เกษตรบูรณาการ : หาม้าออกศึก ให้เข้าตา…..ยามเข้าตาจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/283491

251598

เกษตรบูรณาการ : หาม้าออกศึก ให้เข้าตา…..ยามเข้าตาจน

วันจันทร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

งวดเข้ามาทุกที ในเรื่องของการประเมินผลงานของรัฐบาลว่า กระทรวงไหนเข้าตา กระทรวงไหนไม่เข้าใจ ทำให้ผลงานไม่มีการขับเคลื่อนสู่สายตาประชาชน จนเป็นเหตุให้ เกิดปัญหาต่อการพัฒนาประเทศชาติ มามองกันให้เด่นชัดกันไป ในส่วนงานของกระทรวงเกษตรฯ มาถึงวันนี้ที่มีรมว. ที่ชื่อ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ  และมีอีกรัฐมนตรีช่วยที่ มีนามกล่าวขานว่า  “ชุติมา บุณยประภัศร” ถึงวันนี้สังคม แทบไม่รู้จักชื่อ  จนเป็นต้นเหตุของผลการสำรวจบางสำนัก มีการสุ่มถามตัวอย่างผลงานของรัฐมนตรี ยุคนี้ว่ากระทรวงไหน ควรจะถูกโยกย้าย

และก็เป็นไปตามคาดหมาย กระทรวงที่นำโด่งมากกว่ากระทรวงอื่นนั้นคือ กระทรวงเกษตรฯ ที่มีหัวเรือใหญ่ คือ ท่านรัฐมนตรี “ฉัตรชัย” นั้นเองงานนี้ก็ตามเดิม ตามความคาดหมาย คนที่เต้นมากที่สุดเห็นจะไม่พ้นปลัดกระทรวงเกษตรฯ ที่ออกมาตอบโต้โพลล์ที่สำรวจความคิดเห็น นั้นคือ ท่านปลัดกระทรวงเกษตรฯ อย่างท่านปลัดฝน  “ธีรภัทร ประยูรสิทธิ” เพราะท่านคิดของท่านเสมอว่าตลอดระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา ฉันมุ่งสร้างสรรค์ฉันหวังพัฒนาภาคการเกษตร และสิ่งที่ฉันทำฉันทำมากมาย และจะให้เห็นทันตา ไม่มีทางต้องค่อยเป็นค่อยไป สังคมต้องเข้าใจ สื่อต้องเข้าใจท่านปลัด “ฝน” ให้มากกว่าที่เป็นอยู่

งานนี้ต้องบอกว่า ที่ผ่านมาท่านปลัดกระทรวงเกษตรฯ คนนี้ตั้งใจจริงแค่ไหน ปฏิเสธไม่ได้ว่าท่านอาจอยากเห็นภาคการเกษตรของไทยพัฒนาไปได้ด้วยดี แต่การคิดว่า อย่างเดียว คงไม่มีวันพัฒนาไปได้ เพราะต้องยอมรับว่า การที่ท่านก้าวเข้ามาอยู่ในกระทรวงเกษตรฯ แบบหัวเดียวกระเทียมลีบไม่สนใจใคร ก็อย่าหวังจะทำงานเดินหน้าไปได้ เพราะคนกระทรวงเกษตรฯ ระดับบิ๊กหลายคนก้มหน้าไม่ได้ และพร้อมที่จะเป็นหอกทิ่มแทงได้ตลอดเวลา ต้องบอกว่าแต่ละคน เขี้ยวลากดินโดนสวนเอาง่ายๆหากไม่แน่จริง แม้จะใหญ่แค่ไหนก็มีสิทธิ์ล้มกลางแดดได้ หากเสาค้ำไม่ดีพอ และทีมงานไม่เข้มแข็งพอ นั้นคือจุดเสียของท่านปลัด “ฝน” ว่ากันง่ายๆ ว่ากันว่าบางทีมีอธิบดีบางคนมาขอพบท่านปลัด ทีมงานหน้าห้องยังถามหน้าตาเฉยว่าท่านเป็นใคร  เรื่องแค่นี้ทีมงานท่านยังไม่รู้ว่าใครเป็นใครก็อย่าหวังจะได้ใจคนกระทรวง ให้เดินหน้าต่อได้ สุดท้ายผลงานไม่มีก็ต้องเดินจากไป เพื่อให้คนใหม่มาสานต่อ

มาวันนี้ ต้องลุ้นกันต่อไปว่าใคร จะเข้าตากรรมการอย่างนายกรัฐมนตรี เพราะแว่วกันว่าที่ผ่านมา ท่านรัฐมนตรี กระทรวงเกษตรฯ ส่งรายชื่อไป แต่มันดันไม่เข้าตากรรมการ ว่ากันว่า คนที่ถูกเสนอชื่อไปยังเลือดสาดซิบ ส่วนจะอย่างไรลองลุ้นกันสักตั้งเพราะมีคนเล่าให้ฟังว่าสัปดาห์นี้  มีตัวเลือกตั้ง 3 คน ให้ท่านนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เลือก คนแรกคือจอมยุทธ์ แห่งการเอาใจ ที่อดีตเคยเป็นดาวตลกของมหา’ลัยแห่งหนึ่งย่านบางเขน  ส่วนคนที่สอง เป็นอดีตนักเรียนนอกที่รูปหล่อพ่อรวย  ส่วนคนที่สาม เป็นคนที่เคย เจ็บเพราะนาย และลูกน้อง แต่ก็เข้าใจงานเกษตรฯเชื่อมได้ทั้งสายเก่าและสายใหม่ ส่วนท่านนายกฯ จะเลือกม้างานตัวไหน คงต้องรอลุ้นกัน และต้องบอกว่าการเลือกม้าศึกครั้งนี้ วัดทั้งใจวัดทั้งกึ๋นของ คนตั้ง…จบป๊ะ….

ราชดำเนิน 

กยท.เร่งช่วยเหลือ’ชาวสวนยาง’ หลังถูกโกงเสียหายกว่า50ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/283166

กยท.เร่งช่วยเหลือ'ชาวสวนยาง' หลังถูกโกงเสียหายกว่า50ล้าน

กยท.เร่งช่วยเหลือ’ชาวสวนยาง’ หลังถูกโกงเสียหายกว่า50ล้าน

วันศุกร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 14.17 น.

28 ก.ค.60 ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. เปิดเผยว่า กรณีที่มีสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางได้รวบรวบผลผลิตเพื่อจำหน่ายให้กับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง แต่ไม่ได้รับเงิน เป็นมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท จากการเปิดจุดรวบรวมยางที่ “ลานคนเกษตร” ต.ส้มป่อย อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ ล่าสุด กยท .ได้เตรียม ให้ความช่วยเหลือสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการดังกล่าวแล้ว โดยให้ตัวแทนกลุ่มสถาบันเกษตรกร ผู้ได้รับความเสียเข้าไปแจ้งและประสานงานได้ที่ กยท. เพื่อเป็นข้อมูล และ กยท.จะเร่งหาแนวทางช่วยเหลือ ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหาต่อไป

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า มีหลายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางจากทั่วประเทศนำผลผลิตมาขาย เนื่องจาก การเสนอราคารับซื้อยางสูงกว่าท้องตลาด และเบื้องต้นก็ ได้มีการแจ้งความ ณ สภ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์และถือว่า สร้างความเสียหายให้กับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางอย่างมาก โดยหากตัวแทนกลุ่มสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับความเสียในกรณีนี้ ที่ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ก็ สามารถเข้าไปแจ้งและประสานงานได้ที่ กยท. เพื่อเป็นข้อมูล ข้อเท็จจริง และ กยท.จะเร่งหาแนวทางช่วยเหลือ ให้เร็วที่สุด

ระดมสินค้าคุณภาพทั่วปท.เข้ากรุง จัดงาน‘เกษตรก้าวหน้า’สวนลุมฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/283040

x

ระดมสินค้าคุณภาพทั่วปท.เข้ากรุง จัดงาน‘เกษตรก้าวหน้า’สวนลุมฯ

วันศุกร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯได้จัดงาน “เกษตรไทยก้าวหน้า ภายใต้ร่มพระบารมี” ในระหว่างวันที่ 16-20 สิงหาคม ที่ สวนลุมพินี กทม. โดยจะมีเกษตรกรนำสินค้าดี มีคุณภาพ เกรดพรีเมียมมาจำหน่ายในราคายุติธรรมรวมกว่า 200 บูธ คาดว่าการจัดงานครั้งนี้จะได้รับเสียงตอบรับจากคนเมืองเป็นอย่างดีตลอดทั้ง 5 วัน โดยทุกวันจะมีการจัดกิจกรรมพิเศษบนเวทีกลางภายในงานเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ต่างๆ ทางด้านวิชาการและกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย โดยประชาชนสามารถเข้าชมงานฟรี และเลือกซื้อสินค้าเกษตรดีมีคุณภาพจากมือเกษตรกรตัวจริง

ด้าน นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่าภายในงานนอกจากจะมีการขายสินค้าจากเกษตรกรคุณภาพ อาทิ จำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ รวบรวมและจัดช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ ผัก ผลไม้ อินทรีย์ อาหารทะเลไร้สารพิษ เช่น สตรอเบอรี่ ฝรั่งกิมจู แตงโม มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ไข่ไก่นมแพะ เนื้อสัตว์อินทรีย์ไขมันต่ำ โปรตีนสูง ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากนมแพะ ทำจากน้ำนมแพะที่เลี้ยงด้วยความใส่ใจ กินอาหารที่ดี ทำให้น้ำนมที่มีคุณภาพ นำมาแปรรูปเป็นสบู่และครีมนมแพะ ผสมผสานกับ“น้ำมันฮับบะตุสเซาดะห์” จากประเทศซาอุดีอาระเบีย มีสรรพคุณต่อต้านอนุมูลอิสระต่อต้านริ้วรอย เสริมสร้างภูมิต้านทานโรค ทำให้ได้ครีมนมแพะที่มีกลิ่นหอมติดทนนาน และทำให้ผิวเนียมนุ่ม น่าสัมผัส

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมกิจกรรมพิเศษ สาธิตการประกอบอาหาร เช่น การทำวุ้นสับปะรด น้ำเยลลี่มะม่วง การทำซอสมะม่วง การทำข้าวเกรียบมะม่วง จากกรมวิชาการเกษตร สาธิตการทำสบู่โปรตีนไหม จากกรมหม่อนไหมการทำไอศกรีมข้าวกล้อง จากกรมการข้าว สาธิตการปรุงอาหารฯ เป็ดอี้เหลียง และหมูจินหัวจากกรมปศุสัตว์ และ การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผึ้ง ทำลิปบาล์ม การขยายพันธุ์พืชด้วยวิธีต่างๆ จากกรมส่งเสริมการเกษตร การอบรมและสาธิตการทำ “ดอกดารารัตน์” ดอกไม้จันทน์จากกระดาษฟางข้าว และยังมีสินค้าอื่นๆ จากมือเกษตรกรมากมายมาให้เลือกซื้อโดยตรง มีผลผลิตดีๆ นวัตกรรมที่ทันสมัย มีการแสดงจากศิลปินชั้นนำ ของประเทศ อาทิ วงโปเตโต้ วงค็อกเทล ป้าง นครินทร์ รวมทั้งภายในงานยังมีโซนฟู้ดคอร์ดจากอาหารจานโปรดที่ปรุงสดใหม่ทุกวันให้ประชาชนได้เลือกชิม

รายงานพิเศษ : ‘กลุ่มแพปลาชุมชน’เมืองเพชรบุรี วิสาหกิจชุมชนดีเด่นของภาคตะวันตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/283042

รายงานพิเศษ : ‘กลุ่มแพปลาชุมชน’เมืองเพชรบุรี วิสาหกิจชุมชนดีเด่นของภาคตะวันตก

รายงานพิเศษ : ‘กลุ่มแพปลาชุมชน’เมืองเพชรบุรี วิสาหกิจชุมชนดีเด่นของภาคตะวันตก

วันศุกร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

วิสาหกิจชุมชน เป็นรูปแบบของการรวมตัวของคนในชุมชน เพื่อร่วมกันดำเนินกิจการด้วยการผลิตสินค้าหรือให้บริการด้านต่างๆ เน้นการพึ่งพาซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้เกิดกับคนในชุมชนนั้นๆ เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจขั้นพื้นฐานที่สำคัญ

นางอ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี กล่าวว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี ดำเนินการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ที่รับผิดชอบ 8 จังหวัดภาคตะวันตก ได้แก่ กาญจนบุรี นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และสุพรรณบุรี โดยมุ่งให้ความรู้ สนับสนุนให้มีการร่วมมือของคนในชุมชน เพื่อนำวัตถุดิบ ทรัพยากร หรือภูมิปัญญาของชุมชนมาใช้ให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น

โดยแต่ละปีจะมีการประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับเขตขึ้น เพื่อคัดเลือกวิสาหกิจชุมชนที่มีการบริหารจัดการที่ดี มีแนวโน้มการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นตัวอย่างหรือต้นแบบแก่วิสาหกิจชุมชนอื่นในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งในปี 2560 วิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับเขตที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ
คือ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแพปลาชุมชน ต.แหลมผักเบี้ย อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 1 คือ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มสตรีทอผ้าเขาเต่า ต.หนองแก อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 คือ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มป่าชุมชนป่าชุมชนตำบลลุ่มสุ่มต.ลุ่มสุ่ม อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี

วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแพปลาชุมชน เกิดจากการรวมกลุ่มของคนในชุมชนตำบลแหลมผักเบี้ย ดำเนินกิจการแปรรูปและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ
เริ่มก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2551 โดยความโดดเด่นของวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ คือ มีการกำหนดกฎกติกาสำหรับสมาชิกเพื่อให้เกิดระเบียบในการปฏิบัติร่วมกัน โดยเฉพาะการทำประมงอย่างรับผิดชอบ และมุ่งเน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งมีแนวทางฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำที่ชัดเจน โดยคณะกรรมการและสมาชิกกลุ่ม จะมีการประชุมร่วมกัน เพื่อกำหนดกฎระเบียบกติกาในการปฏิบัติ และแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ เพื่อให้เกิดการจัดการที่ดีเพื่อนำไปสู่ความยั่นยืนในอาชีพ ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง มีการจัดการเงินทุนและจัดทำบัญชีอย่างเป็นระบบ โดยกระบวนการแบบมีส่วนร่วมและใช้หลักคุณธรรม สมาชิกทุกคนมีความพอใจ มีเป้าหมายส่งเสริมการทำประมงและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และสร้างความมั่นคงทางด้านอาชีพและรายได้แก่ชุมชน ผลิตสินค้าตรงตามความต้องการของลูกค้า สินค้ามีคุณภาพ มีการตรวจสอบควบคุมอย่างสม่ำเสมอ และมีฐานคิดในการกำหนดราคาอย่างมีเหตุผล มีการจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ จะมีการดำเนินกิจกรรมร่วมกันที่มีความหลากหลาย เชื่อมโยง เกื้อกูลกัน เพื่อลดความเสี่ยงในการประกอบกิจการ สามารถสร้างความพอใจและความสุขให้สมาชิก ทำให้สมาชิกมีความเชื่อมั่นในสถาบัน และสร้างความมั่นใจของสมาชิกในการดำเนินการร่วมกับกลุ่มต่อไป ซึ่งจะนำไปสู่ความมั่นคงเข้มแข็งของกลุ่ม สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถบริหารจัดการหนี้สินได้ มีเงินทุนสำรองสำหรับประกอบการได้อย่างต่อเนื่อง การรับสมาชิกเพิ่มขึ้น มีการเตรียมการเพื่อสืบทอดกิจการในอนาคต รวมทั้งมีการตั้งงบประมาณการใช้จ่ายไว้ 20% ต่อปี เพื่อดำเนินกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่างๆ เช่น การสร้างบ้านให้ปลาเป็นการอนุรักษ์ให้ปลาได้มีที่อาศัย การอนุรักษ์พันธุ์ปูม้า โดยให้สมาชิกวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแพปลาชุมชนนำปูไข่นอกกระดอง นำมาเลี้ยงในธนาคารปูม้าเพื่อการขยายพันธุ์ปูและปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ การใช้เครื่องมือประมงตามที่กฎหมายกำหนด

ผลที่เกิดขึ้นในชุมชนที่เห็นผลเป็นรูปธรรม ที่สะท้อนถึงความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแพปลาชุมชนแห่งนี้ ได้แก่ 1.ทรัพยากรสัตว์น้ำมีความสมบูรณ์ จากกิจกรรมสร้างบ้านปลา อนุรักษ์บ้านปู 2.คนในชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น จับสัตว์น้ำได้มากขึ้น และได้ขายสัตว์น้ำในราคาที่เป็นธรรม3.เกิดการจ้างงาน สร้างอาชีพในชุมชน จากการขยายผลการพัฒนาของวิสาหกิจชุมชนในด้านท่องเที่ยวเชิงเกษตร

นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของวิสาหกิจชุมชนที่ประสบผลสำเร็จ จากการร่วมแรงร่วมใจกันของคนในชุมชน นำไปสู่ชุมชนที่เข้มแข็งสร้างงานสร้างรายได้ เกิดความยั่งยืนในอาชีพ

เลาะรั้วเกษตร : วาระแห่งชาติ…เขตปลอดผักตบชวา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/283039

281225166

เลาะรั้วเกษตร : วาระแห่งชาติ…เขตปลอดผักตบชวา

วันศุกร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ข่าวในพระราชสำนักที่นำเสนออย่างต่อเนื่อง และเป็นข่าวที่สร้างความปลาบปลื้มให้พสกนิกรชาวไทยข่าวหนึ่ง คือข่าว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ร่วมกับหน่วยราชการ และประชาชนจิตอาสาในชุมชนต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร ทำความสะอาดขุดลอกคูคลองและท่อระบายน้ำ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากปัญหาน้ำท่วมขังเมื่อเวลาฝนตกอันแสดงให้เห็นถึงพระเมตตา และการเอาพระทัยใส่ในชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรโดยเฉพาะชาวชุมชนต่างๆในกรุงเทพมหานครนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

ในโอกาสอันเป็นมหามงคลวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ 28 กรกฎาคม ขอพระราชทานพระราชานุญาตถวายพระพรชัยมงคล ขอจงทรงพระเจริญ มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน เป็นมิ่งขวัญแก่ประชาชนชาวไทยตลอดไป

ดูจากข่าวจะเห็นว่าคลองต่างๆ ในกรุงเทพมหานครนอกจากจะมีขยะแล้ว ยังมีผักตบชวาด้วย บางคูคลองผักตบชวาขึ้นอย่างหนาแน่น จึงไม่แปลกใจเลยว่าฝนตกมาสักนิดสักหน่อย น้ำก็ท่วมขังแล้ว…

เมื่อเห็นผักตบชวา ก็ให้คิดถึงหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ให้ไปดำเนินการกำจัดผักตบชวามาหลายปีแล้ว แต่ผักตบชวาก็ยังไม่หมดเสียทีจนร่ำๆ จะถอดใจกับวาระแห่งชาติ “เขตปลอดผักตบชวา” เสียแล้ว พร้อมกับรู้สึกเสียดายที่รัฐบาลต้องใช้งบประมาณในการกำจัดผักตบชวาไปแล้วหลายพันล้านบาท……

ได้มีการแบ่งพื้นที่รับผิดชอบในการกำจัดผักตบชวาในแหล่งน้ำหลักให้กับ 4 หน่วยงาน หน่วยงานแรกคือ กรมชลประทาน รับผิดชอบ แม่น้ำท่าจีนบางส่วน แม่น้ำน้อย แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำนครนายก รวมถึงคูคลอง ที่ขึ้นทะเบียนเป็นของกรมชลประทานทุกแห่ง กรมเจ้าท่า รับผิดชอบ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำลพบุรี และคลชองที่เชื่อมกับแม่น้ำน้อย และแม่น้ำป่าสักบางส่วน

กรมโยธาธิการและผังเมือง รับผิดชอบแม่น้ำแม่กลอง จากเขื่อนแม่กลองถึงอ่าวไทย และแม่น้ำท่าจีนจากประตูน้ำโพธิ์พระยา จังหวัดสุพรรณบุรี ถึงอ่าวไทยกรุงเทพมหานคร รับผิดชอบแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนที่ไหลผ่านกรุงเทพมหานคร ระยะทางประมาณ 33 กิโลเมตรและคลองสาขาต่าง ๆ ในพื้นที่ที่กรุงเทพมหานครดูแล

เมื่อเร็วๆ นี้ เห็นเป็นข่าวสั้นๆ ทางโทรทัศน์ว่ากรมโยธาธิการและผังเมือง ดำเนินการกำจัดผักตบชวาในรูปแบบ “ประชารัฐ” ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 -จนถึงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สามารถกำจัดผักตบชวาได้มากกว่า 11 ล้านตัน วิธีการหนึ่งที่กรมโยธาธิการฯใช้ในการกำจัดคือ สร้างสถานีทุ่นลอยดักเก็บผักตบชวาไม่ให้ไหลกระจายเป็นวงกว้าง เพื่อสะดวกในการเก็บขึ้นมาทิ้ง ทั้งนี้ ได้สร้างสถานีทุ่นลอยไปแล้ว 4 แห่ง ที่แม่น้ำแม่กลอง 1 แห่ง และ แม่น้ำท่าจีน 3 แห่ง พร้อมกับจัดหาสถานที่ทิ้งผักตบชวาที่เหมาะสมที่จังหวัดปทุมธานี พื้นที่ 200 ไร่ด้วย

สำหรับกรมชลประทาน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร เป็นหน่วยงานที่ดูแลเขื่อนสำคัญ ๆ หลายเขื่อน ย่อมต้องเดือดร้อนถ้าผักตบชวาลอยหนาแน่นขวางทางน้ำ ทำให้การบริหารจัดการน้ำล้มเหลว ดังนั้น งานสำคัญของกรมชลประทานนอกจากบริหารจัดการน้ำแล้ว ยังต้องกำจัดผักตบชวาให้หมดสิ้นไปด้วย

ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา กรมชลประทานธนา สุวัฑฒน ออกมาบอกว่า นำเชื้อราชนิดหนึ่งมาใช้กำจัดผักตบชวา ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งจากการทดลองพบว่าสามารถใช้กำจัดผักตบชวาขนาดเล็กได้ผลดีจึงน่าจะนำมาใช้ควบคุมผักตบชวาที่อยู่บริเวณต้นน้ำหรือผักตบชวาที่หลงเหลือจากการกำจัดด้วยเครื่องจักรทั้งนี้ยังต้องรอการทดสอบประสิทธิภาพจากผู้ผลิตเชื้อรารวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ อีกระยะหนึ่ง……ซึ่งคิดว่าค่าใช้จ่ายที่ว่านี้น่าจะน้อยกว่างบประมาณที่ใช้ไปแล้วก่อนหน้ามากมาย แต่ได้ผลดีกว่าเพราะทำลายถึงรากถึงโคน

อย่างไรก็ตาม การกำจัดผักตบชวา ลำพังหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือลำพังหน่วยงานราชการฝ่ายเดียว คงไม่สามารถกำจัดให้หมดสิ้นได้ถ้าประชาชนไม่ให้ความร่วมมือ หรือช่วยกำจัด คำว่า“บูรณาการ” หรือ “ประชารัฐ” สำหรับวาระแห่งชาติ“ปลอดผักตบชวา” น่าจะต้องไปด้วยกัน……

แว่นขยาย

กรมชลสำรวจ “ทุนชุมชน” ดันขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรท้องถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/283112

กรมชลสำรวจ "ทุนชุมชน" ดันขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรท้องถิ่น

กรมชลสำรวจ “ทุนชุมชน” ดันขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรท้องถิ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 20.23 น.

กรมชลประทานสำรวจทุนชุมชน เพื่อสร้างระบบฐานข้อมูล  สำหรับใช้เป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาภายในชุมชน ระบุลำพังทุนจากภายนอกเพียงอย่างเดียวไม่พอ  ต้องอาศัยพลังประชาชนเข้ามีส่วนร่วมด้วย

นายสุจินต์  หลิ่มโตประเสริฐ  ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่เป้าหมายส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในหลายพื้นที่พบว่า  แต่ละพื้นที่มีความโดดเด่นที่แตกต่างกัน  โดยเฉพาะปัจจัยที่เรียกเป็นทุนชุมชน เช่น ทุนวัฒนธรรม ทุนทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น ตนจึงกำชับให้เจ้าหน้าที่สำรวจและรวบรวม  เพื่อจัดทำฐานข้อมูลทุนชุมชนสำหรับวางแผนพัฒนาต่อไป

“การพัฒนาไม่สามารถใช้ทุนจากข้างนอกเพียงฝ่ายเดียวได้ จำเป็นต้องใช้ทุนภายในชุมชนเข้าร่วมผสมผสานด้วย เป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยตรงและจำเป็นอย่างมากในการขับเคลื่อนการพัฒนา ยิ่งชุมชนไหนมีทุนชุมชนหลากหลายก็มีโอกาสพัฒนาได้เร็วขึ้น”

โดยปกติการใช้กระบวนการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน มีการจัดเวทีชาวบ้านและจัดทำประวัติศาสตร์ของชุมชน โดยชาวบ้านเป็นผู้เล่าความเป็นมาและบันทึกข้อมูล เพื่อให้ทราบที่มาที่ไปของชุมชน ให้ทุกคนได้ตระหนักถึงศักยภาพที่ชุมชนมีอยู่

นายสุจินต์กล่าวว่า ชุมชนที่ไม่ค่อยเข้มแข็ง เมื่อลงพื้นที่รับฟัง  ชาวบ้านมักพูดเฉพาะแต่ปัญหาแทบทุกเรื่องโดยไม่เห็นทางออก ซึ่งเป็นการสั่งสมทัศนคติด้านลบ ทั้งที่ในชุมชนเหล่านั้นก็มีสิ่งดีๆ มากมาย แต่ถูกมองข้ามไป จึงต้องเปลี่ยนวิธีคิดของชุมชนเสียใหม่ จากที่มองเห็นแต่ปัญหา ให้กลับมามองสิ่งที่ตัวเองมีอยู่หรือศักยภาพของชุมชน โดยเฉพาะเมื่อร่วมกันคิด วางแผนและลงมือทำ จะเป็นแรงขับเคลื่อนที่มีพลังสำคัญอย่างยิ่ง

“เป็นการปลุกให้ตื่นรู้ ตื่นหาทางออก  บางชุมชนมีทุนส่วนตัว เช่น ที่พักแบบโฮมสเตย์ รถตู้โดยสาร พืชผักผลไม้ การผลิตข้าวของเครื่องใช้ในชุมชน ฯลฯ ก็สามารถนำสิ่งเหล่านี้เข้าสู่กระบวนการส่งเสริมการมีส่วนร่วมได้  ในชั้นต้นเลย ทีมงานจากภายนอกที่เข้าไปทำเวทีชาวบ้านเช่าหรือซื้อข้าวของเหล่านั้น  ชาวบ้านพลอยได้รับประโยชน์ไปในตัวด้วย”

พร้อมกับยกตัวอย่างชุมชน ต.ป่าแดด  อ.แม่สรวย จ.เชียงราย ที่ถือเป็นชุมชนเข้มแข็งมาก ผู้บริหารท้องถิ่น เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จัดงานรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ในฐานะทรงเป็นผู้ให้กำเนิดกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน โดยมีกำนันและผู้ใหญ่บ้านจากทุกหมู่เข้ามาร่วมงานในวันที่ 23 ตุลาคมของทุกปีโดยพร้อมเพรียงกัน า ต่อมาเพิ่มการจัดแข่งขันกีฬา โดยร่วมกันเดินในขบวนด้วย รวมทั้งมอบโล่และประกาศเกียรติบัตรให้บุคคลดีเด่นในการทำประโยชน์ให้ชุมชน ถือเป็นวันรวมน้ำใจคนตำบลป่าแดด

“ทุนความเข้มแข็งนี้ ยังแผ่ไปถึงส่วนราชการระดับอำเภอ ที่นอกจากจัดงานวันเดียวกันบริเวณที่ว่าการอำเภอแล้ว ยังต้องเจียดเวลามาร่วมงานที่จัดโดยกำนันผู้ใหญ่บ้านของที่นี่ด้วย ยกระดับเป็นทุนสามัคคีในระดับที่กว้างขึ้น นำไปเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี” นายสุจินต์กล่าว

แตกใบอ่อน : เสือข้ามห้วย-เสือลำบาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282841

807934531

แตกใบอ่อน : เสือข้ามห้วย-เสือลำบาก

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่ประการใดกับข่าวการถูกเด้งออกจากเก้าอี้ปลัดกระทรวงเกษตรฯของ “ธีรภัทร ประยูรสิทธิ”ไปนั่งตบยุงอยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรีเพราะความจริงก่อนหน้านี้ก็มีข่าวออกมาเป็นระยะอยู่แล้วว่าแกจะถูกเขี่ยออกจากเก้าอี้ ซึ่งถ้าจำไม่ผิดก็น่าจะตั้งแต่เมื่อคราวโยกย้ายเมื่อปลายปีก่อนแล้วที่มีข่าวลักษณะนี้หลุดออกมา

ส่วนสาเหตุก็อย่างที่ทราบกันตั้งแต่ปีมะโว้ คือ ปลัดกับรัฐมนตรีทำงานไม่เข้าขากัน โดย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีนายใหญ่กระทรวงเกษตรฯ มองว่า ปลัดธีรภัทรทำงานไม่เข้าเป้า ผลงานไม่เข้าตาเพราะสั่งงานใครไม่ได้ ลูกน้องไม่เชื่อฟังซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะปลัดธีรภัทรแกไม่ใช่ “ลูกหม้อ” ของกระทรวงเกษตรฯ แต่เป็นที่รัฐมนตรีฉัตรชัยนี่แหละที่ไปลากแกมาจากเก้าอี้ “อธิบดีกรมป่าไม้”

การเป็นเสือ “ข้ามห้วย” มากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนี่แหละที่ก่อปัญหาให้กับปลัดธีรภัทร เพราะอย่างแรก กระทรวงเกษตรฯเป็นกระทรวงที่ค่อนข้างใหญ่ มีขอบเขตภารกิจที่ค่อนข้างกว้างขวาง และที่สำคัญ คือ “ขาใหญ่” ค่อนข้างเยอะ

ดังนั้นการที่อยู่ๆ ไปเอาคนจากข้างนอกที่ยังขาดความรู้ความเข้าใจหรืออาจจะเรียกได้ว่ายังมีความ “อาวุโส” และ “บารมี” ไม่มากพอมาทำงานแบบปลัดธีรภัทร พอมาเจออธิบดีหรือข้าราชการระดับเขี้ยวลากดินหน่อย คุณธีรภัทรเองก็แทบจะกลายเป็นง่อย สั่งงานใครไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้นพอรัฐมนตรีมอบหมายงานอะไรลงมา ก็กลายเป็นงานไม่เดินไปเสียอย่างนั้น

ในขณะที่เนื้องานของกระทรวงเกษตรฯเอง ยิ่งนับวันก็ยิ่งต้องอาศัยกระบวนการขับเคลื่อนเชิงรุกมากขึ้นไปเรื่อยๆ และมีภารกิจสำคัญให้ต้องขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเมื่อเกิดช่องว่างระหว่างปลัดกับผู้บริหารคนอื่นๆ และปลัดกับรัฐมนตรี สุดท้ายปลัดธีรภัทรก็เลยต้องตายอย่างเขียด

จาก “เสือข้ามห้วย” ก็ต้องกลายเป็น “เสือลำบาก” เป็นผู้รับบาป-รับกรรมไปคนเดียว

สิ่งที่ต้องจับตากันต่อหลังจากนี้ คือ แล้วใครที่จะได้ขึ้นมาเป็นปลัดคนต่อไปซึ่งตามข่าวที่ออกมาก็มีรายชื่อ “แคนดินเดต”อยู่แค่เพียง 2 คน คือ รองปลัดฯ“เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ” กับ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร “สมชาย ชาญณรงค์กุล”

2 คนนี้จะว่าไปก็มีชื่อเป็นแคนดิเดตมานานตั้งแต่มีข่าวปลดปลัดธีรภัทรในช่วงแรกๆ เพราะได้ทั้งความอาวุโส ความสามารถด้านบริหาร รวมทั้งเป็นคนของกระทรวงเกษตรฯ จึงทำให้ได้ใจคนในองค์กรมากทั้งคู่ โดยแต่เดิมชื่อที่มาแรงเป็นพิเศษ คือ รองปลัดเลิศวิโรจน์ เพราะมีข่าวว่าแกทำงานถูกอกถูกใจและ “เข้าตา” ท่านนายกฯ“ประยุทธ์ จันทร์โอชา” อย่างหนัก จนถูกหยิบยกไปพูดถึงบ่อยครั้ง เช่น ผลงานเรื่องแผนการทำเกษตรเหมาะสมกับสภาพดินและน้ำ (Agri Map) นอกจากนี้ยังได้ชื่อว่าเป็นคนที่ค่อนข้างมีความใกล้ชิดกับสายทหาร โดยจุดอ่อนเดียวที่มีก็น่าจะมีเพียงเรื่องความเชี่ยวชาญสายงานต่างๆ ของกระทรวงเกษตรฯ เนื่องจากรองปลัดเลิศวิโรจน์ เป็นสายตรงทำงานอยู่ใน “กรมชลประทาน” เป็นหลัก กระทั่งได้ขึ้นเป็นอธิบดีจนครบวาระ 4 ปีถึงได้ย้ายออกมาเป็นรองปลัดฯ

ขณะที่ อธิบดีสมชาย แม้แต่เดิมจะมีภาษีน้อยกว่า แต่ระยะหลังถือว่ามาแรง เพราะเป็น “คีย์แมน” สำคัญที่คอยขับเคลื่อน “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” ซึ่งถือเป็นงานใหญ่ของกระทรวงเกษตรฯ และสำคัญไม่แพ้งาน “เกษตรแปลงใหญ่” เลยทีเดียว ซึ่งอธิบดีสมชายก็สามารถทำได้ค่อนข้างเข้าตารัฐมนตรี นอกจากนี้หากจะดูเรื่องความกว้างขวางในเนื้องานของกระทรวงเกษตรฯ ตัวของอธิบดีสมชายก็ต้องถือว่าครบเครื่องไม่เบา เพราะเคยผ่านงานทั้งรองปลัดกระทรวงฯ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ก่อนจะมานั่งในเก้าอี้อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร

ดังนั้นถ้าเป็นมวย สำหรับ 2 คนนี้ก็ต้องถือว่าเป็นมวยถูกคู่ แต่สุดท้ายก็ต้องมาดูกันว่าใครจะเฉือนใคร หรือจะมี“ตาอยู่” โผล่มาจากไหนอีกหรือไม่ คงไม่นานก็น่าจะได้รู้กัน

มะลิลา

ส่ง‘แตนเบียนบราคอน’5ล้านตัว ระดมปล่อยพื้นที่หนอนหัวดำระบาดตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282844

x

ส่ง‘แตนเบียนบราคอน’5ล้านตัว ระดมปล่อยพื้นที่หนอนหัวดำระบาดตะวันออก

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายกฤษฎา ฉิมอินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดชลบุรี เปิดเผยว่า ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช(ศทอ.) จังหวัดชลบุรี ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ 9 จังหวัดภาคตะวันออก ในจำนวนนี้มี 6 จังหวัดที่พบการระบาดของหนอนหัวดำ ศัตรูมะพร้าว ได้แก่ จังหวัดชลบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี ตราด และสมุทรปราการ ซึ่ง ศทอ.มีหน้าที่รับผิดชอบในการผลิตขยายพ่อ-แม่พันธุ์แตนเบียนบราคอน สนับสนุนให้กับศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนและกลุ่มเกษตรกร นำไปเลี้ยงขยายพันธุ์แตนเบียนบราคอนไว้ใช้เอง เพื่อป้องกันกำจัดหนอนหัวดำในพื้นที่ที่พบการระบาดอย่างต่อเนื่อง

โดยปี 2559/60 ได้ผลิตขยายแตนเบียนบราคอนสนับสนุนให้กับ ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนและกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่รับผิดชอบรวมกว่า 5,507,000 ตัวพร้อมกันนี้ ได้ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรได้รู้จักและเข้าใจเกี่ยวกับหนอนหัวดำมะพร้าว รวมทั้งถ่ายทอดความรู้การป้องกันกำจัดหนอนหัวดำด้วยวิธีผสมผสาน โดยเฉพาะการใช้แตนเบียนบราคอนซึ่งเป็นศัตรูธรรมชาติที่สำคัญของหนอนหัวดำมะพร้าว ที่เข้าทำลายในระยะหนอน สามารถใช้ควบคุมหนอนหัวดำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ปัญหาการระบาดลดลง ทั้งนี้ ศทอ. ยังได้ติดตามและประเมินผลการปล่อยแตนเบียนบราคอน ในพื้นที่ที่พบการระบาดของหนอนหัวดำได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ให้การยอมรับในวิธีการใช้ศัตรูธรรมชาติควบคุมศัตรูพืช

“ศทอ.ชลบุรี มีความพร้อมในการผลิตขยายพ่อ-แม่พันธุ์แตนเบียนบราคอน สนับสนุนให้กับศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน รวมถึงเกษตรกรที่ประสบปัญหาหนอนหัวดำระบาดทำลายผลผลิตในพื้นที่ภาคตะวันออก ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามหรือเข้ามาศึกษาเรียนรู้วิธีการเพาะขยายแตนเบียนบราคอนไว้ใช้เองได้ หรือเรื่องเทคโนโลยีการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสานที่เหมาะสมกับพื้นที่ การจัดการศัตรูพืชชนิดต่างๆ ก็สามารถเข้ามารับความรู้เหล่านี้ได้เช่นกัน โดยติดต่อได้ที่ 15 หมู่ที่ 11 ต.หนองปรืออ.บางละมุง จ.ชลบุรี โทรศัพท์ 0-3823-1271หรือติดตามข้อมูลได้ที่ http://www.pmc03.doae.go.th” นายกฤษฎา กล่าว

แจงสี่เบี้ย : หมอดินอาสานนทบุรี ปราชญ์เกษตรกรของแผ่นดินปี’60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282839

227832

แจงสี่เบี้ย : หมอดินอาสานนทบุรี ปราชญ์เกษตรกรของแผ่นดินปี’60

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“นายยวง เขียวนิล” หมอดินอาสาประจำจังหวัดนนทบุรี ปราชญ์เกษตรกรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปี 2560 เป็นอีกผู้หนึ่งซึ่งได้รับการยกย่องและเชิดชูเกียรติแก่ผู้ทรงภูมิปัญญาด้านการเกษตรในสาขาเกษตรเศรษฐกิจพอเพียงเป็นผู้มีคุณความดี มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ ในการถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ และความสามารสู่สังคม

นายยวง เขียวนิล เปิดเผยว่า เดิมเมื่อปี 2531 ทำการเกษตรแล้วพบปัญหาเรื่องสภาพดิน ทำให้ปลูกพืชไม่ประสบ
ความสำเร็จ จึงขอรับคำปรึกษาและคำแนะนำจากกรมพัฒนาที่ดินจนได้รับความรู้เรื่องการปรับปรุงดิน รวมทั้งการทำปุ๋ยหมักด้วยผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพกรมพัฒนาที่ดินซึ่งหลังจากนำมาใช้จริงพบว่า สามารถฟื้นสภาพดินให้ดีขึ้น ปลูกพืชผักได้ ทำให้เกษตรกรพื้นที่ข้างเคียงเข้ามาสอบถามจึงได้แนะแนวทางและวิธีการปรับปรุงบำรุงดิน จากนั้นจึงเริ่มศึกษาการเกษตรตามแนวทางทฤษฎีใหม่ของในหลวง รัชกาลที่ 9 รวมถึงการทำเกษตรผสมผสาน

จากความพยายามและการทุ่มเทในการปรับปรุงบำรุงดินในพื้นที่ให้มีคุณภาพที่ดิน สามารถปลูกพืชได้หลากหลาย ส่งผลให้ลุงยวงได้รับการคัดเลือกให้เป็นหมอดินอาสาดีเด่นของเขต อีกทั้งได้พัฒนาพื้นที่ของตนเองให้กลายเป็นแหล่งการเรียนรู้เรื่องการทำการเกษตรให้มีคุณภาพ และถ่ายทอดความรู้ให้แก่ชุมชน เกษตรกรที่สนใจได้เข้ามาศึกษาหาความรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อนำมาพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

“ดินเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะจะปลูกต้นไม้สักต้น จะต้องพึ่งพาดิน หากดินไม่ดีต้นก็ไม่สามารถเติบโตได้ และจากประสบการณ์ การดูลักษณะสีของดิน จะทำให้ได้รู้ว่า ดินลักษณะไหนคือดินที่ดี และทราบถึงคุณสมบัติดินว่าดินแบบไหนคือดินที่จะต้องปรับปรุง โดยการพัฒนาที่ดินนั้น จะมองว่ายากก็ไม่ยาก จะมองว่าง่ายก็ไม่ง่าย แต่ถ้าหากได้มีการศึกษา จะทำให้เราสามารถต่อยอดความรู้ได้อย่างไม่มีวันหยุด” นายยวง กล่าว

สศก.ติดตามผลธนาคารหม่อนไหม ช่วยเกษตรกรสร้างรายได้ตลอดปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282840

x

สศก.ติดตามผลธนาคารหม่อนไหม ช่วยเกษตรกรสร้างรายได้ตลอดปี

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางสาวรังษิต ภู่ศิริภิญโญ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ได้ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโครงการธนาคารปัจจัยการผลิตด้านหม่อนไหม (เส้นไหม) ปี 2560พบว่า ขณะนี้ธนาคารได้รับการสนับสนุนเส้นไหมไปแล้วจำนวน 416 กก. และเกษตรกรมีการยืมเส้นไหมจากธนาคารไปบ้างแล้ว โดยเกษตรกรมีต้นทุนในการทอผ้าเฉลี่ยเมตรละ 500-1,200 บาท ขึ้นอยู่กับลายผ้า (ไม่รวมค่าแรงในการทอ) และเกษตรกรสามารถจำหน่ายได้ในราคาเมตรละ 1,500-1,800 บาท

สำหรับภาพรวม เกษตรกรพึงพอใจต่อนโยบายการสนับสนุนให้มีธนาคารในชุมชนในระดับมาก เนื่องจากช่วยให้เกษตรกรมีเส้นไหมใช้ในการผลิตผ้าไหมได้ตลอดปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่ไม่มีใบหม่อนเลี้ยงไหม และเส้นไหมมีราคาสูงช่วยให้เกษตรกรสามารถผลิตผ้าไหมหรือนำผ้าที่ทอได้มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้มากขึ้น ทำให้มีรายได้เสริมให้กับครอบครัว มากขึ้นด้วย

ทั้งนี้ ธนาคารปัจจัยการผลิตด้านหม่อนไหม ปี 2560 ดำเนินการจัดตั้งขึ้น 6 แห่ง ใน 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสกลนคร นครพนม อุบลราชธานี นครราชสีมา มหาสารคาม และชัยภูมิ เพื่อให้ชุมชนมีแหล่งเส้นไหมที่มีคุณภาพดีสำหรับการทอผ้าอย่างเพียงพอ โดยกรมหม่อนไหมสนับสนุนเส้นไหมตั้งต้นให้กับธนาคาร เพื่อให้สมาชิกไปบริหารจัดการภายในชุมชน เกษตรกรสมาชิกสามารถยืมเส้นไหมไปทอผ้า เมื่อถึงระยะเวลาที่กำหนดนำเส้นไหมหรือเงินมาคืนตามข้อตกลงและระเบียบของแต่ละธนาคาร