,000 บาท แต่ที่นี่จ่ายแค่ค่าอาหารอย่างเดียว เหมาะกับคนไทยที่มักจะมาเที่ยวแบบครอบครัว” เจ้าหน้าที่คนเดิมบอกรายละเอียด

5. โปรโมชั่นเด็ด ต้อนรับปี 2017

สำหรับปีนี้ ทางโรงแรมมีโปรโมชั่นพิเศษมานำเสนอด้วย นั่นคือ เมื่อคุณสำรองห้องพักประเภทซูพีเรีย (Superior) พร้อมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน จะได้ห้องพัก 1 คืน ในราคาพิเศษเพียง 3,599 บาท (จากปกติ 4,590 บาท) พร้อมเลือกรับฟรีบริการสปา 1 กิจกรรม ซึ่งมีให้เลือก 3 แบบ ได้แก่ ขัดผิว (มีให้เลือกกลิ่นมะลิ ช็อกโกแลต ชาเขียว), นวดผ่อนคลายคอบ่าไหล่ และนวดฝ่าเท้า

แอบกระซิบก่อนว่า เราได้ลองใช้บริการนวดผ่อนคลายคอบ่าไหล่ของที่นี่แล้ว ยอมรับเลยว่า Therapist ที่นี่ฝีมือดีสุดๆ นวดได้ตรงจุด สบาย ผ่อนคลาย ไม่เจ็บ สบายจนแทบหลับคามือคนนวด เราสอบถามจนทราบว่า คนนวดที่นี่เขามีใบประกอบวิชาชีพจากกระทรวงสาธารณสุขทุกคน ผ่านการเรียนเฉพาะทางด้านการนวดแผนไทยมาโดยตรง และเรียนเกี่ยวกับอนาโตมีของร่างกายมาแล้ว ปลอดภัยแน่นอน ใครชอบนวดละก็…รับรองไม่ผิดหวัง!

*ล้อมกรอบ*
Ravindra Beach Resort & Spa เป็นโรงแรมหนึ่งในพันธมิตรของโครงการ Exclusively Luxperience @ Pattaya โดยมอบโปรโมชั่นให้แก่นักท่องเที่ยวชาวไทยโดยเฉพาะ ซึ่งโครงการนี้จะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม – 15 สิงหาคม 2560 เฉพาะวันธรรมดา (อาทิตย์-พฤหัสบดี) สอบถามโปรโมชั่นนี้ของราวินทรา ได้ที่ โทร 0-3823-5777 หรือทางเว็บไซต์และเฟซบุ๊กของโรงแรม

โดยผู้ที่สนใจจะได้รับห้องพักราคาพิเศษ 3,599 บาท รวมอาหารเช้า สำหรับ 2 ท่าน ฟรี กิจกรรมเสริมที่เป็นสปา นอกจากโรงแรมแห่งนี้แล้ว ยังมีโรงแรม Mera Mare Hotel และ Sea Sand Sun Resort & Spa มาร่วมในโครงการอีกด้วย โดยมีกิจกรรมเสริมอื่นๆ มอบให้ เช่น โรงแรม Mera Mare Hotel มอบกิจกรรมเสริม Afternoon Tea ส่วนโรงแรม Sea Sand Sun Resort & Spa มอบกิจกรรม Oganic Green Tea

     

    ท่องเที่ยวอุทยานแห่งอนาคต

    ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

    โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.พ. 2560 12:05

    โดย National Geographic 28 ก.พ. 2560 16:02

    อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/863437

    บนผืนดินแคบๆ ยาว 60 กิโลเมตร นอกชายฝั่งรัฐแมริแลนด์และเวอร์จิเนีย อุทยานชายฝั่งแห่งชาติเกาะแอสซาทีก (Assateague Island National Seashore) ค่อยๆ เคลื่อนไปทางตะวันตกทีละน้อย ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา เฮอร์ริเคนและพายุน้อยใหญ่พัดพาทรายจากชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ข้ามเกาะไปถมหนองน้ำที่อยู่ริมชายฝั่งอีกด้านหนึ่ง ส่งผลให้เกาะขยับเข้าใกล้ฝั่งมากขึ้นเรื่อยๆ“เจ๋งใช่ไหมล่ะครับ” อิชเมล เอนนิส พูดขึ้น “วิวัฒนาการไงครับ!” เขายิ้มให้ชายหาดเบื้องหน้าที่มีตอไม้ กิ่งก้านหงิกงอ และเศษพีตกระจายอยู่ทั่วไป ทั้งหมดนี้คือร่องรอยของหนองน้ำซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของชายฝั่งด้านตะวันตกของเกาะ ก่อนพายุจะพัดทรายมาทับถม บัดนี้หนองน้ำปรากฏให้เห็นอีกครั้งทางตะวันออก เมื่อเกาะเคลื่อนขยับไปเรื่อยๆ
    อุทยานแห่งชาติเอเวอร์เกลดส์, รัฐฟลอริดา – อัลลิเกเตอร์พันธุ์อเมริกันรอเหยื่อที่ก้นบึงสนไซเปรสทางเหนือของเอเวอร์เกลดส์ เมื่อระดับทะเลที่สูงขึ้นผลักดันน้ำเค็มให้รุกล้ำเข้ามาในบึง อัลลิเกเตอร์อาจถูกจระเข้ซึ่งขับเกลือส่วนเกินผ่านทางลิ้นได้ เข้ายึดครองถิ่นอาศัยแทนเอนนิสผู้เพิ่งเกษียณจากการเป็นหัวหน้าฝ่ายซ่อมบำรุงประจำอุทยาน เผชิญพายุที่นี่มานักต่อนัก จะว่าไปแล้ว อุทยานชายฝั่งแห่งนี้ก่อตัวขึ้นจากพายุน้อยใหญ่ที่พัดในแนวตะวันออกเฉียงเหนือ ย้อนหลังไปเมื่อเดือนมีนาคม ปี 1962 พายุใหญ่พัดถล่มแอสซาทีกพร้อมกับลบชื่อของโอเชียนบีช รีสอร์ตตากอากาศใหม่เอี่ยม โดยทำลายถนนและอาคาร 30 หลังแรก รวมทั้งความฝันของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เจ้าของโครงการให้พังภินท์ นักอนุรักษ์อาศัยโอกาสนี้เสนอให้รัฐสภาออกกฎหมายปกป้องพื้นที่ส่วนใหญ่บนเกาะในฐานะส่วนหนึ่งของระบบอุทยานแห่งชาติเมื่อปี 1965 ทุกวันนี้ แอสซาทีกคือเกาะสันดอนปลอดโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ยาวที่สุดริมชายฝั่งของรัฐแถบแอตแลนติกตอนกลาง โด่งดังเรื่องม้าแคระป่า แหล่งดูดาวโล่งไร้สิ่งกีดขวาง และทัศนียภาพเงียบสงบของมหาสมุทร

    นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มจะทำให้พายุรุนแรงขึ้น ระดับทะเลสูงขึ้น และการเคลื่อนสู่ตะวันตกอย่างเนิบช้าของเกาะแอสซาทีกอาจเร็วขึ้น เอนนิสรู้จักเกาะนี้ดีพอที่จะเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นเริ่มขึ้นแล้ว ที่ปลายเกาะด้านใต้ พายุพัดทำลายลานจอดรถไปหกครั้งในรอบสิบปี ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวถูกซัดพังสามครั้ง

    อุทยานชายฝั่งแห่งชาติแหลมแฮตเทอรัส, รัฐนอร์ทแคโรไลนา – ภาพถ่ายเส้นใยสาหร่ายที่กำลังเติบโตในบริเวณซึ่งปกติเป็นพื้นดินแห้งๆ ณ จุดกางเต็นท์เคปพอยต์บนเกาะแฮตเทอรัส ภาพนี้ถ่ายใต้น้ำในช่วงสี่วันของฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา หางพายุโซนร้อนบอนนีทำให้ฝนตกบนเกาะเกือบ 35 เซนติเมตร หรือราวหนึ่งในสี่ของปริมาณฝนเฉลี่ยในแต่ละปีเอนนิสผู้มีหัวในการประดิษฐ์คิดค้น ตระหนักว่าสถานการณ์นี้ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ทางเครื่องจักรกล เขากับเพื่อนร่วมงานและสถาปนิกของอุทยานช่วยกันปรับแต่งห้องส้วม ห้องน้ำ และห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าริมหาด ให้สามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างรวดเร็วก่อนพายุจะพัดเข้ามา พวกเขาทดลองใช้วัสดุต่างๆ ทำพื้นผิวลานจอดรถ จนมาลงเอยที่เปลือกหอยกาบโปร่งๆ มีรูพรุน เนื่องจากซ่อมแซมง่ายและใช้รถเกลี่ยดินดันไปไว้ที่ใหม่ได้หากจำเป็น “ต้องพึ่งสิ่งที่เรียกกันว่า ‘วิศวกรรมแบบบ้านๆ’ มหาศาลเชียวครับ” เอนนิสบอกพลางกลั้วหัวเราะ “ตอนนั้นเราไม่ได้คิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเลยครับ เราทำเพราะสถานการณ์บังคับ”

    การปรับเปลี่ยนและประยุกต์ง่ายๆ เหล่านี้ขยายไปสู่สิ่งที่กว้างกว่า ตอนนี้แอสซาทีกเป็นหนึ่งในอุทยานแห่งชาติแห่งแรกๆ ของสหรัฐฯ ที่พูดถึงและยอมรับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเปิดเผย อุทยานชายฝั่งแห่งนี้จะไม่ฝืนต้านสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่จะปรับตามจังหวะการขยับของเกาะ และย้ายโครงสร้างต่างๆ ตามผืนทราย

    อุทยานแห่งชาติเกลเชียร์, รัฐมอนแทนา – แสงยามอรุณรุ่งอาบไล้ผาการ์เดนวอลล์ สันหินที่สลักเสลาขึ้นจากธารน้ำแข็งในสมัยน้ำแข็ง ธารน้ำแข็งกรินเนลล์เคยปกคลุมทั่วแอ่งที่เห็นเบื้องล่างก่อนหดตัวลง ไม่ต่างจากธารน้ำแข็งส่วนใหญ่ในโลกที่อบอุ่นขึ้น นับตั้งแต่ปี 1850 ธารน้ำแข็งกรินเนลล์สูญเสียพื้นผิวไปแล้วมากกว่าร้อยละ 75นับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา นักวิทยาศาสตร์เริ่มยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงรูปแบบใหม่กำลังเกิดขึ้น ธารน้ำแข็งในอุทยานแห่งชาติเกลเชียร์หดตัวลง ไฟป่าในอุทยานแห่งชาติซีคัวยาขยายวงกว้างขึ้น และอุทยานริมชายฝั่งก็เริ่มสูญเสียพื้นที่เมื่อระดับทะเลสูงขึ้น ไม่นานหลังขึ้นศตวรรษใหม่ นักวิจัยที่อุทยานแห่งชาติเกลเชียร์ประกาศว่า พอถึงปี 2030 มีแนวโน้มว่า กระทั่งธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในอุทยานก็อาจมลายหายไป

    กรมอุทยานแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ National Park Service ซึ่งจัดตั้งขึ้นครบหนึ่งร้อยปีเมื่อปีที่ผ่านมา หลีกเลี่ยงการพูดถึงเรื่องนี้อยู่พักใหญ่ ป้ายสื่อความหมายธรรมชาติที่อุทยานแห่งชาติเกลเชียร์เอ่ยถึงอุณหภูมิที่สูงขึ้นเพียงย่อๆ เจ้าหน้าที่อุทยานไม่ยอมพูดถึงสาเหตุ เพราะถือเป็นเรื่องอ่อนไหวทางการเมือง แต่ปัญหานี้ล้ำลึกกว่าเรื่องการเมืองอันผิวเผิน ผู้คนมาอุทยานแห่งชาติเพื่อพบกับสิ่งอันเป็นนิรันดร์ หรือขอเพียงได้เห็นธรรมชาติในสภาวะที่มั่นคง “ไม่ถูกทำลาย” เพียงชั่วแวบหนึ่ง แม้จะเป็นภาพลวงตาก็ตาม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้กรมอุทยานนำเสนอภาพมายานี้ได้ยากขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่มีใครรู้ว่า อุทยานแห่งชาติควรนำเสนออะไรแทนกันแน่

    อุทยานแห่งชาติโอลิมปิก, รัฐวอชิงตัน – ดาวทะเลสีเหลืองผู้โดดเดี่ยวในดงดอกไม้ทะเลยักษ์สีเขียว กำลังกินหอยแมลงภู่กับเพรียง นับตั้งแต่ปี 2013 ดาวทะเลที่อาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกตายลงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นักวิทยาศาสตร์คาดว่า น้ำทะเลที่อุ่นขึ้นทำให้ความต้านทานโรคของดาวทะเลลดลงเมื่อปี 2009 ผู้อำนวยการกรมอุทยาน โจนาทาน จาร์วิส ตั้งคณะกรรมาธิการที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก เพื่อเสนอเป้าหมายชุดใหม่ให้กรมอุทยาน โดยเน้นการบริหารจัดการเพื่อรับมือกับ “การเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องซึ่งยังไม่เป็นที่เข้าใจนัก” และพยายามปกปักรักษา “บูรณภาพทางนิเวศวิทยาและความถูกต้องแท้จริงทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์” นักท่องเที่ยวจะได้รับ “ประสบการณ์แห่งความเปลี่ยนแปลง” แทนภูมิทัศน์อันงดงามคงที่ แต่บางทีสิ่งสำคัญที่สุดคือ อุทยานต่างๆ จะ “ก่อตัวเป็นแกนกลางของการอนุรักษ์ภูมิทัศน์ทางบกและทางทะเลแห่งชาติ” โดยจะไม่ถูกบริหารจัดการแบบแยกส่วน แต่เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายพื้นที่อนุรักษ์

    ที่มา – National Geographic
    www.ngthai.com
    www.facebook.com/NationalGeographicThailand

    นั่งชิลชั้นดาดฟ้า! สแกนแหล่งแฮงค์เอาต์หรูสไตล์โมเดิร์น ‘บรูว์สกี้’

    ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

    โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ก.พ. 2560 06:05

    อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/863944

    เลิกงานแล้วไปไหนดีน้าาาา ติ๊กต่อกๆๆ คิดไม่ออกอ่าน คู่มือคนเมืองไทยรัฐออนไลน์สิจ๊ะ วันนี้เราขอพาไปนั่งชิลๆ ชมวิวดีๆกันใจกลางกรุง บอกเลยว่าฟินจ้า ใครคอเบียร์ก็แนะนำให้ชวนเพื่อนฝูงมาแฮงค์เอาต์กันหลังเลิกงาน ส่วนใครไม่ใช่นักดื่มก็มากินอาหารอร่อยๆ และเสพวิวสวยๆ กันที่นี่ ‘บรูว์สกี้’ รับรองจะติดใจ… 
    บรูว์สกี้แหล่งแฮงค์เอาต์สุดหรู

    บรูว์สกี้ นับเป็นแหล่งแฮงค์เอาต์สุดหรูแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ตั้งอยู่ภายในโรงแรมเรดิสันบลู พลาซ่า กรุงเทพ โรงแรมระดับห้าดาวใจกลางเมืองบนถนนสุขุมวิท ซึ่งออกแบบตกแต่งด้วยสไตล์ร่วมสมัย โดย “P49 Design” เจ้าของรางวัลชนะเลิศด้านการออกแบบ เพื่อให้คุณได้มาสัมผัสประสบการณ์ที่แตกต่างสำหรับการผ่อนคลายหลังเลิกงานหรือวันหยุด ได้ทั้งกลางวันและกลางคืนตลอดสัปดาห์ บน Rooftop ซึ่งเป็นทำเลที่สุดแสนเพอร์เฟกต์ ซึ่งบอกเลยว่ายิ่งดึกที่นี่วิวจะยิ่งสวย เสียดายมากๆ ที่เรามากันเร็วตั้งแต่ร้านเปิดเลย งานนี้เลยอดเก็บรูปวิวตอนกลางคืนมาให้ได้ชมกัน

    สุดยอดห้องอาหาร

    บอกก่อนว่า “บรูว์สกี้” (Brewski) คราฟต์เบียร์บาร์แห่งใหม่ล่าสุดนี้เป็นหนึ่งใน 6 สุดยอดห้องอาหารที่อยู่ภายใน “เวนิวส์” (VENUES) ศูนย์รวมความอร่อยล้ำเลิศและความชิลเอาต์ระดับห้าดาว ของโรงแรมเรดิสันบลู พลาซ่า กรุงเทพ โดดเด่นอยู่บนชั้นดาดฟ้า (Rooftop) ชั้น 30 นับเป็นคราฟต์เบียร์บาร์บนชั้นดาดฟ้าที่สูงที่สุดของกรุงเทพฯ ทั้งยังได้ชมวิวเมืองที่สวยสะกดทุกสายตาอีกด้วย

    ตกแต่งแบบร่วมสมัย

    บรูว์สกี้ ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ร่วมสมัย ให้ได้ดื่มด่ำคราฟต์เบียร์แบบชิลๆ นอกจากนี้ “บาร์” ของบรูว์สกี้ยังออกแบบให้มีลักษณะเฉพาะ ด้วยการฝังด้วยหัวจ่ายเบียร์เคลือบทองแดง (Copper Beer Tower) ขนาดใหญ่ใจกลางบาร์ พร้อมระบบหล่อเย็นล้ำสมัย ที่สามารถรินคราฟต์เบียร์กว่า 12 ชนิดทั่วโลก จากแท็ปสู่แก้วด้วยอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับนักดื่มกรุงเทพฯ

    ชาวต่างชาตินิยมมานั่งชิล

    5 เมนูเด็ดห้ามพลาด 

    นอกจากนั้น วันนี้เราขอพาไปชิมกับเมนูเก๋ๆ อาหารรสเลิศ ที่รังสรรค์โดยสุดยอดเชฟโทมัส สมิธ

    เมนูแรก : Brewski Burger (490 บาท) 

    Brewski Burger

    เบอร์เกอร์เนื้อชิ้นใหญ่เต็มปากเต็มคำ ใส่เชดด้าชีส มะเขือเทศ หอมหัวใหญ่ เบคอน และผักร็อกเก็ต เพิ่มรสชาติด้วยมัสตาร์ดบัลซามิกสูตรของทางร้าน เสิร์ฟพร้อมกับเฟรนช์ฟรายส์และซอสพริก
 กินไปฟินไปค่ะคุณ

    เมนูที่ 2 : Double Dog (680 บาท)

    Double Dog

    เมนูอลังการทานได้หลายคน

    เมนูนี้ดูอลังการแปลกตาทีเดียว อาหารสไตล์ตะวันตก ขนมปังไส้กรอกย้าวยาว มีให้คุณได้เลือกทานกันถึงสองรสชาติ ได้แก่ ชิกเก้นแฟรงก์เฟิร์ตกับรสไก่กะเพรา ราดด้วยซอสมายองเนสผสมกับมัสตาร์ด แล้วโรยด้านบนด้วยมะเขือเทศหั่นเต๋า เราให้สามคำเลย ‘อร่อยอะ’

    เมนูที่ 3 : IPA PATE ตับบด (300 บาท)

    IPA PATE ตับบด

    ใครชอบตับบดต้องลองสักครั้ง ตับไก่บดผสมเบเคอน แปลกใหม่ตรงชั้นบนเป็นเบียร์เจลลี่มีความดึ๋งดั๋ง เสิร์ฟพร้อมกับขนมปังกรอบและซอสรสแอปเปิ้ล

    เมนูที่ 4 : GAI YANG ไก่ย่าง (200 บาท)

    อาหารใส่ปิ่นโตเก๋ๆ

    เมนูง่ายๆ แต่เก๋ ไก่ย่างข้าวเหนียวน้ำจิ้มแจ่ว

    เมนูนี้เป็นเมนูธรรมดาไก่หมักย่างไฟอ่อน แต่เก๋ตรงเสิร์ฟในเถาปิ่นโต พร้อมน้ำจิ้มแจ่วและข้าวเหนียว ดูน่ารักน่ากิน เราเชื่อว่าชาวต่างชาติต้องชอบและประทับใจในเมนูนี้แน่นอน

    เมนูที่ 5 : Beeramisu (290 บาท) 

    เมนูของหวาน

    ทานของคาวกันไปแล้ว เมนูสุดท้ายเป็นของหวาน ทีรามิสุที่เปลี่ยนจากบรั่นดีกับคอนยัคเป็นเบียร์ โรยด้านบนด้วยผงโกโก้ เพื่อให้ตัดด้วยรสขมเบาๆ ความขมความหวานดูเข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ ใครอยากลองต้องไปนะจ๊ะ

    วิวดียิ่งดึกยิ่งดี

    “เขื่อนภูมิพล เขื่อนพระราชา”

    ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

    โดย ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ 26 ก.พ. 2560 05:01

    อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/867147

    ทัศนียภาพบริเวณอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล.เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเทิดพระเกียรติพระอัจฉริยภาพด้านวิศวกรรม ในการพัฒนาแหล่งน้ำ เขื่อน และพลังงาน ที่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น ควบคู่กับการอนุรักษ์ด้านสิ่งแวดล้อม ที่สร้างประโยชน์สุขให้ประชาชนและสร้างความเจริญให้กับประเทศชาติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้จัดทำโครงการ “กฟผ.น้อมสืบสานปณิธานของพ่อ ชวนชาวไทยร่วมสานต่อ 9 พระราชปณิธานเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน”

    9 พระราชปณิธาน ที่ กฟผ.ได้น้อมนำมาเป็นหลักในการจัดทำโครงการต่างๆ ได้แก่ พระราชปณิธานด้านการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ด้านการประดิษฐ์และนวัตกรรม ด้านการดูแลรักษาป่าและน้ำ ด้านความพอเพียงและการเอาชนะความยากจน ด้านการดูแลชาวนา ด้านการศึกษา ด้านการประหยัด ด้านการเสียสละและการให้ทานและพระราชปณิธานด้านการส่งเสริมให้เป็นคนดี

    ภายใต้โครงการหลัก มีโครงการย่อยๆมากมายหลายโครงการ ส่วนหนึ่งได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปีที่แล้ว และมีหลายโครงการที่จะทำในปีนี้และทำต่อเนื่องไปโดยตลอด

    เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผมได้มอบหมายให้ คุณยอดมนู ภมรมนตรี และทีมงานรายการครอบจักรวาล เดินทางไปถ่ายทำรายการที่ เขื่อนภูมิพล เกี่ยวกับกิจกรรมใน โครงการ “ตามรอยเขื่อนพระราชา” ซึ่งเป็นโครงการย่อยโครงการหนึ่งในการสืบสานพระราชปณิธานด้านการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

    เขื่อนภูมิพล เขื่อนพระราชา.คุณธนรัชต์ ภุมมะกสิกร ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ กฟผ. ได้ให้ข้อมูลว่า เขื่อนภูมิพลนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการบริหารจัดการน้ำในประเทศไทย ทำให้ประชาชนได้มีน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร การชลประทาน เพื่อการอุปโภคและบริโภค ได้มีไฟฟ้าเพื่อการพัฒนาประเทศไปสู่อุตสาห-กรรม ทำให้ชาวบ้านได้มีอาชีพด้านการเกษตร การประมง การท่องเที่ยว และในด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อมีเขื่อนแล้วก็มีการดูแลรักษาป่าต้นน้ำอย่างต่อเนื่อง

    “เขื่อนภูมิพล” เป็นเขื่อนอเนกประสงค์แห่งแรกของประเทศไทย สร้างปิดกั้นลำน้ำปิงที่บริเวณเขาแก้ว อำเภอสามเงา จังหวัดตาก เริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ.2496 เดิมชื่อ “เขื่อนยันฮี” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา ภูมิพลอดุลยเดช ทรงให้ความสนพระทัยนับแต่เริ่มดำเนินการก่อสร้าง และได้พระราชทานพระ ปรมาภิไธยให้เป็นชื่อเขื่อนว่า “เขื่อนภูมิพล” เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2500

    แบบจำลองเขื่อนภูมิพล จัดแสดงในอาคารเฉลิมพระเกียรติ.พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ได้เสด็จพระราชดำเนินวางศิลาฤกษ์การก่อสร้าง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2504 และเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดเขื่อน เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ.2507

    เขื่อนภูมิพล มีลักษณะเป็นเขื่อนคอนกรีตรูปโค้ง รัศมีความโค้ง 250 เมตร สูง 154 เมตร ยาว 486 เมตร ความกว้างของสันเขื่อน 6 เมตร อ่างเก็บน้ำสามารถรองรับน้ำได้สูงสุด 13,462 ล้านลูกบาศก์เมตร
    นอกจากเป็นแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อการชล-ประทานและผลิตกระแสไฟฟ้า เขื่อนภูมิพล

    ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดตาก ภายในบริเวณเขื่อนมีทัศนียภาพสวยงาม ทั้งในส่วนที่เป็นอ่างเก็บน้ำ และพื้นที่โดยรอบ มีสวนดอกไม้สวยงาม มีต้นไม้ยืนต้นที่พระบรมวงศานุวงศ์ทรงปลูก ได้แก่ ต้นสัก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงปลูก ต้นราชพฤกษ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ทรงปลูก เมื่อปี พ.ศ.2513 ต้นสัก สมเด็จพระเจ้า อยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงปลูก เมื่อปี พ.ศ.2511

    สวนเฉลิมพระเกียรติ.

    อาคารเฉลิมพระเกียรติ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้จัดแสดง นิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ณ อาคารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนตามแนวพระราชดำริ และอาคารเฉลิมพระเกียรติ

    อาคารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ตามแนวพระราชดำริ (อาคารเรือนไม้) เคยเป็นที่ประทับทรงงานและประทับแรมของ พระ บาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ปัจจุบันได้นำพระบรมฉายาลักษณ์ และของใช้ส่วนพระองค์มาจัดแสดงให้ผู้สนใจได้ชม

    อาคารเฉลิมพระเกียรติสร้างขึ้นในวโรกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2542 มีการจัดแสดงนิทรรศการเรื่องราวการก่อสร้างเขื่อนภูมิพล พระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาแหล่งน้ำการเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และพระบรม วงศานุวงศ์ พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงมีต่อการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

    อาคารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน.และยังมี นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งได้จัดขึ้นในงาน “รวมใจภักดิ์ รักพ่อ สานต่อปณิธาน” รวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โครงการพระราชดำริ นิทรรศการเกี่ยวกับพระราชดำรัส พลังงานทดแทน ฝายชะลอน้ำ การจำลองวิถีชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง โครงการชีววิถี ซึ่งนิทรรศการเหล่านี้จะจัดแสดงต่อเนื่องไปตลอดหนึ่งปี ประชาชนที่เดินทางไปเที่ยวชมเขื่อนภูมิพลสามารถเข้าไปชมนิทรรศการเพื่อเก็บเกี่ยวความรู้และนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี

    ฝายชะลอน้ำ กักเก็บน้ำในช่วงฤดูฝน.ในการไปถ่ายทำรายการครอบจักรวาลครั้งนี้ หลังจากชมนิทรรศการแล้ว ทีมงานรายการครอบจักรวาลยังได้ไปร่วมสร้างฝายชะลอน้ำในป่าชุมชน บ้านท่าปุยตก ตำบลย่านรี อำเภอสามเงา จังหวัดตาก เป็นหนึ่งในโครงการสืบสานพระราชปณิธานด้านการดูแลรักษาป่าและน้ำ ซึ่งทางเขื่อนภูมิพลได้ปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติตั้งแต่ปี พ.ศ.2536 และเริ่มสร้างฝายชะลอน้ำ เมื่อปี พ.ศ.2539

    ฝายชะลอน้ำ มีความสำคัญในการช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้ป่า ทำให้ดินอุ้มน้ำไว้ เมื่อถึงฤดูฝน น้ำป่าไหลหลากลงมาจากภูเขา จะพาตะกอนดินมาด้วย หากไม่มีฝายคอยกั้นไว้ ตะกอนจะถูกน้ำพัดพาลงไปในแม่น้ำ ทำให้แม่น้ำตื้นเขิน แต่ถ้าช่วยกันสร้างฝายชะลอน้ำไว้ ตะกอนที่มากับน้ำจะติดอยู่บริเวณหน้าฝาย นอกจากจะช่วยให้แม่น้ำไม่ตื้นเขิน ยังทำให้ป่ามีความอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านท่าปุยตกให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการปลูกป่า ดูแลป่าและสร้างฝายชะลอน้ำ เป็นต้นแบบที่ดี ทำให้ชุมชนใกล้เคียงร่วมกันดูแลป่าด้วย นับว่าเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่ได้อนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้และสิ่งแวดล้อม

    สื่อมวลชนและชาวบ้านร่วมกันสร้างฝาย.

    คณะสื่อมวลชนรับฟังการบรรยายเรื่องการสร้างฝายชะลอน้ำ.คุณกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “กฟผ.มีความภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสทำงานสนองเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสมอมา ด้วยพระปรีชาสามารถที่หลากหลายนำมาซึ่งความสว่างไสวและความเจริญให้กับประเทศ ตลอดจนสร้างความผาสุกต่อพสกนิกร กฟผ.จึงขอน้อมดำเนินงานตามพระราชปณิธาน เพื่อสานต่อและเผยแพร่พระเกียรติคุณสืบไป”

    ท้ายนี้ ผมขอเชิญชวนพสกนิกรชาวไทยทุกคนร่วมสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และน้อมนำแนวพระราชดำริของพระองค์ท่านมาใช้ในการดำเนินชีวิต เพื่อความผาสุกที่ยั่งยืนของตนเอง ครอบครัว สังคมและประเทศชาติสืบไป.

    ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์

     

    ชีวิตเรียบง่ายที่ จันทบูร เมืองเก่าริมแม่น้ำ

    ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

    โดย แบกกล้องเที่ยว 25 ก.พ. 2560 16:02

    อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/864191

    หลายคนอาจได้ยินชื่อเสียงของจังหวัดจันทบุรี เป็นเมืองชายทะเล และสวนผลไม้ จนมีจัดฤดูกาลรับประทานผลไม้บุฟเฟต์ขึ้นในทุกๆ ปี แต่วันหยุดนี้แบกกล้องเที่ยวจะพาไปชมอีกหนึ่งมุมที่เงียบสงบและแฝงไปด้วยมนต์เสน่ห์ยาวนานมากว่า 300 ปีที่ “ชุมชนริมน้ำจันทบูร” มีทั้งบ้านเรือนเก่าแก่หลายแบบ ทั้งบ้านริมน้ำแบบไทย ตึกสถาปัตยกรรมแบบยุโรปผสมกับจีน โบสถ์คริสต์อายุกว่า 200 ปี สถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์มากมาย เคยเป็นสถานที่ที่สมเด็จพระเจ้าตากสินใช้รวบรวมกำลังพล กอบกู้กรุงศรีอยุธยา

    ผู้คนที่อาศัยอยู่ในชุมชนริมน้ำจันทบูรมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ทั้งไทย จีน และญวน สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยจันทบูรยังเป็นเมืองท่าการค้า ที่ทั้งคนจีนและคนญวนอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ทำให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมต่อมาจนถึงทุกวันนี้

    จอดรถปุ๊บเราก็เดินตรงมาที่สะพานข้ามแม่น้ำกันเลย มองลงไปจะเห็นเป็นชุมชนริมน้ำที่ยังคงความเป็นธรรมชาติ เรียบง่าย เงียบสงบ ร่วมถึงน้ำที่ใส สะอาด ไม่เห็นขยะสักชิ้น ลงจากสะพานเราเดินเข้ามาในชุมชน เห็นบ้านไม้โบราณ ตามช่องลม ระเบียง ซุ้มประตูจะมีลวดลายที่สวยงาม เป็นฝีมือการฉลุลายของช่างฝีมือจันทบุรี

    นอกจากบ้านเรือนที่สวยงามแล้ว อาหารก็มีมากมาย เดินชิมกันตั้งแต่ต้นซอยยันท้ายซอย ที่โดนใจที่สุดคงต้องยกให้ร้าน ก๋วยจั๊บ ร้านเก่าแก่ร้านนี้เลย น้ำซุปเข้มข้นมาก ต่อด้วยของหวานเย็น ไอศกรีมตราจรวด ถือเป็นโรงงานผลิตไอศกรีมด้วยเครื่องจักร เป็นแห่งแรกของจันทบุรี มีทั้งไอศกรีมแท่ง ไอศกรีมตัด ไอศกรีมกะทิสด ราคาแท่งละหนึ่งสลึงเท่านั้น (ในสมัยนั้น) แต่ตอนนี้ 10 บาทแล้วก็ยังถือว่าถูกอยู่ดี

    บริเวณใกล้เคียงชุมชนริมน้ำจันทบูรนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นไฮไลต์ซึ่งใครที่มาถึงจันทบุรีแล้วต้องแวะไปเยี่ยมชม เพียงแค่เดินข้ามสะพานนิรมลบริเวณย่านตลาดล่างไปเท่านั้นก็จะได้พบกับ โบสถ์คาทอลิกจันทบุรี หรือ อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธิ นิรมล เป็นวัดเก่าแก่ของคนญวนที่นับถือคริสต์ศาสนานิกายโรมัน-คาทอลิก สร้างขึ้นเมื่อปี 2254 นับถึงปัจจุบันก็มีอายุกว่า 300 ปี อาสนวิหารหลังนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับโบสถ์น็อตร์ดามที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส  รูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นแบบกอทิก มีหลังคาสูงแหลม ภายในประดับด้วยกระจกสีดูงดงาม รวมทั้งลายปูนปั้นสวยงามสะดุดตา  ด้วยความงามโดดเด่น สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้จึงได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ปี 2542 จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์อีกด้วย

    ก่อนจะกลับเราขอแนะนำ ร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดฟ้าร้อง เย็นตาโฟฟ้าผ่า ลูกแม่แจ่ม เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดตุ๋น เย็นตาโฟ รสชาติเยี่ยม น้ำซุปหอม อร่อยจนต้องเบิ้ลเลยทีเดียว

    การเดินทาง

    ไปชุมชนเก่าริมน้ำจันทบูร เมื่อเดินทางมาถึงจังหวัดจันทบุรี ผ่านศาลหลักเมืองบริเวณหน้าค่ายตากสินแล้ว ขับรถผ่านหน้าสถานีตำรวจภูธร จังหวัดจันทบุรี ถึงเชิงสะพานวัดจันทร์หาที่จอดรถชุมชนย่านท่าหลวงจะอยู่ทางด้านขวามือ หรือจะไปจอดรถที่โรงเรียนสตรีมารดาพิทักษ์ก็ได้

    ที่มา – แบกกล้องเที่ยว

    ไปกราบพระธาตุพันปี เสริมบารมีที่เมืองแพร่

    ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

    โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ก.พ. 2560 05:01

    อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/866120

    พระธาตุช่อแฮ

    ทุกๆปี ในวันขึ้น 9 ค่ำ ถึง 15 ค่ำ เดือน 4 จะมีงานประเพณีที่เรียกว่า…“งานไหว้พระธาตุ ช่อแฮ แห่ตุงหลวง” ถือเป็นงานประจำปีที่ยิ่งใหญ่งานหนึ่งของจังหวัดแพร่ ซึ่งในปีนี้ ตรงกับวันที่ 6-12 มีนาคม 2560

    เพราะความเป็นเมืองเก่ากาลนานนับพันปี “แพร่” จึงเป็นเมืองที่มีพระธาตุประดิษฐานอยู่เป็นจำนวนมาก ที่อาจเรียกได้ว่ามากที่สุดในประเทศไทย คือ มีพระธาตุมากถึง 28 องค์ กระจายอยู่ใน 8 อำเภอ ในจำนวนนี้เป็นพระบรมธาตุ หมายถึง ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุส่วนต่างๆของพระพุทธเจ้าอยู่ถึง 16 องค์

    เอิบลาภ ศรีภิรมย์ ผอ.การท่องเที่ยวแห่ง ประเทศไทย สำนักงานแพร่ บอกว่า แพร่เป็นเมืองเก่าที่มีอายุยาวนานนับพันปี จึงไม่แปลกที่จะมีวัดเก่าแก่คู่บ้านและพระธาตุคู่เมือง มีบ้านเรือนอาคารต่างๆที่มีสถาปัตยกรรมอันวิจิตร ทั้งแบบล้านนา พม่า ไทใหญ่ และบางแห่งยังมีศิลปะตะวันตกมาผสมผสานด้วย

    เริ่มกันที่ พระธาตุช่อแฮ พระธาตุศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองกันก่อนเลย ผอ.เอิบลาภ บอกว่า งานไหว้พระธาตุช่อแฮ แห่ตุงหลวงในปีนี้ นอกจากจะมีขบวนแห่อันยิ่งใหญ่งดงามตระการตา ทั้งขบวนช้างเจ้าหลวงและเครื่องบรรณาการ ขบวนแห่กังสดาล ขบวนแห่หมากเป็ง ขบวนต้นผึ้ง ขบวนแห่ผ้าห่ม องค์พระธาตุ 12 ราศี ซึ่งประกอบด้วยขบวนตุง 12 ราศี ขบวนข้าวตอกดอกไม้ ต้นหมาก ต้นผึ้ง ต้นดอก ขบวนแห่ผ้าห่มองค์พระธาตุ 12 ราศี ขบวนฟ้อนรำ แล้วยังมีการจำลองวิถีชีวิตของชาวบ้านที่เรียกว่า “กาดมั่วคัวแลง” ที่มีการจำหน่ายอาหารพื้นเมือง การสาธิตหัตถกรรมพื้นบ้านต่างๆมาไว้ที่วัดพระธาตุช่อแฮด้วย

    สำหรับ วัดพระธาตุช่อแฮ เป็นวัดเก่าแก่ คู่บ้านคู่เมืองแพร่ เป็นพระธาตุประจำปีเกิดของผู้ที่เกิดปีขาล ใครที่มาเที่ยวแพร่แล้วไม่ได้ไปกราบพระธาตุแห่งนี้ จะถือว่ามาไม่ถึงจังหวัดแพร่ องค์พระธาตุช่อแฮเป็นเจดีย์ ศิลปะเชียงแสน แบบแปดเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง บุด้วยทองดอกบวบ ตั้งอยู่บนฐานเขียงสี่เหลี่ยม 1 ชั้น ฐานหน้ากระดานแปดเหลี่ยม 3 ชั้น ฐานบัวคว่ำชุดท้องไม้แปดเหลี่ยมซ้อนลดชั้นกันขึ้นไป 7 ชั้น และบัวระฆัง 1 ชั้น ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระเกศาธาตุ และพระบรมธาตุข้อศอกเบื้องซ้าย นอกจากกราบองค์พระธาตุแล้ว แนะนำให้เข้าไปกราบ หลวงพ่อช่อแฮ ซึ่งเป็นพระประธานในโบสถ์ เป็นพระพุทธรูปศิลปะแบบล้านนา เชียงแสน สุโขทัย และ พระเจ้าทันใจ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิปูนปั้น ลงรักปิดทอง ที่มีผู้นิยมมากราบไหว้บนบานศาลกล่าวอยู่เสมอ เชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปที่ใครมาขอพรแล้ว จะได้สิ่งนั้นอย่างสมประสงค์

    อีกวัดหนึ่งที่แนะนำให้ไปกราบสักการะ คือ วัดหลวง อยู่ในตัวเมืองแพร่ เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมือง ตามประวัติบอกว่า สร้างพร้อมกับการสร้างเมืองแพร่นานนับพันปี พระธาตุที่วัดหลวงนี้มีชื่อเต็มว่า พระธาตุหลวงไชยช้างค้ำ เป็นเจดีย์ก่ออิฐปูน รูปทรง 8 เหลี่ยม ประดิษฐานพระธาตุที่นำมาจากเมืองหงสาวดี ครั้นเมื่อเมืองแพลตกเป็นประเทศราชของกรุงสุโขทัย สมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไท โปรดฯให้บูรณะพระธาตุหลวงไชยช้างค้ำด้วยการสร้างเจดีย์ใหม่ครอบองค์เดิมแล้วพระราชทานนามวัดว่า “วัดหลวงสมเด็จ” นอกจากเจดีย์พระธาตุแล้ว ภายในวัดยังมีสถานที่สำคัญๆ เช่น วิหารหลวงพลนคร วิหารเก่าแก่สร้างพร้อมกับการสร้างเมืองแพร่ ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ คือ พระเจ้าแสนหลวง สร้างโดยเจ้าเมืององค์หนึ่งเมื่อ พ.ศ.2057 พิพิธภัณฑ์เมืองแพร่ เป็นสถานที่รวบรวมพระพุทธรูปเก่าแก่หลายองค์ที่มีอายุเกือบ 500 ปี และโบราณวัตถุต่างๆของเมืองแพร่ อีกวัดหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากวัดหลวงมากนัก คือ วัดหัวข่วง ซึ่งมีเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ อายุมากกว่าพันปี ลักษณะรูปทรงเจดีย์วัดหัวข่วง โดยส่วนรวมคล้ายกับเจดีย์วัดโลกโมลี ที่ จ.เชียงใหม่ สันนิษฐานว่ามีอายุไม่เก่าไปกว่าครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ 22

    ใกล้ๆกันมีวัดอีกวัดหนึ่ง ชื่อ วัดพงษ์สุนันท์ เป็นที่ประดิษฐาน เจดีย์พระธาตุพงษ์สุนันมงคล ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ มาจากประเทศอินเดียและศรีลังกา สถาปัตยกรรมที่สวยงามของวัดนี้ คือ วิหารแก้วองค์พระธาตุเจดีย์ 108 ยอด เป็นวิหารสีขาวทั้งหลัง มีพระธาตุเจดีย์ทั้งหมด 108 องค์ ซึ่งล้อมรอบด้วยกำแพงลูกแก้วทั้งหมด 108 ลูก ภายในวิหารมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ นามว่า “พระสุรัสวดีประทานพร” และองค์เล็กที่ทำจากไม้ขนุนทั้งองค์

    ออกนอกเมืองไปอีกนิด เชิญชวนให้ไปกราบสักการะพระธาตุอินทร์แขวนจำลอง ที่พุทธอุทยานดอยผาสวรรค์ เฉลิมพระเกียรติ ร.9 เป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนเกิดปีจอ นอกจากจะได้สักการ บูชาพระธาตุอินทร์แขวนจำลองแล้ว ดอยผาสวรรค์ถือได้ว่าเป็นหนึ่งเดียวของประเทศไทยที่เป็นแหล่งต้นบุญ ต้นน้ำ ต้นป่า และต้นไม้ รวมทั้งเป็นดินแดนโอโซนอันดับ 7 ของประเทศไทยด้วย

    อีกวัดที่แนะนำให้ไปกราบ คือ วัดพระธาตุดอยเล็ง เป็นปูชนียสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของแพร่ มีตำนานเกี่ยวกับองค์พระธาตุว่า พระธาตุดอยเล็ง พระธาตุช่อแฮ พระธาตุจอมแจ้ง เป็นพระธาตุที่สร้างคู่กันมา โดยพระพุทธเจ้าได้เสด็จไปโปรดเวไนยสัตว์ที่ดอยลูกหนึ่งอยู่ทางทิศใต้ของดอยธชัคคะบรรพต และเสด็จมาถึงดอยจวนในช่วงใกล้สว่าง เป็นที่มาของชื่อจวนแจ้ง ต่อมาเพี้ยนเป็นจอมแจ้ง และเสด็จมาประทับที่ดอยอีกดอยหนึ่ง เพื่อแลดูภูมิประเทศของเมืองโกศัย แล้วตรัสว่า ที่นี่เป็นเมืองที่น่ารื่นรมย์ เหมาะแก่การสร้างบ้านสร้างเมือง การประทับแลดูนั้นตามภาษาพื้นเมืองเหนือแปลว่า “เล็ง” จึงเรียกดอยนี้ว่า ดอยเล็ง

    อีกที่หนึ่งที่ไม่ควรพลาด คือ พระธาตุศรีดอนคำ และ พระธาตุดอยน้อย ซึ่งอยู่ที่ อ.ลอง เป็นพระธาตุที่มีตำนานการเสด็จมาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สำหรับองค์พระธาตุศรีดอนคำ เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนหน้าอกไว้

    นี่แค่เริ่มต้น สำหรับการเดินสายไหว้พระธาตุที่เมืองแพร่ ก็พบว่า พระธาตุที่นี่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ทุกๆองค์มีตำนานอันศักดิ์สิทธิ์และเรื่องราวแห่งอดีตที่แฝงไปด้วยศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

    ตั้งใจไว้แล้วว่า หากยังพอมีเรี่ยวแรงที่จะเดินทางไหว …จะไปกราบพระธาตุให้ครบ 28 องค์ในเมืองแพร่ให้ได้ในชาตินี้…!!!

    เกษตรกรชาวสวนยาง หนุนรัฐบาลเร่งผลักดันนโยบายใช้ยางภายในประเทศ

    ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

    http://www.komchadluek.net/news/agricultural/282961

    เกษตรกรชาวสวนยาง หนุนรัฐบาลเร่งผลักดันนโยบายช้ยางภายในประเทศ

    เครือข่ายชาวสวนยาง, เกษตรกรชาวสวนยาง, เกษตรกร, ชาว, สวนยาง, หนุน, รัฐบาล, เร่ง, ผลักดัน, นโยบาย, ยาง, ภายในประเทศ

    เกษตรกรชาวสวนยาง หนุนรัฐบาลเร่งผลักดันนโยบายช้ยางภายในประเทศ

                วันที่ 15 มิถุนายน 2560 การยางแห่งประเทศไทยจัดประชุมคณะกรรมการเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง กยท. ระดับประเทศ ครั้งที่ 8/2560 เพื่อหารือแนวทางมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาสถานการณ์ราคายางพาราตกต่ำให้มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น
    นายธีระชัย แสนแก้ว ประธานคณะกรรมการเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง กยท. กล่าวว่า เครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ตระหนักถึงสถานการณ์ราคายางพาราที่มีความผันผวนในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ทำให้เกิดปัญหาราคายางพาราร่วงลงอย่างรวดเร็วแบบผิดปกติ ซึ่งเป็นประเด็นปัญหาที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อเกษตรกรชาวสวนยางเป็นอย่างมาก สาเหตุหนึ่งเกิดจากการให้ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ถูกต้องส่งผลกระทบต่อราคายางพารา จึงอยากให้มีการตรวจสอบผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการให้ข้อมูลข่าวสารที่ไม่มีมูลความจริงให้ได้รับบทลงโทษ
    “ในฐานะตัวแทนเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัดทั้งหมด 16 จังหวัด เพื่อให้คณะรัฐบาลเร่งรัดนโยบายส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศให้สามารถดำเนินการได้ทันทีทันใด และส่งผลในระยะยาว เพราะปัจจุบันมีการใช้ยางพาราในประเทศประมาณ 5 แสนกว่าตันต่อปี และทุกวันนี้ หลายๆ ผลิตภัณฑ์ หรือวัสดุ อุปกรณ์ต่างๆ ที่ได้รับการศึกษาและวิจัยจากสถาบันวิจัยยาง สถาบันการศึกษา ซึ่งมีนักวิจัย และผู้ประกอบการต่างๆ คิดค้น และสร้างขึ้นมา จะเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมใช้ยางพาราภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำมาทำถนน ที่มีการนำยางพาราผสมกับยางมะตอยเพื่อใช้สร้างถนนภายในประเทศ จะสามารถช่วยส่งเสริมการใช้ยางพาราภายในประเทศให้ได้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ทางเครือข่ายสถาบันเกษตรกรขอให้ทุกฝ่ายผลักดันกระบวนการส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศให้มีการใช้ยางมากยิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต” นายธีระชัย กล่าว

    ทส.ลงพื้นที่ศูนย์ปฏิบัติการฟื้นฟูป่าต้นน้ำที่ 1

    ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

    http://www.komchadluek.net/news/agricultural/282905

    ทส.ลงพื้นที่ศูนย์ปฏิบัติการฟื้นฟูป่าต้นน้ำที่ 1

    ทส, ไม้ประดู่ ไม้ชิงชัน, ศปกพป

    ทส.ลงพื้นที่ศูนย์ปฏิบัติการฟื้นฟูป่าต้นน้ำที่ 1

    วันที่ 16 มิถุนายน 2560 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย พลเอก สุรศักดิ์  กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ พร้อมด้วย นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามผลการปฏิบัติงานศูนย์ปฏิบัติการร่วมพิทักษ์ป่า พื้นที่รอยต่อจังหวัดแพร่-น่าน อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน

    โดยศูนย์ปฏิบัติการร่วมพิทักษ์ป่า พื้นที่รอยต่อจังหวัดแพร่-น่าน ดำเนินภารกิจในการพิทักษ์ผืนป่า ดูแล ปกป้องและปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับป่าไม้ ซึ่งผลการดำเนินการจับกุมผู้ลักลอบตัดไม้มีค่า (ไม้ประดู่ ไม้ชิงชัน) ในเดือนธันวาคม ปี พ.ศ. 2559 – ปัจจุบัน จับกุมขยายผลได้ 8 คดี โดยที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557-2560 นั้นสามารถจับกุมได้รวม 58 คดี อีกทั้งยังได้มีการบูรณาการงานร่วมกับหลายภาคส่วน และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้คำสั่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าแห่งชาติ ที่ 1/2560 ศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า (ศปก.พป.)
    ในโอกาสนี้ รมว.ทส. และคณะผู้บริหาร ได้ตรวจเยี่ยมกำลังพล ติดตามผลการดำเนินงานและสถานการณ์ในพื้นที่ พร้อมมอบเงินช่วยเหลือครอบครัวเจ้าหน้าที่ผู้ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต และมอบเครื่องอุปโภค-บริโภคแก่เจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานปกป้องผืนป่า
    นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน รมว.ทส. และคณะ ได้ลงพื้นที่ฐานปฏิบัติการฟื้นฟูป่าต้นน้ำที่ 1 เพื่อตรวจติดตามผลการดำเนินงานแปลงฟื้นฟูสภาพป่า ประชารัฐพิทักษ์ป่าน่าน พร้อมทั้งมอบนโยบายการปฏิบัติงานแก่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ มุ่งเน้นการฟื้นฟูรักษาป่าอย่างยั่งยืนสืบไป

    เชิญชวนอุดหนุนผลไม้หลากชนิด รสชาติดี ที่ตลาดคลองผดุงฯ

    ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

    http://www.komchadluek.net/news/agricultural/282903

    เชิญชวนอุดหนุนผลไม้หลากชนิด รสชาติดี ที่ตลาดคลองผดุงฯ

    คลองผดุง, รสชาติดี, ที่ตลาดคลองผดุงฯ

    เชิญชวนอุดหนุนผลไม้หลากชนิด รสชาติดี ที่ตลาดคลองผดุงฯ

           วันที่ 16 มิถุนายน 2560  เวลา 16.00 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล นางสาวเรณู ตังคจิวางกูร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ในฐานะประธานกรรมการดำเนินโครงการตลาดคลองผดุงกรุงเกษม เปิดเผยว่าในเดือนมิถุนายน 2560 ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรับบาล จัดโดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี จำกัดพร้อมผู้ประกอบการที่สนับสนุนโครงการประชารัฐ โดยนำผลิตภัณฑ์ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี จำกัด และบริษัทภายในเครือข่ายมาจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายในราคาย่อมเยา ภายใต้แนวคิด “Thailand’s Best Local Product สุดยอดสินค้า หลากหลายทั่วไทย หาได้ในที่เดียว” ทั้งนี้ มีการจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม 2560 ณ ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาล ระหว่างเวลา 10.00 – 19.00 น.พร้อมเปิดบริการทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์

    รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เปิดเผยเพิ่มเติมว่า สำหรับเดือนมิถุนายนนี้นั้น จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 24 มิถุนายน 2560โดยเน้นผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ปลอดภัยกับผู้บริโภค เช่น ข้าวไรซ์เบอรี่ ข้าวเกษตรอินทรีย์ ข้าวหอมมะลิ ข้าวสังข์หยด และข้าวพันธุ์ต่าง ๆ ที่ดีต่อสุขภาพ ตลอดจนผลไม้ตามฤดูกาล เช่น เงาะ มะม่วง มังคุด สัปปะรด ส้มโอ มะละกอ แตงโมพันธุ์เมล่อน อะโวคาโด ลางสาด กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า และทุเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทุเรียนพันธุ์หลงลับแลจากจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งรสชาติดีและถูกปากถูกใจประชาชนเป็นอย่างมาก อีกทั้งไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเดินทางไปถึงจังหวัดอุตรดิตถ์ แต่ได้นำมาจำหน่ายที่ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาล เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนชาวกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในราคาย่อมเยา

    รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เปิดเผยอีกว่า นอกจากมีผลไม้และข้าวเกษตรอินทรีย์ที่ดีต่อสุขภาพหลากหลายพันธุ์แล้ว เดือนมิถุนายน 2560 นี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ไฮไลท์ที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น ผลิตภัณฑ์จัดสวนด้วยไม้ไผ่จากจังหวัดชลบุรี เครื่องประดับมุกทั้งสร้อยคอ กำไล และแหวนที่ดีไซน์ทันสมัย ตลอดจนผ้าทอมือจากหลายจังหวัดทั่วทุกภูมิภาคที่ลวดลายสวยงามและมีรสนิยมร่วมสมัย ตลอดจนอาหารจาก 4 ภูมิภาค รสชาติอร่อย เช่น เนื้อโคขุนจากอำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม หมูยอแท้จากจังหวัดอุบลราชธานี กุนเชียงปลาสลิดจากจังหวัดสุพรรณบุรี ลูกชิ้นปลาทูจากจังหวัดสงขลา ปลาสลิดจากอำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ขนมหวานนานาชนิดจากจังหวัดเพชรบุรี เป็นต้น ขนมเปี๊ยะจากจังหวัดสุพรรณบุรี ขนมเบื้องชาโคล ไอศรีมผสมเนื้อมะพร้าวอ่อน ข้าวเหนียวมูนและมะม่วงน้ำดอกไม้สุก ขนมปลากริมไข่เต่า ขนมชั้น ขนมสอดใส้ ทุเรียนพันธุ์หลงหลิน จากจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ดีต่อสุขภาพและทุเรียนทอดกรอบจากจังหวัดระยอง รวมทั้งกระเป๋าผ้าไทยจากแนวคิดและนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ออกแบบสวยล้ำทันสมัย เช่น กระเป๋าศิรดา จากจังหวัดลำปาง เป็นต้น

    รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เปิดเผยในตอนท้ายอีกว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มุ่งหวังให้รูปแบบตลาดคลองผดุงกรุงเกษมได้ขยายผลสู่ทุกภูมิภาคของประเทศ ซึ่งจะทำให้ตลาดคลองผดุงฯ เป็นแหล่ง ชม ชิม ช้อป ของพี่น้องประชาชนครอบคลุมทุกจังหวัด ซึ่งจะตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนไทย โดยส่วนใหญ่ที่นิยมชมชอบเดินตลาดอยู่แล้ว ซึ่งจะส่งผลต่อยอดให้มีการกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง อีกทั้งเป็นการเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อยและกลุ่มเกษตรกรมีรายได้เสริมมากขึ้น จากการนำผลผลิตทางการเกษตรมาจำหน่ายในตลาดคลองผดุงฯ

    – See more at: http://www.thaigov.go.th/news/contents/details/4601#sthash.3zUuEWHc.dpuf


    สหกรณ์ลำพูนผนึกเครือข่ายกระจายลำไยผ่านโมเดิร์นเทรด

    ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

    http://www.komchadluek.net/news/agricultural/282840

    สหกรณ์ลำพูนผนึกเครือข่ายกระจายลำไยผ่านโมเดิร์นเทรด

    สหกรณ์ลำพูนผนึกเครือข่ายกระจายลำไยผ่านโมเดิร์นเทรด

                  จากนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้กำหนดให้ปี 2560 เป็นปีแห่งการยกระดับสินค้าเกษตรสู่ความมั่นคง โดยมุ่งเน้นการทำงานแบบบูรณาการ ผสานพลังร่วมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้จัดพิธีลงนามความร่วมมือระหว่างเครือข่ายสหกรณ์ผู้ผลิตลำไยและพันธมิตรคู่ค้าภาคเอกชน และเครือข่ายสหกรณ์ เพื่อแสดงถึงความพร้อมในปี 2560 ในการกระจายลำไยคุณภาพของสหกรณ์ผู้ผลิตสู่ผู้บริโภค ผ่านทางพันธมิตรภาคเอกชน ประกอบด้วย ห้างโมเดิร์นเทรด ได้แก่ บริษัท เอก – ชัย ดิสทริบิวชั่น ซีสเทม จำกัด (เทสโก้ โลตัส) บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด บริษัท เนเชอรัล เบฟ จำกัด เครือข่ายสหกรณ์ในภาคต่าง ๆ และศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ ทั่วประเทศ

                 นายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า เนื่องจากในปีนี้สภาพอากาศมีฝนตกชุก ส่งผลให้ลำไยแทงช่อดอกมีมากกว่าปกติ และผลผลิตลำไยจะออกสู่ตลาดพร้อมกัน ซึ่งจะมากที่สุดในช่วงกลางกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม คาดว่าผลผลิตลำไยปีนี้ของ 8 จังหวัดภาคเหนือ จะมีปริมาณรวมทั้งสิ้น 609,770 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ร้อยละ 44.60 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรในเรื่องของราคาผลผลิตลำไยตกต่ำ กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงมีนโยบายให้ส่งเสริมและสนับสนุนให้สมาชิกสหกรณ์ให้ความสำคัญในเรื่องการผลิตผลไม้ที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน มีความปลอดภัย เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ

                 โดยเน้นรวบรวมและจำหน่ายผลไม้คุณภาพให้กับห้างโมเดิร์นเทรด ผู้ส่งออก ผู้แปรรูป เครือข่ายสหกรณ์ในจังหวัดต่าง ๆ และศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC) โดยมีสหกรณ์ในพื้นที่ภาคเหนือทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการกระจายผลผลิตของสมาชิกออกจากแหล่งผลิต โดยวางแผนการผลิตและการกระจายลำไยให้เกิดความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน ซึ่งสหกรณ์จะเน้นการทำตลาดล่วงหน้าและทำการตลาดโดยใช้ความต้องการของผู้ซื้อเป็นตัวนำหรือที่เรียกว่า Demand Driven โดยการมีตลาดที่แน่นอนนี้จะทำให้สหกรณ์และเกษตรกร มีการวางแผนการผลิตร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเป็นการลดความเสี่ยงของเกษตรกรในเรื่องราคาผลผลิตอีกด้วย”

                 “เพื่อเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกัน กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงได้ร่วมมือกับพันธมิตรภาคเอกชน จัดพิธี ลงนามความร่วมมือ โดยได้ตกลงซื้อขายและร่วมกระจายลำไยภาคเหนือออกนอกแหล่งผลิต โดยบริษัท เอก – ชัย ดิสทริบิวชั่น ซีสเทม จำกัด (เทสโก้ โลตัส) ได้ลงนามในบันทึกความร่วมมือ ซื้อขายลำไยจากสหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด จำนวน 450 – 500 ตัน ส่วนบริษัทสยามแม็คโคร จำกัด ลงนามซื้อขายลำไยกับสหกรณ์การเกษตรเสริมป่าซาง จำกัด จำนวน 350 ตัน เพื่อกระจายลำไยผ่านทุกสาขาของห้างเทสโก้ โลตัส และแม็คโคร”

                     นายประยูรกล่าวต่อว่านอกจากนี้บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ยังได้ให้ความร่วมมือในการกระจายลำไยของสหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด ผ่านทาง 4 ช่องทาง ได้แก่ Call Center 1545 เวปไซค์ http://www.thailandpostmart.com แอปพลิเคชั่น thailandpostmart.com และที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ โดยสามารถสั่งซื้อได้ตั้งแต่วันที่ 17 ก.ค. – 16 ส.ค. 2560 อีกทั้งบริษัทเนเชอรัล เบฟ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแปรรูปผลผลิตลำไย ได้ตกลงซื้อลำไยร่วงเพื่อนำไปผลิตเป็นน้ำลำไยเข้มข้นส่งออกไปยังประเทศจีน

                  โดยได้ตกลงซื้อลำไยจากสหกรณ์การเกษตร ประตูป่า จำกัด จำนวน 450 ตัน และในงานนี้สหกรณ์ผู้ผลิตลำไยในภาคเหนือ ยังได้เชื่อมโยงธุรกิจซื้อขายลำไยกับสหกรณ์เครือข่ายผู้ซื้อจากภาคกลาง ภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงสหกรณ์ที่มีศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC) ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรบุรีรัมย์ จำกัด สหกรณ์การเกษตรเมืองสุราษฎร์ธานี จำกัด ร่วมมือในการระบายผลผลิตออกนอกพื้นที่โดยใช้ขบวนการสหกรณ์เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน ซึ่งจะทำให้เกิดประสิทธิภาพและสามารถส่งผลผลิตที่มีคุณภาพถึงมือผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง