‘บ้านโฮ่ง’รวมกลุ่มผลิตลำไยคุณภาพ ระดมสินค้าทั่วปท.จัดงาน‘เกษตรไทยก้าวหน้า’ที่สวนลุมฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/281816

x

‘บ้านโฮ่ง’รวมกลุ่มผลิตลำไยคุณภาพ ระดมสินค้าทั่วปท.จัดงาน‘เกษตรไทยก้าวหน้า’ที่สวนลุมฯ

วันศุกร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุธน ปิ่นแก้ว เกษตรอำเภอบ้านโฮ่ง และผู้จัดการแปลงใหญ่ลำไย ต.ศรีเตี้ย อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน เปิดเผยว่าพื้นที่ต.ศรีเตี้ย อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูนนับเป็นแหล่งผลิตลำไยที่ใหญ่อีกแห่งหนึ่งของประเทศ รวมถึงเป็นไม้ผลเศรษฐกิจสำคัญที่สร้างรายได้หลักให้กับเกษตรกรในพื้นที่ โดยก่อนที่เกษตรกรจะเข้าร่วมแปลงใหญ่ก็จะต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างหาตลาดของตนเอง ทำให้ที่ผ่านมาต้องประสบกับปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำในช่วงที่ผลผลิตล้นตลาดตลอดมา

ด้วยเหตุนี้รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้มีนโยบายให้เกษตรกรทำเกษตรในรูปแบบการรวมแปลงใหญ่ มีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ขึ้น เป็นศูนย์กลางในการเป็นเวทีให้ความรู้กับเกษตรกร ปัจจุบันพื้นที่การปลูกลำไยของอ.บ้านโฮ่งมีประมาณเกือบ 20,000 ไร่ แต่ที่รวมกลุ่มแปลงใหญ่ลำไยบ้านโฮ่งมีพื้นที่เพียง 900 กว่าไร่ มีสมาชิก 80 กว่าราย ส่วนที่เหลือเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาไม่มีเอกสารสิทธิจึงไม่สามารถเข้าร่วมโครงการของภาครัฐได้

จากการผลการดำเนินงานมาเป็นระยะเวลาร่วม 3 ปี ในพื้นที่ ต.ศรีเตี้ย อ.บ้านโฮ่ง ได้มีการรวมแปลงใหญ่ลำไยได้ 1 แปลง ครอบคลุม 1 ตำบล จำนวน 9 หมู่บ้าน ซึ่งการดำเนินงานที่ผ่านมาเป็นไปตามกรอบแผนงานของการส่งเสริมแปลงใหญ่ 5 ด้าน โดยเฉพาะเรื่องการลดต้นทุนการผลิตของกลุ่มลำไย ต.ศรีเตี้ย ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจเป็นอย่างมาก เกษตรกรมีการรวมตัวกันผลิตปุ่ยอินทรีย์ สารชีวภัณฑ์ใช้กันเอง โดยคัดเลือกสูตรที่ตอบสนองต่อการสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับลำไยโดยเฉพาะ ทำให้ลดการใช้สารเคมีลง แต่ก็ยังมีใช้บ้างโดยจะรวบรวมเงินกันและซื้อแม่ปุ๋ยเพื่อนำมาผสมใช้ในลักษณะตามค่าวิเคราะห์ดิน ในภาพรวมทำให้ต้นทุนการผลิตด้านปุ๋ยยาลดลงได้มาก ส่งผลให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

นายสุธนกล่าวอีกว่า ปัจจุบันกลุ่มดังกล่าวได้รับการสนับสนุนสินเชื่อจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อนำมาใช้เป็นทุนหมุนเวียนในกลุ่ม รวมถึงรับซื้อผลผลิตลำไยร่วงของกลุ่มส่งเข้าโรงงานแปรรูปลำไยอีกทางหนึ่ง ซึ่งก็จะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ทั้งนี้แม้ว่าการผลิตลำไยของกลุ่มแปลงใหญ่บ้านโฮ่งจะค่อนข้างมีการรวมกลุ่มที่เข้มแข็ง แต่ปัจจุบันกลุ่มต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องของคุณภาพผลผลิตลำไย อันเป็นผลมาจากปัจจัยสภาพแวดล้อมที่เกษตรกรไม่สามารถควบคุมได้ คือ สภาพอากาศที่แปรปรวนส่งผลให้คุณภาพลำไยไม่นิ่ง ตรงนี้กลุ่มได้มีการมองหาแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตลำไยให้ออกผลได้ตลอดทั้งปี เป็นการลดความเสี่ยงเรื่องราคาผลผลิต เพราะที่ผ่านมากลุ่มก็สามารถบริหารจัดการผลผลิตให้ทยอยออกตลอดทั้งปี ทำให้ปัญหาเรื่องผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำหมดไป ดังเช่นปีนี้ลำไยให้ผลผลิตค่อนข้างมากแต่เกษตรกรก็สามารถทำราคาได้เป็นที่น่าพอใจ ภายใต้ต้นทุนการผลิตที่ลดลง

พัฒนาลุ่มน้ำแบบประชารัฐ โครงการลุ่มน้ำย่อยคลองกัดตะนาวใหญ่ตอนล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/281877

พัฒนาลุ่มน้ำแบบประชารัฐ  โครงการลุ่มน้ำย่อยคลองกัดตะนาวใหญ่ตอนล่าง

พัฒนาลุ่มน้ำแบบประชารัฐ โครงการลุ่มน้ำย่อยคลองกัดตะนาวใหญ่ตอนล่าง

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 21.55 น.

คำ “ประชารัฐ” ฟังดูอาจเกร่อ  แต่เนื้อแท้ๆ เป็นเรื่องดีที่มีหลักการพัฒนาร่วมทั้งประชา ได้แก่ ประชาชน หรือเอกชนกับรัฐ

ที่ผ่านมาการพัฒนาของประเทศไทยมาจากการตัดสินของรัฐ ตั้งแต่ต้นจนจบตามที่ตัวเองเห็นว่าดี  แต่ “ดี” ของรัฐอาจไม่ดีในสายตาประชาชน แถมสร้างปัญหาโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

การพัฒนาแหล่งน้ำที่ผ่านมาเริ่มยากลำบากขึ้น และชะงักงันจากการต่อต้านคัดค้านโครงการ ไม่ว่าโครงการนั้นจะสร้างประโยชน์แก่ชุมชนมากมายก็ตาม

ความไม่รู้ก็ส่วนหนึ่ง แต่เบื้องลึกคือการขาดการมีส่วนร่วมจากชุมชนเป็นสำคัญ

กรมชลประทานสำเหนียกปัญหานี้ดี จึงจัดตั้งกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนขึ้นมาดำเนินการเรื่องนี้ นอกเหนือจากที่หน่วยงานดำเนินการเองในพื้นที่อยู่แล้ว

โดยมีหลักวิชาการการมีส่วนร่วม ซึ่งศึกษาหาองค์ความรู้เอาจากภายนอกหลายแห่งประยุกต์ใช้
เป็นกระบวนการปลุกพลังแห่งการเรียนรู้และแก้ปัญหาร่วมกัน ผสมผสานกับความรู้ด้านการชลประทาน เป็นที่มาของการพัฒนาลุ่มน้ำแบบประชารัฐ ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์กรมชลประทานที่สอดรับกับนโยบายประชารัฐของรัฐบาลอย่างพอเหมาะพอดี

ประเดิมโครงการพัฒนาลุ่มน้ำแบบประชารัฐในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคตะวันออก โดยสำนักงานชลประทานที่ 9  ประกอบด้วยพื้นที่ 8 จังหวัด  ได้แก่ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง ปราจีนบุรี จันทบุรี สระแก้ว ตราด นครนายก เป็นลุ่มน้ำย่อย รวม  88 แห่ง

ลุ่มน้ำย่อยคลองกัดตะวาใหญ่ตอนล่าง อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว เป็น 1 ใน 88 โครงการข้างต้น

พื้นที่บริเวณนี้มีอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็ก 4 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำเขาตะกรุบ อ่างเก็บน้ำคลองกัดตะนาวใหญ่ อ่างเก็บน้ำแพรกกะหมู 1 และ 2

พื้นที่ลุ่มน้ำบริเวณนี้เดิมทีเป็นผืนป่าใหญ่ ชื่ออำเภอวังน้ำเย็น ก็บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ แต่เมื่อชาวบ้านจากหลายจังหวัดตั้งแต่อีสาน เหนือ กลาง ใต้ เข้ามาพลิกผืนดินตั้งรกราก ป่าไม้จึงหายไปกลายเป็นพื้นที่ทำกิน จากข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง มะม่วง ปาล์มน้ำมัน เริ่มเข้าสู่พืชหลักอย่างลำไย ซึ่งเติบโตอย่างก้าวกระโดดนับแต่ปี 2555 จากไม่กี่พันไร่กลายเป็นหลายหมื่นไร่ บ้างก็ว่าแตะแสนไร่แล้วด้วยซ้ำ

ลำไยเป็นไม้ผลที่ต้องการน้ำมาก นับแต่ช่วงติดผลจนเก็บเกี่ยว 5-6 เดือนคล้ายๆ ทุเรียน

นี่เป็นสภาพปัญหาน้ำที่กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่จากความต้องการใช้ เนื่องจากลำไยได้ราคาดีประมาณ 35-38 บาท/กิโลกรัม จากตัวแทนล้งจีนที่เข้ามาปล่อยเงินทุนล่วงหน้าให้เกษตรกรและรับประกันราคาซื้อขาย

ลำพังปริมาณน้ำในเวลานี้ก็ค่อนข้างขัดสนอยู่แล้วจากหลายปัจจัย ทั้งแหล่งน้ำเก่ามีปัญหาตื้นเขินหรือความต้องการมากขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของประชากร รวมทั้งการขยายพื้นที่ปลูกลำไยทำให้ความต้องการสูงขึ้น ในขณะปริมาณน้ำกลับมีจำกัด

“เขาไม่ได้เอาโครงการมาให้  แต่เขาจะให้พวกเราช่วยกันศึกษาและลองหาทางแก้ไข” ชาวบ้านคนหนึ่งเล่าให้ฟัง  หากเป็นเช่นแต่ก่อน เมื่อเกิดความเดือดร้อนจะขาดแคลนน้ำหรือน้ำท่วม เจ้าหน้าที่รัฐจะมาวางแผนพัฒนาโครงการนั่นนี่ ชาวบ้านได้แต่รอดูและรอรับประโยชน์จากโครงการโดยไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านั้น

แต่เมื่อเป็นการพัฒนาแบบประชารัฐ หรือการมีส่วนร่วม ชาวบ้านเองก็ต้องมาเรียนรู้ตัวเอง ประวัติศาสตร์ชุมชนตัวเอง แหล่งน้ำที่มีอยู่ ศักยภาพและปัญหา  แนวทางการแก้ไข ฯลฯ ด้วยการพูดคุยแลกเปลี่ยน จัดทำแผนที่เดินดินหรือแผนที่ทำมือ เป็นเครื่องมือให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจในหมู่ชาวบ้านด้วยกัน แทนที่จะเป็นแผนที่ของกรมชลประทาน ซึ่งแม้จะถูกต้อง แต่เข้าใจยาก และไม่มีรายละเอียดด้วยซ้ำว่า เป็นแปลงเกษตรของใคร มีปัญหาลึกตื้นหนาบางอะไร

ซึ่งกระบวนการมีส่วนร่วมนั้น ชาวบ้านต้องเดินสำรวจพื้นที่ ทำแผนที่ ทั้งแผนที่ชุมชน แผนที่น้ำ ถนน แปลงเกษตร เป็นกระบวนการต่อเนื่องทำแล้วทำอีก และต้องกลับมาให้ชุมชนตรวจสอบความถูกต้อง กระบวนการนี้ค่อยๆ ทำให้ชาวบ้านตระหนักว่า แท้จริงแล้วคนที่จะแก้ไขปัญหาก็คือชาวบ้านนั่นเอง และจะแก้ไขปัญหาได้ ชุมชนก็ต้องเข้มแข็ง ร่วมมือกัน เสียสละเพื่อส่วนรวม

“เลือกที่นี่เป็นโครงการนำร่องของ จ.สระแก้ว เพราะเห็นว่ามีปัญหาและเราเองก็มีแหล่งน้ำชลประทานอยู่แล้ว น่าจะทำให้เป็นรูปธรรมได้” นายณัฐวุฒิ สร้อยประเสริฐ หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน โครงการชลประทานสระแก้ว กล่าว

นายณัฐวุฒิและทีมงานลงพื้นที่จัดเวทีให้ชาวบ้านล้อมวงพูดคุย ตลอดจนเลือกคณะกรรมการพัฒนาลุ่มน้ำประชารัฐโครงการคลองกัดตะนาวใหญ่ตอนล่าง ด้วยตัวชาวบ้านเอง

ชาวบ้านบอกว่า แต่ก่อนถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ชลประทานลงมาก็จะรู้สึกเกรงกลัว แต่จากการสัมผัสในเวทีการมีส่วนร่วม 5-6 ครั้งที่ผ่านมา พวกเขากล้าพูดระบายปัญหาหรือแสดงความเห็นต่อหน้ามากขึ้น
ไม่รู้สึกกลัวเหมือนก่อน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องน้ำ ขณะเดียวกัน ชาวบ้านก็เริ่มยอมรับว่าปัญหาส่วนหนึ่งก็เกิดจากพวกเขาเอง เช่น การใช้น้ำฟุ่มเฟือย การไม่ใส่ใจดูแลแหล่งน้ำชลประทาน เริ่มทำให้ตระหนักคิดว่า พวกเขาเองนั่นแหละที่ต้องลุกขึ้นแก้ไขปัญหา ไม่ใช่ปล่อยให้กรมชลประทานทำอยู่ฝ่ายเดียว ไม่เช่นนั้นปัญหาเดิมก็จะเกิดขึ้นอีก

นี่เป็นขั้นตอนแรกๆ ของกระบวนการมีส่วนร่วม ยังมีขั้นตอนอื่นๆ อีกที่ทำให้ชาวบ้านได้เรียนรู้ปัญหาของเขาเอง ด้วยการลงพื้นที่สำรวจ สอบถามข้อมูลจากในชุมชน

“เมื่อได้เรียนรู้เรื่องน้ำและแหล่งน้ำ รวมทั้งมีแผนที่ทำด้วยมือตัวเอง  เขาก็มีข้อมูลตอบโจทย์สำหรับใช้วางแผน ตั้งแต่การใช้น้ำ  การจัดรอบเวร และ ฯลฯ นำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ แต่กระบวนการนี้ต้องใช้เวลา แต่เมื่อเดินได้แล้วก็จะค่อยๆ เข้มแข็ง ที่สำคัญคือต้องทำอย่างต่อเนื่อง”นายสุจินต์
หลิ่มโตประเสริฐ
ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนกล่าว

ในขณะที่นายณํฐวุฒิ สร้อยประเสริฐ หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำฯ กล่าวว่า จากการจัดเวทีการมีส่วนร่วม 6 ครั้งที่ผ่านมา ตนมั่นใจว่าแกนนำชาวบ้านในคณะกรรมการพัฒนาลุ่มน้ำแบบประชารัฐมีความสามารถขับเคลื่อนโครงการต่อไปได้ด้วยตัวเอง โดยกรมชลประทานเองยังคงคอยสอดประสานในบางเรื่องที่เกินกว่ากำลังชาวบ้านทำได้ เช่น การออกแบบทางวิศวกรรม เป็นต้น

“ที่สำคัญเป็นเครื่องมือที่จะดึงชาวบ้านให้กลับมารักใคร่สามัคคีแน่นแฟ้นขึ้น  แทนการแตกแยกจากการแย่งชิงน้ำกัน”

“ประชารัฐ” นั้นเป็นภาพใหญ่  โดยมีกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นอาวุธลับในการขับเคลื่อนที่ฉกาจฉกรรจ์

รายงานพิเศษ : สสก.9ร่วมกับศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีฯพิษณุโลก ส่งเสริมการใช้สารชีวภัณฑ์ในการควบคุมศัตรูพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/281575

รายงานพิเศษ : สสก.9ร่วมกับศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีฯพิษณุโลก ส่งเสริมการใช้สารชีวภัณฑ์ในการควบคุมศัตรูพืช

รายงานพิเศษ : สสก.9ร่วมกับศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีฯพิษณุโลก ส่งเสริมการใช้สารชีวภัณฑ์ในการควบคุมศัตรูพืช

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ เกษตรกรเริ่มทำนา พืชไร่ ปลูกพืชผัก ลงทุนเพาะปลูก เพื่อหวังผลผลิตสูงและดีมีคุณภาพ แต่เกษตรกรส่วนใหญ่มักประสบปัญหา เรื่อง โรค แมลงศัตรูพืชระบาด ทำให้ใช้สารเคมีปริมาณมากเกินความจำเป็น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สภาพแวดล้อม ผลผลิตมีสารพิษตกค้างและต้นทุนการผลิตสูง

นายเกษม ไตรพิจารณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า ได้ร่วมกับศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดพิษณุโลก โดยมีนางรุ่งรดา ปกิจเฟื่องฟู ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดพิษณุโลก จัดทำแนวทางในการลดต้นทุนการผลิตในด้านการควบคุมศัตรูพืชนั้น ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้สารชีวภัณฑ์ ในการควบคุมศัตรูพืชเพื่อลดต้นทุนการผลิต ตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ จึงแนะนำการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาซึ่งเป็นเชื้อราชั้นสูงที่สามารถควบคุมเชื้อราสาเหตุโรคพืชได้หลายชนิด เช่น เชื้อราไฟทอปธอร่า สาเหตุของ โรครากเน่า โคนเน่า เชื้อราฟิวซาเรียม สาเหตุของโรคเหี่ยว เชื้อราสเคลอโรเทียม สาเหตุของโรคโคนเน่า โรคเหี่ยว เชื้อราพิเทียม ที่เป็นสาเหตุของโรคเมล็ดเน่า เชื้อราไรซ็อคโทเนีย สาเหตุของโรคเน่าระดับดิน และเชื้อราไตรโคเดอร์มา ยังช่วยลดกิจกรรมของ เชื้อราสาเหตุของโรคพืช ช่วยลดปริมาณเชื้อราสาเหตุของโรคพืช เพิ่มการเจริญเติบโตของพืช ช่วยย่อยธาตุอาหารในดินช่วยเพิ่มการเจริญเติบโต ต้นพืชมีความแข็งแรงขึ้น

วิธีการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา เกษตรกรสามารถใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา ตั้งแต่การคลุกเมล็ด โดยใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา 1 ช้อนแกง/เมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม หรือการฉีดพ่น ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา 1 กิโลกรัม/น้ำ 200 ลิตร ผสมสารจับใบ แล้วนำไปฉีดพ่น ช่วงเวลาเย็น การหว่านลงดิน โดยใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา 1 กิโลกรัมผสมรำละเอียด 4 กิโลกรัมผสมปุ๋ยหมัก 100 กิโลกรัม หรือ ตามอัตราส่วน 1:4:100 ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันก่อนนำไปใช้ อัตราการใช้ พื้นที่ 1 ตารางเมตร ใช้ส่วนผสม 1-5 กิโลกรัม โรยรอบทรงพุ่มไม้ผล หรือบนแปลงปลูก การใช้ไปกับระบบน้ำ เชื้อราไตรโคเดอร์มา 1 กิโลกรัม/น้ำ 200 ลิตร แล้วปล่อยไปตามระบบน้ำ เช่น น้ำหยด หรือปริงเกอร์ การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา ทำให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิตเกี่ยวกับการใช้สารเคมีกำจัดเชื้อราโรคพืช ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ปัญหาด้านแมลงศัตรูพืช ทำลายผลผลิต ซึ่งมีสารชีวภัณฑ์ที่ช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืช ได้แก่ เชื้อราบิวเวอเรีย (ราขาว) เป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่จัดเป็นพวก เชื้อราทำลายแมลง มีคุณสมบัติในการทำลายแมลงได้หลายชนิด ทำลายแมลงโดยผลิตเอนไซน์ที่เป็นพิษต่อแมลงศัตรูพืช และเป็นเชื้อราที่อาศัยกินเศษซากที่ผุพัง สามารถป้องกันกำจัด เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ แมลงหวี่ขาว ฯลฯ โดยเมื่อฉีดพ่นเชื้อราบิวเวอเรีย ถูกตัวแมลง สปอร์ของเชื้อราบิวเวอเรีย เมื่อไปติดอยู่กับผนังลำตัวแมลงและจะเข้าสู่ลำตัวแมลงทางผนังลำตัวรูหายใจ บาดแผล และเมื่อมีความชื้นเหมาะสมกับการงอกสปอร์ก็จะแทงทะลุผนังลำตัวเข้าสู่เนื้อเยื่อของแมลงโดยอาศัยน้ำย่อยต่างๆ จากนั้นเชื้อราจะงอกเข้าสู่ช่องว่างของตัวแมลง และสร้างเส้นใยทำลายชั้นไขมันและแพร่กระจายทั่วไปในช่องว่างภายในตัวแมลง โดยแมลงจะแสดงอาการเป็นโรค คือ เบื่ออาหาร กินน้อยลง อ่อนเพลีย และไม่เคลื่อนไหว สีผนังลำตัวจะเปลี่ยนไป จะมีจุดสีดำตรงบริเวณที่ถูกเชื้อราเข้าทำลาย เมื่อแมลงตายเส้นใยจะพัฒนาต่อไปโดยแทงผ่านผนังลำตัวแมลงออกสู่นอกตัวแมลงและสร้างสปอร์ขึ้นปกคลุมผนังลำตัวด้านนอกของตัวแมลง สปอร์แพร่กระจายไปตามลมฝน เชื้อราจึงสามารถขยายพันธุ์ต่อไปได้เมื่อมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมก็จะทำลายแมลงศัตรูพืชต่อไป

สำหรับวิธีการใช้เชื้อราบิวเวอเรีย ในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช วิธีการใช้เชื้อราบิวเวอเรียที่เจริญบนเมล็ดข้าวโพดหรือข้าว อัตรา 1 กก. น้ำ 50 ลิตร แล้วเติมสารจับใบเล็กน้อย จากนั้นกรองด้วยผ้าขาวบาง การฉีดพ่นเชื้อราบิวเวอเรียให้มีประสิทธิภาพ คือ พ่นให้ถูกตัวแมลงศัตรูพืชหรือบริเวณ ที่แมลงศัตรูพืชเกาะหรืออาศัยอยู่ให้มากที่สุด ช่วงระยะเวลาการพ่นควรเป็นช่วงที่แมลงศัตรูพืชออกหากิน หรือเวลาเย็นมีสภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการงอกและการเจริญเติบโตของเชื้อรา คือมีความชื้นสูงและแสงแดดอ่อนๆ ให้น้ำกับแปลงพืชในวันรุ่งขึ้น เพื่อเพิ่มความชื้น และสำรวจแปลงพืช ถ้าพบว่ามีศัตรูพืชอยู่ให้พ่น เชื้อราบิวเวอเรีย ทุก 7 วัน

“การใช้เชื้อราบิวเวอเรีย ทำให้ระบบนิเวศเกษตรเกิดความสมดุล เป็นเชื้อราที่มีความเฉพาะเจาะจงสูง ไม่ทำลายศัตรูธรรมชาติ จึงปลอดภัยต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม ทำให้เกษตรกร ลดการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ส่งผลให้ลดต้นทุนการผลิต การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา และเชื้อราบิวเวอเรีย จึงเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยป้องกันและกำจัดศัตรูพืชและลดต้นทุนการผลิต ส่งผลให้ผลผลิตปลอดภัยได้มาตรฐาน สร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกร” นายเกษม กล่าวทิ้งท้าย

กรมชลต่อยอดนำ‘สารเชื้อรา’ กำจัดผักตบชวาแบบผสมผสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/281572

x

กรมชลต่อยอดนำ‘สารเชื้อรา’ กำจัดผักตบชวาแบบผสมผสาน

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายธนา สุวัฑฒน ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้นำสารเชื้อรากำจัดผักตบชวาจาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน มาทำการทดลองควบคุมผักตบชวาโดยชีววิธี ซึ่งเป็นการใช้สารกำจัดวัชพืชจากเชื้อรา พบว่า สามารถใช้กำจัดผักตบชวาขนาดเล็กได้ผลดีเหมาะสมที่จะนำมาควบคุมผักตบชวาที่อยู่บริเวณต้นน้ำ หรือที่หลงเหลือจากการกำจัดด้วยเครื่องจักร ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนรอผลการทดสอบด้านประสิทธิภาพจากผู้ผลิตเชื้อรากำจัดผักตบชวา รวมถึงค่าใช้จ่ายต่อหน่วย คาดว่าจะมีการสรุปผลได้เร็วๆ นี้

อย่างไรก็ตาม วิธีการกำจัดผักตบชวาที่กรมชลประทานนำมาใช้นั้น มีหลากหลายวิธี ขึ้นกับว่าวิธีใดจะให้ประสิทธิภาพสูงสุด เช่นที่อ่างเก็บน้ำคลองหลวงรัชชโลทร จ.ชลบุรี และ อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา จ.ปราจีนบุรี มีผักตบชวาเติบโตขยายพันธุ์ในอ่างเก็บน้ำเป็นพื้นที่มากกว่าพันไร่ การใช้วิธีกำจัดแบบผสมผสานจึงมีความเหมาะสมที่สุด โดยใช้แรงงานคนกับใช้เครื่องจักรกลกำจัด ส่วนที่แพร่กระจายบริเวณทางระบายน้ำล้น (Spillway) ไม่มีพื้นที่พอให้เครื่องจักรเข้าทำงาน และแรงงานคนเข้าไปทำงานยาก ก็จะใช้ Log Boom ควบคุมให้ผักตบชวาอยู่กับที่จากนั้นใช้สารเร่ง 2,4-D ฉีดพ่น สามารถกำจัดผักตบชวาให้หมดไปได้ในเวลา 60 วันและย่อยสลายไปเองจากจุลินทรีย์ในน้ำโดยไม่ต้องมีการขนย้ายแต่อย่างใด

ทั้งนี้ สำนักวิจัยฯ พร้อมเปิดรับองค์ความรู้ใหม่ๆ และพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ได้มาตรฐานสู่ประชาชน และถ้าหากมีนวัตกรรมใดๆ ที่เป็นประโยชน์และคุ้มค่ากับการใช้งาน กรมชลประทานจะได้ทดลอง ตรวจสอบและนำมาเผยแพร่ออกสู่สาธารณะทันที

ทอ.จัดยิ่งใหญ่งาน‘ศาสตร์พระราชา’ n เผยแพร่แนวพระราชดำริสู่เกษตรกร-สาธารณชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/281574

ทอ.จัดยิ่งใหญ่งาน‘ศาสตร์พระราชา’ n เผยแพร่แนวพระราชดำริสู่เกษตรกร-สาธารณชน

ทอ.จัดยิ่งใหญ่งาน‘ศาสตร์พระราชา’ n เผยแพร่แนวพระราชดำริสู่เกษตรกร-สาธารณชน

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผบ.ทอ. เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากองทัพอากาศได้สานต่องานของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ เริ่มตั้งแต่การโปรยสารฝนหลวงจากเครื่องบินกองทัพอากาศ เพื่อให้ตกลงในพื้นที่ป่าต้นน้ำ นอกเขตชลประทาน การสร้างฝายบนดอยสูงเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง คืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับผืนป่าต้นน้ำ ในโอกาสนี้กองทัพอากาศจึงได้ดำเนินการรวบรวมผลงานการนำศาสตร์พระราชา ไปใช้ในหน่วยงานของกองทัพอากาศ และสนับสนุนเกษตรกรเครือข่ายชุมชนจนประสบความสำเร็จ มาจัดแสดงในงาน “กองทัพอากาศกับศาสตร์พระราชา” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 27 กรกฎาคม – 6 สิงหาคม 2560 ณ สนามกีฬากองทัพอากาศ (ธูปะเตมีย์) เวลา 10.00-20.00 น.

ทั้งนี้ภายในงาน ได้จัดให้มีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ประกอบด้วย นิทรรศการเทิดพระเกียรติ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ร้อยเรียงเรื่องราวการน้อมนำศาสตร์พระราชาในกองทัพอากาศ อาทิ นิทรรศการฝนหลวง การรีไซเคิลน้ำมันที่ใช้แล้วเป็นพลังงานไบโอดีเซล การปรับใช้พลังงานแสงอาทิตย์ภายใต้โครงการเทพประทานธารา และการส่งเสริมเกษตรกรเครือข่ายให้ประสบความสำเร็จด้วยศาสตร์พระราชา ผลงานการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในหน่วยงานของกองทัพอากาศ เช่นตามกองบินต่างๆ โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช จนสามารถสร้างงานสร้างรายได้ให้กับกำลังพลและครอบครัว การแสดงผลงานเกษตรกรเครือข่ายที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพอากาศจนประสบความสำเร็จ เกิดความกินดีอยู่ดี แก้ปัญหาหนี้สินในครัวเรือนและเป็นแบบอย่างของการทำเกษตรแบบยั่งยืน การถ่ายทอดความรู้ศาสตร์พระราชาจากปราชญ์ชาวบ้านที่เดินตามรอยในหลวงรัชกาลที่ 9 กิจกรรมการออกร้านจำหน่ายสินค้ากลุ่มแม่บ้านทหารอากาศ การออกร้านจำหน่ายสินค้าเกษตรต่างๆจากทั่วประเทศไทย เช่น พันธุ์ไม้นานาชนิด อุปกรณ์การเกษตร แวะชิมอาหารปลอดสารพิษจากเครือข่ายเกษตรทุกภูมิภาคการฝึกอบรมอาชีพฟรีให้กับผู้ที่สนใจ อาทิ หมูสะเต๊ะสูตรลับทหารอากาศ พร้อมเรียนรู้สูตรลับชากาแฟ 8 สูตร ฝึกอาชีพทำปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้ และเรียนรู้การทำตลาดสินค้าออนไลน์ พบกับวิถีเกษตรคนเมือง เช่น การปลูกและการขยายพันธุ์พืชแบบง่ายๆ การสอนแปรรูปสินค้าเกษตรแบบครัวเรือน โดยทีมวิทยากรจากมูลนิธิเกษตรพอเพียงและเครือข่าย เพลิดเพลินกับการแสดงดนตรีจากวงดุริยางค์กองทัพอากาศ และศิลปินชื่อดังทุกวัน

แตกใบอ่อน : ตีตรวนประมง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/281573

807934531

แตกใบอ่อน : ตีตรวนประมง

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

แม้เจ้าหน้าที่จากสหภาพยุโรป (อียู) ที่เดินทางมาตรวจสอบความคืบหน้าการดำเนินการเพื่อแก้ไขการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน ไร้การควบคุม หรือ “ไอยูยู” ของประเทศไทย จะเพิ่งเดินทางกลับกันไปได้ไม่นานเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่เข้าใจว่ารัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯเหมือนจะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าท้ายที่สุดปีนี้ ประเทศไทยก็คงไม่แคล้วต้องถูกอียูคงสถานะ “ใบเหลือง” เหมือนเดิมต่อไป โดยยังไม่มีการประกาศลดหรือเพิ่มอันดับจากเดิม

เบื้องต้น “บิ๊กฉัตร” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ก็เปรยๆ ออกมาว่า แม้การเดินทางมาติดตามการแก้ปัญหาของไทยครั้งนี้ เจ้าหน้าที่อียูจะเห็นว่าเรามีการแก้ปัญหาได้ดีกว่าที่คาดหวังไว้มาก โดยเฉพาะเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย แต่สิ่งสำคัญที่ยังขาดไป คือ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเรือของเรายังไม่มีความชำนาญมากพอ ซึ่งเรื่องนี้เป็นตัวแปรสำคัญหนึ่งของการแก้ปัญหาไอยูยู ดังนั้น หลังจากนี้จึงอาจต้องมีการหารือกับอียูเรื่องการส่งผู้เชี่ยวชาญมาช่วยฝึกให้กับเจ้าหน้าที่ไทยต่อไป

ดังนั้นนาทีนี้จึงอาจต้องเตรียมใจกันไว้ล่วงหน้าว่า ประเทศไทยจะยังคงถูก “ตีตรวน” จากปัญหาไอยูยูต่อไปอีก 1 ปี ซึ่งอีกไม่นานเราก็คงได้ทราบผลจาก “อียู” กันอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความสาละวนจากการวิ่งตามแก้ปัญหาเพื่อปลดตัวเองให้พ้น “ใบเหลือง” ของอียูในครั้งนี้ ก็ยังมีอีกปัญหาที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน และควรเป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องให้น้ำหนักความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เสียด้วยซ้ำ นั่นคือผล
กระทบจากการประกาศใช้ “พ.ร.ก.ประมง” ที่คาราคาซังมาตั้งแต่ปี 2558 โดยเฉพาะผลกระทบจากมาตรา 34 ที่มีการกำหนดเขตประมงชายฝั่งทะเลให้ประมงพื้นบ้านสามารถออกเรือไปจับสัตว์ทะเลได้ระยะไม่เกิน 3 ไมล์ทะเล ซึ่งสร้างผลกระทบอย่างหนักกับชาวประมงไทย

ถามว่ากระทบยังไง ก็เพราะในบรรดาเรือประมงในบ้านเราส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 80 เป็นเรือประมงขนาดเล็กหรือประมงพื้นบ้านของชาวบ้านที่อยู่ตามแนวชายฝั่ง ไม่ได้เป็นเรือขนาดใหญ่โตเหมือนอย่างที่เห็นในหนังกัน ซึ่งการ “บีบ” ให้ชาวบ้านออกเรือได้ไม่เกิน 3 ไมล์ทะเล ก็เท่ากับเป็นการจำกัดพื้นที่ทำกิน ผลที่ตามมาก็ลองนึกภาพดูว่า การให้ชาวประมงพื้นบ้านที่มีอยู่กว่า 3 หมื่นลำตลอดแนวชายฝั่งของประเทศออกมาแย่งทรัพยากรกันในพื้นที่จำกัดจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ชาวบ้านจะหากินกันพอไหม ทรัพยากรจะทรุดโทรมลงไปขนาดไหน

ที่สำคัญเรือเหล่านี้ก็เป็นเรือประมงชาวบ้านธรรมดาซึ่งไม่มีทะเบียน ดังนั้น หากชาวบ้านนำเรือออกจับปลา ก็ยังเสี่ยงต่อการทำผิดในเรื่องการห้ามเรือไร้สัญชาติทำการประมงตามมาอีกข้อ กลายเป็นความซวยซ้ำซ้อนที่รัฐประเคนให้กับชาวบ้านไป

แต่ในขณะเดียวกัน รัฐกลับทำเสมือนหนึ่งอุ้มชูเรือประมงขนาดใหญ่เชิงพาณิชย์ ซึ่งไม่เพียงแต่จะเปิดให้สามารถเข้าทำประมงในพื้นที่อยู่ห่างออกไปไกลเกินกว่า 3 ไมล์ทะเลขึ้นไปได้ โดยไม่อินังขังขอบเรื่องการควบคุมการทำประมงแบบ “ล้างผลาญ”
ของเรืออวนลาก เรือปั่นไฟจับปลากระตัก ที่เป็นปัญหากัดกร่อนทำลายทรัพยากรทางทะเลมาช้านาน

กรมประมงและกระทรวงเกษตรฯ อย่ามาอ้างเด็ดขาดถึงออกกฎการเปลี่ยนตาข่ายอวดจับปลาของเรือประมงพาณิชย์ ให้มีขนาดใหญ่ขึ้จาก 0.4 ซม. มาเป็นขนาด 4 ซม. เพราะลำพังมาตรการแค่นี้คงไม่พอ เนื่องจาก “ฆาตกรตัวจริง” ยังลอยอยู่กลางทะเล โดยเฉพาะเรือปั่นไฟปลากะตักที่เป็นตัวการสำคัญในการจับปลาเล็กปลาน้อย ปลาที่ยังโตไม่เต็มวัย บางทีวันดีคืนดี ไอ้เรือใหญ่เหล่านี้ก็ลอบเข้ามาในเขตต่ำกว่า 3 ไมล์ทะเล มาล้างผลาญแหล่งทำมาหากินของชาวบ้านซ้ำขึ้นไปอีก เรื่องแบบนี้รัฐกลับไม่ยอมหือ ไม่ยอมอือ ปล่อยให้เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แบบนี้ก็ต้องเรียกว่าเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรมกับชาวบ้าน

อย่ามาแก้ตัวนะครับว่า กระทรวงเกษตรฯ กรมประมง ไม่รู้เรื่องและไม่ได้ปล่อยปละละเลยปัญหา เพราะในความจริงที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติที่มีนายกฯเป็นประธาน ก็เคยเห็นชอบให้ยกเลิกมาตรา 34 นี้มาแล้ว แต่จนแล้วจนรอด พ.ร.ก.ประมง ฉบับใหม่ที่เพิ่งเข็นออกมาก็ยังคงมาตรานี้ไว้อยู่

ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไมทุกวันนี้ถึงยังมีชาวบ้านชาวประมงออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องกันอยู่อย่างไม่ยอมหยุด สาเหตุก็เป็นเพราะรัฐนั่นแหละที่ไม่เคยเห็นหัวชาวบ้าน และก็เพราะพฤติกรรมเช่นนี้แหละ ถึงทำให้แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมชาวบ้านเขาถึงเกลียดรัฐกันนักหนา

นี่ยังไม่นับรวมกับเรื่องกินสินบาท คาดสินบนนะครับ

มะลิลา

ส่องเกษตร : กาฬสินธุ์ต้นแบบนำร่องเมืองข้าว(2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/281399

449007

ส่องเกษตร : กาฬสินธุ์ต้นแบบนำร่องเมืองข้าว(2)

วันพุธ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

มาว่ากันต่อกับรายงานของสปท.-สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เรื่อง “นำร่องเมืองข้าว:จังหวัดกาฬสินธุ์..Rice City Pilot Project : Kalasin Province” ที่รัฐบาล คสช.โดยคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5 ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหมเป็นประธาน ได้รับลูกมาผลักดันแล้ว….

………………………………………..

(ต่อจากสัปดาห์ก่อน)

ทั้งนี้ พื้นที่ส่วนใหญ่ของไทยประมาณ 61-62 ล้านไร่ เป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าวและครึ่งหนึ่งของเกษตรกรเป็นชาวนา การแก้ปัญหาข้าวที่ผ่านมาเป็นการขับเคลื่อนเชิงเดี่ยว เช่น การแก้ไขเชิงสงเคราะห์ การเพิ่มเงินกู้เพื่อนำไปคืนเงินกู้
กลับกลายเป็นการสร้างภาระหนี้ให้กับเกษตรกร นโยบายการลดพื้นที่เพาะปลูกเพื่อลดอุปทานส่วนเกินโดยให้เกษตรกรไปทำอาชีพอื่นซึ่งตนเองไม่มีองค์ความรู้ และไม่มีหลักประกันด้านรายได้ในอนาคต

การแก้ปัญหาข้าวเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเกี่ยวข้องกับพื้นที่และเกษตรกรจำนวนมาก ทำให้การแก้ปัญหาที่ผ่านมาเป็นแบบประชานิยม และหรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทำให้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำยังคงอยู่กับเกษตรกรชาวนา

อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาข้าวต้องเข้าใจว่า ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ทุกรัฐบาลรู้ปัญหาข้าวและความยากจนของเกษตรกรชาวนา แต่ด้วยวิธีการแก้ปัญหาแบบแยกส่วน มุ่งเน้นแต่ด้านอุปทานต้นทาง โดยไม่เชื่อมโยงกับตลาด การแก้ปัญหาจึงวนเวียนอยู่กับพื้นที่เพาะปลูก อีกทั้งความล้มเหลวของ การลดพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งยิ่งลด ผลผลิตกลับยิ่งมากขึ้น การแก้ปัญหาแบบฉาบฉวย เช่น โครงการประชานิยม รับจำนำข้าวสูงกว่าราคาตลาด อาจแก้ปัญหาได้ระยะสั้น แต่ทำให้สต๊อกข้าวสูงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อาจต้องใช้เวลาอีกหลายปี จึงจะระบายสต๊อกได้หมด ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันราคาข้าวระยะยาว อีกทั้งการแก้ปัญหาชาวนาด้วยการโยกหนี้ กลับเป็นการเพิ่มภาระให้กับเกษตรกร

จากการศึกษาพบว่า การแก้ปัญหาข้าวแบบเหวี่ยงแหไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนโดยเฉพาะอนาคตข้าวจะมี
การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงทั้งจากเกษตรกรที่มีการขยายพื้นที่เพาะปลูก ทำให้อุปทานข้าวส่วนเกินจะสูงขึ้น กอปรกับทั้งประเทศผู้นำเข้ามีการขยายพื้นที่เพาะปลูกและมีนโยบายที่จะลดการพึ่งพาการนำเข้า ทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยต่ออนาคตของเกษตรกรชาวนา

“เมืองข้าวนำร่อง”

ดังนั้น เพื่อให้มีการแก้ปัญหาดังกล่าว คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จึงได้ทำการศึกษาฯเพื่อให้เกิดเมืองข้าวนำร่องของประเทศ ซึ่งนำร่องโดยจังหวัดกาฬสินธุ์และใช้กลไกขับเคลื่อนด้วยเขตเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมให้มีการลงทุนการผลิต ข้าวคุณภาพเชิงอุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เป็นรูปแบบของการพัฒนาเชิงพื้นที่เป้าหมายซึ่งมีศักยภาพ โดยใช้แนวทางผลักดันเมืองข้าวนำร่องซึ่งจะต้องมีการขับเคลื่อนตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง มีการบูรณาการทั้งเกษตรกร อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในโซ่อุปทานข้าว ตั้งแต่โรงสี อุตสาหกรรมปุ๋ยเคมี ปัจจัยการผลิต

ซึ่งจะต้องมีกลไกกระจายเฉลี่ยผลประโยชน์กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ในเบื้องต้นเห็นว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีพื้นที่เพาะปลูกและจำนวนเกษตรกรมากที่สุด แต่ชาวนากลับเป็นภาคส่วนที่มีความยากจนสูงสุดของประเทศ เห็นได้จาก 10 จังหวัดยากจนสุดของประเทศ พบว่า 8 จังหวัดอยู่ใน ภาคอีสาน

การแก้ปัญหาข้าวโดยใช้ต้นแบบเชิงพื้นที่ โดยนำร่องด้วยจังหวัดกาฬสินธุ์ซึ่งตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะหากแก้ปัญหาโจทย์นี้ได้ ก็จะสามารถแก้ปัญหาข้าวได้ทั้งประเทศ

หมดสัมปทานพื้นที่คอลัมน์ในวันนี้เพียงเท่านี้ เพราะฉะนั้นก็ต้องไปต่อเรื่องของ “กาฬสินธุ์ต้นแบบนำร่องเมืองข้าว”
จากรายงานของสปท.กันอีกตอนในสัปดาห์หน้าเป็นตอนสุดท้ายที่จะจำแนกถึงองค์ประกอบการเป็นเมืองข้าว

โปรดติดตามต่อสัปดาห์หน้าครับ

สาโรช  บุญแสง

สสก.9ชี้แนวทางบริหารศัตรูอ้อย n แนะ4ข้อจัดการ‘โรค-แมลง’ลดปัญหาผลผลิตเสียหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/281398

x

สสก.9ชี้แนวทางบริหารศัตรูอ้อย n แนะ4ข้อจัดการ‘โรค-แมลง’ลดปัญหาผลผลิตเสียหาย

วันพุธ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายเกษม ไตรพิจารณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 (สสก.9) จังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า อ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญในเขตภาคเหนือตอนล่าง ปลูกมากใน จ.กำแพงเพชร นครสวรรค์ พิษณุโลก พิจิตร อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ และสุโขทัย มีพื้นที่ปลูกประมาณ 2,522,833 ล้านไร่ ปัจจุบันการผลิตอ้อยของประเทศไทยมีการนำเครื่องจักรเข้ามาช่วยในการผลิต และการใส่ปัจจัยการผลิตเพื่อให้ได้ปริมาณผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น การผลิตอ้อยในเขตภาคเหนือตอนล่างมักจะประสบปัญหากับภัยแล้ง เพราะไม่มีแหล่งน้ำ อาศัยน้ำฝน บางปีแห้งแล้งรุนแรง ทำให้ผลผลิตอ้อยลดลงเป็นอย่างมาก ประกอบกับมีการระบาดของหนอนกออ้อยอย่างรุนแรง ในสภาพอากาศแห้งแล้ง ในช่วงฤดูฝนหากปลูกอ้อยในที่ลุ่มต่ำ น้ำขัง การระบายน้ำไม่ดี เป็นดินดาน การระบาดของโรคเหี่ยวเน่าแดง โรคแส้ดำ โรคเหี่ยว โรคเน่าคออ้อย และโรคใบขาว ก็จะรุนแรง

ดังนั้น เกษตรกรต้องมีการบริหารจัดการไร่อ้อย ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม เมื่อลดปัญหาการระบาดของโรคแมลงศัตรูอ้อย ดังนี้ 1.การเตรียมดินปลูก 1.1 เกษตรกรจะต้องปรับปรุงดินโดยใช้ปุ๋ยพืชสด หรือไม่เผาใบอ้อย เพื่อรักษาความชื้นของดินเป็นการส่งเสริมการเจริญของจุลินทรีย์ดินที่มีประโยชน์ 1.2 จะต้องไถดินให้ลึก เพื่อให้การระบายน้ำดี ต้นอ้อย
จะสามารถเจริญเติบโตได้ดี 1.3 ปรับพื้นที่ให้มีความลาดเอียง สามารถระบายน้ำได้ดี ไม่มีน้ำท่วมขัง 1.4 หากเป็นพื้นที่ปลูกอ้อยเดิมควรมีการปลูกพืชหมุนเวียน หรือไถดินตากแดด

2.ใช้พันธุ์ต้านทานและท่อนพันธุ์ที่ปกติจากโรคและแมลง 3.เตรียมแหล่งน้ำ สำหรับใช้รถอ้อยในช่วงฤดูแล้ง เช่น เจาะน้ำบาดาล ขุดสระ ให้เพียงพอ 4.ให้หมั่นสำรวจแปลงอ้อยทุกสัปดาห์ ตั้งแต่ปลูกจนถึงอายุ 6 เดือน เพื่อจะได้รู้การระบาดของโรคแมลง 4.1 อ้อยปลูกใหม่ และอ้อยตอ ประมาณเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ให้สำรวจหนอนกออ้อย หากพบให้ใช้แตนเบียนไข่ตริคโคแกรมม่า ปล่อยในไร่อ้อย อัตรา 20,000 ตัว/ไร่ 4.2 ในช่วงระหว่างเดือนเมษายน-กรกฎาคม ให้สำรวจดูโรค ต่างๆ หากพบให้ขุดทำลายทิ้ง
และควรใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา ในช่วงที่ดินมีความชุ่มชื้น อัตรา 2 กิโลกรัม/ไร่ ฉีดตามโคนต้นระหว่างแถวเพื่อป้องกันเชื้อรา 4.3 หากพบโรคใบด่าง โรคใบขาว โรคกอตะไคร้ ให้ขุดทิ้ง หรือฉีดพ่นด้วยสารเคมีกำจัดวัชพืช เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคอีกต่อไป 4.4 โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เช่น โรคเน่าคออ้อย โรคใบขีดแดง และยอดเน่า โรคใบลวก หากพบไม่รุนแรง ให้ขุดทำลายทั้งกอ และให้ใช้สารเคมี Tetramysin+Streptomycin หรือใช้ Gentamycin sulfate + oxytetracycline hydrochloride 8% WP ฉีดพ่น

รายงานพิเศษ : เกษตรแปลงใหญ่ไก่ดำบ้านเชิงหวาย ‘สร้างอาชีพ-สร้างรายได้’จากอาชีพเสริมสู่อาชีพหลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/281400

รายงานพิเศษ : เกษตรแปลงใหญ่ไก่ดำบ้านเชิงหวาย ‘สร้างอาชีพ-สร้างรายได้’จากอาชีพเสริมสู่อาชีพหลัก

รายงานพิเศษ : เกษตรแปลงใหญ่ไก่ดำบ้านเชิงหวาย ‘สร้างอาชีพ-สร้างรายได้’จากอาชีพเสริมสู่อาชีพหลัก

วันพุธ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พื้นที่อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีการทำนาเป็นอาชีพหลัก แต่ด้วยสภาพพื้นที่ซึ่งอยู่เหนือเขื่อนทำให้ต้องประสบกับปัญหาภัยแล้งอยู่อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายลดพื้นที่การปลูกข้าวในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อลดความเสี่ยงที่เกิดความเสียหายจากภัยแล้ง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คนในชุมชนหันมาทำอาชีพเสริม สร้างรายได้ด้วยการเลี้ยงไก่ดำพร้อมกับได้เข้าร่วมโครงการรัฐบาลในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ไก่ดำ รวมพื้นที่ รวมสินค้า เพื่อขายทั้งเนื้อสด และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากไก่ดำ ช่วยสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนมากขึ้น

นายพูนศักดิ์ เหลืองหิรัญ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดพิษณุโลก ได้ดำเนินกิจกรรมเกษตรแปลงใหญ่ตามนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตร โดยมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าเกษตรให้ได้คุณภาพ มีมาตรฐานและมีความปลอดภัย เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ปัจจุบัน จังหวัดพิษณุโลกมีพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ที่ผ่านการรับรองแล้วจำนวน 12 แปลง 6 ชนิดสินค้า ประกอบด้วย 1.แปลงใหญ่มะม่วง 2.แปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 3.แปลงใหญ่ข้าว 4.แปลงใหญ่พืชผัก (จำนวน 2 แปลง) 5.แปลงใหญ่กระบือ (จำนวน 3 แปลง) และ 6.แปลงใหญ่ไก่ดำ โดยในปี 2560 จะมีแปลงใหญ่เพิ่มขึ้นอีกจำนวน 4 แปลง โดยมีการบูรณาการกันทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อขับเคลื่อนโครงการเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมและสร้างความเข้าใจให้กับเกษตรกรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

สำหรับแปลงใหญ่ไก่ดำ เป็นการรวมกลุ่มกันของเกษตรกรเพื่อร่วมกันผลิต แปรรูปและทำตลาด ซึ่งผลจากการร่วมมือกันทำในลักษณะแปลงใหญ่ ทำให้ได้รับการบูรณาการจากหน่วยงานต่างๆ เข้ามาให้คำแนะนำช่วยเหลือ จนถือว่าเป็นกลุ่มที่ประสบความสำเร็จและมีความเข้มแข็ง สามารถต่อยอดธุรกิจแปรรูปผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายชนิดและเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของการดำเนินโครงการเกษตรแปลงใหญ่

นายประเดิม เมืองมูล ประธานแปลงใหญ่ไก่ดำ กล่าวว่า เกษตรกรในพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งอยู่อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ทำนาได้ผลผลิตตกต่ำ ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน จึงต้องมองหาอาชีพเสริม โดยเริ่มนำไก่ดำสายพันธุ์ เคยู ภูพาน ซึ่งเป็นงานวิจัยและพัฒนาโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จ.สกลนคร มาเลี้ยงเมื่อปลายปี 2556 และได้เพาะขยายพันธุ์เรื่อยมา จนกระทั่งปี 2558 ได้รวมกลุ่มเกษตรกรในหมู่บ้านเชิงหวายและชักชวนให้เลี้ยงไก่ดำเพื่อเป็นอาชีพเสริมเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง พร้อมกับจัดตั้งกลุ่มผู้เลี้ยงไก่ดำเป็นวิสาหกิจชุมชนไก่ดำสมุนไพรบ้านเซิงหวายขึ้น โดยมีกรรมการก่อตั้ง 15 คน จนปัจจุบันมีสมาชิกรวม 75 คน

ทั้งนี้ ลักษณะของไก่ดำพันธุ์ดังกล่าว จะมีขนสีขาวทั้งตัวผู้และตัวเมีย เนื้อดำ หนังดำ กระดูกดำ เป็นไก่ที่เลี้ยงง่าย โตไว เมื่อโตเต็มที่ตัวผู้จะมีน้ำหนัก 3-3.5 กิโลกรัม ตัวเมียหนัก 2.8-3 กิโลกรัม โดยทั่วไปนิสัยของไก่ดำจะไม่ก้าวร้าวการเลี้ยงไก่ดำเชิงหวายของกลุ่มสมาชิก จะเป็นการเลี้ยงแบบกึ่งขังกึ่งปล่อย โดยใช้วัสดุธรรมชาติสร้างโรงเรือนและวัตถุดิบอาหารสัตว์จะใช้พืชอาหารสัตว์ที่สามารถปลูกเองได้ เช่น ข้าวโพด ตะไคร้ ถั่ว การเลี้ยงไก่แบบนี้เรียกว่า การเลี้ยงไก่ดำอารมณ์ดี จะทำให้ไก่ดำไม่เครียดและทำให้ผลผลิตแบบธรรมชาติอาหารปลอดภัย โดยปัจจุบันเกษตรกรสมาชิกที่เลี้ยงไก่ดำเฉลี่ย 300 ตัวต่อรุ่น จะมีรายได้เฉลี่ย 5,000-7,500 บาทต่อรุ่น ซึ่งทางกลุ่มจะส่งเสริมให้สมาชิกเลี้ยงเป็นรุ่นๆเพื่อให้มีรายได้ต่อเนื่องทุกเดือน

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนไก่ดำสมุนไพรบ้านเซิงหวายได้เข้าร่วมโครงการแปลงใหญ่มาตั้งแต่ปี 2559 โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไก่ดำสมุนไพรบ้านเซิงหวาย จะทำหน้าที่เป็นศูนย์เรียนรู้ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เริ่มจากการเพาะพันธุ์ การฟักไข่ด้วยตู้อบพลังงานไฟฟ้า การอนุบาล และวิธีการเลี้ยงดูในกรงแยกเป็นห้องๆ สำหรับพ่อพันธุ์กับแม่พันธุ์ มีห้องขุนโดยเฉพาะปัจจุบันการดำเนินงานค่อนข้างลงตัวไม่มีปัญหาอะไร แต่ในส่วนของการทำตลาด มองว่าการทำตลาดด้วยการขายเนื้อสดเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่สามารถเข้าถึงตลาดได้ทั้งหมด ดังนั้นจึงมุ่งหวังที่จะเน้นการทำตลาดแปรรูปเป็นอาหารสด และอาหารแปรรูป ขณะนี้กลุ่มมีผลิตภัณฑ์แปรรูป ประกอบด้วย ลูกชิ้นไก่ดำ, ยอไก่ดำ, โบโลน่าไก่ดำ, แฮมไก่ดำ, ฮอทดอกไก่ดำ, สบู่ไก่ดำ และโลชั่นไก่ดำ อย่างไรก็ตามขณะนี้กลุ่มฯ อยู่ในช่วงการทำแผนธุรกิจเพื่อขอสนับสนุนงบประมาณจากโครงการแปลงใหญ่มาต่อยอดการดำเนินงานของกลุ่มฯ โดยมีเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ในพื้นที่ เข้ามาให้คำปรึกษาในด้านต่างๆ เพื่อให้กลุ่มมีแนวทางในการดำเนินงานที่มีความเข้มแข็งรวมทั้งให้เกษตรกรมีอาชีพการเลี้ยงไก่ดำที่มั่นคงและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น รวมถึงพัฒนาปรับปรุงฟาร์ม ช็อป และแพ็กเกจจิ้ง ซึ่งในอนาคตหากกลุ่มฯ มีความเข้มแข็งและตลาดไก่ดำไปได้ด้วยดี การจัดตั้งเป็นโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากไก่ดำน่าจะอีกหนึ่งแผนในการดำเนินในโครงการแปลงใหญ่ต่อไป

สศก.แจงมาตรการรักษาเสถียรภาพ สกัดปัญหา4สินค้าเกษตรราคาร่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/281397

x

สศก.แจงมาตรการรักษาเสถียรภาพ สกัดปัญหา4สินค้าเกษตรราคาร่วง

วันพุธ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำในช่วงที่ผ่านมา เป็นผลมาจากอุปสงค์หรือความต้องการสินค้าเกษตรมีน้อยกว่าอุปทานหรือปริมาณผลผลิตในแต่ละฤดูกาล โดยรัฐบาลมีมาตรการรักษาเสถียรภาพราคา เช่น

ข้าว มีแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปี 2560/61 เช่น ส่งเสริมนาแปลงใหญ่และเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP/อินทรีย์ ปลูกพืชอาหารสัตว์ทดแทนนาข้าว ปลูกพืชหลากหลาย/พืชปุ๋ยสดลดรอบนาปรัง รวมทั้งประกันภัยข้าวนาปี เป็นต้น, สับปะรด ได้ประสานโมเดิร์นเทรดช่วยรับซื้อสับปะรดเพิ่มเติมจากปกติ และให้โรงงานแปรรูปสับปะรดเพิ่มการรับซื้อจากเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลจากโรงงาน เช่น ภาคเหนือ ซึ่งสถานการณ์ราคาได้คลี่คลายแล้ว, ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีแนวทางบริหารจัดการการนำเข้าวัตถุดิบอื่นทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และได้ประสานให้สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยรับซื้อจากเกษตรกรไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 8.00 บาท ที่ความชื้น 14.5% (ราคา ณ กรุงเทพฯและปริมณฑล) และเพิ่มช่องทางพิเศษให้สถาบันเกษตรกรนำผลผลิตมาจำหน่ายได้โดยตรง รวมทั้งพยายามแก้ไขปัญหาปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ เป็นต้น, ยางพารา ในปี 2560 ได้เร่งรัดการใช้ยางในประเทศให้มากขึ้นโดยเฉพาะในหน่วยงานของรัฐ คาดว่าปริมาณความต้องการน้ำยางข้น 22,300 ตัน และยางแห้ง 2,900 ตัน ซึ่งจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นในปี 2561