เครือข่ายชาวสวนยางเตรียมบุกทำเนียบร้องรัฐแก้ปัญหาราคายางตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281953

เครือข่ายชาวสวนยางเตรียมบุกทำเนียบร้องรัฐแก้ปัญหาราคายางตก

เครือข่ายชาวสวนยางเตรียมบุกทำเนียบร้องรัฐแก้ปัญหาราคายางตก

           เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.60 ที่ผ่านมา ผู้นำเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางจากทั่วประเทศ นำโดยนายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทยและนายสุนทร รักษ์รงค์ เลขาธิการฯมาประชุมร่วมกัน ที่ห้องประชุมสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมีมติเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตราคายางพาราตกต่ำ

โดยนายสุนทรเปิดเผยหลังการประชุมว่าจากปัญหาวิกฤติยางพาราตกต่ำ ซึ่งได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางอย่างแสนสาหัส รายได้ไม่พอกับรายจ่าย ภาวะหนี้สินในครัวเรือนของเกษตรกรชาวสวนยางเพิ่มสูงขึ้น คุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางตกต่ำ อีกทั้งการดำเนินงานของการยางแห่งประเทศไทย(กยท.)ที่ผ่านมาไร้ซึ่งประสิทธิภาพขาดความรับผิดชอบต่อเกษตรกรชาวสวนยางและเลือกปฏิบัติทำให้เกษตรกรชาวสวนยางไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง อันขัดต่อเจตนารมณ์ของพ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทยพ.ศ.2558 รวมทั้งนโยบายรัฐบาลเพื่อเพิ่มการใช้ยางภายในประเทศ ซึ่งจะทำให้ราคายางมีเสถียรภาพมากขึ้นก็ไม่ได้ปฏิบัติอย่างจริงจัง ผู้เกษตรกรชาวสวนยางจากทั่วประเทศได้มีการประชุมและมีมติดังนี้

1.จัดตั้งสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย(สคยท.) เพื่อเป็นปากเป็นเสียงให้กับพี่น้องชาวสวนยาง ซึ่งครอบคลุมไปยังเกษตรกรชาวสวนยางที่มีเอกสารสิทธิ์ เกษตรกรชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ และคนกรีดยาง

2.เรียกร้องให้คณะกรรมการการยางและผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย ดำเนินการแก้ปัญหาราคายางตกต่ำภายใน 10 วัน

3.เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตามนโยบายเพิ่มการใช้ยางในประเทศ อย่างเร่งด่วนและจริงจัง

4.วันที่ 20 มิถุนายน 2560 เวลา 10.00 น.ณ ประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล สมาชิกสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย(สคยท.)จากทั่วประเทศ จะเดินทางมาติดตามการดำเนินงานของการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) และยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอแนวทางการปฏิรูปการยางแห่งประเทศไทย ถ้าทุกฝ่ายโดยเฉพาะ กยท.หากบริหารงานโดยเอาเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง มีท่วงทำนองเพื่อรับใช้พี่น้องชาวสวนยาง และให้เกษตรกรชาวสวนยางมีส่วนร่วม วิกฤตยางพาราไทยคงไม่เกิดขึ้น และเกษตรกรชาวสวนยางคงไม่ทุกข์ทรมานและเดือดร้อนขนาดนี้

เปิดประชุมใหญ่ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ปี60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281858

เปิดประชุมใหญ่ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ปี60

ปลัดเกษตรฯ, พลเอกฉัตรชัย สาระกัลยะ, ชสอ

เปิดประชุมใหญ่ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ปี60

               นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดงานการจัดประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี 2560 ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็คเมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ว่า  ประเทศไทยได้นำเอาสหกรณ์มาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยมุ่งหวังให้ประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดตั้งและดำเนินงานสหกรณ์ ในฐานะการเป็นองค์การของสมาชิก เพื่อสมาชิก โดยสมาชิก เพื่อการยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของสมาชิก ซึ่งยึดมั่นในหลักการและวิธีการสหกรณ์ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การสหกรณ์ไทยมีพัฒนาการมาโดยตลอด โดยเป็นกลไกหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นที่ยอมรับของประชาชนทั้งในและต่างประเทศ
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการยกระดับสหกรณ์ 7,000 กว่าแห่งทั่วประเทศ ซึ่งรวมถึงสหกรณ์ออมทรัพย์ต่างๆ ด้วย เพื่อนำไปสู่การพัฒนาในระยะยาว โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (พลเอกฉัตรชัย สาระกัลยะ) ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้เข้ามาดำเนินการในการจัดระดับชั้นสหกรณ์ พร้อมทั้งมีการวางหลักเกณฑ์ต่างๆ อันจะนำไปสู่ความเชื่อมั่นในสหกรณ์เพิ่มมากขึ้น โดยหลังจากนี้ทางกระทรวงเกษตรฯ จะดำเนินการอย่างใกล้ชิดกับสหกรณ์ทั่วประเทศ โดยเฉพาะสถาบันที่เกี่ยวข้องด้านการเงิน โดยจะมีคณะทำงานติดตามการทำงาน และมีระบบการเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อนำไปสู่การติดตามตรวจสอบได้อย่างทันท่วงที อย่างไรก็ตาม จะมีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้แทนสหกรณ์ ทั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน เกี่ยวกับการวางหลักเกณฑ์ที่จะเข้ามาติดตามการทำงาน เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นระบบสหกรณ์ในระยะยาว
สำหรับการรายงานผลการดำเนินงาน ของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด (ชสอ.) ปีบัญชี 2559        ได้ประสบผลสำเร็จและมีความก้าวหน้า โดยชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ ได้มีบทบาทในการเป็นศูนย์กลางของสหกรณ์ออมทรัพย์ไทย การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ส่งเสริมการออม และพัฒนาขบวนการสหกรณ์ให้เข้มแข็งอย่างดียิ่ง
“นอกจากนี้ ได้ฝากให้ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ และสหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศ ได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นำไปใช้ในการดำเนินงานด้านสหกรณ์อย่างต่อเนื่องและจริงจัง ตลอดทั้งการนำระบบสหกรณ์มาปรับใช้ในการแก้ปัญหา โดยการช่วยเหลือตนเอง ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน บนพื้นฐานของอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ มีความซื่อสัตย์สุจริตยึดหลักธรรมมาภิบาลในการบริหารจัดการสหกรณ์ และส่งเสริมการออม อันจะส่งผลให้สหกรณ์มีความเข้มแข็งมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งจะสอดรับกับภาครัฐในการขับเคลื่อนประเทศด้วยกลไกประชารัฐ โดยสหกรณ์สามารถเป็นโซ่กลาง  ส่งผ่านการสนับสนุนของรัฐบาลไปยังประชาชนในพื้นที่ ทำให้ประชาชนช่วยเหลือตัวเองได้  โดยสหกรณ์ถือเป็นรากฐานในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจ และเป็นองค์กรภาคประชาชนที่มีพลังในการพัฒนาเศรษฐกิจให้มีความเจริญก้าวหน้าและมั่นคง” นายธีรภัทร กล่าว
พลโท ดร.วีระ วงศ์สรรค์ ประธานกรรมการ ชสอ. กล่าวว่า การจัดประชุมครั้งนี้ เพื่อให้สมาชิกได้รับทราบผลการดำเนินงาน แผนงานและงบประมาณประจำปี 2560 รวมถึงการเลือกตั้งประธานกรรมการ กรรมการดำเนินการและผู้ตรวจสอบกิจการชุดใหม่ สำหรับการบริหารงานในรอบปีบัญชีที่ผ่านมา ชสอ. มีสหกรณ์สมาชิก 1,079 สหกรณ์ มีสินทรัพย์รวม 110,018 ล้านบาท เพิ่มมากขึ้นกว่าปีก่อน 12,025 ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ 12.27 ของปีก่อน สามารถบริหารสินทรัพย์ให้เกิดกำไรสุทธิ 1,356 ล้านบาท สามารถจ่ายเงินปันผลได้ในอัตราร้อยละ 5.80 และเงินเฉลี่ยคืน ร้อยละ 4.00 ซึ่ง ชสอ.ได้จัดทำระบบธรรมาภิบาลในการบริหารงานตามแนวทางของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ส่งผลให้การประเมินอยู่ในระดับดีเลิศ และสามารถรักษาระดับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือองค์กร จากบริษัททริสเรทติ่ง จำกัด ที่ระดับ A- นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับขบวนการสหกรณ์ไทย จัดทำแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ โดยตระหนักถึงความสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านเสถียรภาพทางการเงินและความมั่นคงทางด้านการบริหารจัดการเชิงคุณภาพให้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ และสนับสนุนการจัดกิจกรรมเพื่อชุมชนและสังคม
นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบโล่เกียรติคุณให้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ที่ให้การสนับสนุนและใช้บริการธุรกรรมกับ ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด (ชสอ.) สหกรณ์ออมทรัพย์และนักสหกรณ์ดีเด่น ชมรมสหกรณ์ออมทรัพย์ภาคดีเด่น และผลงานนวัตกรรมการบริหารจัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ดีเด่นระดับประเทศ

ก.เกษตรฯ เดินหน้ายกระดับไทยเป็นผู้นำเกษตรอินทรีย์ในอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281763

ก.เกษตรฯ เดินหน้ายกระดับไทยเป็นผู้นำเกษตรอินทรีย์ในอาเซียน

เกษตรอินทรีย์, กเกษตรฯ, เกษตร, เดินหน้า, ยกระดับ, ไทย, เป็น, ผู้นำ, อินทรีย์, อาเซียน

ก.เกษตรฯ เดินหน้ายกระดับไทยเป็นผู้นำเกษตรอินทรีย์ในอาเซียน

               พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงข่าวผลการดำเนินงานขับเคลื่อนนโยบายการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตร โดยมุ่งเน้นการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต และยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร ตลอดทั้งผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งแนวโน้มปัจจุบันมีความต้องการสินค้าที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ กระทรวงเกษตรฯ จึงได้กำหนดเป็นนโยบายการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ ซึ่งได้ประโยชน์ทั้งเกษตรกรที่จำหน่ายสินค้าเกษตรที่ได้ราคาสูงขึ้น และผู้บริโภคมีทางเลือกสินค้าที่ปลอดจากสารเคมีตกค้าง ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้เสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560-2564 ต่อคณะรัฐมนตรีและได้ผ่านความเห็นชอบ โดยจะใช้เป็นแนวทางขับเคลื่อนและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ 11 กลยุทธ์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 ส่งเสริมการวิจัย การสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้และนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาการผลิตสินค้าและบริการเกษตรอินทรีย์ ยุทธศาสตร์ที่ 3 พัฒนาการตลาดสินค้าและบริการ และการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และ ยุทธศาสตร์ที่ 4 การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์
ทั้งนี้ การขับเคลื่อนนโยบายเกษตรอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรฯ ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ปี 2560-2564 มีเป้าหมายที่จะเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ในปี 2564 ไม่น้อยกว่า 1,333,860 ไร่ และมีจำนวนเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 96,670 ราย เพิ่มสัดส่วนตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในประเทศ ร้อยละ 40 และตลาดต่างประเทศ ร้อยละ 60 รวมทั้งยกระดับกลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีพื้นบ้านเพิ่มขึ้น โดยมุ่งให้ความสำคัญกับกลุ่มเกษตรอินทรีย์ที่มีความพร้อมเป็นผู้นำต้นแบบในการดำเนินการเพื่อให้มีอาหารปลอดภัยและได้มาตรฐาน
“ผลผลิตจากเกษตรอินทรีย์จะทำให้เกษตรกรผู้ผลิตมีรายได้เพิ่มมากขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยปัจจุบันมีพื้นที่ผลิตเกษตรอินทรีย์ทั่วโลกรวม 318 ล้านไร่ ใน 183 ประเทศ ในขณะที่ด้านการตลาดมีมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์ทั่วโลกรวม 3 ล้านล้านบาท สำหรับในประเทศไทยมีพื้นที่ผลิตรวม 0.3 ล้านไร่ โดยไทยเป็นอันดับที่ 8 ของเอเชีย และอันดับที่ 60 ของโลก ซึ่งสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยที่สำคัญ ได้แก่ กะทิ เครื่องแกง ซอส มูลค่า 1,201 ล้านบาท ข้าว 552 ล้านบาท และอื่นๆ เช่น มะพร้าวน้ำหอม ชา กาแฟ และสมุนไพร 558 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่ารวม 2,310 ล้านบาท โดยยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติจะช่วยผลักดันประเทศไทยเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคด้านการผลิต การค้า การบริโภค และการบริการเกษตรอินทรีย์ที่มีความยั่งยืนและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล” พลเอกฉัตรชัย กล่าว
นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวถึงผลการดำเนินงานขับเคลื่อนนโยบายเกษตรอินทรีย์ในปี 2560 ว่า ได้แบ่งพื้นที่การดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วน คือ จังหวัดยโสธร ซึ่งมีการปลูกข้าวอินทรีย์เป็นพืชหลัก ปลูกพืชผักหลังนา และเลี้ยงไก่อินทรีย์เป็นกิจกรรมเสริม และพื้นที่ทั่วไป ซึ่งมีกิจกรรมหลากหลายทั้งพืช ปศุสัตว์ ประมงอินทรีย์ ส่วนกลไกขับเคลื่อนการดำเนินงานได้แบ่งเกษตรกรออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มเริ่มใหม่ ที่สมัครเข้าร่วมโครงการและได้รับคำแนะนำการปฏิบัติตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และได้รับการสนับสนุนปัจจัยการผลิตหรือความรู้เบื้องต้น กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มเกษตรกรที่พร้อมยกระดับ โดยเป็นกลุ่มเกษตรกรที่ปฏิบัติตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์อยู่แล้วและอยู่ระหว่างการขอรับรอง โดยจะให้การสนับสนุนตั้งโรงผลิตปุ๋ยหมักเติมอากาศ ปัจจัยการผลิต จัดทำแปลงสาธิต หมู่บ้านต้นแบบ ศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ พัฒนาต่อยอดการผลิต และกลุ่มสุดท้ายได้รับการรับรองเกษตรอินทรีย์แล้ว จะมีการเชื่อมโยงตลาดและเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้า ส่งเสริมการแปรรูปและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ สร้างตราสินค้าเกษตรอินทรีย์ และติดตั้งระบบการตรวจสอบสินค้า ทั้งนี้ ผลการตรวจรับรองเกษตรอินทรีย์ใน ปี 2560 พื้นที่รวมทั้งประเทศ 109,040 ไร่ แยกเป็นข้าว 98,239 ไร่ และพืชผสมผสาน 9,103 ไร่

ก.เกษตรฯ จัด “ประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานปี60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281761

ก.เกษตรฯ จัด “ประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานปี60

หม่อนไหม, กเกษตรฯ, จัด, ประกวดเส้นไหม

ก.เกษตรฯ จัด “ประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานปี60

               นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังพิธีเปิดงานประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ระดับประเทศ ประจำปี 2560 ณ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) จังหวัดอุทัยธานี ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมหม่อนไหม ได้จัดให้มีการประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์หม่อนไหมขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ในการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติให้ดำรงอยู่ตลอดไป นอกจากนี้ ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่องเชิดชูเยาวชน บุคคล ชุมชน และหมู่บ้านที่ผลิตผลงานที่มีคุณภาพ สามารถรักษาวิถีการผลิตเส้นไหม การทอผ้าไหมให้คงอยู่คู่ชุมชนอย่างเข้มแข็ง และยังช่วยกระตุ้นภาคการผลิตให้ก้าวทันความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน รวมทั้งยังส่งเสริมให้เกิดการพัฒนารูปแบบ ในการนำผ้าไหมมาใช้ในชีวิตประจำวัน อันจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้า และสามารถขยายตลาดผ้าไหมไทยให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น ตลอดจนเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ผู้ที่ผลิตงานที่มีคุณภาพ อันจะทำให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการผลิตสินค้าหม่อนไหม
ทั้งนี้ การประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์หม่อนไหมในครั้งนี้ ผู้ที่ได้รางวัลชนะเลิศการประกวดในทุกประเภท จะนำผลงานมาจัดแสดงภายในงาน “ตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ครั้งที่ 12 ประจำปี 2560” ระหว่างวันที่ 13 – 17 กรกฎาคม 2560 โดยผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ จะได้เข้ารับโล่พระราชทานฯ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์เป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงานวันที่ 14 กรกฎาคม 2560 ณ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี
“อย่างไรก็ตาม การจัดงานดังกล่าว จะเป็นกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นให้เกษตรกรและผู้ประกอบการด้านหม่อนไหมตื่นตัวในการพัฒนาคุณภาพสินค้า อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนและประชาชนเห็นคุณค่าของผ้าไหมไทย และภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ไว้ให้คงอยู่ต่อไป” นางสาวชุติมา
นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวเพิ่มเติมว่า การประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ประจำปี 2560 แบ่งประเภทการประกวดออกเป็น 34 ประเภท ประกอบด้วย 1) การประกวดเส้นไหมไทยพื้นบ้าน 6 ประเภท 2) การแข่งขันศิลปะการแสดงภูมิปัญญาหม่อนไหม 1 ประเภท 3) การประกวดผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน 20 ประเภท 4) การประกวดผลิตภัณฑ์จากผ้าไหม/รังไหม 2 ประเภท 5) การประกวดออกแบบชุดผ้าไหม 2 ประเภท 6) การแข่งขันทำสิ่งประดิษฐ์จากรังไหม (ประดิษฐ์พานพุ่มในรัชกาลที่ 10) 1 ประเภท และ 6) การประกวดผลิตภัณฑ์จากทายาทหม่อนไหม 2 ประเภท
นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมหม่อนไหมยังได้บูรณการร่วมกับจังหวัดอุทัยธานี และหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ในจังหวัดอุทัยธานี จัดกิจกรรมและนิทรรศการ อาทิ นิทรรศการกว่าจะเป็นไหม ร้านค้าจำหน่ายผ้าไหม และผลิตภัณฑ์ร้านจำหน่ายผ้าทอ จังหวัดอุทัยธานี การประกวดออกแบบผ้าทออุทัยธานี และการแสดงแฟชั่นโชว์ผ้าทอมือจังหวัดอุทัยธานี การประกวดริ้วขบวนชาติพันธุ์ของจังหวัดอุทัยธานี เป็นต้น

“บิ๊กฉัตร”ตรวจเยี่ยมโครงการตลาดสินค้าเกษตรเมืองลับแล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281760

“บิ๊กฉัตร”ตรวจเยี่ยมโครงการตลาดสินค้าเกษตรเมืองลับแล

บิ๊กฉัตร, บิ๊ก, ฉัตร, ตรวจ, เยี่ยม, โครง, การตลาด, สินค้า, เกษตร, เมือง, ลับแล

“บิ๊กฉัตร”ตรวจเยี่ยมโครงการตลาดสินค้าเกษตรเมืองลับแล

วันที่ 9 มิ.ย.60 พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อรับฟังบรรยายสรุปผลการดำเนินงานของสหกรณ์เมืองลับแล จำกัด ผลการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ของจังหวัดอุตรดิตถ์ การบริหารจัดการแปลงใหญ่ข้าว และสถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะเยี่ยมชมนิทรรศการและตลาดสินค้าเกษตร ณ สหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์
พลเอกฉัตรชัย เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรในภูมิภาค โดยมีเป้าหมายให้เป็นตลาดถาวร มีสถานที่ตั้งที่แน่นอนและเปิดให้บริการทุกวัน เพื่อเป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรให้มีสถานที่จำหน่ายสินค้า ให้เกษตรกรหมุนเวียนจัดหาสินค้าที่ตนเองผลิตมาวางจำหน่าย และยังเป็นการรองรับสินค้าสำหรับพี่น้องเกษตรกรในแปลงใหญ่ เกษตรกรทฤษฎีใหม่ วิสาหกิจชุมชน และเกษตรกรทั่วไป เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรในท้องถิ่นได้มีแหล่งจำหน่ายผลผลิตที่แน่นอน สามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้มีคุณภาพและสร้างความปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภค
สำหรับการจัดตั้งตลาดสินค้าเกษตรของสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด จังหวัดอุตรดิตถ์ และมีการส่งเสริมและพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรของสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด ให้เป็นตลาดถาวรและเปิดจำหน่ายได้ทุกวันนั้น จะทำให้เป็นช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกรในพื้นที่อำเภอลับแลมีสถานที่จำหน่ายผลผลิตในท้องถิ่น สามารถวางแผนการผลิตได้อย่างเป็นระบบ โดยได้มีการรวบรวมพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของอำเภอลับแล ได้แก่ ทุเรียน ลางสาด ลองกอง มังคุด ข้าว หอมแดง และพริก มีการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย GAP ผลไม้ตามฤดูกาลซึ่งเป็นสินค้าเอกลักษณ์ของท้องถิ่น เช่น ทุเรียน มะปราง โดยตลาดสินค้ากลางสินค้าเกษตรอำเภอลับแล จะเป็นตลาดที่ช่วยแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตร ป้องกันปัญหาความไม่เที่ยงตรงของการชั่งน้ำหนัก ลดการถูกกดราคารับซื้อจากพ่อค้า การเปิดตลาดสินค้าเกษตรครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาคีเครือข่าย เช่น สำนักงานสหกรณ์จังหวัดอุตรดิตถ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, หอการค้าจังหวัดอุตรดิตถ์, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์
“การดำเนินงานของตลาดสินค้าเกษตรของสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด ในปัจจุบันประชากรในอำเภอลับแล 17,579 ครัวเรือน เป็นสมาชิกสหกรณ์ 8,000 ครัวเรือน จากการทีได้ทำการเปิดตลาดสินค้าเกษตร ของสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด ทางตลาดมีการเปิดจำหน่ายสินค้าของพี่น้องเกษตรกรทุกวัน สินค้าที่มีจำหน่ายในตลาดสินค้าเกษตร อาทิเช่น ข้าวสารของโรงสีสหกรณ์และโรงสีเครือข่าย รวมทั้งผลผลิตทางการเกษตรที่ออกตามฤดูกาล เช่น ทุเรียนหมอนทอง ทุเรียนหลง – หลินลับแล มังคุด ผัก และปลาสด ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรในสหกรณ์ ส่งผลให้เกษตรกรผู้ผลิตในพื้นที่อำเภอลับแล สามารถร่วมกันวางแผนการผลิตและการตลาดได้อย่างเป็นระบบ เนื่องจากมีสถานที่จำหน่ายผลผลิตในท้องถิ่น และสามารถจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้บริโภคได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้ต้นทุนการตลาดลดลงสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด มีสถานที่จัดเก็บผลผลิตทางการเกษตร ทำให้สามารถรักษาคุณภาพของสินค้าเพื่อรอการจำหน่ายได้” พลเอกฉัตรชัย กล่าว
ทั้งนี้ เป้าหมายการดำเนินงานของตลาดสินค้าเกษตรของสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด ในระยะต่อไปเมื่อตลาดได้รับการตอบรับและเป็นที่ยอมรับจากผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้น ก็อาจจะมีการพัฒนาเป็นตลาดกลางขนาดใหญ่เพื่อรองรับการกระจายสินค้าในระดับจังหวัดและภูมิภาค และจะพัฒนาให้เป็นตลาดกลางสินค้าเกษตรของจังหวัดได้ในอนาคต และพัฒนาให้เป็นสถานที่จำหน่ายข้าวสารของโรงสีเครือข่ายสหกรณ์และศูนย์จำหน่ายสินค้าจากสหกรณ์ในภาคต่าง ๆ ขณะเดียวกัน จะส่งเสริมสมาชิกรวมกลุ่มเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยที่มีคุณภาพ ปรับปรุงอุปกรณ์ทางการตลาดให้มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการเป็นสถานที่เพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรโดยการแปรรูป โดยเป้าหมายการดำเนินงาน เกษตรกรมีรายได้จากการนำสินค้าเกษตรมาจำหน่ายได้ปีละ 10,400,000 บาท

ประชุมส่งเสริมและฝึกอบรมด้านการเกษตรอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281728

ประชุมส่งเสริมและฝึกอบรมด้านการเกษตรอาเซียน

เกษตรอาเซียน, ประชุม, ส่งเสริม, และ, ฝึกอบรม, ด้าน, การเกษตร, อาเซียน

ประชุมส่งเสริมและฝึกอบรมด้านการเกษตรอาเซียน

 

กรมส่งเสริมการเกษตร จัดประชุมคณะทำงานสาขาส่งเสริมและฝึกอบรมด้านการเกษตรอาเซียน (ASEAN Sectoral Working Group on Agricultural Training and Extension ) หรือ AWGATE ครั้งที่ 24 ระหว่างวันที่ 7 – 11 มิถุนายน 2560 ณ โรงแรมไมด้า รีสอร์ท จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อพัฒนาเยาวชนเกษตรไทยและรัฐสมาชิกอาเซียนให้มีศักยภาพด้านการผลิต การใช้เทคโนโลยีทางการเกษตร การบริหารจัดการและการตลาดสินค้าเกษตร

             นางวัชรีพร  โอฬารกนก  ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการศัตรูพืช กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า      AWGATEเป็นคณะทำงานสาขาหนึ่งภายใต้การดำเนินงานในกรอบความร่วมมือด้านอาหาร การเกษตร และป่าไม้ของอาเซียน ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบในการดำเนินกิจกรรมต่างๆภายใต้คณะทำงานฯ โดยรัฐสมาชิกอาเซียนหมุนเวียนสลับกันเป็นเจ้าภาพจัดประชุม ซึ่งในปี 2560 ประเทศไทยรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดประชุม รวมทั้งทำหน้าที่เป็นประธาน บทบาทของ AWGATE เน้นการเสริมสร้างจิตวิญญาณแห่งความเป็นอาเซียนผ่านการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์การปฏิบัติงานความร่วมมือในสาขาส่งเสริมและฝึกอบรมด้านการเกษตรของอาเซียน ซึ่งประกอบด้วย

            1. การเพิ่มปริมาณ/คุณภาพของผลิตภัณฑ์เกษตรอย่างยั่งยืน 2. การส่งเสริมการอำนวยความสะดวกทางการค้า การรวมตัวทางเศรษฐกิจ และการเข้าถึงตลาด 3.ความมั่นคงทางอาหาร ความปลอดภัยทางอาหาร การมีโภชนาการที่ดี และการกระจายที่เป็นธรรม รวมถึงความเท่าเทียมกันทางเพศ 4. การพัฒนาด้านการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ ภัยธรรมชาติ และภัยอื่นๆ

             5. ช่วยเหลือผู้ผลิตรายย่อย และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม อีกบทบาทหนึ่งคือให้ความสำคัญในการเตรียมและให้การศึกษาแก่คนรุ่นใหม่ให้ตระหนักถึงความสำคัญของภาคการเกษตรและป่าไม้ และความมั่นคงทางด้านอาหาร รวมทั้งมีการดำเนินการที่เหมาะสมเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยี องค์ความรู้เกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ในปัจจุบัน การปรับตัวเพื่อรับมือกับสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง  เนื่องจากเกษตรกรและเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรยังมีความรู้ที่จำกัดในประเด็นดังกล่าว

             ผู้เชี่ยวชาญกล่าวอีกว่า ผู้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ประกอบด้วย ผู้แทนจากรัฐสมาชิกอาเซียนได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม บรูไน ดารุสซาลาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ผู้แทนสำนักงานเลขาธิการอาเซียน ผู้แทนความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานประชุม รวม 61 คน นอกจากการประชุมได้เดินทางศึกษาดูงาน ณ ศูนย์ส่งเสริมเยาวชนเกษตร และศูนย์เรียนรู้ของนายพัฒน์พงษ์ มงคลกาญจนคุณ ซึ่งเป็นเกษตรกรที่ได้รับรางวัล FAO สาขาไร่นาสวนผสม ก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ ประสบการณ์ และสามารถความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการเกษตรของประเทศตนเองได้เป็นอย่างดี

เปิดตัว FARMBOOK แอปพลิเคชั่นแจ้งปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281727

เปิดตัว FARMBOOK  แอปพลิเคชั่นแจ้งปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตร

farmbook, เล่มเขียว, เปิดตัว,  Farmbook  , แอป, พลิ, ชั่น, แจ้ง, ปรับปรุง, ข้อมูล, ทะเบียน, เกษตร

กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดตัว Farmbook  แอปพลิเคชั่นแจ้งปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตรกร

                      นายสมชาย  ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้พัฒนาแอปพลิเคชั่นใช้บนโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ชื่อ Farmbook เพื่อให้ Smart farmer ที่มีการใช้ Smart  phoneอยู่แล้วได้ใช้ประโยชน์ในการติดต่อสื่อสารกับกรมส่งเสริมการเกษตร โดยเป็นแอปพลิเคชั่นรายงานผลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรอิเลคทรอนิกส์   เกษตรกรสมัครลงทะเบียนขอใช้บริการได้ทางออนไลน์  ล็อคอินเข้าระบบผ่านเบอร์โทรศัพท์มือถือที่เคยแจ้งไว้กับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรผู้รับผิดชอบตำบล ณ สำนักงานเกษตรอำเภอที่เคยขึ้นทะเบียนไว้ ผู้ใช้จะสามารถเรียกดูข้อมูลได้เสมือนมีสมุดทะเบียนทะเบียนเกษตรกร(เล่มเขียว) ติดไว้ประจำตัวในโทรศัพท์มือถือ และระบบแอปพลิเคชั่นนี้ยังพัฒนาเปิดสิทธิให้กลุ่ม smart  farmer ได้แจ้งปรับปรุงข้อมูลการเพาะปลูกพืชได้ด้วยตนเอง  ไม่ต้องเสียเวลา  เสียค่าใช้จ่ายเดินทางไปแจ้งที่สำนักงานเกษตรอำเภอเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา   อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มช่องทางให้มีการติดต่อแจ้งข้อมูล ข่าวสาร ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเกษตรกร  กรณีพบปัญหาเร่งด่วน  แจ้งเตือนภัย หรือเกษตรกรพบปัญหาศัตรูพืชระบาด ต้องการขอคำแนะนำจากนักวิชาการอย่างรีบด่วน  จะสามารถแก้ปัญหาได้ทันท่วงที  ลดความเสียหายลงได้

               นางดาเรศร์  กิตติโยภาส ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ทดสอบระบบและสอบถามความคิดเห็นของเกษตรกร ระหว่างวันที่ 6-8 มิถุนายน 2560 กับคณะกรรมการบริหารแปลงใหญ่ข้าว  จังหวัดชัยนาท   สุโขทัย และลพบุรี  ผลปรากฏว่า เกษตรกรกลุ่มที่มาร่วมทดสอบมีการใช้ smart  phone อยู่แล้ว  ทุกคนจำหมายเลขโทรศัพท์ของตนเองที่เคยแจ้งไว้เมื่อคราวขึ้นทะเบียนกับเจ้าหน้าที่ปีที่ผ่านมาได้      ทั้งนี้การทดสอบพบว่าในกลุ่มที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปี ลงมาจะเรียนรู้ได้เร็วและสามารถใช้งานได้ทันที  มีความพึงพอใจในระบบนี้มาก เพราะจะทำให้แจ้งปรับปรุงข้อมูลได้อย่างสะดวก ณ ที่ตัวเองอยู่ไม่ต้องเดินทางไปที่สำนักงานเกษตรอำเภอเหมือนเดิม   ส่วนกลุ่มผู้ที่มีอายุมาก  แม้ว่ายังลังเลในการจะใช้งานเพราะสายตาไม่ดี  แต่ก็มีความเข้าใจถึงประโยชน์ที่จะได้รับโดยอาจจะให้ลูกหลานที่อยู่ในบ้านเป็นคนพิมพ์ข้อมูลแทนได้   ทางทีมงานผู้พัฒนาโปรแกรมได้นำข้อเสนอแนะเพิ่มเติมมาปรับปรุงแอปพลิเคชั่นให้ดีมากขึ้น ทั้งนี้จะเปิดตัวการใช้แอปพลิเคชั่นอย่างเป็นทางการในงานเกษตรไทยก้าวหน้า ภายใต้ร่มพระบารมี 27 – 31 กรกฎาคมนี้ ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ

กยท.ผนึกเครือข่ายถวาย 6 ล้านกล้าฟื้นฟูป่าอนุรักษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281671

กยท.ผนึกเครือข่ายถวาย 6 ล้านกล้าฟื้นฟูป่าอนุรักษ์

กยท, กยทผนึกเครือข่ายถวาย, CSR, ครองราชย์ครบ 70 ปี

กยท.ผนึกเครือข่ายถวาย 6 ล้านกล้าฟื้นฟูป่าอนุรักษ์

                 นายเชาว์ ทรงอาวุธ รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านบริหาร เผยว่า กยท. มุ่งมั่นและให้ความสำคัญในการดำเนินงานด้านการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) มาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2560 กยท. ได้ดำเนินงานโครงการด้าน CSR ต่างๆ มากมายหลายโครงการ ได้แก่ โครงการเศรษฐกิจพอเพียง โครงการนำร่องปลูกป่าแบบยั่งยืนในสวนยางพารา โครงการร่วมปลูกป่าและบริจาคเงินสมทบ “โครงการน้อมใจถวาย 6 ล้านกล้า ฟื้นฟูป่าอนุรักษ์ เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เพื่อลดภาวะโลกร้อน”  โครงการปลูกป่าในพื้นที่สาธารณประโยชน์ (ครองราชย์ครบ 70 ปี)  โครงการสาธารณกุศลเพื่อชุมชน  โครงการฝายชะลอน้ำ  โครงการยางปูพื้นสนามเด็กเล่น  โครงการทุนการศึกษา กยท. และโครงการรณรงค์ต่อต้านการคอรัปชั่น เป็นต้น โครงการต่างๆ เหล่านี้ เน้นประโยชน์พัฒนานำไปสู่ความยั่งยืนให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง และประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยใช้กระบวนการบูรณาการเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมทั้งจากคนในชุมชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ซึ่งนอกจากความสุขที่ได้จะเกิดขึ้นแก่คนในชุมชนนั้นๆ แล้ว ยังก่อให้เกิดความสามัคคีอันเกิดจากความร่วมมือของทุกคนอีกด้วย

               นายเชาว์ กล่าวต่อว่า ล่าสุด กยท. ได้สำรวจพื้นที่ต่างๆ พบว่า จังหวัดน่าน กำลังประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ใช้ในการอุปโภคบริโภค และใช้ในการทำเกษตรกรรม จึงมีแนวคิดสร้างและซ่อมแซมฝายชะลอน้ำใน 3 หมู่บ้าน จาก 3 อำเภอจังหวัดน่าน คือ (1) บ้านต้นผึ้ง เขตพื้นที่อำเภอปัว (2) บ้านเหนือวัด เขตพื้นที่อำเภอเมือง และ (3) บ้านพี้เหนือ เขตพื้นที่อำเภอบ้านหลวง เพื่อชะลอการไหลแรงของน้ำในช่วงฤดูฝน สร้างความชุ่มชื้นแก่ป่าบริเวณต้นน้ำ รักษาทรัพยากรธรรมชาติและความสมดุลของระบบนิเวศน์ในพื้นที่ให้มีความสมบูรณ์ รวมถึงเป็นการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในการอุปโภคบริโภคและใช้ทำการเกษตรแก่ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่ง กยท. ได้ร่วมกับผู้นำชุมชน ประชาชน หน่วยงานราชการในพื้นที่ ภาคีเครือข่ายของแต่ละพื้นที่ ทั้ง 3 หมู่บ้าน ดำเนินการสร้างและซ่อมแซมฝายชะลอน้ำสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ซึ่งเกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วน

“กยท. มีความพร้อมในการดำเนินการโครงการการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ตามกรอบแผนที่วางไว้ในปีงบประมาณ 2560 อย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อเป็นการบูรณาการให้เกิดการพัฒนาต่อสังคมร่วมกันในทุกมิติ” นายเชาว์กล่าว 

             ด้านนายชัยศรี โชติรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทยเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง กล่าวถึงโครงการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) “การเลี้ยงปลาในบ่อเคลือบน้ำยาง” จ.นครราชสีมา ว่า โครงการนี้ กยท.ได้ร่วมกับสำนักงานประมงจังหวัดนครราชสีมา และสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครราชสีมา ณ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้แนวคิดส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ หวังที่จะสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนยางมีการดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการประกอบอาชีพเสริมด้วยการเลี้ยงปลา ซึ่งจะเป็นทางเลือกให้เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้ทางเลือกเพิ่มขึ้น และยังเป็นการส่งเสริมการใช้ยางแทนการใช้ถุงพลาสติกที่มีอายุการใช้งานเพียง 2 ปีสำหรับรองพื้นบ่อ

นายธนพันธ์ ชำนาญธนา ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย จ.นครราชสีมา กล่าวว่า การปูบ่อเลี้ยงปลาด้วยน้ำยางพาราจะมีอายุการใช้งานได้นานถึง 10 ปี โดยการนำน้ำยางผสมกับสารเคมีปูพื้นบ่อเลี้ยงปลา ซึ่ง กยท. ทำบ่อเลี้ยงปลาดังกล่าวให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง จำนวน 5 ครัวเรือนในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา พร้อมทั้งสนับสนุนเงินค่าพันธุ์ปลาและอาหารปลา รวมถึงพันธุ์ไม้และเมล็ดพันธุ์ผัก ร่วมทั้งการมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนในพื้นที่ด้วย

ชงครม.ออก4มาตรการ ช่วยสวนยางรับราคาร่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281599

ชงครม.ออก4มาตรการ ช่วยสวนยางรับราคาร่วง

ครม, กนย, เพิ่มเติม, กยท

ชงครม.ออก4มาตรการ ช่วยสวนยางรับราคาร่วง

  พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 13 มิ.ย. นี้ จะเสนอ4 มาตรช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง ตามมติของคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.)ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ประกอบด้วย ประกอบด้วย 1.มาตรการขยายเวลาโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวมยางพาราภายใต้แนวทางยางพาราทั้งระบบ วงเงินสินเชื่อ 10,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและดูดซับผลผลิตที่จะออกมาสู่ตลาด โดยรัฐบาลจะชดเชยรับภาระดอกเบี้ยไม่เกิน 3%คิดเป็นงบประมาณที่รัฐต้องชดเชยทั้งสิ้น 300 ล้านบาท คาดการณ์ว่าจะสามารถดูดซับผลผลิตออกจากระบบได้ประมาณ 2 แสนตันในปี 60

2.มาตรการขยายระยะเวลาโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกร เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง วงเงินสินเชื่อ 10,000 ล้านบาท ซึ่งหมดอายุไปเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2560 ออกไปอีก 1 ปี

3.มาตรการขยายระยะเวลาโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง (เพิ่มเติม) ออกไปอีก 90 วัน เพื่อรอรับเกษตรกรตกค้างประมาณ 1.1 หมื่นครัวเรือน และ 4.มาตราขยายระยะเวลาโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายางเพื่อเพิ่มสภาพคล่องหรือบัฟเฟอร์ฟันด์ ออกไปจนถึงวันที่ 31 พ.ค. 2563

“ข้อเท็จจริงในช่วงนี้ใกล้เข้าสู่ช่วงปิดกรีดยาง ทำให้เป็นธรรมดาที่ระดับราคายางในตลาดจะมีการแกว่งตัวขึ้นลงอย่างมาก ซึ่งเมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้สั่งการให้ทางการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) หารือกับ 5 ผู้ส่งออกรายใหญ่เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันไม่ให้มีการบิดเบี้ยวกลไกตลาด ผ่านการใช้เทคนิคของผู้ซื้อ ให้ราคาเป็นธรรมมากที่สุด ซึ่งจากนี้ไปเชื่อว่า ราคาน่าจะมีทิศทางที่ดีมา “พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) กล่าวว่า ใน 4 มาตรการที่จะเสนอครม. ทั้ง 5 บริษัทผู้ส่งออกยางรายใหญ่พร้อมให้ความร่วมมือ รวมทั้งกยท. ได้ส่งหนังสือไปยังประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย เพื่อนัดประชุมวาระพิเศษในเดือนนี้ ถึงการออกมาตรการงดการส่งออกยางพารา พร้อมกันทั้ง 3 ประเทศ เพื่อยกระดับราคาให้สูงขึ้น

จากการติดตามสถานการณ์ราคายางของกยท. พบว่าตลาดได้ตอบสนองเชิงบวกต่อการดำเนินการในภาพรวม ส่งผลให้ราคายางพาราในวันที่ 8 มิ.ย. มีการปรับตัวสูง โดยราคายางแผ่นดิบณ ตลาดกลางยางพารา อ.หาดใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.14 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) อยู่ที่54.78บาทต่อกก.ยางแผ่นรมควัน ชั้น 3 ณ ตลาดกลางยางพาราฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.90 บาทต่อกก. อยู่ที่57.60บาทต่อกก.และยางแผ่นรมควัน ชั้น 3 ณ ตลาดส่งออก ท่าเรือคลองเตย กรุงเทพฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.90บาทต่อกก. อยู่ที่61.70 บาทต่อกก.

เจาะลึกการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281557

เจาะลึกการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด

EEC, คลองประแกด, ลบม, EHIA, EEC

เจาะลึกการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด สร้างความมั่นคงให้พื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก

             จังหวัดจันทบุรี เป็นจังหวัดทางชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกของประเทศไทยมีเนื้อที่ 6,388 ตารางกิโลเมตร สภาพภูมิประเทศประกอบไปด้วยป่าไม้ ภูเขา ที่ราบสูง ที่ราบลุ่มน้ำ และที่ราบชายฝั่งทะเล โดยในบริเวณทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ทิศเหนือ และทิศตะวันออกของจังหวัดจะเป็นเขตภูเขา มีความลาดชันสูง ส่วนตอนล่างเป็นที่ราบชายฝั่งทะเล และตั้งอยู่ในเขตอิทธิพลของร่องความกดอากาศต่ำของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และลมดีเปรสชั่นจากทางด้านตะวันออกของประเทศ ทำให้มีปริมาณฝนมากเป็นอันดับต้นๆของประเทศ เฉลี่ยถึง 2,600 มิลลิเมตร (มม.)/ปี มีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยต่อปีถึงมากถึง 6,662 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)

            แต่…จันทบุรีกลับขาดแหล่งกักเก็บน้ำ

เจาะลึกการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด

            ในปัจจุบัน จ.จันทบุรี มีแหล่งเก็บกักน้ำทั้งสิ้น 187 แห่ง เก็บกักน้ำได้เพียง 262 ล้านลบ.ม. สามารถส่งน้ำไปให้พื้นที่ชลประทานได้ 439,440 ไร่ จากพื้นที่การเกษตรทั้งหมด 2.3 ล้านไร่ ซึ่งจะเห็นว่าความสามารถในการเก็บน้ำของจังหวัดยังไม่ถึง 1 % ของปริมาณน้ำท่า น้ำที่เหลืออีกหลายพันล้านลูกบาศก์เมตรได้ไหลลงทะเลไปเปล่าประโยชน์ อย่างน่าเสียดาย

              นอกจากนี้พื้นที่ป่าต้นน้ำที่จะคอยดูดซับน้ำยังถูกบุกรุกทำลาย และแหล่งกักเก็บน้ำที่จะเก็บน้ำไว้ก็ไม่มีหรือมีน้อยมาก ดังนั้น เมื่อเกิดฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันน้ำก็จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่างทันที จึงทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมเป็นประจำ และแนวโน้มความรุนแรงมากขึ้น เพราะการพัฒนาเมืองและชุมชนที่ขยายออกไป มีการเพิ่มสิ่งก่อสร้าง มีการถมดิน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ขวางทางน้ำไหล แทนที่น้ำจะไหลลงทะเลเร็วกลับกลายไปเป็นการชะลอน้ำให้ขังอยู่ในพื้นที่ชุมชนต่างๆ ยิ่งถ้าเป็นช่วงที่มีน้ำทะเลหนุนยิ่งทำให้การระบายล่าช้าออกไปอีก 3 – 5 วัน

เจาะลึกการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด

             เมื่อถึงฤดูแล้งก็จะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ และน้ำทะเลหนุนสูงเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่ปลายน้ำทันที เพราะขาดแหล่งกักเก็บน้ำ ไม่มีน้ำไปผลักดันน้ำเค็ม ปัญหานี้เกิดขึ้นซ้ำซากเกือบทุกปี หนักบ้างเบาบ้างแล้วแต่ว่า ปีนั้นๆสภาพฝนเป็นอย่างไร

            ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า การแก้ไขปัญหาน้ำของจังหวัดจันทบุรีนั้นจำเป็นจะต้องพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำเพิ่มขึ้นในทุกลุ่มน้ำซึ่งกรมชลประทานได้วางแผนที่จะพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีให้สามารถเก็บกักน้ำได้ร้อยละ 20 ของปริมาณน้ำท่า หรือประมาณ 1,333 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) และเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้อีก 934,000 ไร่ หรือร้อยละ 40 ของพื้นที่ทางการเกษตรทั้งหมด ซึ่งจังหวัดจันทบุรีเป็นรอยต่อของลุ่มน้ำหลัก 3 ลุ่มน้ำด้วยกัน คือ ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก ลุ่มน้ำพระสทึง และลุ่มน้ำโตนเลสาบ นอกจากนี้ยังมีลุ่มน้ำย่อยหรือลุ่มน้ำสาขาอีกหลายลุ่มน้ำ

                ลุ่มน้ำคลองวังโตนด เป็นหนึ่งในลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก ก็ประสบปัญหาเรื่องน้ำทั้งเช่นเดียวกับลุ่มน้ำอื่นๆของจังหวัดจันทบุรี ในปี 2535 กรมชลประทานได้เข้าไปศึกษาเบื้องต้นในการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด ซึ่งผลการศึกษาครั้งนั้น พบว่า หากจะแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน จะต้องมีการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางในพื้นที่ต้นน้ำ 4 แห่งตามลำดับความสำคัญ ดังนี้ อ่างเก็บน้ำคลองประแกด ที่ ต. พวา อ.แก่งหางแมว ความจุ 60 ล้าน ลบ.ม. ไร่ อ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ ต. พวา อ.แก่งหางแมว ความจุ 68 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำคลองหางแมว ต.ขุนซ่อง อ.แก่งหางแมว ความจุ 80 ล้านลูกบาศก์เมตร และอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ต.ขุนซ่อง อ.แก่งหางแมว ความจุ 99 ล้านลูกบาศก์เมตร

                “ขณะนี้อ่างเก็บน้ำคลองประแกด อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2561 ส่วนอ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ และอ่างเก็บน้ำคลองหางแมว น่าจะเริ่มก่อสร้างปีได้ในปี 2561 จะเหลือเฉพาะอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดที่อยู่กำลังดำเนินการศึกษาทบทวนความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล่้อม” ดร.สมเกียรติกล่าว

เจาะลึกการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด

                   โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด เป็น 1 ใน 4 อ่างที่มีความสำคัญและมีขนาดใหญ่ที่สุด นอกจากการศึกษาเบื้องต้นเมื่อปี 2535 แล้ว กรมชลประทานได้การศึกษาความเหมาะสมอีกครั้งในปี 2545 แต่ต่อมาเมื่อปี 2552กรมอุทยานแห่งชาติฯได้ประกาศให้ บริเวณพื้นที่โครงการบางส่วนอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น กรมชลประทานจึงได้ศึกษาวิเคราะห์ความเหมาะสมและทบทวนผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EHIA) เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยกำหนดขอบเขตของการศึกษาไว้อครอบคลุมสมบูรณ์ในทุกๆด้าน ทั้งด้านวิชาการ ด้านสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อม ด้านการบริหารจัดการน้ำ สภาพปัญหาและศักยภาพในปัจจุบัน รวมทั้งจัดทำมาตรการป้องกันแก้ไขและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานภาครัฐ และประชาชนในพื้นที่

               ในการศึกษา EHIA ครั้งนี้กรมชลประทานได้รับความร่วมมือจากกลุ่มผู้ใช้น้ำต่างๆ ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และหน่วยงานภาครัฐ เอกชนในพื้นที่เป็นอย่างดี ทุกครั้งที่เปิดเวทีจัดกิจกรรม ก็จะมีทุกภาคส่วนร่วมชี้แจงสะท้อนปัญหาและให้ข้อเสนอแนะ เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ตรงกับความต้องการของชุมชนมากที่สุด

               “ขณะนี้การศึกษาได้เสร็จเรียบร้อยแล้ว มีผลสรุปยืนยันว่า มีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำได้ในทุกภาคส่วน และยังสามารถบรรเทาอุทกภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความคุ้มค่าในการลงทุน หากไม่ติดขัดปัญหาอะไร น่าจะสามารถเริ่มต้นดำเนินการก่อสร้างได้ในปี 2563” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

               สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ตัวเขื่อนตั้งอยู่อยู่บริเวณบ้านโป่งเกตุ ต.ขุนซ่อง อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี มีลักษณะเป็นเขื่อนดินสูง 25 เมตร ยาว 3,000 เมตร อ่างเก็บน้ำมีความจุ 99.50 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับน้ำฝน 255 ตร.กม. และมีปริมาณน้ำท่าไหลลงอ่างฯในเกณฑ์เฉลี่ย 120 ล้าน ลบ.ม./ปี เมื่อแล้วเสร็จจะมีพื้นที่ได้รับประโยชน์ถึงประมาณ 88,000 ไร่ และจะทำให้การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองวังโตนดได้เต็มประสิทธิภาพ สามารถบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำและปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยฟื้นฟูสภาพนิเวศวิทยา คุณภาพน้ำ ตลอดลำน้ำให้อุดมสมบูรณ์ เพื่อเป็นแหล่งน้ำดิบสำหรับอุปโภคบริโภคในพื้นที่อย่างเพียงพอ

                   นอกจากนี้ยังสามารถผันน้ำส่วนเกินความต้องการในช่วงฤดูฝน จากบริเวณฝายวังโตนดเข้าสู่ระบบชลประทานไปเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง เพื่อเป็นแหล่งน้ำดิบสำรองรองรับ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC ) ในระยะแรกเฉลี่ยประมาณปีละ 60ล้านลบ.ม. และสามารถเพิ่มปริมาณการผันน้ำในอนาคตได้ถึง 100 ล้านลบ.ม.อีกด้วย ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงน้ำให้กับพื้นที่ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ที่เป็นเขตเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศไทย

                “หากสามารถดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำได้เต็มศักยภาพครบทั้ง 4 แห่ง พร้อมฝายคลองวังโตนดตามแผนการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด ของกรมชลประทานนั้น จะทำให้ลุ่มน้ำคลองวังโตนดเป็นลุ่มน้ำตัวอย่างอีกลุ่มน้ำหนึ่ง ที่สามารถบริหารจัดการแก้ปัญหาเรื่องน้ำ ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง และผลักดันน้ำเค็ม ได้อย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้ทั่วทั้งลุ่มน้ำ เสริมความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับลุ่มน้ำคลองวังโตนด ซึ่งเป็นแหล่งปลูกผลไม้ส่งออกชั้นดีของประเทศ ไม่ว่า ทุเรียน ลำไย มังคุด เงาะ กล้วยไข่ สร้างรายได้เข้าประเทศปีละกว่า 25,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีน้ำเหลือที่ส่งไ่ปช่วยเสริมความมั่นคงให้กับพื้นที่ EEC อีกด้วย” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

             ด้านนายวิเชียร งามระเบียบ รองประธานกลุ่มบริหารการใช้นำ้คลองวังโตนด ซึ่งเป็นหนึ่งในเกษตรกรที่ใช้น้ำจากคลองวังโตนดตอนล่าง กล่าวด้วยว่าเกษตรกรส่วนใหญ่จะประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายนของทุกปี เนื่องจากน้ำในคลองแห้งต้องซื้อน้ำใส่รถมาใช้รดสวนผลไม้ ที่สูบน้ำจากประะตูระบายน้ำทุ่งเบญจาที่สร้างปิดกั้นคลองวังโตนด แต่หลังจากที่กรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างประะตูระบายน้ำทุ่งเบญจาปิดกั้นคลองวังโตนดแล้วเสร็จและเปิดใช้งานเมื่อ 3-4 เดือนที่ผ่านมา เกษตรกรมีน้ำเพียงพอ มีความสุข รายได้ก็ดีขึ้นด้วย และหากกรมชลประทานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำทางตอนบนทั้ง 4 แห่งเสร็จสมบูรณ์ ก็ยินดีที่จะแบ่งปันน้ำในส่วนที่เหลือใช้ให้กับพื้นที่อื่น ๆ ที่ต้องการน้ำด้วย

               หากมองประโยชน์ที่ทุกภาคส่วนจะได้รับ เมื่อเทียบกับเงินลงทุนที่ใช้ในการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนดประมาณ 3,193 ล้านบาทแล้ว ถือว่าคุ้มค่ามาก