รายงานพิเศษ : สสก.9พิษณุโลกเตรียมจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระดับเขต (RW) ครั้งที่ 2 ประจำปี 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/284294

รายงานพิเศษ : สสก.9พิษณุโลกเตรียมจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระดับเขต (RW) ครั้งที่ 2 ประจำปี 2560

รายงานพิเศษ : สสก.9พิษณุโลกเตรียมจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระดับเขต (RW) ครั้งที่ 2 ประจำปี 2560

วันศุกร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สสก.9พิษณุโลกจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้งานซึ่งกันและกันทั้งในระดับจังหวัดและเขต เพื่อสรุปบทเรียนที่ได้จากการทำงานในพื้นที่ ให้เกิดแนวทางปฏิบัติสามารถนำไปใช้ในการดำเนินงานอย่างเหมาะสม

นายเกษม ไตรพิจารณ์ เกษตรจังหวัดพิษณุโลก ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลกกล่าวว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลกดำเนินงานตามระบบส่งเสริมการเกษตร ตามนโยบายกรมส่งเสริมการเกษตร ประจำปี 2560 ในเขตพื้นที่ความรับผิดชอบ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่ กำแพงเพชร ตาก นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี โดยมุ่งให้ระบบการผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรแต่ละรายนำสู่ระบบการผลิตที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน เพื่อให้ผลผลิตที่เกิดขึ้นจำหน่ายได้ในราคาที่เหมาะสมซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนดีขึ้น การผลักดันให้ไปสู่จุดนั้นได้ เกษตรกรต้องเป็น Smart farmer ทำการเกษตรในลักษณะ Smart Agriculture ทำให้เกิดความยั่งยืนในการพัฒนาและสร้างความอยู่ดีมีสุขได้อย่างแท้จริง ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรมีศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นกลไกหลักขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ ทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกรในพื้นที่ในเรื่องการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มโอกาสการแข่งขัน ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มบริหารจัดการผลผลิตและการตลาดสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรของประเทศ จากเป้าหมายในการพัฒนาดังกล่าว เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรจำเป็นต้องเป็นผู้รอบรู้เรื่องการเกษตรอย่างแท้จริง สามารถให้คำแนะนำที่ถูกต้องตามหลักวิชาการให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ดังนั้น จึงต้องมีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้งานทั้งระดับจังหวัดและระดับเขต รวมทั้งสรุปบทเรียนที่ได้จากการทำงานในพื้นที่ ทำให้เกิดแนวทางปฏิบัติสามารถนำไปใช้ดำเนินงานอย่างเหมาะสม โดยใช้เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับเขตสรุปผลและถอดองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ นำไปวางแผนปฏิบัติงานตามนโยบายและพันธะกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมการเกษตร และบริการทางการเกษตรแก่เกษตรกรและยังใช้เป็นเวทีเชื่อมโยงให้ความรู้ วิชาการ ระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ ตลอดจนนำเสนอผลงานวิชาการในพื้นที่ และเป็นการติดตามการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบาย งาน/ โครงการ หลักการของกรม/ เขต/ จังหวัด โดยให้แต่ละหน่วยงานนำเสนอผลดำเนินงานและถอดองค์ความรู้ โดยเป็นเวทีสรุปผลดำเนินงานและสรุปองค์ความรู้เพื่อจัดเก็บในคลังความรู้ ปี 2560 เป็นการต่อยอดจากการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับเขต (RW) ครั้งที่ 1 ประจำปี 2560 เมื่อวันที่ 15-16 ธันวาคม 2559ที่ผ่านมา

นายเกษมกล่าวเพิ่มเติมว่า บุคคลเป้าหมายในการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับเขต (RW) ครั้งที่ 2 ประจำปี 2560 ประกอบด้วย นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรของสำนักงานเกษตรจังหวัด 9 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง เจ้าหน้าที่จากศูนย์ปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่จากสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรและส่วนกลาง รวม 160 ราย โดยมีนายสงกรานต์ภักดีคง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรคนที่ 1 เป็นประธานเปิดงาน ระหว่างวันที่ 24-25 สิงหาคม ณ โรงแรมวังจันทน์ ริเวอร์วิว อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก

เกษตรเขต1ลุยขับเคลื่อนแปลงใหญ่ ชูธงลดต้นทุน-เพิ่มโอกาสแข่งขัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/284288

x

เกษตรเขต1ลุยขับเคลื่อนแปลงใหญ่ ชูธงลดต้นทุน-เพิ่มโอกาสแข่งขัน

วันศุกร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุรัตน์ สงวนทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จ.ชัยนาท กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่าจากนโยบายกระทรวงเกษตรฯปี 2559 ที่เป็นปี“ลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มโอกาสการแข่งขันสินค้าเกษตร” ซึ่งโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่เป็น 1 ใน 6 มาตรการ ขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ โดยมอบให้กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นเจ้าภาพหลักดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานภาคีเพื่อแก้ปัญหาการเกษตรที่ผ่านมา เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นรายย่อยมีพื้นที่ขนาดเล็ก ทำการเกษตรในลักษณะต่างคนต่างทำ ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง ขาดอำนาจต่อรอง

โดยภาพรวมการดำเนินงานแปลงใหญ่ของเขต 1 ที่ประกอบด้วยพื้นที่ 9 จังหวัด มีความก้าวหน้าการดำเนินโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ซึ่งมีแปลงใหญ่ที่ผ่านการรับรองของคณะกรรมการ SC. รวม 173 แปลง พื้นที่ 256,737.18 ไร่เกษตรกร 12,698 ราย ผลิตสินค้า 17 ชนิด (ข้อมูล ณ วันที่ 18 กรกฎาคม 2560) ในส่วนการดำเนินงานแปลงใหญ่มันสำปะหลังในพื้นที่เขต 1 ปัจจุบันมีการดำเนินการแปลงใหญ่มันสำปะหลัง 3 จังหวัดได้แก่ ชัยนาท ลพบุรีและสระบุรี รวม 16 แปลง พื้นที่ 29,637.25 ไร่ เกษตรกร 1,328 ราย

แปลงใหญ่มันสำปะหลังต.ดงดินแดง อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี มีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง 6,276.25 ไร่ เกษตรกร 306 ราย ประธานกลุ่มแปลงใหญ่คือ นางทิพาเอ โปร่งแสง เป็นแปลงต้นแบบที่ผลิตมันสำปะหลังคุณภาพได้ผลผลิตดี มีจุดเด่นคือ ใช้พันธุ์ดี เหมาะกับสภาพดิน ได้แก่ พันธุ์ระยอง ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองอัตรา 300 กก./ไร่ ผลิตฮอร์โมนไข่เพื่อช่วยเพิ่มผลผลิต ใช้ปุ๋ยเคมีลดลงหันมาใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินเพิ่มขึ้น ในขั้นตอนผลิตใช้วิธีไถระเบิดดินดาน ใช้ระบบน้ำหยด ใช้ระบบพลังงานแสงอาทิตย์สูบน้ำ การเก็บเกี่ยวผลผลิตใช้เครื่องขุดมันสำปะหลังลดค่าใช้จ่ายเรื่องค่าแรง และรวมกลุ่มซื้อท่อนพันธุ์ทำให้ได้ราคาถูกลง โดยรวมกลุ่มเข้มแข็งพร้อมทำตลาดด้วยการรวมกลุ่มกันขาย ทำ MOU กับบริษัท ผลิตเอทานอล (บ.ทรัพย์ทิพย์) เพื่อรวมผลผลิตส่งขายในปริมาณที่บริษัทกำหนด มีตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอน

พด.เปิดเวทีระดมสมองพัฒนาดิน-ปุ๋ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/284290

x

พด.เปิดเวทีระดมสมองพัฒนาดิน-ปุ๋ย

วันศุกร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดินเปิดเผยว่า ในกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว มีความก้าวหน้าของการพัฒนาเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด ขณะที่ประเทศมีแนวโน้มปัญหาขาดแคลนทรัพยากร ดินเสื่อมโทรม ป่าไม้ถูกทำลาย ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยธรรมชาติมีความถี่และรุนแรง รัฐบาลจึงมีแนวคิดปฏิรูปภาคเกษตรของไทยสู่เกษตร 4.0 : เกษตรกรมั่งคั่ง ประเทศมั่นคงด้านอาหารและเกษตรกรรมยั่งยืน สอดคล้องกับโมเดลไทยแลนด์ 4.0 การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เน้นใช้เทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์และการบริการเป็นเลิศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถภาคเกษตรของไทย โดยพัฒนาเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดปัจจัยต้นทุนการผลิตการเกษตร ให้ใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ กรมพัฒนาที่ดินร่วมกับสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย และสมาคมอนุรักษ์ดินและน้ำแห่งประเทศไทย จัดประชุมวิชาการดินและปุ๋ยแห่งชาติ ครั้งที่ 5 หัวข้อ “ขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านดินและปุ๋ย ก้าวสู่เกษตร 4.0” ระหว่างวันที่ 1-2 สิงหาคมที่ผ่านมาที่ โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทาราศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ถ.แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ เป็นเวทีเผยแพร่งานวิจัย แลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ในสาขาวิชาด้านดินและปุ๋ย สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร

ด้าน ดร.พิทยากร ลิ่มทอง นายกสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทยกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ มีผลงานวิจัยที่ทดลองทดสอบจนประสบผลสำเร็จ รวมทั้งมีนวัตกรรมเด่นๆ มานำเสนอหลายเรื่อง เช่น มหาวิทยาลัยแม่โจ้ นำเศษวัสดุเหลือใช้จากไฟฟ้าฝ่ายผลิตมาใช้ประโยชน์ภาคเกษตร เช่น นำยิปซัมมาใช้ในภาคเกษตร การวิจัยเชื้อจุลินทรีย์ในดิน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์มาปรับปรุงบำรุงดิน ซึ่งสภาพดินทางการเกษตรของไทยปัจจุบัน เราจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมีปริมาณเหมาะสมจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด

‘แมลงเศรษฐกิจ’ตลาดสดใส อาหารทางเลือกใหม่ที่น่าจับตามอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/284293

x

‘แมลงเศรษฐกิจ’ตลาดสดใส อาหารทางเลือกใหม่ที่น่าจับตามอง

วันศุกร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางวิลาวัลย์ วงษ์เกษม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (แมลงเศรษฐกิจ) กรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะเป็นหน่วยงานภาครัฐเพียงแห่งเดียวที่ส่งเสริมสนับสนุนการเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ ให้ช่วยผสมเกสรให้พืชผลการเกษตร เช่น ผึ้งพันธุ์ ผึ้งโพรง ชันโรง และได้ผลพลอยได้เป็นผลผลิต เช่น น้ำผึ้ง เกสร ไขผึ้ง พรอพอลิส รวมไปถึงแมลงที่นำมาเลี้ยงและบริโภคได้ เช่น จิ้งหรีด ซึ่งปัจจุบันเป็นอาหารทางเลือกใหม่ (Novel Food)ที่มีโปรตีนสูง สามารถส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ สร้างอาชีพและมีรายได้จากผลผลิตของแมลงเศรษฐกิจที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจทั้งระดับชุมชนและระดับประเทศ

ในปี 2559 กรมส่งเสริมการเกษตรนำผึ้งพันธุ์ ผึ้งโพรง ชันโรง เข้าไปช่วยผสมเกสรพืชเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในแปลงใหญ่ไม้ผล และปี 2560 ได้นำระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่เข้ามาใช้อย่างเป็นทางการโดยคัดเลือกพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านพืชอาหาร ความพร้อมกลุ่มเกษตรกรในการบริหารจัดการแบบรวมกันผลิตเป็นกลุ่ม เพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยร่วมกันหาปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ ราคาถูก นำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาการเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ การแปรรูปเพื่อเพิ่มผลผลิตมูลค่าผลผลิต การเชื่อมโยงการตลาดให้เกิดการบริหารจัดการโซ่อุปทาน (Supply chain) อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างอำนาจต่อรองให้เกษตรกรและวัดผลได้เป็นรูปธรรมในสินค้าแมลงเศรษฐกิจ 4 ชนิดได้แก่ ผึ้งพันธุ์ ผึ้งโพรง ชันโรง จิ้งหรีด 25 แปลง เกษตรกร 980 ราย 19 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี สระแก้ว มหาสารคาม ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ชุมพร ตรัง พัทลุง สงขลา ระนอง แพร่ ตราด พิจิตร นครศรีธรรมราช เชียงใหม่ เชียงราย อุตรดิตถ์ น่านและลำพูน

ผู้ใหญ่สาย เปร็นรัมย์ ประธานแปลงใหญ่แมลงเศรษฐกิจ (จิ้งหรีด) ต.หนองแวง อ.โคกสูง จ.สระแก้วกล่าวว่า ตนและคนในหมู่บ้านมีอาชีพเลี้ยงจิ้งหรีดมาตั้งแต่ปี 2552 จากประสบการณ์ที่ผ่านมาจิ้งหรีดเป็นแมลงชนิดหนึ่งที่ตลาดตอบรับดี เลี้ยงง่าย ต้นทุนไม่สูงมาก เหมาะทำเป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริม ปัจจุบันในอ.โคกสูง จ.สระแก้ว มีเกษตรกรที่เลี้ยงจิ้งหรีด 60 ราย แต่ที่เข้าร่วมโครงการแปลงใหญ่มี 50 ราย ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่เลี้ยงจิ้งหรีดเป็นอาชีพหลัก เฉลี่ยรายได้หลักหมื่นขึ้นไปขึ้นอยู่กับปริมาณที่เลี้ยง ใครมีพื้นที่เยอะสามารถเลี้ยงเยอะได้ ส่วนด้านการตลาดกลุ่มแปลงใหญ่จิ้งหรีดจะทำตลาดด้วยการขายตัวสด ตัวนึ่งและแปรรูปเป็นจิ้งหรีดอัดกระป๋อง โดยเน้นเป็นจิ้งหรีดไข่ เพราะมีรสชาติดี คุณค่าอาหารสูง และเป็นที่ต้องการของตลาดมากกว่าจิ้งหรีดธรรมดา

สำหรับเกษตรกรที่เข้าร่วมแปลงใหญ่จิ้งหรีด กลุ่มของอ.โคกสูงเข้าร่วมโครงการดังกล่าวตั้งแต่ปี 2560 และมีกิจกรรมพัฒนาความรู้ในการผลิตจิ้งหรีดต่อเนื่อง มีการอบรมไปดูงานใครมีปัญหามาพูดคุยกัน ในส่วนภาครัฐนำเทคนิคการเลี้ยงจิ้งหรีดให้มีคุณภาพมาส่งเสริมให้เกษตรกร แนะวิธีลดต้นทุนการผลิต เช่น รวมกลุ่มซื้ออาหารเพื่อได้วัตถุดิบราคาถูกมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันกลุ่มของเราลดต้นทุนการผลิตได้รายละ 1,000 บาท/เดือน และคาดว่าในอนาคตการเลี้ยงจิ้งหรีดจะขยายช่องทางตลาด รวมถึงสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น เป็นผลจากการพัฒนาคุณภาพผลผลิตจิ้งหรีดให้มีความหลากหลายของสินค้าเป็นที่ต้องการของตลาดนั่นเอง

แปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลำปาง ลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิตเน้นทำเกษตรยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/284133

x

แปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลำปาง ลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิตเน้นทำเกษตรยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เกษตรจังหวัดลำปางเผยผลดำเนินงานแปลงใหญ่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพผลผลิตและการตลาด ภายใต้การบริหารจัดการกลุ่มอย่างเข้มแข็งด้วยการเน้นทำเกษตรยั่งยืน

นายสุรพล ทองเที่ยง เกษตรจังหวัดลำปาง กล่าวว่า จ.ลำปางมีพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 197,276 ไร่ เกษตรกร 14,725 ราย มีพื้นที่เพาะปลูกมีเอกสารสิทธิ 53,864 ไร่ พื้นที่ปลูกไม่มีเอกสารสิทธิ 143,412 ไร่ โดยที่ผ่านมาเกษตรกรส่วนใหญ่ประสบปัญหาผลผลิตและราคาตกต่ำและผลผลิตขาดคุณภาพ ดังนั้น ภาครัฐจึงส่งเสริมการทำเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้รวมกลุ่มแปลงใหญ่ตั้งแต่ปี 2559 พร้อมขับเคลื่อนส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 1 แปลง ในอ.งาว มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 499 ราย พื้นที่ 1,922.25 ไร่

โดยมีแนวทางขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ ด้วยการใช้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรเป็นเครื่องมือส่งเสริมการเกษตร มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสม สามารถช่วยแก้ปัญหาชุมชนตอบสนองประเด็นการพัฒนาในพื้นที่ และสอดคล้องความต้องการของเกษตรกร มีรูปแบบการทำงานส่งเสริมการเกษตรแบบบูรณาการในพื้นที่ที่มีการบริหารจัดการในลักษณะแปลงใหญ่ที่เหมาะสมกับสภาพแต่ละพื้นที่ โดยมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรทำหน้าที่เป็นผู้จัดการพื้นที่

สำหรับผลดำเนินงานแปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (หลังนา) ในพื้นที่แปลงใหญ่ของอ.งาว ทั้งสิ้น เกษตรกร 499 ราย ด้วยแนวทางการดำเนินงานและเป้าหมายการดำเนินงานเพื่อพัฒนาแปลง 5 ด้าน ประกอบด้วย การลดต้นทุนการผลิต ซึ่งเกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตจากเดิม 4,532 บาท/ไร่ เป็น 3,618 บาท/ไร่ ลดการใช้ปุ๋ยเคมีจาก 50 กก./ไร่ เป็น 30 กก./ไร่ โดยเตรียมดิน ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และลดใช้สารเคมี โดยใช้สารชีวภัณฑ์ทดแทน ทำให้ต้นทุนการผลิตโดยรวมลดลง 914 บาท/ไร่ (ลดลงร้อยละ 20.16) การเพิ่มผลผลิต เกษตรกรใช้เมล็ดพันธุ์ดี มีการปรับปรุงบำรุงดินก่อนเพาะปลูก ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และเก็บเกี่ยวในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิม 860 กิโลกรัม/ไร่ เป็น 1,030 กิโลกรัม/ไร่ (ร้อยละ 19.77) การพัฒนาคุณภาพผลผลิต สามารถปรับปรุงคุณภาพผลผลิตให้มีความชื้นไม่เกิน 15% การบริหารจัดการกลุ่ม สมาชิกแปลงใหญ่ได้รวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจแปลงใหญ่อ.งาว และจัดตั้งกองทุนหมุนเวียน เพื่อเป็นเงินออมในกลุ่ม ปัจจุบันมีเงินออมทั้งหมด 120,000 บาท โดยออมทุกวันที่ 15 ของเดือน การตลาด ได้เชื่อมโยงการตลาดที่รับซื้อผลผลิตของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการผ่านกลไกของสหกรณ์/สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. (สกต.)/และบริษัทเอกชนในพื้นที่ ในราคาสูงกว่าท้องตลาดทั่วไป

“ในภาพรวมเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการลดต้นทุนได้ 20% มีผลผลิตเพิ่มขึ้นต่อไร่ 20% และสินค้าผ่านการประเมินรับรองมาตรฐานเบื้องต้นทุกแปลง อย่างไรก็ตาม ปี 2560 ได้ส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มอีก 1 แปลง ในอ.แม่ทะ เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 50 ราย พื้นที่ 1,111.75 ไร่ และมีแผนจะขยายพื้นที่แปลงใหญ่ในปี 2561 อีก 5 แปลง ในอ.เมืองลำปาง เกษตรกร 55 ราย พื้นที่ 561.75 ไร่ อ.แม่เมาะ เกษตรกร 50 ราย พื้นที่ 658.25 ไร่ อ.เสริมงาม เกษตรกร 118 ราย พื้นที่ 1,002 ไร่ อ.เมืองปาน เกษตรกร 148 ราย พื้นที่ 956.25 ไร่ อ.วังเหนือ เกษตรกร 49 ราย พื้นที่ 512 ไร่ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรอย่างยั่งยืนในระบบปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต่อไป”นายสุรพล กล่าว

ดันโครงการผลิตอาหารลุ่มชี-มูล แก้น้ำท่วมนาหน้าเขื่อนราษีไศล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/284131

x

ดันโครงการผลิตอาหารลุ่มชี-มูล แก้น้ำท่วมนาหน้าเขื่อนราษีไศล

วันพฤหัสบดี ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานร่วมดำเนินงานโครงการแหล่งผลิตอาหารลุ่มน้ำชี-มูล ตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดทำเกษตรแปลงใหญ่แบบประชารัฐของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่น้ำท่วมนานอกอ่างหน้าเขื่อนราษีไศล ในจ.ศรีสะเกษ และสุรินทร์ 14 แห่ง ในการดำเนินงานพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ปัญหาผลกระทบจากการสร้างเขื่อนราษีไศลมอบให้ทุกหน่วยงานวางแผนหลักการดำเนินงานให้เสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้ โดยใช้กลยุทธ์“สร้างวิกฤติเปลี่ยนเป็นโอกาส” ด้วยการปรับสภาพการใช้ประโยชน์ของประชาชนที่มีที่ดินติดคันพนังของเขื่อนราษีไศลได้รับผลกระทบจากการถูกน้ำท่วมขังเปลี่ยนจากทำนาไปเป็นทำประมงแทน พร้อมนำการทำการเกษตรแบบผสมผสานตามทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 มาใช้สร้างเสริมให้เกิดความยั่งยืนในการประกอบอาชีพ

ทั้งนี้ โครงการแหล่งผลิตอาหารลุ่มน้ำชี-มูล มีโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามูลล่าง กรมชลประทาน เป็นหน่วยงานหลักขับเคลื่อนประสานงาน ซึ่งปี 2560 เป็นปีแรกในการดำเนินโครงการ จะนำร่องในพื้นที่ของกลุ่มนายทองดี อาจสาลี ผู้ใหญ่บ้านดงแดง ต.ด่าน อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ และพื้นที่อื่นอีก 4-5 จุด จากนั้นจะขยายให้ครบทุกจุดภายในระยะเวลา 3 ปี

“กรมชลประทานมั่นใจว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวจะแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่นานอกอ่างเหนือเขื่อนราษีไศลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดการปรับเปลี่ยนสภาพการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ริมคันพนังกั้นน้ำ จากการทำการเกษตรแบบเชิงเดี่ยว
ที่ปลูกเฉพาะข้าว มาเป็นการเกษตรแบบผสมผสานในโครงการเกษตรแบบทฤษฎีใหม่ และที่สำคัญเป็นการดำเนินการแก้ปัญหาผลกระทบจากการสร้างเขื่อน โดยยึดหลักการตามแนวนโยบายสำคัญของรัฐบาลมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับพื้นที่ และเกิดความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ” ดร.สมเกียรติกล่าว

รายงานพิเศษ : เตือนชาวสวนมะพร้าวรับมือศัตรูพืชระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/284135

รายงานพิเศษ : เตือนชาวสวนมะพร้าวรับมือศัตรูพืชระบาด

รายงานพิเศษ : เตือนชาวสวนมะพร้าวรับมือศัตรูพืชระบาด

วันพฤหัสบดี ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ช่วงนี้สิ่งที่ผู้ปลูกมะพร้าวส่วนใหญ่ต้องเผชิญคือศัตรูพืช นอกจากหนอนหัวดำ ที่เป็นศัตรูสำคัญของชาวสวนมะพร้าว ที่รัฐบาลต้องอนุมัติงบประมาณจำนวนมากเพื่อจัดการให้สิ้นซากแล้ว ตอนนี้ยังมีศัตรูมะพร้าวอีก 2 ชนิด ที่ชาวสวนมะพร้าวไม่ควรมองข้าม

นายสมคิด เฉลิมเกียรติ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรีกล่าวว่า ศัตรูมะพร้าวตัวร้ายนอกจากหนอนหัวดำแล้ว ยังมีด้วงแรดและด้วงงวงมะพร้าว นอกจากเป็นศัตรูสำคัญของชาวสวนมะพร้าวแล้ว ยังเป็นศัตรูพืชสำคัญของชาวสวนปาล์มในบางพื้นที่อีกด้วย โดยด้วงแรดมะพร้าว เฉพาะตัวเต็มวัยเท่านั้นที่เป็นศัตรูพืช ซึ่งจะไปกัดเจาะโคนทางใบมะพร้าวหรือปาล์มน้ำมันทำให้ทางใบหักง่าย และยังกัดเจาะทำลายยอดอ่อน ทำให้ทางใบที่เกิดใหม่ไม่สมบูรณ์ มีรอยขาดแหว่งเป็นริ้วคล้ายรูปสามเหลี่ยม ถ้าโดนทำลายมากๆอาจกระทบผลผลิต บริเวณที่ด้วงแรดกัดเจาะเป็นเนื้อเยื่ออ่อน ทำให้ด้วงงวงมะพร้าวเข้ามาวางไข่ซ้ำ แล้วฟักตัวเป็นตัวอ่อนกัดกินยอดมะพร้าว ทำให้มะพร้าวตาย

สำหรับแหล่งขยายพันธุ์ของด้วงแรด ได้แก่ บริเวณที่มีต้นมะพร้าว ตอมะพร้าว ทางใบมะพร้าวที่เน่าเปื่อย กองปุ๋ยคอก วงจรชีวิตตัวเต็มวัยอายุ 90-120 วัน ระยะไข่ 10-12 วัน ระยะดักแด้ 23-28 วัน ระยะหนอน 80-150 วัน รวมระยะเวลาตั้งแต่ไข่ถึงตัวเต็มวัยใช้เวลา 4-9 เดือน ตัวเมีย 1 ตัววางไข่ได้สูงสุด 152 ฟอง วิธีป้องกันกำจัดด้วงแรดมะพร้าวมีดังนี้ 1.เผาทำลายทางใบมะพร้าวที่ล่วงหล่น เพื่อลดพื้นที่ขยายพันธุ์ของด้วงแรด 2.ใช้ทรายหยอดบริเวณโคนยอดของมะพร้าว 3.ใช้ลูกเหม็นใส่ที่โคนของยอดอ่อน 6-8 ลูก/ต้น 4.ใช้กับดักล่อฟีโรโมน เพื่อจับตัวเต็มวัยมาทำลาย 5.ใช้เชื้อราเขียวเมตตาไรเซี่ยมกำจัดตัวอ่อนด้วงแรดมะพร้าว

ส่วนด้วงงวงมะพร้าวจะขยายพันธุ์อยู่ในคอมะพร้าว โดยเฉพาะบริเวณที่ด้วงแรดเจาะทำลาย และบางครั้งพบการเข้าทำลายที่โคนต้น อาการที่สังเกตได้คือ ยอดอ่อนมะพร้าวเหี่ยวแห้งและหักพับ ด้วงงวงมะพร้าวมี 2 ชนิด ได้แก่ ด้วงงวงมะพร้าวชนิดเล็กและด้วงงวงมะพร้าวชนิดใหญ่ ตัวเต็มวัยเป็นแมลงปีกแข็งวงจรชีวิต ระยะตัวเต็มวัย 61-139 วัน ระยะไข่ 2-3 วัน ระยะดักแด้ 9-25 วัน ระยะหนอน 61-109 วัน ด้วงงวงมะพร้าวเพศเมีย 1 ตัว วางไข่ได้สูงสุด 527 ฟอง ในเวลา 112 วัน การป้องกันกำจัดด้วงงวงมะพร้าวมีดังนี้ คือ 1.ลดการระบาดของด้วงแรดโดยปฏิบัติตามข้อ 1-5 ตามวิธีการกำจัดด้วงแรดมะพร้าว แต่เพิ่มในส่วนการใช้สารทาร์ ซึ่งเป็นส่วนผสมของน้ำมันเครื่อง 1 ลิตร กับกำมะถันผง 100 กรัม ผสมให้เข้ากันทาบริเวณที่เป็นแผล เพื่อป้องกันไม่ให้ด้วงงวงมะพร้าวเข้าทำลายซ้ำ

“สิ่งสำคัญเกษตรกรต้องรักษาสวนมะพร้าวให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อทำลายแหล่งขยายพันธุ์ของด้วงแรด ถ้าลดการระบาดของด้วงแรดได้ก็จะลดการระบาดของด้วงงวงมะพร้าวไปอีกทางหนึ่ง และที่ขาดไม่ได้คือ เกษตรกรต้องหมั่นสำรวจแปลงมะพร้าวสม่ำเสมอ เมื่อพบการทำลายต้องรีบแก้ไข อย่าปล่อยให้ถึงขั้นระบาด” นายสมคิด กล่าว

หากมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อสอบถามได้ที่ ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรี โทร. 0-3544-0926-7 หรือ สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอ ใกล้บ้านท่านได้ทุกวันในวันเวลาราชการ

แตกใบอ่อน : ทิศทางน่ากังวลของภาคเกษตรและเศรษฐกิจไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/284134

807934531

แตกใบอ่อน : ทิศทางน่ากังวลของภาคเกษตรและเศรษฐกิจไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ประเทศไทยตอนนี้เราอยู่ตรงไหน คำถามนี้น่าจะเป็นคำถามที่หลายท่านอยากรู้!!! เพราะโครงการต่างๆ ที่ภาครัฐกำลังเร่งให้ไปสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” นั้น เริ่มขยับเข้าใกล้ตัวเรามากขึ้น ไม่ว่าโครงการท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังช่วงต่อขยาย โครงการขยายสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 เฟส 3 โครงการขยายสนามบินดอนเมือง โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา โครงการเรือจุกเสม็ดรองรับเรือสำราญและเรือเฟอร์รี่ที่จะเชื่อมโยงภาคตะวันออกไปยังหัวหิน-ชะอำ โครงการสร้างรถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง และอื่นๆ อีกมากมาย

จากคำถามข้างบน ก็อยากจะตอบว่าเรายังย่ำอยู่ “ที่เดิม”

โดยมองหรือสังเกตจากภาวะเศรษฐกิจสังคมรอบๆ ตัวเราในปัจจุบัน ที่ถึงแม้สินค้าเกษตรจะราคาตกต่ำ แต่ก็ยังไม่มีคนซื้อ (ถามพ่อค้าแม่ค้าที่รับผลิตผลจากเกษตรกรมาส่งตลาดไทได้ครับ) สินค้าตามห้างสรรพสินค้าที่มีแต่คนเดินชม แต่ไม่ซื้อ หรือจะดูจากการเติบโตของ GDP ที่โตเพียง 1-2% กว่าๆ มาหลายปี ก็ถือว่าต่ำกว่าเวียดนาม กัมพูชา เมียนมา และลาว ดังนั้นถ้าจะให้สรุปกันง่ายๆ ประเทศไทยยังคงต้องฝ่าฟันต่ออีก 5-10 ปี เพราะในยามนี้เรายังก้าวไม่พ้นกับดักความยากจน หรือกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง (รายได้ต่อคนของประชากรอยู่ที่ 23,000 ดอลลาร์สหรัฐ) แต่เราก็ยังมีความหวังว่าอีก 4-5 ปีข้างหน้า จะไปถึงเส้นชัย

สำหรับอาชีพต่างๆ ในอนาคตอาจจะมีการ “เปลี่ยนแปลง” ต้องรีบปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ซึ่งคาดว่ามีหลายอาชีพอาจจะ
ล้มหายตายจากในระยะเวลาอันสั้น การเพาะปลูก การค้าขายสินค้าทั่วไปหรือสินค้าเกษตรแบบเดิมๆ (ไม่แปรรูป ไม่เพิ่มมูลค่า ไม่มีเว็บไซต์ ไม่ใช้เฟซบุ๊คช่วยทำตลาด) การดำรงชีวิตแบบเดิมๆ จะพลาดโอกาสในการเข้าถึงข้อมูล เข้าถึงทรัพยากร และมีสิทธิ์ตกขบวนรถไฟสาย 4.0 แน่นอน

การเชื่อมโยงของโลกจะเข้าถึงกันได้อย่างรวดเร็วโดยอินเตอร์เนต และระบบโลจิสติกส์สมัยใหม่ การกระจายตัวของเมือง ความเจริญมั่งคั่งจะออกจากกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ไปยังภูมิภาคอื่นมากขึ้น โลกแห่งดิจิตอลจะเข้ามาแทนที่ การแลกเปลี่ยนด้วยธนบัตรเงินตราจะค่อยถูกยกเลิก การเกษตรจะเน้นแปลงที่มีขนาดใหญ่เพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีใหม่ การดูแลโรคแมลงศัตรูพืชจะมีการใช้ “โดรน” สำรวจตรวจสอบแทนมนุษย์ สามารถเตือนและเรียกดูข้อมูลย้อนหลังได้ 24 ชั่วโมง ช่วยให้แก้ปัญหาต่างๆ ได้ทันท่วงที

ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านี้ยังไม่นับรวมความเปลี่ยนแปลงในเรื่อง “โลกร้อน” ที่ไม่นานมานี้มีข่าวแผ่นน้ำแข็งใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกขนาด 50 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชั้นน้ำแข็งลาร์เซน ซี (Larsen C) ที่ขั้วโลกใต้ กำลังแตกตัวออกจากทวีปแอนตาร์กติกา โดยยังเหลือผืนน้ำแข็งส่วนที่ยังเชื่อมต่ออยู่เพียง 20 กิโลเมตรเท่านั้น เรื่องนี้บ่งบอกถึงอุณหภูมิโลกที่เปลี่ยนแปลงและเลวร้าย  ซึ่งจะส่งผลต่อระบบการผลิตภาคการเกษตรเกี่ยวกับปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม (เอลนีโญ-ลานีญา) โรคแมลงศัตรูพืชที่ระบาดรุนแรง เช่น ช่วงปี 2552-2554 เกิดระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลไปทั่วประเทศ อุณหภูมิโลกที่เปลี่ยนแปลงเพียง 1-2 องศา ล้วนมีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตบนโลกใบนี้ ซึ่งทุกท่านควรเอาใจใส่ และไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

การให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องลดการใช้สารพิษในภาคการเกษตรที่ดูจะเชื่องช้า จากหน่วยงานที่กำกับดูแล โดยสังเกตจากตัวเลขการนำเข้าวัตถุอันตรายทางการเกษตรของสำนักงานเศรษฐกิจภาคการเกษตรที่ในแต่ละปียังคงสูงเป็นหลักหมื่นถึงสองหมื่นล้านบาท ทั้งๆ ที่รัฐบาลของท่านพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ส่งเสริมให้เดินตามแนวทางเกษตรพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ และโครงการเกษตรปลอดภัยไร้สารพิษออกมาอย่างมากมาย แต่ล่าสุดรายงานสรุปการนำเข้าวัตถุอันตรายทางการเกษตรปี 2559 ก็ยังมียอดการนำเข้าอยู่ที่ 20,577,925,471.87 บาท ซึ่งก็ไม่ได้แตกต่าง
จากปีก่อนๆ อย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด

ปัญหาหรือสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ล้วนส่งผลกระทบต่อประชาชนและพี่น้องเกษตรกรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในโลกอนาคตนั้น ผู้คนต้องการสิ่งที่เรียกว่าสะอาดปราศจากมลพิษและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ให้ความสนใจในเรื่องสุขภาพ นวัตกรรม เทคโนโลยี พลังงานสะอาด การโฆษณาค้าขายออนไลน์ อินเตอร์เนต การชำระค่าสินค้าโดยไม่ใช้ธนบัตร กิจกรรมที่ก่อให้เกิดโลกร้อน คาร์บอนเครดิต ความคุ้มค่าของการใช้น้ำ เป็นต้น

สิ่งต่างๆ เหล่านี้คือ สัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่จะทำให้เราๆ ท่านๆ ต้องตระหนักได้ว่า “เรายืนอยู่ตรงไหน?” และพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าได้หรือไม่ และถ้าไม่ได้ ยังไม่เข้าใจ “จะทำอย่างไร” เป็นโจทย์ที่น่ากลุ้มใจ น่ากังวลไม่น้อย โดยเฉพาะ “รัฐบาล”

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ

เดินตามรอยเท้าพ่อร.9 ทุ่ม2.2หมื่นล้านพลิกโฉมเกษตรกรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/284098

เดินตามรอยเท้าพ่อร.9 ทุ่ม2.2หมื่นล้านพลิกโฉมเกษตรกรไทย

เดินตามรอยเท้าพ่อร.9 ทุ่ม2.2หมื่นล้านพลิกโฉมเกษตรกรไทย

วันพุธ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 18.40 น.
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอ “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” ชุมชนละ 2.5 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 22,800 ล้านบาทประมาณการณ์ว่าจะมีเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยรับประโยชน์จากโครงการนี้ถึง 4 ล้านคน ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีของเกษตรกรไทยจะลืมตาอ้าปาก แต่ยังมีข้อวิตกกังวลเกี่ยวกับการบริหารจัดการงบประมาณกว่า 2 หมื่นล้านบาท จะมีประสิทธิภาพถึงมือพี่น้องเกษตรกรได้ตามเป้าหมายหรือไม่ หากเจาะลึกลงไปจะพบว่าการพิจารณาอนุมัติแต่ละโครงการจะช่วยยังประโยชน์สูงสุดและยั่งยืนให้กับเกษตรกรได้อย่างแท้จริงนั่นคือต้องมีลักษณะลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตและยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร ภายใต้ 8 กลุ่ม โครงการ ประกอบด้วยด้านการผลิตพืช ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ด้านการจัดการศัตรูพืชด้านฟาร์มชุมชน ด้านการผลิตอาหาร และการแปรรูปการผลิต ด้านปศุสัตว์(ขนาดเล็ก) และการประมง ที่สำคัญจะต้องเป็นการจ้างแรงงานในท้องถิ่นร้อยละ50 โดยชุมชนจะคัดเลือก และรับรองกันเอง
สำหรับโครงการ 9101 มีความหมายคือ9 คือ รัชกาลที่ 9 และ10 หมายถึงรัชกาลที่ 10 คือในหลวงรัชกาลปัจจุบัน และ 1 คือ ปีที่ 1ในรัชกาลปัจจุบัน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ได้มอบนโยบายและแนวทางปฏิบัติแก่ผู้บริหารระดับสูงและข้าราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯเพื่อให้ขับเคลื่อนโครงการ9101ไปสู่เป้าหมายที่วางไว้สำเร็จโดยมีลักษณะเป็นสายโซ่เชื่อมโยงทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคเพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรทุกมิติ
“การปฏิรูปภาคการเกษตรกรไทยภายใต้แนวคิด ไทยแลนด์ 4.0 จะต้องนำนวัตกรรมแบบอัจฉริยะมาใช้ ตั้งแต่การผลิต แปรรูปและการตลาดหมายถึงเราจะต้องดูแลพี่น้องเกษตรกรตั้งแต่การลดความเสียหายจากภัยพิบัติเช่น ปัญหาท่วมท่วม ภัยแล้งหรือแม้แต่การป้องกันความเสียหายจากการแพร่ระบาดของศัตรูพืชหนอนหรือแมลงต่างๆเรียกว่าต้องดูแลกันตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำเลยทีเดียว”พล.อ.ฉัตรชัยกล่าว
พล.อ.ฉัตรชัย เห็นว่าปัญหาของเกษตรกรต้องได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงทีหลายเรื่องถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น การแพร่ระบาดของศัตรูพืชและโรคระบาดในสัตว์เลี้ยง ซึ่งแต่ละปีเกิดความเสียหายเป็นเงินจำนวนมหาศาลจึงกำชับเจ้าหน้าที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เมื่อมีปัญหาต้องลงพื้นที่ทันทีและตรวจสอบให้แน่ใจว่าสามารถป้องกันปัญหาต่างๆได้ปีที่ผ่านมา มีหลายประเทศให้ความเชื่อมั่นนำเข้าเนื้อไก่สดและไข่ไก่จากประเทศไทยมากขึ้นโดยประเทศจีนได้ขอเข้ามาชมการผลิตของประเทศไทยและได้กล่าวชื่นชมกระบวนการผลิตของไทยที่มีมาตรฐานสูงอยากจะนำเข้าสินค้าเกษตรเป็นจำนวนมากสำหรับปัญหาการค้ามนุษย์ในไทย ซึ่งอียูเข้ามาตรวจสอบ เจ้าหน้าที่กรมประมงกรมเจ้าท่า และ หน่วยอื่นๆ ได้ทำงานหนักมา กว่า 2 ปีเพื่อยกมาตรฐานการทำประมงให้ทัดเทียมกับต่างประเทศทั้งการดูแลสัตว์น้ำให้มีปริมาณที่เหมาะสมและดูแลแรงงานประมงให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาหมักหมมมาอย่างยาวนานรัฐบาลชุดนี้ได้ออกกฎหมายและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวเพื่อทำให้อุตสาหกรรมประมงไทยโดยเฉพาะชาวประมงเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนปัญหาที่ทำกิน ส.ป.ก. มีการดำเนินการพัฒนาพื้นที่ยึดคืนเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่พร้อมหน่วยทหารข่างเข้าไปเร่งพัฒนาพื้นที่ให้มีความพร้อม หน่วยอื่นๆ เช่น กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมงกรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร และ อื่นๆลงพื้นที่เตรียมการเสริมสร้างอาชีพให้เกษตรกรมีความพร้อมขณะเดียวกันยังได้จัดทำกฎกระทรวงรองรับการอนุญาตใช้ที่ดิน ส.ป.ก.เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานก็ทำงานกันทั้งวันทั้งคืนให้เสร็จทัน 3 เดือนอันนี้ เป็นเรื่องในอดีตที่รัฐบาลนี้มาแก้ไข เพื่อให้เดินหน้าต่อไปได้เรื่องนโยบายข้าว การติดตามข้าวที่ประมูลออกจากคลังซึ่งเจ้าหน้าที่ติดตามดูตลอดเวลา ไม่ให้ข้าววนกลับมาใช้บริโภคสำหรับคนอีกทำให้ราคาข้าวดีขึ้น เจ้าหน้าที่ต้องทำงานหนักมาก พร้อมกับการวางรากฐานคือ ข้าวแปลงใหญ่ ข้าวอินทรีย์ และ เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพที่ดีเจ้าหน้าทำแคมเปญส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าใจที่ผ่านมามีเกษตรกรให้ความสนใจสมัครร่วมโครงการเป็นจำนวนมากซึ่งการรวมกลุ่มจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและทำให้ข้าวมีราคาที่ดีขึ้นที่สำคัญ คือการตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรต่างๆ
ในส่วนแปลงใหญ่ มาตรฐาน GAPการปฏิรูปโฉมหน้าเกษตรกรไทยยุคไทยแลนด์ 4.0 ภายใต้ “โครงการ 9101ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” ที่มี“พญานาค1” พล.อ.ฉัตรชัย เป็นแม่ทัพนำการขับเคลื่อนแม้จะเพิ่งเริ่มต้นแต่จะเห็นได้ว่าข้าราชการกระทรวงเกษตรฯทุกคนต่างมุ่งมั่นทุ่มเทเดินตามรอยพ่อภายใต้ร่มเงาพระบารมีโดยมีโซ่ข้อกลางอย่าง พล.อ.ฉัตรชัยคอยเน้นย้ำและให้กำลังใจกับข้าราชการในสังกัดเสมอๆ ว่า ขอให้มีความสุขกับงานถือว่าการช่วยพี่น้องเกษตรกรให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัวได้อย่างยั่งยืนมีความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตร เป็นบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่นั่นเอง

เลาะรั้วเกษตร : จากปิดคดี‘ปู’ถึงปลัดฯคนใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/283880

281225166

เลาะรั้วเกษตร : จากปิดคดี‘ปู’ถึงปลัดฯคนใหม่

วันพุธ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ขณะที่กำลังนั่งเขียนบทความชิ้นนี้อยู่ ในช่วงสายๆ ของวันอังคารที่ 1 สิงหาคม มีข่าวอยู่หลายเรื่องที่ผมเฝ้าติดตามความคืบหน้า และคิดอยู่ว่า น่าจะเอามาเขียนถึง

ไม่ว่าเรื่องคดีโครงการรับจำนำข้าวที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังขึ้นแถลงปิดคดีด้วยวาจาต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก่อนจะกลับไปเฝ้ารอด้วยใจระทึกสำหรับวันพิพากษาที่กำลังจะมาถึงใน วันที่ 25 สิงหาคมนี้…แล้วยังเรื่องปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนใหม่ ที่จะมาแทนคุณธีรภัทร ประยูรสิทธิ ผู้ซึ่งโดนเด้งไปเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยขณะที่กำลังพิมพ์ต้นฉบับอยู่นี้ ก็ต้องเงี่ยหู-เหลือบตา คอยติดตามข่าวที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันอังคารนี้ จะมีเรื่องนี้เข้าหรือไม่ ถ้ามี จะเป็นใครที่จะได้ขึ้นนั่งเก้าอี้ตัวนี้…นอกจากนั้นยังมีข่าวเรื่องสถานการณ์อุทกภัยความเดือดร้อนเสียหายของพี่น้องเกษตรกรไทยจำนวนมากในพื้นที่น้ำท่วมใหญ่สิบกว่าจังหวัดที่กำลังเฝ้ารอความช่วยเหลือที่ทันทวงทีจากรัฐบาลและจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

เมื่อมีหลายเรื่องและบางเรื่องต้องเขียนไป พร้อมกับชะเง้อหูตาติดตามว่ามีข้อสรุปออกมาหรือยังแบบนี้ เลยตัดสินใจว่า ถ้างั้นก็เขียนแบบ“ยำใหญ่”เอาเท่าที่ข้อมูลเอื้ออำนวยไปก่อนก็แล้วกัน

เรื่องแถลงด้วยวาจาปิดคดีจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ไม่ผิดไปจากที่ผมและหลายๆคนได้คาดหมายกันไว้คือ โดยภาพรวมก็เป็นแค่เกมในการปลุกกระแสเรียกคะแนนสงสารจากมวลชนคนเสื้อแดงที่ให้การสนับสนุนอดีตนายกฯปูเท่านั้น หาได้มีเนื้อหาอะไรที่จะส่งผลสะเทือนถึงการตัดสินพิพากษาขององค์คณะตุลาการในคดีนี้ไม่

ที่ว่าเช่นนี้ เพราะตลอดเวลาร่วมชั่วโมงที่อดีตนายกฯปูแถลงปิดคดีนั้น เนื้อหายังคงเป็นเช่นเดิมเหมือนที่เคยให้ปากคำการไต่สวนในศาลฯ ตลอดจนการสัมภาษณ์สื่อต่างๆ วนเวียนซ้ำๆกับการยืนยันว่า เธอบริสุทธิ์ ไม่ได้ทำอะไรผิด เพราะดำเนินโครงการจำนำข้าวตามนโยบายที่ได้ให้สัญญาประชาคมไว้ จึงยกเลิกไม่ได้ ทั้งเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อชาวนา ตลอดจนไม่ได้ละเลยเพิกเฉยหรือปล่อยปละให้เกิดการทุจริตอย่างมโหฬารดังข้อกล่าวหา ทั้งกล่าวหาว่าการดำเนินคดีกับตนนั้น เป็นการดำเนินการที่ไม่เป็นธรรมจากทั้งป.ป.ช.และผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้อง เธอจึงเป็นแค่เหยื่อของเกมการเมือง ฯลฯ

ทั้งหลายทั้งปวงไม่ได้มีทีเด็ดที่จะตอบให้กระจ่างเลยว่า แล้วการทุจริตโกงกินอย่างมหาศาลในโครงการจำนำข้าวนั้น ช่วงที่เธอมีอำนาจได้จัดการแก้ไขหรือจัดการเอาผิดใคร อย่างไร อันเป็นการระงับยับยั้งไม่ให้เกิดความเสียหายอย่างมโหฬารนี้บ้างหรือไม่

ผมถึงว่า เนื้อหาที่แถลงไม่น่าจะส่งผลอะไรต่อรูปคดีอีก แต่เหตุผลที่อดีตนายกฯ“ปู”ต้องร้องขอต่อศาล มาแถลงด้วยวาจาปิดคดีครั้งนี้ ก็คือ การสร้างภาพมวลชนที่แห่กันมาให้กำลังใจ เพื่อปลุกกระแส ตลอดจนการบีบน้ำตาในศาล เพื่อเรียกความสงสาร นี่ต่างหากคือ เป้าหมายหลัก

น่าเสียดายที่ “ฟ้าดินไม่เป็นใจ” เกิดอุทกภัยในจังหวัดต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะภาคเหนือและอีสานฐานใหญ่ของผู้ที่สนับสนุนเธอ ทำให้จำนวนคนที่บรรดาพลพรรคของเธอช่วยกันกะเกณฑ์มาได้ มีไม่สูงมากขนาดที่จะสร้างภาพได้ใหญ่โตนัก…แต่กระนั่นยังต้องดูกันอีกครั้ง วันที่ 25 สิงหาคม ที่จะถึงนี้จะมีการเล่นเกม“มวลชน”อะไรที่ยิ่งใหญ่ขนาดส่งผลกระเทือนต่อการพิพากษาในวันนั้น หรือไม่

สำหรับเรื่องปลัดกระทรวงเกษตรฯคนใหม่ ล่าสุดครม.ยังไม่พิจารณา แต่มีข่าวว่าพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯได้เสนอชื่อนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ จากรองปลัดฯขึ้นมาเป็น อย่างไรก็ตาม พล.อ.ฉัตรชัยให้สัมภาษณ์ว่า ที่เสนอชื่อไปนั้น ครม.ยังไม่พิจารณา คาดว่า คงไปพิจารณาสัปดาห์หน้า

แม้ข่าวก่อนหน้านึ้ระบุว่า ที่มีการเลือกเลิศวิโรจน์ เพราะเป็นอดีตอธิบดีกรมชลประทานมาก่อน ฉะนั้นสเปกจึงเข้ากับสถานการณ์ขณะนี้ที่กำลังเกิดปัญหาอุทกภัยใหญ่หลายจังหวัดทั่วประเทศ และโดยเฉพาะนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มีนโยบายให้เร่งรัดแผนบริหารจัดการน้ำแห่งชาติ 12 ปี สร้างระบบน้ำที่สมบูรณ์ แก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งซ้ำซาก เพื่อความมั่นคงของประเทศด้วย…

อย่างไรก็ตาม ตอนที่เป็นอธิบดีกรมชลประทานเมื่อปี 2558 ซึ่งเกิดปัญหาภัยแล้งครั้งใหญ่ ก็เคยมีเรื่องที่นายกฯประยุทธ์ไปตรวจงานแก้ปัญหาที่เชียงใหม่ และแสดงความไม่พอใจนายเลิศวิโรจน์ที่บรรยายเรื่องการแก้ไข จัดการน้ำ วกวน ไม่รู้เรื่องจนบิ๊กตู่หงุดหงิด ถึงกับสั่งให้หยุดพูด ก็ไม่รู้เพราะเรื่องนี้หรือเปล่า ทำให้การแต่งตั้งยังชะงักอยู่

แต่ถ้า นายเลิศวิโรจน์ได้เป็นปลัดกระทรวงเกษตรฯสมใจ ก็คงจะต้องทำงานหนักขึ้น ให้เข้าตานายกฯ เพื่อแก้ไขเรื่องที่เคยเสียรังวัดในครั้งนั้นด้วย

สาโรช บุญแสง