ขาขาดส่งต่อความสุขได้เดือนละ1ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295687

ขาขาดส่งต่อความสุขได้เดือนละ1ล้าน

ขาดขาด2ข้างแต่ยังสู้ต่อส่งความสุขให้กับผู้ป่วย, ส่งต่อความสุขคนไข้ได้เงินเดือนละ1ล้าน, ผู้สำรวจความสุขคนไข้โรง พยายาบาลเวิลด์เมดิคอล ได้เงินเดือน 1 ล้านบาท นาน 6 เดือน, ธันย์ นสณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์, คิดบวก, ส่งต่อกำลังใจ, ล้าน, ผู้สำรวจความสุขคนไข้, หน้าที่, ได้เงินเดือน, ล้านบาท, นาน, เดือน

” กำลังใจจากคนรอบข้างนั่นสำคัญแต่กำลังจากตนเองนั่นสำคัญกว่า” หน้าที่ ผู้สำรวจความสุขคนไข้โรง พยายาบาลเวิลด์เมดิคอล ได้เงินเดือน 1 ล้านบาท นาน 6 เดือน

     “ธันย์ -น.ส.ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์” เด็กสาวที่ประสบอุบัติเหตุตกชานชาลารถไฟฟ้าที่สิงคโปร์ และถูกรถไฟทับจนต้องตัดขาทั้งสองข้าง ระหว่างเดินทางไปศึกษาด้านภาษา เป็นผู้ได้รับคัดเลือก ให้รับตำแหน่ง “ผู้สำรวจความสุขคนไข้” ของโรงพยายาบาลเวิลด์เมดิคอล โดยได้เงินเดือน 1 ล้านบาท นาน 6 เดือน

ขาขาดส่งต่อความสุขได้เดือนละ1ล้าน

  ธันย์ -น.ส.ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์

    ธันย์ เล่าว่าที่มาสมัครเข้าร่วมแคปเป็ญนี้ เพราะเห็นว่าน่าสนใจ และตรงกับความเชื่อของตนเองว่าเวลาเจ็บป่วย กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะเธอก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องสร้างกำลังใจให้แก่ตนเอง ต้องการการกำลังใจจากผู้อื่น และพร้อมถ่ายทอดส่งต่อกำลังใจไปยังผู้อื่น ที่ไม่ใช่เพียงการอ่านหนังสือให้กำลังใจ แต่ผ่านการแลกเปลี่ยน เติมพลังกำลังใจซึ่งกันและกัน

        เมื่อได้รับตำแหน่ง ผู้สำรวจความสุขคนไข้ หน้าที่ของธันย์ คล้ายกับพนักงานฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ของโรงพยาบาลต้องเข้าไปดูแล พูดคุยสอบถามผู้ป่วย สร้างรอยยิ้มและกำลังใจแก่ผู้ป่วย

ขาขาดส่งต่อความสุขได้เดือนละ1ล้าน

     “ร่างกายของธันย์อาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเปิดรับ เข้าใจ และมีกำลังใจมากขึ้น เพราะสิ่งแรกที่ผู้ป่วยจะได้รับจากธันย์ คือ รอยยิ้ม และกำลังใจ เราพร้อมรับฟังทุกปัญหาของเขา สร้างความสุขให้แก่ผู้ป่วย และที่สำคัญเรื่องราวชีวิตของธันย์ เป็นกำลังใจให้แก่พวกเขาได้เป็นอย่างดี เนื่องจากธันย์สามารถใช้ชีวิตได้อย่างคนปกติ มีวิธีคิดที่ดีต่อตัวเอง และสามารถส่งแรงบันดาลใจ กำลังใจไปสู่ผู้อื่นได้ ดังนั้น ตลอดระยะเวลา 1 เดือนกว่าๆ ที่ได้ทำงานในฐานะผู้สำรวจความสุขคนไข้ ได้รับการตอบรับที่ดีมาก ผู้ป่วยแต่ละคนมีความแตกต่างกัน เราก็แก้ปัญหา รับฟัง และช่วยเติมกำลังใจให้แต่ละคน โดยแต่ละวัน จะนำเรื่องราวของผู้ป่วยมาถ่ายทอดผ่านบล็อค เฟสบุ๊คของโรงพยบาล ส่งต่อเรื่องราวดีๆ ให้แก่สังคม”

ขาขาดส่งต่อความสุขได้เดือนละ1ล้าน

     การทำงานตลอด 7 วัน ตั้งแต่ 8 โมงเช้า -5 โมงเย็น ไม่ได้ทำให้ “ธันย์” รู้สึกเหน็ดเหนื่อย และไม่ใช่เพราะค่าตอบแทนที่สูง แต่สิ่งที่ทำให้ เธออยากทำงานนี้ทุกวัน ทุกวัน เพราะการเป็นผู้ให้ ผู้ส่งมอบกำลังใจแก่ผู้อื่น รอยยิ้ม ความสุขของผู้ป่วยที่ถ่ายทอดมายังเธอ ถือเป็นพลังชีวิตที่เต็มเต็มแก่เธอเช่นกัน

ขาขาดส่งต่อความสุขได้เดือนละ1ล้าน

    ธันย์ เล่าต่อว่า เงินเดือนที่ได้รับเธอจะนำไปเปลี่ยนขาเทียมใหม่ เพราะค่าเทียมที่ดีมีราคาแพง 5-6 ล้านบาท และจะนำเงินส่วนที่เหลือสมทบทุนแก่มูลนิธิ หรือหน่วยงานอื่นๆ ที่ต้องการนำไปใช้ในการซื้อขาเทียม รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ อยากให้ทุกคนคิดบวก เป็นกำลังใจแก่กัน

ขาขาดส่งต่อความสุขได้เดือนละ1ล้าน

    ชีวิตของคนเรา เวลาพบเจอปัญหา อาจต้องใช้เวลาในการลุกขึ้นยืนแตกต่างกัน “น้องธันย์” แม้เสียขาทั้ง 2 ข้าง เธอสามารถลุกขึ้นได้ภายในระยะเวลาไม่นาน แถมยังทำกิจกรรมเพื่อสังคมมาตลอด

     กันตพร หาญพาณิชย์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลฝ่ายการตลาดภายในประเทศ โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล กล่าวว่าหลังจากที่น้องธันย์ ได้เริ่มทำงาน กระแสตอบรับดีมาก ซึ่งไม่ใช่เฉพาะผู้ป่วยในโรงพยาบาลของเราเท่านั้นที่ต้องการให้น้องเข้าไปเยี่ยม พูดคุย หรือต้องการกำลังใจจากน้อง แต่โรงพยาบาลอื่นก็ติดต่อมาขอให้น้องไปเยี่ยมผู้ป่วยของเขาเช่นกัน ถือเป็นกิจกรรมที่ดี

ขาขาดส่งต่อความสุขได้เดือนละ1ล้าน

     อีกทั้ง น้องธันย์ทำหน้าที่ได้ดีมาก เข้ากับผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี และช่วยสร้างกำลังใจ สำรวจความสุขของผู้ป่วยให้แก่สังคมได้รับทราบ โดยขณะนี้ทางโรงพยาบาลจะมีการดำเนินการจัดระดมทุนให้แก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคม เพื่อให้เขาสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข อยู่ในสังคมได้

ขาขาดส่งต่อความสุขได้เดือนละ1ล้าน

    สำหรับ ภารกิจของตำแหน่งผู้สำรวจความสุขคนไข้ มีภารกิจหลัก 3 ข้อ คือ 1. ทุกวันต้องไปถามผู้ป่วยที่มาโรงพยาบาล ว่า อาการเจ็บป่วยเป็นยังไง อยากได้อะไรถึงจะมีความสุขและหายจากโรคภัยไข้เจ็บนี้ และให้กำลังใจผู้ป่วยด้วย 2. เมื่อสำรวจแล้วก็ต้องบันทึกให้สังคมทราบว่าทำยังไงให้ผู้ป่วยมีความสุขได้ เพื่อให้คนได้อ่าน และสามารถเป็นข้อมูลอ้างอิงให้โรงพยาบาลอื่นใช้ทำงานนี้ต่อไปได้ เราต้องการสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคม 3. เป็นตัวแทนของโรงพยาบาลในการทำซีเอสอาร์

ขาขาดส่งต่อความสุขได้เดือนละ1ล้าน

    สัมผัสเรื่องราวดีๆ ส่งต่อกำลังใจ ความสุข สามารถติดตามได้ เพจ https://www.facebook.com/BestJobInThailand/

พาน้องเรียนรู้วัฒนธรรมวิถีคนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295638

พาน้องเรียนรู้วัฒนธรรมวิถีคนใต้

สุราษฎร์, อุดมการณ์ราชภัฏสู่ชุมชน

มรส. สร้างค่าย “อุดมการณ์ราชภัฏสู่ชุมชน” ถ่ายทอดองค์ความรู้ การละเล่นพื้นบ้าน มุ่งสร้างแรงบันดาลใจจากพี่สู่น้อง เห็นคุณค่าในชุมชน

      สาขาการจัดการทางวัฒนธรรม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จัดค่าย “อุดมการณ์ราชภัฏสู่ชุมชน” ถ่ายทอดความรู้จากพี่สู่น้อง หวังสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนในชุมชนท้องถิ่นเข้าถึงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน เล็งเห็นความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่นใกล้ตัว เมื่อระหว่างวันที่ 7-9 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา ณ โรงเรียนบ้านคลองโหยน ตำบลบางสวรรค์ อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี

พาน้องเรียนรู้วัฒนธรรมวิถีคนใต้

“สรัญ เพชรรักษ์” ประธานหลักสูตรสาขาวิชาการจัดการทางวัฒนธรรม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ กล่าวว่า การเรียนการสอนของสาขาการจัดการทางวัฒนธรรม เนื้อหาจะเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยให้มีการปฏิบัติจริงนอกห้องเรียนด้วยกระบวนการพัฒนานักศึกษาให้เป็นบัณฑิตที่พึงประสงค์ตามหลักสูตรวิชา มีระบบคิดที่ดี กล้าคิด กล้าทำอย่างสร้างสรรค์ มีจิตวิญญาณแห่งการทำงาน ซึ่งการจัดค่ายวัฒนธรรมกับชุมชนท้องถิ่นเพื่อสังคม ส่งเสริมวัฒนธรรม นำความรู้สู่ชุมชน

พาน้องเรียนรู้วัฒนธรรมวิถีคนใต้

ด้าน “ศิริอร เพชรภิรมย์” อาจารย์ประจำสาขาวิชาการจัดการทางวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ค่ายวัฒนธรรมกับชุมชนท้องถิ่น ในปีนี้กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ซึ่งเป็นเยาวชนรุ่นใหม่ ที่เริ่มมีความห่างไกลจากวัฒนธรรมพื้นบ้าน เมื่อมีนักศึกษารุ่นพี่เข้ามาถ่ายทอดความรู้ อาทิ การแสดงมโนราห์ การแสดงหนังตะลุง การทำขนม และการละเล่นแบบพื้นบ้านภาคใต้ จึงให้ความสนใจและเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนที่จะได้ทำความรู้จักกับวัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้จะทำให้เยาวชนเห็นคุณค่าของชุมชนตนเองว่ามีทรัพยากรมากมายที่สามารถสร้างประโยชน์อย่างมีคุณค่าและเกิดมูลค่าได้อีกด้วย

ทวิศึกษาเพิ่มโอกาสเรียนวิชาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295604

ทวิศึกษาเพิ่มโอกาสเรียนวิชาชีพ

สพม19, ทวิศึกษา

สพม.19 จัดกิจกรรม “เหลียวหลัง แลหน้า ทวิศึกษาก้าวไกล”เผยใช้ 3 รูปแบบจัดการศึกษาเพื่อการมีงานทำ เพิ่มโอกาสเด็กวัยเรียน คนทั่วไปเข้าใจและ

      ดร.สมเจษฎ์ ศรีสมจักร์ ผู้อำนวยการการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 19  กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “เหลียวหลัง แลหน้า ทวิศึกษาก้าวไกล…” ณ โรงแรมเลยพาเลซ อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย เมื่อเร็วๆนี้ ว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีนโยบายในการส่งเสริมให้ผู้เรียน เรียนด้านอาชีวศึกษาเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับการจ้างงานทั้งภาคธุรกิจบริการ ภาคอุตสาหกรรม และภาคการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มอาชีพที่เป็นความต้องการของตลาดแรงงานที่กำลังขยายตัวในทุกภาคส่วน และได้เร่งประชาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจให้นักเรียนหันมาสนใจเรียนทางด้านอาชีพซึ่งมีตลาดรองรับให้มากขึ้น

ทวิศึกษาเพิ่มโอกาสเรียนวิชาชีพ

ดร.สมเจษฎ์ ศรีสมจักร์

ในส่วน สพม.19 (เลย-หนองบัวลำภู) ตั้งแต่ปีการศึกษา 2558 ได้ดำเนินการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อการมีงานทำใน 3 รูปแบบ คือ รูปแบบหลักสูตรเรียนร่วมอาชีวศึกษาและมัธยมศึกษาตอนปลาย (ทวิศึกษา)  รูปแบบหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นในระดับชั้น ม.ต้น และรูปแบบการเรียนรู้เป็นผู้ประกอบการธุรกิจพอเพียง ทั้งนี้ การส่งเสริมการจัดการเรียนร่วมหลักสูตรอาชีวศึกษาและมัธยมศึกษาตอนปลายนี้  เพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาด้านวิชาชีพให้แก่ประชาชนวัยเรียนและวัยทำงานตามความถนัดความสนใจ และเข้าเรียนอาชีวศึกษา โดยขยายวิชาชีพและกลุ่มเป้าหมาย เข้าสู่ระบบการจัดการอาชีวศึกษาได้อย่างทั่วถึง

ทวิศึกษาเพิ่มโอกาสเรียนวิชาชีพ

สำหรับกิจกรรมมีการแสดงผลงงานของนักเรียนทวิศึกษาของโรงเรียนที่ร่วมโครงการ และมีการจัดเสวนา จากตัวแทนภาคีด้านการจัดการเรียนร่วมหลักสูตรอาชีวศึกษาและมัธยมศึกษาตอนปลาย และผู้ประกอบการ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน

“หมูสะเต๊ะหญิงอัจ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295648

“หมูสะเต๊ะหญิงอัจ”

สูตรเด็ดเคล็ด(ไม่ลับ)  หมูสะเต๊ะหญิงอัจ, หมูสะเต๊ะหญิงอัจ, ลาออกจากงานประจำ, ไม่ลับ

ลาออกจากงานประจำ งัดกลยุทธ์การขาย จนประสบความสำเร็จเป็นหมูสะเต๊ะเงินแสนบนเส้นทางประตูสู่เศรษฐีของ “หมูสะเต๊ะหญิงอัจ” ไม่เคยรอคำว่าพร้อม คิดแล้วทำเลย

 

ทุกวันนี้เปิดไอจี เฟสบุ้ก ก็เจอแต่สาวๆ เน็ตไอดอลต่างๆ พากันขายครีม อาหารเสริม สินค้าแฟชั่น เพราะการขายในลักษณะออนไลน์ไม่ต้องมีค่าหน้าร้าน สามารถซื้อขายของได้ง่ายเพียงแค่ปลายนิ้วคลิ๊ก แต่ผลิตภัณฑ์ความงามเหล่านี้มาเร็วไปเร็ว อยู่ที่ใครจะดึงใจลูกค้าให้อยู่กับแบรนด์ได้นานกว่ากัน ขณะที่เรื่องของอาหารการกินคือสิ่งจำเป็นที่ผู้บริโภคต้องทานตลอด และหากเราสามารถเพิ่มช่องทางการซื้อขายให้ง่ายขึ้นโดยอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า

“หมูสะเต๊ะหญิงอัจ”

อย่างไรก็ตามธุรกิจของเราก็น่าจะไปได้ นี่คือความคิดแรกของผู้หญิงคนหนึ่งที่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ โดยกลับมาสานต่อธุรกิจหมูสะเต๊ะของครอบครัวที่พ่อกับแม่สร้างมาตลอดกว่า 30 ปี และเริ่มวางแผนธุรกิจในการจัดจำหน่ายในแบบฉบับของเธอ จนประสบความสำเร็จเป็นหมูสะเต๊ะเงินแสนในเวลาไม่กี่เดือน

        อัจฉรา สุทธิธรรมานันต์ ศิษย์เก่าสาขาวิชาการประชาสัมพันธ์ วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เล่าให้ฟังว่า ภายหลังเรียนจบระดับปริญญาตรีก็เลือกที่จะต่อยอดความรู้ด้านการสื่อสารในระดับปริญญาโท ขณะเดียวกันได้ทำงานด้านการสื่อสารการตลาดไปด้วย และภายหลังจากจบปริญญาโทได้ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ และตั้งต้นสานต่อธุรกิจหมูสะ

เต๊ะของครอบครัว

“หมูสะเต๊ะหญิงอัจ”

“ก่อนหน้าก็ไม่คิดว่าจะหันมาจับธุรกิจนี้ แต่พอเราทำงานประจำไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกอิ่มตัว แน่นอนงานประจำมีความมั่นคงทางการเงิน สิ้นเดือนเรามีเงินเดือน แต่ก็นั่นแหล่ะ รายได้เราก็คงที่ทุกเดือน เลยคิดว่าอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง แม้ว่าในการลงทุนจะมีความเสี่ยง แต่เรามีอำนาจในการคิดการตัดสินใจ และเมื่อมองกลับมาก็พบว่า ธุรกิจหมูสะเต๊ะที่เป็นรายได้หลักที่พ่อแม่เลี้ยงเรามาตลอดชีวิต ส่งเสียให้เราเรียนจนจบปริญญาโทก็ด้วยหมูสะเต๊ะ เราก็น่าจะสานต่อธุรกิจนี้ของครอบครัวได้ จึงตัดสินใจออกจากงานประจำ และกลับบ้านไปหาแม่ ให้แม่สอนสูตรหมูสะเต๊ะให้ โดยขยายฐานธุรกิจให้เข้ากับยุคปัจจุบันที่อำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคสามารถสั่งซื้อความอร่อยโดยส่งตรงถึงที่ได้ จึงเป็นที่มาในการเริ่มธุรกิจหมูสะเต๊ะหญิงอัจ”

“หมูสะเต๊ะหญิงอัจ”

เจ้าของร้านหมูสะเต๊ะหญิงอัจ กล่าวต่ออีกว่า หลังจากที่ตัดสินใจกลับบ้านได้ไปศึกษาสูตรการทำหมูสะเต๊ะกับแม่ และมีความคิดจะสานต่อธุรกิจนี้ของครอบครัว ภายหลังจากนั้นจึงเริ่มต้นทำธุรกิจเปิดร้านขายหมูสะเต๊ะ โดยมีงบตั้งต้นในการทำหมูสะเต๊ะจากเงินเดือนเดือนสุดท้ายหนึ่งหมื่นบาท และเริ่มเปิดรับออเดอร์หมูสะเต๊ะผ่านช่องทางเฟสบุ้ก

ซึ่งกระแสตอบรับจากลูกค้าดีมาก จึงเปิดเพจเฟสบุ้กขึ้นมาและจะโพสว่าหมูสะเต๊ะหญิงอัจจะวิ่งไปส่งเส้นทางใดบ้างในกรุงเทพและปริมณฑล เมื่อลูกค้าที่เห็นว่าเป็นเส้นทางที่ผ่านก็จะออร์เดอร์หมูสะเต๊ะมา ซึ่งทำการขายแบบนี้อยู่ระยะเวลาหนึ่งทั้งขายผ่านหน้าร้านและออนไลน์

“หมูสะเต๊ะหญิงอัจ”

จึงได้ขยายสาขาการขายหน้าร้านเพิ่มขึ้น รวมทั้งยังมีบริการรับออกงานนอกสถานที่อีกด้วย โดยต่อวันสามารถขายได้ประมาณ 2-3 พันไม้ เดือนหนึ่งหมูสะเต๊ะทำเงินได้หลักแสน จึงเป็นเหมือนความภูมิใจที่ไม่เพียงได้สานต่อสิ่งที่พ่อแม่สร้างมา แต่เราสามารถยืนได้ตัวเราเอง และอนาคตจะทำเฟรนไชส์ต่อไป

“สูตรเด็ดของหมูสะเต๊ะหญิงอัจ คือ เป็นสูตรโบราณมีน้ำจิ้มรสเด็ด เป็นสูตรเฉพาะที่ขายมานานกว่า 30 ปี โดยจะเลือกใช้เนื้อหมูสันนอก เพราะเป็นส่วนเนื้อที่นุ่มเหมาะสำหรับการทำหมูสะเต๊ะ และจะหมักหมูไว้สองคืนเพื่อให้น้ำหมักซึมเข้าเนื้อทำให้เวลาย่างจะหอมรสชาติดี ทำให้หมูนุ่มโดยไม่ต้องใส่ผงนุ่ม และเก็บไว้ในอุณหภูมิ 0 องศา เวลาย่างต้องใช้เตาถ่านเพราะทำให้หมูสะเต๊ะมีกลิ่นหอม และอีกอย่างที่ทานคู่กันคือน้ำอาจาดและน้ำจิ้ม หลังจากหันมาทำธุรกิจนี้เราคิดเสมอว่า เราไม่ได้เป็นแค่แม่ค้า แต่เราจะเป็นแม่ค้าที่มีคุณภาพได้อย่างไร นั่นคือการที่ใส่ใจทุกรายละเอียดในสิ่งที่เราจะทำของดีมีคุณภาพให้ลูกค้าทาน”

“หมูสะเต๊ะหญิงอัจ”

เจ้าของร้านหมูสะเต๊หญิงอัจ กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับเคล็ดลับความสำหรับที่ทำให้มีวันนี้ได้คือ ไม่เคยรอคำว่า “พร้อม” หลังจากคิดและตัดสินใจแล้วก็ลงมือทำเลย ไม่ว่าข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นอย่างน้อยเราก็ได้ทำ เพราะเชื่อว่าไม่มีนักธุรกิจคนไหนที่ทำธุรกิจหลายอย่างแล้วจะสำเร็จไปได้ทุกธุรกิจ บางคนทำ 10 ธุรกิจ อาจจะประสบความสำเร็จในธุรกิจเดียวก็ได้ แค่คุณกล้าคิดและลงมือทำ ความสำเร็จอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน

           สำหรับคนสนใจอยากลองชิมหมูสะเต๊ะหญิงอัจ สามารถหาซื้อและสั่งความอร่อยส่งตรงถึงบ้านได้ โดยหน้าร้านมีจำหน่ายที่โครงการ JSP City รังสิตคลอง 1, ตลาดตะวันนา และตลาดการเคหะนวมินทร์ หรือสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่เพจหมูสะต๊ะหญิงอัจ หมูสะเต๊ะหญิงอัจ อร่อยสั่งอีก ติดใจสั่งเพิ่ม

รักแม่ จึงท้อแท้ไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295634

รักแม่ จึงท้อแท้ไม่ได้

สมจิตร รัตนเมือง

เปิดโลกการศึกษามุสลิมตอน: เพราะรักแม่ จึงท้อแท้ไม่ได้ “สมจิตร รัตนเมือง ” แม่บ้านนักการฑูต

      จากผู้หญิงธรรมดาๆ เติบโตในครอบครัวชาวนา มีชีวิตอยู่กับท้องทุ่งนาและวัวควาย อาศัยยุ้งข้าวของญาติเป็นที่ซุกหัวนอน ต้องมาทำงานที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่อายุ 13 ปี และเป็นที่มาของชีวิตที่ดีในวันนี้ เพราะได้ทำงานกับ “คุณแม่ ศิริรัตน์ จันทวรินทร์ ”คุณแม่ของเอกอัครราชทูตไทยไคโรท่านทูตพีรศักย จันทวรินทร์”ผู้ชุบชีวิตเด็กบ้านๆ ผอมๆ ตัวดำๆคนหนึ่งให้เข้าไปอยู่ในรั้วบ้านหลังใหญ่ที่มีแต่ความอบอุ่น และทำให้เด็กคนหนึ่งได้ติดตามท่านไปประจำการในต่างประเทศครั้งแรก

รักแม่ จึงท้อแท้ไม่ได้

         สมจิตร รัตนเมืองหรือ“น้องจิตร”

     พร้อมกับการออกประจำการครั้งแรกของท่านเอกอัครราชทูตฯ รวมถึงตอนนี้ก็ 31 ปีตั้งแต่ โปรตุเกส 4 ปี สิงค์โปร 4 ปี ฟิลิปปินส์ 3ปี อิตาลี 5 ปี อียิปต์ 4 ปี จนเกษียนเมื่อปีที่แล้ว

       ตลอดระยะเวลาที่เข้าสู่อ้อมอกของบ้านคุณแม่ ผู้ที่สอนทุกอย่างตามแบบฉบับกุลสตรีไทย รวมถึงการจัดระเบียบชีวิตต่างๆ ซึ่งไม่เคยได้ร่ำเรียนมาก่อน เปลี่ยนชีวิตให้อยู่ในกรอบความเป็นกุลสตรี เรื่องการพูดจา การแต่งกาย บุคลิกภาพ เรื่องในครัวเรือน เรื่องความสะอาด เรื่องอาหารและเรื่องการเข้าสังคม เสิร์ฟอาหารหรือให้การต้อนรับแขกระดับประเทศที่มาเยือนทำเนียบเอกอัครราชทูต หรือแขกในกลุ่มอาเซียนตลอดจนคนไทยทั่วไป เพราะเธอเป็นแม่บ้านทำเนียบเอกอัครราชฑูตนั่นเอง

รักแม่ จึงท้อแท้ไม่ได้

                คุณแม่ ศิริรัตน์ จันทวรินทร์
สมจิตร รัตนเมืองหรือ“น้องจิตร” เป็นลูกคนโต มีพี่น้องทั้งหมด 3 คน พ่อชื่อสัมฤทธิ์ รัตนเมือง แม่ชื่อ มี รัตนเมืองและเป็นคนจังหวัดนครราชสีมา มีอาชีพทำนามาแต่กำเนิด เมื่อเรียนจบ ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ที่โรงเรียนบ้านหนองแสง ต.บัวลาย อ.บัวใหญ่  ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าชีวิตของตัวเองจะเหมือนกับละคร ที่คอยติดตามเจ้านายไปยังประเทศต่างๆ

รักแม่ จึงท้อแท้ไม่ได้

       แม้จะได้รับการอบรมจากคุณแม่เป็นอย่างดี แต่ก็รู้สึกประหม่าในการใช้ชีวิตในต่างแดน แต่เพราะคำพูดและกำลังใจจากท่านเอกอัครราชทูตและภริยา ทำให้รู้สึกมีกำลังใจและทำให้ดีที่สุดให้สมกับคุณแม่ที่สอนมาและทำให้ครอบครัวที่บ้านนอกได้อยู่สบายและมีบ้านใหม่ให้พ่อแม่ให้ได้

รักแม่ จึงท้อแท้ไม่ได้

        ทุกวันนี้น้องจิตร มีความสุขเพราะตลอดชีวิตที่ออกจากบ้านมาก็ได้ส่งเงินเดือนที่ได้กลับไปยังครอบครัวอยู่เสมอทำให้ฐานะดีขึ้นเรื่อยๆ พ่อแม่ก็มีความสุข ไม่ต้องเหนื่อยเหมือนเมื่อก่อน การเป็นแม่บ้านระดับนักการทูตไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายๆ ยิ่งได้ออกต่างประเทศยิ่งได้พบผู้คนมากมายชาวต่างชาติ มีโอกาสดีๆมากมาย

รักแม่ จึงท้อแท้ไม่ได้

      กอปรกับการอบรมเพิ่มเติมจากภรรยาของท่านเอกอัครราชทูต ยิ่งเพิ่มคุณค่าให้กับชีวิตของตัวเองและวงศ์ตระกูลมากยิ่งขึ้น ท่านได้ให้โอกาสได้เรียนรู้ในหลายเรื่องและน้องจิตรเองก็ชอบการเรียนรู้อยู่แล้ว จึงไปเรียนแกะสลักเพิ่มเติม เพราะโอกาสดีจากท่านเอกอัครราชทูตและภริยาให้น้องจิตร ได้ทำการออกสื่อระดับประเทศของอียิปต์ โดยยกกองถ่ายมาทำข่าวในหนังสือเกี่ยวกับบ้าน “อัลเบต” และแถมด้วยเรื่องการสอนแกะสลัก การจัดอาหารและโต๊ะสำหรับกับข้าวในแบบฉบับไทยแท้ดั้งเดิม

รักแม่ จึงท้อแท้ไม่ได้

      น้องจิตรได้ออกงานแกะสลัก และทำอาหารโชว์ในงานต่างๆของสถานเอกอัครราชทูต เป็นแม่บ้านที่ดี ตลอดระยะเวลา 30 ปี และปีนี้ 2560 เป็นปีต่อยอดชีวิตบนเส้นทางนี้อีกครั้งโดยการติดตามเอกอัครราชทูตไทยไคโร ท่านทูตชัยณรงค์ กีรติยุตวงศ์ ซึ่งเป็นครอบครัวใหม่ของน้องจิตร นอกจากความอบอุ่นแล้วยังได้แนวคิดต่อเติมชีวิตให้มองเห็นโลกใบใหม่ในวันข้างหน้า

รักแม่ จึงท้อแท้ไม่ได้

      “รู้สึกภาคภูมิใจที่มีวันนี้เพราะอาชีพนี้ ทำให้มีเงินส่งให้พ่อแม่ใช้จ่ายอยู่กินอย่างสุขสบายในทุกๆ เดือน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ใกล้ ไม่ได้ดูแล แต่ตั้งใจไว้ว่าสักวันหนึ่งจะกลับไปดูแลพ่อกับแม่ด้วยตัวเอง หลังจากที่มีทุกอย่างให้พ่อแม่ตามที่ตัวเองเคยหวังเอาไว้แล้ว ไม่เคยคิดให้หัวใจอ่อนแอและท้อแท้ แต่อาจมีบ้างบางเวลา

รักแม่ จึงท้อแท้ไม่ได้

และทุกครั้งที่เกิดความรู้สึกนี้ น้องจะนึกถึงหน้าของพ่อแม่ที่เลี้ยงน้องมา และมองลูกๆที่น้องให้กำเนิดมา อยากเห็นสีหน้าที่ยิ้มแย้มและมีความสุขของพวกเขาทุกคน ชีวิตน้องมีค่าเพราะพ่อแม่และลูกนี่แหละพี่ คือกำลังใจที่ทำให้น้องต้องสู้ต่อไป แม้จะอยู่เพียงลำพังและห่างไกลจากทุกคนก็ตาม เพราะน้องคิดเสมอว่า การได้ทำให้พ่อกับแม่มีความสุข คือ สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของน้องแล้วค่ะ” น้องจิตร กล่าวทิ้งท้าย

รักแม่ จึงท้อแท้ไม่ได้


คลังความรู้จัดการ “ความเสี่ยงอาหาร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295615

คลังความรู้จัดการ “ความเสี่ยงอาหาร”

จุฬา, สกว, ศูนย์ความเสี่ยงอาหาร, ความเสี่ยงอาหาร

สกว.-จุฬาฯตั้งหน่วยปฏิบัติการวิจัย “ศูนย์ความเสี่ยงอาหาร” มุ่งเน้นบทบาทการประเมินความเสี่ยง ให้ข้อเสนอแนะจัดการความเสี่ยง ให้ความรู้หน่วยงานรัฐ เอกชน

      เมื่อวันที่14 ก.ย. ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงหน่วยปฏิบัติการวิจัย “ศูนย์ความเสี่ยงอาหาร” ระหว่าง สกว. และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี รศ.น.สพ.ดร.ศุภชัย เนื้อนวลสุวรรณ ภาควิชาสัตวแพทยสาธารณสุข คณะสัตวแพทยศาสตร์ เป็นหัวหน้าหน่วยฯ

ศ.นพ.สุทธิพันธ์ กล่าวถึงทิศทางในการสนับสนุนการวิจัยของ สกว. ว่า สกว.เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นการวิจัยเรื่อง “ความปลอดภัยอาหาร” จึงได้ร่วมหารือกับคณะนักวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการวิจัย “ศูนย์ความเสี่ยงอาหาร” ณ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งที่ผ่านมา สกว. ได้ให้การสนับสนุนทุนวิจัยในประเด็นความเสี่ยง “ด้านอาหารและน้ำ” มาอย่างต่อเนื่อง ด้วยจุฬาฯ มีบทบาทสำคัญในการสร้างผลงานวิชาการด้านการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ที่หลากหลาย เป็นองค์กรที่มีศักยภาพและพร้อมในทุกด้าน และเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

คลังความรู้จัดการ "ความเสี่ยงอาหาร"

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะนำไปสู่การขยายผลให้มหาวิทยาลัยได้เป็นแหล่งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ด้านความปลอดภัยอาหาร เพื่อสนับสนุนการวางนโยบาย การออกกฎระเบียบให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลของหน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการประสานภาคีเครือข่ายความร่วมมือ ทั้งในส่วนวิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญของมหาวิทยาลัย และ สกว. ต่อไป

การดำเนินงานของหน่วยปฏิบัติการวิจัย “ศูนย์ความเสี่ยงอาหาร” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.สนับสนุนให้มีการพัฒนางานวิจัยด้านความเสี่ยงอาหาร ที่มุ่งเน้นบทบาทการประเมินความเสี่ยง และให้ข้อเสนอแนะด้านการจัดการความเสี่ยงตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงผู้บริโภค และการสื่อสารความเสี่ยงแก่องค์กรที่เกี่ยวข้อง 2.สนับสนุนให้จุฬาฯ เป็นศูนย์กลางทางวิชาการ รับผิดชอบ และดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยด้านความเสี่ยงอาหาร รวมทั้งเป็นแหล่งอ้างอิงข้อมูลทางวิชาการด้านความเสี่ยงและความปลอดภัยอาหารระดับประเทศและภูมิภาค

คลังความรู้จัดการ "ความเสี่ยงอาหาร"

3.สนับสนุนการพัฒนานักวิจัย และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านความเสี่ยงอาหาร เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนางานวิจัยและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านความเสี่ยงอาหารให้กับผู้เกี่ยวข้อง และ4.สนับสนุนให้มีกิจกรรมการสื่อสารด้านความเสี่ยงอาหารในรูปแบบที่เหมาะสมและถูกต้องไปสู่ผู้ประกอบการและผู้บริโภค รวมถึงการประสานภาคีเครือข่ายความร่วมมือ และเชื่อมโยงความรู้ด้านความเสี่ยงอาหารทั้งในส่วนวิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม

เป้าหมายของบันทึกข้อตกลงนี้เพื่อให้มีกลไกและการสนับสนุนการประสานงานระหว่างหน่วยงาน องค์กร และภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการด้านความเสี่ยงอาหาร และมีวิธีการบริหารจัดการเพื่อให้เกิดการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ และกำหนดนโยบายของประเทศไทย โดย สกว.และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะให้การสนับสนุนงบประมาณการวิจัยให้แก่หน่วยปฏิบัติการวิจัย “ศูนย์ความเสี่ยงอาหาร” เป็นระยะเวลา 3 ปี ในวงเงินรวม 30 ล้านบาท ภายใต้การพัฒนาโจทย์วิจัยและความร่วมมือทางวิชาการที่สอดคล้องกับกรอบภารกิจของหน่วยปฏิบัติการวิจัย “ศูนย์ความเสี่ยงอาหาร” ตลอดจนการพัฒนาโจทย์วิจัยเพิ่มเติมตามสถานการณ์และความต้องการของประเทศ อีกทั้งองค์ความรู้ และขับเคลื่อนผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย

อาจาริยบูชาครบ 10 ปีมรณกาล “หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295597

อาจาริยบูชาครบ 10 ปีมรณกาล “หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ”

วัดชลประทาน, อาจาริยบูชาครบ, ปีมรณกาล, หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

วัดชลประทานรังสฤษดิ์ เตรียม 2 งานใหญ่อาจาริยบูชาครบ 10 ปีมรณกาล อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ 4 ประเทศร่วมสมโภชน์ และพระราชทานเพลิงศพ สลายสรีรธาตุ พระพรหมมังคลาจารย์

      เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ที่พิพิธภัณฑ์พระพรหมมังคลาจารย์ (ห้องหน้าหีบหลวงพ่อปัญญานันทะ) วัดชลประทานรังสฤษดิ์ แถลงข่าวการเตรียมความพร้อมพิธีพระราชทานเพลิงศพฯ โดย พระปัญญานันทมุนี (สง่า สุภโร) เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 10 ตุลาคม 2560 ครบรอบ 10 ปี มรณกาล 106 ปี ชาตกาล คณะศิษย์ยานุศิษย์ได้จัดงานอาจริยบูชาก่อนสลายสรีรธาตุ มีกิจกรรมที่เป็นบุญ ดังนี้ 1.พลเอก ประวิตร วงศ์สุวรรณ พร้อมด้วยคณะทหาร 3 เหล่าทัพ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี พร้อมด้วยข้าราชการและประชาชนได้ประกอบพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ 4 แผ่นดิน ที่ได้สมโภชจากจังหวัดนครศรีธรรมราช มาประดิษฐาน ณ อาคารปัญญานันทานุสรณ์ ชั้นที่ 5

2.อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจาก 4 แผ่นดิน คือ อินเดีย ศรีลังกา พม่า ไทย ไปร่วมสมโภชน์ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช 4 วัด ได้แก่ วัดบ่อล้อ อ.เชียรใหญ่ วัดมะนาวหวาน อ.ช้างกลาง วัดพระพรหม อ.พระพรหม และวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร อ.เมือง ซึ่งเป็นจังหวัดที่หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุได้ตั้งสัจจะอธิฐานไว้ว่า “ข้าพเจ้าจะยอมตายถวายชีวิตนี้แก่พระรัตนตรัย รับใช้พระศาสนาตลอดชีวิต”

3.ถวายธรรมาสน์ 106 ตัว แก่พระที่ผ่านการอบรมแสดงธรรมวันพระและงานศพ“เทศน์ก่อนสวด เทศน์ก่อนเผา” และ4.ถวายแท่นยืนบรรยายหรือโพเดี้ยม 106 ตัว แก่พระที่ผ่านการอบรมตามโครงการเปิดวัดวันอาทิตย์ใกล้ชิดพระศาสนา ร่วมสืบสานปณิธานหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

สำหรับความคืบหน้าการเตรียมความพร้อม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินเป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพและสลายสรีระธาตุ พระพรหมมังคลาจารย์(ปัญญานันทมหาเถระ) วันที่ 5 พฤศจิกายน 2560 นั้น    เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ กล่าวว่า ระหว่างวันที่ 3-6 พฤศจิกายน ว่าทางวัดเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมบำเพ็ญบุญ ทาน ศีล ภาวนา ฟังอภิปรายธรรม และบวชเนกขัมมะบารมี ถือธุดงควัตรแบบเนสัชชิก อยู่ด้วยอิริยาบถ 3 ยืน เดิน นั่ง เว้นการนอน ระหว่างวันที่ 3 , 4 และ 5 พฤศจิกายน นี้ และได้มีการเตรียมความพร้อมด้านอาคาร สถานที่เพื่อรับรองพระเถรานุเถระ ศิษยานุศิษย์และญาติโยมที่จะเข้ามาร่วมงานไว้แล้ว โดยใช้ประโยชน์จากอาคารทุกหลังภายในวัดอย่างเต็มที่ ซึ่งสามารถรองรับได้กว่า 30,000 คน

ขณะเดียวกัน ผู้ที่มีความประสงค์จะค้าง ได้เตรียมที่พักที่วัดชลประทานฯ ได้ประมาณ 3,000 คน ที่วัดปัญญานันทาราม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานีไว้รองรับอีก 5,000คน โดยจัดรถรับ-ส่ง มาร่วมงาน ทั้งนี้ ผู้ที่มีความประสงค์จะบวชหรือจะเข้าร่วมงานและพักค้างคืน ทางวัดได้เปิดให้จองผ่านระบบออนไลน์ https://chonlaprathanrangsrit.wordpress.com/ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จึงขอความร่วมมือจากญาติโยมให้ลงทะเบียนจองล่วงหน้า เพื่อทางวัดจะได้เตรียมความพร้อมในการรองรับ และขอให้คิดว่าเรามาร่วมบุญ เน้นช่วยตัวเองเป็นหลัก เพื่อช่วยงานบุญจริงๆ

ส่วนสถานที่จอดรถนั้น ทางวัดได้จัดสร้างอาคารจอดรถภายในวัด ซึ่งสามารถรองรับได้ประมาณ 750 คัน นอกจากนี้ยังจัดสถานที่จอดรถใกล้ๆ เช่น ร.ร.ชลประทานฯ กรมชลประทาน และสนามกอล์ฟชลประทาน ฯลฯ โดยจะมีรถรับ-ส่งจากจุดต่างๆดังกล่าว

เจ้าอาวาสวัดชลประทานฯ กล่าวถึงการสร้างมหาธาตุเจดีย์เหนืออาคารปัญญานันทานุสรณ์ เพื่อรองรับพระบรมสารีริกธาตุทั้ง 4 แผ่นดิน และอัฐิธาตุของหลวงพ่อปัญญาฯ เนื่องจากอยู่ในระหว่างดำเนินการยังไม่แล้วเสร็จ จึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมเป็นเจ้าภาพสร้างมหาธาตุเจดีย์ ซึ่งประกอบด้วยปล้องไฉน จำนวน 36 ปล้อง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยอดเจดีย์ทรงระฆังมีลักษณะเป็นปล้องๆเรียงต่อกันขึ้นไปและยอดทองคำ 106 บาทเท่าอายุหลวงพ่อ

พระปัญญานันทมุนี กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ยังมีการตั้งโรงทานเป็นมหาทานบารมี เลี้ยงอาหารเด็กนักเรียน,ผู้อยู่สถานสงเคราะห์ รับรองผู้มาร่วมงานประมาณ 30,000 รูป/คน ทั้งนี้ผู้ที่มาร่วมงานจะได้สูจิบัตร หนังสือสวดมนต์และหนังสืออื่นๆที่ทางวัดได้จัดเตรียมไว้ เช่นคำสอนในพระพุทธศาสนา หนังสือ”เปลี่ยน”จดหมายเหตุดอกไม้ในใจ ประทีปแห่งปัญญา พุทธภาษิตจากธรรมบท เป็นต้น

“คุณหมอสองบาท” รักษาผู้ป่วยฟรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295608

“คุณหมอสองบาท” รักษาผู้ป่วยฟรี

สสส, คุณหมอสองบาท, รักษาผู้ป่วยฟรี, คลินิกหมอ, บาท, ทำดี, อยากทำความดี, จิตอาสาเพื่อสังคมไทย, จอง, 365, วัน, จิตอาสาพลังแผ่นดิน, คลินิกหมอ 2 บาท

เปิดใจ “คลินิกหมอ 2 บาท ” รักษาคนไข้ฟรี ยันการเป็นผู้ให้ ทำดี ไม่ใช่เรื่องยาก อยากทำความดี จิตอาสาเพื่อสังคมไทย จอง “365 วัน ทำดี จิตอาสาพลังแผ่นดิน”

         จุดเริ่มต้นของการ “ทำดี” ไม่จำเป็นต้องมีเงิน หรือมีเวลามาก เพียงรู้จักคำว่า “ให้” โดยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน  รับผิดชอบทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด ไม่เบียดเบียนใคร ไม่สร้างความเดือนร้อนให้ผู้ใด และรู้จักแบ่งปันหยิบยื่นในสิ่งที่เรามีให้แก่คนในสังคม

“คลินิกหมอ 2 บาท” คลินิกเล็กๆของ “ครอบครัวเบ็ญจพรเลิศ” ที่จุดเริ่มต้นเกิดจากแรงบันดาลใจของคุณแม่ ที่ครั้งหนึ่งเคยต้องพาญาติไปรักษาที่โรงพยาบาลตามสิทธิ์ แต่ด้วยโรงพยาบาลของรัฐผู้ป่วยเยอะมาก เช้าจรดเย็นก็ไม่ได้รับการรักษา เมื่อทางครอบครัวมีฐานะทางเศรษฐกิจที่สามารถหยิบยื่นแบ่งปันได้ และมีลูกชายเป็นแพทย์ จึงริเริ่ม ตั้งคลินิกหมอ 2 บาท คลินิกเล็กๆ เพื่อช่วยคนในระแวดบ้าน ทั้งคนไทยและต่างด้าว โดยไม่ได้เก็บค่ารักษา เพียงมีกล่องรับบริจาค ใครใคร่ให้ก็ให้ ใครไม่มีก็ไม่ต้องจ่าย

        นพ.ไพฑูรย์ เบ็ญจพรเลิศ หรือที่ใครๆเรียกว่า คุณหมอสองบาท เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของชื่อ คลินิก 2 บาท ว่า ครอบครัวตั้งใจจะเปิดการรักษาพยาบาลฟรี ซึ่งเมื่อไปสอบถามทางหน่วยงานรัฐ พบว่า การจะเปิดรักษาฟรีนั้น ต้องทำในรูปแบบของมูลนิธิ แต่ทางครอบครัวไม่ได้ต้องการเปิดเป็นมูลนิธิ จึงได้เปิดเป็นคลินิกที่ต้องการเก็บเงินให้น้อยที่สุด ตอนแรกจะเก็บ1 บาท ก็กลัวคนจะเรียนว่า คลินิกไม่เต็มบาท จึงเปลี่ยนเป็นคลินิกหมอ 2 บาท แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ได้เก็บเงินจากคนไข้ 2 บาท แต่เป็นการตั้งกล่องบริจาค ซึ่ง ใครจะหยอดเท่าไหร่ก็ได้หรือจะไม่หยอดเลยก็ได้ เพราะถึงอย่างไรรายได้ของคลินิกดังกล่าวเป็นการนำเงินของครอบครัวมาใช้

 "คุณหมอสองบาท" รักษาผู้ป่วยฟรี

        “คลินิกนี้เป็นคลินิกที่ตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ที่อยู่ใกล้บ้าน หรือผู้ป่วยที่ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย ซึ่งไม่ใช่เพียงตรวจรักษาทางกาย แต่จะเป็นการรักษาทางใจด้วย เพราะผู้ป่วยบางคนไปรักษาในโรงพยาบาลของรัฐ มีผู้ป่วยค่อนข้างมาก แพทย์บางคน ใน 1 ชม. ต้องรักษาคนไข้ 20 คน การพูดคุยสอบถามอาการจึงเป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่คลินิกของเรา แม้จะเปิด เดือนละ 2 ครั้ง อาทิตย์ที่ 2  และ อาทิตย์ที่ 4 ของทุกเดือน เนื่องจากผมมีวันหยุดเพียงเท่านั้น สามารถรับผู้ป่วยได้ 30 วันต่อคน เป็นคลินิกเล็กๆ ที่ต้องการรักษาทั้งกาย ใจแก่ผู้ป่วย”นพ.ไพฑูรย์ กล่าว

หลังจากมีผู้คนรู้จัก “คลินิกหมอ 2 บาท” มากขึ้น มีหลายหน่วยงานและผู้มีจิตอาสาต้องการให้ขยาย หรือหยิบยื่นความช่วยเหลือ นพ.ไพฑูรย์ กล่าวต่อว่า จริงๆเราต้องการทำอย่างเงียบๆ และเราไม่ได้รับบริจาค ซึ่งไม่ใช่ว่าเรารวย หรือหยิ่ง แต่เราไม่ใช่มูลนิธิ อีกทั้งครอบครัวของเราก็สามารถช่วยเหลือในเรื่องนี้ หากอนาคตมีการขยายคลินิกเพื่อช่วยเหลือผู้คนได้มากขึ้น ก็อาจจะขอความร่วมมือจิตอาสาอื่นๆ  คลินิกหมอ 2 บาท เปิดให้บริการแถวพระราม 2

ทุกคนสามารถมีจิตอาสา ทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นได้ นพ.ไพฑูรย์ กล่าวอีกว่า การเป็นผู้ให้ ผู้ที่มีจิตอาสา ทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น จริงๆ ทุกคนสามารถทำได้ โดยเริ่มจากรับผิดชอบ ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด อย่าง คนกวาดถนน หากเขากวาดอย่างตั้งใจ  ทำถนนทุกแห่งให้สะอาดก็ถือเป็นการทำเพื่อผู้อื่น หรือแม่ค้าขายข้าวแกง ทำอาหารสะอาด อร่อย ถูกสุขลักษณะ และไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ถือเป็นจิตอาสา ทำความดีเช่นเดียวกัน ดังนั้น การทำความดี จิตอาสา ต้องรู้จักการเป็นผู้ให้ และได้รับการปลูกฝังจากครอบครัว ตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้ หมอได้เห็นแบบอย่างที่ดีในการเป็นผู้ให้ ผู้มีจิตอาสา คือ คุณแม่ของหมอ ท่านแบ่งปัน หยิบยื่น และให้ผู้อื่น หมอเห็นมาตลอด จึงได้ปฏิบัติประพฤติตัวแบบเดียวกับท่าน รู้จักการให้ การทำสิ่งดีๆ ตอบแทนผู้คนในสังคม

 "คุณหมอสองบาท" รักษาผู้ป่วยฟรี

ใครสนใจ อยากทำความดี จิตอาสาเพื่อสังคมไทย สามารถเข้าร่วมโครงการ “365 วัน ทำดี จิตอาสาพลังแผ่นดิน” จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ธนาคารจิตอาสา และโครงการจิตอาสาพลังแผ่นดิน รวมถึงองค์กรภาครัฐ และเอกชน รวม 19 แห่ง

        ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่าโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่คนไทยเสียใจและรู้สึกสูญเสียมาก แต่ความสูญเสียเหล่านั้นกลายเป็นพลังจิตอาสาที่เกิดขึ้น ตามแนวทางของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างมาตลอด70 ปี ซึ่งทุกคนสามารถแบ่งปันและรวมประสบการณ์งานอาสาได้ที่ เว็บไซต์ palangpandin.com โดยสามารถเข้าฟังก์ชั่น “จองวัน”  ดังนั้น อยากเชิญชวนทุกภาคส่วนทำดีในเว็บไซต์ให้เต็มปฎิทิน ทั้ง365 วัน

โปรดเกล้าตั้ง“ประเสริฐ”นั่งอธิการบดีรอบ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295584

โปรดเกล้าตั้ง“ประเสริฐ”นั่งอธิการบดีรอบ 2

มทรธัญบุรี

โปรดเกล้าตั้ง“ประเสริฐ”นั่งอธิการบดีรอบ 2 ลั่น!! เร่งพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน รับเมกะโปรเจค

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี  เรื่องแต่งตั้งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี โดยมีใจความว่า ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรกเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ ให้ดำรงตำแหน่ง อธิการบดี มทร.ธัญบุรี ตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค.2556 นั้น เนื่องจาก นายประเสริฐ ได้ดำรงตำแหน่งมาครบกำหนดตามวาระในวันที่ 14 ส.ค.2560 และที่ประชุมสภา มทร.ธัญบุรี สมัยวิสามัญ ครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันที่ 31 พ.ค.2560 ได้มีมติเห็นชอบให้เสนอขอพระราชทานโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายประเสริฐ ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มทร.ธัญบุรี ต่อไปอีกวาระหนึ่ง และได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งต่อไปนั้น บัดนี้ได้มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งบุคคลดังกล่าวให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มทร.ธัญบุรี ตั้งแต่วันที่ 27 ส.ค.2560

รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวว่า หลังจากนี้ มทร.ธัญบุรี จะมุ่งพัฒนาเรื่องคุณภาพการเรียนการสอน เน้นหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับอาชีพในอนาคต และนโยบายเมกะโปรเจคของรัฐบาล เช่น รถไฟ โลจิสติกส์ การจัดการอุตสาหกรรม การจัดการภาคพื้นดินอากาศยาน นอกจากนี้ จะเน้นการพัฒนาโดยให้ทุกคณะใช้ ศูนย์ Center of Excellence  (COE) ในการฝึกอบรมให้บุคคลทั่วไป ที่ต้องการเข้ารับการอบรมกับทางมหาวิทยาลัย โดยมหาวิทยาลัยจะเน้นการอบรมในหลักสูตรระยะสั้นให้มากขึ้น เพื่อพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับนโยบาย 4.0

อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวอีกว่า นอกจากนี้จะเร่งยกระดับงานวิจัย เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่ม 5 คลัสเตอร์ของรัฐบาล คือ กลุ่มไบโอเทคโนโลยี กลุ่มอุตสาหกรรมอัตโนมัติและหุ่นยนต์ในอุตสาหกรรม กลุ่มอากาศยาน กลุ่มสุขภาพ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อีโคโนมี โดยที่ผ่านมามหาวิทยาลัยได้เริ่มดำเนินการสิ่งเหล่านี้ไปบ้างแล้ว แต่ต่อจากนี้จะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น แต่เดิมดำเนินการในกลุ่มเอสเอ็มอี แต่ต่อไปจะเน้นการพัฒนากำลังคน เพื่อตอบโจทย์ตอบสนองภาคอุตสาหกรรมของคนไทยที่ไปขยายงานในอุตสาหกรรมต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่ม CLMVได้แก่ ประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม

ห้องจิตวิทยา มจษ.ให้คำปรึกษา-คลายทุกข์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295574

ห้องจิตวิทยา มจษ.ให้คำปรึกษา-คลายทุกข์

ห้องจิตวิทยา,มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทร์เกษม,สาขาจิตวิทยา,โรคจิต

มจษ.ห้องให้คำปรึกษาเชิงจิตวิทยา หวังพัฒนาทักษะ ความรู้ ความเชี่ยวชาญนักศึกษา พร้อมบรรเทาทุกข์ ช่วยเหลือ แก้ไข้ปัญหาชีวิต ลดความเครียดให้นักศึกษาและบุคลากร

     สาขาวิชาจิตวิทยา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทร์เกษม (มจษ.) เปิดห้องให้คำปรึกษาเชิงจิตวิทยาเต็มรูปแบบ ผศ.กิดานันท์ ชำนาญเวช ประธานสาขาวิชาจิตวิทยา กล่าวว่า การเปิดห้องให้คำปรึกษาเชิงจิตวิทยาดังกล่าว มีวัตถุประสงค์หลักในการดำเนินงาน เพื่อคอยแนะนำและให้กำลังใจนักศึกษา และบุคลากรของมหาวิทยาลัย ในทุกปัญหา เช่น การเรียน ครอบครัว การทำงาน การดำเนินชีวิต หรือปัญหาอื่น ๆ ที่พบเจอแล้วทำให้เกิดความวิตกกังวล ไม่สบายใจ อีกทั้งยังเป็นการฝึกทักษะ ความชำนาญในการให้คำปรึกษาของนักศึกษา เพื่อเตรียม ความพร้อมก้าวเข้าสู่วิชาชีพนักจิตวิทยา ผู้เชี่ยวชาญในอนาคตต่อไป

ห้องจิตวิทยา มจษ.ให้คำปรึกษา-คลายทุกข์

“การให้คำปรึกษานั้น จะมีนักศึกษาชั้นปีที่ 3 และ 4 เป็นผู้ให้คำปรึกษาแก่ผู้มาใช้บริการ ซึ่งได้ผ่านการฝึกอบรมและทดสอบการให้คำปรึกษา แนะนำ ก่อนไปให้คำปรึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมมาเป็นอย่างดีในการรับเคส ทั้งผ่านการเรียนในรายวิชาจิตวิทยาเบื้องต้นด้วย จึงจะสามารถรับเคสได้ ซึ่งทุกเคสจะอยู่ภายใต้การดูแลของคณาจารย์ประจำสาขาวิชา”ผศ.กิดานันท์ กล่าว

ประธานสาขาฯ กล่าวต่อว่า หลังจากที่ เปิดให้บริการ มีนักศึกษาเข้ามาใช้บริการเป็นระยะ นอกจากเคสที่ติดต่อขอรับคำปรึกษาโดยตรง ยังประสานงานไปยังกองพัฒนานักศึกษา หากมีนักศึกษาที่ต้องการรับคำปรึกษาสามารถส่งมาที่นี่ได้ทันที

“หลายคนอาจยังไม่กล้าเข้ามาปรึกษา แต่อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าการมารับคำปรึกษานั้น ไม่ได้มีอาการป่วยทางจิตแต่  อย่างใด เป็นการพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น แชร์ประสบการณ์ เรื่องราวที่ทำให้เกิดปัญหา เรามาหาแนวทางการแก้ไขร่วมกัน” ประธานสาขาฯ กล่าว