กยท.ผนึกผู้ประกอบกิจการยางถกปัญหาราคาร่วงผิดปกติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281551

กยท.ผนึกผู้ประกอบกิจการยางถกปัญหาราคาร่วงผิดปกติ

กยท, มหาชน, 7 มิย 2560

กยท.ผนึกผู้ประกอบกิจการยางถกปัญหาราคาร่วงผิดปกติ

           เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2560 การยางแห่งประเทศไทย นำโดย พลเอกฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย และ ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ร่วมหารือตัวแทนบริษัทผู้ส่งยางรายใหญ่ 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด(มหาชน) บริษัท เซาท์แลนด์ รับเบอร์ จำกัด และบริษัท วงศ์บัณฑิต จำกัด หวังหาแนวทางการแก้ปัญหาราคายางในตลาดโลกลดลงอย่างผิดปกติ และกำหนดมาตรการเพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้เกิดขึ้น

         พลเอกฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย เผยว่า การเชิญผู้ประกอบกิจการยางรายใหญ่ของประเทศร่วมหารือในครั้งนี้ เพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหาราคายางในตลาดโลกที่ลดลงอย่างผิดปกติ และกำหนดมาตรการเพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้เกิดขึ้น เพราะไทยเป็นประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลก

            “ไม่มีใครพูดได้ว่าราคายางจะดีหรือไม่ดี แต่ราคาจะต้องมีเสถียรภาพ ทุกคนต่างหวังว่าราคายางจะมีการขยับขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ ตอนนี้สถานการณ์เรียกว่ามีการลดลงอย่างผิดปกติ ซึ่งสาเหตุนั้นได้มีการวิเคราะห์กันว่าเกิดจากหลายปัจจัย โดยหลังจากได้มีการพูดคุยร่วมกันกับตัวแทนบริษัทเอกชนผู้ส่งออกยางรายใหญ่ จึงมีการกำหนดแนวทางและมาตรการในการแก้ไขปัญหาราคายางที่ลดลง เพื่อช่วยผลักดันให้ราคายางมีเสถียรภาพ ทั้งนี้ กยท.จะมีการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเมื่อมีความจำเป็น หากมาตรการที่ดำเนินการไปแล้วยังไม่เกิดเสถียรภาพ ก็จะต้องเร่งหาแนวทางหรือมาตรการอื่นแก้ไขกันอย่างต่อเนื่องกับผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน”

          ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กยท. มีหน้าที่เป็นคนกลางในการประสานหาแนวทางที่ดีที่สุดให้แก่วงการยางพาราไทย ซึ่งนอกจากรับฟังปัญหาความเดือดร้อนและความต้องการของพี่น้องเกษตรกรแล้ว กยท. ยังได้เชิญผู้ประกอบกิจการยาง มาร่วมหารือถึงที่มาของปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วน ซึ่งในวันนี้ (7 มิ.ย. 2560) ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากตัวแทนผู้ส่งออกยางพารารายใหญ่ของไทย ซึ่งทุกฝ่ายมีความเห็นตรงกันว่า ราคายางพารา ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีความผิดปกติ เพราะฉะนั้นจากนี้ต่อไปจะมีมาตรการร่วมกันในการแก้ไขราคายางให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติและเกิดเสถียรภาพมากขึ้น

            ดร. ธีธัช กล่าวเพิ่มเติมว่า การขึ้นลงของราคาเป็นเรื่องที่เกิดจากการซื้อขายในตลาดโดยทั่วไป แต่การขึ้นลงของราคายางอย่างรวดเร็วจนผิดปกติในช่วงที่ผ่านมา เป็นเรื่องที่ต้องนำมาพิจารณาแก้ไขอย่างเร่งด่วน ปัจจุบัน ราคาซื้อขายภายในประเทศมาจากการอ้างอิงราคาซื้อขายยางในตลาดล่วงหน้า เพราะฉะนั้นแนวทางแก้ปัญหาราคายางจะต้องเข้าไปแก้ไขทั้งในส่วนของตลาดซื้อขายปัจจุบันและในตลาดล่วงหน้าด้วย  เพราะทุกสิ่งล้วนสัมพันธ์กันหมด

              “ในขณะที่ตลาดโลกยังคงความต้องการยางพารามาก ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาขณะนี้เป็นเพียงในระยะสั้นเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นค่าเงินที่มีการแข็งค่าขึ้น ราคาน้ำมันที่มีการปรับตัวลดลง ซึ่งไม่นานก็จะย้อนกลับไปสู่จุดสมดุล แต่การที่ราคาลดลงเร็วอย่างผิดปกติ จะต้องแก้ที่ต้นเหตุและหาแนวทางเพื่อให้การเคลื่อนไหวของราคายางมีเสถียรภาพ” ผู้ว่าการ กยท. กล่าว

              ดร.ธีธัช ย้ำด้วยว่า  สถานการณ์ขณะนี้ส่วนหนึ่งมาจากข่าวลือที่ไม่มีข้อมูลจริงอ้างอิง ทำให้ส่งผลต่อจิตวิทยาในการลงทุน เพราะฉะนั้น มาตรการที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาจึงไม่ใช่เรื่องของการเอาเงินเข้าไปแก้ไข แต่เป็นการช่วยให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายได้รับข่าวสาร ข้อมูลที่เป็นความจริงโดยทั่วกัน ทั้งนี้ ยังมีมาตรการที่เป็นความร่วมมือของประเทศผู้ส่งออกระดับโลก อย่างเช่น ข้อตกลงเรื่องการจำกัดการส่งออก แต่เป็นเรื่องที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้ง 3 ประเทศร่วมกัน ในขณะเดียวกันภายในประเทศจะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง กยท. และผู้ประกอบกิจการยาง รวมถึง ทุกภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องที่จะทำให้เกิดเสถียรภาพราคายาง

              ด้าน นายไชยยศ สินเจริญกุล นายกสมาคมยางพาราไทย และ กรรมการบริหาร บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สืบเนื่องจากราคายางในตลาดโลกช่วง 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา ลดลงแบบผิดปกติ เพราะฉะนั้นด้านผู้ประกอบการ และตัวแทนของภาคเอกชนผู้ประกอบกิจการยางพารา จึงมาหารือปัญหาราคายางร่วมกันกับภาครัฐ และมีมาตรการในการแก้ไขปัญหาราคายาง ทั้งนี้ ทุกคนยอมรับว่าราคายางลงผิดปกติ ทั้งที่ยางพาราไม่ได้ล้นตลาดมาก  และพื้นฐานการใช้ยางไม่ได้เป็นไปตามกลไกตลาด วันนี้จึงร่วมกันหารือ พร้อมกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาราคายางให้มีเสถียรภาพที่ชัดเจน และจะเริ่มต้นทำทันที เพื่อดูแลให้ราคายางมีเสถียรภาพ

“ราคายางในตลาดโลกเดียวกัน กลไกก็จะเหมือนสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ส่วนตลาดล่วงหน้าถ้ามีผู้เข้าซื้อขายในตลาดล่วงหน้าเยอะๆ ราคาเหล่านั้นจะเป็นตัวชี้นำตลาดซื้อขายจริงได้ โดยตลาดล่วงหน้าของยางพาราจะมีอยู่ 3 ตลาด ได้แก่ ตลาดสิงคโปร์ ตลาดเซี่ยงไฮ้ และตลาดโตเกียว จึงไม่สามารถบอกราคาที่แน่นอนเป็นราคาเดียวได้ สำหรับกลุ่มพวกเรา 5 เสือ อยู่ในตลาดสินค้าที่มีการซื้อขายจริง ไม่ใช่ตลาดล่วงหน้าแน่นอน  ดังนั้น มาตรการที่ได้มีการร่วมประชุมหารือกันนี้ จะเป็นกลไกที่เราจะทำให้ราคามีเสถียรภาพ แต่ขณะนี้ไม่สามารถบอกให้ทราบได้ว่าจะใช้แนวทางและวิธีการอย่างไร” นายกสมาคมยางพาราไทย กล่าวย้ำ

“เอสซีจี”สานต่อที่พ่อทำ ร่วมสร้างฝายทั่วไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281496

“เอสซีจี”สานต่อที่พ่อทำ ร่วมสร้างฝายทั่วไทย

สร้างฝายทั่วไทย, ร่วมสร้างฝายทั่วไทย, เอสซีจี

“เอสซีจี”สานต่อที่พ่อทำ ร่วมสร้างฝายทั่วไทย

           เอสซีจี ชวนร่วมเดินทางตามรอยพ่อกับทริปรักษ์น้ำ The Journey สานต่อที่พ่อทำ สร้างฝายทั่วไทย

เอสซีจี ชวนผู้สนใจร่วมกิจกรรมสุดพิเศษเพื่อออกเดินทางไปนำของขวัญจากพ่อกลับมาพัฒนาชุมชนของตัวเองในทริป “รักษ์น้ำ The Journey สานต่อที่พ่อทำ สร้างฝายทั่วไทย” ณ จังหวัดลำปางและเชียงใหม่ ในวันที่ 24 – 27 มิถุนายน 2560 โดยรับสมัครเฉพาะผู้สนใจที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี นครศรีธรรมราช หรือ ขอนแก่น มีอายุระหว่าง 17-28 ปี ทั้งชายและหญิง

หมดเขตรับสมัครผู้เข้าร่วมกิจกรรมวันที่ 12 มิถุนายน 2560 ติดตามรายละเอียดและกติกาการรับสมัครเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/SCGWater

นนทบุรีจัดใหญ่งาน”ทุเรียนไทยเมืองนนท์” 8-12 มิถุนายนนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281436

นนทบุรีจัดใหญ่งาน”ทุเรียนไทยเมืองนนท์” 8-12 มิถุนายนนี้

ทุเรียนนนท์, 8-12, มิถุนายนนี้, ทุเรียนไทยเมืองนนท์

นนทบุรีจัดใหญ่งาน”ทุเรียนไทยเมืองนนท์” 8-12 มิถุนายนนี้

 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซาเวสต์เกต ร่วมกับ จังหวัดนนทบุรี สำนักงานเกษตรจังหวัดนนทบุรี และ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี นนทบุรี จำกัด ได้กำหนดจัดงาน “ทุเรียนไทย” Nonthaburi The King of Durian ขึ้นเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การปลูกทุเรียนแบบวิถีนนท์ ตามภูมิปัญญาของชาวสวนจังหวัดนนทบุรี ส่งเสริมการตลาดทุเรียน ทุเรียนแปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตร ร่วมปลูกฝังการอนุรักษ์สวนทุเรียนนนท์ ส่งเสริมการคงไว้ซึ่งสวนทุเรียนให้บุคคลทั่วไปได้รู้จักที่มาของทุเรียนนนท์ที่กล่าวขวัญกันมายาวนานมิลืมเลือน ด้วยคุณภาพและความอร่อย

โดยภายในงานได้จัดให้มีการจัดแสดงนิทรรศการการปลูกทุเรียนแบบวิถีนนท์ จัดแสดงนิทรรศการองค์ความรู้เรื่องสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ทุเรียนนนท์(GI) โครงการอนุรักษ์สวนทุเรียนนนท์ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ และนิทรรศการความเป็นมาของทุเรียนนนท์

การออกร้านจำหน่ายทุเรียนและผลไม้ต่างๆ จากเกษตรกรผู้ผลิตโดยตรง พร้อมผลิตภัณฑ์แปรรูปจากทุเรียน สินค้าเกษตรปลอดภัย ผลิตภัณฑ์กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชนของจังหวัดนนทบุรี

จัดกิจกรรมสาธิตเมนูอาหารคาวหวานจากทุเรียน อาทิ ยำทุเรียนกรอบ สมูธตี้ทุเรียน วุ้นข้าวเหนียวทุเรียน ฯ ที่ผู้เรียนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันหรือนำไปประกอบเป็นอาชีพได้

ครั้งแรกกับการจิบชา คู่กับหลากหลายเมนูจากทุเรียน ในบรรยากาศสุดชิลล์ สไตล์ อิงลิช วินเทจ การ์เด้นท์

และไฮไลท์ของงาน คือ การประมูลทุเรียนนนท์ ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 10 มิถุนายนนี้ เพื่อนำรายได้มอบเป็นการกุศล โดยทุเรียนที่จะประมูลมีทั้งหมด 6 ลูก เป็นทุเรียนพันธุ์ก้านยาว 3 ลูก และพันธุ์หมอนทอง 3 ลูก คาดว่ามูลค่าการประมูลรวมทั้งสิ้นกว่าล้านบาท

งานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-12 มิถุนายน 2560 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซาเวสต์เกต อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี

กยท.เตรียมปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ 2.5พันล้านแก่ชาวสวนยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281435

กยท.เตรียมปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ 2.5พันล้านแก่ชาวสวนยาง

25พันแก่ชาวสวนยาง, ธีธัช, กยท

กยท.เตรียมปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ 2.5พันล้านแก่ชาวสวนยาง

           การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) พร้อมปล่อยเงินให้กู้ยืม ในวงเงินรวมกว่า 2.5พันล้าน โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยต่ำสุด 1% แก่เกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. หวังพัฒนาปรับปรุงคุณภาพยางพาราในประเทศให้เกิดเสถียรภาพด้านราคาอย่างยั่งยืน สร้างนวัตกรรมสอดรับยุค Thailand 4.0

           ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย เห็นชอบหลักเกณฑ์จัดสรรเงินให้กู้ยืมกองทุนพัฒนายางพาราตามมาตรา 49(3) หมวดที่ 1 เงินให้กู้ยืม โดยการจัดสรรเงินให้กู้ยืมแก่เกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยาง เป็นเงินงบประมาณที่มาจากมาตรา 49 (3) ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการสนับสนุน ส่งเสริม และให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยาง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการประกอบอาชีพการทำสวนยาง ค่าใช้จ่ายสำหรับปรับปรุงคุณภาพการผลิต การแปรรูป การตลาด อุตสาหกรรมการแปรรูปยางขั้นต้น อุตสาหกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง และอุตสาหกรรมไม้ยาง รวมไปถึงการดำเนินการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับยางพารา ซึ่งในภาพรวม เงินทุนกู้ก้อนนี้จะช่วยในการพัฒนายางพาราทั้งระบบ และการรักษาเสถียรภาพราคายางในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

         ดร.ธีธัช กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทเงินทุนหมุนเวียนโดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยสำหรับเกษตรกรชาวสวนยาง คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.25 สำหรับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ในระยะเริ่มต้น/พัฒนา คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.5 และในระยะก้าวหน้า คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ในส่วนของผู้ประกอบกิจการยาง กำหนดอัตราดอกเบี้ยออกเป็น 3 อัตรา คือ ดอกเบี้ยสำหรับผู้ประกอบกิจการยางประเภทบุคคลธรรมดา ร้อยละ 2.5 ส่วนประเภทวิสาหกิจชุมชน คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 และ ประเภทนิติบุคคล คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4

            “ด้านประเภทการกู้เพื่อแปรรูปเพิ่มมูลค่า ฯลฯ สำหรับเกษตรกรชาวสวนยาง  คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.75 สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางทั้งในระยะเริ่มต้น/พัฒนา และระยะก้าวหน้า คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 และสำหรับผู้ประกอบกิจการยาง แบ่งเป็นประเภทบุคคลธรรมดา คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ประเภทวิสาหกิจชุมชน คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.5 และ ประเภทนิติบุคคลคิด อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3.5” ดร.ธีธัช กล่าว

           ผู้ว่าการ กยท. กล่าวย้ำว่า ในปีงบประมาณ 2560 นี้ กยท. ได้จัดสรรงบประมาณจากกองทุนพัฒนายางพารา มาตรา 49(3) เงินให้กู้ยืม เป็นเงิน จำนวน 2,567 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้พร้อมให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบกิจการยาง ที่ได้ขึ้นทะเบียนกับ กยท. และประสงค์จะกู้เงินทุนดังกล่าวเพื่อพัฒนาการทำสวนยาง พัฒนาคุณภาพยางพารา ผลิตภัณฑ์ยางพารา และธุรกิจยางพารา ให้มีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้นได้แล้ว โดยสามารถยื่นคำขอกู้ได้ทันทีที่ กยท. ทุกจังหวัดและทุกสาขาทั่วประเทศ ทั้งนี้ กยท. มั่นใจว่าสามารถช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยาง ในการพัฒนาคุณภาพของผลผลิตนำไปสู่มาตรฐานการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่ายาง ต่อยอดไปจนเกิดการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ตอบรับนโยบาย Thailand 4.0 ซึ่งจะนำไปสู่การมีเสถียรภาพด้านราคายางในประเทศไทยต่อไป

ฝนหลวงเร่งเติมน้ำเขื่อนแม่กวงน้ำ เลี่ยงพื้นที่ประสบภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281434

ฝนหลวงเร่งเติมน้ำเขื่อนแม่กวงน้ำ เลี่ยงพื้นที่ประสบภัย

ฝนหลวง, เร่ง, เติม, น้ำ, เขื่อน, แม่, กวง, เลี่ยง, พื้นที่, ประสบภัย

ฝนหลวงเร่งเติมน้ำเขื่อนแม่กวง เลี่ยงพื้นที่ประสบภัย

   

วันที่ 7 มิถุนายน 2560 เวลา 15.00 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและ  การบินเกษตร กล่าวว่า จากรายงานสภาพอากาศประจำวัน พบว่า มีหย่อมความกดอากาศต่ำที่มาจาก   อ่าวเบงกอล ได้พัดเข้าปกคลุมตอนบนของประเทศไทย ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทยมีกำลังแรง ทำให้ทางภาคเหนือตอนบนอาจมีฝนตกลงน้อยกว่าภาคอื่น จึงได้สั่งการให้ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ ประสานงานกับสำนักชลประทานที่ 1 กรมชลประทาน เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยได้ข้อมูลว่า ปริมาณน้ำในเขื่อนกักเก็บน้ำ

ในภาคเหนือยังสามารถรองรับปริมาณน้ำฝนได้ และมีความต้องการเพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บในเขื่อนทางภาคเหนือ จึงได้สั่งการให้ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ ขึ้นปฏิบัติการเติมน้ำในเขื่อนในภาคเหนือ ทั้งเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล และเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ขึ้นปฏิบัติการไปจำนวน 11 เที่ยวบิน จำนวนชั่วโมงบิน 16.40 ชั่วโมง ใช้สารฝนหลวงจำนวน 9.3 ตัน พบว่ามีฝนตกเล็กน้อย ในพื้นที่บริเวณลุ่มรับน้ำเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล และเขื่อนแม่กวงอุดมธารา

ซึ่งจากการปฏิบัติการฝนหลวง พบว่าปริมาตรน้ำไหลลงเขื่อนภูมิพล 16.22 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาตรน้ำไหลลงเขื่อนสิริกิติ์ 4.02 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาตรน้ำไหลลงเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล 0.20 ล้านลูกบาศก์เมตร และปริมาตรน้ำไหลลงเขื่อนแม่กวงอุดมธารา 0.14 ล้านลูกบาศก์เมตร ทั้งนี้ โดยก่อนการปฏิบัติการฝนหลวง ได้เน้นย้ำให้ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม และพื้นที่น้ำท่วมขัง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่

นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ดูความก้าวหน้าเกษตรแปลงใหญ่จ.จันทบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281433

นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ดูความก้าวหน้าเกษตรแปลงใหญ่จ.จันทบุรี

เกษตรแปลงใหญ่, นายกรัฐมนตรี, พื้นที่, ความก้าวหน้า, เกษตร, แปลง, ใหญ่, จันทบุรี

นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ดูความก้าวหน้าเกษตรแปลงใหญ่จ.จันทบุรี

วันที่ 7 มิถุนายน 2560) เวลา 10.00 น. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ติดตามผลงานเด่นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยกผลสำเร็จจากการส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่และการบริหารจัดการผลไม้จังหวัดจันทบุรี เป็นต้นแบบของประเทศ ณ สหกรณ์การเกษตรเขาคิชณกูฎ จังหวัดจันทบุรี

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมความสำเร็จจากการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่อย่างครบวงจร และการบริหารจัดการผลไม้อย่างมีคุณภาพ พร้อมพบปะกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ กว่า 1,000 คน โดยมีการมอบเงินสนับสนุนสินเชื่อเพื่อพัฒนาการเกษตรแบบแปลงใหญ่ และเครื่องจักรกลการเกษตรภายใต้โครงการ Motor pool แก่แปลงใหญ่โคนมสอยดาว จำนวน 10 ล้านบาท ตลอดจนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการรับซื้อผลไม้ให้สหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฎ จำกัด  25 ล้านบาท และมอบสถานีสูบน้ำบ้านท่าอุดมเพื่อสนับสนุนพื้นที่แปลงใหญ่  1 โครงการ พร้อมเยี่ยมชมกระบวนการจัดการและควบคุมคุณภาพผลไม้ก่อนการส่งออก การส่งออกการประมูลมังคุดแปลงใหญ่และแปลงใหญ่ประชารัฐกุ้งขาว อำเภอท่าใหม่ ซึ่งเกษตรกรปรับเปลี่ยนการเลี้ยงกุ้งในบ่อเลี้ยงที่ปูพีอีและมีการปรับคุณภาพน้ำด้วยเทคโนโลยี 3 สะอาด ได้แก่ น้ำสะอาด บ่อสะอาด และกุ้งสะอาด ตามแนวทางประชารัฐ ร่วมกับบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ ทำให้กุ้งปลอดโรค EMS ระยะเวลาการเลี้ยงลดลง จากเดิม 4 เดือนต่อรอบ เป็น 2 เดือนต่อรอบ ส่งผลให้กุ้งมีผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมเฉลี่ย 1,000 กก./ไร่/รุ่น เพิ่มเป็น 1,100 กก./ไร่/รุ่น

พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวรายงานผลการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่และการบริหารจัดการผลไม้ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่มากว่า 3ปี เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีการบริหารจัดการร่วมกันตั้งแต่การผลิต จนถึงการตลาดเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และมีมาตรฐานภายใต้การบริหารจัดการที่ดี จนปัจจุบันแปลงใหญ่ได้ขยายเป็น 2,138 แปลง สำหรับผลจากการดำเนินงานในปี 2559 ส่งผลให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิตลงได้ 3,437.82 ล้านบาท มูลค่าผลผลิตเพิ่มขึ้น 1,427.12 ล้านบาท ทำให้เกษตรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตได้รวม 4,864.94 ล้านบาท เกษตรกรมีการบริหารจัดการที่ดีส่งผลให้กลุ่มมีความเข้มแข็ง โดยมีสถานะเป็นกลุ่มเกษตรกรจำนวน 109 กลุ่ม ทั้งนี้ กระทรวงเกษตร ฯ มุ่งหวังที่จะยกระดับและพัฒนาคุณภาพเกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่ให้เป็น Smart Farmer ทั้งหมด และพัฒนาคุณภาพสินค้าให้มีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาดโลกต่อไป

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวกับเกษตรกรที่มาให้การต้อนรับว่า การลงพื้นที่ตรวจราชการในวันนี้ เพื่อมารับทราบการทำงานร่วมกันของภาคประชาชนาครัฐ และภาคเอกชนในการพัฒนาศักยภาพของจังหวัดจันทบุรีให้แข็งแกร่ง และยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งอาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพของประชากรส่วนใหญ่ทั้งประเทศ การพัฒนาจะต้องพัฒนาแบบครบวงจร บริหารจัดการทั้งระบบตั้งแต่กระบวนการผลิตไปถึงช่องทางการจำหน่ายผลผลิต เกษตรกรจึงต้องมีการพัฒนาตนเอง ควบคู่กับการพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพอยู่เสมอ อย่ามุ่งเน้นแต่เรื่องราคาอย่างเดียว ต้องพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพ ราคาพืชผลจะได้ดีขึ้น อีกทั้งแนะนำให้เกษตรกรได้มีการรวมกลุ่มเป็นเกษตรกรแปลงใหญ่ เกิดการรวมกลุ่มจัดตั้งสหกรณ์เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงและมีการขับเคลื่อนกันอย่างเข้มแข็ง สร้างอำนาจในการต่อรองกับพ่อค้าคนกลาง สร้างผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ประจำกลุ่ม รวมทั้งสร้าง story เพื่อให้เกิดความน่าสนใจสร้างมูลค่าให้กับสินค้า นำเทคโนโลยีมาพัฒนาสินค้าให้ได้มาตรฐาน มีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้นแล้วพัฒนาต่อยอดขยายช่องทางการตลาด รวมถึงขยายเครือข่ายให้มากขึ้น

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวชื่นชมกลุ่มเกษตรกรจังหวัดจันทบุรีที่มีความพร้อมในการรวมกลุ่มเพื่อสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมให้มีความมั่นคงและยั่งยืน และขอให้ใช้ศักยภาพของพื้นที่ที่มีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ในเรื่องของดินและความเหมาะสมของสภาพภูมิอากาศต่อยอดให้เกิดประโยชน์ในผลิตผลมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งรวมกันทำเกษตรแบบแปลงใหญ่ผ่านกลไกประชารัฐตามแนวทางนโยบายของรัฐบาล โดยรัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสินเชื่อ และเครื่องจักรกลการเกษตร แต่จะต้องช่วยกันดูรักษาให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานในการนำไปประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างมีคุณภาพ และกล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคเอกชนที่มีความตั้งใจ ทุ่มเทในการพัฒนาจังหวัดจันทบุรีร่วมกัน และขอให้การดำเนินงานมีความต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืนต่อไป

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมกระบวนการจัดการและควบคุมคุณภาพผลไม้ก่อนส่งออกและกระบวนการประมูลมังคุดแปลงใหญ่  รวมทั้งเยี่ยมชมนิทรรศการแสดงผลการดำเนินงานเกษตรแปลงใหญ่ทั้งเกษตรแปลงใหญ่ไม้ผล และแปลงใหญ่โคนม

ยกระดับเมืองจันท์เป็น มหานครผลไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281432

ยกระดับเมืองจันท์เป็น มหานครผลไม้

จันทบุรี, มหานครผลไม้, วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด, วิสาหกิจเพื่อสังคม, แบรนดิ้ง, ผลจันท์

ยกระดับเมืองจันท์เป็น มหานครผลไม้

 วันที่ 7 มิ.ย. 60  เวลา 13.30 น.  ณ บริเวณงาน  “มหานครผลไม้ FRUITPITAL FAIR 2017”  องค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี  พลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะ ได้เดินทางไปร่วมงาน“มหานครผลไม้ FRUITPITAL FAIR 2017”   เพื่อเยี่ยมชมผลงานของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐจังหวัดจันทบุรี  (บริษัทประชารัฐรักสามัคคี (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด) และมอบใบหุ้นให้แก่ภาคส่วนต่าง ๆที่สนับสนุนตลาดประชารัฐสามัคคี  จังหวัดจันทบุรี  โดยมี นายวิทูรัช ศรีนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี

นายจอมศักดิ์ ภูติรัตน์ ประธานหอการค้าจังหวัดจันทบุรี  หัวหน้าส่วนราชการและประชาชน มารอให้การต้อนรับ
นายจอมศักดิ์ ภูติรัตน์ ประธานหอการค้าจังหวัดจันทบุรี กล่าวรายงานว่า การจัดตลาดประชารัฐ เพื่อชุมชนสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย  โดยได้นำสินค้าทางการเกษตรของเกษตรกรนำมาจัดจำหน่ายตามโครงการตลาดประชารัฐเพื่อชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง กลไกการผลิต สนับสนุนและส่งเสริมตลาดสินค้าของชุมชน เพื่อให้เกิดการพัฒนาและบริหารชุมชน จนถึงการสร้างอาชีพใหม่ หรืออาชีพเสริม โดยการแข่งขันทางการค้า จะนำไปสู่การสร้างความเป็นชุมชนที่เข้มแข็งและยั่งยืน กระตุ้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง  โดยการนำผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพจากชุมชน หมู่บ้าน และผลผลิตที่ได้จากโครงการตามนโยบายของรัฐทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย

นอกจากนี้  บจ.ประชารัฐรักสามัคคีจันทบุรี (วิสาหกิจเพื่อสังคม) ยังได้สร้างโมเดลธุรกิจของตัวเอง โดยเล็งเห็นว่า “แบรนดิ้ง” เป็นสิ่งสำคัญ จึงได้สร้างแบรนด์ชื่อ “ผลจันท์” พร้อมพัฒนาช่องทางจำหน่ายหรือเอาต์เลต     พรีเมี่ยมอยู่ในห้าง อาทิ โรบินสัน  บิ๊กซี และตามแหล่งท่องเที่ยว เพื่อขับเคลื่อนโครงการประชารัฐรักสามัคคีตามแนวยุทธศาสตร์ความเข้มแข็งของประเทศที่เน้นความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน  พร้อมสร้างรายได้และเสริมความเข้มแข็งให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชนต่อไป

โอกาสนี้  นายกรัฐมนตรีได้เดินเยี่ยมชมการผลิตผลไม้วิถีเกษตรอินทรีย์  พร้อมกล่าวกับผู้ประกอบการภายในงานว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นในการยกระดับตลาดประชารัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ของประเทศไทยคือการสร้างความเข้มแข็งภาคการผลิตทั้งหมดในภาคการเกษตร ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศมีความเข้มแข็งและเดินไปข้างหน้าด้วยวิสัยทัศน์ของรัฐบาลที่มีความมั่นคง มั่นคั่งและยั่งยืน ต้องมั่นคงทางอาหารและนวัตกรรม และต้องเตรียมรับสถานการณ์ภัยพิบัติต่าง ๆ อาทิ พืชการเกษตร ประมง ปศุสัตว์  ซึ่งต้องมีมาตรการลดความเสี่ยงเหล่านี้ ด้วยการสร้างความเข้มแข็ง ซึ่งทุกคนจะต้องเดินหน้าไปสู่อนาคต และจะต้องเป็นมหาอำนาจทางอาหารและผลไม้ที่คนทั่วโลกกินทุกวัน พร้อมเตรียมรองรับสถานการณ์ในปัจจุบันไปสู่อนาคตข้างหน้า  ในส่วนของรัฐบาลกำลังแก้ปัญหาการเกษตรตั้งแต่ต้นทางคือเกษตรกร กลางทางคือการแปรรูปและการสร้างนวัตกรรม และปลายทางคือการตลาด ซึ่งทุกคนต้องสร้างห่วงโซ่มูลค่าเพิ่มให้มากยิ่งขึ้น โดยการสร้างกลุ่ม สหกรณ์แยกประเภทโดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุน แต่ทุกคนต้องช่วยกันสร้างความเข้มแข็งให้กับตนเองด้วยพลังประชารัฐที่มีอยู่

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงการแก้ปัญหาน้ำท่วมว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาเรื่องน้ำที่มีอยู่แต่ทั้งนี้ต้องใช้เวลาและงบประมาณพอสมควร และแก้ไขตามขั้นตอน หรือตาม Road Map ที่มีอยู่ ควบคู่กับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่ประเทศไทยตั้งเป้าไว้ว่าจะเป็นมหาอำนาจทางอาหารในอนาคตต่อไป

สำหรับการจัดงาน “มหานครผลไม้ FRUITPITAL FAIR 2017” จังหวัดจันทบุรี มีวัตถุประสงค์ขึ้นเพื่อบูรณาการการจัดงานเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว  เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลผลไม้ ประจำปี 2560 สร้างการรับรู้ความเป็นมหานครผลไม้ของภาคตะวันออก  ได้แก่  จังหวัดจันทบุรี ระยอง และตราด  หรือศูนย์กลางผลไม้เมืองร้อนของประเทศ ส่งเสริมให้มีการใช้นวัตกรรมด้านการเกษตรอินทรีย์ ทั้งด้านการผลิตและการตลาด  พร้อมเชื่อมโยงการผลิตและการตลาดผลไม้ตลอด  ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมต่างๆ  อาทิ  การประกวดผลไม้  การจำหน่ายผลไม้อินทรีย์ปลอดภัย  การแสดงประวัติผลไม้หายาก  มหกรรมสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ของดีเมืองจันทร์  และการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ รัชกาลที่ 9 นิทรรศการนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเกษตร ฯลฯ

เผยข้อมูลหลักเกณฑ์กำกับสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281417

เผยข้อมูลหลักเกณฑ์กำกับสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนใหม่

สหกรณ์, หากมี

เผยข้อมูลหลักเกณฑ์กำกับสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนใหม่

 นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้มีการประชุม เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2560 โดยมีมติเห็นชอบแนวทางการปฏิรูปการบริหารจัดการและการกำกับดูแลกิจการสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ตามที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลังกระทรวงการคลังเสนอ ให้มีการออกหลักเกณฑ์ให้ครอบคลุมความเสี่ยงสำคัญ ที่เกิดจากการประกอบกิจการทางการเงินของสหกรณ์ เช่นเดียวกับแนวทางปฏิบัติของสถาบันการเงิน 4 ด้านคือ ด้านธรรมาภิบาล ด้านสภาพคล่องด้านเครดิตและด้านการปฏิบัติการ  โดยนำหลักการกำกับดูแลสถาบันการเงินของ Basel I มาใช้ และให้มีการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานกำกับดูแล รวมทั้งพัฒนาระบบสารสนเทศระบบการเงินของสหกรณ์ให้ทันสมัย
โดยให้ 4 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกันหารือเพื่อวางแนวทางการปฏิรูป การบริหารจัดการและการกำกับดูแลกิจการทางการเงิน ให้ครอบคลุมความเสี่ยงทั้ง 4 ด้าน ซึ่งขณะนี้ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่เพื่อนำมาใช้กำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนแล้ว  4 เกณฑ์ ได้แก่ หลักเกณฑ์ที่ 1.การกำหนดอัตราจ่ายเงินปันผลตามหุ้นที่ชำระแล้ว สำหรับสหกรณ์ประเภทสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน เนื่องจากเห็นควรแก้ไขอัตราจ่ายเงินปันผลตามหุ้นที่ชำระแล้วของสหกรณ์ประเภทสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมกับให้สอดคล้องกับหลักการสหกรณ์ ที่ระบุว่าสมาชิกพึงได้รับผลตอบแทนจากเงินทุนอย่างจำกัด และเป็นการช่วย ลดแรงกดดัน ในการแสวงหาผลตอบแทนจากการลงทุนเพื่อนำมาแบ่งกัน โดยเห็นควรออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราจ่ายเงินปันผลตามหุ้นที่ชำระแล้ว สำหรับสหกรณ์ประเภทออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน อีกทั้งร่างกฎกระทรวงฯ ฉบับนี้กำหนดให้จ่ายเงินปันผล ตามหุ้นที่ชำระแล้วของสหกรณ์ประเภทสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ไม่เกินอัตราร้อยละ 10 ต่อปี แต่เมื่อคำนวณรวมกับเงินปันผล ที่จ่ายทั้งหมดแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละ 80 ของกำไรสุทธิที่เหลือ จากการจัดสรรเป็นทุนสำรองและค่าบำรุงสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย
หลักเกณฑ์ที่ 2 กำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยเงินรับฝากของสหกรณ์  โดยเห็นชอบให้มีการทบทวนอัตราดอกเบี้ยเงินรับฝากอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และดำเนินการให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ที่ธนาคารพาณิชย์ ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินรับฝากประจำ โดยเฉลี่ยในอัตราไม่เกินร้อยละ 1.5 ต่อปี  แต่ยังมีหลายสหกรณ์ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินรับฝากไว้สูงกว่านี้มาก อันเป็นผลให้สหกรณ์มีต้นทุนทางการเงินที่สูงและไม่เป็นผลดีต่อการบริหารการเงินของสหกรณ์ จึงให้สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนและชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์และชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินรับฝากในระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงินทุกประเภทไม่เกินร้อยละ 4.5 ต่อปี และให้ถือว่าระเบียบดังกล่าว ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยเงินรับฝากแต่ละคราว ให้แจ้งนายทะเบียนสหกรณ์ทราบด้วย ซึ่งหลักเกณฑ์นี้ได้ให้เวลาสหกรณ์ปรับตัว
เพื่อถือใช้และปฏิบัติตามเกณฑ์กำกับนี้เป็นเวลา 60 วัน
หลักเกณฑ์ที่ 3 เห็นชอบให้สหกรณ์ถือใช้ระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงินจากสหกรณ์อื่น โดยกำหนดให้สหกรณ์ผู้รับฝาก จะรับฝากเงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์หรือสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนใด ที่มีสินทรัพย์มากกว่า 5,000 ล้านบาท เมื่อรวมกับเงินกู้จากสหกรณ์ดังกล่าว (หากมี) ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของทุนเรือนหุ้น รวมกับทุนสำรองของสหกรณ์ผู้ฝากเงิน ซึ่งหลักเกณฑ์นี้ได้ให้เวลาสหกรณ์ปรับตัว เพื่อถือใช้และปฏิบัติตามเกณฑ์กำกับนี้เป็นเวลา 120 วัน  หลักเกณฑ์ที่ 4 เห็นชอบให้สหกรณ์ถือใช้ระเบียบว่าด้วยการให้สหกรณ์อื่นกู้ยืมเงิน ซึ่งเป็นเกณฑ์การกำกับความเสี่ยงด้านเครดิตในการกำกับดูแลลูกหนี้รายใหญ่ โดยกำหนดให้สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนขนาดใหญ่ ที่มีสินทรัพย์มากกว่า 5,000 ล้านบาท จะให้เงินกู้แก่สหกรณ์ใดสหกรณ์หนึ่ง ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของทุนเรือนหุ้นรวมกับทุนสำรองของสหกรณ์ผู้ให้กู้  และเมื่อรวมหนี้ทุกรายของสหกรณ์ผู้ขอกู้แล้ว ต้องไม่เกินวงเงินกู้ยืมหรือค้ำประกันประจำปี ที่สหกรณ์ผู้ขอกู้ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ ซึ่งหลักเกณฑ์นี้ได้ให้เวลาสหกรณ์ปรับตัว เพื่อถือใช้และปฏิบัติตามเกณฑ์กำกับนี้เป็นเวลา 120 วัน

เกณฑ์กำกับสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน จะนำมาถือใช้โดยจะออกมาในรูปของคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ คำแนะนำนายทะเบียนสหกรณ์และกฎกระทรวง และจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมกำกับดูแลการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน ประกอบด้วยผู้แทนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง ในการเข้ามาให้คำแนะนำแก่สหกรณ์และติดตามการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในช่วงเปลี่ยนผ่านระยะแรก ซึ่งคาดหวังว่าการดำเนินงานตามเกณฑ์กำกับสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนนี้ จะช่วยป้องกันความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของสหกรณ์ และจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางการเงินและความมั่นคงให้กับสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนได้ในที่สุด

กรมชลเร่งขยาย”คลองภูมินาถดำริ”ป้องน้ำท่วมเมืองหาดใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281062

กรมชลเร่งขยาย”คลองภูมินาถดำริ”ป้องน้ำท่วมเมืองหาดใหญ่

กรมชลเร่งขยายคลองระบายน้ำร.1หรือ”คลองภูมินาถดำริ” ป้องน้ำท่วมเมืองหาดใหญ่

            ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์  รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวระหว่างนำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมความคืบหน้าการดำเนินงานปรับปรุงขยายคลองระบายน้ำร.1หรือ”คลองภูมินาถดำริ”โครงการบรรเทาอุทกภัยอ.หาดใหญ่(ระยะ2) จ.สงขลา โดยระบุว่าเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพคลองระบายน้ำร.1 จากเดิมระบายน้ำได้ 465 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีให้ระบายน้ำได้ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีสามารถระบายน้ำลงสู่ทะเลได้รวดเร็วขึ้น  โดยมีความยาวประมาณ 20.937 เมตร โดยแบ่งการปรับปรุงออกเป็นช่วง ๆ ประกอบด้วยงานปรับปรุงคลองระบายน้ำร.1 งานก่อสร้างประตูระบายน้ำหน้าควน2 งานก่อสร้างประตูระบายน้ำบางหยี2 และงานก่อสร้างสถานีสูบน้ำบางหยี โดยมีรายละเอียดกล่าวคือ มีการปรับปรุงคลองระบายน้ำร.1 มีความยาว 20.937 กิโลเมตร ช่วงกม.1+000 ถึงกม.3+813 มีการปรับปรุงจากคลองดินเดิมท้องคลองกว้าง 50 เมตร เป็นท้องคลองกว้าง 100 เมตร ความยาวคลอง 2.813 กิโลเมตร ความกว้างท้องคลอง 100 เมตร ความลึกของคลอง 7 เมตร ซึ่งสามารถระบายน้ำได้ 1,200 เมตรต่อวินาที ในณะที่ช่วงกม.3+913 ถึงกม.14+460 จากเดิมเป็นคลองเดิมท้องคลองกว้าง 50 เมตร จะปรับปรุงให้เป็นคลองคอนกรีตเสริมเหล็กโดยตอกเข็มและเสริมกำแพงคอนกรีตป้องกันตลิ่งพัง โดยท้องคลองมีความหว้าง 70 เมตร

         “ช่วงนี้จะมีความยาวคลอง 10.5 กิโลเมตร ความกว้างท้องคลอง 70 เมตร ความลึกของคลอง 7 เมตรและสามารถระบายน้ำได้ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนอีกช่วงที่กม.14+460 ถึงกม.20+937 จากเดิมเป็นคลองคอนกรีตเสริมเหล็กรูปสี่เหลี่ยมคางหมูท้องคลองกว้าง 24 เมตร ปรับปรุงเป็นคลองคอนกรีตเสริมเหล็กรูปสี่เหลี่ยมท้องคลองกว้าง 70 เมตร ความยาวคลอง 6.477 กิโลเมตร ความหว้างท้องคลอง 70 เมตร ความลึกของคลอง 7.60 เมตร สามารถระบายน้ำได้ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที”

         รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่าในส่วนการก่อสร้างประตูระบายน้ำหน้าควน2นั้นมีขนาดของบานระบาย 12.5X7.5เมตร มีจำนวนช่อง 3 ช่องและชนิดระบายเป็นบานโค้ง ขณะทีีการก่อสร้างประตูระบายน้ำบางหยี2 มีขนาดของบานระบาย 6 X6เมตร มีจำนวนช่อง 8 ช่องและชนิดของบานระบายเป็นบานตรง โดยบริเวณประตูระบายน้ำบางหนีจะมีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำชนิดหอยโข่งแนวตั้ง ตัวเรือนเป็นคอนกรีตขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า อัตราสูบขนาด 15 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระยะยกน้ำ 3.50 เมตรและอุปกรณ์ประกอบจำนวน 6 ชุดเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายจากคลองร.1ออกสู่ทะเลสาบสงขลาได้อย่างรวดเร็วขึ้น ทั้งนี้ประโยชน์ที่ได้รับจะช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของคลองระบายน้ำร.1จากเดิมระบายน้ำได้ 465 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีให้ระบายน้ำได้ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีและลดระดับความเสียหายจากอุทกภัยในช่วงฤดูฝนพื้นที่เศรษฐกิจของอำเภอหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงเป็นแหล่งเก็บกักน้ำสำรองในช่วงฤดูแล้งได้ประมาณ 5 ล้านลูกบาศก์เมตรอีกด้วย

         อย่างไรก็ตามโครงการดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2558และจะแล้วเสร็จในกลางปี 2562 ในวงเงินการก่อสร้าง(รวมค่าเวนคืนที่ดิน)ทั้งสิ้น 6,500 ล้านบาทโดยขณะนี้ได้ดำเนินการก่อสร้างมาแล้วประมาณร้อยละ22     เนื่องจากเกิดปัญหาฝนตกหนักในเดือนธันวาคม 2559 ถึงมกราคม 2560 ทำให้การก่อสร้างต้องหยุดชะงักลงช่วงหนึ่ง แต่คาดว่าการดำเนินการก่อสรา้งจะแล้วเสร็จทันตามแผนงานที่กำหนดไว้อย่างแน่นอน

เกษตรร่วมกับเบทาโกร ส่งเสริมเลี้ยงปลาช่อนในพื้นที่ปลูกข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281059

เกษตรร่วมกับเบทาโกร ส่งเสริมเลี้ยงปลาช่อนในพื้นที่ปลูกข้าว

ปลาช่อน, เกษตรร่วมกับเบทาโกร, องค์การมหาชน, มหาชน, Zoning, ประชารัฐ, สวก

เกษตรร่วมกับเบทาโกร ส่งเสริมเลี้ยงปลาช่อนในพื้นที่ปลูกข้าว

                  นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือส่งเสริมการเพาะเลี้ยงปลาช่อนในพื้นที่ปลูกข้าว พร้อมสนับสนุนโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามนโยบายประชารัฐ เพิ่มความเข้มแข็งและขีดความสามารถในการแข่งขันให้เกษตรกรไทย ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. และกรมประมง กับ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) ณ ห้องประชุมอานนท์ กรมประมง ว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว เป็นการร่วมกันจัดทำโครงการขยายผล “การส่งเสริมการเพาะเลี้ยงปลาช่อนในพื้นที่ปลูกข้าว” โดยในปี 2560 จะมุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรที่ปลูกข้าวเปลี่ยนมาเลี้ยงปลาช่อนให้ได้ 200 บ่อ/ราย ซึ่งมีจังหวัดนำร่อง 5 จังหวัด คือ ขอนแก่น นครราชสีมา หนองคาย กำแพงเพชร และอ่างทอง ภายใต้งบประมาณกว่า 8 ล้านบาท ซึ่งการส่งเสริมผลักดันการเพาะเลี้ยงปลาช่อนถือเป็นอาชีพทางเลือกใหม่ ลดความเสี่ยง และเสริมรายได้ให้แก่เกษตรกร ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการลดพื้นที่ปลูกข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม โดยส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถปรับเปลี่ยนกิจกรรมทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด และสนับสนุนโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ 70,000 แห่ง นโยบายการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวเป็นอาชีพเกษตรกรรมอื่น (Zoning) และยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ “ประชารัฐ” ของรัฐบาล

นายอดิศร  พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีการเพาะเลี้ยงปลาช่อนอย่างแพร่หลายในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือของไทย ซึ่งที่ผ่านมา เกษตรกรบางส่วนยังใช้ลูกพันธุ์ที่จับจากธรรมชาติ ทำให้มีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรที่สนใจเลี้ยงปลาชนิดนี้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรมประมงจึงได้ขอสนับสนุนงบประมาณจาก สวก. เพื่อศึกษาวิจัยการเพาะพันธุ์และอนุบาลลูกปลาช่อนแบบครบวงจรให้ได้ปริมาณมากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนลูกพันธุ์ให้แก่เกษตรกร ซึ่งในการวิจัยได้มีการศึกษาวิธีการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ การเพาะพันธุ์ การอนุบาลลูกปลา จนประสบความสำเร็จ ทำให้สามารถพัฒนารูปแบบการเลี้ยงปลาช่อนให้มีมาตรฐานยิ่งขึ้นทั้งในบ่อดินและบ่อซีเมนต์ พัฒนาการเพาะพันธุ์ปลาช่อนโดยใช้โฮโมนสังเคราะห์ ทำให้สามารถผลิตลูกปลาช่อนให้มีมาตรฐาน โดยมีอัตรารอดตายเฉลี่ย 30 – 40 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารของลูกปลาช่อนจากการกินอาหารมีชีวิตเป็นอาหารเม็ดได้อีกด้วย นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาคู่มือเทคโนโลยีการเพาะพันธุ์ปลาช่อนและรูปแบบโรงเพาะพันธุ์มาตรฐาน พร้อมถ่ายทอดให้เกษตรกรที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการนำความรู้ไปขยายผลทางธุรกิจได้

ด้าน นางพรรณพิมล ชัญญานุวัตร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) กล่าวว่า การลงนามข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในภารกิจในการสนองตอบนโยบายภาครัฐและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จะร่วมกันส่งเสริมการนำผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชนเชิงสาธารณะอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาส สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่พี่น้องเกษตรเกษตรกร และช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ช่วยสร้างผู้นำเกษตรกรที่จะเป็นต้นแบบในการประกอบชีพให้แก่เกษตรรายอื่น ซึ่งเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ จะมีรายได้สุทธิที่เป็นตัวเงินจากการเลี้ยงปลาช่อนในบ่อดิน เพื่อจำหน่าย บ่อละ 80,000 บาท ในระยะเวลา 3 – 4 เดือน คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 16,000,000 บาท และจากการประเมินผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์พบว่า หากมีการส่งเสริมผลักดันอย่างต่อเนื่องภายในระยะเวลา 10 ปี จะมีมูลค่าถึง 5,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อโครงการเสร็จสิ้นจะได้นำเทคโนโลยีไปถ่ายทอดและขยายผลให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ปลูกข้าว รวมทั้งพื้นที่ที่มีความพร้อมและเหมาะสมต่อไป