จี้รัฐบาล! ขอที่ยืนออทิสติกในสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295555

จี้รัฐบาล! ขอที่ยืนออทิสติกในสังคม

โรดแม็พ, ออทิสติก, 4 กลไกออทิสติก, ไทย

สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม (ไทย) ชี้ถึงเวลาที่รัฐต้องเข้ามาดูแลกลุ่มออทิสติก ระบุเสนอ 4 กลไกขับเคลื่อนผ่านไป 1 ปีไม่เห็นผล ขอนายกฯสั่งทุกหน่วยงานเร่งขับเคลื่อน

     ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตามที่ “คม ชัด ลึก” ได้นำเสนอรายงานเรื่อง “4 กลไกออทิสติกโรดแม็พ เพิ่มที่ยืน”ออทิสติก” ในสังคม” เมื่อวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมานั้น ในวันเดียวกัน นายชูศักดิ์ จันทยานนท์ ประธานมูลนิธิออทิสติกไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “อ.ชูศักดิ์ จันทยานนท์” แถลงข่าวสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม (ไทย) ใจความสำคัญว่า แสดงความเสียใจกับครอบครัวบุคคลออทิสติกจากกรณีที่แม่ทำร้ายลูกออทิสติกจนเสียชีวิต พร้อมระบุว่าที่ผ่านมาได้มีการนำเสนอ “สี่กลไกหลักตามออทิสติกโรดแม็พ” ต่อคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ที่พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมีมติเห็นชอบในหลักการและบรรจุเป็นตัวชี้วัดในแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติด้วย

ทั้งนี้ ไม่ได้มีประโยชน์แค่เด็กออทิสติกแต่รวมถึงเด็กพิการในกลุ่มต่างๆด้วย อย่างไรก็ตาม ผ่านมา 1 ปียังไม่มีการดำเนินการใดๆ ดังนั้น จึงเสนอให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย เร่งดำเนินการตามสี่กลไกฯ รวมถึงขอให้แก้ไขข้อจำกัดด้านงบประมาณ ระเบียบปฎิบัติต่างๆ และให้สามารถนำงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ด้วย

 สำหรับรายละเอียดของ แถลงข่าวมีดังนี้ #สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม(ไทย) #ขอที่ยืนออทิสติกในสังคม

สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม(ไทย) ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวบุคคลออทิสติกครอบครัวหนึ่ง ปรากฎในข่าว “กรณีแม่ทำร้ายลูกออทิสติกจนเสียชีวิต” สาเหตุเนื่องจากภาวะเครียดสะสม ที่ขาดเสาหลักของครอบครัวและไม่ทราบว่าจะพึ่งพาใครหรือหน่วยงานใดได้บ้าง จึงตัดสินใจตามข่าวที่ปรากฎ ซึ่งพวกเรากลุ่มผู้ปกครองบุคคลออทิสติกในประเทศไทย “เข้าใจภาวะความกดดันดังกล่าว ที่หลายครอบครัว เคยเผชิญมาแทบทั้งสิ้น บางครอบครัวก็ก้าวผ่านไปได้ บางครอบครัวอยู่ในภาวะสับสน ซึ่งชมรมผู้ปกครองบุคคลออทิสติกในพื้นที่ พร้อมเป็นเพื่อนร่วมคิดหรือให้คำปรึกษาแนะนำแก่ครอบครัวต่างๆได้

จี้รัฐบาล! ขอที่ยืนออทิสติกในสังคม

ปัญหาดังกล่าว สะท้อนว่า “ถึงเวลาแล้ว ที่รัฐบาล” โดยเฉพาะกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ควรจะพัฒนา “กลไกการจัดการดูแล คือจัดตั้ง บ้านพิทักษ์บุคคลออทิสติกในชุมชน โดยเป็นหน่วยบริการในสังกัด”ศูนย์บริการบุคคลออทิสติก กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ” ซึ่งมีหน้าที่ดูแลและสนับสนุนบุคคลออทิสติกที่มีความพิการรุนแรง และครอบครัวไม่มีหรือไม่สามารถดูแลโดยลำพังได้ เหมือนในต่างประเทศ ซึ่งสมาคมนำเสนอ สี่กลไกหลักตามออทิสติกโรดแม็พ ต่อคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ที่รองนายกรัฐมนตรี พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัยเป็นประธาน และมีมติเห็นชอบในหลักการและบรรจุเป็นตัวชี้วัดในแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติด้วย
แต่ระยะผ่านมาเกือบหนึ่งปี ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ เครือข่ายผู้ปกครองและผู้ปกครองจำนวนมาก จึงทำหนังสือ “ร้องขอ”ต่อ “ฯพณฯนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่านช่องทางศูนย์ดำรงธรรม และบางแห่งยื่นต่อฯพณฯนายกรัฐมนตรีในเวทีสาธารณะต่างๆ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรี ได้มีบัญชาให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณา แต่จนบัดนี้ยังไม่มีคำตอบใดๆที่เป็นรูปธรรมเลย

จี้รัฐบาล! ขอที่ยืนออทิสติกในสังคม

สี่กลไกหลักออทิสติก ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อเด็กกออทิสติกเท่านั้น แต่เป็นประโยชน์ต่อคนพิการ และเด็กพิเศษกลุ่มต่างๆ ด้วย เช่น 1.ข้อเสนอให้ กระทรวงสาธารณสุข ทำ “โครงการนำร่องจัดตั้ง “แผนกพิเศษออทิสติก” ในโรงพยาบาลศูนย์ฯ โรงพยาบาลจังหวัดฯ และโรงพยาบาลอำเภอฯ” จะช่วยเด็กพิเศษที่มีภาวะบกพร่องด้านพัฒนาได้รับการฟื้นฟูและเตรียมความพร้อม โดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน รวมทั้งจัดระบบการให้คำปรึกษาหรือHotlineสายด่วนต่างๆ
2. ข้อเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการ “นำร่องจัดตั้งและพัฒนาห้องเรียน 2 รูปแบบ อันได้แก่ “ห้องเรียนคู่ขนานออทิสติก” และ “ห้องเรียนสอนเสริมการศึกษาพิเศษ” ในโรงเรียนทั่วไปในชุมชน จะตอบโจทก์เรื่อง การจัดการศึกษาแบบเรียนรวม หรือ Inclusive Education ซึ่งกำหนดไว้ในแผนพัฒนาการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ของกระทรวงศึกษาธิการไว้แล้ว

จี้รัฐบาล! ขอที่ยืนออทิสติกในสังคม

3. ข้อเสนอให้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมันคงของมนุษย์-พม. นำร่องจัดตั้ง “บ้านพิทักษ์บุคคลออทิสติกในชุมชน จะช่วยให้ กลุ่มบุคคลออทิสติกที่ไม่มีผู้ดูแลหรือมีแต่ไม่สามารถดูแลได้ รับความช่วยเหลือ และลดปัญหาสังคม เหมือนกรณีที่ปรากฎเป็นข่าว และเป็น”การพัฒนาสังคม”ซึ่งเป็นภารกิจหลักของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ
4.ข้อเสนอให้ สนับสนุนให้มี สถาบันวิจัยออทิสติก จะเป็นการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการบริการด้านต่างๆ
สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม(ไทย) จึงขอกราบเรียนเสนอ ให้ฯพณฯนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กรุณามีบัญชา ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย เร่งดำเนินการตาม สี่กลไกหลักตามออทิสติก โรดแมป ด้วย โดยแก้ไขข้อจำกัดด้านงบประมาณ ระเบียบปฎิบัติต่างๆ และให้สามารถนำงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ซึ่งกระทรวงการคลังเห็นว่าใช้งบประมาณไม่เป็นไปตามเป้าหมาย จึงเรียกเงินคืนคลังจำนวน 2,000ล้านบาทในปีงบประมาณ 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งตามหลักการควรนำงบประมาณจำนวนดังกล่าวสนับสนุนการดำเนินการตามสี่กลไกหลักออทิสติกและงานด้านการพัฒนาภาพชีวิตคนพิการและโปรดบัญชาให้ มีคณะทำงานร่วม ระหว่างกระทรวงกับภาคีเครือข่ายผู้ปกครองเพื่อพัฒนาระบบที่สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นของกลุ่มเป้าหมาย
สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึ่ม (ไทย) 13ก.ย.2560

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
4 กลไกออทิสติกโรดแมบ เพิ่มที่ยืน”ออทิสติก”ในสังคม

มนุษย์บำบัด”ออทิสติก”!

อีก 30 วันรู้ผลสอบวินัยคลิปรับเงิน”ร.ร.สามเสน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295450

อีก 30 วันรู้ผลสอบวินัยคลิปรับเงิน”ร.ร.สามเสน”

คืบหน้าสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ร.ร.สามเสนวิทยาลัย สอบอีกรองผอ.-ครู คาดกลางเดือนต.ค.นี้สรุป แจงไม่ย้ายออกนอกร.ร.เหตุไม่พบเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวน

เมื่อวันที่ 13 ก.ย.เวลา 10.00 น. ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พล.ท.โกศล ปทุมชาติ ที่ปรึกษารมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า นายชนะ วงศ์มุสิก อดีตศิษย์เก่าโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ได้มาติดตามความคืบหน้าในการสอบสวนกรณีผอ.โรงเรียนสามเสนวิทยาลัยเรียกรับเงิน 4 แสนบาทแลกที่นั่งเรียน ซึ่งชี้แจงว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง นายวิโรฒ สำรวล ผอ.โรงเรียนสามเสนฯ และให้ไปปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 1 กรุงเทพ เป็นการชั่วคราว ขณะเดียวกัน ยังดำเนินการสอบวินัยอย่างร้ายแรงผู้เกี่ยวข้องอีก 2 ราย คือ รองผอ.โรงเรียนฯ และครู ที่ปรากฏในคลิปด้วย
“การสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง มีระยะเวลาดำเนินการ 60 วันนับจากตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยฯ ขณะนี้ผ่านไปแล้ว 30 วันยังเหลือเวลาอีกประมาณ 30 วัน และก็มีการรวบรวมเอกสาร หลักฐานต่างๆ เพิ่มเติมเพื่อนำข้อมูลไปประกอบการพิจารณา ทั้งนี้ รองผอ.โรงเรียน และครู ที่ปรากฏในคลิปยังปฏิบัติหน้าที่ที่โรงเรียน ไม่ได้มีการสั่งย้ายออกจากโรงเรียน ประธานคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง เห็นว่าไม่เป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนและคาดว่ากลางเดือนตุลาคมนี้จะสรุปผลสอบทั้งหมด”พล.ท.โกศล กล่าว
ด้าน นายชนะ กล่าวว่า ได้มาติดตามความคืบหน้าการสอบสวน เพราะศิษย์เก่าฯและคนทั่วประเทศเป็นห่วงว่าทำไมเรื่องเงียบหายไป แม้จะมีการย้ายผอ.โรงเรียนสามเสนฯ แล้ว แต่อีก 2 รายคือ รองผอ.และครู ที่ปรากฏในคลิปที่เวลานี้ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในโรงเรียน ซึ่งที่ปรึกษารมว.ศึกษาธิการ ก็ชี้แจงว่ากำลังอยู่ระหว่างดำเนินการและเห็นว่าทั้ง 2 รายยังไม่เป็นอุปสรรคต่อการสอบสวน แต่ถ้าพบว่าเป็นอุปสรรคจะเสนอย้ายเอง ทั้งนี้ ขณะนี้เอกสาร ข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้ยื่นไว้กับทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตใจภาครัฐ (ป.ป.ท.) เรียบร้อยแล้ว ทราบว่าตรวจสอบพบว่ามีมูลและทาง ป.ป.ท.จะส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อไป

ติดอาวุธทางปัญญาแก่รร.ในท้องถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295278

ติดอาวุธทางปัญญาแก่รร.ในท้องถิ่น

ทักษะภาษาอังกฤษ

มรส.ลงพื้นที่เสริมสร้างทักษะภาษา ให้แก่ รร.ในท้องถิ่น หวังยกระดับการใช้ภาษาอังกฤษของเด็กๆ ควบคู่ความรู้ก้าวสู่ความเป็นสากล

      คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี(มรส.) โดยสาขาวิชาภาษาอังกฤษ ลงพื้นที่ให้บริการวิชาการ ในท้องถิ่นผ่านโครงการ “การยกระดับความรู้ภาษาอังกฤษ” ณ โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 88 และโรงเรียนบ้านควนดินแดงสามัคคี ในเขตพื้นที่ อำเภอกาญจนดิษฐ์และอำเภอดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2560 ที่ผ่านมาติดอาวุธทางปัญญาแก่รร.ในท้องถิ่น

ดร.พิชัย สุขวุ่น คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มรส. กล่าว่า โครงการดังกล่าวได้รับความร่วมมือกับเครือข่ายของสาขาวิชาภาษาอังกฤษ คณะมนุษยศาสตร์ฯ มรส. ในการส่งเสริมความรู้ด้านภาษาอังกฤษ ยกระดับความรู้ความเข้าใจด้านภาษาอังกฤษให้กับท้องถิ่น ตามนโยบายของคณะ และเป็นการเสริมความเข้มแข็งแก่ท้องถิ่นด้านภาษาอังกฤษให้ก้าวสู่สากล

ติดอาวุธทางปัญญาแก่รร.ในท้องถิ่น


“ม.44” ให้ “สปสช.” ซื้อยาพิเศษถึงสิ้นเดือน ก.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295351

“ม.44” ให้ “สปสช.” ซื้อยาพิเศษถึงสิ้นเดือน ก.ย.นี้

ซื้อยา, ซื้อยาพิเศ, ถึงสิ้นเดือน, ให้, สปสช

คสช.เห็นชอบออก “ม.44” ให้ “สปสช.” ซื้อยาพิเศษ ถึงสิ้นเดือน ก.ย.นี้เท่านั้น เหตุไม่มีอำนาจแต่ต้น เผย ปีหน้าให้ รพ.ซื้อเอง

         เมื่อวันที่  12 ก.ย.เวลา 16.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรักษาความสงบแห่งสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า   ที่ประชุมคสช.เห็นชอบออกคำสั่งมาตรา 44 เรื่องการบริหารจัดการยา  เวชภัณฑ์ อวัยวะเทียม และอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)สามารถเป็นหน่วยงานจัดซื้อจัดหายาพิเศษ เช่น ยาล้างไต ยารักษาโรคเอชไอวี ได้ถึงสิ้นเดือนก.ย.นี้ เท่านั้นเนื่องจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ท้วงติงมาว่าหากสปสช.ยังดำเนินการจัดซื้อยาพิเศษต่อไปจะดำเนินการเอาเรื่อง ซึ่งสอดคล้องกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ได้ตีความว่าสปสช.ไม่มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการจัดซื้อยาพิเศษ

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการจัดซื้อยาพิเศษในปี 2561 กระทรวงสาธารณสุขได้รับประกันว่าจะเข้าสู่ระบบใหม่ตามหลักเกณฑ์ โดยให้แต่ละโรงพยาบาลเป็นผู้จัดซื้อยาดังกล่าวเอง หรืออาจให้โรงพยาบาลแต่ละแห่งมอบอำนาจโรงพยาบาลศูนย์เครือข่ายดำเนินการจัดซื้อแทนได้

ร่วมเสนอแนะจัดตั้งกองทุนฯเสมอภาคทางเว็บสกศ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295323

ร่วมเสนอแนะจัดตั้งกองทุนฯเสมอภาคทางเว็บสกศ.

สกศ

เตรียมเสนอร่าง พ.ร.บกองทุนเพื่อความเสมอภาค ให้คณะกรรมการอิสระฯ พิจารณา 19 ก.ย.นี้ พร้อมชวนนักเรียน นักศึกษา ประชาชนร่วมตอบแบบสอบถามทางเว็บสกศ.

     เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาเปิดเผยภายหลักการประชุมคณะกรรมการอิสระฯ ว่า ที่ประชุมได้ประมวลสิ่งที่พบจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลภาคสนามในภูมิภาคต่างๆ เช่น ที่ดอยอ่างขาง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่  ซึ่งล้วนมีผลที่จะนำมาวางระบบการปฏิรูปการศึกษา โดยเฉพาะเรื่อง ความเป็นนิติบุคคล ซึ่งเท่าที่ดูมีคำตอบที่ค่อนข้างชัดแล้วว่าจะต้องมีการกระจายอำนาจ ให้มีโอกาสมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการ เช่น เรื่องการบริหารจัดการวิชาการ ที่โรงเรียนในพื้นที่บ่นกันมากว่า การที่ส่วนกลางกำหนดหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็น 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้พร้อมกำหนดระยะเวลาในแต่ละกลุ่มสาระฯ เป็นกรอบเดียวใช้ทั้งประเทศ ซึ่งไม่ตรงกับความต้องการของโรงเรียน
ในส่วนนี้โรงเรียนจะต้องมีเสรีภาพในการบริหารจัดการเพื่อให้เกิดความหลากหลายและคล่องตัวขณะเดียวกันก็ต้องมีเกณฑ์คุณภาพกลางด้วย แต่ต้องมีความยืดหยุ่น ซึ่งมาตรฐานที่ใช้อยู่ในปัจจุบันแข็งเกินไป ส่วนเรื่องสิ่งก่อสร้าง การเงิน บัญชี การบริหารงานบุคคล โรงเรียนแต่ละแห่งอาจไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะจัดการทั้งหมดได้ รูปแบบที่เป็นไปได้ คือเป็นการรวมกลุ่มของโรงเรียนรวมกันบริหาร สิ่งต่างๆเหล่านี้คณะกรรมการอิสระฯจะนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาเรื่องการปฏิรูปโครงสร้าง
 ศ.นพ.จรัส กล่าวต่อว่า ส่วนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 กำหนดให้ออกกฏหมายกองทุนช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และส่งเสริมพัฒนาครูอาจารย์ ภายใน 1 ปี นั้น ขณะนี้คณะอนุกรรมการกองทุน ได้ยกร่าง พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เสร็จแล้ว และจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการอิสระฯ ในวันที่ 19 ก.ย.นี้
ด้าน ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการอิสระฯ ประธานคณะอนุกรรมการกองทุน กล่าวว่า ร่างพ.ร.บ.กองทุนฯ จะพูดถึงแหล่งที่มาของเงินกองทุน เช่น งบประมาณแผ่นดิน เปิดช่องให้หาเงินทุนในรูปแบบต่างๆ เช่น การออกสลากกินแบ่งรัฐบาล การรับเงินบริจาคจากภาคเอกชน โดยมีการลดหย่อนภาษีให้ เป็นต้น กลุ่มเป้าหมายจะครอบคลุมตั้งแต่เด็กแรกเกิด กระบวนการให้ความช่วยเหลือจะใช้วิธีชี้เป้า และเข้าร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อไม่ให้มีความซ้ำซ้อน ที่สำคัญจะมีการประเมินการดำเนินงานของกองทุนฯ เป็นระยะๆ ด้วย
ทั้งนี้ ขอให้ครู ผู้บริหารการศึกษา นักเรียน นักศึกษาและประชาชนทั่วไปร่วมตอบแบบสอบถามแสดงความคิดเห็น แนวทางการจัดตั้งกองทุน ทางเว็ปไซต์ของสำงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เพื่อนำความคิดเห็นมาปรับปรุ่งร่างต่อไป

เลิกเหล้าเถอะพ่อ (คลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295317

เลิกเหล้าเถอะพ่อ (คลิป)

 

เพราะรักลูก จึงทำให้พ่อที่ติดเหล้า ต้องเลิกกิน กลับตัวเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดี อานุภาพของความรักของพ่อที่มีต่อลูก ทำให้เลิกเหล้าได้

      ” เลิกเหล้าเถอะพ่อ”  คลิปผลงานของ ด.ช.ภัทร์ดนัย สถานเมือง ,อิทธิพล อินใจดี และ ด.ช.ปฏิญญา จินดาหนา นักเรียนโรงเรียนโสภาพพิทยาภรณ์ อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด  ในโครงการโรงเรียนคุณธรรม จัดทำโดยสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)

เลิกเหล้าเถอะพ่อ (คลิป)

โดยมี นาย.วิญญู ธรรมวิเศษ และ สุเทพ ปานจันดี ซึ่งเป็นครูผู้สอนวิชาคอมพิวเตอร์เป็นที่ปรึกษา สื่อให้เห็นอานุภาพของความรักของพ่อที่มีต่อลูกทำให้เลิกกินเหล้าได้ กลับมาทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวที่ดีได้

ภาคประชาสังคม วอนนายกฯ ยับยั้ง“บูรณะพระปรางค์วัดอรุณ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295319

ภาคประชาสังคม วอนนายกฯ ยับยั้ง“บูรณะพระปรางค์วัดอรุณ”

บูรณะพระปรางค์วัดอรุณ, ภาคประชาสังคม

ภาคประชาสังคมฯ เดินหน้ารวม 5 พันรายชื่อ ยื่น นายกฯ-วธ.-กรมศิลป์ ยับยั้งบูรณะพระปรางค์วัดอรุณฯ จี้เปิดทีโออาร์ ตั้งกรรมการเฉพาะกิจตรวจสอบ แก้ไข

         “พระปรางค์วัดอรุณราชวรารามราชวรวิหาร” สีขาวโพลนทั้งองค์ ที่ปรากฏสู่สายตาสาธารณชน จากการบูรณะที่ กรมศิลปากร รับผิดชอบดำเนินการ ยังมีเรื่องการแกะกระเบื้องสี  ลวดลายกระเบื้องที่ประดับเปลี่ยนไป ฝีมือของช่าง  ไปจนถึงการนำเศษกระเบื้องไปทำมวลสารวัตถุมงคล กลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกมาวิพากษ์วิจารณ์ สนั่นโลกโซเชียลมีเดีย ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
แม้อธิบดีกรมศิลปากร “อนันต์ ชูโชติ” จะออกมาไขข้อข้องใจในประเด็นต่างๆ ด้วยตนเอง แต่ยังมีความไม่เห็นด้วยกับการบูรณะ เพราะมีภาพลักษณ์และความหมายที่เปลี่ยนไปในทางที่เสื่อมถอย กระทบใจของประชาชนคนไทยผู้ที่รักและผูกพันกับประวัติศาสตร์อันยาวนานของโบราณสถานอันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์แห่งนี้  มีการรวมตัวในนาม “ภาคประชาสังคม ศึกษาการบูรณะพุทธปรางค์วัดอรุณราชวรารามราชวรวิหาร” ผุดแคมเปญรณรงค์ผ่าน Chang.org  ให้ผู้สนใจร่วมลงชื่อเพื่อเสนอผู้มีอำนาจสั่งการะงับยับยั้งการบูรณะพระปรางค์วัดอรุณฯ

ภาคประชาสังคม วอนนายกฯ ยับยั้ง“บูรณะพระปรางค์วัดอรุณ"

ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 ก.ย.ภาคประชาสังคมฯ ได้รวบรวมรายชื่อ 5,000 รายชื่อเดินสายไปทำเนียบรัฐบาล กรมศิลปากร และกระทรวงวัฒนธรรม โดยอดีตคณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร “ศ.สายันต์ ไพรชาญจิตร์” หนึ่งในเครือข่ายภาคประชาสังคมฯและผู้ร่วมลงชื่อ กล่าวว่า ภาคประชาสังคมฯ ได้นำรายชื่อทั้งหมดที่ได้ร่วมลงชื่อยื่นพร้อมจดหมายเปิดผนึก เรื่อง ขอให้ระงับยับยั้งโครงการบูรณะพุทธปรางค์วัดอรุณราชวรารามราชวรวิหาร และแต่งตั้งกรรมการผู้ชำนาญการจากหลากหลายสาขาเพื่อทบทวน ตรวจตราและแก้ไขความเสียหาย ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี, ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปแห่งชาติ,นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม และนายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร
โดยขอให้ดำเนินการใน 3 เรื่อง ดังนี้ 1.ขอให้มีคำสั่งให้กรมศิลปากร ระงับยับยั้งและยุติการบูรณะตามสัญญาโครงการในทันที 2. ขอให้เปิดเผยสัญญาว่าจ้างแก่สาธารณชนรับทราบ เพราะงานการบูรณะที่ปรากฏออกมาเห็นได้ชัดว่ามีปัญหา ศิลปะดั้งเดิมหายไป ขั้นตอนการทำงาน การออกแบบขาดการควบคุม และหละหลวม  ทั้งที่ควรศึกษาให้ละเอียดว่าต้องบูรณะแบบใด และ3.ขอให้แต่งตั้งกรรมการระดับชาติที่มาจากภาคส่วนต่างๆ เข้าตรวจตรา ทบทวนกระบวนการ วิธีการบูรณะและอนุรักษ์พุทธปรางค์วัดอรุณราชวรารามฯ

ภาคประชาสังคม วอนนายกฯ ยับยั้ง“บูรณะพระปรางค์วัดอรุณ"

เพราะลงพื้นที่สำรวจปัญหาจึงเป็นที่มาของข้อเรียกร้องดังกล่าว ศ.สายันต์ กล่าวต่อไปว่า ได้ลงพื้นที่สำรวจปัญหาพบเห็นและสรุปปัญหาทั้งในระดับการวางนโยบายบูรณะ และระดับปฏิบัติการได้ พบว่า กรมศิลปากร ไม่ได้ทำการศึกษาวิจัย ประเมินสภาพศิลปกรรมโบราณโดยละเอียดก่อนการออกแบบบูรณะ ทำให้การบูรณะไร้ทิศทางและขาดมาตรฐานที่จะให้ผู้ควบคุมงานใช้การอ้างอิงเพื่อตรวจรับงาน มีการรื้อผลงานล้ำเลิศของครูช่างโบราณออก ทำใหม่เปลี่ยนแปลงจากของเดิม เช่น สีกระเบื้องของยักษ์ ลิง คนธรรพ์ รวมไปถึงลวดลาย ขนาด ช่างไร้ฝีมือ ขาดความประณีต มีการใช้วัสดุ(ปูนขาว)ที่ไม่ได้มาตรฐานใกล้เคียงหรือทัดเทียมกับของเดิมทำให้วัสดุกระเบื้องถ้วยเคลือบเริ่มหลุดร่วง ทั้งที่เพิ่งบูรณะเสร็จไปไม่กี่เดือน
“โครงการบูรณะครั้งนี้ทำให้เกิดความเสื่อมค่า ทางอัตลักษณ์อันโดดเด่นของพุทธปรางค์สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ กระทบตากระทบใจคนแวดวงศิลปะ ผู้รักงานศิลป์ ยิ่งเข้าไปดูใกล้ๆจะเห็นได้ว่าการบูรณะเปลี่ยนไปจนทำลายคุณค่างานครูช่าง ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เพราะฉะนั้น ทางภาคประชาสังคมฯ จึงเสนอถึงนายกฯ สั่งการให้ยุติการบูรณะที่ดำเนินการอยู่  ในระยะเร่งด่วนได้เสนอให้ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ  โดยนายกฯเป็นผู้ตั้งขึ้น อาจจะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ศิลปินแห่งชาติ นักวิชาการ ผู้ที่มีความรู้ทางด้านการบูรณะโบราณสถาน ลงมาตรวจสอบและวางแผนบูรณะใหม่ ซึ่งต่อให้ต้องลงทุนแก้ไขใหม่ก็ควรทำ ถ้าไม่แก้ไขก็จะยิ่งน่าเกลียดกว่าเดิมและในอนาคตควรมีการตั้งคณะกรรมการระดับชาติ ที่ทำหน้าที่ในการกำกับ กำหนดทิศทางการดูแลบูรณะโบราณสถานสำคัญๆ ควรมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรให้อธิบดีกรมศิลปากร เป็นผู้รับผิดชอบเพียงคนเดียว”ศ.สายันต์ กล่าว

ภาคประชาสังคม วอนนายกฯ ยับยั้ง“บูรณะพระปรางค์วัดอรุณ"
อย่างไรก็ตาม ภาคประชาสังคมฯ มาจากการรวมตัวของคนที่มองเห็นปัญหาและไม่สบายใจต่อการบูรณะพระปรางค์วัดอรุณฯ ข้อเสนอต่างๆที่ยื่นให้กับระดับนโยบายเพื่อกระตุ้นให้เห็นประเด็นปัญหา ซึ่งจะรับไปดำเนินการหรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ แต่เรื่องนี้เป็นที่สนใจของประชาชน เชื่อว่าจะคอยจับตาดูการแก้ไขปัญหาแน่นอน  แต่ส่วนตัวจะไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆอีก เพราะได้ทำหน้าที่ในการให้ข้อมูลต่างๆมามากแล้วในฐานะนักวิชาการ ไม่ใช่นักเคลื่อนไหวทางการเมือง

สำหรับการบูรณะพระปรางค์ วัดอรุณฯ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2555 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 5 ปีและมีกำหนดส่งมอบงานในเดือนตุลาคม 2560  และมีกำหนดจะจัดงาน สมโภชพระโภชพระปรางค์วัดอรุณฯ ขึ้นระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2560 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2561 รวมระยะเวลา 10 วันอีกด้วย

รวมพลังต้านภัยยาเสพติด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295282

รวมพลังต้านภัยยาเสพติด

ลูกเสือ, เนตรนารี, ยาเสพติด

โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สพป.พังงา เนตรนารี ฝึกอบรมลูกเสือต้านภัยยาเสพติด เสริมสร้างมีทักษะและภูมิคุ้มกันที่ดี

       ลูกเสือโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สพป.พังงา เนตรนารี  ผู้บังคับบัญชา จำนวน 350 คน เข้าโครงการฝึกอบรมลูกเสือต้านภัยยาเสพติด ระหว่างวันที่ 8-10 กันยายน 2560 ณ ค่ายลูกเสือชั่วคราวโรงเรียนบ้านน้ำเค็ม อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เพื่อปลูกจิตสำนึกและตระหนักถึงพิษภัยของยาเสพติด และเพื่อเสริมสร้างให้ลูกเสือมีทักษะและภูมิคุ้มกันที่ดี

      นายสมรักษ์ ถวาย ศึกษาธิการจังหวัดพังงา  ประธานเปิดโครงการฝึกอบรมลูกเสือต้านภัยยาเสพติด กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการจะขับเคลื่อนกิจกรรมลูกเสือของจังหวัดให้รุดหน้าและให้สอดคล้องกับวาระแห่งชาติที่รัฐบาลได้กำหนดให้ทุกภาคส่วนร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยกำหนดมาตรการป้องกันเด็กและเยาวชนไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เรียนรู้ถึงโทษและพิษภัยยาเสพติด รู้จักวิธีปฏิเสธหลีกเลี่ยงยาเสพติด ส่งเสริมให้ความรู้ความเข้าใจ และมีทักษะในการป้องกัน ช่วยเหลือผู้อื่นให้ห่างไกลจากยาเสพติดด้วยกระบวนการลูกเสือ  

รวมพลังต้านภัยยาเสพติด

รวมพลังต้านภัยยาเสพติด

       ปัจจุบันนักเรียนเริ่มต้นจากบุหรี่ ถือเป็นสิ่งเสพติดชนิดหนึ่ง ยาเสพติด ถือเป็นบ่อน “ทำลายชาติ” กระบวนการลูกเสือ เป็นกิจกรรมหนึ่งที่จะเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และพัฒนาเยาวชนให้เป็นพลเมืองที่ดี มีความรับผิดชอบ มีระเบียบวินัย ช่วยสร้างสรรค์สังคมให้มีความเจริญก้าวหน้า ตนหวังว่าเยาวชนที่เข้ารับการฝึกอบรมด้วยกระบวนการลูกเสือ ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 8-10 กันยายน 2560 ครั้งนี้ จะร่วมกันรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด สร้างความเข้มแข็งทางจิตใจมิให้ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีในอนาคตต่อไป

รวมพลังต้านภัยยาเสพติดรวมพลังต้านภัยยาเสพติด

รวมพลังต้านภัยยาเสพติด

“หนานรูป”ภาพสลักบนลานหินทราย จ.นครศรีธรรมราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295286

“หนานรูป”ภาพสลักบนลานหินทราย จ.นครศรีธรรมราช

จนครศรีธรรมราช, ภาพสลักบนลานหินทราย, หนานรูป

สำรวจภาพสลักบนลานหินทราย “หนานรูป”วัดขนาน ตำบลทุ่งใหญ่ อำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช

        ตามที่  สำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช ได้รับแจ้งจากราษฎรในพื้นที่เรื่องการพบภาพสลักบนลานหินทราย “หนานรูป” ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 บ้านขนาน ตำบลทุ่งใหญ่ อำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช  เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา จึงได้ลงพื้นที่สำรวจร่วมกับนายอำเภอทุ่งใหญ่ (นายกฤษณะ ณ สงขลา) โดยมีพระครู ดร.พิศาล เขตคณารักษ์ เจ้าอาวาสวัดขนาน และประชาชนในพื้นที่ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก

         จากการตรวจสอบพบว่า ภาพสลักนี้กรมศิลปากรเคยทำการสำรวจและจัดทำรายงานไว้เมื่อปีพ.ศ.2538 เป็นภาพสลักบนผนังหินทราย พื้นที่ภาพยาวประมาณ 1.4 เมตร สูงประมาณ 80 เซนติเมตร จากการศึกษาเพิ่มเติมพบว่า ประกอบด้วยภาพที่สันนิษฐานว่าเป็นแท่นฐานสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป เนื่องจากส่วนบนปรากฏลักษณะเป็นรูปกลีบบัวขนาดเล็กเรียงกันจำนวน 11 กลีบ ถัดลงมาเป็นลายช่องกระจกรูปกลีบบัวขนาดใหญ่ 2 ช่อง และช่องรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งอาจตีความว่าเป็นช่องประตูหน้าต่างก็เป็นได้

“หนานรูป”ภาพสลักบนลานหินทราย  จ.นครศรีธรรมราช

      ส่วนด้านล่างปรากฏลักษณะขาโต๊ะและตรงกลางเป็นลายผ้าทิพย์ ถัดไปทางขวามือมีภาพสลักรูปบุคคลแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างงดงาม อยู่ในอาการเคลื่อนไหว มือทั้งสองข้างจับชูนาคไว้เหนือศีรษะ  อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาที่เท้าซ้ายของรูปพบว่าเป็นลักษณะของเท้าสัตว์ประเภทลิง ดังนั้น รูปนี้จึงมิน่าจะเป็นรูปบุคคล เทพ หรือยักษ์แต่อย่างใด และจากลักษณะท่าทางทำให้นึกถึงภาพตัวละครในหนังใหญ่ เช่น รูป “วานรจับนาค” ซึ่งน่าจะเป็นแรงบัลดาลใจในการสลักภาพดังกล่าวก็เป็นได้ นอกจากนี้ถัดไปทางด้านขวาห่างไปประมาณ 1 เมตร ยังมีภาพร่างเป็นลายเส้นรูปเศียรพญานาคอีกด้วย

“หนานรูป”ภาพสลักบนลานหินทราย  จ.นครศรีธรรมราช

“หนานรูป”ภาพสลักบนลานหินทราย  จ.นครศรีธรรมราช

        ในเบื้องต้น กำหนดอายุภาพสลักจากลวดลายที่ปรากฏ สันนิษฐานว่าน่าจะทำขึ้นในช่วงสมัยอยุธยาตอนปลาย หรือต้นรัตนโกสินทร์ บริเวณนี้คงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หรือสถานที่สำคัญ ที่ผู้คนในสมัยโบราณได้มาสร้างสรรค์งานศิลปกรรมที่งดงามและทรงคุณค่า แสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชุมชนโบราณในพื้นที่แถบนี้ได้เป็นอย่างดี

          อนึ่ง สำหรับคำว่า “หนาน” ในภาษาพื้นถิ่นปักษ์ใต้เป็นคำนามหมายถึง ผาที่มีน้ำตก หรือพื้นที่ต่างระดับที่มีทางน้ำไหลผ่าน บริเวณโบราณสถานมีลักษณะเป็นลานหินทรายกว้างใหญ่ลาดเอียง แต่เดิมมีทางน้ำไหลผ่าน แม้ในปัจจุบันก็ยังมีน้ำซึมผ่านอยู่ตลอดเวลา และเนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีภาพสลักจึงเรียกว่า หนานรูป นอกจากนี้ในหมู่บ้าน ยังมีหนานที่สำคัญอีก 2 แห่งคือ หนานใหญ่ และหนานนุ้ย ซึ่งชาวบ้านนับถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้าน ปัจจุบันจึงได้ร่วมแรงรวมใจกันอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่หนานหรือลานหินทรายทั้ง 3 แห่ง เพื่อเชิดชูคุณค่า เป็นศูนย์รวมจิตใจ และส่งเสริมการท่องเที่ยวในชุมชน

แรงงาน เล็งตั้งนิคมฯมาตรฐานแรงงานไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295289

แรงงาน เล็งตั้งนิคมฯมาตรฐานแรงงานไทย

สากล, พัฒนาแรงงานไทย, กแรงงาน

กระทรวงแรงงาน ใช้แนวทางประชารัฐพัฒนาคุณภาพชีวิตลูกจ้างดึงสถานประกอบกิจการเข้าสู่ระบบมาตรฐานแรงงานไทย เตรียมยกระดับสู่นิคมอุตสาหกรรมมาตรฐานแรงงานไทย

       นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เปิดเผยว่า กสร.ได้ดำเนินการส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการให้เข้าสู่ระบบมาตรฐานแรงงานไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สถานประกอบกิจการมีการบริหารจัดการด้านแรงงานที่เป็นมาตรฐาน เป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาในด้านต่าง ๆ เช่น การใช้แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ การค้ามนุษย์ด้านแรงงาน รวมทั้งเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมด้านแรงงานซึ่งจะทำให้สถานประกอบกิจการมีศักยภาพในการแข่งขันทางการค้า ที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจากสถานประกอบกิจจัดทำระบบมาตรฐานแรงงานไทย 1,249 แห่ง ลูกจ้างเกี่ยวข้องกว่า 6.3 แสนคน

อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่าการยกระดับการดำเนินการดังกล่าว กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ใช้แนวทางประชารัฐโดยประสานความร่วมมือกับนิคมอุตสาหกรรมและสถานประกอบกิจการที่อยู่ในนิคมฯ ในการนำมาตรฐานแรงงานไทยไปปฏิบัติเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตลูกจ้าง และยกระดับสู่นิคมอุตสาหกรรมมาตรฐานแรงงานไทย ซึ่งจะเป็นต้นแบบให้กับนิคมอุตสาหกรรมอื่นต่อไป โดยจะนำร่องในนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดสมุทรสาคร สำหรับสถานประกอบกิจการใดสนใจที่จะเข้ารับการพัฒนาระบบมาตรฐานแรงงานไทย ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักพัฒนามาตรฐานแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โทรศัพท์ 0 2245 7211, 0 224 68370  สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10  สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด