ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาฮีโมฟีเลีย1พันรายต่อปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295783

ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาฮีโมฟีเลีย1พันรายต่อปี

คุณภาพชีวิต, 1พันรายต่อปี, สปสช, ฮีโมฟีเลีย, การรักษา, แพทย์

คณะแพทยศาสตร์ทั่วประเทศร่วมมือในการรักษาโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลีย ช่วยผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียนับพันรายต่อปี ไม่ต้องมารับน้ำเหลืองในโรงพยาบาล

       โครงการโรคฮีโมฟีเลีย โรคเรื้อรังที่มีค่าใช้จ่ายสูงของสำนักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. นับตั้งแต่ริเริ่มโครงการในปี พ.ศ.2549 ด้วยการจัดสรรแฟคเตอร์เข้มข้นที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อโรคอย่างครบถ้วนที่สั่งซื้อจากต่างประเทศ ปลอดจากโรคเอดส์และโรคตับอักเสบ สามารถช่วยผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียที่ได้ลงทะเบียนในโรงพยาบาลจังหวัด โรงพยาบาลศูนย์ และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยที่อยู่ใกล้บ้าน ซึ่งมี 49 โรงพยาบาลทั่วประเทศ แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์จะแนะนำ และสอนผู้ป่วยและครอบครัว สามารถให้การดูแลรักษาผู้ป่วยเองที่บ้าน สามารถฉีดแฟคเตอร์เข้มข้นเข้าหลอดเลือดดำ เมื่อเริ่มมีอาการติดขัดที่ข้อ หรือกล้ามเนื้อ โดยปัจจุบันสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยนับ 1,000 รายต่อปี ผู้ป่วยไม่ต้องมารับน้ำเหลืองในโรงพยาบาลเดือนละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 3-7 วันตลอดปี ช่วยลดค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลได้มาก

นพ.ชูชัย ศรชำนิ รองเลขาธิการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. กล่าวว่า โรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลียเป็นโรคเรื้อรังที่มีค่าใช้จ่ายสูง โดยสปสช.ได้ตระหนักและเล็งเห็นความจำเป็นที่จะต้องมีการลงทุนด้านสุขภาพและมีการดำเนินการเชิงนโยบายนำมาปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับแฟคเตอร์เข้มข้น ต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศที่มีคุณภาพในการรักษา รวมทั้งให้การสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพหน่วยบริการรับส่งต่อให้มีการบริการที่ได้มาตรฐาน สนับสนุนการจัดเครือข่ายบริการในระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

ที่สำคัญมีความร่วมมือของคณะแพทยศาสตร์ทั่วประเทศในการจัดอบรมพัฒนาแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจในการดูแลผู้ป่วย โดยโครงการโรคฮีโมฟีเลีย โรคเรื้อรังที่มีค่าใช้จ่ายสูงของสปสช.ดังกล่าว ช่วยให้ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียนับ 1,000 รายต่อปี ไม่ต้อง admission ในโรงพยาบาล ทำให้ลดค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาล และได้ดำเนินโครงการฯ มาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น

ศ.พญ.อำไพวรรณ จวนสัมฤทธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกอบรมนานาชาติโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลีย-กรุงเทพฯ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า  โรคฮีโมฟีเลียเป็นโรคเลือดออกง่ายหยุดยากทางพันธุกรรม เป็นโรคที่พบไม่บ่อย ผู้ป่วยจะมีอาการเลือดออกบ่อยในข้อ ในกล้ามเนื้อ ผู้ป่วยต้องรับการรักษาในโรงพยาบาล เพื่อรับน้ำเหลืองทดแทนแฟคเตอร์แปด หรือแฟคเตอร์เก้า ซึ่งเป็นสารโปรตีนช่วยในการแข็งตัวของเลือดที่ผู้ป่วยขาดเป็นเวลา 3-7 วัน เพื่อรักษาอาการเลือดออก ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียชนิดรุนแรงมาก และชนิดรุนแรงแรงปานกลาง จำเป็นต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลเมื่อมีอาการเลือดออก เดือนละ 2-3 ครั้งตลอดปี ผู้ป่วยต้องทนทุกข์กับอาการปวดจากอาการเลือดออกในข้อ ในกล้ามเนื้อ ผู้ป่วยต้องขาดเรียน ผู้ปกครองต้องขาดงานมาดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาล ผู้ป่วยยังเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อ ได้แก่ โรคเอดส์ โรคตับอักเสบ จากการรับน้ำเหลืองปริมาณมากตั้งแต่วัยเด็กเล็ก ผู้ป่วย โรคฮีโมฟีเลียจำนวนหนึ่งเสียชีวิตตั้งแต่วัยเด็ก เนื่องจากอาการเลือดออกรุนแรงในสมอง ในช่องท้องและทางเดินอาหาร

ทั้งนี้ การรักษาผู้ป่วยโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลียในปัจจุบัน ผู้ป่วยสามารถลงทะเบียนในโรงพยาบาลจังหวัด โรงพยาบาลศูนย์ และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยที่อยู่ใกล้บ้าน ซึ่งมี 49 โรงพยาบาลทั่วประเทศ โดยมีแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ จะแนะนำและสอนผู้ป่วยและครอบครัว ให้สามารถดูแลรักษาผู้ป่วยได้เองที่บ้าน สามารถฉีด
แฟคเตอร์เข้มข้นเข้าหลอดเลือด เมื่อเริ่มมีอาการติดขัดที่ข้อ หรือกล้ามเนื้อ แฟคเตอร์จะหยุดอาการเลือดออกได้เร็วขึ้น ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องมาโรงพยาบาล
ในระยะ10 ปีที่ผ่านมา ที่มีโครงการการรักษาผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียที่บ้าน ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียนับพันรายที่เคยต้องมารับการรักษาเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาลเดือนละ 2-3 ครั้งตลอดปี ได้หายไปจากโรงพยาบาล จนนักศึกษาแพทย์ นักศึกษาพยาบาล รวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง ไม่รู้จักอาการเลือดออกในข้อในกล้ามเนื้อ ปัญหาข้อพิการและภาวะกล้ามเนื้อลีบลดลงอย่างมาก ผู้ป่วยที่ลงทะเบียนกับหน่วยบริการเฉพาะโรคฮีโมฟีเลียทั่วประเทศ ขณะนี้ มีจำนวน 1,519 ราย รู้จักดูแลตนเอง ไม่มีปัญหาข้อพิการ ไม่มีภาวะกล้ามเนื้อลีบอีกต่อไป ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงคนปกติ ไปโรงเรียน ไปทำงานได้ ผู้ปกครองและครอบครัวสุขใจ ไม่ต้องวิตกกังวล และไม่ต้องมารับการรักษาในโรงพยาบาลบ่อย ๆ

นศ.มทร.พระนคร ร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295766

นศ.มทร.พระนคร ร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม

ดูแลสิ่งแวดล้อม, วันโอโซนโลก, มทรพระนคร, ร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม, ปลูกฝัง, RMUTP, CNE-Clean, Clear

มทร.พระนคร นำนศ. 60 คนทำกิจกรรม RMUTP CNE-Clean & Clear มทร.ร่วมใจเก็บขยะเพื่อสังคม เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.10 ปลูกฝังรักสิ่งแวดล้อมวันโอโซนโลก

    รศ.สุภัทรา โกไศยกานนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (มทร.พระนคร) เป็นประธานเปิดงาน “RMUTP CNE-Clean & Clear มทร.ร่วมใจเก็บขยะเพื่อสังคม” จัดโดยชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและรักษาสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร  รัชกาลที่ 10 อีกทั้งในวันที่ 16 กันยายน ของทุกปีเป็นวันโอโซนโลก

นศ.มทร.พระนคร ร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม

มหาวิทยาลัยต้องการปลูกฝังให้บุคลากรและนักศึกษามีจิตสำนึกและเข้าใจถึงการอนุรักษ์ธรรมชาติ รู้จักหวงแหนและนำไปใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน พร้อมชูนโยบายการเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียวที่มีการบูรณาการอนุรักษ์ ด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อมและรู้จักการจัดการของเสียอย่างยั่งยืนในการเรียนการสอน การวิจัย และกิจกรรมของมหาวิทยาลัย โดยมีนักศึกษากว่า 60 คน ร่วมเก็บขยะบริเวณโดยรอบมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครศูนย์เทเวศร์ และศูนย์พณิชยการพระนคร

นศ.มทร.พระนคร ร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม


บ้านเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีสไตล์ญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295626

บ้านเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีสไตล์ญี่ปุ่น

คุณภาพชีวิต, ญี่ปุ่น, เอพี, สร้างบ้าน, มิตรสิ่งแวดล้อม, เทคโนโลยี, เอพี อะคาเดมี่

พูดถึงเทคโนโลยีต้องนึกถึงประเทศญี่ปุ่น ขึ้นชื่อว่าการออกแบบอาคารคุ้มค่าทุกตารางนิ้วเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็ต้องที่ประเทศญี่ปุ่น หลายองค์กรเลือกศึกษาดูงานที่นี่

     หนึ่งในนั้นคือโครงการ “เอพี อะคาเดมี” ที่พานักศึกษาชั้นปีที่ 3 จาก 4 สถาบัน จำนวน 4 คน ที่ผ่านการคัดเลือกจาก 1,400 คน 38 สถาบันทั่วประเทศไปศึกษาดูงานนวัตกรรมการสร้างที่อยู่อาศัยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้าง ‘คุณภาพชีวิตที่ดี’ อย่างยั่งยืน

บ้านเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีสไตล์ญี่ปุ่น

     วรนิษฐา โกมลพิสิฐ หรือ “แจ็คเก็ต” จากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร กล่าวว่า นวัตกรรมการสร้างบ้านที่ญี่ปุ่นจะเน้นให้ความสำคัญกับผู้อยู่อาศัยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งประเทศไทยสามารถนำไปปรับใช้ได้ ยกตัวอย่างโฟมผนังกันความร้อนและความเย็น ที่จะช่วยให้ประหยัดไฟได้มากขึ้น เพราะโฟมจะทำหน้าที่กันอากาศร้อนและอากาศเย็นไม่ให้เข้าไปภายในบ้าน ทำให้เครื่องปรับอากาศไม่ต้องทำงานหนัก นอกจากนี้ยังชอบนวัตกรรมเครื่องดูดอากาศ ที่ออกแบบใช้งานง่ายและสวยงาม ซึ่งต่างจากประเทศไทยที่ออกแบบเน้นการใช้งาน แต่ไม่ให้ความสำคัญกับดีไซน์

บ้านเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีสไตล์ญี่ปุ่น

 วรนิษฐา โกมลพิสิฐ หรือ “แจ็คเก็ต”

     “อนาคตถ้ามีโอกาสสร้างบ้านเป็นของตัวเองจะนำนวัตกรรมที่ญี่ปุ่นไปต่อยอดใช้แน่นอน ถึงแม้จะใช้ทุนในการสร้างมากกว่าบ้านที่ประเทศไทย แต่ก็ถือว่าคุ้มต่อการลงทุน เพราะเราลงทุนครั้งเดียว ไม่ต้องจ่ายค่าไฟเยอะ ไม่ต้องซ่อมบ้านบ่อย ยกตัวอย่างผนังบ้านจะใช้วัสดุที่คงทนแข็งแรง เช่น กระเบื้องหรือหินอ่อนเหมือนญี่ปุ่นใช้กัน ซึ่งจะช่วยให้ไม่ต้องทาสีบ้านใหม่บ่อยๆ และหากมีโอกาสทำงานวิศวกรรมโยธาก็จะใช้ความรู้ที่บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) พาไปลงไซต์งานจริง ทั้งบ้านเดี่ยว คอนโด ทาวน์โฮม” วรนิษฐา กล่าว

     เช่นเดียวกับ ภัทรภร ลายอักษร หรือ “ภัทร” จากคณะครุศาสตร์ สาขาธุรกิจศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ก่อนหน้าที่จะไปศึกษาดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น ได้ฝึกงานกับทางเอพีแล้วเป็นเวลา 2 เดือน รู้สึกอบอุ่นทุกวันที่อยู่ที่นี่ เอพีสามารถทำให้สถานที่ทำงานให้ความรู้สึกคล้ายบ้านได้ พี่ๆ ทุกคนดูแลดีมาก มีการสอนงานอย่างละเอียด และที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ เอพีมุ่งพัฒนาบุคลากรในวงการอสังหาริมทรัพย์อย่างแท้จริง ระหว่างฝึกงานจะเห็นการอบรมสัมนา

บ้านเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีสไตล์ญี่ปุ่น

     โดยมีวิทยากรมีชื่อเสียงและเป็นผู้เชี่ยวชาญเข้ามาบรรยายให้กับพนักงานของเอพีฟังตลอด และอุปกรณ์การใช้งานต่างๆ ในบริษัทเป็นสื่อสนับสนุนอย่างดีให้บุลคากรในองค์กรเกิดการเรียนรู้และพัฒนาตนเองตลอดเวลา เช่น อุปกรณ์ต่างๆ ที่ได้มีโอกาสใช้งานในเอพี อะคาเดมี แลบ ทุกอย่างดูมีดีไซน์ และใช้งานได้จริงเหมาะกับความเป็นเอพี สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งที่ทำให้องค์กรเอพีน่าอยู่

บ้านเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีสไตล์ญี่ปุ่น

     “ก่อนมาฝึกงาน ตอนแรกคิดว่าจะได้ฝึกแค่สาขาที่เรียนมาคือการตลาดและการขายเท่านั้น แต่พอเอาเข้าจริงๆ เขาฝึกวิศวะให้ด้วย ได้ลงไซต์งานจริง หรือแม้แต่การเลือกทำเลสร้าง ซึ่งคุ้มค่ามากกับการมาฝึกงานมาก นอกนั้นยังไม่พอ เอพีเขายังพาไปดูงานที่ญี่ปุ่น ซึ่งไม่คิดว่าจะได้รับการคัดเลือก เพราะทุกคนมีความสุขและพอใจกับการฝึกอยู่ที่ประเทศไทยพอแล้ว แต่การไปที่ญี่ปุ่นก็ได้ทำให้รู้ว่างานขายไม่ใช่แค่การขาย ที่นั้นเขาลงรายละเอียดตั้งแต่การให้ข้อมูลลูกค้าเกี่ยวกับห้องพัก ก่อนจะชมโมเดล และชมห้องตัวอย่าง ซึ่งต่างจากไทยพาชมห้องตัวอย่างเลย และที่สำคัญงานขายจำเป็นมากที่ต้องเข้าใจทุกกระบวนงานกว่าจะได้บ้านออกมาหนึ่งหลัง” ภัทรภร กล่าว

บ้านเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีสไตล์ญี่ปุ่น

      ภูมิพัฒน์  สินาเจริญ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานทรัพยากรบุคคล บมจ. เอพี (ไทยแลนด์) บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายแรกของไทยที่ทำโครงการเปิดประสบการณ์ให้นักศึกษาได้ไปศึกษาดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น ในโครงการเอพี โอเพ่นเฮ้าส์’ ภายใต้สถาบัน ‘เอพี อะคาเดมี่’ มีเป้าหมายในการถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ และเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาได้ฝึกฝนความคิดและ ทักษะผ่านการลงมือปฏิบัติจริงอย่างเป็นระบบ

บ้านเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีสไตล์ญี่ปุ่น

     เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และให้น้องๆ ได้เห็นภาพรวมของการทำงานจริงอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งหวังพัฒนาเยาวชนรุ่นใหม่ให้สามารถสร้างสรรค์โครงการคุณภาพ และตอบโจทย์โลกที่หมุนเร็วในปัจจุบันได้อย่างยั่งยืน โดยโครงการนี้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งความพิเศษในปีนี้ คือนอกจากจะเน้นให้เกิดการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริงแล้วนั้น ยังเน้นแบ่งปันองค์ความรู้ด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร ทั้งกระบวนการก่อสร้างทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม ตลอดจนกระบวนการทางด้านการตลาดและการขาย

      0 ขวัญเรียม  แก้วสุวรรณ qualitylife4444@gmail.com 0

ตื่นเต้นและตื้นตันที่ทรงมีพระเมตตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295748

ตื่นเต้นและตื้นตันที่ทรงมีพระเมตตา

เพื่อจะพัฒนาตนเองได้, สมเด็จพระเทพรัตนฯ, พระราชทานปริญญา, มหิดล, น้องจิ๊บ, มหาบัณฑิตพิการ

น้องจิ๊บ มหาบัณฑิตพิการ พิสูจน์ตัวเองแม้จะพิการ แต่ก็สามารถก้าวข้ามสิ่งที่ทำได้ยากๆ เพื่อจะพัฒนาตนเองได้

     เฟซบุ๊ก เรารัก สมเด็จพระเทพ ฯ : Our Beloved Princess Maha Chakri Sirindhorn ได้โพสต์ภาพ “สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประทับยืนและพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตผู้พิการ 3 ราย พร้อมข้อความว่า “สายพระเนตรที่ทรงเปี่ยมพระเมตตา ที่เปรียบเสมือนประทานกำลังใจให้กับน้องๆ ที่ประสบความสำเร็จในการศึกษาที่ร่างกายไม่สามารถเป็นอุปสรรคในการศึกษา #ขอพระองค์ทรงพระเจริญ” โดยเป็นภาพจากเฟซบุ๊ก “Mahidol University” ของมหาวิทยาลัยมหิดล

ตื่นเต้นและตื้นตันที่ทรงมีพระเมตตา

       “ช่วงเวลานั้นรู้สึกตื่นเต้นมาก จนทำตัวไม่ถูก รู้สึกตัวอีกทีก็เห็นพระองค์ประทับอยู่เบื้องหน้าแล้ว แม้พระองค์ไม่ได้ตรัสอะไร  ก็ยังมีความรู้สึกตื่นเต้นและตื้นตันที่ทรงมีพระเมตตา”และแม้จะเป็นครั้งที่ 2 ที่มีโอกาสได้เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระองค์หลังจากเรียนจบปริญญาตรีก็ยังมีความรู้สึกตื่นเต้น”

       จิ๊บ- พิจิตรา  สินเสมอสุข มหาบัณฑิตผู้พิการ วัย 25 ปี คณะสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ หลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาสังคมศาสตร์และสุขภาพ คณะสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ ถ่ายทอดความรู้สึกวินาทีที่ได้รับพระราชทานปริญญาจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรและประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจาก มหาวิทยาลัยมหิดล ประจำปีการศึกษา 2559 เมื่อวันที่ 12 ก.ย.ที่ผ่านมา

ตื่นเต้นและตื้นตันที่ทรงมีพระเมตตา

จิ๊บ- พิจิตรา  สินเสมอสุข

      “จิ๊บ” จบม.6 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ บดินทรเดชา สำเร็จการศึกษาป.ตรี ที่มหาวิทยาลัยมหิดล คณะวิทยาศาสตร์ ภาคชีววิทยา จิ๊บเป็นออทิสติกและป่วยโรคเมทบอลิก มีภาวะกระดูกเปราะ ทำให้ร่างกายไม่สามารถเจริญเติบโตได้เหมือนคนปกติ เป็นแรงบันดาลใจให้สนใจเรียนด้านวิทยาศาสตร์ พอเข้ามหาวิทยาลัยเลือกเรียนชีววิทยา เพราะชอบที่จะเรียนรู้ที่เกี่ยวกับธรรมชาติ และอยากจะค้นหาคำตอบของโรคที่เป็นว่ามาจากอะไร พอเรียนจบป.ตรี ก็เรียนต่อระดับป.โท เลือกสาขานี้ก็ต่อยอดจากสิ่งที่เรียนมา

ตื่นเต้นและตื้นตันที่ทรงมีพระเมตตา

    หลังจบการศึกษาระดับป.โท ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.5 ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก และตั้งใจว่าไม่อยากให้คะแนนต่ำไปกว่านี้ ซึ่งเธอยืนยันว่าการศึกษาไม่ใช่อุปสรรคของคนพิการ และคนพิการทุกคนควรจะได้เรียนหนังสือ แต่สิ่งที่เป็นปัญหา คือ สภาพแวดล้อมทางกายภาพ อาคารสถานที่ที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตของคนพิการ หรือ อุปกรณ์บางอย่างที่ใช้ในการเรียนการสอน

ตื่นเต้นและตื้นตันที่ทรงมีพระเมตตา

     “บางทีไปส่งงานอาจารย์อาคารไม่มีลิฟท์ ต้องขึ้นบันไดไป 2 ชั้นก็ต้องเดินขึ้นไป ก็ค่อนข้างลำบากนิดหน่อยเพราะขั้นบันไดสูงพอควรสำหรับภาวะร่างกายของเรา แต่คุณแม่จะคอยช่วยดูแลด้วย หรือเวลาเข้าห้องแล็ปทำการทดลอง อุปกรณ์ต่างๆทำมาเพื่อคนปกติใช้ ไม่ได้ทำเพื่อเอื้อให้แก่คนพิการ ซึ่งไม่ได้รู้สึกท้อแท้ แค่เราต้องพยายามให้มากขึ้น เพราะคุณแม่สอนเสมอว่าต้องพยายามสู้ พยายามมากกว่าคนอื่นๆการไม่พยายามจะไม่ได้อะไรเลย”

ตื่นเต้นและตื้นตันที่ทรงมีพระเมตตา

     จิ๊บ บอกถึงเป้าหมายด้วย ว่า อยากจะมีส่วนในการช่วยพัฒนาคนพิการด้วยกัน โดยเฉพาะอยากให้คนพิการทุกคนได้เข้ามาเรียนหนังสือ ได้รับการศึกษาตามสิทธิ และอยากจะเป็นนักพูดที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนพิการด้วยกัน รวมถึงทำให้คนในสังคมปรับทัศนคติต่อคนพิการ ให้เห็นว่าคนพิการก็มีศักยภาพไม่แพ้คนปกติ เพราะที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าคนในสังคมมองและพูดว่าคนพิการทำอะไรไม่ได้สักอย่าง พอมีคนพูดมากๆเข้า คนพิการหลายคนก็คิด กลัวไม่กล้าออกมาเจอสังคม เพราะไม่อยากถูกจ้องมอง ไม่อยากถูกดัน

ตื่นเต้นและตื้นตันที่ทรงมีพระเมตตา

เมื่อครั้งไปนำเสนอผลงานวิทยานิพนธ์ที่ประเทศฟิลิปินส์

      อีกเรื่องหนึ่งที่อยากให้คนพิการ โดยเฉพาะคนพิการผู้หญิงได้รับการดูแล คือเรื่องวิถีเพศของหญิงพิการ ที่เรามักถูกมองข้ามและมักถูกยื่นข้อเสนอให้มีการทำหมัน เพราะมองว่าเราไม่สามารถมีครอบครัว มีลูกได้ หรือถ้ามีก็อาจจะมีภาวะความพิการ เรื่องนี้เป็นหัวข้อหนึ่งที่เขียนไว้ในวิทยานิพนธ์ “Just a Person Walking Slower than the Others, but can Reach the Intended Destination” (ฉันเพียงเป็นคนที่ก้าวเดินช้ากว่าคนอื่น แต่ฉันก็เดินถึงจุดหมายเหมือนกัน) ซึ่งก่อนหน้านี้เคยได้ไปนำเสนอที่ฟิลิปปินส์

ตื่นเต้นและตื้นตันที่ทรงมีพระเมตตา

      อย่างไรก็ตาม ในหัวข้อที่เกี่ยวกับวิถีเพศของหญิงพิการ ชื่อหัวข้อที่ว่า How can I have a Sweetheart like everybody else? (ทำอย่างไรฉันถึงจะมีคนรู้ใจเหมือนคนอื่นบ้าง) ขณะนี้ได้รับคัดเลือกจากทางเวียดนามให้จัดทำเป็นโปสเตอร์และบรรยายให้ผู้ที่สนใจฟังในการประชุมวิชาการ the 9th Asia Pacific Conference on Reproductive and Sexual Health and Rights (APCRSHR) ในวันที่ 27-30 พ.ย.นี้ ที่ประเทศเวียดนาม

ตื่นเต้นและตื้นตันที่ทรงมีพระเมตตา

จิ๊บและครอบครัว

       ด้าน คุณแม่ “เพ็ญศิริ” วัย 55 ปีซึ่งอยู่เคียงข้อง “จิ๊บ” ดูแลรับ-ส่งมาตลอด เล่าว่า มีลูก 3 คน จิ๊บเป็นลูกคนกลาง มีภาวะออทิสติก จึงลาออกจากงานประจำที่ทำในบริษัทเอกชน มาดูแลลูกอย่างเต็มตัว เพราะแพทย์แนะนำว่าถ้าอยากให้ลูกปกติก็ต้องมาเลี้ยงลูกเอง ก็มาดูแลส่งเสริมพัฒนาการด้านการคิด วิเคราะห์ ใช้เหตุและผล และด้วยน้องมีภาวะกระดูกที่ไม่แข็งแรง เปราะหักง่าย แม้จะเดินได้เองปกติก็ต้องให้ใช้วีลแชร์ร่วมด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เขาล้มเพราะจะเป็นอันตราย

ตื่นเต้นและตื้นตันที่ทรงมีพระเมตตา

      ส่วนเรื่องการเรียนก็ให้น้องเป็นคนเลือกเองตั้งแต่ขึ้นม.ปลาย ซึ่งเขาก็เลือกเรียนด้านวิทยาศาสตร์ แม้จะกังวลแต่น้องกลับเป็นคนให้เหตุผลว่าเขาต้องการเรียนเพื่อค้นหาคำตอบโรคที่เขาเป็น โดยครอบครัว แม่จะคอยดูแลข้างๆ และน้องเขาอยากจะพิสูจน์ตัวเองแม้จะพิการ แต่ก็สามารถก้าวข้ามสิ่งที่ทำได้ยากๆ เพื่อจะพัฒนาตนเองได้ และก็หวังให้คนพิการอื่นๆเกิดแรงบันดาลใจว่าตัวเขาเองทำได้และประสบความสำเร็จ คนอื่นๆก็ทำได้เช่นกัน ที่ผ่านมาน้องก็ตั้งใจอย่างมาก น้องมีโอกาสได้นำเสนอผลงานวิทยานิพนธ์ในเรื่องเกี่ยวกับวิถีเพศ ในการประชุมวิชาการ เช่น ที่ฟิลิปปินส์ และล่าสุดกำลังจะไปที่เวียดนาม สิ่งต่างๆเหล่านี้สำหรับแม่แล้ว การได้เห็นความสำเร็จของลูก ได้เรียนจบในสถาบันที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆเป็นเรื่องที่ภาคภูมิใจ.

ภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก “Mahidol University” และคุณแม่เพ็ญศิริ สินเสมอสุข

10 ฐานมหัศจรรย์สู่ร.ร.ปลอดขยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295757

10 ฐานมหัศจรรย์สู่ร.ร.ปลอดขยะ

โรงเรียนปลอดขยะ Zero Waste School, ขอนแก่น, สพฐ, ศูนย์การเรียนรู้ ลดใช้พลังงานการจัดการขยะ และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม, หลักสูตรการเรียนรู้, ฐานมหัศจรรย์, สู่, Zero, Waste, School, เปิด, ศูนย์การเรียนรู้, ลดใช้พลังงาน, การจัดการขยะ, ระดับภูมิภาค, ประเทศไทย, ไร้ขยะ, Zero Waste School

เปิด “ศูนย์การเรียนรู้ ลดใช้พลังงาน การจัดการขยะ และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” ระดับภูมิภาค สนองนโยบาย “ประเทศไทย ไร้ขยะ” สร้างหลักสูตรการเรียนรู้ 10 ฐานมหัศจรรย์

       เมื่อวันที่ 15 ก.ย.ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กระทรวงพลังงาน และหน่วยงานการศึกษาทุกภาคส่วนในภูมิภาค เปิด “ศูนย์การเรียนรู้ ลดใช้พลังงานการจัดการขยะ และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” ระดับภูมิภาค เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้มีแหล่งเรียนรู้ด้านการลดใช้พลังงาน การจัดการขยะ และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นและชุมชน พร้อมทั้งสร้างความตระหนักให้เด็กและเยาวชนเป็นต้นแบบในการลดใช้พลังงานการจัดการขยะและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ภายใต้โครงการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ลดใช้พลังงาน การจัดการขยะและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยมี นายณรงค์ แผ้วพลสง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)  เป็นประธานเปิดและมอบนโยบายการดำเนินงานศูนย์การเรียนรู้เพื่อความยั่งยืน ซึ่งมีเครือข่ายสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในภูมิภาค เครือข่ายสถานศึกษา เด็กและเยาวชนเข้าร่วมกว่า 700 คน

10 ฐานมหัศจรรย์สู่ร.ร.ปลอดขยะ

นายณรงค์ กล่าวตอนหนึ่ง ว่า สพฐ.ได้จัดสรรงบประมาณให้ สพป.ขอนแก่น เขต 3 เป็นศูนย์นำร่องในการดำเนินโครงการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ลดใช้พลังงาน การจัดการขยะและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพราะเห็นถึงศักยภาพและความพร้อมด้านบุคลากรที่เข้มแข็ง มีความรู้ความเข้าใจและตระหนักถึงการพัฒนาเด็กและเยาวชนนักเรียนให้มีจิตสำนึกด้านการใช้พลังงานอย่างประหยัดและคุ้มค่า เพื่อจัดการขยะให้เหลือน้อยที่สุด ตามนโยบาย Zero Waste School ซึ่งพร้อมขับเคลื่อนพัฒนาสิ่งแวดล้อมของประเทศ สู่เป้าหมายประเทศไทย ไร้ขยะ
“ต้องขอชื่นชมทุกคนที่ทำให้ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ เป็นศูนย์ของเด็ก เยาวชน สถานศึกษาและชุมชน ส่งผลให้เกิดการขยายผลสู่การปฏิบัติในครัวเรือน จึงถือได้ว่าเป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของบุคลากรทุกฝ่ายทั้งจากภายในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษาในสังกัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อให้เกิดการพัฒนาโครงการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ลดใช้พลังงาน การจัดการขยะ และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้อย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม โดยประเด็นสำคัญการน้อมนำศาสตร์พระราชา นำสู่การปฏิบัติและพัฒนาอย่างยั่งยืน”  นายณรงค์ กล่าว

10 ฐานมหัศจรรย์สู่ร.ร.ปลอดขยะ

นายศุภสิน ภูศรีโสม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 กล่าวว่า รัฐบาลได้กำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อลดคาร์บอน (Carbon Emission) ในระดับโลกและอาเซียน โดยมีเป้าหมายในการลดคาร์บอนอย่างน้อยร้อยละ 25-30 ภายใน 20 ปี จึงได้มีนโยบายให้ทุกหน่วยงานบูรณาการด้านการจัดการขยะ ดังนั้น สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จึงได้จัดทำแผนการสร้างจิตสำนึกด้านการจัดการขยะในสถานศึกษาและชุมชน ซึ่งได้มอบหมายให้ สพป.ขอนแก่น เขต 3 และ สพป.กระบี่ ดำเนินโครงการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ลดใช้พลังงาน การจัดการขยะและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในระดับภูมิภาค
นายศุภสิน กล่าวต่อว่า เมื่อรับมอบนโยบายแล้ว ได้ออกแบบจัดทำหลักสูตรและกระบวนการจัดกิจกรรมฐานการเรียนรู้ จำนวน 10 ฐาน ได้แก่ 1)ฐานศาสตร์พระราชา…สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน 2)โลกไร้ตะวันสะกิดคิด พิชิตลดโลกร้อน 3)น้ำใช้รู้ใช้น้ำ 4)พลังงานเพื่อชีวิต 5)ห้องเรียนสีเขียว 6)บ้านประหยัดพลังงาน 7)เส้นทางชีวิตผลิตภัณฑ์ : LCA 8) Zero Waste 9)ความหลากหลายทางชีวภาพ และ 10)อาชีพที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งแบ่งเป็น 2 หลักสูตร คือ 1.หลักสูตรลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ จัดอบรมในวันอังคาร-ศุกร์ เวลา 14.30-16.30 น. 2.หลักสูตรค่ายเยาวชน (Day Camp) ในวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.30-16.30 น.

ทั้งนี้ ศูนย์เรียนรู้เปิดทดลองใช้บริการตั้งแต่ 11 สิงหาคมถึง 8 กันยายน 2560 มีนักเรียนเข้ารับการเรียนรู้ จำนวน 2,220 คน ผู้บริหารและครู จำนวน 574 คน รวมจำนวนผู้ผ่านการอบรม 2,795 คน โดยได้รับความร่วมมือจากมีนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.ขอนแก่น และหน่วยงานความร่วมมือทุกภาคส่วนในจังหวัดขอนแก่น ร่วมพัฒนาวิทยากร นักเรียนและครู เพื่อพัฒนาศูนย์การเรียนรู้สู่การเป็นต้นแบบของการใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างประหยัดและคุ้มค่า พร้อมทั้งสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้จัดการขยะตามรูปแบบของโรงเรียนปลอดขยะ (Zero Waste School) และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

กุมารแพทย์เตือนใช้จอเลี้ยงลูกทำพัฒนาการเด็กแย่!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295745

กุมารแพทย์เตือนใช้จอเลี้ยงลูกทำพัฒนาการเด็กแย่!

ใช้จอเลี้ยงลูก, กุมารแพทย์, ผลกระทบต่อเด็ก, ใช้จอ, แท็บเล็ต, ด้าน

กุมารแพทย์ลั่นห้ามเด็กอายุน้อยกว่า2ปีอยู่หน้าจอทุกชนิด ไม่มีผลส่งเสริมพัฒนาการเชิงบวก ทำพัฒนาการแย่ 4 ด้าน จี้ปลดสัญลักษณ์ “ท”ออกจากหน้าจอ

       เมื่อวันที่ 15 ก.ย. ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ รศ.นพ.วีระศักดิ์ ชลไชยะ กุมารแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในการแถลงข่าวความร่วมมือเพื่อเด็กไทยคุณภาพดี 4.0 อย่าปล่อยให้จอเลี้ยงลูก ว่า ผลกระทบจากการใช้สื่อต่อพัฒนาการเด็กพบว่า การใช้จอไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ แท็บเล็ต สมานโฟน ในการเลี้ยงลูกจะส่งผลกระทบต่อเด็กใน 4 ด้าน ได้แก่ 1.พัฒนาการด้านภาษา กล้ามเนื้อมัดเล็ก และสติปัญญาจะล่าช้า โดยพบว่าเด็กที่ได้ใช้สื่อผ่านจอจำนวนมากตั้งแต่อายุน้อย เสี่ยงที่จะมีปัญหาในเรื่องนี้แม้จะเปิดไว้เฉยๆแล้วคิดว่าลูกไม่ได้ดู แต่ขณะเดียวกันเด็กก็ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่ แนวโน้มพัฒนาการในเรื่องนี้จะลดลง จากการศึกษามีความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างเด็กที่ใช้สื่อผ่านจอจะมีคะแนนพัฒนาการลดลงถึง 15 คะแนน

กุมารแพทย์เตือนใช้จอเลี้ยงลูกทำพัฒนาการเด็กแย่!

รศ.นพ.วีระศักดิ์ กล่าวด้วยว่า 2.ด้านพฤติกรรม จะก้าวร้าว ซน สมาธิสั้น มีพฤติกรรมออทิติก คือดื้อ ต่อด้าน โลกส่วนตัวสูง สื่อสารกับคนอื่นน้อย แม้ดูเหมือนขณะใช้สื่อ เด็กจะนิ่ง แต่เมื่อขออุปกรณ์คืน เด็กจะไม่ยอม เกิดการดื้อร้น ทั้งนี้พบว่าถ้าลดการใช้สื่อผ่านหน้าจอของเด็กลง พฤติกรรมเด็กก็จะกลับมาปกติได้ 3. ทักษะการทำงานของสมองระดับสูงในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ การรู้คิด การควบคุมตนเองจะแย่ลง การแก้ปัญหาต่างๆ ก็จะไม่ดี โดยหากใช้สื่อที่เปลี่ยนภาพหน้าจอเร็วๆ และขาดปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่ผู้เลี้ยงดูก็จะมีปัญหาส่วนนี้มาก และ4.การนอนหลับยากขึ้น ระยะเวลาการนอนหลับลดลง ส่งผลต่อการจำและอารมณ์

“การใช้สื่อผ่านจอในการเลี้ยงเด็กเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเลย ในกลุ่มเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปีไม่มีข้อมูลเชิงบวกว่าจะช่วยในการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ในทางตรงกันข้ามกลับทำให้แย่ลง “รศ.นพ.วีระศักดิ์ กล่าว

กุมารแพทย์เตือนใช้จอเลี้ยงลูกทำพัฒนาการเด็กแย่!

รศ.นพ.วีระศักดิ์ กล่าวอีกว่า ข้อแนะนำในการใช้สื่อกับเด็กเล็กอย่างเหมาะสมคือ เด็กอายุแรกเกิด – 2 ปี ต้องหลีกเลี่ยงการอยู่หน้าจอทุกชนิด เด็กอายุ 2-5 ปี ใช้หน้าจอกับพ่อแม่ ด้วยสื่อคุณภาพไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง นอกจากนี้จะต้องปิดหน้าจอ และให้เด็กได้อยู่กับพ่อแม่เพื่อทำกิจกรรมอื่นๆร่วมกัน

ด้าน รศ.นพ. อดิศักดิ์ ผลิผลการพิมพ์ กุมารแพทย์ศาสตร์ รพ.รามาธิบดี กล่าวว่า สัญลักษณ์แสดงความเหมาะสมของเนื้อหาที่ปรากฎบนจอโทรทัศน์หรือสื่ออื่นๆ ที่แสดงเป็น ” ท ” ที่หมายถึงทุกช่วงวัยสามารถดูได้ แต่ข้อมูลของกุมารแพทย์พบว่าเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ไม่ควรดูสื่อทุกประเภท เพราะฉะนั้นจะไม่มีสื่อหรือเนื้อหาใดที่เป็น “ท” ที่ระบุว่าดผุได้ทุกวัน จึงควรแก้ไขสัญลักษณ์ดังกล่าวใหม่ให้ดีขึ้นเป็นบรรทัดฐานต่อสังคม

เปิดนโยบายสาธารณสุขปี 61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295722

เปิดนโยบายสาธารณสุขปี 61

นพปิยะสกล สกลสัตยาทร, นโยบายสธ61ไร้ผลงาน-ริบตำแหน่งคืน, เปิดนโยบายสาธารณสุขปี 61, เดือน

 1ปี 4 เดือน สธ.เร่งเครื่อง 5เรื่องสำคัญ ขับเคลื่อนรพ.ประชารัฐในทุกแห่ง กำชับนพ.สสจ.-ผอ.รพ.ไร้ผลงาน ขอยึดตำแหน่งคืน

เมื่อวันที่ 15 ก.ย. ที่โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการ ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข กล่าวในการมอบนโยบายการดำเนินงานของกระทรวงสาธารณสุข ประจำปีงบประมาณ 2560 แก่ผู้ตรวจราชการฯ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด(นพ.สสจ.) ผอ.รพ.ศูนย์/รพ.ทั่วไป กว่า 1,500 คน ว่า  เวลา 1 ปี 4 เดือนจากนี้จะต้องทำงาน วางระบบเพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง ยั่งยืน มั่นคงรองรับสังคมเมือง สังคมผู้สูงอายุ และเชื่อมต่อด้านการค้า การลงทุน  โดยจะดำเนินการในเรื่องสำคัญ  5 เรื่อง

ได้แก่ 1.การสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และการคุ้มครองผู้บริโภค อย่างเช่น เรื่องวัณโรค ซึ่งองค์การอนามัยโลกมีความเป็นห่วงสถานการณ์ในประเทศไทยอย่างมาก ต้องการให้เหลือ 10ต่อแสนประชากร จากปัจจุบัน 171ต่อแสนประชากร
2. การพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.)ที่จะเป็นการบูรณาการงานทุกภาคส่วน เพื่อให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น มีนายอำเภอเป็นประธาน จะต้องผลักดันให้เกิดทั่วประเทศ 3 .พัฒนาระบบการแพทย์ปฐมภูมิ เพิ่มหมอครอบครัวให้ได้ตามเป้าหมายเพื่อลดความแออัดในรพ. ส่วนผู้เชี่ยวชาญจะได้ทำหน้าที่ในการรักษาโรคยากต่อไป และระบบบริการผ่าตัดแบบวันเดียวเสร็จ (One Day Surgery) ซึ่งมีรพ.หลายแห่งทำได้แล้ว แต่ต้องขยายให้ทำได้มากกว่านี้

4.การผลิตและพัฒนาแพทย์ 3 สาขา แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน และแพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน แขนงระบาดวิทยา และ 5.พัฒนาการบริการสุขภาพในเขตสุขภาพพิเศษ เช่น พื้นที่ชายแดน ชายทะเล เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก
” ผู้บริหารทุกคนทั้งนพ.สสจ.และผอ.รพ. เมื่อได้ตำแหน่งไปแล้วก็ขอให้เอาภาระหน้าที่ความรับผืดชอบไปด้วย อย่างเรื่องการบริหารจัดการภายในของรพ. เรื่องงบประมาณต่างๆ ต้องทำให้มีประสิทธิภาพ หลายแห่งขาดสภาพคล่องวิกฤติระดับ 7 แม้ไตรมาส 3 จะดีขึ้นมาก แต่ยังต้องรอดูของจริงในไตรมาสที่ 4  ซึ่งผอ.คือคนที่มีส่วนสำคัญอย่างมาก นอกจากเรื่องเงินแล้วอยากให้บริหารองค์กรให้เป็นกรีนแอนด์คลีน (Green&Clean Hospital) ด้วย ซึ่งผมเข้าใจเรื่องของงบประมาณสำหรับการบริหาร ปรับปรุงอาจจะไม่มาก ตึกเลยเก่า ทรุดโทรม แต่สิ่งสำคัญต้องไม่สกปรก นอกจากนี้ ขอให้เดินหน้าเรื่องการเป็นรพ.ประชารัฐ ที่ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมกับรพ. เกิดงานที่มีคุณภาพ บุคลากรมีความสุข และอยู่ร่วมกับประชาชน  ในช่วง 1ปี 4 เดือนอยากให้ช่วยกันขับเคลื่อนเรื่องรพ.ประชารัฐในทุกแห่ง หากผู้บริหารที่รับตำแหน่งไปแล้วไม่นำความรับผิดชอบไปด้วย ก็อาจต้องขอตำแหน่งคืน”ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกลกล่าว

ธุรกิจนมเด็ก แจงผลกระทบ พ.ร.บ.มิลค์โค้ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295719

ธุรกิจนมเด็ก แจงผลกระทบ พ.ร.บ.มิลค์โค้ด

สมาคมผู้ผลิตอาหารทารกและเด็กเล็ก(PNMA), พรบมิลค์โค้ด, ธุรกิจนมเด็ก, แจงผลกระทบ

ผลิตอาหารทารกและเด็กเล็ก ยันดำเนินธุรกิจภายใต้กม.ใหม่ แจงแนวปฏิบัติขยายจัดการเรื่องฉลาก ชี้ขั้นตอนและระยะเวลา 1 ปีตามพ.ร.บ.ไม่ทัน พร้อมขอมีส่วนร่วม

           เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2560 พญ.กิติมา ยุทธวงศ์ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมผู้ผลิตอาหารทารกและเด็กเล็ก(PNMA) ในนามสมาชิกทั้งหมด6บริษัท ได้แก่ บริษัท แอ็บบอต ลาบอแรตอรีส จำกัด ,บริษัท ดูเม็กซ์ จำกัด,บริษัท มี้ด จอห์นสัน นิวทริชัน(ประเทศไทย)จำกัด ,บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด,บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด แผนกธุรกิจไวเอท นิวทริชั่น  และบริษัท แปซิฟิค เฮลธ์แคร์ (ไทยแลนด์) จำกัด กรณีผลกระทบจากการประกาศใช้พระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารทารกและเด็กเล็ก พ.ศ.2560 ว่า ที่ผ่านมาผู้ผลิตอาหารทารกและเด็กเล็กดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ทำธุรกิจภายใต้กฎหมายและพร้อมปฏิบัติตามข้อกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ได้ตกลงร่วมกันอย่างเคร่งครัด

โดยสมาชิกของสมาคมฯ สนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่มุ่งส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก หลังจากนั้นให้นมแม่ควบคู่กับอาคารตามวัยที่เหมาะสมจนถึงอายุ 2 ปีหรือมากกว่านั้น และการใช้อาหารสำหรับทารกเพื่อทดแทนหรือเสริมนมแม่นั้น ควรใช้เมื่อจำเป็นอย่างถูกต้องบนพื้นฐานของการได้รับข้อมูลที่เพียงพอผ่านการทำตลาดและการจัดจำหน่ายที่เหมาะสม

ทั้งนี้ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ประกาศใช้เมื่อวันที่ 8 ก.ย.2560 ขณะนี้สมาชิกฯ ได้มีการปรับตัวเพื่อให้ดำเนินการสอดคล้องกับกฎหมายใหม่ มีระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับอาหารทารกและเด็กเล็กต่างๆ  โดยที่ผ่านมาสมาชิกฯ ได้ดำเนินธุรกิจตามที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)บังคับอยู่แล้ว             อีกทั้ง นมผงสำหรับทารกสูตร 1 และสูตร 2 เป็นอาหารทารกที่ถูกควบคุมโดยกฎหมายอาหาร พ.ศ.2522 ซึ่งผู้ผลิตไม่สามารถทำสื่อสารการตลาดได้อยู่แล้ว และมีการกำกับดูแลกันเองในหมู่สมาชิกเพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดระเบียบปฏิบัติ ทางสมาคมได้จัดทำ PNMS Code of Marketing of Breast-milk Substitutes  เริ่มต้นใช้ในปี 2559  ระเบียบปฏิบัติด้านการตลาดอาหารทดแทนนมแม่สำหรับแม่และเด็กที่มีความจำเป็นต้องใช้ตามคำแนะนำของแพทย์ (แรกเกิดถึง 1 ปี ) มีการปรับปรุงให้ระเบียบปฏิบัติมีความทันสมัยในปี 2560 และปรับปรุงครั้งล่าสุดในปี 2559 โดยได้จัดอบรมผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อทำความเข้าใจตรงกันในทางปฏิบัติงานด้านการส่งเสริมการตลาดอย่างถูกต้องและมีบทลงโทษกรณีสมาชิกละเมิดระเบียบปฏิบัติ

พญ.กิติมา  กล่าวต่อไปว่า การที่กระทรวงสาธารณสุขออกกฎหมายใหม่ฉบับนี้เพื่อควบคุมเรื่องการโฆษณาและการส่งเสริมการตลาดของนมผงและอาหารเสริมสำหรับทารก (นมสูตร1 -2 ) ซึ่งสอดคล้องกับ PNMA CODE  ที่ทำกันมานานแล้ว และระหว่างรอความชัดเจนในหลักเกณฑ์และข้อปฏิบัติต่างๆ ภายใต้พ.ร.บ.นั้นสมาคมฯ ได้ประสานสมาชิกและมีข้อตกลงในเบื้องต้นเพื่อเป็นแนวทางร่วมกันสำหรับการปฏิบัติที่สอดคล้องเป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานสากล

โดยจะมีมีแนวปฏิบัติดังนี้ 1. การส่งเสริมการตลาดผลิตภัณฑ์นมสำหรับเด็ก 1 ปีขึ้นไป หรือนมผงสูตร 3 จะกระทำต่อไปในลักษณะที่ไม่ทำให้เข้าใจว่าเป็นอาคารทารก นั่นคือ ทางสมาชิกฯ จะทำการตลาดผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ ให้มีตัวอักษรชัดเจน เพื่อไม่ให้เข้าใจผิดว่าเป็นนมสำหรับทารก ซึ่งตอนนี้ถึงจะมีการดำเนินการดังกล่าวอยู่แต่จะทำให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

2.การวางแผนจัดการเรื่องฉลาก เนื่องจากกฎหมายระบุให้ผู้ผลิตต้องดำเนินการปรับเปลี่ยนฉลากให้แตกต่างจากอาหารอื่นๆ ภายใน 1 ปี นับจากประกาศใช้กฎหมาย ซึ่งในขั้นตอนการปฏิบัติ ขณะนี้ไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีได้ เนื่องจากขั้นตอนและระยะเวลาในการเปลี่ยนฉลากอาหารสำหรับทารกตามมาตรฐานสากลการผลิตสินค้า เพื่อให้ได้ฉลากสินค้าใหม่ ประมาณ 17 เดือน  ทางสมาคมฯ จึงได้ไปหารือกับ อย.เพื่อหาแนวทางในการดำเนินการเรื่องนี้ โดยสมาชิกของสมาคมฯ พร้อมจะปรับแก้แต่เรื่องระยะเวลาต้องเจอกันคนละครึ่งทาง และต้องขอความร่วมมือไปยัง อย. เพื่อลดระยะเวลาด้วย เนื่องจากหนึ่งในขั้นตอนของการเปลี่ยนฉลาก ต้องยื่นขออนุญาตจาก อย. รอการอนุมัติด้วย

“กฎหมายใหม่ ได้สร้างผลกระทบแก่การดำเนินการธุรกิจอาหารสำหรับอาหารสำหรับทารก อาหารสำหรับเด็กเล็กและอาหารเสริมสำหรับทารก   เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนว่าอาหารสำหรับเด็กเล็กและอาหารเสริมสำหรับทารก อีกทั้งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ตามนิยาม (ข้อมูลจากรมอนามัย) ในส่วนของอาคารเด็กเล็กต้องเป็นไปตามประกาศรัฐมนตรี โดยคำแนะนำของคณะกรรมการ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีคณะกรรมการ นอกจากนั้นอาคารเสริมสำหรับทารก มีบางผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสำหรับเด็กที่อายุเกิน 1 ปี ขึ้นไปจึงไม่ควรใช้เป็นตัวอย่างอาหารเสริมสำหรับทารก รวมถึงฉลากใช้คำว่าเชื่อมโยง ซึ่งยังไม่ชัดเจน ดังนั้น อยากขอการมีส่วนร่วม ในการจัดทำกฎหมายรอง โดยสมาคมฯ เสนอให้มีตัวแทนภาคเอกชนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดและจัดนำนโยบายยุทธศาสตร์ และมาตรการในการควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารก อาหารสำหรับเด็กเล็กและอาหารเสริมสำหรับทารก   ควรเปิดโอกาสให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และภาคประชาสังคม เป็นต้น ”พญ.กิติมา กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในการโฆษณา หรือส่งเสริมการขาย การทำธุรกิจของสมาชิกทุกบริษัทเป็นการทำกิจการค้าภายใต้กฎหมายและพร้อมปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ต่างๆที่ตกลงร่วมกันอย่างเคร่งครัด ดังนั้น การโฆษณาเกินจริง การลดแลกแจกแถม จะไม่ดำเนินการอย่างแน่นอน รวมถึงการนำไปให้แพทย์ หรือโรงพยาบาลต่างๆ ทางสมาชิกฯ พร้อมปฏิบัติตามข้อห้ามต่างๆ ตามที่ พ.ร.บ.กำหนด

สารสกัดพืชสมุนไพรกำจัด “ผักตบชวา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295684

สารสกัดพืชสมุนไพรกำจัด “ผักตบชวา”

กำจัดผักตบชวา, สจล, โมเดลผักตบชวา, สารสกัดสมุนไพร, ผักตบชวา, สจล, และไม่เป็นอันตราย

การกำจัดผักตบชวาถือเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วน ในการร่วมมือร่วมใจกำจัดให้ลดน้อยลงและหมดไปจากแหล่งน้ำ แต่ที่ทราบกันว่าการกำจัดผักตบชวาให้สิ้นซากไม่ใช่เรื่องง่าย

       จากสถิติการสำรวจปริมาณผักตบชวาเมื่อช่วงเดือน ก.ย. 2559 ที่ผ่านมา พบว่าแหล่งน้ำทั่วประเทศมีปริมาณผักตบชวารวมทั้งสิ้น 6,205,355 ตัน การกำจัดผักตบชวาให้สิ้นซากนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยปริมาณที่เยอะมากและการแพร่กระจายที่รวดเร็ว ประกอบกับลอยอยู่ในแหล่งน้ำจึงยากต่อการเก็บทำลาย แต่ทำให้ในละปีภาครัฐต้องทุ่มงบประมาณหลักร้อยล้านบาท สำหรับดำเนินการเก็บกู้เพื่อเปิดทางระบายน้ำและคืนน้ำใสสู่ชุมชน

สารสกัดพืชสมุนไพรกำจัด "ผักตบชวา"

ปัจจุบันการกำจัดผักตบชวานิยมทำ 4 วิธีหลัก คือ 1. การใช้สารเคมี  (Chemical Control) ซึ่งเป็นที่นิยมเพราะเป็นวิธีที่ง่ายและประหยัดเวลา แต่ในขณะเดียวกันหากผู้ฉีดพ่นไม่มีความรู้และความเชี่ยวชาญ อาจเกิดอันตรายต่อสัตว์น้ำ สภาพแวดล้อม และประชาชนได้ 2. การกำจัดโดยวิธีกล (Mechanical Control) คือการใช้แรงงานคนและเครื่องมือเครื่องจักรในการกำจัด เช่น รถแทรกเตอร์ รถขุดสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก เรือยนต์ และแพยนต์ ในการลาก ดึง หรือยก ขึ้นจากแหล่งน้ำ ข้อดีคือไม่ทำให้เกิดผลเสียต่อสภาพแวดล้อม แต่ข้อเสียคือต้องใช้กำลังคนจำนวนมากและความพร้อมของอุปกรณ์เครื่องจักร 3. การนำไปใช้ประโยชน์ (Utilization) เช่น การนำไปแปรรูปและผลิตเป็นเครื่องจักรสาน ช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้กับชาวบ้านได้อีกทาง แต่ด้วยปริมาณที่แพร่กระจายเยอะมากเกินกว่ากำลังในการจักรสาน วิธีนี้จึงช่วยแบ่งเบาและบรรเทาปัญหาได้เพียงบางส่วน และ 4. การกำจัดโดยชีววิธี (Biological Control) โดยการใช้สิ่งมีชีวิต เช่น แมลง โรคพืช หรือศัตรู เข้าไปกัดกินหรือทำลายผักตบชวา วิธีนี้เป็นอีกหนึ่งวิธีที่มีประสิทธิภาพแต่ยังคงมีข้อจำกัด ในแง่ของการศึกษาวิจัยที่ต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน

สารสกัดพืชสมุนไพรกำจัด "ผักตบชวา"

ดร.สามารถ ดีพิจารณ์

         ดร.สามารถ ดีพิจารณ์ ที่ปรึกษาคณบดี วิทยาลัยการบริหารและการจัดการ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ในฐานะประธานโครงการกำจัดผักตบชวาอย่างยั่งยืนด้วยพืชสมุนไพร กล่าวว่า ด้วยข้อจำกัดในกำจัดผักตบชวาที่แพร่กระจายตามแหล่งน้ำทั่วประเทศ สจล. จึงได้วิจัยและพัฒนานวัตกรรม “การกำจัดผักตบชวาอย่างยั่งยืนด้วยสารสกัดจากพืชสมุนไพร” โดยคิดค้นตามกระบวนการทดลองทางวิทยาศาสตร์และทดลองสูตรที่เหมาะสม จนได้สูตรที่ดีที่สุดในการกำจัดผักตบชวา 3 สูตร คือ 1. Extract-Wayacin ค้นพบจากสารสกัดจากพืชสมุนไพรเข้มข้นและจุลินทรีย์ชีวภาพ ที่เหมาะสมสำหรับการกำจัดผักตบชวาโดยที่ไม่มีผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม 2. Micro-Organ และ 3. Super-Organ ค้นพบจากสารสกัดจากพืชสมุนไพรเจือจางและจุลินทรีย์ชีวภาพ ที่เหมาะสมสำหรับการกำจัดผักตบชวาและเพื่อกินก๊าซไข่เน่า (Hydrogen Sulfide) ซึ่งทุกสูตรมีองค์ประกอบของ มะรุม (Moringa Oleifera Lam) , กระเทียม (Allium Sativum) ,กรดอะมิโน Amino Acid Residue และ จุลินทรีย์ Microorganisms แต่ในส่วนของค่าความเป็นกรดด่างและอัตราส่วนผสมจะแตกต่างกัน เพื่อประสิทธิภาพในการฉีดพ่นเข้าทำลายสารคลอโรฟิลล์ของผักตบชวา และทำหน้าที่สลายซากผักตบชวาที่เหี่ยวแห้งและตาย โดยไม่ก่อให้เกิดสารพิษตกค้างในแหล่งน้ำและไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต

สารสกัดพืชสมุนไพรกำจัด "ผักตบชวา"

ทั้งนี้ นวัตกรรมสารสกัดจากพืชสมุนไพรโดยการฉีดพ่นเพื่อกำจัดผักตบชวา ใช้ระยะเวลาไม่เกิน 45 วัน แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้

        1. ฉีดพ่นด้วย Extract – Wayacin : เพื่อสกัดการสังเคราะห์แสงและการสังเคราะห์โปรตีนของใบผักตบชวาใช้ระยะเวลาประมาณ 7 – 10 วัน จะทำให้ใบแห้งเหี่ยวตาย

สารสกัดพืชสมุนไพรกำจัด "ผักตบชวา"

ฉีดสารสกัดสมุนไพรไปแล้ว 5 วัน

2. ฉีดพ่นด้วย Micro – Organ : เพื่อสกัดการสังเคราะห์แสงการสังเคราะห์โปรตีนของใบผักตบชวา ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อต้นแม่ใกล้จะตายจะผลิตลูกต้นอ่อนขึ้นมาแทน ใช้ระยะเวลาประมาณ 7 – 14 วัน จะทำให้ต้นอ่อนตายและต้นแม่เริ่มเน่าเปื่อยจากใบจนถึง ราก – เมล็ด – ไหล

         3. ฉีดพ่นด้วย Super – Organ : เพื่อกินก๊าซไข่เน่าจำนวนมาก ใช้ระยะเวลาประมาณ 7 – 14 วัน จะช่วยปรับสภาพน้ำให้มีคุณภาพดีขึ้น

สารสกัดพืชสมุนไพรกำจัด "ผักตบชวา"

สารสกัดสมุนไพร

“จากการนำต้นผักตบชวามาทดลองในห้องปฏิบัติการ เพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงในขั้นตอนต่างๆ เริ่มตั้งแต่การดูดซึมของราก การดูดซับน้ำ คุณภาพน้ำ ใบแห้งเหี่ยวตาย การเกิดต้นอ่อนใหม่ การเริ่มเน่าเปื่อยจากใบจนถึงราก-เมล็ด-ไหล การเกิดก๊าซไข่เน่า การปรับสภาพน้ำให้มีคุณภาพดีขึ้น และน้ำใสขึ้น พบว่า ต้นผักตบชวาหนัก 1,000 กรัม หลังจากตากให้แห้งจะมีน้ำหนักเหลือประมาณ 50กรัม คิดเป็นน้ำหนักของกากแห้งเฉลี่ย ร้อยละ 5 แต่ฉีดพ่นด้วยสารสกัดดังกล่าวแล้วปล่อยให้เน่าเปื่อยและย่อยสลายในน้ำ จะเหลือส่วนที่เป็นรากและไหลที่เมื่อนำมาตากแห้งจะเหลือน้ำหนักเพียง 10กรัม คิดเป็นน้ำหนักของกากแห้งเฉลี่ย ร้อยละ 1 ในขณะที่การวิเคราะห์และหาค่าประมาณการโดยเฉลี่ย ความหนาแน่นของผักตบชวา ไร่ จะมีน้ำหนัก 80 ตัน หรือ 80,000 กิโลกรัม ถ้าถูกกำจัดด้วยนวัตกรรมใหม่จะเหลือซากคิดเป็นน้ำหนักเพียง 80 กิโลกรัมต่อไร่ ตกทับถมลงในใต้น้ำ ซึ่งซากหรือตะกอนที่รอการย่อยสลายตามธรรมชาติเพียง 1% จะไม่ส่งผลทำให้แม่น้ำลำคลองตื้นเขิน จึงสรุปได้ว่าในการกำจัดผักตบชวาด้วยนวัตกรรมใหม่นี้ จะส่งผลดีในการรักษาระบบนิเวศในน้ำได้เป็นอย่างดี” ดร.สามารถ กล่าว

นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หมายเลขโทรศัพท์  02-329-8111 หรือเข้าไปที่ www.kmitl.ac.th

ก่อนจะถึงวันนี้ แก้วฟ้า ต.บัวมาศ นักชกหน้าหยก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295699

ก่อนจะถึงวันนี้ แก้วฟ้า ต.บัวมาศ นักชกหน้าหยก

แก้วฟ้า ตบัวมาศ นักชกหน้าหยกและสิงห์สำอางค์, แก้วฟ้า ตบัวมาศ หรือไกร เสฏฐพล, แก้วฟ้า, นักชกหน้าหยก, หรือไกร, เสฏฐพล, คณะบริหารธุรกิจ, มทรพระนคร

แก้วฟ้า ต.บัวมาศ หรือไกร เสฏฐพล นักชกหน้าหยกและสิงห์สำอางค์ ชกมวยหาค่าขนม-เรียนต่อวันนี้เขาเป็นนศ.ปริญญาโท คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชมงคลพระนคร (มทร.พระนคร)

     หลายคนคงคุ้นหูกันดีกับในบทบาทนักมวยสากลอาชีพชาวไทย  แก้วฟ้า ต.บัวมาศ ปัจจุบันเป็นแชมป์ในรุ่นไลต์เวท 135 ปอนด์ แก้วฟ้า หรือไกร เสฏฐพล ได้เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขาการจัดการ คณะบริหารธุรกิจ เล่าถึงเรื่องราวจากสนามมวยสู่รั้วมหาวิทยาลัยราชมงคลพระนคร (ราชมงคลพระนคร) ว่าจุดเริ่มต้นของการเป็นนักมวยเริ่มจากการที่ชีวิตวัยเด็กคลุกคลีอยู่ในค่ายมวยโดยมีลุงเป็นผู้ฝึกสอน เป็นคนจังหวัดนครสวรรค์ มีฐานะทางบ้านยากจนทำให้ไปชกตามเวทีต่างๆ เพื่อหาค่าขนม ครั้งละ 80 -100 บาท

ก่อนจะถึงวันนี้ แก้วฟ้า ต.บัวมาศ นักชกหน้าหยก

      เมื่อเข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาจึงเลือกเข้าโรงเรียนกีฬาเพื่อฝึกทักษะด้านกีฬาอย่างจริงจัง และต่อยมวยสากลสมัครเล่นจนติดทีมชาติชุดเยาวชน ถือว่าในช่วงนั้นเป็นนักมวยหน้าตาดี จึงได้ฉายาว่า “นักชกหน้าหยกและสิงห์สำอางค์” การแข่งขันในช่วงนั้นได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย

     อาทิ เหรียญทอง โรงเรียนกีฬานักเรียนกรมพละ 3 สมัย เหรียญทองชิงแชมป์ประเทศไทย ตัวแทนทีมชาติไทยแข่งกีฬามวยสากลเยาวชนชิงแชมป์โลก ตัวแทนทีมชาติไทยแข่งขันที่ประเทศปากีสถาน เป็นต้น

ก่อนจะถึงวันนี้ แก้วฟ้า ต.บัวมาศ นักชกหน้าหยก

     แก้วฟ้า เล่าต่อว่า เงินที่ได้มาจากการชกมวยชนะการแข่งขันนำไปเป็นทุนการศึกษาส่งตนเองเรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย และมีมหาวิทยาลัยที่เห็นถึงความสามารถให้ทุนศึกษาต่อระปริญญาตรี โดยต้องแบ่งเวลาเรียนและซ้อม หากช่วงไหนมีแข่งจะค่อยตามการบ้านและเนื้อหาที่เรียนจากเพื่อนๆ ในระดับอุดมศึกษาได้เปลี่ยนมาชกมวยสากลอาชีพ รุ่น 65 กิโลกรัม หรือ 135 ปอนด์

ก่อนจะถึงวันนี้ แก้วฟ้า ต.บัวมาศ นักชกหน้าหยก

     สำหรับการขึ้นชกในทุกๆ สังเวียนถือว่าเป็นประสบการณ์ ทุกหมัดที่ปล่อยออกไปนั้นไม่ได้ใช้พลังเพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้ความคิด ความเร็ว สมาธิ และหากพูดถึงเรื่องอนาคตอาชีพนักมวยไม่ยืนยาวเหมือนกับอาชีพอื่นๆ มีนักมวยจำนวนไม่มากที่ยังชกมวยอยู่ เมื่ออายุล่วงเข้าเลขสามจึงตัดสินใจเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท

ก่อนจะถึงวันนี้ แก้วฟ้า ต.บัวมาศ นักชกหน้าหยก

       โดยได้รับการสนับสนุนทุนการศึกษาต่อจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และยังสามารถนำประสบการณ์และเทคนิคต่างๆ บนสังเวียนมาถ่ายทอดให้กับนักกีฬาต่อยมวย ชมรมกีฬาต่อสู้ ในฐานะโค้ชซึ่งเป็นความฝันที่อยากทำ

ก่อนจะถึงวันนี้ แก้วฟ้า ต.บัวมาศ นักชกหน้าหยก

        รศ.สุภัทรา โกไศยกานนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (มทร.พระนคร) กล่าวว่าสถาบันมีนโยบายสนับสนุนกีฬากิจกรรมกีฬาต่างๆ และมวยสากล รวมทั้งสิ้น 21 ชนิดกีฬา “มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญด้านกีฬาเป็นอย่างมาก ในทุกปีจึงได้ทุ่มงบประมาณจัดสรรทุนการศึกษาตลอดหลักสูตร ทั้งในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ทั้งแบบ 100% และแบบ 50% รวมทั้งยังมีโควตานักศึกษาเข้าศึกษาต่ออีกด้วย

ก่อนจะถึงวันนี้ แก้วฟ้า ต.บัวมาศ นักชกหน้าหยก

       นอกจากนี้ยังมีเงินรางวัลสำหรับผู้ชนะ เบี้ยเลี้ยงแข่งขัน เบี้ยเลี้ยงฝึกซ้อม พร้อมทุ่มงบกว่า300,000 บาท จัดซื้อสนามมวยมาตรฐาน เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมฝึกซ้อมนักกีฬา เข้าสู่การแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 34 “ล้านนาเกมส์” ในปี 2561 ที่จะถึงนี้

ก่อนจะถึงวันนี้ แก้วฟ้า ต.บัวมาศ นักชกหน้าหยก

       อย่างไรก็ตามกีฬามวยถือว่าเป็นกีฬายอดนิยมในขณะนี้จึงได้เปิดคอร์สให้กับนักศึกษาที่สนใจ เพื่อเป็นฝึกศิลปะการป้องกันตัวเบื้องต้น และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ สามารถติดต่อโดยตรงที่ ผศ.อำนาจ เอี่ยมสำอางค์ ประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการ ราชมงคลพระนคร โทรศัพท์ 080 300 0007

ก่อนจะถึงวันนี้ แก้วฟ้า ต.บัวมาศ นักชกหน้าหยก