สศก.ปูพรมประเมินโครงการ‘9101’ พิสูจน์ความสำเร็จชุมชน‘เดินตามรอยเท้าพ่อ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282443

x

สศก.ปูพรมประเมินโครงการ‘9101’ พิสูจน์ความสำเร็จชุมชน‘เดินตามรอยเท้าพ่อ’

วันอังคาร ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางสาวรังษิต ภู่ศิริภิญโญ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 อนุมัติหลักการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนิน“โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” วงเงินประมาณ 22,752.50 ล้านบาท เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรและชุมชน ส่งเสริมและสนับสนุนให้ทำการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพเน้นการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน และเพิ่มรายได้ กำหนดเป้าหมายในพื้นที่ 9,101 ชุมชน ในศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) หลัก 882 แห่ง และเครือข่าย 8,219 แห่ง เป้าหมายเกษตรกรชุมชนละ ประมาณ 500 ราย รวม 4,550,500 ราย โดยมีกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก

สำหรับการดำเนินงานโครงการ จะให้ชุมชนเป็นผู้กำหนดโครงการพัฒนาผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน และบริหารจัดการโครงการด้วยชุมชนเอง ภายใต้การสนับสนุนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เกิดความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับความต้องการและการแก้ไขปัญหาของชุมชน ซึ่งได้มีการนำเสนอโครงการ ณ 16 กรกฎาคม จำนวน 24,713 โครงการ วงเงินประมาณ 20,038 ล้านบาท และผ่านการอนุมัติโครงการเรียบร้อยแล้ว 24,120 โครงการ วงเงินได้รับการอนุมัติรวมประมาณ 19,846 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 87 จากวงเงินที่ ครม. อนุมัติ ซึ่งได้มีการเริ่มโอนเงินให้แก่ชุมชนตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ในการนี้ สศก. ได้เตรียมการประเมินผลโครงการทั้งระดับระดับชุมชนและภาพรวมของประเทศ แบ่งเป็นการประเมินผลระหว่างการดำเนินงาน และเมื่อเสร็จสิ้นการดำเนินงานโครงการของชุมชนมีแผนลงพื้นที่เก็บข้อมูล 2 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 1 วันที่ 28 กรกฎาคม – 11 สิงหาคม 2560 เพื่อประเมินการรับรู้ความทั่วถึงของโครงการ และความเหมาะสมของกระบวนการดำเนินงานโครงการ และ ครั้งที่ 2 ในวันที่ 15 – 25 กันยายน 2560 เพื่อประเมินผลสำเร็จ และผลลัพธ์ตามวัตถุประสงค์ของโครงการ รวมไปถึงผลประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระดับชุมชนและภาพรวม โดยครอบคลุมพื้นที่เป้าหมาย 77 จังหวัดทั่วประเทศ

เกษตรฯเร่งอบรม ทีมงานฉีดสารเคมี กำจัดหนอนหัวดำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282442

x

เกษตรฯเร่งอบรม ทีมงานฉีดสารเคมี กำจัดหนอนหัวดำ

วันอังคาร ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางอ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี เปิดเผยว่า พื้นที่ที่สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2รับผิดชอบ พบการระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าว 6 จังหวัด และมีพื้นที่ที่ถูกทำลายมากที่สุดติดอันดับ 1 ของประเทศ ได้แก่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ พบการระบาดของหนอนหัวดำ 93,293 ไร่ รองลงมา คือ สมุทรสาคร 1,738 ไร่ ส่วนสมุทรสงคราม พบการระบาด 558 ไร่ นครปฐม 412 ไร่ เพชรบุรี 398 ไร่ และราชบุรี 40 ไร่ ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการตามมาตรการต่างๆ ภายใต้โครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน

โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมให้กับทีมรับจ้างฉีดสารเคมีเข้าต้นและพ่นทางใบ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในหลักการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ที่สำคัญเพื่อความปลอดภัยต่อตัวผู้รับจ้างและต่อผลผลิตมะพร้าวและสิ่งแวดล้อม สำหรับทีมรับจ้างฉีดสารเคมีเข้าต้นและพ่นทางใบของ 6 จังหวัด มีทั้งหมด 752 ทีม แบ่งเป็นทีมฉีดสารเคมีเข้าต้น จำนวน 398 ทีม และทีมรับจ้างพ่นสารเคมีทางใบ จำนวน 354 คนทีมละ 3 คน รวมจำนวนผู้เข้ารับการอบรมทั้งสิ้น 2,256 คน ซึ่งแต่ละจังหวัดจะจัดอบรมแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคมนี้

เพิ่มศักยภาพพื้นที่พระราชดำริ ‘กรมชล-ปิดทองหลังพระ’ต่อยอดพัฒนา1.6พันโครงการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282287

x

เพิ่มศักยภาพพื้นที่พระราชดำริ ‘กรมชล-ปิดทองหลังพระ’ต่อยอดพัฒนา1.6พันโครงการ

วันจันทร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า กรมชลประทานได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับมูลนิธิปิดทองหลังพระ เพื่อดำเนินโครงการสืบสานงานโครงการชลประทานอันเนื่องมาจากพระราชดำริแบบบูรณาการ ด้วยการน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทั้งองค์ความรู้ 6 มิติ คือ น้ำ ดิน เกษตร พลังงานทดแทน ป่า และสิ่งแวดล้อม และหลักการพัฒนา คือการเข้าใจ เข้าถึงพัฒนา ตลอดจนหลักการทรงงานมาใช้ในการดำเนินงาน เพื่อสานต่อโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ยังไม่มีระบบชลประทาน พัฒนาให้เป็นโครงการที่มีระบบชลประทานที่สมบูรณ์ เพื่อเพิ่มศักยภาพของโครงการให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์สูงสุด

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานได้ก่อสร้างโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 2,100 โครงการ เป็นโครงการที่มีระบบชลประทานสมบูรณ์แบบ480 โครงการ ส่วนที่เหลืออีก 1,645 โครงการที่ยังไม่มีระบบชลประทาน ซึ่งมีทั้งที่เป็นฝายอ่างเก็บน้ำ และรูปแบบอื่นๆ กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค กรมชลประทานและมูลนิธิปิดทองหลังพระร่วมกันพิจารณาคัดเลือก นำมาพัฒนาให้มีระบบชลประทานที่ความสมบูรณ์และถูกต้องตามหลักวิชาการภายใต้การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ คาดว่าจะดำเนินโครงการนำร่องดังกล่าวในพื้นที่ จ.เชียงราย น่าน อุดรธานี เพชรบุรี ยะลา ปัตตานี เป็นต้น จากนั้นจึงจะขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่มีศักยภาพให้แล้วเสร็จภายในปี 2564

ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและการพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานพระราชดำริกล่าวว่า แต่ละหน่วยงานจะมีหน้าที่ในการขับเคลื่อนงานให้สำเร็จ โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ จะทำหน้าที่ผลักดันให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯน้อมนำหลักการพัฒนาตามแนวพระราชดำริมาสร้างความเข้าใจกับราษฎรให้เห็นประโยชน์ที่จะได้รับ มูลนิธิรากแก้วขับเคลื่อนร่วมกับสถาบันการศึกษาต่างๆ ส่วนกรมชลประทานจะให้การสนับสนุนความรู้และร่วมปฏิบัติงานตามหลักวิศวกรรมชลประทานทั้งระยะสั้น กลาง และยาว

รายงานพิเศษ : พ.ร.ก.จัดการคนต่างด้าวปี’60 กับผลกระทบภาคเกษตรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282288

รายงานพิเศษ : พ.ร.ก.จัดการคนต่างด้าวปี’60 กับผลกระทบภาคเกษตรไทย

รายงานพิเศษ : พ.ร.ก.จัดการคนต่างด้าวปี’60 กับผลกระทบภาคเกษตรไทย

วันจันทร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จากการออกพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 เพื่อการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวให้มีระบบและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เป็นการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวและปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงานโดยมีการเพิ่มความคุ้มครองแรงงานต่างที่ถูกเอาเปรียบ และเพิ่มโทษนายจ้างทำผิดกฎหมาย

ดร.ภูมิศักดิ์ ราศรี ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร (KU – OAE Foresight Center : KOFC) ได้วิเคราะห์สถานการณ์แรงงานต่างด้าวที่มีผลต่อเศรษฐกิจการเกษตรไทย พบว่า แรงงานภาคเกษตรมีแนวโน้มลดลง จากปี 2554 มีแรงงานภาคเกษตรอยู่ 14.88 ล้านคน ปีนี้ลดลงเหลือ 11 ล้านคน ขณะที่นอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น จาก 23.58 ล้านคน ในปี 2554 เป็น 26.4 ล้านคน ในปีนี้ ซึ่งเกิดจากปัจจัยแรงงานภาคเกษตรที่มีอยู่เริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (aging society) เพิ่มขึ้น ประกอบกับแรงงานภาคการเกษตรวัยหนุ่มสาวที่ได้รับการศึกษาเคลื่อนย้ายเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม และเกษตรกรมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจากราคาปุ๋ยเคมี สารกำจัดศัตรูพืช ค่าจ้างแรงงาน จึงเป็นเหตุให้มีการนำเข้าแรงงานต่างด้าวเพื่อลดต้นทุนการผลิตและทดแทนแรงงานของไทย

โดยแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานในไทยขณะนี้มีอยู่ประมาณ 1.56 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าวสัญชาติ กัมพูชา ลาว และเมียนมา ในจำนวนนี้เป็นแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในภาคเกษตร จำนวน 248,281 คน แบ่งเป็นแรงงานภาคเกษตรและปศุสัตว์ 149,799 คน และแรงงานประมง 98,482 คน สำหรับปัจจัยที่ส่งผลให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศไทยหลักๆ คือ อัตราค่าจ้างแรงงาน/เงินเดือน ซึ่งไทยมีค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก ระดับดัชนีผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ที่สูงเป็นตัวดึงดูดคนให้เข้าไปทำงานในประเทศมากขึ้น นอกจากนี้ มาตรฐานค่าครองชีพที่ไม่สูงมากนัก ก็เป็นอีกหนึ่งแรงดึงดูดให้แรงงานต่างด้าวสนใจเข้ามาทำงานในประเทศไทย

เมื่อวิเคราะห์ผลกระทบจาก พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ต่อภาคเกษตรไทย ในส่วนที่เป็นผลบวก คือ การจ้างแรงงานต่างด้าวภาคเกษตรที่ได้รับอนุญาตทำงานคงเหลือทั่วราชอาณาจักร ประจำเดือนมิถุนายน 2560 จำนวน 248,281 ราย (เกษตรและปศุสัตว์,ประมง) ก่อให้เกิดผลด้านมูลค่าทางเศรษฐกิจ 17,876.23 ล้านบาท รวมถึงยังช่วยทดแทนแรงงานภาคเกษตรที่ขาดแคลน โดยเฉพาะงานที่คนไทยไม่นิยมทำ ได้แก่ งาน 3 D ได้แก่ สกปรก (dirty) อันตราย (dangerous) ยาก (difficult) นอกจากนี้ ยังมีส่วนช่วยลดค่าจ้างแรงงานภายในและลดเงินเฟ้อสินค้า เพราะการจ้างแรงงานต่างด้าวที่ราคาต่ำกว่าแรงงานไทยส่งผลต่อต้นทุนการผลิตลดลงด้วย

ในส่วนของแรงงานต่างด้าวที่ไม่ได้ถูกจัดเก็บข้อมูลในระบบหรือยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนซึ่งจากการประเมินเบื้องต้นพบว่า มีประมาณ 1 ล้านราย โดยคิดเป็นแรงงานต่างด้าวในภาคเกษตรที่อยู่นอกระบบ (เกษตรและปศุสัตว์,ประมง) ประมาณ 17% หรือ จำนวน 170,000 ราย เมื่อทำการวิเคราะห์ผลกระทบเศรษฐกิจภาคเกษตร จากกรณีที่แรงงานต่างด้าวภาคเกษตรที่อยู่นอกระบบเดินทางกลับประเทศหรือย้ายกลับถิ่นฐานเดิมของตนเอง สามารถแบ่งเป็น 3 กรณี ดังนี้ กรณีที่ 1 แรงงานต่างด้าวในภาคเกษตรที่อยู่นอกระบบขาดไป 5% ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคเกษตร สินค้าพืช จำนวน 434.31 ล้านบาท รองลงมา คือ สาขาประมง 244.80 ล้านบาท และสาขาปศุสัตว์ 174.42 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 853.53 ล้านบาท กรณีที่ 2 แรงงานต่างด้าวในภาคเกษตรที่อยู่นอกระบบขาดไป 10% ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคเกษตร สินค้าพืช จำนวน 868.62 ล้านบาท รองลงมา คือ สาขาประมง 489.60 ล้านบาทและสาขาปศุสัตว์ 348.84 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 1,707.06ล้านบาท กรณีที่ 3 แรงงานต่างด้าวในภาคเกษตรที่อยู่นอกระบบขาดไป ร้อยละ 15 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคเกษตร สินค้าพืชจำนวน 1,302.93 ล้านบาท สาขาประมง 734.40 ล้านบาท และสาขาปศุสัตว์ 523.26 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 2,560.59 ล้านบาท

ทั้งนี้ ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตรมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 2 ระยะ ดังนี้ ระยะสั้น ปรับบทลงโทษหรือขยายระยะเวลาการนำ พ.ร.ก. มาใช้เนื่องจากบทลงโทษที่เกิดจาก พ.ร.ก.นั้นค่อนข้างรุนแรงและกะทันหัน เกิดปัญหาการปรับตัวไม่ทัน ส่งผลกระทบผู้ผลิตหรือเจ้าของกิจการที่ทำการเกษตรโดยการจ้างแรงงานต่างด้าว ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวอย่างถูกกฎหมาย อีกทั้งภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมอำนวยความสะดวกในการขึ้นทะเบียน ลดความซับซ้อน ยุ่งยากเพื่อให้ผู้ประกอบการและแรงงานมีความสะดวกมากขึ้น เช่น การให้บริการของศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (ONE STOP SERVICE) และควรดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการสร้างสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ เพื่อกระตุ้นและเร่งรัดให้นายจ้าง ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวอย่างถูกกฎหมายได้ทันระยะเวลาที่ภาครัฐพิจารณาขยายให้

ส่วนระยะยาว ควรส่งเสริมการนำเทคโนโลยีการเกษตรไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดปัญหาขาดแคลนแรงงาน และการจัดงบประมาณในการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว โดยส่วนหนึ่งได้มาจากเงินค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่ได้จากการจดทะเบียนหรือต่ออายุแรงงานต่างด้าวที่รัฐสมทบให้อีกส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ ให้มีเงินงบประมาณสนับสนุนอย่างเพียงพอต่อกรรมการด้านต่างๆ ที่จะสามารถเป็นแรงขับเคลื่อนในการแก้ปัญหาดังกล่าวได้

เกษตรบูรณาการ : ผู้ชายเจ้าน้ำตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282283

251598

เกษตรบูรณาการ : ผู้ชายเจ้าน้ำตา

วันจันทร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตามติดการทำงานของกระทรวงเกษตรฯ มาอย่างต่อเนื่อง ต้องบอกว่า ณ วันนี้มีการเคลื่อนไหว ค่อนข้างมาก เมื่อกระแสการติดตามงานของนายกรัฐมนตรี ที่ชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อยากเห็นข้าราชการแก้ปัญหาภาคการเกษตรเป็นรูปธรรม ซึ่งนั่นหมายถึง ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯต้องเร่งการสังคายนางานในส่วนของภาคการเกษตรให้เห็นการขับเคลื่อนที่ชัดเจนให้เห็นผลที่สามารถจับต้องได้

ณ วันนี้ได้เห็นการขับเคลื่อนการทำงานของอธิบดีหลายกรมกอง ที่มีการขยับขยาย ซึ่งบางกรมก็ เดินสายเอาใจนาย แบบจัดงานลงพื้นที่ อีเว้นท์ต่อเนื่องหวังสร้างภาพลักษณ์ให้เห็นแจ่มแจ้ง ชัดเจน โดยงานนี้ ท่านรัฐมนตรี พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ถึงกับเรียก ข้าราชการระดับ 9 ในพื้นที่ทั่วประเทศ มาสั่งการยกใหญ่ โดยในพื้นที่ สโมสร กองทัพบก ย่านวิภาวดี เป็นที่แจกแจงนโยบายให้แจ่มแจ้ง กว่าเกือบ 1,000 คนที่ทุ่มเงินกว่าล้านบาท โดยให้เน้นการแก้ปัญหาภาคการเกษตรให้เข้าถึงรากหญ้า เน้นนโยบายกระดาษA4 ขับเคลื่อนภาคการเกษตรแบบถึงแก่น  ซึ่งงานนี้ ว่าเรื่องที่ท่านพูดไป ก็น้ำตาจะไหล ไม่ทราบว่า ไหวหวั่นกับนโยบายตัวเอง ที่สั่งไปแล้วไม่คืบหน้า หรือแค้นข้าราชการ เพราะเรื่องสั่งไปแล้วไร้ผล จนท่านน้อยอกน้อยใจตามประสาคนแก่

มาวันนี้เท่าที่ติดตามกันให้ถึงแก่นในโครงการประชารัฐของภาครัฐ และเอกชนร่วมกันรวมถึงโครงการแปลงใหญ่ที่เกิดขึ้น
ต้องบอกว่า ทุกเรื่องหากเจาะลงลึกจริงๆแทบไม่ใช่เรื่องใหม่เพราะเอกชนที่เขาทำและเสนอมา มันเป็นเรื่องเดิมๆ ที่ทำกันอยู่แล้ว เพียงแต่วันนี้ท่านเดินไปขอผลงานจากภาคเอกชน ที่เคยทำมาเป็นผลงานตัวเอง ก็เท่านั้นเอง โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมกระจอกข่าว ได้มีโอกาสเลาะไปศูนย์ฝึกอบรมของกระทรวงเกษตรหลายที่ ก็พบข้อมูลตรงกันว่า ทุกอย่างไม่มีอะไรสดใหม่ แต่มันเป็นของเก่าที่หยิบมาสร้างภาพใหม่เพื่อให้เบิกจ่ายเงินงบประมาณได้เท่านั้นเอง ไม่เชื่อ ลองถอดเสื้อ ถอดหัวโขน ลงไปดู แบบไม่มีใครจูงไปลงพื้นที่ แล้วจะได้เห็นแจ่มแจ้ง ว่าเกิดอะไรขึ้นกับภาคเกษตรไทย

หากเปิดใจกว้างจริงๆ ยอมรับณ วันนี้ บอกได้เลยว่า ภาคการเกษตรไทยน่าจะเป็นช่วงหนึ่งที่เข้าสู่จุดที่กำลังจะเกิดปัญหาบานปลาย เพราะสินค้าเกษตรหลายตัว ราคาดิ่งเหว เริ่มตั้งแต่ ราคายางพาราไทย แม่กระเตื้องขึ้นลง แต่ยังคงเป็นสินค้าที่ราคายังผันผวน นั้นยังรวมถึงอ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และที่กำลังอาจเป็นปัญหาใหญ่นั้นคือ ข้าว ซึ่งกำลังจะออกสู่ตลาดอีกไม่นาน และที่ยิบย่อยรายทาง อย่างมังคุด และอีกมากมาย แล้วจะมาบอกว่า GDP ภาคเกษตรไทยสูงขึ้นบอกตรงว่าเชื่อยากจากนี้ไป แม้จะสวมบทชายเจ้าน้ำตาอย่างไร ก็น่าจะเกิดความเห็นอกเห็นใจจากสังคมยาก เพราะผลงานไม่ปรากฏ อย่ามาอ้างเหตุอ้างผลอย่างอื่นอย่าลืมว่าทุกตำแหน่งของรัฐมนตรี ทุกท่านขันอาสามาทำงาน ไม่มีใครบังคับ หากจริงใจต้องรู้จักประเมินศักยภาพตัวเองเพื่อชาติ

ราชดำเนิน

เกษตรกรพึงพอใจ ‘9101ตามรอยพ่อ’ เรียกร้องทำต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282282

x

เกษตรกรพึงพอใจ ‘9101ตามรอยพ่อ’ เรียกร้องทำต่อเนื่อง

วันจันทร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ จ.นนทบุรี เพื่อติดตามการดำเนินงาน “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” โดยตรวจเยี่ยมโครงการที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 3 โครงการ ได้แก่ (1) การทำปุ๋ยอินทรีย์ (ปุ๋ยสรรพสิ่ง) ต.ไทรม้า อ.เมือง (2) การแปรรูปผลผลิตสมุนไพร ยาหม่อง ลูกประคบ ของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรไทรม้า ต.ไทรม้า และ (3) การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากนมแพะของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตภัณฑ์แพะนมบ้านเกาะดอน ต.ละหาร อ.บางบัวทอง

ทั้งนี้ จ.จังหวัดนนทบุรี มีโครงการเข้าร่วม 129 โครงการ วงเงิน 87.5 ล้านบาท โดยเกษตรกรในพื้นที่มีความพึงพอใจการดำเนินงานโครงการฯและต้องการให้เป็นโครงการต่อเนื่อง นอกจากนี้เกษตรกรได้ขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่ได้ริเริ่มโครงการนี้ ซึ่งช่วยส่งเสริมให้คุณภาพชีวิตของเกษตรกรดีขึ้น ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร

ย้ำสารเคมีช่วยล้างบางหนอนหัวดำ เกษตรฯแนะใช้วิธีผสมผสานกำจัดได้สิ้นซาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282285

x

ย้ำสารเคมีช่วยล้างบางหนอนหัวดำ เกษตรฯแนะใช้วิธีผสมผสานกำจัดได้สิ้นซาก

วันจันทร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายธงชัย สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการจัดการสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่าการใช้สารเคมีกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวเป็นหนึ่งในวิธีผสมผสานที่มีความจำเป็นต่อสถานการณ์ในขณะนี้ เนื่องจากพื้นที่ระบาดรวม 109,409 ไร่ ใน 29 จังหวัด หากไม่ดำเนินการกำจัดให้สิ้นซาก จะทำให้เหลือแหล่งอาศัยและมีโอกาสที่หนอนหัวดำจะกลับมาแพร่ระบาดขยายพื้นที่ สร้างผลกระทบต่อเกษตรกรในวงกว้าง ซึ่งสารเคมีจะช่วยตัดวงจรหนอนหัวดำโดยเฉพาะระยะตัวหนอนได้อย่างรวดเร็ว สามารถลดจำนวนประชากรหนอนหัวดำได้ไม่ต่ำกว่า 90% ถ้าเป็นการพ่นสารเคมีทางใบ หนอนหัวดำจะเริ่มตายภายใน 3 วัน ส่วนการฉีดสารเคมีเข้าต้นจะเห็นผลภายใน 7-10 วัน ขึ้นอยู่กับระยะความสูงของต้น ที่สำคัญสารที่ฉีดเข้าต้นจะสามารถควบคุมศัตรูมะพร้าวได้นานถึง 90 วัน

นอกจากนี้ สารเคมีที่แนะนำให้ใช้ในโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน เป็นสารเคมีที่กรมวิชาการเกษตรศึกษาวิจัยและมีผลทดลองอย่างชัดเจนแล้วว่าเป็นสารเคมีที่สามารถกำจัดหนอนหัวดำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งไม่เป็นอันตรายต่อผลผลิตทั้งน้ำและเนื้อมะพร้าว รวมถึงคนและสิ่งแวดล้อม

“ก่อนที่จะมาถึงมาตรการใช้สารเคมีทางกรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินมาตรการสร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วมของเกษตรกร โดยเฉพาะให้ใช้วิธีกลคือการตัดทางใบที่ถูกหนอนหัวดำทำลายมาเผา เป็นวิธีที่ง่ายและเกษตรกรทำได้ด้วยตนเอง สามารถทำลายแหล่งอาศัยของหนอนหัวดำได้ถึง 70% จากนั้นใช้แตนเบียนบราคอนศัตรูธรรมชาติของหนอนหัวดำเข้าช่วยอีกทางหนึ่ง โดยปล่อยอัตรา 200 ตัวต่อไร่ทุกๆ 15 วัน ขณะนี้มีการปล่อยแตนเบียนบราคอนไปแล้วมากกว่า 30 ล้านตัว ครอบคลุมพื้นที่ระบาด จากนั้นจะถึงขั้นตอนการใช้สารเคมีเพื่อตัดวงจรหนอนหัวดำ ทั้งนี้ หลังการใช้สารเคมีจะยังหลงเหลือหนอนหัวดำ ระยะตัวแก่ (ผีเสื้อ) ไข่ ดักแด้อีกประมาณ 10% ก็จะใช้แตนเบียนบราคอนเข้าควบคุมต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน ก็จะเข้าสู่สมดุลทางธรรมชาติ แต่ท้ายที่สุดแล้วแม้โครงการจะสิ้นสุดลงเกษตรกรก็ควรหมั่นสำรวจสวนมะพร้าว หากพบหนอนหัวดำก็ให้ตัดทางใบเผาทำลาย และเลี้ยงแตนเบียนบราคอนปล่อยในสวนอย่างต่อเนื่อง โดยไปศึกษาเรียนรู้วิธีเลี้ยงขยายแตนเบียนได้จากศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนใกล้บ้าน จะสามารถป้องกันกำจัดหนอนหัวดำให้หมดไปจากประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน” นายธงชัยกล่าว

เลาะรั้วเกษตร : เรื่องของยางพารา (อีกครั้ง)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/281796

281225166

เลาะรั้วเกษตร : เรื่องของยางพารา (อีกครั้ง)

วันศุกร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ช่วงนี้ได้ยินแต่ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เรียงหน้ากันเข้ามาตามที่มีการคาดการณ์ไว้ ไม่ว่าจะเป็นสับปะรด ยางพารา ปาล์มน้ำมัน จนมาถึงข้าว โดยเฉพาะข้าวมีการให้เหตุผลว่า เพราะฟ้าฝนดี ข้าวเลยให้ผลผลิตสูง ปริมาณข้าวที่ออกสู่ตลาดจึงมีมาก ราคาจึงตกต่ำ…มันใช่หรือ…..

วันนี้ปัญหาราคายางพาราอาจจะลดความกดดันลงจากมาตรการต่างๆ ที่ ครม.มีมติออกมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขยายเวลาโครงการสนับสนุนสินเชื่อ เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยางการขยายเวลาโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางเพิ่มเติม ขยายเวลาโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางออกไปจนถึง และมาตรการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้แก่ผู้ประกอบกิจการยางวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท

แม้จะมี 4 มาตรการ ออกมาแล้ว ชาวสวนยางก็ยังมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องกันอยู่นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงออกมาแถลงเองว่า เรื่องของยางรัฐบาลพยายามแก้ปัญหาทั้งต้นทาง กลางทาง และปลายทาง โดยนายกรัฐมนตรีมองว่า ต้นทางคือการปลูกยางมีมากเกินไป ผลผลิตยางจึงมากเกินความต้องการของตลาด ข้อแนะนำคือให้ลดพื้นที่ปลูกยางลง หันไปปลูกไม้ผลอื่นๆ เช่น ทุเรียน หรือมังคุดแทน

อันที่จริงเรื่องนี้ไม่ต้องแนะนำ เกษตรกรไทยถนัดอยู่แล้ว ครั้งหนึ่งราคายางดีมาก เกษตรกรเจ้าของสวนผลไม้โค่นไม้ผลอย่างที่นายกรัฐมนตรีว่า หันมาปลูกยางพาราแทน พอถึงเวลายางเปิดกรีดได้ราคายางกลับตกต่ำ แต่ราคามังคุด ราคาทุเรียนสูงราวกับทองคำ…นี่ไง…ผลที่ตามมา ถ้าเกษตรกรทำตามที่นายกรัฐมนตรีแนะนำ ถึงเวลาที่ทุเรียน และมังคุด หรือไม้ผลอื่นใดได้ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ ราคาเกิดตกต่ำขึ้นมา ก็จะโทษกันอีกว่าเพาะปลูกกันมากเกินไป….อย่างนี้….มันใช่หรือ….

ส่วนปัญหากลางทาง และปลายทาง คืออะไรไม่ได้ระบุชัดเจน บอกแต่ว่า มีการสั่งการให้หน่วยราชการนำยางพารามาใช้ประโยชน์ให้มากขึ้นทั้งด้านสาธารณสุข ด้านกีฬา และอื่นๆการแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ค่อนข้างเห็นด้วย โดยเฉพาะการนำมาเป็นส่วนผสมในการทำผิวถนนซึ่งถ้าสามารถทำได้จริงจะสามารถดึงปริมาณยางออกไปจากตลาดได้มากทีเดียว เพราะปัจจุบันมีการสร้างถนน และซ่อมถนนเป็นจำนวนมาก แต่คงมีไม่มากนัก (ถ้าไม่บังคับ) ที่จะนำยางธรรมชาติมาผสมกับแอสฟัลต์ในการราดถนน อาจจะเป็นเพราะเทคนิคการดำเนินการอาจจะยุ่งยากกว่า ราคาอาจจะสูงกว่า แต่ถ้าพูดถึงคุณภาพและอายุการใช้งานยาวนานกว่าถนนที่ใช้วัสดุตามปกติ ซึ่งอาจเป็นเหตุที่ทำให้บริษัทผู้รับเหมาไม่ชอบก็เป็นได้…

เรื่องของการใช้ยางธรรมชาติผสมแอสฟัลต์ ทำผิวถนนนี้ กรมทางหลวงยืนยันว่ามีคุณภาพดีกว่าถนนคอนกรีตปกติ โดยระบุว่าถนนผสมยางพารามีพื้นผิวเรียบเนียน ไม่ขรุขระ ขณะที่ถนนคอนกรีตปกติเริ่มเกิดรอยหลุม พื้นผิวไม่สม่ำเสมอ ถนนผสมยางพารา มีประสิทธิภาพดีกว่าถนนคอนกรีตปกติ ทั้งในเรื่องความฝืดที่สามารถต้านทานการลื่นไถลได้ดีกว่า ต้านทานน้ำหนักบรรทุกได้ดีกว่า ซึ่งช่วยให้การขับขี่ของผู้ใช้รถใช้ถนนมีความปลอดภัยมากขึ้นด้วย ในเมื่อดีอย่างนี้รัฐบาลต้องหามาตรการให้ถนนที่จะซ่อม และสร้างขึ้นใหม่ทุกถนนมีส่วนผสมของยางธรรมชาติ

เรื่องของยางที่ดูจะแปลกๆ อีกเรื่องหนึ่ง คือ การยึดคืนสวนยางที่มีการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งระบุว่ามีมากกว่า 3 ล้านไร่ แต่ขณะนี้ ยึดคืนมาได้แล้ว 5 แสนไร่ อันที่จริงเห็นด้วยกับการยึดคืนพื้นที่เพราะการบุกรุกป่าสงวนเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่ไม่เห็นด้วยกับการโค่นต้นยางที่ปลูกไปแล้วทิ้ง ตามแนวทางการบริหารจัดการที่กำหนด คือ ต้นยางที่อายุน้อยกว่า 4 ปี ตัดฟันออกหมดแล้วปลูกป่าทดแทน ต้นยางที่อายุ 4-20 ปี ตัดออก 60% พื้นที่ที่ตัดออกให้ปลูกไม้ป่าท้องถิ่นทดแทน ต้นยางที่เหลืออยู่ 40% ให้คงไว้ และปลูกไม้ป่าท้องถิ่นเสริม ยางที่อายุ 20 ปีขึ้นไป ให้คงไว้ และปลูกไม้ป่าท้องถิ่นเสริม

ยางพารา คือ ไม้ยืนต้น ปลูกไปแล้วก็เหมือนปลูกป่า การยึดคืนสวนยางมาก็เพื่อไม่ให้มีใครเข้าไปหาผลผลิตหรือรายได้จากสวนยางนั้นก็เพียงห้ามไม่ให้ใครเข้าไปกรีดยาง แต่ต้นยางก็ปล่อยให้เติบโตไปเป็นป่าได้ ไม่ต้องเสียเวลาปลูกใหม่ ไม่ต้องเสียงบประมาณไปหาพันธุ์ไม้มาปลูกใหม่ นี่จัดการด้วยการตัดไม้ชนิดหนึ่งทิ้งเพื่อจะหาไม้อีกชนิดมาปลูกแทน….มันใช่หรือ….

แว่นขยาย

เปิดโฉมความสำเร็จ‘แปลงใหญ่’ ระดมสินค้าทั่วปท.จัดงาน‘เกษตรไทยก้าวหน้า’ที่สวนลุมฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/281815

x

เปิดโฉมความสำเร็จ‘แปลงใหญ่’ ระดมสินค้าทั่วปท.จัดงาน‘เกษตรไทยก้าวหน้า’ที่สวนลุมฯ

วันศุกร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางวิลาวัลย์ วงษ์เกษม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการทำการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อสร้างอำนาจการต่อรองให้กับผลผลิตสินค้าเกษตร เน้นการทำตลาดโดยตรงถึงผู้บริโภคโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง และยกระดับการพัฒนาคุณภาพผลผลิตไปพร้อมกัน ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับเกษตรกรอย่างชัดเจน คือ มีการปรับตัวและนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต เช่น การใช้ Laser leveling มาปรับพื้นนาให้เรียบทำให้สามารถบริหารจัดการน้ำลดการใช้น้ำลงร้อยละ 40 และควบคุมวัชพืชในนาข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้ระบบน้ำหยด ในแปลงมันสำปะหลังของแปลงใหญ่มันสำปะหลัง อำเภอเสิงสาง อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี เป็นต้น ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ70-80 การบริหารเครื่องจักรกลร่วมกัน (Motor Pool) ทำให้สามารถลดต้นทุนในการผลิตลงในแปลงใหญ่ข้าวของ อำเภอราษีไศล อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังส่งผลให้เกิดการรวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์ 143 กลุ่ม วิสาหกิจชุมชน 784 กลุ่ม กลุ่มเกษตรกร 109 กลุ่ม อยู่ระหว่างพัฒนาและจัดตั้งกลุ่มที่เข้มแข็งเพิ่มอีก 1,341 กลุ่ม ด้วยความสำเร็จตรงนี้กรมส่งเสริมการเกษตร จึงเตรียมจัดงาน “เกษตรไทยก้าวหน้า ภายใต้ร่มพระบารมี” ขึ้น เพื่อนำสินค้าจากแปลงใหญ่มาจัดแสดงให้ประชาชนทั่วไปได้เห็นว่า การดำเนินงานดังกล่าวสามารถพัฒนาภาคการเกษตรไปอีกระดับ พร้อมกันนั้นภาครัฐก็จะส่งเสริมให้เกษตรกรขยายช่องทางการตลาดรองรับสินค้า ด้วยการจัดเวทีผู้ซื้อพบกับผู้ขาย เป็นการทำตลาดที่เข้มแข็งตรงกับความต้องการของตลาดโดยตรง โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-20 สิงหาคม 2560 ที่ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ

อย่างไรก็ตาม นอกจากการจัดสินค้าแปลงใหญ่แล้ว ยังมีการนำเสนอผลงานของ Young Smart farmer หรือ YSF อีกทั้งภายในงานก็จะมีกิจกรรมและนิทรรศการเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10ที่ทรงมีต่อเรื่องการพัฒนาและการแก้ปัญหาทางด้านการเกษตร ตลอดจนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ รวมทั้งยังได้จัดถวายพระพรเนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาของรัชกาลที่ 10 อีกด้วย

รายงานพิเศษ : เตือนชาวนาเฝ้าระวัง ภัยร้ายจากเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/281817

รายงานพิเศษ : เตือนชาวนาเฝ้าระวัง ภัยร้ายจากเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

รายงานพิเศษ : เตือนชาวนาเฝ้าระวัง ภัยร้ายจากเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

วันศุกร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ศัตรูตัวร้ายของข้าว ที่สร้างผลกระทบต่อชาวนาไทยมาโดยตลอด เนื่องจากการทำนาของชาวนาในปัจจุบันมีการปลูกข้าวมากขึ้นและต่อเนื่องทั้งปี ไม่มีการพักนา ใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ข้าวมากเกินไป ปลูกข้าวพันธุ์เดียวกันต่อเนื่อง และใช้สารเคมีไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนส่งผลต่อการแพร่ระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอย่างมาก

นายสมคิด เฉลิมเกียรติ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์ศัตรูข้าว พบว่าในขณะนี้เริ่มพบการทำลายของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าวบางพื้นที่ โดยเฉพาะข้าวที่มีอายุตั้งแต่ 25-45 วันขึ้นไป ทั้งนี้ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เป็นแมลงศัตรูข้าวประเภทปากดูด อยู่ในอันดับโฮม็อพเทอร่า แมลงที่อยู่ในอันดับนี้ ได้แก่ แมลงประเภทเพลี้ยต่างๆ เช่น เพลี้ยกระโดด เพลี้ยจักจั่น แมลงหวี่ขาว เพลี้ยแป้ง เป็นต้น ซึ่งเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล มีความเฉพาะเจาะจงต่อพืชอาหารเพียงชนิดเดียวคือ ข้าว เท่านั้น ทั้งระยะตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากเซลล์ท่อน้ำท่ออาหารบริเวณโคนต้นข้าวเหนือน้ำ ต้นข้าวจะแสดงอาการ ใบเหลืองเหี่ยว แห้งตายเป็นหย่อมๆ เรียกว่าอาการฮ็อพเพอร์เบิร์น นอกจากนี้ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลยังเป็นแมลงพาหะนำเชื้อโรคไวรัส ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคใบหงิก หรือโรคจู๋

สำหรับแนวทางป้องกันกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล มีดังนี้ ขั้นแรก เกษตรกรควรเลือกพันธุ์ข้าวที่มีความต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เช่น สุพรรณบุรี 1 สุพรรณบุรี 2 สุพรรณบุรี 90ปทุมธานี 1 พิษณุโลก 2 ชัยนาท 1 และชัยนาท 2 ขั้นที่สอง ต้องทำการสำรวจแปลงนาทุกสัปดาห์หลังจากข้าวงอก ถ้าพบจำนวนตัวอ่อนของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แต่ยังไม่ถึง 10 ตัว/กอ เป็นระยะที่เป็นตัวอ่อนยังไม่มีปีก แนะนำให้ใช้สารสกัดสะเดาในอัตรา 100-120 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ผสมสารจับใบฉีดพ่นในช่วงเย็นหรือกรณีส่วนใหญ่เป็นตัวเต็มวัยมีปีกแล้ว แนะนาให้ใช้เชื้อราบิวเวอร์เรีย ฉีดพ่น อัตรา 1 กิโลกรัม/น้ำ 40 ลิตร ผสมสารจับใบฉีดพ่นในช่วงแสงแดดอ่อน

หากมีความจำเป็นต้องใช้สารเคมีควรใช้สารเคมีตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร ดังนี้ ใช้สารบูโพรเฟซีน (แอปพลอด 10% WP) อัตรา 25 กรัม/น้ำ 20 ลิตร หรือใช้สารอีโทเฟนพรอกซ์ (ทรีบอน 10% EC) อัตรา 20 ซีซี/น้ำ 20 ลิตรหรือบูโพรเฟซิน/ไอโซโปรคาร์บ (แอปซิน/มิพซิน 5%/20% WP ) อัตรา 50 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นเมื่อพบเป็นระยะตัวเต็มวัยเป็นส่วนใหญ่

นายสมคิดกล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตของเกษตรกร จึงขอเน้นย้ำให้พี่น้องเกษตรกรที่ปลูกข้าว หมั่นสำรวจแปลงนาทุกสัปดาห์ หากพบร่องรอยการทำลายของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลให้รีบป้องกันกำจัดตามแนวทางข้างต้นทันที จะช่วยลดความเสียหายต่อผลผลิตของเกษตรกร และยังทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง อีกทั้งทำให้ผลผลิตมีคุณภาพและปริมาณที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นไปตามนโยบาย ของ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการให้ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิต 20% และผลผลิตที่ได้ปลอดภัยจากการใช้สารเคมี

หากเกษตรกรท่านใดมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรี โทร. 035-440926-7 หรือสำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน