ก.เกษตรฯติวเข้มข้าราชการเพิ่มประสบการณ์สู่การปฏิบัติจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281058

ก.เกษตรฯติวเข้มข้าราชการเพิ่มประสบการณ์สู่การปฏิบัติจริง

ดรธีรภัทร ประยูรสิท, To be the Best Team Member, เกษตร, ติว, เข้ม, ข้าราชการ, เพิ่ม, ประสบการณ์, สู่, การปฏิบัติ, จริง

ก.เกษตรฯติวเข้มข้าราชการเพิ่มประสบการณ์สู่การปฏิบัติจริง

               นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรม หลักสูตร นักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับต้น รุ่นที่ 21 ณ สถาบันเกษตรา ธิการ ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายด้านการพัฒนาบุคลากรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ชัดเจนในการที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรทุกระดับอย่างเป็นระบบ ทั่วถึงและต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และทักษะในการปฏิบัติงาน รวมทั้งความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีและวิทยาการสมัยใหม่ ที่มีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานในหน้าที่นักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับต้น ซึ่งเป็นบุคลากรที่สำคัญในการบริหารและดำเนินงานในองค์กรให้ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ โดยจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ เข้าใจในหน้าที่ที่รับผิดชอบ สามารถใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ในการเพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติงานและประสานงาน รวมทั้งเป็นผู้ที่มีความคิดก้าวไกล สามารถปรับตัวเข้ากับกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในยุคปัจจุบัน

                                ทั้งนี้ การฝึกอบรมหลักสูตร นักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับต้น เป็นหลักสูตรที่ทางสถาบันเกษตราธิการ ได้ดำเนินการจัดฝึกอบรมให้แก่ข้าราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาแล้วจำนวน 20 รุ่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับต้นที่มีประสิทธิภาพ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้ มีทัศนคติที่ดีในการทำงานร่วมกับผู้อื่น สามารถทำงานในลักษณะทีมงานได้อย่างเหมาะสม สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมการปฏิบัติงานของตนเองและเพื่อนร่วมงาน และนำไปปรับใช้ในการสร้างทีมปฏิบัติงานของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดทั้งเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์เกี่ยวกับการปฏิบัติงานระหว่างกันและเพิ่มพูนสัมพันธภาพเพื่อการติดต่อประสานงานระหว่างหน่วยงานในอนาคต

                                “การจัดฝึกอบรมหลักสูตร นักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับต้น รุ่นที่ 21 จะเน้นให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้เพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ในการบริหารจัดการ โดยมุ่งประเด็นการนำไปสู่การปฏิบัติ อันจะเป็นการเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ ให้แก่ข้าราชการผู้เข้ารับการฝึกอบรมให้สามารถปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่และภารกิจได้เต็มขีดความสามารถสูงสุดอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของหัวหน้างานตลอดทั้งแก่ทางราชการต่อไป” นายธีรภัทร กล่าว

                                สำหรับการฝึกอบรมในครั้งนี้ มีผู้เข้ารับการฝึกอบรม จำนวน 50 คน ซึ่งเป็นข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ดำรงตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับชำนาญงาน มาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ มาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี หรือระดับชำนาญการขึ้นไป หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจผู้ดำรงตำแหน่งระดับ 6 หรือเทียบเท่า ที่มีอายุไม่เกิน 50 ปี ดำเนินการฝึกอบรมระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม – 9 มิถุนายน 2560 โดยการฝึกอบรมแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ  1.ภาคกิจกรรมปฐมนิเทศ “ก้าวสู่ฝันรวมพลังแห่งความเป็นเลิศ (To be the Best Team Member)” ณ โรงแรมพาวีเลี่ยน ริมแคว รีสอร์ท จังหวัดกาญจนบุรี ระหว่างวันที่ 29 – 30 พฤษภาคม 2560  2. ภาคกิจกรรม “ก้าวสู่การเป็นผู้มีภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์” ณ โรงแรม    พาวีเลี่ยน ริมแคว รีสอร์ท จังหวัดกาญจนบุรี ระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม – 3 มิถุนายน ๒๕60 และ 3.ภาคบรรยายและฝึกปฏิบัติ ณ ห้องประชุมชั้น 2 สถาบันเกษตราธิการ กรุงเทพฯ ในวันที่ 5 – 9 มิถุนายน 2560 ตลอดหลักสูตรรวมทั้งสิ้น 11 วัน

กยท. เร่งผลักดันมาตรการรองรับฤดูกาลเปิดกรีด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281057

กยท. เร่งผลักดันมาตรการรองรับฤดูกาลเปิดกรีด

ดรธีธัช  สุขสะอาด, กยท, เร่ง, ผลักดัน, มาตรการ, รองรับ, ฤดูกาล, เปิด, กรีด

กยท. เร่งผลักดันมาตรการรองรับฤดูกาลเปิดกรีด

              ดร.ธีธัช  สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวถึงสถานการณ์ยางพาราในช่วงสัปดาห์นี้ว่า ในช่วงต้นสัปดาห์มีการปรับตัวลดลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัจจัยแวดล้อม ทั้งจากผู้ประกอบการชะลอการซื้อขายยาง และนักลงทุนมีความกังวลในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา รวมถึงราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากการคาดการณ์ปริมาณผลผลิตน้ำมันของสหรัฐอเมริกา ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มแท่นขุดเจาะน้ำมัน

อย่างไรก็ตาม กยท.คาดว่าในช่วงสัปดาห์นี้ ราคายางน่าจะปรับตัวสูงขึ้นจากแนวโน้มค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลง และปริมาณสต๊อกยาง ณ ตลาดเซี่ยงไฮ้ ลดลงจากสัปดาห์ก่อน รวมไปถึงปริมาณยางที่ยังเข้าสู่ตลาดน้อยเพราะผลกระทบจากปริมาณฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องทางภาคใต้ของประเทศไทย อีกทั้งตามรายงานธนาคารโลกคาดการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจโลก การค้า และการผลิตเริ่มมีการฟื้นตัว โดยได้รับแรงสนับสนุนจากความแข็งแกร่งของการนำเข้าสินค้าจากกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว และการฟื้นตัวของความต้องการของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ ดังนั้นจึงคาดว่าราคายางที่ลดลงในช่วงต้นสัปดาห์นี้ จะเป็นการลดลงในช่วงสั้นๆ เท่านั้น

“วอนพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง อย่าเร่งขายยางหากราคาไม่เป็นที่น่าพอใจ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคายางได้ ให้พิจารณาจากข้อมูลที่ กยท. นำเสนอประกอบการตัดสินใจ ทั้งนี้ กยท.กำลังเร่งออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อให้เกิดเสถียรภาพด้านราคายาง นอกจากนี้ สิ่งที่เป็นปัจจัยพื้นฐานโดยรวมยังคงดีอยู่ แม้ว่าราคายางจะลดลงไปในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา แต่เชื่อว่าในภายในสัปดาห์นี้ราคายางจะขยับสูงขึ้นตามกลไกที่แท้จริงของตลาดได้”  ดร.ธีธัช  กล่าวย้ำ

ปลูกองุ่นบิวติ้ซิสเลช ตามแนวทางโครงการหลวง สร้างรายได้ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281056

ปลูกองุ่นบิวติ้ซิสเลช ตามแนวทางโครงการหลวง สร้างรายได้ดี

สร้างรายได้ดี, นางจินตนา ศักดิ์พุ่ม, ตามแนวทางโครงการหลวง, สร้างรายได้ดี 

ปลูกองุ่นบิวติ้ซิสเลช ตามแนวทางโครงการหลวง สร้างรายได้ดี

 เกษตรรกร ต.บ่อภาค อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก ปลูกองุ่น “พันธุ์บิวตี้ซีดเลส” ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวได้ตลอดอายุ30-40ปี เป็นองุ่นไม่มีเมล็ด รสชาติอร่อย ปลอดภัยจากสารพิษ สร้างรายได้ดีให้เกษตรกรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นศาสตร์ของพระราชา

ที่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนต้นแบบภูเพียงฟ้า เลขที่ 168 ม.10 บ้านเทิดชาติ ต.บ่อภาค อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นสวนของนางจินตนา ศักดิ์พุ่ม อายุ 53 ปี ที่อาชีพเดิมทำไร่ข้าวโพด แต่ด้วยประสบปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำ เมื่อปี 2557 จึงได้ไปศึกษาดูงานโครงการหลวง จ.เชียงใหม่ เกิดมีความสนใจ องุ่น“พันธุ์บิวตี้ซีดเลส”จึงได้เปลี่ยนจากการปลูกข้าวโพด มาปลูกองุ่นพันธุ์บิวตี้ซีดเลส สร้างรายได้ให้กับครอบครัวเป็นกอบเป็นกำ

นางจินตนา เล่าว่า ตนได้ปลูกองุ่นพันธุ์บิวตี้ซีดเลส บนพื้นที่ 2 งาน ซึ่งวิธีการปลูกนั้นก็ไม่ยาก โดยทำค้างเป็นโดมมีหลังคา เพื่อคอยดูแลเรื่องการควบคุมน้ำ องุ่นพันธุ์นี้เป็นพืชที่เจริญเติบโตและมีการแตกกิ่งก้านสาขาเร็ว จึงจำเป็นต้องมีการตัดแต่งกิ่งเพื่อให้ต้นองุ่นเจริญเติบโตไปทิศทางที่ถูกต้อง อีกขั้นตอนที่สำคัญไม่แพ้กันคือเวลาที่ติดผล องุ่นบ้านเรามักจะติดผลแน่นมาก ถ้าไม่ตัดแต่งผลในช่อจะแน่นเกินไป ทำให้ผลที่ได้มีขนาดเล็ก คุณภาพไม่ดี หรือเบียดเสียดกันจนผลบิดเบี้ยว ทำให้ดูไม่สวยงาม จำเป็นต้องตัดแต่งผลในช่อออกบ้างให้เหลือพอดี ไม่แน่นเกินไปหรือโปร่งเกินไป การตัดแต่งผลออกจากช่อมักทำ 1-2 ครั้ง เมื่อผลโตพอสมควร

นางจินตนา เล่าต่ออีกว่า ขณะนี้องุ่นพันธุ์บิวตี้ซีดเลส เป็นที่ต้องการของตลาดมาก เพราะเป็นองุ่นไร้เมล็ด มีผลขนาดเล็ก หวาน กรอบ รสชาติอร่อย ส่วนราคาจำหน่ายหน้าสวนในขณะนี้จำหน่ายราคาเพียงกิโลกรัม100บาท แต่ถ้าหน้าเทศกาล จะอยู่ที่กิโลกรัมละ200บาท ซึ่งแต่ละปีจะมีลูกค้ามาจอดรถซื้อกันจำนวนมาก โดยองุ่นพันธุ์บิวตี้ซีดเลส1ปีจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้2ครั้งคือช่วงเดือนมิถุนายน และเดือนมกราคมของทุกปี แต่ถ้าออกผลมากคือ ช่วงเดือนมกราคม ซึ่งองุ่นดังกล่าวสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ถึง 30-40 ปีทีเดียว

โดยในปีนี้ที่ไร่องุ่นภูเพียงฟ้า ของนางจินตนา กำลังออกผลผลิต และมีนักท่องเที่ยวและประชาชนที่สนใจมารับซื้อแบบสามารถไปตัดพวงองุ่นถึงต้นกันทีเดียว อย่างไรก็ตามหากผู้ที่สนใจต้องการซื้อองุ่นพันธุ์บิวตี้ซีดเลส ของนางจินตนา ก็สามารถสอบถามได้ที่ 098-2974908

สศก.คาดจีดีพีเกษตรโต4-4.5% ชี้ปีทองผลไม้ไทย‘ส่งออกพุ่ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281055

สศก.คาดจีดีพีเกษตรโต4-4.5% ชี้ปีทองผลไม้ไทย‘ส่งออกพุ่ง’

สศก, ส่งออกพุ่ง, สศก

สศก.คาดจีดีพีเกษตรโต4-4.5% ชี้ปีทองผลไม้ไทย‘ส่งออกพุ่ง’

 นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.)เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจการเกษตรหรือจีดีพี ในไตรมาส 2 ปี 2560 คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2% ในขณะที่ทั้งปีคาดว่าจะขยายตัวประมาณ 4-4.5 %

ในช่วงไตรมาสที่2 ของปีช่วงเดือนเม.ย.- มิ.ย. เป็นฤดูเพาะปลูก ผลผลิตสินค้าเกษตรที่ออกสู่ตลาดส่วนใหญ่เป็นผลไม้เมืองร้อน อย่างไรก็ตามในช่วงไตรมาส 3 ผลผลิตจะเริ่มออกสู่ตลาดต่อเนื่องถึงไตรมาส 4 โดยเฉพาะข้าวนาปี ดังนั้นจึงคาดว่าจะผลักดันให้จีดีพีภาคการเกษตรเป็นไปตามเป้าหมายได้

สำหรับภาพรวมมูลค่าการส่งออก 4 เดือนแรกของปี 2560 อยู่ที่ 4.34 แสนล้านบาท สูงขึ้นกว่าช่วงเดียวกันในปี 2559 อยู่ที่ 8.5% ส่วนการนำเข้าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย มูลค่าประมาณ 1.6 แสนล้าน ทำให้ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าสินค้าเกษตรในตลาดต่างประเทศเท่ากับ 2.73 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 12.8% โดยสินค้าส่งออกที่สำคัญในช่วงนี้ ได้แก่ ยางพารา ข้าว มันสำปะหลัง เนื้อไก่ ผลไม้ เช่น ลำไย ทุเรียน มะม่วง และมังคุด รวมถึงอาหารแปรรูปต่างๆ โดยส่งออกไปตลาดคู่ค้าที่สำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน สหรัฐอเมริกาและตลาดอาเซียน

นางสาวจริยากล่าวต่อไปว่า ปีนี้ยังคงเป็นปีทองของผลไม้ไทย เช่น ทุเรียน มังคุด ส่งผลให้การส่งออกผลไม้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องประกอบกับตลาดต่างประเทศยังมีความต้องการสูงรวมถึงการขนส่งที่สะดวก รวดเร็ว โดยจะเน้นส่งออกไปยังประเทศจีนสู่ตลาดกลางมณฑลเสฉวน บนเส้นทาง R3

อย่างไรก็ตาม คาดว่าปีนี้มูลค่าการส่งออกผลไม้ของไทย โดยเฉพาะสินค้าทุเรียนสดจะเพิ่มเป็น 25,000 ล้านบาท จากปีที่แล้ว 21,000 ล้านบาท ขณะที่มังคุดคาดว่ามูลค่าจะปรับตัวสูงขึ้น จาก 4,300 ล้านบาท เป็น 5,000 ล้านบาท โดยตลาดหลักยังคงเป็นจีนและฮ่องกง อันจะส่งผลให้เกษตรมีรายได้เพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา

“ แม้ปีนี้ปริมาณผลผลิตผลไม้จะมากกว่าปีที่แล้ว แต่ราคาปีนี้ไม่ได้ตกต่ำลง โดยเฉพาะทุเรียน ปีนี้คาดว่าผลผลิตทั้งหมดอยู่ที่ 633,540 ตัน มากกว่าปีที่ผ่านมา 30-40% แต่ขณะนี้ราคาทุเรียนเฉลี่ยอยู่ที่ 60-65 บาทต่อกิโลกรัม ไม่ได้ตกต่ำอย่างที่หลายฝ่ายกังวลและตั้งข้อสังเกต ต้องมองที่ภาพรวมปี 2559 ซึ่งเป็นปีที่ไม่ปกติ ยังเพียงพอต่อการบริโภค และราคายังสูงขึ้นต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งมีปริมาณผลผลิตเท่ากัน แต่ราคาอยู่ที่ 40-50 บาทต่อ กก. ขณะที่มังคุดปีนี้คาดผลผลิต 217,039 ตัน มากกว่าปีที่ผ่านมาราว 2 หมื่นตัน แต่ราคาปีนี้สูงกว่า อยู่ที่ 78 บาทต่อกก. จาก 56 บาทต่อกก.” นางสาวจริยากล่าวสศก

ซีพีเอฟ ชวนเกษตรกรทำกรีนฟาร์มรักษ์โลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/280958

ซีพีเอฟ ชวนเกษตรกรทำกรีนฟาร์มรักษ์โลก

ซีพีเอฟ, วันสิ่งแวดล้อมโลก, World Environment Day, รักษ์โลก

ซีพีเอฟ ชวนเกษตรกรทำกรีนฟาร์มรักษ์โลก

                  องค์การสหประชาชาติประกาศให้ วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปี เป็น “วันสิ่งแวดล้อมโลก” (World Environment Day)  เพื่อกระตุ้นเตือนให้ผู้คนบนโลกหันมาใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมรอบข้างมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าวันนี้ทั่วทุกมุมโลกจะมีการจัดกิจกรรมเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากมาย 

                 สำหรับประเทศไทยแล้วต้องถือว่ามีความตื่นตัวเกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมาตลอด โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ที่มีการปรับปรุงและพัฒนากระบวนการจนเกิดเป็นการเลี้ยงสัตว์แบบ “รักษ์โลก” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การเลี้ยงสัตว์ในระบบโรงเรือนปิดที่ไม่เพียงช่วยป้องกันเรื่องกลิ่น แต่ยังช่วยกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการเลี้ยงไม่ให้แพร่กระจายออกไปโดยตรง เหมือนการเลี้ยงสัตว์ในอดีต ขณะเดียวกัน ยังคิดค้นนวัตกรรมการบำบัดของเสียด้วยระบบก๊าซชีวภาพ หรือไบโอแก๊ส ที่ช่วยลดกลิ่นและได้พลังงานสะอาดจากกระบวนการหมักจนก๊าซมีเทนเปลี่ยนเป็นไบโอแก๊ส 

                 นายสมพร เจิมพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร บอกว่า ซีพีเอฟมุ่งเสาะแสวงหาและค้นคว้าเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ มาใช้ในการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพปลอดภัยเหมาะแก่การบริโภค และยังเป็นเทคโนโลยีเพื่อโลกและสิ่งแวดล้อมที่เผยแพร่ให้เกษตรกรทั่วไปได้นำไปประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย ทั้งการเลี้ยงสัตว์ในระบบโรงเรือนปิดปรับอากาศด้วยการระเหยของน้ำ หรืออีแวป (Evaporative Cooling System : EVAP) ที่ไม่เพียงสามารถปรับให้อากาศภายในโรงเรือนเหมาะสมกับสัตว์แต่ละประเภท ทำให้สัตว์อยู่สบาย ไม่เครียด จึงเติบโตได้ดีตามศักยภาพของพันธุ์สัตว์ และการใช้ระบบไบโอแก๊ส ที่ถือเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยลดภาวะโลกร้อนและมีผลพลอยได้เป็นกระแสไฟฟ้าสำหรับใช้ในฟาร์ม ช่วยลดต้นทุนด้านไฟฟ้าถึง 50-80% 

                  สำหรับโครงการกรีนฟาร์มนั้นเป็นการตอบโจทย์แนวคิดการยกรีสอร์ทมาไว้ที่ฟาร์มของบริษัท โดยเน้นการควบคุมด้านสิ่งแวดล้อม ลดภาวะโลกร้อน ประหยัดพลังงาน และใส่ใจชุมชน ซึ่งซีพีเอฟได้พัฒนาฟาร์มสุกรทุกแห่งของบริษัททุกแห่งให้กลายเป็นกรีนฟาร์มและเป็นต้นแบบการพัฒนาที่หลายองค์กร ทั้งในและต่างประเทศต่างมาศึกษาดูงานเพื่อนำไปปรับใช้ ขณะเดียวกัน ก็ได้ผลักดันฟาร์มของเกษตรกรในโครงการส่งเสริมอาชีพเลี้ยงสุกรกับบริษัทให้ร่วมโครงการกรีนฟาร์มด้วย เพื่อมีส่วนร่วมลดโลกร้อนเช่นเดียวกัน 

                   “การทำกรีนฟาร์มไม่ใช่เรื่องยาก เพียงให้ความสำคัญกับการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ทั้งการเลี้ยงในโรงเรือนปิด การจัดการของเสียด้วยไบโอแก๊สที่ช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้า การทำระบบฟอกอากาศท้ายโรงเรือนให้เหมาะสมกับฟาร์มของตนเอง เช่นการใช้จุลินทรีย์ธรรมชาติมาช่วยบำบัดในระบบฟอกอากาศท้ายโรงเรือน ทำให้การลงทุนไม่สูง และพบว่าได้ผลดีมาก หรือแม้แต่การปลูกต้นไม้ในบริเวณฟาร์ม ที่ช่วยเพิ่มความร่มรื่นและลดความร้อนให้กับโรงเรือนได้ หากทุกๆคนร่วมมือกันเช่นนี้ ก็เท่ากับภาคปศุสัตว์ไทยได้มีส่วนช่วยลดปัญหาโลกร้อน” สมพร กล่าว

                   ความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ รวมถึงการปฏิวัติภาพลักษณ์ฟาร์มเลี้ยงสัตว์สู่กรีนฟาร์ม ช่วยเสริมให้การผลิตสัตว์ของซีพีเอฟและเกษตรกรไทยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยังเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันการเลี้ยงสัตว์ของไทยให้พัฒนาอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่าทุกๆ ขั้นตอนที่พัฒนาขึ้นนั้น อยู่บนพื้นฐานของการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและการประหยัดพลังงานควบคู่ไปด้วยเสมอ สะท้อนภาพองค์กรรักโลกรักษ์สิ่งแวดล้อมของซีพีเอฟได้อย่างแท้จริง

อ.ส.ค.จับมือ มทร.ล้านนาสร้างเอสเอ็มอีผลิตภัณฑ์นม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/280955

อ.ส.ค.จับมือ มทร.ล้านนาสร้างเอสเอ็มอีผลิตภัณฑ์นม

นมไทย-เดนมาร์ค, อสคจับมือ, อสค, มทร, Thai-Denmark Milk Shop, SMEs

อ.ส.ค.จับมือ มทร.ล้านนาร่วมสร้างผู้ประกอบธุรกิจร้านขายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค

              ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเยว่า อ.ส.ค.ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ล้านนา จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อร่วมดำเนินโครงการส่งเสริมผู้ประกอบการธุรกิจร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค หรือไทย-เดนมาร์คมิลค์ช็อป (Thai-Denmark Milk Shop) ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยมุ่งส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี (SMEs) ที่มีความพร้อมตามนโยบายรัฐบาล ขณะเดียวกันยังมุ่งพัฒนาเครือข่ายธุรกิจและวิสาหกิจแบบบูรณาการในทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs  และให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืนตามวิสัยทัศน์ของ อ.ส.ค.ที่ก้าวสู่การเป็นนมแห่งชาติภายในปี 2564

เบื้องต้นโครงการฯได้ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ SMEs ที่มีความพร้อมเปิดร้าน Thai-Denmark Milk Shop ต้นแบบนำร่องแห่งแรกที่โรงเรียนมงฟอร์ดวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ โดยผู้ประกอบการร้านฯดังกล่าว จะนำน้ำนมโคสดแท้ 100% จากโรงงานนม อ.ส.ค.เชียงใหม่ ซึ่งมาจากฟาร์มโคนมของสหกรณ์เครือข่าย อ.ส.ค. ไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นมที่มีความหลากหลายและเหมาะกับเด็กนักเรียนซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมาย เน้นสินค้าที่มีน้ำนมเป็นส่วนประกอบ เช่น นมร้อน นมเย็น นมปั่น ชานมสด ช็อคโกแลตร้อนนมสด น้ำนมสดผสมผลไม้ต่างๆ เค้กนม และมีอีกหลายเมนูให้เลือก นอกจากนั้น ร้าน Thai-Denmark Milk Shop ยังจะนำผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค อาทิ นมยู.เอช.ที. นมพาสเจอร์ไรส์ นมเปรี้ยวพร้อมดื่ม โยเกิร์ต และไอศกรีมไปจำหน่ายด้วย ขณะนี้ร้านฯต้นแบบได้ก่อสร้างและตกแต่งเสร็จเรียบร้อย และทดลองเปิดจำหน่ายแล้ว  ผลปรากฏว่า ได้รับการตอบจากนักเรียนดีมาก

อย่างไรก็ตาม ปี 2560 นี้ โครงการฯได้ตั้งเป้าขยายผลร้าน Thai-Denmark Milk Shop ไปสู่สถาบันการศึกษา ส่วนราชการ และโรงเรียนในพื้นที่ภาคเหนือไม่น้อยกว่า 6-8 แห่ง อาทิ โรงเรียนเรยีนาเชลีวิทยาลัย โรงเรียนวชิรวิทย์ และศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น นอกจากจะพัฒนาศักยภาพและสร้างผู้ประกอบการใหม่แล้ว ยังคาดว่า จะช่วยรณรงค์ส่งเสริมและกระตุ้นให้เด็กนักเรียนดื่มนมที่มีคุณค่าเพิ่มมากขึ้นตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อันจะนำไปสู่การเพิ่มอัตราการบริโภคนมภายในประเทศมากขึ้นจากเดิม 14 ลิตร/คน/ปี เป็น 20 ลิตร/คน/ปี ทั้งยังเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดใหม่ๆ ซึ่งจะทำให้ อ.ส.ค.เติบโตอย่างมีศักยภาพอย่างต่อเนื่องด้วย

“ทั้งสองหน่วยงานจะบูรณาการความร่วมมือส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการร้าน Thai-Denmark Milk Shop อย่างต่อเนื่อง เพื่อบ่มเพาะและสร้างผู้ประกอบการใหม่ที่มีศักยภาพ มุ่งสนับสนุนองค์ความรู้และให้คำปรึกษาแนะนำแก่ผู้ประกอบการ SMEs รวมทั้งขยายโอกาสทางการตลาดหรือช่องทางจัดทำหน่ายที่กว้างขวางขึ้น ซึ่ง อ.ส.ค.คาดว่า ร้าน Thai-Denmark Milk Shop จะเป็นหนึ่งช่องทางที่ช่วยประชาสัมพันธ์สินค้าแบรนด์ไทย-เดนมาร์คให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้บริโภครับรู้และจดจำตราสินค้า มีความมั่นใจในคุณภาพสินค้าและมาตรฐานการผลิตที่สากลยอมรับ และยังคาดว่า จะพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจอย่างยั่งยืน ตลอดจนเพิ่มช่องทางการตลาดใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ต่อเนื่องและเพียงพอด้วย” ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าว

เตรียมรับมือฝนหนักอีกระลอก 5 – 9 มิ.ย.60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/280949

เตรียมรับมือฝนหนักอีกระลอก 5 – 9 มิ.ย.60

กรมอุตุเตือน, มิย60, 1 มิย 60, ลบม, รับน้ำได้สูงสุด 3500 ลบมวินาที, ปตร, EIA, ตำบลบางกระสั้น, ตำบลสนามไชย, ตำบลพระขาวและตำบลกะแซง, ตำบลเจ้าเสด็จ

เตรียมรับมือฝนหนักอีกระลอก 5 – 9 มิ.ย.60

            นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศว่า ปัจจุบัน(1 มิ.ย. 60)มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกันทั้งสิ้น 41,182 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 55 ของความจุอ่างฯ ปริมาณน้ำปีนี้มากกว่าปี 2559 รวม 8,420ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำใช้การได้ 17,362 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 34 (ปี 2559 มีน้ำใช้การได้9,022 ล้าน ลบ.ม.) เขื่อนใหญ่ทั้งประเทศยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 34,000 ล้านลูกบาศก์เมตรเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลักมีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 10,995 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 44ของความจุอ่างฯ ปริมาณน้ำปีนี้มากกว่าปี 2559 รวม 2,915 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำใช้การได้ .4,299ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 24 (ปี 2559 มีน้ำใช้การได้ 1,384 ล้าน ลบ.ม.) 4 เขื่อนหลัก ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 13,800 ล้านลูกบาศก์เมตร

            สำหรับสภาพน้ำท่าในแม่น้ำสายหลัก ส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่งและสามารถรองรับน้ำได้อีกมาก อาทิ แม่น้ำปิง ที่สถานี P.1 อ.เมืองเชียงใหม่ ระดับน้ำต่ำว่าตลิ่ง 2.41 เมตร,สถานี P.7A อ.เมืองกำแพงเพชร ระดับน้ำต่ำว่าตลิ่ง 5.22 เมตร และสถานี P.17 อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ ระดับน้ำต่ำว่าตลิ่ง 2.71 เมตร แม่น้ำวัง ที่สถานี W.1C อ.เมืองลำปาง ระดับน้ำต่ำว่าตลิ่ง5.69 เมตร แม่น้ำยม ที่สถานี Y.1C อ.เมือง จ.แพร่ ระดับน้ำต่ำว่าตลิ่ง 7.44 เมตร ,และสถานี Y.4อ.เมือง จ.สุโขทัย ระดับน้ำต่ำว่าตลิ่ง 5.29 เมตร แม่น้ำน่าน ที่สถานี N.1 อ.เมืองน่าน ระดับน้ำต่ำว่าตลิ่ง 8.66 เมตร และสถานี N.67 อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ ระดับน้ำต่ำว่าตลิ่ง 5.45 เมตร ปริมาณน้ำทั้งหมดจะไหลมารวมกันที่แม่น้ำเจ้าพระยาจ.นครสวรรค์ โดยที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่ง 5.61 เมตร กรมชลประทานได้ควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในเกณฑ์ 699ลบ.ม./วินาที ยังไม่ส่งกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายเขื่อน ส่วนที่สถานี C.29 อ.บางไทร ซึ่งเป็นจุดวัดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านลงสู่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 823 ลบ.ม./วินาที(รับน้ำได้สูงสุด 3,500 ลบ.ม./วินาที)

         ในส่วนของสถานการณ์น้ำท่วม ปัจจุบันเข้าสู่ภาวะปกติทั้งหมดแล้ว คงเหลือน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำธรรมชาติ ที่กรมชลประทาน ยังคงระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ดังนี้

           จังหวัดพิษณุโลก พื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ จ.พิษณุโลก หลังจากที่กรมชลประทานได้ประสานกับกฟผ. ให้ลดการระบายน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ จากวันละ 23 ล้าน ลบ.ม. เหลือ 5.5 ล้าน ลบ.ม.อย่างต่อเนื่อง ทำให้ระดับน้ำในแม่น่านลดต่ำลง ช่วยให้การระบายน้ำจากแม่น้ำยมลงสู่แม่น้ำน่านได้เร็วยิ่งขึ้น พร้อมกับปิดการรับน้ำจากแม่น้ำน่าน และเร่งการระบายน้ำจากแม่น้ำยมลงสู่แม่น้ำน่าน โดยได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 30 เครื่อง เพื่อเร่งระบายน้ำ พร้อมกับนำรถไฮโดรลิคเสริมคันกั้นน้ำจุดสุ่มเสี่ยง 4 คัน ในเขตท้องที่ ตำบลชุมแสงสงครามและตำบลท่านางงาม อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เพื่อป้องกันพื้นที่ที่อาจเกิดภาวะน้ำเอ่อล้นตลิ่งในจุดที่มีตลิ่งต่ำ เป็นการเตรียมการป้องกันพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมขังทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้ดำเนินการที่เพิ่มศักยภาพการระบายน้ำในคลองต่างๆ ในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนล่าง ให้สามารถระบายน้ำได้มากและเร็วยิ่งขึ้น อาทิ การทำคลองชักน้ำเข้าสู่แก้มลิง 3 แห่ง ได้แก่ บึงตะเคร็ง มีปริมาณน้ำ 5.20 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 60 รับได้อีก 7.80 ล้าน ลบ.ม.บึงระมาณ มีปริมาณน้ำ 8.90ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 51 รับน้ำได้อีก 7.10 ล้านลบ.ม. และบึงขี้แร้ง มีปริมาณน้ำ 0.55 ปริมาณน้ำคิดเป็นร้อยละ 68 รับได้อีก 1.19 ล้าน ลบ.ม. นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองยม–น่าน การปรับเปลี่ยนปฏิทินการเพาะปลูกข้าวนาปีให้เร็วขึ้นในพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพคลองระบายน้ำคลองเมม และโครงการปรับปรุงสะพานบ้านแม่ระหัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ เป็นต้น

            สำหรับในพื้นที่จังหวัดพิจิตร ยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณต.วังจิก อ.โพธิ์ประทับช้าง ปัจจุบันระดับน้ำที่ท่วมขังลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่กรมชลประทาน ได้สนับสนุนเครื่องสูบน้ำ 5เครื่อง เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ ซึ่งเป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน อยู่ในความรับผิดชอบของโครงการชลประทานพิจิตร ไม่มีการทำเกษตร ในฤดูน้ำหลากชาวบ้านจะเปลี่ยนอาชีพไปทำการประมงแทน ซึ่งเป็นวิถีชีวิตดั่งเดิมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน โดยกรมชลประทาน มีแผนงานที่จะดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำ(ปตร.)ในแม่น้ำยม 4 แห่ง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการน้ำทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง 1 แห่ง คือ ปตร.วังจิก อ.โพธิ์ประทับช้าง ส่วนอีก 3 แห่ง อยู่ระหว่างการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) คือ ปตร.ท่านางงาม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ปตร.ท่าแห อ.สามง่าม และปตร.โพธิ์ประทับช้าง อ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะช่วยให้การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนล่างบริเวณ จ.พิจิตร มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต

               ในพื้นที่จ.สุพรรณบุรี มีน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำการเกษตร ในเขตอ. สองพี่น้อง อ.บางปลาม้า อ.เมือง และ อ.อู่ทอง ระดับน้ำท่วมทุ่งสูงประมาณ 0.75 – 1.00 เมตร โครงการชลประทานสุพรรณบุรี ได้ดำเนินการติดตั้งเครื่อง สูบน้ำจำนวน 42 เครื่องและเครื่องผลักดันน้ำจำนวน 6 เครื่อง บริเวณประตูระบายน้ำสองพี่น้อง เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกร พร้อมทั้งเดินเครื่องสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบริเวณประตูระบายน้ำต่างๆ อีก 5 สถานี

              จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 4 อำเภอ ประกอบด้วย บางปะอิน(ตำบลบางกระสั้น) บางไทร(ตำบลสนามไชย) บางบาล(ตำบลพระขาวและตำบลกะแซง) และเสนา(ตำบลเจ้าเสด็จ) และบางส่วนของพื้นที่ลุ่มต่ำแก้มลิงธรรมชาติ ได้แก่ ทุ่งบางกุ้ง ทุ่งผักไห่ ทุ่งป่าโมก ทุ่งบางบาล มีน้ำท่วมขังในพื้นที่ประมาณ 28,000 ไร่ กรมชลประทาน ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 21 เครื่อง และติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำที่อำเภอบางบาล เพื่อระบายน้ำท่วมขังที่ลุ่มต่ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาอีก 6 เครื่อง

            อย่างไรก็ตา กรมอุตุนิยมวิทยา ได้คาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 5 – 9 มิ.ย. 60 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักหลายพื้นที่บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก กรมชลประทาน ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทุกโครงการในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม โดยเฉพาะในพื้นที่น้ำท่วมขังเดิม ที่ได้มีการเร่งระบายน้ำมาอย่างต่อเนื่อง ให้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมกับให้คงเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักร และเครื่องมือไว้ในพื้นที่ เพื่อให้สามารถเร่งระบายน้ำได้อย่างทันท่วงทีต่อไปแล้ว

“ปลัดเกษตรฯ” ลงพื้นที่ติดตามน้ำท่วมขังนาข้าวจ.อ่างทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/280862

“ปลัดเกษตรฯ” ลงพื้นที่ติดตามน้ำท่วมขังนาข้าวจ.อ่างทอง

อ่างทอง, ปลัดเกษตรฯ, พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา,  พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ, Field Day

“ปลัดเกษตรฯ” ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมขังนาข้าวจ.อ่างทอง

        นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังตรวจติดตามสถานการณ์น้ำท่วมขังในนาข้าวในพื้นที่ ต.จำปาหล่ออ.เมือง จังหวัดอ่างทอง ว่า  เนื่องด้วยนายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) พร้อมด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์( พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ) ได้มีความห่วงใยเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากปริมาณฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่อง จึงได้มอบหมายให้ประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัดในแต่ละพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางที่ได้รับผลกระทบ และตรวจติดตามสถานการณ์พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ภาพรวมปริมาณฝนที่ตกทั่วประเทศได้ลดลงมาในระดับที่ควบคุมได้โดยปริมาณน้ำที่ไหลผ่านจาก 4 เขื่อนหลัก ผ่านมาที่จังหวัดนครสวรรค์ประมาณ 1,000 ลบ.ม./วินาที และไหลลงมาที่เขื่อนเจ้าพระยา ประมาณ 700 ลบ.ม./วินาที ซึ่งอยู่ในระดับภาวะปกติขณะที่พื้นที่ในเขื่อนต่างๆ ยังสามารถรองรับปริมาณน้ำได้อีกเป็นจำนวนมากดังนั้น จึงขอให้เกษตรกรคลายความกังวล ขณะที่พื้นที่ที่มีน้ำท่วมและได้รับผลกระทบในภาพรวมทั้งประเทศมีประมาณ 20 จังหวัด พื้นที่ประมาณ900,000 กว่าไร่ และมีเกษตรกรได้รับผลกระทบประมาณ 80,000 ราย

สำหรับจังหวัดอ่างทอง เป็นอีกหนึ่งจังหวัดในพื้นที่ลุ่มต่ำที่ได้รับผลกระทบจากปริมาณฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องโดยมีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขัง ประมาณ 700 กว่าไร่ เป็นพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ300 ไร่ ซึ่งทางผู้ว่าราชการจังหวัดได้ประสานงานไปยังกรมชลประทาน และหน่วยงานองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น โดยได้รับเครื่องสูบน้ำมาเพิ่มเติม คาดว่าจะสามารถช่วยให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ภายใน 2-3 วันนี้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ ที่ดูแลด้านพืช ปศุสัตว์ และประมง ออกไปเยี่ยมเยียนเกษตรกร เพื่อเตรียมพื้นที่ของเกษตรกรให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติสำหรับพื้นที่อื่นๆ ที่ไม่ได้มีน้ำท่วมขังหรือไม่ได้รับผลกระทบ ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูกาลเพาะปลูกตามปกตินั้นทางกระทรวงเกษตรฯ ได้เปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field Day) ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรทั่วประเทศ โดยได้เตรียมปัจจัยการผลิต การให้บริการข้อมูลเกี่ยวกับการเพาะปลูก ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดผลกระทบจากน้ำท่วมขังในพื้นที่ต่างๆ และสามารถดำเนินการเพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

“สำหรับแนวทางการให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ที่มีความเสียหายสิ้นเชิง ทางกระทรวงมหาดไทย โดยผู้ว่าราชการจังหวัดจะได้ประสานกับทางเกษตรจังหวัด ปศุสัตว์จังหวัด และประมงจังหวัด เพื่อสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งหากพบว่ามีความเสียหายสิ้นเชิงก็จะใช้ระเบียบกระทรวงการคลังในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกร ส่วนในพื้นที่ที่เสียหายไม่สิ้นเชิง กระทรวงเกษตรฯ จะประสานให้ความช่วยเหลือในแต่ละพื้นที่เป็นจุดๆ เช่น ช่วยเหลือด้านเมล็ดพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์น้ำ เป็นต้นทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มีความห่วงใยเกษตรกร จึงสั่งการให้หน่วยงานราชการได้เร่งบูรณาการประสานความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรโดยเร็วที่สุด”  นายธีรภัทร กล่าว

พิพิธภัณฑ์เกษตรชวนเที่ยวงาน”วิถีเกษตรไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/280638

พิพิธภัณฑ์เกษตรชวนเที่ยวงาน”วิถีเกษตรไทย”

พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จัดงานมหกรรม “สืบทอดพระราชปณิธาน ด้วยพลังวัฒนธรรม วิถีเกษตรไทย”

                นางจารุรัฐ  จงพุฒิศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  กล่าวว่า พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ นอกจากเป็นแหล่งเรียนรู้พระอัจฉริยภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้านการเกษตร ภูมิปัญญา นวัตกรรมเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังเป็นแหล่งเรียนรู้วิถีเกษตรไทยในมิติต่างๆ ที่มีชีวิตและทันสมัย โดยการจัดงานในครั้งนี้ เพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และร่วม สืบทอดพระราชปณิธานด้วยพลังวัฒนธรรม วิถีเกษตรไทย จากพลังเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ทั่วประเทศครั้งใหญ่ ภายในงานนั้นจะมีการประกอบพิธีกรรมเพื่อความเป็นสิริมงคลให้ชีวิต การเรียนรู้วิชาของแผ่นดินและอบรมเชิงปฏิบัติการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องพันธุกรรมกับความเชื่อ อาหารพื้นบ้านจากต้นตำรับ การแสดงและขบวนแห่ศิลปวัฒนธรรมไทย และประชันอาหารของดี 4 ภาค ช้อป ชิม อาหารท้องถิ่น ผลผลิต ผลิตภัณฑ์เกษตรปลอดภัยกว่า 150 ร้านค้า

ส่วนแรกของงาน “เรียนรู้วิถีเกษตรไทย  เข้าใจวัฒนธรรม  น้อมนำคำพ่อสอน” เพื่อร่วมสืบสานประเพณีวัฒนธรรม วิถีเกษตรไทย 4 ภาค นิทรรศการวิถีชีวิตความเป็นอยู่ สาธิตและถ่ายทอดองค์ความรู้ ภูมิปัญญาการใช้เครื่องมือเกษตร  การทำอาหารพื้นบ้านในแต่ละภาค และการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย  “สวยศิลป์ ถิ่นไทยงาม”  วิถีชีวิตของคนล้านนา อ่อนช้อยและงดงาม ชมการฟ้อนล้านนา ชิมอาหารพื้นเมืองเหนือแต้ๆ เช่น  จอผักกาด  แกงโฮะ แกงฮังเล ขนมจีนน้ำเงี้ยว น้ำพริกอ่อง ฯ  “ดินดำ น้ำชุ่ม ราบลุ่ม ภาคกลาง”  เมืองอู่ข้าวอู่น้ำของไทยอุดมสมบูรณ์ ข้าว ปลา อาหาร  แนะนำอาหารแท้ต้นตำรับ เช่น แกงบอน  แกงสายบัว  น้ำพริกขี้กา  ขนมจีนน้ำยาปลาช่อน-น้ำพริก รสชาติเข้มข้นแท้แบบไทยโบราณ  “เฮ็ดอยู่ เฮ็ดกิน  ถิ่นอีสาน”   ฟังเสียงพิณเสียงแคนแดนอีสานม่วนหลาย  ชิมอาหารอีสานอร่อยนัวรสแซ่บ เฮ็ดง่ายคักคัก แกงเปรอะ แกงหวาย  สารพัดอ่อม แจ่วบอง ขนมจีนน้ำยาป่า ส้มตำ “แลหนังลุง กินพุงปลา  โนราห์งาม”   ชมศิลปะการแสดงพื้นบ้านของภาคใต้ “รองแง็ง” หรอยจังฮู้!!! แกงปักษ์ใต้  แกงเหลือง คั้วกลิ้ง ข้าวยำปักษ์ใต้ ขนมจีนแกงไตปลา ฯ  และขบวนแห่ยิ่งใหญ่วัฒนธรรม 4 ภาค

              ร่วมพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลให้ชีวิต  ทำบุญถวายสังฆทาน  สะเดาะเคราะห์  สืบชะตา บูชาเทียน  ส่งสะตวง การดูแลสุขภาพกายสุขภาพใจ ด้วยภูมิปัญญาหมอยาพื้นบ้าน

                  ชมละครสะท้อนวิถีชีวิต  ที่นำเสนอเรื่องราววิถีเกษตรไทย พิเศษวันละ 1 รอบเท่านั้น  ฟังเพลงสบายๆ ในสไตล์สวนเกษตร จากมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

            เรียนรู้ไม่มีค่าใช้จ่าย เพิ่มพูนทักษะความรู้ด้านการเกษตร ด้วยหลักสูตรอบรม  ที่เข้มข้น จัดแน่นเนื้อหาสาระ ให้ผู้ที่สนใจได้เข้าร่วมเรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเจ้าขององค์ความรู้ตัวจริง เสียงจริง อาทิ มหัศจรรย์พืชผักล้อยางแบบใหม่ ปุ๋ยอินทรีย์ใช้กับไม้ผล โดยปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน  ผู้ใหญ่สมศักดิ์ เครือวัลย์  ปลูกผักหวานป่าสร้างรายได้งาม  เทคนิคเลี้ยงกุ้งก้ามแดง  มืออาชีพ  ผักยกแค่ 7 วันทันกิน  Solar Roof Top ผลิตไฟฟ้าใช้เองในบ้านเรือน ชิฟฟอนจากมันและแป้งเท้ายายม่อม เส้นบุกเพื่อสุขภาพ ภูมิปัญญาชาไผ่จืด การขยายพันธุ์ฟักทองและพันธุ์พืช เป็นต้น

               เสวนาพันธุกรรมกับนานาความเชื่อ การเลือกปลูกไม้แต่ละชนิด ไม้ที่ควรปลูกประจำทิศ เช่น ไม้ประจำทิศตะวันออกที่ควรปลูกได้แก่ ต้นมะพร้าว ต้นสารถี  ช่วยเสริมสร้างดวงชะตาให้แข็งแรงไม่มีเรื่องทุกร้อน มีความรุ่งเรือง อยู่เย็นเป็นสุข  ไม้มงคล เช่น ต้นวาสนาผู้ที่ปลูกมีโชคและวาสนาที่ดีเกิดความสุขสมหวัง  และจำหน่ายพันธุ์ไม้

                สุข สนุก กับกิจกรรมต่างๆ  ชมพิพิธภัณฑ์ในราคาพิเศษ  พิพิธภัณฑ์มหัศจรรย์พันธุกรรม และพิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา พร้อมรับชมภาพยนตร์แอนิเมชั่น 3 มิติ  สนุกเพลินๆ ย้อนยุคกับเกมงานวัด  ปาโป่ง ยิงปืนจุกน้ำปลา และการละเล่นพื้นบ้าน ฯลฯ

ช้อป  ชิม สินค้าเกษตรคุณภาพ  ต้นไม้  พันธุ์ไม้  อิ่มอร่อย อาหารท้องถิ่นต้นตำรับพื้นบ้าน 4 ภาค สด สะอาด ปลอดภัย

                พิเศษ ร่วมสืบสานอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมแต่งกายด้วยผ้าไทย (ผ้าไหม ผ้าไทย ผ้าฝ้าย ผ้าคราม ผ้าย้อมสีธรรมชาติ ผ้าขาวม้า ฯลฯ)                เข้าร่วมงาน กติการ่วมสนุก เพียงท่านถ่ายภาพตัวเองหรือผู้ที่แต่งกายด้วยผ้าไทยภายในงานนี้  แชร์และแบ่งปันกับเพื่อนๆ ทาง Facebook Instagram Line พร้อมติดแฮชแท็ก  #มิวเซียมกษัตริย์เกษตร รับทันทีของที่ระลึกจากพิพิธภัณฑ์ฯ มีจำนวนจำกัด

มาร่วมกันสืบสานประเพณีวัฒนธรรม วิถีเกษตรไทย  4 ภาค สร้างเสริมบุญบารมีเพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิต ได้ที่งานมหกรรม “สืบทอดพระราชปณิธาน ด้วยพลังวัฒนธรรม วิถีเกษตรไทย” วันที่ 2 – 4 มิถุนายน 2560 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 18.00 น. ที่พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ตรงโรงพยาบาลการุญเวช ถนนพหลโยธิน นวนคร จ.ปทุมธานี

      สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์  0-2529-2212-13  มือถือ  087-359-7171 , 094-649-2333

เลาะรั้วเกษตร : ชี้แจงให้ชัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/284292

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ชี้แจงให้ชัด

วันศุกร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ได้อ่านคำชี้แจงของอธิบดีกรมชลประทาน สัญชัย เกตุวรชัย ผ่านทางโซเชียลมีเดีย เรื่องอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้น จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา ให้รู้สึกว่าทำไมหน่วยราชการจึงไม่ชี้แจง หรือพูดอะไรให้ประชาชนธรรมดาๆ เข้าใจง่ายๆ ทำไมต้องอธิบายอะไรเสียยืดยาว

กรณีอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้น จังหวัดสกลนคร นี้ ประเด็นที่ประชาชนอยากรู้คือ อ่างแตกใช่หรือไม่ จึงทำให้น้ำจากอ่างเก็บน้ำไหลบ่าท่วมชุมชนที่อยู่ใกล้เคียง แม้ท่านอธิบดีจะพยายามชี้แจงว่า อ่างไม่แตกแต่น้ำไหลเข้าอ่างมากเกินความจุที่อ่างจะรับไว้ได้ น้ำจึงไหลล้นสันเขื่อน และจากการตรวจสอบด้วยสายตาของเจ้าหน้าที่พบว่ามี “การกัดเซาะ” สันเขื่อนลึก 4 เมตร กว้าง 20 เมตร เป็นเหตุให้น้ำไหลออกจากอ่าง

ในทางเทคนิคของการชลประทานอาจจะใช้ว่า “กัดเซาะ” แต่ในความรู้สึกและความเข้าใจของประชาชน มันคือ “อ่างแตก” เพราะสภาพที่สันเขื่อนแตกร้าวลึก 4 เมตร ยาว 20 เมตรนี้ไม่ใช่กัดเซาะธรรมดา แถมยังทำให้น้ำไหลออกจากอ่างนับล้านลูกบาศก์เมตรก็ไม่ธรรมดาอีกเช่นกัน ปริมาณน้ำที่ไหลออกจากอ่าง กับปริมาณที่น้ำเหลืออยู่ในอ่าง สภาพคงไม่ต่างจาก“อ่างแตก” เท่าไรนัก จึงไม่จำเป็นต้องยืนกรานกระต่ายขาเดียวว่าอ่างไม่แตก…

ที่สำคัญกว่านั้นควรชี้แจงสาเหตุ และสิ่งที่จะดำเนินการต่อไปอย่างสั้นๆ เป็นข้อๆ ตามลำดับเหตุการณ์ให้ชัดเจน ไม่ต้องเท้าความ หรืออ้างอะไรให้มากมายเกินไป เช่น บอกว่า ดำเนินการพร่องน้ำจากอ่างเก็บน้ำเพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนที่จะมีมากตามนโยบายของอธิบดีกรมชลประทานแล้ว หรือบอกว่า จะติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ 26 เครื่อง ซึ่งได้ติดตั้งไปแล้ว 4 เครื่อง เหลืออีก 22 เครื่อง….นี่ก็จริงใจเกินไป ทำให้ประชาชนแทบหมดหวัง เพราะไม่รู้ว่าอีก 22 เครื่องเมื่อไรจะติดตั้งเสร็จ พอดีน้ำลด….

ชื่ออธิบดี เป็นผู้ชี้แจง แต่ไม่ทราบว่าใครเป็นคนเขียนข้อมูลให้อธิบดี แม้จะเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องชี้แจงข้อกล่าวหาภายใน 24 ชั่วโมง ตามกฎกติกาของรัฐบาลที่กำหนดให้หน่วยราชการต้องชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนผ่านทางสื่อมวลชนต่างๆ กรณีที่มีการนำเสนอข่าวเชิงลบที่เกี่ยวกับหน่วยงานนั้นๆ แต่อธิบดีควรต้องตรวจสอบให้ดีว่าสิ่งที่ชี้แจงไปจะทำให้สังคมสับสนมากขึ้นหรือไม่….

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงของอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นนี้ ทราบมาว่าเป็นอ่างเก็บน้ำที่สร้างขึ้นที่ตำบลพังขว้าง อำเภอเมืองสกลนคร ตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ต้องการให้เกษตรกรมีน้ำใช้เพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภค ความจุของอ่างรับน้ำได้ 2.4 ล้านลูกบาศก์เมตร ทุกปีที่ผ่านมาน้ำไม่เคยเต็มอ่าง หรือแม่แต่ปีนี้ก็มีปริมาณน้ำก่อนที่จะเข้าสู่ฤดูฝนเพียง 1.4 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 60% ของความจุอ่างเท่านั้น

พอเข้าสู่ฤดูฝน ก็ได้ทำการพร่องน้ำเพื่อรองรับปริมาณฝนที่จะตกมาใหม่ แต่ปีนี้ภาคตะวันออก เฉียงเหนือตอนบนมีฝนตกมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา ทำให้มีน้ำไหลเข้าอ่างห้วยทรายขมิ้นเป็นจำนวนมาก จนถึงปลายเดือนพฤษภาคม มีปริมาณน้ำเต็มอ่าง ซึ่งทำให้ต้องทำการพร่องน้ำออกจากอ่างผ่านคลองส่งน้ำฝั่งซ้าย และฝั่งขวา รวมกันประมาณวันละ 80,000 ลูกบาศก์เมตร แต่ปรากฏว่ามีฝนตกท้ายอ่างเก็บน้ำ ทำให้การพร่องน้ำต้องลดปริมาณลง มิเช่นนั้นน้ำจะท่วมพื้นที่ท้ายอ่าง การพร่องน้ำจึงลดปริมาณลงเหลือเพียงวันละ 24,000 ลูกบาศก์เมตร

ปัญหาคงจะไม่เกิดถ้าไม่มีพายุโซนร้อนตาลัส และเซินกา ที่เกิดขึ้นมาไล่ๆ กันในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2560 เป็นต้นมาจนถึงขณะนี้ พายุทั้ง 2 ลูกนี้มีอิทธิพลทำให้ฝนตกหนักในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและส่งผลให้มีน้ำไหลเข้าเต็มอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับในวันที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา ภายในเวลาเพียง 20 ชั่วโมง มีน้ำหลากลงสู่อ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นถึง 3.75 ล้านลูกบาศก์เมตร เกินกว่าความจุของอ่างถึง 1.35 ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำจึงล้นข้ามสันเขื่อน และทำให้สันเขื่อนแตกร้าวหรือที่กรมชลประทานเรียกว่า “กัดเซาะ”ดังที่กล่าวมาแล้ว

ถ้าจะว่าไป ก็เป็นเหตุสุดวิสัย ที่ไม่มีใครอยากจะให้เกิดขึ้น หรือแม้จะมีการประกาศเตือนภัยให้เฝ้าระวังสถานการณ์สักเท่าไร แต่จะมีสักกี่คนที่สนใจและเตรียมตัวพร้อมเผชิญสถานการณ์…. เพราะน้ำไม่เคยท่วมสกลนคร… เหมือนอย่างที่ครั้งหนึ่ง เรามั่นใจว่าน้ำคงไม่ท่วมสนามบินดอนเมือง…. แต่แล้วที่สกลนคร พ.ศ. นี้ น้ำท่วมมิดหลังคารถ เหมือนอย่างที่พ.ศ.นั้น น้ำท่วมเครื่องบินที่สนามบินดอนเมืองนั่นแล…..

เอวัง….ก็มีด้วยประการฉะนี้…..

แว่นขยาย