เกษตรฯลุยปราบหนอนหัวดำ นำร่องสวนมะพร้าวอินทรีย์ “เกาะพะงัน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/282647

เกษตรฯลุยปราบหนอนหัวดำ นำร่องสวนมะพร้าวอินทรีย์ “เกาะพะงัน”

เกษตรฯลุยปราบหนอนหัวดำแบบผสมผสาน นำร่องสวนมะพร้าวอินทรีย์ “เกาะพะงัน”

              ​นายสุวิทย์   ชัยเกียรติยศ  อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า   ขณะนี้สถานการณ์แพร่ระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวได้ขยายวงกว้างขึ้นครอบคลุมพื้นที่ 29 จังหวัด รวม 167,234 ไร่ โดยพบการระบาดมากใน 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พื้นที่ 139,575 ไร่ ชลบุรี 6,794 ไร่ สุราษฎร์ธานี 5,201ไร่ สมุทรสาคร 2,899 ไร่ และฉะเชิงเทรา 2,351 ไร่    ในจำนวนนี้มีพื้นที่ปลูกมะพร้าวอินทรีย์ได้รับความเสียหายจากการทำลายของหนอนหัวดำ จำนวน 472.5 ไร่ ซึ่งอยู่ใน 2 จังหวัด คือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี พื้นที่ 331.5 ไร่ เกษตรกร 43 ราย และประจวบคีรีขันธ์ 141 ไร่ เกษตรกร 12 ราย จำเป็นต้องเร่งควบคุมและจำกัดพื้นที่ระบาดก่อนที่สวนมะพร้าวอินทรีย์ของประเทศที่มี จำนวน 2,270.5 ไร่ จะเสียหายเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม เพื่อปกป้องพื้นที่และคงสภาพสวนมะพร้าวอินทรีย์   และต้องการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหา และส่งเสริมนโยบายเกษตรอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์   กรมวิชาการเกษตรได้เร่งดำเนินการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำในสวนมะพร้าวอินทรีย์ 2 พื้นที่ ได้แก่ แปลงมะพร้าวอินทรีย์ที่อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี 331.5 ไร่ และอำเภอทับสะแก และบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์141ไร่ โดยเน้นให้เกษตรกรมีส่วนร่วมพร้อมใช้เทคโนโลยีการควบคุมกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวแบบผสมผสาน และจัดการควบคุมการระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวอย่างยั่งยืน

สำหรับ เกาะพะงันเป็นแหล่งผลิตมะพร้าวอินทรีย์ที่มีศักยภาพสูง   แต่ละปีได้ผลผลิตประมาณ..700,000 ลูก/ปี นอกจากนี้เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวเกาะพะงันยังให้ความสนใจการทำเกษตรอินทรีย์  โดยอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนลดการใช้สารเคมี โดยได้กำหนดเป้าหมายขยายพื้นที่มะพร้าวอินทรีย์ในเกาะพะงันให้ได้ 1,500 ไร่ ภายในปี 2564 อีกทั้งในปีงบประมาณ 2560 ยังได้เข้าร่วมโครงการเกษตรแปลงใหญ่ตามนโยบายรัฐบาลเพื่อร่วมกันบริหารจัดการผลผลิตมะพร้าวเกาะพะงันแบบครบวงจรอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม จากปัญหาการระบาดของหนอนหัวดำได้ส่งผลกระทบต่อการผลิตมะพร้าวอินทรีย์ของเกษตรกร ทำให้ต้นมะพร้าวถูกทำลายและได้ผลผลิตลดลงค่อนข้างมาก กรมวิชาการเกษตรจึงเร่งสร้างการรับรู้การป้องกันกำจัดหนอนหัวด้วยชีววิธีในสวนมะพร้าวอินทรีย์บนเกาะพะงัน
โดยส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ที่ประสบปัญหาดังกล่าว จัดทำแปลงต้นแบบการควบคุมกำจัดหนอนหัวดำแบบผสมผสาน ซึ่งมีสถานีเรียนรู้เรื่องหนอนหัวดำ สถานีเรียนรู้การตัดทางใบมะพร้าวที่มีหนอนหัวดำระบาด สถานีการผลิตแตนเบียน สถานีเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ สถานีเรียนรู้การย่อยทางใบมะพร้าว และสถานีเรียนรู้สารชีวภัณฑ์ เป็นต้น เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเกษตรกรที่สนใจให้สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในแปลงมะพร้าวอินทรีย์ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากนั้นกรมวิชาการเกษตรจะเร่งขยายผลสร้างการรับรู้การป้องกันกำจัดหนอนหัวด้วยชีววิธีในสวนมะพร้าวอินทรีย์ ไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่ประสบปัญหาด้วย
อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวถึงแนวทางการควบคุมกำจัดหนอนหัวดำแบบผสมผสานว่า เบื้องต้นได้ส่งเสริมให้เกษตรกรเจ้าของแปลงมะพร้าวอินทรีย์ตัดทางใบด้านล่าง ที่พบการทำลายในมะพร้าวที่มีทางใบมากกว่า 13 ทางใบ และเผาทำลายเพื่อตัดวงจรการระบาดของหนอนหัวดำระยะไข่ ระยะตัวหนอน และระยะดักแด้ ขณะเดียวกันยังมีการปล่อยแตนเบียนโกนีโอซัส นีแฟนติดิส (Goniozus nephantidis) จำนวน 200 ตัว/ไร่/ครั้ง ให้กระจายทั่วแปลงทุกเดือน รวม 7 ครั้ง ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-ธันวาคม 2560 และปล่อยแตนเบียนบราคอน ฮีบีเตอร์ (Bracon hebetor) 200 ตัว/ไร่/ครั้ง ทุกๆ 15 วัน รวม 14 ครั้ง ซึ่งแต่ละวิธีที่นำมาใช้อยู่ภายใต้ข้อกำหนดมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ หรือ มกษ.9000-2552 และไม่กระทบต่อสภาพสวนอินทรีย์ เนื่องจากไม่มีการใช้สารเคมี

“กรมวิชาการเกษตร  ได้มอบหมายให้สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืชเร่งผลิตพ่อแม่พันธุ์แตนเบียนโกนีโอซัสพันธุ์คัด จำนวน 22,000 ตัว/เดือน ส่งมอบให้ศูนย์ผลิตพันธุ์ขยาย 7 ศูนย์ ดำเนินการผลิตแตนเบียนพันธุ์ขยายเพิ่มปริมาณมากขึ้น มีเป้าหมายเดือนละ ประมาณ 90,000-110,000 ตัว และทยอยส่งมอบให้กับสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 (สวพ.7) จังหวัดสุราษฎร์ธานี นำไปให้เกษตรกรปล่อยในพื้นที่สวนมะพร้าวอินทรีย์ที่มีหนอนหัวดำระบาดอย่างต่อเนื่องทุกเดือน รวมแตนเบียนที่ผลิตและปล่อยทั้งหมด 630,000-770,000 ตัว คาดว่า การควบคุมกำจัดหนอนหัวดำในแปลงมะพร้าวอินทรีย์โดยใช้แนวทางชีววิธี จะช่วยฟื้นฟูและกู้คืนสวนมะพร้าวอินทรีย์ที่ถูกหนอนหัวดำเข้าทำลายได้ และคาดว่า จะสามารถรักษาและยังคงสภาพสวนมะพร้าวอินทรีย์เอาไว้ได้ ช่วยต่อลมหายใจให้กับเกษตรกร ทำให้มีผลผลิตมะพร้าวอินทรีย์ออกสู่ตลาดต่อเนื่อง ทั้งยังช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตและทำให้รายได้สูงขึ้นด้วย” นายสุวิทย์  กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 60ที่ผ่านมาได้อนุมัติปรับแผนการดำเนินโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว(หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคุลมพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืนตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เสนอ   โดยอนุมัติให้กระทรวงเกษตรฯดำเนินการใน 3วิธี  คือ 1. ให้ กษ. ปรับแผนการดำเนินโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธี
ผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน  จากเดิมดำเนินการในพื้นที่ 78,954 ไร่จำนวน 1,973,850 ต้น เป็นดำเนินการในพื้นที่ 109,409 ไร่  จำนวน 3,877,134 ต้น 2. ให้ กษ. ถัวจ่ายงบประมาณข้ามรายการ ภายใต้วงเงินงบประมาณที่ได้รับเดิมคือ 287ล้าน  เพื่อดำเนินโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว(หนอนหัวดำ)ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืนและ3.ขยายระยะเวลาดำเนินงานโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว(หนอนหัวดำ)  ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืนจากเดือนเมษายน 2560 – เดือนธันวาคม 2560 เป็นเดือนเมษายน 2560 – มิถุนายน 2561
อย่างไรก็ตาม  เนื่องด้วยอากาศที่ร้อนและมีฝนตกทำให้หนอนหัวดำมีการแพร่ระบาดมากขึ้นจาก 7 หมื่นกว่าไร่เพิ่มเป็น 2 แสนกว่าไร่    ดังนั้น   จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการกำจัดบางส่วนเพื่อให้สอดรับการกระจายหนอนหัวดำที่มีมาก  ส่วนที่มีความกังวลในเรื่องการใช้สารเคมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯยืนยันว่ากรมวิชาการเกษตรพิจารณาแล้ว พบว่าสารเคมีที่ใช้ไม่มีผลกระทบต่อผลผลิตรวมถึงไม่มีสารตกค้าง

ดังนั้น เกษตรกรและประชาชนที่บริโภคมะพร้าวจึงไม่ต้องกังวล   นอกจากนี้ มีการผลิตแตนเบียนแล้ว 7 แสนกว่าตัว ส่วนการฉีดพ่นสารเคมีอยู่ในระหว่างเตรียมประมูลราคา    เพื่อให้บริษัทเข้ามาดำเนินการ และนายกรัฐมนตรีเน้นว่าต้องมีความโปร่งใสและต้องไม่ให้มีข้อครหาเกิดขึ้น
สำหรับมะพร้าวเป็นพืชสำคัญทางเศรษฐกิจของประทศ. มีพื้นที่ปลูกทั่วประเทศประมาณ 1,240,874ไร่.และในจำนวนดังกล่าวกำลังประสบปัญหาหนอนหัวดำระบาดใน 29 จังหวัดคิดเป็นพื้นที78,954ไร่หรือคิดเป็นร้อยละ6 ของพื้นที่ทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 10,000 ล้านบาท

อ.ส.ค. ยกเครื่อง “นมเย็น” รับตลาดโต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/282525

อ.ส.ค. ยกเครื่อง “นมเย็น” รับตลาดโต

อสค, อสค, ยกเครื่อง, นมเย็น, รับตลาดโต, Trend, Refrigerated Milk

อ.ส.ค. ยกเครื่อง “นมเย็น” รับตลาดโต

                  ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันเทรนด์ (Trend) การบริโภคผลิตภัณฑ์นมภายในประเทศมีความหลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์นมเย็น (Refrigerated Milk) อาทิ นมพาสเจอร์ไรซ์ 
โยเกิร์ต นมเปรี้ยวพร้อมดื่มหรือดริงค์กิ้งโยเกิร์ต และไอศกรีม เป็นต้น ซึ่งผู้บริโภคและตลาดมีความต้องการสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นไปในทิศทางเดียวกับเทรนด์การบริโภคของต่างประเทศ ซึ่งนิยมบริโภคผลิตภัณฑ์นมเย็นกันมาก อย่างไรก็ตาม เพื่อให้สอดรับกับแผนวิสาหกิจ อ.ส.ค. 
ปี 2560-2564 อ.ส.ค.จึงได้เร่งพัฒนาศักยภาพโรงงานแปรรูปนมเย็นของสำนักงาน อ.ส.ค. ภาคเหนือตอนบน จังหวัดเชียงใหม่ และโรงงานนมภาคกลาง อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เพื่อขยายกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์นมเย็นเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า โดยโรงงานนมภาคกลาง อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เพิ่มกำลังการผลิตจากเดิม 10 ตัน/วัน เป็น 30 ตัน/วัน และโรงงานสำนักงาน อ.ส.ค. ภาคเหนือตอนบน จังหวัดเชียงใหม่ จากเดิม 7 ตัน/วัน เพิ่มเป็น 10 ตัน/วัน เพื่อเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์สินค้า สร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภค พร้อมรองรับความต้องการของตลาดที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ ปีที่ผ่านมา อ.ส.ค.มียอดขายผลิตภัณฑ์นมเย็นรวม 67.05 ล้านบาท และปี 2560 ได้ตั้งเป้าขยายช่องทางจำหน่ายและเพิ่มยอดขายรวมไม่น้อยกว่า 110 ล้านบาท คาดว่า ยอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมเย็นจะเติบโตขึ้นปีละ 10% ภายในปี 2564

“ผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค 90% เป็นนมยู.เอช.ที. อีก 10% เป็นผลิตภัณฑ์นมเย็น  ซึ่งที่ผ่านมา อ.ส.ค. ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์นมเย็นค่อนข้างน้อยเนื่องจากตลาดยังไม่โตนัก  แต่ช่วงระยะ 1-2 ปีหลังนี้ ผู้บริโภคมีความต้องการเพิ่มสูงขึ้น อ.ส.ค. จึงเร่งปรับปรุงและพัฒนาโรงงานแปรรูปนมเย็นที่จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งเครื่องจักร/อุปกรณ์ที่ทันสมัย และกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน โดยใช้งบ 4-5 ล้านบาท เพื่อผลักดันให้โรงงานนมเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางการผลิตผลิตภัณฑ์นมเย็นของภาคเหนือโดยมีกำลังผลิต ประมาณ 10 ตัน/วัน มีผลิตภัณฑ์นมเย็น 4-5 ชนิด ป้อนสู่ตลาดในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงโดยมีตัวแทนจำหน่ายหรือเอเย่นที่เข้มแข็งหลายราย ซึ่งตลาดให้การตอบรับดีมาก” ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าว

ผอ. อ.ส.ค.กล่าวอีกว่า เดิมที่ สำนักงาน อ.ส.ค. ภาคกลาง อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ก็มีโรงงานแปรรูปนมเย็นอยู่แล้ว แต่เครื่องจักรที่ใช้ผลิตเก่ามาก เครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ก็ล้าสมัย ทำให้มีกำลังการผลิตน้อย ขณะนี้ อ.ส.ค. อยู่ระหว่างเร่งปรับปรุงและพัฒนาโรงงานแปรรูปนมเย็นที่มวกเหล็กใหม่ เบื้องต้นคาดว่า การปรับปรุงโรงงานดังกล่าวจะแล้วเสร็จและสามารถเดินเครื่องผลิตได้เต็มรูปแบบภายใน 2-3 เดือนข้างหน้านี้ นอกจากนั้น อ.ส.ค. ยังได้ปรับเปลี่ยนระบบการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมเย็นจากเดิมที่มีตัวแทนจำหน่าย หรือเอเย่นเพียงรายเดียว โดยเพิ่มจำนวนตัวแทนจำหน่ายที่มีความพร้อมและมีศักยภาพในพื้นที่ภาคกลางมากขึ้นหลายราย ทำให้ยอดขายผลิตภัณฑ์นมเย็นของ อ.ส.ค. เติบโตขึ้นถึง 100-200% ดังนั้น อ.ส.ค. จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาขีดความสามารถการผลิต เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดและเทรนด์การบริโภคผลิตภัณฑ์นมที่มีความหลากหลาย

ก.เกษตรฯมอบทุนพัฒนาบุคลากรระดับปริญญาเอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/282503

ก.เกษตรฯมอบทุนพัฒนาบุคลากรระดับปริญญาเอก

กรมวิชาการเกษตร, สกว, ศพก

ก.เกษตรฯมอบทุนพัฒนาบุคลากรระดับปริญญาเอก

           นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการร่วมให้ทุนพัฒนาบุคลากรระดับปริญญาเอก ระหว่างกรมวิชาการเกษตร และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ในการดำเนินการ “โครงการร่วมให้ทุนพัฒนาบุคลากรระดับปริญญาเอก” เพื่อสนับสนุนความร่วมมือในงานวิจัย และพัฒนานักวิจัยระดับปริญญาเอก เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบวิจัยด้านการเกษตรของประเทศ ซึ่งกรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานของภาครัฐแห่งแรกที่จะได้รับการสนับสนุนจาก สกว. ภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างกรมวิชาการเกษตร และ สกว. ในโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก ปี 2560 – 2579 ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์โครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษกเพื่อหน่วยงานภาครัฐ ซึ่ง สกว. ให้การสนับสนุนทุนพัฒนาบุคลากรให้แก่กรมวิชาการเกษตรเป็นระยะเวลา 5 ปี จำนวนปีละ 10 ทุน รวม 50 ทุน ทุนละประมาณ 2 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าโดยรวมกว่า 100 ล้านบาท

“นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีเป้าหมายที่จะให้มีการส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรของประเทศ ให้สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นและหนี้สินลดลง โดยได้วางแนวทางการขับเคลื่อนนโยบาย อาทิ การพัฒนาศูนย์เพิ่มประสิทธิภาพการเกษตร (ศพก.) 882 ศูนย์ Agri-Map การทำเกษตรแปลงใหญ่ การผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพมาตรฐาน การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันสินค้าเกษตร การใช้ทรัพยากรอย่างสมดุลและยั่งยืนไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การพัฒนาบุคลากรก็จำเป็นที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันพัฒนาเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer และพัฒนาสถาบันเกษตรกรให้เป็น Smart Group โดยเฉพาะการพัฒนา Smart Officer เป็นปัจจัยสำคัญและมีความจำเป็น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร จึงได้เร่งพัฒนาบุคลากรเพื่อทดแทนและรองรับการพัฒนาการเกษตรไปสู่ Thailand 4.0 ซึ่งภายใต้ความร่วมมือโครงการนี้จะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนการพัฒนาการเกษตรของประเทศเป็นไปอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” นางสาวชุติมา กล่าว

ดร.สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมวิชาการเกษตร เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจสำคัญในการวิจัยและพัฒนาด้านการผลิตพืช และเครื่องจักรกลการเกษตร กำลังอยู่ในภาวะขาดแคลนบุคลากรที่มีความชำนาญในสาขาที่สำคัญ รวมทั้งเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการพัฒนาด้านการเกษตรและด้านเศรษฐกิจตามนโยบาย Thailand 4.0 จำนวน 20 สาขา เช่น การปรับปรุงพันธุ์พืช  อนุกรมวิธานพืช เทคโนโลยีชีวภาพ การเกษตรแม่นยำ การผลิตพืชในโรงเรือน เกษตรกลวิธานขั้นสูง  วิทยาการหุ่นยนต์ เทคโนโลยีเซนเซอร์ นาโนเทคโนโลยี  และแบบจำลองการประเมินผลผลิตและพยากรณ์การผลิตขั้นสูง เป็นต้น ซึ่งความร่วมมือดังกล่าว จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการสร้างนักวิจัยทดแทนในสาขาที่กรมวิชาการเกษตรขาดแคลน และรองรับการพัฒนาการเกษตรไปสู่ Thailand 4.0 ที่สอดรับกับนโยบายของรัฐบาล และนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ด้าน ศาสตรจารย์  น.พ.สุทธิพันธ์  จิตพิมลมาศ  ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย  (สกว.) กล่าวว่า ครม. มีมติอนุมัติโครงการเมื่อปี 2539 มีเป้าหมายพัฒนานักวิจัย เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบวิจัย ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยการจัดสรรทุนพัฒนาบุคลากรเพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก ซึ่งการดำเนินการที่ผ่านมาได้ได้ให้ทุนไปแล้ว 4,503 ทุน  ผลิตดุษฎีบัณฑิตแล้วกว่า 2,900 คน ขณะนี้ ครม. มีมติให้ดำเนินโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก ระยะที่ 2 ปี 2560 – 2579 ภายใต้ 3 ยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 พัฒนาบุคลากรระดับปริญญาเอกในสาขาวิชาใหม่ ๆ เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก มีเป้าหมายผลิตบุคลากรทั่วไปผ่านมหาวิทยาลัย จำนวน 7,500 คน ยุทธศาสตร์ที่ 2 โครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษกอาเซียน + 6 เพื่อผลิตนักวิจัยให้กับประเทศในภูมิภาคอาเซียน เป้าหมายคือนักศึกษาอาเซียนทีมาศึกษาในมหาวิทยาลัยของประเทศไทย จำนวน 1,390 คน และยุทธศาสตร์ที่ 3 โครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษกเพื่อหน่วยงานรัฐ เพื่อผลิตบุคลากรระดับปริญญาเอกให้กับหน่วยงานภาครัฐที่ไม่ใช่มหาวิทยาลัย จำนวน 3,500 คน

เกษตรฯเตรียมแผนลดความเสี่ยงจากอุทกภัยด้านการเกษตร ปี60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/282502

เกษตรฯเตรียมแผนลดความเสี่ยงจากอุทกภัยด้านการเกษตร ปี60

เกษตร, ปี60, องค์การมหาชน, 13 มิย 60, ข้อมูล ณ วันที่ 2 มิย 60, 18 จังหวัด, 19 จังหวัด

เกษตรฯ เดินหน้าแผนเตรียมความพร้อมเพื่อลดความเสี่ยงจากอุทกภัยด้านการเกษตร ปี 2560

            พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่ได้มอบหมายให้กรมชลประทานบริหารจัดการน้ำในระยะยาวไปถึง 2 ปีข้างหน้า โดยให้คำนึงถึงปริมาณน้ำสำหรับกักเก็บไว้ใช้สำหรับการเกษตรในฤดูแล้งรอบหน้า อีกทั้งได้คาดการณ์ปริมาณน้ำฝนที่จะทำให้การบริหารน้ำในพื้นที่เขตชลประทานมีความมั่นคงและแก้ปัญหาได้ชัดเจนมากขึ้น นอกจากนี้ ยังได้ให้ความสำคัญพื้นที่นอกเขตชลประทาน โดยได้นำข้อมูลจากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) และข้อมูลจากศูนย์เมขลา นำมาวิเคราะห์ร่วมกับกรมชลประทาน             ที่จะสามารถทำให้ทราบสถานการณ์น้ำท่วมบริเวณไหนและจะบริหารจัดการน้ำได้อย่างไร อีกทั้งยังพยากรณ์ได้ว่าในสิ้นฤดูฝนจะปล่อยน้ำในพื้นที่ชลประทานได้มากน้อยเพียงใด และจะปล่อยน้ำให้พื้นที่การเกษตรได้มากน้อยขนาดไหน ทั้งนี้       กรมชลประทานเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการทั้งหมด

นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบัน (13 มิ.ย. 60) สถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณน้ำในอ่างฯ 41,830 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 56 ของความจุอ่างฯ รวมกันทั้งหมด มากกว่าปี 2559 รวม 9,320 ล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 18,011 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 35 (ปี 2559 มีน้ำใช้การได้ 8,812 ล้าน ลบ.ม.) สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 33,300 ล้าน ลบ.ม. โดยจากสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น ตั้งแต่ 16 พ.ค. 2560 – ปัจจุบัน พบว่า จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม 27 จังหวัด ขณะนี้เข้าสู่สถานการณ์ปกติแล้ว 24 จังหวัด เหลือเพียง 3 จังหวัดที่ยังมีน้ำท่วมอยู่ ได้แก่ 1. จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางบาล 2. จังหวัดสุพรรณบุรี มีน้ำท่วมในบริเวณทุ่งสองพี่น้อง 3. จังหวัดชลบุรี มีน้ำขังในพื้นที่ลุ่มต่ำในเขต        อ.พนัสนิคม ระดับน้ำสูง 10 – 15 ซม. ซึ่ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ได้ให้ความช่วยเหลือโดยสนับสนุนเครื่องสูบน้ำ 112 เครื่อง และเครื่องผลักดันน้ำ 26 เครื่อง รวมถึง สนับสนุนพืชอาหารสัตว์ 50,260 กิโลกรัม ดูแลสุขภาพสัตว์ 13,580 ตัว และสนับสนุนเวชภัณฑ์ ยาปฏิชีวนะ 601 ชุด ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร เชียงใหม่ สุโขทัย และเลย ทำให้สามารถลดพื้นที่ได้รับผลกระทบลดลง (ข้อมูล ณ วันที่ 2 มิ.ย. 60) จาก 1.01 ล้านไร่      (18 จังหวัด) ปัจจุบันลดลงเหลือ 0.91 ล้านไร่ (19 จังหวัด)

ขณะเดียวกันได้เดินหน้าแผนเตรียมความพร้อมเพื่อลดความเสี่ยงจากอุทกภัยด้านการเกษตร ปี 2559/60 วางเป้าหมายในการป้องกัน ลดความเสี่ยง และความเสียหายของภาคเกษตรรวมทั้งฟื้นฟูให้เกษตรกรกลับสู่ภาวะปกติหรือพัฒนาให้ดีกว่าเดิม แบ่งออกเป็น 4 แผนงาน 41 กิจกรรม คือ 1. การป้องกันและลดผลกระทบเตรียมความพร้อม ประกอบด้วย 1.1 ด้านการบริหารจัดการน้ำ ประกอบด้วยติดตามสภาพอากาศ/ปริมาณน้ำแผนบริหารจัดการน้ำรายจังหวัดกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำและบำรุงรักษาพื้นที่รับน้ำปฏิบัติการฝนหลวง 1.2 ด้านการผลิตสินค้าเกษตร ประกอบด้วยการปรับรอบการผลิตในพื้นที่ลุ่มต่ำการจัดทำคันป้องกัน/Flood Wayการปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรการแนะนำการลดความเสี่ยงตรวจสอบฟาร์มสัตว์ดุร้ายแผนอพยพปศุสัตว์/บริหารพื้นที่อพยพจัดทำบัญชีทรัพยากร เครื่องมือ อุปกรณ์ เสบียงสัตว์ เวชภัณฑ์ 1.3 ด้านสร้างความเข้าใจความเสี่ยง ประกอบด้วยการซักซ้อมแนวปฏิบัติกับเจ้าหน้าที่การซักซ้อมระบบแจ้งเตือนสร้างความเข้าใจความเสี่ยง 2.การเผชิญเหตุ ประกอบด้วย 2.1 ด้านการบริหารจัดการน้ำ โดยปรับแผนการบริหารน้ำติดตั้งเครื่องจักรเร่งระบายน้ำเสริมคันกันน้ำ ทำนบชั่วคราวแจ้งเตือนพื้นที่ท้ายน้ำ 2.2 ด้านการผลิตสินค้าเกษตร ประกอบด้วยเสริมคันป้องกัน/สร้าง Flood Wayเก็บผลผลิตเกษตร สัตว์น้ำ จำหน่ายอพยพปศุสัตว์/บริหารพื้นที่ส่งกำลังบำรุงเข้าพื้นที่ 2.3 ด้านการช่วยเหลือและสื่อสารสถานการณ์ จะระดมเจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นและแนะนำเกษตรกรสื่อสารข้อมูลสถานการณ์น้ำและพื้นที่ปลอดภัย

3. การหยุดยั้งความเสียหาย ประกอบด้วย 3.1 ด้านการบริหารจัดการน้ำ ประกอบด้วยการสำรวจพื้นที่น้ำท่วมขังเกษตรเสริมกำลัง เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่เกษตรลุ่มต่ำและพื้นที่การเกษตรที่สำคัญ 3.2 ด้านการผลิตสินค้าเกษตร ประกอบด้วยตรวจ วินิจฉัย ป้องกันและกำจัดโรคพืช สัตว์ ประมงสนับสนุนเวชภัณฑ์เพื่อป้องกันการระบาดของโรคที่เกิดจากน้ำบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็นในพื้นที่เกษตรกรรมโดยใช้น้ำหมักชีวภาพ พด.6 3.3 ด้านการช่วยเหลือเยี่ยมเยียน ประกอบด้วยคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ประเมินความเสียหายแจ้งสิทธิการช่วยเหลือตามกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้อง และ                         4. การฟื้นฟูให้ดีกว่าเดิม ประกอบด้วย 4.1 ด้านการบริหารจัดการน้ำ ประกอบด้วยซ่อม/สร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทานและ Flood Wayจัดทำระบบป้องกันพื้นที่เกษตรที่สำคัญ 4.2 ด้านการผลิตสินค้าเกษตร ประกอบด้วยวิเคราะห์ความเสียหายและประเมินความต้องการ/ความจำเป็นในการฟื้นฟูและจัดทำแผนฟื้นฟูของจังหวัดฟื้นฟูของสภาพดิน ปรับปรุงบำรุงดินการสร้างรายได้ระยะสั้นและส่งเสริมการผลิตให้ดีกว่าเดิมการช่วยเหลือตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และ 4.3 ด้านการให้ความรู้ในการฟื้นฟู ประกอบด้วยการปรับเปลี่ยนกิจกรรม การผลิตการปรับรองการผลิตการจัดทำแนวป้องกัน

“ฉัตรชัย” สั่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบปริมาณยางในตลาดจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/282500

“ฉัตรชัย” สั่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบปริมาณยางในตลาดจริง

กยท, ฉัตรชัย, RRM, 14 มิย60, CSMO

“ฉัตรชัย” สั่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบปริมาณยางในตลาดจริง สกัดข่าวบิดเบือนทำราคายางป่วน

                  พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นอกจากมาตรการที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบไปเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2560 ในการอนุมัติและขยายระยะเวลา 4 โครงการ ได้แก่ 1. โครงการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรชาวสวนยางครัวเรือนละ 1,500 บาทต่อไร่ ไม่เกิน 15 ไร่ต่อครัวเรือน 2. โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยางพาราภายใต้แนวทางยางพาราทั้งระบบ 3. โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกร เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และ โครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง และ 4. โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงที่สถานการณ์ราคายางมีความผันผวน ส่งเสริมให้สถาบันเกษตรกรสามารถรวบรวมยางพารา และเพิ่มสภาพคล่องในการทำธุรกิจให้มีความเข้มแข็งแล้ว

กระทรวงเกษตรฯ โดยการยางแห่งประเทศไทย ยังได้เร่งดำเนินมาตรการด้านการผลิต ในการส่งเสริมให้โค่นยางพาราปีละ 4 แสนไร่ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานให้เกิดขึ้นกับตลาดโลก พร้อมทั้งการสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการในการเพิ่มประสิทธิภาพการแปรรูปยาง และยกระดับมาตรฐานองค์กรด้านอุตสาหกรรมยางให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน GMP/GAP โดยมีเป้าหมายจะผลักดันสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางจำนวน 32 กลุ่มทั่วประเทศ เพื่อให้ขาย ผลผลิตได้ราคาสูงขึ้น เพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลผลิตยางพารา และเพิ่มอำนาจต่อรองทางการค้ากับผู้ซื้อ ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบตลาดยางพาราประเภทต่างๆ ได้แก่ ตลาดน้ำยางสดในพื้นที่ชายแดนใต้ 452 กลุ่ม ตลาดยางพาราระดับท้องถิ่นของ กยท. จำนวน 108 แห่งทั่วประเทศ และตลาดกลางยางพาราอีก 6 แห่ง ซึ่งกำลังเร่งดำเนินการเชื่อมโยงของตลาดต่างๆ ตั้งแต่ตลาดระดับท้องถิ่น กยท. ทั่วประเทศ สู่ตลาดกลางยางพารา ไปจนถึงตลาดยางระดับประเทศ อย่างเช่นตลาดกลางยางพาราระดับภูมิภาค (RRM) ซึ่งเป็นตลาด 3 ประเทศ คือ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ที่จะช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลผลิตยางพาราของชาวสวนยางซึ่งจะเป็นการซื้อขายยางแท้จริง นอกจากการซื้อขายบนกระดาษในตลาดซื้อขายยางล่วงหน้าด้วย

สำหรับการส่งเสริมการใช้ยางในประเทศนั้น ในวันนี้(14 มิ.ย.60)ได้เรียกประชุม 8 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงกลาโหม กระทรวงคมนาคม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงท่องเที่ยวฯ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ กรุงเทพมหานคร และกระทรวงเกษตรฯ เพื่อหารือถึงแนวทางส่งเสริมการนำยางประเภทต่างๆ ไปใช้แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์และพัฒนาระบบสาธารณูปโภคภายในประเทศรวมทั้งสิ้น 28,692.12 ตัน ซึ่งคาดว่าในปีต่อไป หน่วยงานต่างๆ ในประเทศ สามารถนำยางพาราไปใช้เพื่อทำถนน ปูพื้น หรือผลิตภัณฑ์ใดๆ ก็ตามที่ผ่านการรับรองมาตรฐานแล้ว จะเป็นโอกาสในการเพิ่มปริมาณการใช้ยาง และส่งเสริมการนำยางพาราไปใช้ให้เกิดประโยชน์ภายในประเทศให้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม นอกจากมาตรการข้างต้นที่กระทรวงเกษตรฯ กำลังเร่งดำเนินการเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางแล้ว ล่าสุดยังได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานภายใต้ พรบ.ควบคุมยาง พ.ศ.2542 โดยมอบหมายให้ กยท.เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พรบ.ควบคุมยาง 2542 ซึ่งจะทำงานร่วมกับกรมวิชาการเกษตรในการตรวจสอบปริมาณยางในสต็อค การนำเข้าและส่งออกยาง หรือที่เกี่ยวข้องกับพรบ.ฉบับนี้ ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบข้อเท็จจริงของปริมาณยางในตลาดที่มีอยู่จริง ป้องกันปัญหาการบิดเบือนข่าว การกักตุนสินค้าหรือทุบราคายางได้

                  ดร.ธีธัช  สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า กยท. ได้วางมาตรการระหว่างประเทศในการร่วมประชุมกับคณะกรรมการด้านกลยุทธ์การตลาดครั้งพิเศษ (CSMO) เพื่อเร่งกำหนดมาตรการทางการตลาดที่มีต่อสถานการณ์ราคายางในปัจจุบัน ในวันที่ 17-18 มิ.ย.นี้ ณ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมาตรการที่แก้ไขปัญหาเป็นความร่วมมือของประเทศผู้ส่งออกระดับโลก เช่น ข้อตกลงเรื่องการจำกัดการส่งออก แต่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้ง 3 ประเทศร่วมกัน เป็นต้น เพื่อหาแนวทางการสร้างเสถียรภาพราคายาง และแก้ไขสถานการณ์ราคายางในปัจจุบันอย่างไรก็ตาม มุมมองของต่างชาติมองว่าดีมานต์และซัพพลายในตลาดปัจจุบันค่อนข้างสมดุลกันแต่ประเด็นราคา อาจเกิดจากการให้ข่าว ที่ส่งผลต่อสภาวการณ์ของตลาดล่วงหน้าอย่างมาก

นอกจากนี้กยท. ได้ผลักดันสินค้ายางพาราไทยเกรดพรีเมี่ยมมาตรฐาน GMP สู่ตลาดยุโรป โดยจัดทำแผนบริหารจัดการผลผลิตยางในประเทศ เตรียมเปิดตลาดยาง GMP ไปยังกลุ่มประเทศยุโรปปลายปีนี้มุ่งเน้นสร้างตลาดใหม่ให้แก่เกษตรกร และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับรองผลผลิตตามมาตรฐาน GMP ในเวที ISO/TC 45 Rubber and Rubber Products เป็นการยกระดับมาตรฐานการผลิตยางของเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง รวมทั้ง เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าที่มีมาตรฐานสู่ระดับสากล

กยท. เดินหน้าอย่างต่อเนื่องในการส่งเสริมการใช้ยางประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/282493

กยท. เดินหน้าอย่างต่อเนื่องในการส่งเสริมการใช้ยางประเทศ

ดรธีธัช สุขสะอาด, กยท, ดีสโตน

กยท. เดินหน้าอย่างต่อเนื่องในการส่งเสริมการใช้ยางประเทศ

                     ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวเผยว่า กยท. ในฐานะองค์กรที่มีบทบาทหลักในการพัฒนายางพาราทั้งระบบแบบครบวงจร ทั้งนี้ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมยาง โดย กยท. ได้ดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนตามแนวทางนโยบายของรัฐบาลในการให้หน่วยงานต่างๆ หันมาใช้ยางพารามาเป็นวัตถุดิบในการแปรรูปเกิดเป็นเป็นผลิตภัณฑ์ และสินค้าต่างๆ ภายในประเทศ รวมถึงด้านสาธารณูปโภค อาทิ การทำถนนยางพารา แผ่นปูพื้นยางพารา  โดยเฉพาะถนนยางพารานั้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีการพัฒนางานวิจัยโดยการทดลองนำยางพาราไปเป็นส่วนผสมในการทำถนน ซึ่งการทำถนนยางพารา มีหลายกระบวนการและขั้นตอนที่เป็นต้องให้ความสำคัญไม่เพียงแค่การเลือกยางไปผสมกับสารประกอบอื่นๆ ทำถนนเท่านั้น แต่กระบวนการในการพัฒนาให้ได้มาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ถนน รวมถึง กระบวนการบริหารจัดการเพื่อการลงทุน เป็นสิ่งที่หลายฝ่ายจะต้องร่วมกันผลักดัน ซึ่งรัฐบาลนี้ได้ให้ความสำคัญในการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานรัฐให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม

                 “ด้าน กยท. ได้เดินหน้าผลักดันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมในระเบียบว่าด้วยการพัสดุในส่วนของผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางที่ได้รับมาตรฐาน มอก. เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ สามารถดำเนินการตั้งงบประมาณได้ ฉะนั้น คาดว่าในปีต่อไป หน่วยงานต่างๆ ในประเทศ ซึ่งสามารถนำยางพาราไปใช้เพื่อทำถนน ปูพื้น หรือผลิตภัณฑ์ใดๆ ก็ตามที่ผ่านการรับรองมาตรฐานแล้ว จะเป็นโอกาสในการเพิ่มปริมาณการใช้ยาง และส่งเสริมการนำยางพาราไปใช้ให้เกิดประโยชน์ภายในประเทศให้มากที่สุด” ผู้ว่าการ กยท. กล่าวเพิ่มเติม

ดร.ธีธัช กล่าวว่า ขณะเดียวกัน กยท. ได้นำร่องเดินหน้าร่วมมือกับบริษัทเอกชนที่ผลิตยางล้อ นั่นคือ “ดีสโตน” ซึ่งเป็นแบรนด์ยางล้อของไทยที่ส่งขายทั่วโลก ทั้งในแถบเอเชียและยุโรป ซึ่งอุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นอุตสาหกรรมหลักที่นำผลผลิตจากยางพาราไปแปรรูปเป็นส่วนประกอบรถยนต์ประเภทต่างๆ มากที่สุด ภายใต้แบรนด์ THAI-TYRE เป็นโครงการยางล้อประชารัฐ ที่ผลิตจากวัตถุดิบชั้นเยี่ยมของชาวสวนยางไทย ผลิตจากบริษัทคนไทยที่มีมาตรฐาน คุณภาพสากล และเป็นผลิตภัณฑ์ยางที่เกิดจากการบูรณาการจากองค์กร 3 ภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน และ ภาคเกษตรกร ซึ่งในระยะเวลา 2 ปี มีเป้าหมายการใช้ยางภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างน้อยจำนวน48,000 กิโลกรัม

 “อย่างไรก็ตาม ยังมีผลิตภัณฑ์ หรือธุรกิจภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับการใช้ยางพาราของประเทศให้เพิ่มมากขึ้น หากทุกภาคส่วน ร่วมกันใช้ยางภายในประเทศให้มากขึ้นโดยปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม จะเป็นการแสดงให้ผู้ซื้อและนานาประเทศ เชื่อมั่นได้ว่า ประเทศไทยมีความเข้มแข็งและผลผลิตยางพาราของไทยมีคุณภาพ ซึ่งจะช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ และสร้างรายได้ให้กับประเทศชาติต่อไป” ดร.ธีธัช กล่าวทิ้งท้าย

เกษตรฯเล็งตลาดสินค้าเกษตรลับแลสู่ระดับภูมิภาค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/282491

เกษตรฯเล็งตลาดสินค้าเกษตรลับแลสู่ระดับภูมิภาค

เกษตรลับแล, เกษตร, เล็ง, ตลาด, สินค้า, ลับแล, สู่, ระดับ, ภูมิภาค

เกษตรฯเล็งตลาดสินค้าเกษตรลับแลสู่ระดับภูมิภาค

                  พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ของจังหวัดอุตรดิตถ์ ทั้งนโยบายการบริหารจัดการแปลงใหญ่ข้าวและสถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ สหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อวันก่อน

                             พลเอกฉัตรชัย เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรในภูมิภาค โดยมีเป้าหมายให้เป็นตลาดถาวร มีสถานที่ตั้งที่แน่นอนและเปิดให้บริการทุกวัน เพื่อเป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรให้มีสถานที่จำหน่ายสินค้า ให้เกษตรกรหมุนเวียนจัดหาสินค้าที่ตนเองผลิตมาวางจำหน่าย และยังเป็นการรองรับสินค้าสำหรับพี่น้องเกษตรกรในแปลงใหญ่ เกษตรกรทฤษฎีใหม่ วิสาหกิจชุมชน และเกษตรกรทั่วไป เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรในท้องถิ่นได้มีแหล่งจำหน่ายผลผลิตที่แน่นอน สามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้มีคุณภาพและสร้างความปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งจากการดำเนินที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งยกระดับภาคการเกษตรด้วยนโยบายส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ ส่งผลทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนได้ 20% และเพิ่มผลผลิตจากการทำเกษตรแปลงใหญ่ได้ 3 % ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

                       สำหรับจังหวัดอุตรดิตถ์ได้มีการจัดตั้งตลาดสินค้าเกษตรขึ้นที่สหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด และมีการส่งเสริมและพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรของสหกรณ์ ให้เป็นตลาดถาวรและเปิดจำหน่ายได้ทุกวัน เพื่อเป็นช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกรในพื้นที่อำเภอลับแลมีสถานที่จำหน่ายผลผลิตในท้องถิ่น สามารถวางแผนการผลิตได้ อย่างเป็นระบบ โดยได้มีการรวบรวมพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของอำเภอลับแล ได้แก่ ทุเรียน ลางสาด ลองกอง มังคุด ข้าว หอมแดง และพริก มีการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย GAP ผลไม้ตามฤดูกาลซึ่งเป็นสินค้าเอกลักษณ์ของท้องถิ่น เช่น ทุเรียน มะปราง โดยตลาดสินค้ากลางสินค้าเกษตรอำเภอลับแล จะเป็นตลาดที่ช่วยแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตร ป้องกันปัญหาความไม่เที่ยงตรงของการชั่งน้ำหนัก ลดการถูกกดราคารับซื้อจากพ่อค้า การเปิดตลาดสินค้าเกษตรครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาคีเครือข่าย เช่น สำนักงานสหกรณ์จังหวัดอุตรดิตถ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย,ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, หอการค้าจังหวัดอุตรดิตถ์, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์

                 “การดำเนินงานของตลาดสินค้าเกษตรของสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด ในปัจจุบันประชากรในอำเภอลับแล 17,579 ครัวเรือน เป็นสมาชิกสหกรณ์ 8,000 ครัวเรือน จากการทีได้ทำการเปิดตลาดสินค้าเกษตร ของสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด ทางตลาดมีการเปิดจำหน่ายสินค้าของพี่น้องเกษตรกรทุกวัน สินค้าที่มีจำหน่ายในตลาดสินค้าเกษตร อาทิเช่น ข้าวสารของโรงสีสหกรณ์และโรงสีเครือข่าย รวมทั้งผลผลิตทางการเกษตรที่ออกตามฤดูกาล เช่น ทุเรียนหมอนทอง ทุเรียนหลง – หลินลับแล มังคุด ผัก และปลาสด ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรในสหกรณ์ ส่งผลให้เกษตรกรผู้ผลิตในพื้นที่อำเภอลับแล สามารถร่วมกันวางแผนการผลิตและการตลาดได้อย่างเป็นระบบ เนื่องจากมีสถานที่จำหน่ายผลผลิตในท้องถิ่น และสามารถจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้บริโภคได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้ต้นทุนการตลาดลดลงสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด มีสถานที่จัดเก็บผลผลิตทางการเกษตร ทำให้สามารถรักษาคุณภาพของสินค้าเพื่อรอการจำหน่ายได้” พลเอกฉัตรชัย กล่าว

                   ทั้งนี้ เป้าหมายการดำเนินงานของตลาดสินค้าเกษตรของสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด ในระยะต่อไปเมื่อตลาดได้รับการตอบรับและเป็นที่ยอมรับจากผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้น ก็อาจจะมีการพัฒนาเป็นตลาดกลางขนาดใหญ่เพื่อรองรับการกระจายสินค้าในระดับจังหวัดและภูมิภาค และจะพัฒนาให้เป็นตลาดกลางสินค้าเกษตรของจังหวัดได้ในอนาคต และพัฒนาให้เป็นสถานที่จำหน่ายข้าวสารของโรงสีเครือข่ายสหกรณ์และศูนย์จำหน่ายสินค้าจากสหกรณ์ในภาคต่าง ๆ ขณะเดียวกัน จะส่งเสริมสมาชิกรวมกลุ่มเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยที่มีคุณภาพ ปรับปรุงอุปกรณ์ทางการตลาดให้มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการเป็นสถานที่เพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรโดยการแปรรูป โดยเป้าหมายการดำเนินงาน เกษตรกรมีรายได้จากการนำสินค้าเกษตรมาจำหน่ายได้ปีละ 10,400,000 บาท

                   ด้านนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินนโยบายจัดตั้งตลาดสินค้าเกษตรในสหกรณ์ต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาค โดยจะคัดเลือกสหกรณ์ที่มีความพร้อม เปิดพื้นที่เป็นตลาดสินค้าเกษตร เพื่อเป็นสถานที่ในการจำหน่ายผลผลิตของสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรในพื้นที่ เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อผลผลิตทางการเกษตรที่มีความสด ใหม่ สะอาดและมีคุณภาพจากเกษตรกรโดยตรง ขณะนี้ได้เปิดตลาดสินค้าเกษตรในสหกรณ์แล้วจำนวน 13 แห่ง ใน 10 จังหวัด ซึ่งช่วงของการเริ่มต้นดำเนินโครงการจะไม่เน้นเปิดตลาดที่มีขนาดใหญ่มากนัก แต่จะเลือกจากความพร้อมของสหกรณ์ที่จะเปิดตลาดสินค้าเกษตร ควบคู่กับการสร้างการเรียนรู้เรื่องของการตลาดให้กับเกษตรกร โดยจะเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนแนวคิดในการผลิตสินค้าการเกษตรระหว่างเกษตรกรด้วยกัน และเกษตรกรจะได้มีโอกาสรับฟังความต้องการของผู้บริโภคด้วย เพื่อจะได้กลับไปผลิตสินค้าที่เหมาะสมกับความต้องการของตลาด ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้และมีอาชีพที่มั่นคงในที่สุด

                “กรมฯกำลังดำเนินโครงการพัฒนาสหกรณ์การเกษตรเป็นองค์กรหลักระดับอำเภอ โดยจะพัฒนาความเข้มแข็งของสหกรณ์ภาคการเกษตรระดับอำเภอให้เป็นที่พึ่งของสมาชิกสหกรณ์ เกษตรกรและคนในชุมชน และนำไปสู่การเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาเศรษฐกิจระดับฐานรากของทุกอำเภอทั่วประเทศ โดยสหกรณ์การเกษตรในระดับอำเภอจะทำหน้าที่เป็นแกนนำในการนำนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปดำเนินการเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร  และจะขยายตัวไปอย่างต่อเนื่อง การจัดตั้งตลาดสินค้าเกษตรในพื้นที่ของสหกรณ์การเกษตรที่มีความพร้อม เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับความเข้มแข็งสหกรณ์ในระดับอำเภอ เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำสินค้าที่ผลิตขึ้น ทั้งข้าวสาร ผักผลไม้ อาหารแปรรูป มาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรง ผลผลิตทางการเกษตรส่วนใหญ่จะมาจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งจากโครงการเกษตรแปลงใหญ่  เกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน  และเกษตรกรที่ได้น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติ ได้นำผลผลิตมาจำหน่ายในราคาท้องถิ่นให้กับผู้บริโภคโดยตรง จะทำให้เกษตรกรมีแหล่งจำหน่ายผลผลิตที่ชัดเจน และผู้บริโภคยังสามารถเลือกซื้อสินค้าที่สดใหม่มีคุณภาพในราคายุติธรรมอีกด้วย” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

สหกรณ์โคราชโชว์ผลงานเด่นแก่ผู้บริหารเวียดนาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/282486

สหกรณ์โคราชโชว์ผลงานเด่นแก่ผู้บริหารเวียดนาม

นายอนันต์ มหัจฉริยพันธุ์, สหกรณ์, ราช, โชว์, ผลงาน, เด่น, แก่, ผู้บริหาร, เวียดนาม

สหกรณ์โคราชโชว์ผลงานเด่นแก่ผู้บริหารเวียดนาม

              นายอนันต์ มหัจฉริยพันธุ์  สหกรณ์จังหวัดนครราชสีมา ให้การต้อนรับ Mr.Phung Quoc Chi รองอธิบดีกรมสหกรณ์ กระทรวงการวางแผนและการลงทุนแห่งประเทศเวียตนาม ในฐานะหัวหน้าคณะศึกษาดูงานด้านการสหกรณ์ที่ประเทศไทย ในโอกาสที่มาเยือนสำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครราชสีมา ได้บรรยายสรุปโครงสร้างของกลุ่มงานและภารกิจของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งรับผิดชอบในการส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์ 188 แห่ง กลุ่มเกษตรกร 187 แห่ง มีเป้าหมายและจุดมุ่งหมายในการปฏิบัติงาน คือ การเสริมสร้างสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง สร้างความอยู่ดีกินดีให้กับสมาชิกสหกรณ์ และขับเคลื่อนงานนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งเน้นการส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ด้วยการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิต โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานที่สำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ เพื่อเดินหน้าไปสู่เป้าหมายดังกล่าว

ใครคือไอ้โม่ง ทุบราคายาง ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/282460

ใครคือไอ้โม่ง ทุบราคายาง ?

สุนทร รักษ์รงค์, มาตรฐาน ห่างกันประมาณ 10 บาท, ใครคือไอ้โม่ง, ทุบราคายาง, ใครคือไอ้โม่ง ทุบราคายาง,  มาตรฐาน ห่างกันประมาณ 10 บาท, 14 มิย60

ใครคือไอ้โม่ง ทุบราคายาง ? สาเหตุราคายางตกต่ำที่แท้จริง นายกประยุทธ์ทราบไหมครับ !

      วันที่ 14 มิ.ย.60 สุนทร รักษ์รงค์ เลขาธิการสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทยและนายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้ ได้โพสต์ในเฟสบุ๊ค สุนทร รักษ์รงค์ ถึงการแก้ปัญหาราคายางตกต่ำของรัฐบาล โดยจั่วหัวว่า”ใครคือไอ้โม่ง ทุบราคายาง” สาเหตุราคายางตกต่ำที่แท้จริง นายกประยุทธ์ทราบไหมครับ ?

ในรายละเอียดระบุว่าที่ราคายางตกต่ำในช่วงนี้เพราะราคายางปรับตัวตามราคาน้ำมัน และสต๊อกยางสงเคราะห์กดราคายางธรรมชาติ ผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งตัว การปั่นราคาในตลาดซื้อขายล่วงหน้า แม้กระทั่งการอ้างสต็อก 5.5 แสนตันของจีน ซึ่งมันก็ใช่ แต่จะจริงทั้งหมดหรือไม่ โปรดติดตาม

เอาเข้าจริงข่าววงใน สืบเสาะมาว่า สาเหตุที่แท้จริงมาจากเล่ห์เหลี่ยมของจีน ที่เขี้ยวในทุกวงการ อย่างเช่น การส่งออกทุเรียนในภาคตะวันออก เรื่องยางทราบว่า ผู้ส่งออกยางได้ทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ในช่วงต้นปี 2560 ด้วยราคา FOB 80 บาท และจะส่งมอบกันอีก 3 เดือนข้างหน้า ปรากฎว่าจีนมันเห็นราคาซื้อขายในประเทศ 60-70 บาท จึงเบี้ยวสัญญา โยกโย้ เล่นเกมบีบบังคับซื้อขายราคาใหม่ที่น้อยกว่า 80 บาท เข้าทำนองปลาใหญ่กินปลาเล็ก พ่อค้าส่งออกขาดทุนกันเป็นแถว จนเกิดกระบวนการการทุบราคาในประเทศ ด้วยการปล่อยข่าวลือเรื่องยางของเกษตรกรไม่มีคุณภาพ โดยทำกันเป็นขบวนการ ซึ่งรัฐบาลต้องหาคนผิดมาลงโทษให้ได้

และอีกสาเหตุหนึ่งก็คือภายในประเทศเกิดการเล่นหุ้นยางแนวใหม่เพื่อเก็งราคา นั่นคือพ่อค้ายางรายใหญ่และสถาบันเกษตรกรบางส่วน ขายฝากยางกับโรงงานรับซื้อยาง โดยมีสัญญาและช่วงเวลากำหนด เช่น ช่วงต้นปีราคายางสูง มีข่าวลือว่าราคายางจะเกิน 100 บาท แมงเม่าบินเข้ากองไฟ ก็ซื้อยางที่ 80-90 ขายฝาก 60-70 บาทเพื่อเอาเงินไปหมุนต่อ
จะได้กำไรเยอะๆ แปลความว่าถ้าราคายาง ถึง 60-70 บาทก็จะถูกโรงงานยึดยางตามสัญญาญา ก็เรียบร้อยโรงเรียนโจรแหละครับ ราคายางก็เลยถูกทุบให้ต่ำลง ขาดทุนกันเป็นพันล้านในช่วงที่ผ่านมา                คำถามของผมก็คือ รัฐบาลและการยางแห่งประเทศไทยนั่งทำอะไรอยู่ โดยเฉพาะ กยท.เมื่อมีข่าวลือโจมตีเรื่องคุณภาพยาง คุณต้องลุกขึ้นมาตอบโต้ทันที แต่นี่กลายเป็นว่ามีคนภายในไปผสมโรงเสียอีก
ประสิทธิภาพการบริหารงานอยู่ตรงไหนครับท่าน ผู้ว่า กยท. และอีกอย่างถ้าเป็นมืออาชีพ ต้องรู้ครับว่าไทยส่งออกยางแท่ง 60 % น้ำยางข้น 20 % และยางแผ่นรมควัน 20 % ซึ่งในข่วง 2 เดือนที่ผ่านมาราคาเศษยางที่ไปผลิตยางแท่งกับราคายางแผ่นรมควัน ราคามันแตกต่างกัน 20 บาท ซึ่งผิดปกติ ( มาตรฐาน ห่างกันประมาณ 10 บาท) ถามว่าการยางแห่งประเทศไทย ได้ตั้งวอรูมเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงทางราคานี้ไหม ?อย่างไรบ้าง ? สรุปสุดท้าย ราคายางก็ดิ่งเหวเกือบ 20 บาท เหมือนรถวิ่งแล้วหม้อน้ำแตก ทั้งๆ ที่มีสัญญาณไฟเตือนล่วงหน้า ท่านนายกฯต้องประเมินการทำงานของบอร์ดการยางและผู้ว่าการยางได้แล้วครับ

และหลัง ครม.เห็นชอบขยายเวลา 4 มาตรการช่วยเหลือชาวสวนยางแก้ปัญหาราคาตกต่ำ เมื่อ 13 มิ.ย.2560 ราคายางในวันนี้ก็แทบไม่มีความเปลี่ยนแปลง ท่ามกลางความผิดหวังของเกษตรกรชาวสวนยางที่เฝ้ารอว่ารัฐบาลจะมีมาตรการอะไรบ้างที่จะทำให้ราคายางเพิ่มสูงขึ้น อันจะทำให้เกษตรกรชาวสวนยาง 1.7 ล้านครัวเรือน มีรายได้พอที่จะหล่อเลี้ยงชีวิต มีเงินจ่ายค่าเทอมลูกที่ค้าง มีเงินพอซื้อกับข้าวกับปลา โดยเฉพาะพี่น้องคนกรีดยางและชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ซึ่งเป็นผู้เดือดร้อนที่สุด

และการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวานนี้(14 มิ.ย.60) ก็ไม่มีมติอะไรเลย ที่จะก่อให้เกิด การใช้ยางในประเทศ อย่างเข้มข้นและจริงจัง ท่านนายกประยุทธ์ครับ การใช้ยาง 100,000 ตันของกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานของรัฐอื่นๆ ไปถึงไหนแล้วครับ เห็นอ้างว่าติดโน่นติดนี่ ติดนายทุนยางมะตอยหรือครับ ? ลองเรียกนายทุนยางมะตอยมาปรับทัศนคติเสียมั่งสิครับ เห็นทหารชอบเรียกแต่คนจนมาปรับทัศนคติ มีข่าวลือว่านายทุนยางมะตอย แอบไปจดสิทธิบัตร ถนนผสมยางพารา จริงหรือเปล่า ลองไปตรวจสอบดูนะครับ

วันนี้เราใช้ พวกดอกเตอร์ มาบริหารจัดการยางแล้วล้มเหลว ลองใช้ความคิดชาวสวนยางที่จบ ป.4 มาบริหารมั่ง แค่ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศเป็นนโยบายและแผนงานที่จะให้มีการใช้ยางในประเทศ สัก 1 ล้านตัน 25% จากปริมาณยางที่ผลิตได้ทั้งหมด แค่นี้ตลาดโลกก็ต้องตามง้อเมืองไทย ราคายางก็จะเสถียรภาพ
ดังนั้นจะกี่มาตรการที่ ครม.ลงมติที่ผ่านมา ก็ถือว่าทำ ดีกว่าไม่ทำ แต่วันนี้เกษตรกรชาวสวนยาง รอมาตรการ เพื่อการใช้ยางในประเทศเท่านั้น ที่จะทำให้ราคายางสูงขึ้น และคนที่จะคืนความสุขให้ชาวสวนยางได้ มีคนเดียวเท่านั้น คือท่านนายกฯประยุทธ์

ส.ป.ก.ลุยจัดที่ดิน 70,000 ไร่ ให้ผู้ไร้ที่ดินทำกิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/282393

ส.ป.ก.ลุยจัดที่ดิน 70,000 ไร่ ให้ผู้ไร้ที่ดินทำกิน

ส.ป.ก.ลุยจัดที่ดิน 70,000 ไร่ ให้ผู้ไร้ที่ดินทำกิน

              นายสมปอง  อินทร์ทอง เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ ส.ป.ก. ได้ดำเนินการยึดคืนพื้นที่ตามประกาศของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 36/2559 เรื่องมาตรการในการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ในพื้นที่ 16 จังหวัด พื้นที่ 100,000 ไร่  เพื่อนำที่ดินเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน  ในระยะแรก ส.ป.ก. ได้ดำเนินการปรับปรุงพัฒนาพื้นที่แล้ว จำนวน 30,000 ไร่  33 แปลง ในพื้นที่ 9 จังหวัด  ซึ่งคาดว่าจะส่งมอบพื้นที่ให้กับคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ภายในเดือนกรกฎาคม 2560 นี้

สำหรับการดำเนินการระยะที่สอง ในพื้นที่ส่วนที่เหลือประมาณ 70,000 ไร่ 71 แปลง ในพื้นที่ 14 จังหวัด  คณะผู้บริหารของ ส.ป.ก. และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่ติดตามข้อมูลเก็บรายละเอียดในพื้นที่จังหวัดเป้าหมาย ทั้งนี้เพื่อชี้แจงประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่เกี่ยวข้องทราบถึงแนวทางการจัดที่ดินภายใต้นโยบายการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนของรัฐบาล  สำหรับในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว มีพื้นที่เป้าหมายที่ ส.ป.ก. จะดำเนินการนำเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน จำนวน 24 แปลง ในพื้นที่ 5 อำเภอ คือ อำเภอเมืองสระแก้ว  อำเภอวังน้ำเย็น อำเภอคลองหาด อำเภอวัฒนานคร และอำเภออรัญประเทศ รวมเนื้อที่ประกาศให้ผู้ครอบครองที่ดินมาแสดงหลักฐาน จำนวน 35,932 ไร่
นายสมปอง กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายหลังจากที่ ส.ป.ก. นำที่ดินแปลงดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน  ได้แล้ว ส.ป.ก. ยังร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำบาดาล                ทหารช่าง เพื่อปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ให้มีความเหมาะสมในการทำการเกษตร  จัดสร้างและพัฒนาแหล่งน้ำอุปโภคและบริโภค การปรับพื้นที่เพื่อทำเป็นที่อยู่อาศัย และถนนเพื่อให้สามารถทำการเกษตรและขนถ่ายกระจายสินค้าได้   ทั้งนี้ได้กันพื้นทีส่วนหนึ่งไว้เป็นพื้นที่เกษตรแบบแปลงรวมเพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน  พื้นที่เกษตรแปลงเดี่ยว และพื้นที่เอนกประสงค์สำหรับเป็นที่ตั้งสหกรณ์ เป็นต้น เมื่อปรับปรุงพัฒนาพื้นที่แล้วเสร็จ  ก็จะส่งมอบพื้นที่ให้กับ คทช. เพื่อนำไปจัดให้กับผู้ไร้ที่ดินทำกินต่อไป