รายงานพิเศษ : ‘มูฮัมหมัดฮากิมลูปูซี’ ยุวเกษตรกรต้นแบบชายแดนภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282845

รายงานพิเศษ : ‘มูฮัมหมัดฮากิมลูปูซี’ ยุวเกษตรกรต้นแบบชายแดนภาคใต้

รายงานพิเศษ : ‘มูฮัมหมัดฮากิมลูปูซี’ ยุวเกษตรกรต้นแบบชายแดนภาคใต้

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตามที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร มีนโยบายในการดำเนินงานส่งเสริมและพัฒนายุวเกษตรกรโดยให้มีการรวมตัวกันของเด็กและเยาวชนที่มีอายุระหว่าง 10-25 ปี ที่มีความสนใจในด้านการเกษตร จัดตั้งเป็นกลุ่มยุวเกษตรกรเพื่อพัฒนาความรู้และทักษะอาชีพการเกษตร ทักษะการดำเนินการชีวิตในสังคมโดยเน้นวิธีการเรียนรู้จากประสบการณ์และปฏิบัติจริง (Learning by doing)
ให้สมาชิกยุวเกษตรกรมีความสามารถและมีความพร้อมในการสืบทอดอาชีพการเกษตรโดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดให้มีการประกวดกลุ่มสมาชิกและที่ปรึกษายุวเกษตรกรทุกปี ทั้งระดับจังหวัด เขต และประเทศ เพื่อเป็นการส่งเสริม สนับสนุน ให้ขวัญกำลังใจแก่กลุ่ม สมาชิก และที่ปรึกษายุวเกษตรกรที่มีผลงานดีเด่น สำหรับเขตภาคใต้ตอนล่าง ในปัจจุบันมีกลุ่มยุวเกษตรกรจำนวน 486 กลุ่ม จำนวนสมาชิก 9,720 คนและในปี 2559 นายมูฮัมหมัดฮากิม ลูปูซีสมาชิกยุวเกษตรกรของกลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนดารุลรอห์มาฮ์ อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1ระดับประเทศ

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กล่าวว่า ตามที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดให้มีการประกวดกลุ่มสมาชิกและที่ปรึกษายุวเกษตรกรเป็นประจำทุกปีเพื่อส่งเสริมและสร้างขวัญกำลังใจให้กับกลุ่มยุวเกษตรกรที่มีผลงานดีเด่น และสำหรับในเขตภาคใต้ตอนล่างนั้นนายมูฮัมหมัดฮากิม ลูปูซี ได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1ระดับประเทศ โดยนายมูฮัมหมัดฮากิม ลูปูซี เกิดในครอบครัวที่พ่อแม่ทำการเกษตรมีเพียงบ้านหลังเล็กๆ ที่อยู่ติดกับญาติพี่น้อง สังเกตเห็นว่าพ่อแม่มีความสุขกับการปลูกพืชผักต่างๆ และสมาชิกในครอบครัวได้รับประทานผักสดทุกวัน เลยรู้สึกสนุกอยากช่วยพ่อแม่ทำกิจกรรมในยามว่างจากเลิกเรียนและวันหยุด ประกอบกับเมื่อได้เข้ามาเรียนรู้อย่างจริงจังในกลุ่มยุวเกษตรกร ทำให้ตนเองเกิดความชำนาญและมีรายได้ จึงได้ค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมและตั้งใจ เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆที่โรงเรียนและหน่วยงานจัดขึ้น ด้วยความเป็นผู้นำ ตั้งใจ ขยัน หมั่นเพียรและมีความรับผิดชอบ จึงทำให้ได้รับคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานกลุ่มยุวเกษตรกรปัจจุบันนายมูฮัมหมัดฮากิม เป็นยุวเกษตรกรต้นแบบและเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเยาวชนคนอื่นๆในโรงเรียนและหมู่บ้านใกล้เคียง และบ้านที่อยู่อาศัยเป็นที่ศึกษาดูงานให้กับบุคคลทั่วไป โดยได้ปฏิบัติงานตามกระบวนการดำเนินงานของกลุ่มยุวเกษตรกร เช่น การเปิดประชุมสภายุวเกษตรกร, การส่งเสริมกิจกรรมทางการเกษตรต่างๆ และยังกำหนดให้มีการประชุมเดือนละครั้ง เพื่อให้การประชุมเป็นเวทีของการแลกเปลี่ยนการดำเนินงานของกลุ่มยุวเกษตรกร การสรุปผลการดำเนินงานและหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการดำเนินงาน

นอกจากนี้ ยังมีการขยายผลออกไปที่บ้านของสมาชิกและนักเรียนในโรงเรียน เช่นการส่งเสริมการปลูกผักสวนครัว การเพาะเห็ด การเลี้ยงปลาดุก จากการดำเนินงานของกลุ่มยังมีชุมชนและโรงเรียนต่างๆให้ความสนใจมาเรียนรู้และศึกษาดูงาน ในฐานะประธานกลุ่มยุวเกษตรกร ได้พยายามพัฒนาตนเอง และศึกษาหาความรู้สม่ำเสมอเพื่อพัฒนางานของกลุ่ม คอยติดตามดูแลสมาชิกที่ได้มอบหมายให้รับผิดชอบกิจกรรมให้ปฏิบัติหน้าที่ หากเกิดปัญหาก็จะพยายามหาแนวทางแก้ไข โดยขอคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษา คณะอาจารย์อยู่เสมอ

กิจกรรมในกลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนดารุลรอห์มาฮ์ ประกอบด้วยกิจกรรมด้านพืช ได้แก่ ปลูกปาล์มน้ำมัน พืชผัก มะนาวปล้องบ่อซีเมนต์ กิจกรรมโรงเพาะชำ เพาะเห็ด ด้านปศุสัตว์ ได้แก่ เลี้ยงเป็ดเทศ ด้านประมง ได้แก่ เลี้ยงปลาดุก โดยนายมูฮัมหมัดฮากิมได้รับมอบหมายให้ดูแลสวนปาล์มน้ำมันไม้ผลในแปลงเกษตร เช่น กล้วย เงาะ มะละกอ ไผ่หวาน มันสำปะหลัง เป็นวิทยากรบรรยายความรู้เรื่อง การผลิตเชื้อราไตรโครเดอร์มา การเลี้ยงเป็ด ไก่ การผลิตปุ๋ยใช้เองและการแปรรูปด้านการเกษตร เช่น มันสำปะหลังทรงเครื่อง น้ำตะไคร้ ชาใบหม่อน ปลาดุกแดดเดียว และเห็ดสวรรค์ ส่วนองค์ความรู้โดดเด่นที่มีคือการเพาะเห็ดแบบครบวงจร สามารถผลิตวัตถุดิบในการเพาะเห็ด ทำก้อนเชื้อเห็ดและออกแบบเตานึ่งก้อนเห็ด

ปัจจุบัน นายมูฮัมหมัดฮากิม ได้เป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้แก่สมาชิกทั้งในโรงเรียน ชุมชน และผู้มาศึกษาดูงาน ทำให้ยุวเกษตรกรและตนเองมีรายได้จากกิจกรรมการเพาะเห็ดส่วนก้อนเชื้อที่ผลิตได้ส่งขายให้กับสมาชิกกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร และเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งสามารถผลิตก้อนเชื้อได้ 800 ก้อนต่อเดือนสำหรับกิจกรรมด้านการเกษตรของครัวเรือน มี 2 จุด คือ จุดที่ 1 ทำร่วมกับบิดา พืชผักที่ปลูกได้แก่ มะเขือชนิดต่างๆ พริก และไม้ผลบริเวณรอบๆบ้านและจุดที่ 2 เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบคนเดียว โดยปลูกพริกขี้หนู ตะไคร้ มะเขือเทศราชินี ผักกาดเขียว ผักบุ้ง ข่า ผักชีฝรั่ง ลองกอง กล้วย เงาะมังคุดและละไม สามารถสร้างรายได้ให้ครอบครัวเดือนละไม่ต่ำกว่า3,000 บาท โดยนายมูฮัมหมัดฮากิม ลูปูซี ใช้หลักแนวคิดที่ว่า “การเกษตรไม่ใช่อาชีพที่ด้อยค่า ล้าหลังและการจับจอบขุดดินเพียงอย่างเดียวแต่สามารถใช้ความรู้เทคนิคเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการผลิตได้”ส่งผลให้ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพการเกษตรสามารถเป็นแบบอย่างให้เยาวชนและเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้

‘บิ๊กป้อม’จี้เหล่าทัพปรับแผนใช้ยางพาราในผลิตภัณฑ์ทางทหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282904

‘บิ๊กป้อม’จี้เหล่าทัพปรับแผนใช้ยางพาราในผลิตภัณฑ์ทางทหาร

‘บิ๊กป้อม’จี้เหล่าทัพปรับแผนใช้ยางพาราในผลิตภัณฑ์ทางทหาร

วันพุธ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 19.10 น.
26 ก.ค.60 พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงภายหลังการประชุมสภากลาโหม ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ว่า พล.อ.ประวิตร ขอให้หน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหม และเหล่าทัพ สนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ โดยพิจารณาปรับแผนและดำเนินการเพิ่มปริมาณการใช้ยางพารา ในผลิตภัณฑ์ทางทหารและงานตามความรับผิดชอบ เช่น การสร้างและซ่อมแซมถนน การทำพื้นสนามกีฬา หน้ากากป้องกันไอพิษ การผลิตยางรถยนต์ทหารและยางรถบรรทุก เป็นต้น โดยให้ดำเนินการให้เป็นรูปธรรมในปี 60 ต่อเนื่องไปถึงปี 61

‘คนท.’เข้าขอบคุณ’บิ๊กฉัตร’ เทงบ3พันล.บาทอุ้มหนี้เกษตรกรกองทุนฟื้นฟูฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282780

'คนท.'เข้าขอบคุณ'บิ๊กฉัตร' เทงบ3พันล.บาทอุ้มหนี้เกษตรกรกองทุนฟื้นฟูฯ

‘คนท.’เข้าขอบคุณ’บิ๊กฉัตร’ เทงบ3พันล.บาทอุ้มหนี้เกษตรกรกองทุนฟื้นฟูฯ

วันพุธ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 13.38 น.

ม็อบเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย เฮดีใจสุดๆ เข้าขอบคุณ “บิ๊กฉัตร” เทงบ 3 พันล้านบาท อุ้มหนี้เกษตรกรกองทุนฟื้นฟูฯ ช่วยซื้อหนี้เร่งด่วน 2,600 ราย

26 ก.ค.60 นายชนินทร์ ดวงดารา แกนนำเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย (คนท.) นำเกษตรกรสมาชิก คนท.และสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) กว่า 700 คน ทยอยเดินทางมาชุมนุมด้านหน้ากระทรวงเกษตรฯ และสำนักปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เพื่อขอเข้าพบ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ เพื่อเรียกร้องให้เร่งรัดแก้ไขปัญหาหนี้สิน ซึ่งเกษตรกรที่ลงทะเบียนรับความช่วยเหลือประมาณ 512,000 ราย มูลหนี้ ประมาณ 84,700 ล้านบาทโดยเป็นหนี้สินเร่งด่วนประมาณ 2,600 ราย โดยนายชนินทร์ กล่าวว่าหลังจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.และนายกฯมีคำสั่งมาตรา 44 ที่ 26/2560 เมื่อ 19 พ.ค.60 เพื่อให้กระทรวงเกษตรฯ ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ แก้ไขปัญหาหนี้สิน แต่สถานการณ์ในขณะนี้ สมาชิกบางรายจะถูกยึดหลักทรัพย์ จึงได้นัดให้แต่ละจังหวัดส่งตัวแทนมารวมตัวเพื่อเข้าพบ รมว.เกษตรฯ เร่งติดตามการช่วยเหลือ

ต่อมาในเวลา 10.30 น. พล.อ.ฉัตรชัย ได้ลงมารับฟังปัญหากล่าวว่าได้เร่งแก้หนี้ให้เกษตรกร หลังจากที่นายกฯตัดสินใจใช้มาตรา44 แก้หนี้ภายใน 180 วัน ช่วงนี้คณะกรรมการเฉพาะกิจ ได้ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลเป็นจริงทุกครัวเรือน แยกกองมาแก้หนี้เร่งด่วน ที่ดินจะถูกยึดขายทอดตลาด ฟ้องขับไล่ที่ตนไปบอกนายกฯ ท่านรับปากหางบมาให้ได้ 3 พันล้านบาท มาแก้ปัญหาหนี้ให้เร็วที่สุด ชุดแรกในเดือนสิงหาคม รวมทั้งจะเดินหน้าทำให้เกิดการพัฒนากองทุนฟื้นฟูฯมีประสิทธิภาพขึ้นด้วย เพราะก่อนหน้านี้กองทุนฟื้นฟู มีแต่คนในกลุ่มพวกพ้อง ได้รับการแก้หนี้

“ผมสงสารเกษตรกร ขอนายกฯ มาแก้หนี้สินให้ได้มีที่ดินทำกินต่อไป อยากเห็นเกษตรกรมีความสุข มีรายได้เพียงพอ มีความภาคภูมิใจ ใช้ชีวิตพอเพียงตามแนวทางในหลวง เพื่อให้ลูกหลานได้กลับมาทำเกษตรต่อ เมื่อลดหนี้สินได้ ซึ่งเป้าหมายปลายทางที่สุดของผม สองปีนี้ผมวางรากฐานปฎิรูปเกษตรไปได้เยอะมากแต่อาจไม่ทันใจ ถ้านายกฯ บอกว่าผมไม่เหมาะผมวางมือก็ไม่ทำ ถ้าบอกให้ทำ ทำเต็มที่ ตลอดเวลาผมทำงานไม่เคยลา ป่วยก็ทำ ออกจากกระทรวงค่ำมืดทุกวันแต่ก็ยังถูกด่า ถูกตำหนิ จากหนังสือพิมพ์ จากฝ่ายการเมือง ซึ่งผมอดทน ไม่ท้อถ้าเกษตรกรได้ประโยชน์ผมทุ่มเทต่อไป ทำให้เกษตรกรไม่จน ทำเกษตรมีเงินเหลือ เสียดายถ้าภาคเกษตรได้รับการดูแลสนับสนุนอย่างเป็นระบบ ปรับเปลี่ยนเพาะปลูก ที่ไม่เหมาะสมเลี้ยงปศุสัตว์ ทำให้ทุกวันนี้เกษตรกรไทยไปได้ไกลมีความเข้มแข็งมากกว่านี้ ไม่ใช่ยิ่งปลูกข้าวยิ่งจน มาเกือบ10 ปี ชีวิตมีแต่วงจรกู้หนี้มาทำเกษตรทุกๆรอบ” รมว.เกษตรฯ กล่าว

นายชนินทร์ กล่าวว่า พวกเรารู้สึกดีใจมากขอบพระคุณ รมว.เกษตรฯทำเรื่องนี้อย่างจริงจังหลังมีคำสั่ง คสช.ฝ่ายมั่นคงเข้าถึงทุกพื้นที่ ปัญหากองทุน มีข้อมูลเป็นขยะต้องไปกลั่นกรอง เพราะมีสมาชิกตายจริงและไม่จริงที่ต้องสกรีนออกไป และเห็นด้วยแนวนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ ทำให้เกษตรกรมีอำนาจต่อรอง แต่ขอร้องให้ต่ออายุจาก180 วัน เพื่อปฎิรูปกองทุนฟื้นฟูฯ ให้เสร็จเพราะทั้งระบบมันล้มเหลว ที่ผ่านมายังไม่ได้เริ่มต้น ถ้าไม่ได้ รมว.เกษตรฯ เป็นหัวเรือ ไม่รอด มองว่ารัฐบาลอื่นทำไม่สำเร็จ สมาชิกกองทุน มีกว่า 6 ล้านครอบครัว รอความหวังมาตลอดในขณะนี้เดินมาถูกทางในการปฎิรูปการบริหารของกองทุน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเกษตรกรลงชื่อกองทุนฟื้นฟู 5.6 แสนคน เป็นหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) 2 แสนราย หนี้สหกรณ์การเกษตร 1 แสนราย ส่วนที่เหลือกำลังตรวจสอบรายละเอียดว่าเป็นหนี้จากการทำเกษตร หรือไม่ เบื้องต้นพบว่ามีประมาณ1 แสนรายที่เป็นหนี้จากกิจการอื่นๆ เช่น หนี้ซื้อบ้านจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ จำนวน 7 พันราย ที่บอร์ด กฟก.พิจารณาแล้วว่าไม่เข้าข่ายฟื้นฟูหนี้ โดยมีเกษตรกร 41 ราย จะเสนอวันที่ 2 ส.ค.ให้บอร์ด กฟก.พิจารณาจัดการซื้อหนี้กลุ่มนี้ ซึ่งจะถูกฟ้องขับไล่ ขายทอดตลาด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ได้เข้าดูแลสถานการณ์คาดว่าการรวมตัวของกลุ่มฯ จะไม่ก่อเหตุวุ่นวาย ไม่ชุมนุมค้างคืน เพื่อไม่ส่งผลต่อพระราชพิธีสำคัญในห้วงต่อไป ซึ่งฝ่ายตำรวจจัดเตรียมกำลังดูแลสถานการณ์มวลชนแล้วโดยให้รวมตัวบนเกาะกลางถนนบริเวณหน้ากระทรวงเกษตรฯ พร้อมกับอำนวยความสะดวกด้านจราจรต่อประชาชนที่สัญจรผ่านบริเวณดังกล่าว

เกษตรกรยกโครงการ‘9101’ต้นแบบ ย้ำพัฒนาภาคการเกษตรอย่างเข้าถึง-ชุมชนได้ประโยชน์ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282663

เกษตรกรยกโครงการ‘9101’ต้นแบบ  ย้ำพัฒนาภาคการเกษตรอย่างเข้าถึง-ชุมชนได้ประโยชน์ยั่งยืน

เกษตรกรยกโครงการ‘9101’ต้นแบบ ย้ำพัฒนาภาคการเกษตรอย่างเข้าถึง-ชุมชนได้ประโยชน์ยั่งยืน

วันพุธ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายเชิดชัย จิณะเสน ประธานคณะกรรมการเครือข่ายศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ระดับประเทศ กล่าวว่า จากการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณกว่า 22,000 ล้าน ให้กับโครงการ “9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” ถือเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจของเกษตรกร เพราะโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและภาคเกษตรกรรมของประเทศตั้งแต่ฐานราก โดยมีหัวใจหลักๆ คือ การนำแนวทางการทำเกษตรตามการทฤษฎี รวมถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาภาคการเกษตรที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ได้พระราชทานไว้

สำหรับแนวทางการดำเนินงานของโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ จะเน้นการใช้งบประมาณของภาครัฐผ่าน ศพก. 882 ศูนย์ และเครือข่าย 8,219 ศูนย์ ซึ่งทุกชุมชนจะต้องมีการนำเสนอโครงการพัฒนากิจกรรมการเกษตรของชุมชนอย่างมีส่วนร่วม ส่วนการเบิกจ่ายเงินจะเป็นการเบิกจ่ายในลักษณะที่ไม่ได้เป็นการจ่ายเงินโดยตรงให้กับกลุ่มเกษตรกร แต่จะจ่ายตรงในลักษณะค่าวัสดุอุปกรณ์ตามความเป็นจริง ทำให้การใช้เงินมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์ และไม่ผิดวัตถุประสงค์ของโครงการ มีความโปร่งใสโดยคนในชุมชนสามารถตรวจสอบได้


ธงชัย สุทธิพงศ์เกียรติ์

อย่างไรก็ดี หลังจากที่ครม.อนุมัติงบประมาณในโครงการดังกล่าว ขณะนี้ทุกชุมชน ทั่วประเทศได้มีการขับเคลื่อนส่งแผนการพัฒนากิจกรรมการเกษตรระดับชุมชนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยรายละเอียดการพัฒนานั้นจะมีความแตกต่างกันไป ในแต่ละชุมชน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ทุกกิจกรรมเป็นไปตามความต้องการของเกษตรกรอย่างแท้จริง โดยกิจกรรมที่เกษตรกรมีความต้องการมากเป็นลำดับต้นๆ ก็คือการพัฒนากิจกรรมที่เกี่ยวกับการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้ในชุมชน

“จากความต้องการของเกษตรกรในการที่จะพัฒนาการผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อไว้ใช้ในชุมชนนั้น ถือเป็นเรื่องที่ตอบสนองนโยบายของภาครัฐได้ตรงประเด็นเช่นกัน เนื่องจากที่ผ่านมาภาครัฐได้ให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้สารเคมีให้น้อยลง เพราะต้องการให้ผลผลิตสินค้าเกษตรมีแนวทางการผลิตในรูปแบบเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดโลกที่ต้องการผลผลิตอินทรีย์มีความปลอดภัยในทุกๆ ด้าน รวมถึงลดต้นทุนการผลิตให้น้อยลงเพื่อที่จะสามารถแข่งขันกับต่างประเทศ และขยายช่องทางการตลาดไปสู่ตลาดระดับบนมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาคเกษตรกรรมให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถดำรงชีพในอาชีพนี้ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนสืบไปนั่นเอง” นายเชิดชัย กล่าว


นายไพทูร อินทะเตชะ

ส่องเกษตร : กาฬสินธุ์ต้นแบบนำร่องเมืองข้าว(จบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282659

449007

ส่องเกษตร : กาฬสินธุ์ต้นแบบนำร่องเมืองข้าว(จบ)

วันพุธ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

รายงานของสปท.-สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เรื่อง “นำร่องเมืองข้าว : จังหวัดกาฬสินธุ์..Rice City Pilot Project : Kalasin Province” ฉบับสรุปสำหรับผู้บริหาร ที่รัฐบาล คสช.โดยคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5 ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม เป็นประธานได้รับลูกนำไปผลักดันแล้ว มาว่ากันต่อตอนสุดท้ายเลยครับ….

………………………………………..

(ต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว)

องค์ประกอบของการเป็นเมืองข้าว

1) การขับเคลื่อนโซ่แห่งคุณค่าข้าวทั้งเกษตรกรและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง 2) ส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อการผลิตข้าวเชิงอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับข้าวครบวงจร 3) ส่งเสริมการผลิตข้าวแปลงใหญ่เชิงอุตสาหกรรมด้วยการสนับสนุนมาตรการทางการคลัง 4) การใช้แนวทางสหกรณ์เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงโอกาสเพิ่มรายได้และลดความเหลื่อมล้ำ5) การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการส่งเสริมอัตลักษณ์จังหวัด (Provincial Brand) 6) ศูนย์กลางการผลิตและจำหน่ายข้าวเชิงพาณิชย์ทั้งภายในและการส่งออก (ต้นแบบของประเทศ) 7) ศักยภาพและความพร้อมของจังหวัดเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสัมฤทธิผลของโครงการ 8) การขับเคลื่อนเชื่อมโยงไทยแลนด์ 4.0 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันข้าวอย่างยั่งยืน

จากองค์ประกอบข้างต้นแนวทางการแก้ปัญหาข้าวในรูปของเมืองข้าวนำร่องโดยใช้จังหวัดนำร่องและขับเคลื่อน ด้วย “เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษผลิตข้าวเชิงอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมต่อเนื่องข้าวครบวงจร” จากการศึกษาพบว่า “จังหวัดกาฬสินธุ์ มีความเหมาะสมเป็นเมืองข้าวนำร่องของประเทศ” เนื่องจากศักยภาพและความพร้อมของจังหวัดทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานซึ่งอยู่ตรงศูนย์กลางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีแหล่งน้ำและระบบชลประทานตลอดปีจากเขื่อนลำปาวซึ่งเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชี นอกจากนี้ด้านโลจิสติกส์สามารถเชื่อมโยงกับระบบรางคู่ผ่านชุมทางจิระ (จังหวัดขอนแก่น) ซึ่งในอนาคตจะมีศูนย์รวบรวมตู้สินค้า (ICD) เพื่อให้เกิดการขนส่งทางรางสู่ท่าเรือแหลมฉบัง นอกจากนี้ทางจังหวัดเสนอพื้นที่ 1,500 ไร่ เป็นที่สาธารณประโยชน์ เพื่อให้เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ เป็นพื้นที่ติดถนนไฮเวย์ เส้นทางอีสต์เวสต์คอริดอร์ส ซึ่งมีเอกชนพร้อมที่จะลงทุน

แนวทางการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดเมืองนำร่องในส่วนของจังหวัดกาฬสินธุ์ ภาครัฐและเอกชน มีความพร้อม โดยมีการตั้งคณะ
ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์จังหวัด ขณะเดียวกันภาคเอกชน เช่น สภาอุตสาหกรรมจังหวัดและหอการค้าจังหวัด มีความกระตือรือร้นต้องการขับเคลื่อนและพร้อมที่จะให้เกิดการลงทุน โดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจจัดทำรายงานการศึกษาฯ เพื่อที่จังหวัดจะได้นำไปต่อยอดให้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0และให้มีมติคณะรัฐมนตรีสนับสนุนการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งจะเป็นเขตส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับข้าวเป็นแห่งแรกของประเทศไทย

ด้านมาตรการทางการคลังขอให้มีการพิจารณากิจการที่เข้าไปลงทุนในพื้นที่ เช่น การผลิตข้าวแปลงใหญ่เชิงอุตสาหกรรม โรงสีไฮเทค อุตสาหกรรมและนวัตกรรมการแปรรูปข้าว และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับข้าว เช่น โรงงานผลิตเครื่องจักรกลการเกษตร อุตสาหกรรมผลิตปุ๋ย ปัจจัยการผลิต ฯลฯ โดยให้อุตสาหกรรมเหล่านี้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเทียบเท่าการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ

อย่างไรก็ดี หากจะปฏิรูปชาวนาและคุณภาพชีวิตที่ดีจะต้องขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นเกษตรกรรมที่ใช้นวัตกรรมให้เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมตลอดห่วงโซ่คุณค่าข้าว ด้วยการพัฒนาให้เกิดเป็นเมืองข้าวนำร่องของประเทศ และนำผลที่ได้ทั้งความสัมฤทธิผลหรือความล้มเหลวไปสังเคราะห์ต่อยอดปรับปรุงเพื่อนำไปใช้พัฒนาในพื้นที่อื่นของประเทศ เพื่อให้เป็นการปฏิรูปข้าวทั้งโครงสร้างและยกระดับรายได้คุณภาพชีวิต และปัญหาความเหลื่อมล้ำของเกษตรกรชาวนาได้อย่างมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

ข้อจำกัดของการศึกษา รายงานการศึกษานี้เป็นการศึกษาเฉพาะเมืองข้าวนำร่อง ไม่ใช่ศึกษาข้าวทั้งระบบ เป็นการศึกษาด้วยข้อมูลทุติยภูมิและการได้ข้อมูลจากหน่วยงานของภาครัฐและเอกชน ซึ่งแต่ละหน่วยงานให้ข้อมูลเป็นส่วนๆ ทำให้ยากต่อการเชื่อมโยง อีกทั้งด้วยข้อจำกัดทั้งเรื่องของเวลา และด้านเทคนิค ทำให้ไม่สามารถสอบถามข้อมูลที่ต้องการได้จากหน่วยงานซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ รวมถึงเรื่องที่ศึกษา เป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่ ทำให้การเข้าถึงข้อมูลค่อนข้างจำกัด”

……………………………….

ทั้งหมดนี้คือบทสรุปผลศึกษาของสปท.ที่กำลังถูกนำไปผลักดันเป็นรูปธรรม ซึ่งก็ต้องตามดูต่อไปว่าจะประสบผลสำเร็จเพียงใด แต่ก็ต้องให้กำลังใจเพื่อเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาข้าวอย่างยั่งยืนและเพื่อเกษตรกรชาวนาของไทยเรา

สาโรช บุญแสง

เกษตรฯจับมือม.เชียงใหม่-สงขลา ยกมาตรฐาน‘วิสาหกิจชุมชน’ใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282660

x

เกษตรฯจับมือม.เชียงใหม่-สงขลา ยกมาตรฐาน‘วิสาหกิจชุมชน’ใต้

วันพุธ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กล่าวว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา ร่วมกับ ศูนย์นวัตกรรมอาหารและบรรจุภัณฑ์ (FIN) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี ร่วมเป็นคณะทำงานดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพและยกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้า OTOP เกษตรแปรรูปสู่สากล เพื่อพัฒนาทักษะการบริหารจัดการการผลิต การตลาด กระบวนการผลิตและรูปแบบผลิตภัณฑ์แก่วิสาหกิจชุมชนที่ประกอบกิจการแปรรูปสินค้าเกษตรได้รับมาตรฐานสินค้า OTOP ซึ่งจะช่วยส่งเสริมผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปสู่ระดับสากลได้มากขึ้น ช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่าย นำไปสู่การเพิ่มรายได้และส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมสร้างผลิตภัณฑ์ ที่มีความเป็นอัตลักษณ์ตามวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยมีวิสาหกิจชุมชนและผลิตภัณฑ์ที่เข้าร่วมโครงการจาก 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง จังหวัดละ 1 แห่ง ยกเว้น จังหวัดสตูล มี 2 แห่ง รวมจำนวน 8 แห่ง เป็นกลุ่มนำร่อง

นายไพศาลกล่าวอีกว่า การพัฒนาศักยภาพและยกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้าของทุกวิสาหกิจชุมชน ถือเป็นการยกระดับสินค้าให้มีคุณภาพมีจุดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของตนเองที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่น สามารถจำหน่ายในตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับตัวสินค้า ทำให้เกษตรกรหรือองค์กรเกษตรกรผู้ผลิตสินค้า มีรายได้จากการขายสินค้าเพิ่ม
มากขึ้น

พด.จัดประชุมวิชาการกรมพัฒนาที่ดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282661

x

พด.จัดประชุมวิชาการกรมพัฒนาที่ดิน

วันพุธ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานที่ดำเนินการวิจัยด้านการจัดการทรัพยากรดินและที่ดิน โดยในแต่ละปีมีการดำเนินงานวิจัยสาขาต่างๆ อาทิ ด้านอนุรักษ์ดินและน้ำ ปรับปรุงบำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ ปรับปรุงดินเสื่อมโทรม ดินเปรี้ยว ดินอินทรีย์ ดินเค็ม สำรวจ วิเคราะห์ วางแผนการใช้ที่ดิน เทคโนโลยีสารสนเทศ และเทคโนโลยีชีวภาพทางดิน เพื่อลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

กรมพัฒนาที่ดิน จึงจัดการประชุมวิชาการกรมพัฒนาที่ดินปี 2560 เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิชาการได้นำเสนอผลงานวิชาการในสาขาต่างๆ แลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นและประสบการณ์ ระหว่างนักวิชาการ ผู้ปฏิบัติงานในภาคสนามและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการดำเนินงานทางวิชาการร่วมกันรวมทั้งนำความรู้ที่ได้รับจากการประชุมไปประยุกต์ใช้ เพื่อแก้ไขปัญหาและจัดการทรัพยากรดินและที่ดินในพื้นที่ของเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป

สำหรับกิจกรรมที่สำคัญในการประชุม อาทิ การบรรยายพิเศษเรื่องการจัดทำแผนที่คาร์บอนในดินของประเทศไทย, การเสวนาทางวิชาการ ตลอดจนนำเสนอผลงานวิชาการตามสาขาวิชาการภาคบรรยาย และภาคนิทรรศการ เพื่อเป็นการพัฒนาสร้างเครือข่าย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์องค์ความรู้ด้านการจัดการทรัพยากรดินและที่ดิน โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น 850 คน ซึ่งการประชุมในครั้งนี้ จะทำให้นักวิชาการ และผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ได้รับทราบนโยบายการดำเนินงานวิชาการกรมพัฒนาที่ดิน รวมทั้งได้รับองค์ความรู้ทางวิชาการ สามารถพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้นำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน ตลอดจนสามารถนำเทคโนโลยีและผลสำเร็จ มาประยุกต์ใช้ในการจัดการทรัพยากรและถ่ายทอดสู่เกษตรกรนำไปใช้ในการปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

รายงานพิเศษ : เกษตรเขต5สงขลาใช้ศพก.และเครือข่าย ขับเคลื่อนโครงการ9101ตามรอยเท้าพ่อฯภาคใต้ตอนล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282446

รายงานพิเศษ : เกษตรเขต5สงขลาใช้ศพก.และเครือข่าย ขับเคลื่อนโครงการ9101ตามรอยเท้าพ่อฯภาคใต้ตอนล่าง

รายงานพิเศษ : เกษตรเขต5สงขลาใช้ศพก.และเครือข่าย ขับเคลื่อนโครงการ9101ตามรอยเท้าพ่อฯภาคใต้ตอนล่าง

วันอังคาร ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตามที่พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีนโยบายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดทำโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและชุมชน ด้วยการน้อมนำหลักการทฤษฎีและแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ได้พระราชทานไว้ ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เน้นการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรในชุมชน โดยใช้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเครือข่าย เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาภาคการเกษตรของชุมชนมีส่วนร่วมแบบประชารัฐอย่างยั่งยืน ด้วยการสนับสนุนเงินลงทุนเริ่มต้นให้กับเกษตรกรในชุมชน 9,101 แห่งๆละ 2.5 ล้านบาท รวม 22,752.5 ล้านบาท โดยคาดการณ์จะมีเกษตรกรได้รับประโยชน์ 4 ล้านคน จากจำนวนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร ประมาณ 5-6 ล้านคน ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติโครงการ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 แล้วนั้น ท่านพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เน้นย้ำในที่ประชุมผู้บริหารทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2560 เรื่องการซักซ้อม ทบทวนแนวทางการปฏิบัติงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ ใช้งบกลาง ทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณข้ามปีไม่ได้จึงต้องเร่งรัดการดำเนินงาน โครงการนี้ได้เตรียมการไว้มาเป็นระยะหนึ่งแล้ว จึงเริ่มปฏิบัติได้ทันทีเมื่อ ครม.มีมติอนุมัติ หากโครงการนี้สำเร็จจะทำให้เกษตรกรได้เห็นภาพการทำงานในรูปแบบที่ก่อให้เกิดความยั่งยืน เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ต่อเนื่องได้ เน้นความถูกต้อง โปร่งใสในการทำงานเป็นสำคัญ และต้องกระจายอย่างทั่วถึงให้เกษตรกรได้รับประโยชน์ต่อไปด้วย

ทั้งนี้ นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้นำนโยบายดังกล่าวไปขับเคลื่อนให้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนขึ้น และแต่งตั้งคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ช่วยเหลือ และสนับสนุนการดำเนินงานโครงการ ตามพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร ทั้งระดับประเทศและระดับเขต โดยระดับประเทศมี 4 คณะ แต่ละคณะมีรองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบพื้นที่สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เป็นประธาน ส่วนระดับเขตมีผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เป็นประธาน

นายรัตนะ สวามีชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ประธานคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ช่วยเหลือ และสนับสนุนการดำเนินงานโครงการ พื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา ได้ลงพื้นที่จังหวัดตรัง สงขลา ยะลา เพื่อตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร ที่ดำเนินงานโครงการ และได้ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงระหว่างสำนักงานเกษตรจังหวัดสงขลากับคณะกรรมการบริหารโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ระดับชุมชน ของจังหวัดสงขลา ในวันที่ 13 กรกฎาคม 2560 ณ สำนักงานเกษตรจังหวัดสงขลา และพิธีการทำสัญญายืมเงินระหว่างคณะกรรมการชุมชนกับกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับอนุมัติให้จัดทำโครงการของอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2560 ณ สำนักงานเกษตรอำเภอเบตง จังหวัดยะลา

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กล่าวว่า ผลการขับเคลื่อนความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ว่า มีชุมชนทั้งสิ้น 706 ชุมชน เสนอโครงการ จำนวน 3,008 โครงการ งบประมาณจำนวน 1,741,524,160 บาทผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการ อำเภอ จำนวน 2,975 โครงการ งบประมาณ 1,733,892,079 บาท ซึ่งสำนักงานเกษตรจังหวัดได้รวบรวมส่งสำนักจัดทำงบประมาณเขตพื้นที่ (CBO) เพื่อเสนอขอความเห็นชอบแผนปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ โดยได้รับความเห็นชอบ จำนวน 2,975 โครงการ งบประมาณ 1,733,870,869 บาท ประกอบด้วย ด้านการผลิตพืชและพันธุ์พืช จำนวน 610 โครงการ งบประมาณ 298,660,057 บาท ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ จำนวน 633 โครงการ งบประมาณ 492,178,325 บาท ด้านการจัดการศัตรูพืช จำนวน 15 โครงการ งบประมาณ 3,856,671 บาท ด้านฟาร์มชุมชน จำนวน 139 โครงการงบประมาณ 115,055,682 บาท ด้านการผลิตอาหาร การแปรรูปผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร จำนวน 270 โครงการงบประมาณ 87,175,771 บาท ด้านปศุสัตว์ จำนวน 867 โครงการ งบประมาณ 482,477,742 ด้านประมง จำนวน 428 โครงการ งบประมาณ 241,808,599 บาท และด้านการปรับปรุงบำรุงดิน จำนวน 13 โครงการ งบประมาณ 12,658,022 บาท

นายไพศาลยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าขณะนี้สำนักงานเกษตรจังหวัดทุกจังหวัดในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ได้โอนเงินให้กับคณะกรรมการ ชุมชนแล้วทั้ง 706 ชุมชน จำนวน 2,975 โครงการ งบประมาณ 1,733,870,869 บาท แยกเป็นจังหวัดตรัง 109 ชุมชน 552 โครงการ งบประมาณ 261,965,801 บาท จังหวัดพัทลุง 81 ชุมชน 650 โครงการ งบประมาณ 191,410,900 บาท จังหวัดสงขลา 159 ชุมชน 555 โครงการ งบประมาณ 394,162,692 บาท จังหวัดสตูล 45 ชุมชน 252 โครงการงบประมาณ 106,659,576 บาท จังหวัดปัตตานี 144 ชุมชน 387 โครงการ งบประมาณ 359,977,400 บาท จังหวัดยะลา 72 ชุมชน 366 โครงการ งบประมาณ 179,718,300 บาท และจังหวัดนราธิวาส 96 ชุมชน 213 โครงการ งบประมาณ 239,976,200 บาท

ผลสำเร็จของการดำเนินงานโครงการนี้ คือชุมชนที่เข้าร่วมโครงการมีความเข้มแข็ง เกิดการเรียนรู้ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ตามแนวทางพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ และยุทธศาสตร์ชาติ20 ปี ของรัฐบาล เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ และก่อให้กระแสเงินหมุนเวียนในชุมชน และชุมชน 706 ชุมชน (ศพก. และเครือข่าย) ของภาคใต้ตอนล่าง มีการบริหารจัดการด้านการเกษตรตรงตามความต้องการของชุมชน

โชว์เทรนด์อาหารอนาคต‘Novel Food’ จัดเต็มงาน‘เกษตรไทยก้าวหน้าภายใต้ร่มพระบารมี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282444

x

โชว์เทรนด์อาหารอนาคต‘Novel Food’ จัดเต็มงาน‘เกษตรไทยก้าวหน้าภายใต้ร่มพระบารมี’

วันอังคาร ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม อย่างภาวะโลกร้อนและมลพิษต่างๆ ที่กำลังส่งผลให้จำนวนอาหารที่ผลิตได้จากทั่วโลกมีปริมาณที่ลดลง ทำให้หลายหน่วยงานพยายาม หาทางแก้ไขดังกล่าว เช่น การพัฒนาพันธุ์พืชและสัตว์ที่ทนทานต่อสภาวะแห้งแล้ง การใช้เทคโนโลยีการเกษตรที่ช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติลง หรือแม้กระทั่งการศึกษาหาวิธีการนำสิ่งของเสียกลับมาใช้ใหม่ ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ยุค 4.0 มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม โดยเน้นการผลิตสินค้าที่มีอยู่ทั่วไปให้มีความแตกต่างในเชิงนวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่มีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหาร จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะต้องเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการผลิตอาหารประเภท (Novel Food) ให้มีจำนวนมากยิ่งขึ้น เพื่อพัฒนาภาคการผลิตสินค้าเกษตรให้สามารถตอบสนองกับยุคสมัยปัจจุบันและอนาคตได้

สำหรับตัวอย่างที่ชัดเจนในเรื่องการผลิตอาหาร (Novel Food) คือ แมลง ที่กลายเป็นแหล่งอาหารใหม่ เมื่อนักวิทยาศาสตร์พบว่าแมลงมีประโยชน์หลายด้าน เช่น มีโปรตีนสูง โปรตีนที่ได้จากแมลงใกล้เคียงกับโปรตีนที่ได้จากไข่ไก่ 1 ฟอง หรือหมูบด เนื้อไก่ 100 กรัม เมื่อเปรียบเทียบกับการผลิตเนื้อวัวนอกจากนั้นยังใช้น้ำน้อยกว่าปริมาณน้ำที่ต้องการใช้ในฟาร์มเลี้ยงวัวอีกด้วย แมลงมีสารอาหารที่ช่วยลดคอเลสเตอรอล และต่อต้านการติดเชื้อจากยีสต์ในระบบทางเดินอาหาร ดังนั้นธุรกิจการเลี้ยงแมลงเป็นอาหาร จึงถือเป็น (Novel Food) ที่ประเทศไทยทำได้ไม่แพ้การใช้เทคโนโลยีอันทันสมัยจากต่างประเทศ และที่สำคัญก่อให้เกิดความมั่นคงทางด้านอุตสาหกรรมได้อีกด้วย

สำหรับประชาชนทั่วไปที่ต้องการเข้าชมและสัมผัสกับแนวทางการผลิตอาหารใหม่ หรือ (Novel Food) สามารถเข้าชมได้ที่ในงาน “เกษตรไทยก้าวหน้า ภายใต้ร่มพระบารมี” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-20 สิงหาคม 2560 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ เพื่อเทิด
พระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร ที่ทรงสืบสานแนวพระราชดำริด้านการเกษตรจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ซึ่งภายในงานจะได้พบกับนิทรรศการและอาหารจริงจากแมลงที่ทานได้ (edible insects) เป็นความหวังแห่งอนาคตสำหรับความมั่นคงทางอาหารและอาหารสัตว์ เช่น จิ้งหรีดแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์และส่วนผสมได้หลากหลายและเพิ่มมูลค่าสินค้า จำพวก Snack Food ด้วยการปรุงเเต่งเป็นรสชาติต่างๆ อาทิ รสวาซาบิรสต้มยำ เป็นต้น รวมถึงจะพบกับผลิตภัณฑ์จากจิ้งหรีดชนิดโปรตีนผง นำไปแปรรูปเป็นเค้ก และคุกกี้ได้อีกด้วย

รักษ์เกษตร : วิธีการปลูกพืชอินทรีย์ ข้อควรปฏิบัติและข้อห้าม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282441

x

รักษ์เกษตร : วิธีการปลูกพืชอินทรีย์ ข้อควรปฏิบัติและข้อห้าม

วันอังคาร ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบความรู้ความเข้าใจเรื่องพืชอินทรีย์ มีวิธีการปฏิบัติอย่างไรบ้างครับ

อนุภาพ สองสามนาม

อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์

คำตอบ พืชอินทรีย์ หมายถึง พืช ผลผลิต และผลิตภัณฑ์จากพืช ที่ได้จากการผลิต โดยใช้วัสดุธรรมชาติ ไม่ใช่พืชที่มีการตัดต่อสารพันธุกรรม มีการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และไม่ก่อให้เกิดมลภาวะแก่สิ่งแวดล้อม

การเลือกพื้นที่ปลูก

– พื้นที่ ต้องเป็นพื้นที่ ที่ไม่เคยปลูกพืชที่ใช้สารเคมีมาก่อน หากเป็นพื้นที่เคยปลูกพืช โดยใช้สารเคมี ใช้ระยะเวลาปรับเปลี่ยนไม่น้อยกว่า 1 ปี สำหรับพืชล้มลุก และ3 ปี สำหรับไม้ยืนต้น ให้ห่างจากถนน โรงงานอุตสาหกรรม โรงพยาบาล และที่ทิ้งขยะ มีแหล่งน้ำที่จะต้องเป็นน้ำสะอาด ไม่มีสารเคมีเจือปน

– ดิน ต้องมีความอุดมสมบูรณ์สูง ถึงปานกลาง ถ้าสภาพที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ควรปรับปรุงดินด้วยวัสดุธรรมชาติ

การวางแผนการจัดการ หลักการสำคัญคือ ต้องวางแนวป้องกันสารปนเปื้อน ที่ปะปนมาทางดิน น้ำ และอากาศ โดยใช้วิธีปลูกพืชเป็นแนวกันชน เช่น ไผ่ กล้วย ไม้ยืนต้นต่างๆ เพื่อป้องกันการปนเปื้อน ให้ทำคันดินล้อมรอบ และยกแปลงปลูกให้สูง เพื่อป้องกันการปนเปื้อนที่มาทางน้ำ วางระบบการใช้ การเก็บรักษาเครื่องมืออุปกรณ์ และการขนส่งให้ถูกต้องด้วย

การจัดการดิน ต้องปรับปรุงบำรุงดิน โดยปลูกพืชหมุนเวียน ไม่เผาตอซัง ทำระบบเกษตรผสมผสาน ใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด และพืชตระกูลถั่ว ให้ใช้น้ำหมักชีวภาพ ที่ไม่มีการปนเปื้อนของสารต้องห้าม เช่น น้ำหมักที่ได้จากหมักปลา หอยเชอรี่ ปุ๋ยชีวภาพที่ผ่านการรับรอง ไม่ให้ใช้ปุ๋ยเคมีโดยเด็ดขาด

การเลือกพันธุ์ ต้องเลือกพันธุ์พืชให้เหมาะสมกับสภาพดิน สภาพอากาศ มีความต้านทานต่อโรค และแมลงศัตรูพืช โดยไม่ใช้พันธุ์ที่ได้จากการตัดต่อพันธุกรรม หรือผ่านการอาบรังสี และเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ควรมาจากระบบการผลิตแบบอินทรีย์เท่านั้น

การจัดการศัตรูพืช ให้ใช้พันธุ์พืชที่มีความต้านทานต่อโรคสูง มีการปลูกพืชหมุนเวียน เพื่อตัดวงจรชีวิตของศัตรูพืช จัดระบบแบบเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ โดยทำระบบฟาร์มแบบผสมผสาน ไร่นาสวนผสมเพื่อให้เกิดระบบการรักษาความสมดุลทางธรรมชาติ เช่น ตัวห้ำ ตัวเบียน หรือใช้วิธีกล เช่นไฟล่อ และกับดักกาวเหนียว หรือปลูกพืชไล่แมลงเช่น ตะไคร้หอม ดาวเรือง หรือใช้สารสกัดจากสมุนไพร เช่น สะเดา ข่า ตะไคร้ แทนสารเคมี

สารและวัสดุ ที่ได้อนุญาตให้ใช้ในการผลิตพืชอินทรีย์ ได้แก่

-ปุ๋ยอินทรีย์ ที่ผลิตจากวัสดุในฟาร์ม เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด เศษวัสดุเหลือใช้ในฟาร์ม และปุ๋ยคอก อาหารที่ใช้เลี้ยง ต้องไม่เป็นพืชที่ได้จากการตัดต่อพันธุกรรม ไม่มีการใช้สารเร่งการเจริญเติบโต ถ้าเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตจากวัสดุนอกฟาร์ม ต้องผ่านการรับรองอย่างเป็นทางการ และปุ๋ยชีวภาพ ที่ผ่านการรับรอง

-ขุยอินทรีย์ สิ่งขับถ่ายจากไส้เดือนดินและแมลง ดินพรุ ที่ไม่ได้เติมสารสังเคราะห์ และดินอินทรีย์ ที่ได้รับรองอย่างเป็นทางการ

-หิน และแร่ธรรมชาติ เช่น หินบด หินฟอสเฟต หินปูนบด ยิบซั่ม หินโพแทส แมกนีเซียมซัลเฟต แร่เฟลด์ แร่ดินเหนียว แร่เพอร์ไลท์ และแคลเซียมซิลิเกต

-สารอนินทรีย์ เช่น แคลเซียมจากสาหร่าย เปลือกหอย เปลือกไข่บด กระดูกป่นและเลือดแห้ง เกลือสินเธาว์ กำมะถัน โบแรกซ์และธาตุอาหารเสริมที่ผ่านการรับรอง

-สารใช้ควบคุมโรค ได้แก่ กำมะถัน พืชสมุนไพร และสารสกัดจากสมุนไพร ส่วนสารควบคุมแมลง ได้แก่ พืช หรือสารสกัดจากพืชสมุนไพร สารสกัดสะเดา สารโรตีโนน สารไพเรทริน จากธรรมชาติ จุลินทรีย์ปฏิปักษ์ เช่น ตัวห้ำ ตัวเบียน น้ำสบู่ สารทำหมันแมลง กับดักกาวเหนียว และกับดักแสงไฟ

สารและวัสดุที่ไม่อนุญาตให้ใช้ในการผลิตพืชอินทรีย์ ได้แก่ กากตะกอนโสโครก ปุ๋ยแร่ธาตุ สารพ่นใบ สารปรับปรุงบำรุงดิน หรือสารเร่งการเจริญเติบโตปุ๋ยเทศบาล หรือปุ๋ยหมักจากขยะในเมืองพวกจุลินทรีย์ต่างๆ และผลผลิตจากจุลินทรีย์ ซึ่งมีการเปลี่ยนพันธุกรรม โดยวิธีการตัดต่อพันธุกรรม เหล่านี้ ห้ามใช้โดยเด็ดขาด

นาย รัตวิ