วธ.เร่งทุกกรมวางแผนสอดรับยุทธศาสตร์ชาติ 20ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295276

วธ.เร่งทุกกรมวางแผนสอดรับยุทธศาสตร์ชาติ 20ปี

วธ

วธ.กำชับทุกกรมเร่งเบิกจ่ายงบ พร้อมวิเคราะห์-ทบทวนแผนงาน โครงการระยะยาว ให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ศึกษาปรับโครงสร้างเสนอรัฐบาล

      นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า ได้ประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เมื่อเร็วๆนี้ ที่ประชุมรับทราบผลการเบิกจ่ายงบประมาณปี2560 ไตรมาส 4 (กรกฎาคม – กันยายน 2560) ณ วันที่ 21 สิงหาคม 2560 โดยภาพรวมอยู่ที่ร้อยละ81.33 ขณะที่งบลงทุนอยู่ที่ร้อยละ 68.73 ซึ่งผลเบิกจ่ายงบฯของ วธ. อยู่ในอันดับที่ดีกว่าที่ผ่านมา เนื่องจากทุกกรมสามารถเบิกจ่ายงบฯ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ได้กำชับให้แต่ละกรมเร่งรัดการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนด

ขณะเดียวกันที่ประชุมได้กำชับให้แต่ละกรมปฏิบัติงานโดยยึดตามกรอบรัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ พ.ร.บ.จัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปีเป็นหลัก ซึ่งประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1.ความมั่นคง 2.การสร้างความสามารถในการแข่งขัน  3.การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน 4.การสร้างโอกาส ความเสมอภาค และเท่าเทียมกันทางสังคม 5.การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ 6.การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ อีกทั้งจะต้องสอดคล้องและเชื่อมโยงกับนโยบายรัฐบาล การขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมสู่ประเทศไทย 4.0  และงานวัฒนธรรมตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 รวมทั้งนโยบายและยุทธศาสตร์ 20 ปีของวธ. โดยจะต้องประสานงานและบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติโดยภาพรวมและการปฏิรูปประเทศมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายวีระ กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมมอบหมายให้แต่ละกรมไปวิเคราะห์และทบทวนแผนงานและโครงการตามยุทธศาสตร์ด้านวัฒนธรรมระยะ 20 ปีของแต่ละหน่วยงาน โดยยึดตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ  20 ปี เพื่อให้การปฏิบัติงานมีความชัดเจนและเป็นไปตามที่พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และพ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศกำหนด เพื่อให้สอดรับกับการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ อีกทั้งที่ประชุมให้แต่ละกรมเร่งศึกษาวิเคราะห์และสรุปผลการศึกษาในการปรับโครงสร้างหน่วยงานสังกัดวธ. เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ นโยบายประเทศไทย 4.0และนโยบายอื่นๆ ของรัฐบาลได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หลังจากนั้นรายงานสรุปผลมายัง วธ. เพื่อเสนอรัฐบาลต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ให้กรมต่างๆเร่งส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากตามบทบาทของ วธ. เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายของรัฐบาล  โดยการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 5F ได้แก่ อาหาร ภาพยนตร์ มวยไทย แฟชั่น และเทศกาลประเพณี รวมถึงการสนับสนุนพื้นที่ทางวัฒนธรรมเพื่อเศรษฐกิจชุมชน และการส่งเสริมการต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมต่างๆ อาทิ การส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ การพัฒนาสินค้าและบริการทางวัฒนธรรม และการพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม เป็นต้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สร้างอาชีพและรายได้สู่ชุมชนและประเทศ

5 อาการสังเกตเจ้าตัวน้อยหัวใจผิดปกติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295186

5 อาการสังเกตเจ้าตัวน้อยหัวใจผิดปกติ

5 อาการ, เด็ก, โรงหัวใจ

ไม่เพียงแต่ผู้ใหญ่เท่านั้นที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจ เจ้าตัวน้อยก็มีความเสี่ยงที่จะพบว่าเป็นโรคหัวใจได้เช่นกัน

      พ่อแม่ควรจะทำความรู้จักกับโรคหัวใจในเด็กและวิธีสังเกตอาการเบื้องต้นเพื่อจะได้รับมือได้ทันเวลา เพราะความรุนแรงของโรคหัวใจในเด็กนั้นไม่เพียงแต่ทำให้เจ้าตัวเล็กมีพัฒนาการและเติบโตช้า แต่อาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต อาการแรกได้แก่ หายใจหอบเหนื่อยง่าย อาการที่สอง เล็บและปากเขียว อาการที่สามใจสั่น หน้ามืด หรือเป็นลมบ่อยๆ ซึ่งอาจจะเกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาการที่สี่ เจ็บหน้าอก  อาการที่ห้าแพทย์ตรวจพบว่ามีเสียงหัวใจผิดปกติ อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนความผิดปกติของหัวใจเจ้าตัวน้อยได้

      นพ.อภิชัย คงพัฒนะโยธิน กุมารเวชศาสตร์โรคหัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ กล่าวว่า จากสถิติโดยเฉลี่ยในเด็ก 1,000 คนจะพบเด็กเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดถึง 8 คน ซึ่งในกรณีนี้สามารถตรวจพบโดยแพทย์ตั้งแต่ก่อนคลอด หลังคลอดภายใน 7 วัน หรือตรวจพบเมื่อเป็นผู้ใหญ่ เช่น  ผนังกั้นหัวใจห้องบนมีรูรั่ว เป็นต้น ในกรณีที่ตรวจพบเมื่อเป็นผู้ใหญ่อาจมีอาการรุนแรงจนไม่สามารถผ่าตัดได้ แต่โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดบางชนิดก็ใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยไม่ต้องรักษา เพียงแต่ต้องดูแล ระวัง และป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น ลิ้นหัวใจตีบเล็กน้อย รูในผนังหัวใจขนาดเล็ก เป็นต้น

5 อาการสังเกตเจ้าตัวน้อยหัวใจผิดปกติ

โรคหัวใจที่เกิดขึ้นภายหลัง เกิดจากสาเหตุต่างๆ อาทิ  โรคหัวใจรูห์มาติก ที่เกิดจากไข้รูห์มาติก ทำให้มีลิ้นหัวใจรั่ว และ/หรือ ตีบ ส่วนใหญ่พบในเด็กวัยเรียน แต่ไม่มากเท่าเมื่อก่อน เพราะการแพทย์เจริญและประชากรดูแลตนเองมากขึ้น โรคไข้คาวาซากิ ซึ่งมักพบในเด็กเล็ก อาจทำให้มีเส้นเลือดหัวใจโคโรนารีโป่งพอง โรคลิ้นหัวใจจากการติดเชื้อ โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียเกือบทุกชนิดอาจเป็นสาเหตุการอักเสบของหัวใจ โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสได้เกือบทุกชนิดที่นำไปสู่การอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งในบางรายอาจเป็นสาเหตุของภาวะหัวใจวายอย่างเฉียบพลัน ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เต้นช้าหรือเร็วเกินไป ส่วนใหญ่ในเด็กจะเป็นชนิดเต้นเร็วผิดปกติ มักมีอาการเป็นๆ หายๆ และอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจวายและเสียชีวิตได้ เพราะความรุนแรงของโรคหัวใจในเด็กนั้นไม่เพียงแต่ทำให้เด็กมีพัฒนาการและเติบโตช้าแต่อาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต

         พ่อแม่ผู้ปกครองควรสังเกต 5 อาการสัญญาณเตือน ที่ควรพาเจ้าตัวน้อยมาเข้ารับการตรวจและรักษาให้ทันท่วงที คือ 1. หายใจหอบ เหนื่อยง่าย 2. เล็บและปากเขียว 3. ใจสั่น หน้ามืด หรือเป็นลมบ่อยๆ ซึ่งอาจจะเกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ 4. อาการอื่นๆ เช่น เจ็บหน้าอก เป็นต้น (ในเด็กจะพบอาการลักษณะนี้ไม่มากเท่าผู้ใหญ่ อาการเจ็บหน้าอกในเด็กมีส่วนน้อยเท่านั้นที่เกิดจากโรคหัวใจ)  5.แพทย์ตรวจพบว่ามีเสียงหัวใจผิดปกติ ซึ่งอาจแสดงหรือไม่แสดงอาการที่ผิดปกติก็ได้

5 อาการสังเกตเจ้าตัวน้อยหัวใจผิดปกติ

นอกจากนี้เด็กที่เป็นโรคหัวใจอาจจะโตช้า โดยเฉพาะรายที่มีภาวะหัวใจวาย มีอาการหายใจเร็ว เหนื่อยง่าย ส่วนสูงและน้ำหนักไม่เป็นไปตามเกณฑ์ เติบโตช้าไม่ทันเพื่อน เพราะหัวใจต้องทำงานหนักร่วมกับมีอาการหอบและรับประทานอาหารได้น้อย ซึ่งเป็นอีกข้อสังเกตที่พ่อแม่ผู้ปกครองควรใส่ใจและสังเกตอยู่เสมอ หากเจ้าตัวน้อยมีอาการต่างๆ ตามที่ปรากฏในลักษณะข้างต้น ควรรีบเข้ามาพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คร่างกาย หรือแนะนำให้พาเจ้าตัวน้อยไปตรวจสุขภาพกับกุมารแพทย์เป็นประจำทุกๆ ปี สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ โทร 02-310 3000 หรือ โทร. 1719

พลังสามัคคี “ชิงธงสำนักวิชา” พี่น้องมฟล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295213

พลังสามัคคี “ชิงธงสำนักวิชา” พี่น้องมฟล.

ชิงธงสำนัก, มฟล, ชิงธงสำนักวิชา, พี่น้องร่วมใจชิงธงสำนักวิชา

มฟล.สานต่อประเพณี “พี่น้องร่วมใจชิงธงสำนักวิชา” ประจำปีการศึกษา 60 กิจกรรมสร้างสรรค์ บททดสอบความสามัคคีและความมีนำหนึ่งใจเดียว

        มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.)  ส่วนพัฒนานักศึกษา องค์การบริหารองค์การนักศึกษา และ สโมสรนักศึกษา 13 สำนักวิชา จัดกิจกรรม พี่น้องร่วมใจชิงธงสำนักวิชา ประจำปีการศึกษา 2560 มีนักศึกษาเข้าร่วมกว่า 3,5000 คน โดย รศ.น.อ.ยุทธนา ตระหง่าน รองอธิการบดี มฟล. กล่าวว่า  กิจกรรมพี่น้องร่วมใจชิงธงสำนักวิชา ถือเป็นประเพณีสำคัญที่ มฟล. ได้จัดขึ้นต่อเนื่องมายาวนาน โดยมุ่งหมายให้เป็นส่วนหนึ่งของการต้อนรับนักศึกษาใหม่อย่างสร้างสรรค์ และใช้เพลงมหาวิทยาลัยถ่ายทอดความภาคภูมิใจในการเป็นลูกแม่ฟ้าหลวงจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ในแต่ละสำนักวิชาต้องร้องเพลงมหาวิทยาลัยให้ไพเราะพร้อมเพรียงจนสามารถพิชิตใจคณะกรรมการได้ จึงจะได้รับธงประจำสำนักวิชา ถือเป็นบททดสอบความรักและสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไม่เพียงแต่รุ่นน้อง แต่หมายรวมถึงนักศึกษารุ่นพี่ทั้ง 13 สำนักวิชา

พลังสามัคคี "ชิงธงสำนักวิชา" พี่น้องมฟล.

“ในทุกกิจกรรมของมหาวิทยาลัยล้วนมีจุดมุ่งหมายที่จะแสดงออกถึงความจงรักและภักดี ที่มีต่อสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือสมเด็จย่า โดยน้อมนำแนวพระราชปณิธานมาปรับใช้ และมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของเหล่านักศึกษาชั้นปีที่ 1 รวมถึงสร้างความสัมพันธ์อันดีกับนักศึกษารุ่นพี่ อันจะนำไปสู่การใช้ชีวิตอย่างมีความสุขร่วมกันในรั้วมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยมุ่งหวังให้สโมสรนักศึกษาทุกสำนักวิชามีความเข้มแข็ง สามารถเป็นหูเป็นตาแทนครูบาอาจารย์ในการดูแลนักศึกษาได้อย่างทั่วถึง”

พลังสามัคคี "ชิงธงสำนักวิชา" พี่น้องมฟล.

พลังสามัคคี "ชิงธงสำนักวิชา" พี่น้องมฟล.


ค่ายเปิดโลกทัศน์แห่งการเรียนรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295174

ค่ายเปิดโลกทัศน์แห่งการเรียนรู้

มข

สำนักนวัตกรรม ม.ขอนแก่น จัดค่ายเปิดโลกทัศน์แห่งการเรียนรู้ ส่งเสริม นศ.เตรียมพร้อมในการเรียนรู้สู่ KKU Smart Learner HACKFEST 2017 เปิดโลกทัศน์การเรียนรู้

       ดร.เด่นพงษ์ สุดภักดี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า      สำนักนวัตกรรมการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดโครงการค่ายส่งเสริมนักศึกษาเตรียมความพร้อมในการเรียนรู้ เพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จ “KKU Smart Learner HACKFEST 2017” เพื่อให้นักศึกษามีทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีได้เรียนรู้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ อีกทั้งให้นักศึกษาใช้เทคโนโลยีในการสืบค้นข้อมูล เป็นประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน สื่อเทคโนโลยีทางการศึกษาเผยแพร่ผลงานต่างๆ และเพื่อตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างมีภูมิคุ้มกันสามารถนำกิจกรรมมาใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนรู้นอกห้องเรียนเพื่อพัฒนาตนเองได้ ทั้งนี้นักศึกษาจะได้พัฒนาทักษะต่างๆ เช่น ทักษะภาวะความเป็นผู้นำ  การบริหารจัดการ  การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการทำงานในอนาคต

       “ปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีโดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศที่เข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตประจำวัน ทำให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้แบบใหม่ที่ผู้เรียนไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับความรู้เท่านั้นต้องเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ การประยุกต์ใช้เทคโนโยยีสารสนเทศจึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี เพื่อให้ชีวิตก้าวทันกับพัฒนาการทางเทคโนโลยี จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาตนเองให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปอย่างรวดเร็วในโลกปัจจุบัน  ค่ายส่งเสริมนักศึษา KKU Smart Learner HACKFEST 2017 จะช่วยพัฒนาและส่งเสริมให้นักศึกษามีทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ สามารถใช้เทคโนโลยีในการสืบค้นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และสื่อเทคโนโลยีทางการศึกษาได้เป็นอย่างดี”

       ดร.เด่นพงษ์ ด้วยว่า  มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีปณิธานมุ่งสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการที่จะพัฒนาและรักษาไว้ซึ่งมาตรฐานการเรียนการสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการผลิตบัณฑิต โดยมีกรอบทิศทาง ที่มุ่งเน้นการพัฒนาบัณฑิตให้ตรงกับ คุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ ซึ่งไม่ได้มุ่งเน้นความรู้แต่เฉพาะในวิชาแกนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทักษะด้านข้อมูล และการสื่อสาร ทักษะในการคิดและแก้ปัญหา ทักษะสังคมในการทำงานร่วมกับผู้อื่น รวมไปถึงการรู้เท่าทันและสามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องมือที่เป็นเทคโนโลยีสารสนเทศ  เพื่อให้สามารถเกิดการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 ให้กับผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้  การพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของนักศึกษาให้สามารถนำไปใช้ปรับตัวในการเป็นนักศึกษาใหม่ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น และสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ซึ่งกระบวนการจัดการเรียนรู้ใหม่ในห้องเรียนจะก้าวข้ามข้อจำกัดแบบเดิมที่เด็กเป็นผู้รับ (Passive Learner) ครูเป็นผู้บรรยายสู่กระบวนทัศน์ใหม่ในการจัดการศึกษาที่เด็กมีส่วนร่วม (Active Learner) และเรียนรู้ด้วยตัวเอง (Self Learner) มีครูเป็นผู้ให้คำปรึกษา โดยเด็กจะได้ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ สร้างสรรค์ผลงานผ่านการจัดการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม เพื่อเปิดโลกทัศน์แห่งการเรียนรู้สู่ศตวรรษที่ 21

นศพ.ศิริราชฆ่าหมามีปัญหาสุขภาพจิต “ย้ำคิดย้ำทำ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295214

นศพ.ศิริราชฆ่าหมามีปัญหาสุขภาพจิต “ย้ำคิดย้ำทำ”

นศพศิริราชฆ่าหมามีปัญหาสุขภาพจิต, ย้ำคิดย้ำทำ

  ศิริราชให้นศพ.ฆ่าหมาพักการเรียนตั้งแต่บัดนี้ ระบุมีปัญหาสุขภาพจิต ตอนอยู่ปี 3 รุนแรงขึ้นในปี 6 จึงให้พักการเรียนเป็นระยะๆ ไม่สามารถประกอบวิชาชีพได้ให้พ้นสภาพ

 

จากกรณีที่มีนักศึกแพทย์ชายคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ถูกกล่าวหามีการวางยาฆ่าสุนัขเพื่อเอาเงินประกัน

ล่าสุด เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 11 กันยายน ที่ตึกอำนวยการ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล  ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล  แถลงผลการประชุมคณะกรรมการประจำคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล วาระพิเศษว่า นักศึกษาแพทย์ท่านนี้มีปัญหาด้านจิตใจ

ซึ่งคณะแพทยศาสตร์ฯได้มีการติดตามการรักษาและดูการเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่องตลอดตั้งแต่นักศึกษาเริ่มมีอาการขณะอยู่ชั้นปีที่ 3 คณะแพทย์ที่ให้การดูแลประเมินแล้วพบว่ามีอาการย้ำคิดย้ำทำ

ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่ไม่รุนแรง และอาการของนักศึกษาไม่ได้อยู่ในระดับที่รุนแรง  ยังสามารถศึกษาต่อไปในระดับชั้นปีที่ 4-5 จนกระทั่งการศึกษาในระดับชั้นปีที่ 6 พบว่ามีอาการเปลี่ยนแปลงที่อาจส่งผลต่อการศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ จึงได้มีการพักการเรียนเป็นระยะๆ เมื่อมีอาการดีขึ้นในระดับที่สามารเรียนต่อได้ก็กลับมาเรียนรวมทั้งหมด 3 ครั้ง รวมถึงปัจจุบันก็อยู่ในช่วงการพักการเรียนตั้งแต่เดือนเมษายน 2560

ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวอีกว่า  เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 11 กันยายน 2560 ได้เชิญพ่อแม่ และนักศึกษามาให้ข้อมูลกับคณะกรรมการฯ เนื่องจากอยากได้ข้อมูลโดยตรงจากนักศึกษาเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาร่วมกับข้อมูลที่ได้รับจากสื่อและสัตวแพทย์โดยตรง

คณะกรรมการฯพิจารณาแล้วมีมติ ดังนี้ 1.นักศึกษาแพทย์ที่ถูกกล่าวหา ปัจจุบันอยู่ในช่วงพักการศึกษา จึงให้พักการศึกษาต่อไปจนกว่าผลการตัดสินการดำเนินการจากส่วนใดส่วนหนึ่งจะแล้วเสร็จ

2.      ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางจริยธรรมกับนักศึกษาดังกล่าว  หากประเมินแล้วมีผลตัดสินว่ามีความผิดทางจริยธรรมจริง ทางคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลจะดำเนินการส่งเรื่องไปยังมหาวิทยาลัยมหิดลเพื่อดำเนินการต่อไป ตามเกณฑ์ความผิดด้านจริยธรรม
3.      คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลจะเฝ้าติดตามการรักษาปัญหาด้านจิตใจอย่างใกล้ชิด หากการเจ็บป่วยทางด้านจิตใจได้รับการประเมินว่า  มีความรุนแรงขัดต่อการศึกษาด้านแพทยศาสตร์  ก็จะเสนอมหาวิทยาลัยมหิดลพิจารณาให้พ้นสภาพนักศึกษา
4.      คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลจะเฝ้าติดตามความคืบหน้าของกระบวนการยุติธรรม หากมีผลทางอาญาเป็นที่สิ้นสุดและมีความผิด ก็จะเสนอมหาวิทยาลัยมหิดลให้พิจารณาให้พ้นสภาพการเป็นนักศึกษา
ทั้งนี้ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลจะดำเนินการด้วยความละเอียด รอบคอบ แก่ทุกฝ่าย  โดยยึดหลักคุณธรรม จริยธรรม และหลักกระบวนการยุติธรรม

ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวอีกว่า  นักศึกษาท่านนี้เริ่มมีอาการย้ำคิดย้ำทำเมื่ออยู่ชั้นปีที่ 3  แต่อาการดังกล่าวไม่ได้ขัดต่อวิชาชีพใดวิชาชีพหนึ่ง แต่ถ้าติดตามอาการแล้วพบว่าจะกระทบต่อการประกอบวิชาชีพแพทย์  ก็จะไม่อนุญาตให้ออกไปเป็นแพทย์อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม นักศึกษาแพทย์จำนวนไม่น้อยที่มีความเครียดเกิดขึ้นมากๆระหว่างเรียน และมีปฏิกิริยากับความเครียดนั้น ก็จะให้พักการเรียนไปก่อน เมื่ออาการดีขึ้นก็กลับมาเรียนใหม่ หรือหากอาการรุนแรงจนกระทบต่อการประกอบวิชาชีพแพทย์ คณะก็จะส่งเรื่องให้มหาวิทยาลัยเพื่อให้พ้นสภาพการเป็นนักศึกษา ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยมีการดำเนินการมาแล้วทั้งสิ้น

คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราช กล่าวอีกด้วยว่า อาการย้ำคิดย้ำทำ ไม่ใช่ความผิดปกติที่รุนแรง เช่น ล็อคประตูแล้วไม่แน่ใจก็กลับไปล็อคใหม่ หรือการล้างมือบ่อยๆ และไม่ใช่โรคจิตเภท

อย่างไรก็ตาม การมีปัญหาสุขภาพจิตจากความเครียดของนักศึกษาแพทย์  มีหลายปัจจัยตั้งแต่พันธุกรรม สภาพแวดล้อม  การเรียนในคณะแพทย์จึงไม่ใช่ปัจจัยเพียงอย่สงเดียว เพราะบางคนสามารถจัดการกับความเครียดได้ก็สำเร็จเป็นแพทย์จำนวนมาก แต่สำหรับบางคนจัดการความเครียดไม่ได้ก็ไม่สามารถสำเร็จเป็นแพทย์ได้  ซึ่งเป็นเหมือนกันในคณะแพทยศาสตร์ ทุกแห่ง

“การออกมาให้ข้อมูลในครั้งนี้ต่อสื่อมวลชนได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองและนักศึกษาแล้ว ซึ่งนักศึกษาได้เข้ามาให้ข้อมูลกับคณะกรรมการฯอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งพบว่ามีข้อมูลบางส่วนและแนวคิดบางอย่างที่ไม่ตรงกับที่สื่อมีการนำเสนอออกไป ส่วนการจะตัดสินว่านักศึกษามีการทำความผิดทางจริยธรรมหรือไม่  ขอเรียนว่าการดำเนินการใดๆในคณะแพทยศาสตร์ฯจะไม่ตัดสินโดยผมคนเดียว แต่จะเป็นรูปแบบของคณะกรรมการ แต่เชื่อว่าคณะกรรมการสอบสวนทางจริยธรรมที่ตั้งขึ้นจะดำเนินการไม่นานแน่นอน แต่ยังกำหนดช่วงเวลาไม่ได้”ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าว

ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า จากที่นักศึกษาเข้ามาให้ข้อมูล เขาคิดว่าตัวเองยังจะสามารถศึกษาต่อได้ แต่การพิจารณาดังกล่าวไม่ใช่อยู่ที่ตัวของนักศึกษา แต่อยู่ที่คณะกรรมการฯจะพิจารณา และจากสิ่งที่นักศึกษาพูดเขามีความรู้สึกเสียใจ ไม่อยากให้คณะแพทยศาสตร์ศิริราชเสียชื่อเสียงและวิชาชีพแพทย์ต้องเสื่อมศรัทธาจากประชาชน  และแจ้งว่าหากทางกฎหมายพิจารณาว่ามีความผิดก็ยินดีที่จะรับผิดตามนั้น

“ก่อนที่คณะกรรมการฯจะพิจารณาตัดสินและมีบทสรุปเป็นอย่างไร จะต้องมมีข้อขัดแย้งในภายหลัง เพราะมิฉะนั้นอาจเสียใจที่ได้ไปตัดสินอนาคตของใครคนหนึ่งไป การดำเนินการทั้ง 3 ส่วนที่เกิดขึ้นพร้อมพันคือ การสอบสวนทางจริยธรรม การเฝ้าติดตามการรักษา และการดำเนินการทางกระบวนการยุติธรรม หากส่วนใดส่วนหนึ่งแล้วเสร็จก่อน คณะก็จะส่งเรื่องให้มหาวิทยาลัยดำเนินการพิจารณาพ้นสภาพนักศึกษา”

ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าว

รศ.นพ.รุ่งนิรันดร์  ประดิษฐสุวรรณ รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ ฝ่ายการศึกษาก่อนปริญญากล่าวว่า  นักศึกษาท่านนี้รหัสเข้าเรียนเมื่อปี 2553 เริ่มมีอาการเมื่ออยู่ชั้นปี 3 แต่ยังสามารถเรียนต่อไปในระดับชั้นปี 4-5 จนปี 6 เมื่อปี 2558 เริ่มเป็นมากจึงมีการพักการเรียนเป็นช่วงๆ

ทั้งนี้ ระบบการศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ในระดับคลินิก คือชั้นปีที่ 4-6 ที่เกี่ยวข้องกับการเจอคนไข้และฝึกปฏิบัติจะมีการประเมินที่เป็นมาตรฐานทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ โดยจะมีอาจารย์และแพทย์ประจำบ้านติดตามประเมินอย่างใกล้ชิดในสิ่งที่นักศึกษาปฏิบัติจึงอยู่ในสายตาอาจารย์แพทย์และแพทย์ประจำบ้านตลอด อีกทั้ง การประเมินผลจะดำเนินการในลักษณะอิงเกณฑ์ คือ นักศึกษาทุกคนจะต้องทำได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด

“นักศึกษาท่านที่ถูกกล่าวหานี้พบว่าไม่ผ่านเกณฑ์ในรายวิชาอายุรศาสตร์  จึงได้มีการติดตามถึงสาเหตุที่นักศึกษาไม่ผ่าน ก็พบว่ามีอาการทางด้านสุขภาพจิต จึงได้มีการติดตามอาการนักศึกษาอย่างต่อเนื่อง และให้พักการเรียนเป็นระยะๆ เมื่ออาการดีขึ้นก็กลับมาเรียนในรายวิชาที่ไม่ผ่าน  ทั้งนี้ การผลิตแพทย์มีมาตรฐาน ไม่ใช่ช่วยเหลือกันให้ผ่านไปอย่างแน่นอน “รศ.นพ.รุ่งนิรันดร์กล่าว

ก.การอุดมศึกษา เน้นบทบาทอุดมศึกษาพัฒนาคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295181

ก.การอุดมศึกษา เน้นบทบาทอุดมศึกษาพัฒนาคน

กการอุดมศึกษา, หมอจรัส

“หมอจรัส” เผยก.การอุดมศึกษา เน้นพัฒนาอุดมศึกษาสร้างคน ไม่ได้พิจารณาเรื่องกระทรวงวิจัยและนวัตกรรม เน้นสร้างธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัย ไม่ยึดรูปแบบระบบข้าราชการ

     ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การอุดมศึกษา กล่าวว่า กรรมการชุดนี้มีตัวแทนจากหลายภาคส่วน โดยมี ศ.นพ.อุดม คชินทร ประธานคณะทำงานเตรียมการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา เป็นกรรมการด้วย  ซึ่งจากการประชุมคณะอนุกรรมการฯ พิจารณาร่างพ.ร.บ.การอุดมศึกษา หารือเฉพาะร่างพ.ร.บ.การอุดมศึกษาเท่านั้นไม่ได้มีการพิจารณาเรื่องกระทรวงวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งเป็นเรื่องรัฐบาลในการดำเนินการสำหรับบทบาทของอุดมศึกษา จะทำหน้าที่เป็นเครื่องมือพัฒนาประเทศด้วยการสร้างคนในระดับสูง ที่มีความสามารถสูง สร้างองค์ความรู้รวมไปถึงนวัตกรรมที่มีความจำเป็นต่อประเทศ และใช้ในการพัฒนาเพื่อแข่งขันกับนานาชาติ และที่สำคัญนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ก็จำเป็นที่จะต้องให้อุดมศึกษาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำให้อุดมศึกษาของไทยมีประสิทธิภาพ นั้นคือเหตุผลว่าทำไมจึงต้องมีกระทรวงการอุดมศึกษา

ศ.นพ.จรัส กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับการปรับปรุงร่างพ.ร.บ.การอุดมศึกษา เพื่อที่จะให้ได้เป้าหมายของอุดมศึกษาอย่างครบถ้วน ซึ่งประเด็นที่ต้องมีการปรับปรุงแก้ไข และนำประเด็นที่ได้จากการรับฟังความคิดเห็นที่มาปรับปรุงแก้ไขด้วยเช่น เรื่องอุดมศึกษาที่จะต้องรองรับอุตสาหกรรมและการพัฒนา เป็นต้น พร้อมทั้งยังต้องปรับให้สอดคล้องกับความหลากหลายของมหาวิทยาลัย ที่มีเป้าประสงค์ และการบริหารจัดการจะต้องแตกต่างกันออกไปด้วย

ส่วนเรื่องธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัย ศ.นพ.จรัส กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมได้มีการหารือกันทั้งในเรื่องของธรรมาภิบาลม.รัฐและม.ในกำกับของรัฐ  ซึ่งต้องมีองค์กรกลางทำหน้าที่กำกับดูแลมหาวิทยาลัย แต่อำนาจในการกำกับดูแลจะมีการพิจารณาให้สมดุลกับความเป็นเสรีภาพทางวิชาการและการบริหารจัดการของมหาวิทยาลัยด้วย ไม่ใช่ออกมาในรูปแบบกระทรวงที่โบราณ มีการกำกับควบคุมมากกว่าเดิม แน่นอนว่ากระทรวงการอุดมศึกษา จะไม่ได้ออกมาในรูปแบบที่ติดกับระบบข้าราชการจนเกินไปอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้เสร็จโดยเร็ว ก่อนจะนำเสนอให้รัฐบาลพิจารณาต่อไป

5 อาการฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิ์ทุกที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295179

5 อาการฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิ์ทุกที่

เรืออากาศเอกอัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ), ฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิ์ทุกที่

สพฉ. เปิดเผย 5 อาการฉุกเฉินที่เข้ารับบริการสูงสุด พบ หายใจลำบาก/ติดขัด  ครองแชมป์เข้ารับริการฉุกเฉินตามนโยบายฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิ์ทุกที่

 

เรืออากาศเอกอัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)  กล่าวถึง กรณีมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาด้วยอาการหอบเฉียบพลัน แต่ไม่เข้าข่ายกรณีฉุกเฉินทำให้ผู้ป่วยต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเองนั้น  สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ยืนยันว่า นโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่” (Universal Coverage for Emergency Patients: UCEP)  ตระหนักถึงภาวะเจ็บป่วยฉุกเฉิน และได้ดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อให้ผู้ป่วยฉุกเฉินมีโอกาสต่อการรอดชีวิต และลดโอกาสเสี่ยงต่อความพิการทุพพลภาพ  หากผู้ป่วยรายใดเข้าเกณฑ์ฉุกเฉินวิกฤติและเงื่อนไขการบริการสามารถเข้าร่วมตามนโยบายนี้ได้ทันที

5 อาการฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิ์ทุกที่

ซึ่งผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต หมายถึง บุคคลซึ่งได้รับบาดเจ็บ หรือมีอาการป่วยกะทันหัน ซึ่งมีภาวะ คุกคามต่อชีวิต ซึ่งหากไม่ได้รับปฏิบัติการแพทย์ทันที เพื่อแก้ไขระบบการหายใจ ระบบไหลเวียนเลือด หรือระบบประสาทแล้ว ผู้ป่วยจะมีโอกาสเสียชีวิตได้สูง

ได้แก่  1. หมดสติ ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ  2. หายใจเร็ว หอบเหนื่อยรุนแรง หายใจติดขัดมีเสียงดัง  3. เจ็บหน้าอกรุนแรงเฉียบพลัน  4. ซึมลง เหงื่อแตก ตัวเย็นหรือมีอาการชักร่วม  5. แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัดแบบปัจจุบันทันด่วน หรือชักต่อเนื่องไม่หยุด  6. มีอาการอื่นร่วม ที่มีผลต่อการหายใจ การไหลเวียนโลหิต และระบบสมองที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต

เรืออากาศเอกอัจฉริยะ ยังกล่าวถึง  ผลการปฏิบัติงานของศูนย์ประสานคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ  (ศคส.สพฉ.) หรือ UCEP Coordination Center   ตลอด 5 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน  – 31 สิงหาคม ในโรงพยาบาลเอกชน 269 แห่ง ที่เข้าร่วมโครงการ  ว่า  มีสถิติผู้ขอใช้สิทธิทั้งสิ้น 12,710 ราย  เป็นผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ 5,782 ราย  ไม่เข้าเกณฑ์ 6,885 ราย และรอการประเมิน 43 ราย   และในจำนวนนี้ เป็นผู้ป่วยจากสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า  7,668  ราย   จากสิทธิประกันสังคม   2,475  ราย จากสิทธิข้าราชการ 2,080 ราย    และจังหวัดที่เข้ารับบริการมากที่สุด   คือ  กรุงเทพมหานคร  รองลงมา คือ  สมุทรปราการ ชลบุรี พิษณุโลก นนทบุรี และสมุทรสาคร

5 อาการฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิ์ทุกที่

ส่วนอาการผู้ป่วยฉุกเฉินที่เข้ารับบริการมากที่สุดคือ   หายใจลำบาก/ติดขัด 1,848 ราย  รองลงมาคือ ป่วย/อ่อนเพลีย/ไม่จำเพาะ 1,602 ราย ,   แน่นทรวงอก/หัวใจ 1,412  ราย  ,  อัมพาต/กล้ามเนื้ออ่อนแรง/สูญเสียการรับความรู้สึก 1190 ราย และ อุบัติเหตุยานยนต์ 1,079  ราย  อย่างไรก็ตาม ซึ่งหากมีข้อสงสัย สามารถโทรสอบถามได้ที่ ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (ศคส สพฉ) หมายเลข  02-8721669 ตลอด 24 ชั่วโมง และหากต้องการร้องเรียนหรืออุทธรณ์ เรื่องการประเมินและการคัดแยกระดับความฉุกเฉิน หรือไม่ได้รับความเป็นธรรมในการใช้บริการฉุกเฉิน สามารถแจ้งได้ที่ Email: ucepcenter@niems.go.th  ตลอด 24 ชั่วโมง

สามล้อถีบพิษณุโลก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295146

สามล้อถีบพิษณุโลก.

สามล้อถีบพิษณุโลก

สามล้อถีบพิษณุโลก…ฤาจะกลายเป็นเพียงเอกลักษณ์ในตำนาน?

        แต่ก่อนเมื่อกลับจากกรุงเทพฯ พอลงรถทัวร์เป็นต้องมองหารถสามล้อถีบ นั่งสามล้อชมเมืองแบบเพลินเพลินระหว่างกลับบ้านแบบไม่เร่งรีบ เจอสะพานหรือเนินสูงก็ต้องลงไปช่วยเข็นกลายเป็นความสนุกสนาน เป็นสีสัน และเสน่ห์คู่เมืองพิษณุโลกมาอย่างยาวนาน

       แต่ปัจจุบันสามล้อถีบลดจำนวนลง จนเหลือน้อยมาก สามล้อถีบหายไปไหน และคนถีบสามล้อไปทำอาชีพอะไร จากคำถามดังกล่าว กองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวรจึงได้ดำเนินการงานวิจัย “พลวัตของคนประกอบอาชีพสามล้อถีบเมืองพิษณุโลก” ขึ้น

สามล้อถีบพิษณุโลก.

    “เมื่อสังคมเมืองพิษณุโลกก้าวเข้าสู่การพัฒนาและขยายตัวของชุมชนเมืองในช่วงปี พ.ศ. 2500  ส่งผลให้วิถีชีวิตของคนถีบสามล้อเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเมืองพิษณุโลก แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนผ่าน รถสามล้อถีบเมืองพิษณุโลกได้ถูกพัฒนาเป็นสัญลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว แต่วิถีชีวิตของคนถีบสามล้อกลับโรยราและเปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนขาดผู้เชื่อมต่อจากรุ่นสู่รุ่น เหลือเพียงวิถีชีวิตของผู้เฒ่าและกลุ่มคนที่มองว่าเป็นเพียงชายขอบของสังคม” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วศิน ปัญญาวุธตระกูล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวถึงที่มาของงานวิจัย

       นายอภิสิทธิ์ ปานอิน ผู้ลงมือศึกษาวิจัยได้เริ่มสืบค้นตั้งแต่กำเนิดของสามล้อในเมืองไทย พบว่า เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2476  ณ กรุงเทพมหานคร โดยเลื่อน พงษ์โสภณเป็นผู้สร้างขึ้น และค่อย ๆ ได้รับความนิยมจนเกิดเป็นธุรกิจสามล้อถีบที่เฟื่องฟู จนกระทั่งถึงจุดเปลี่ยนในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ประกาศยกเลิกสามล้อในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2503 

สามล้อถีบพิษณุโลก.

       “เมื่อในกรุงเทพฯ ยกเลิก สามล้อจึงกระจายออกสู่ต่างจังหวัด รวมทั้งพิษณุโลก จังหวะเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ จึงมีการบูรณะเมือง สามล้อถีบจึงเป็นสิ่งใหม่ที่คนพิษณุโลกให้ความสนใจได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับการพัฒนาเมือง เกิดโรงแรม ร้านค้า และธุรกิจใหม่มากมาย มีกิจการอู่เช่าสามล้อถีบหลายสิบอู่ กลายเป็นอาชีพ เป็นเส้นทางทำมาหากินที่สำคัญ”

    กระทั่งช่วงปี 2531  เป็นต้นมา สามล้อถีบเริ่มลดความนิยม และน้อยลงเรื่อย ๆ เรื่องนี้นายอภิสิทธิ์ ปานอิน ให้เหตุผลว่า “จากการศึกษาพบว่า เกิดจากนโยบายการพัฒนาประเทศในสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ทั้งในด้านการศึกษา เศรษฐกิจ การคมนาคม อุตสาหกรรม ต่อเนื่องมาถึงยุคของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เรียกได้ว่าเป็นยุคทองของเศรษฐกิจเลยก็ว่าได้ สำหรับจังหวัดพิษณุโลกเองเริ่มมีรถจักรยานยนต์มากขึ้นเรื่อย ๆ มีรถเมล์บ้านเรา รถตุ๊กตุ๊ก และวินมอเตอร์ไซต์” นี่ยังไม่นับรวมรถแท็กซี่ที่เกิดขึ้นในภายหลัง

สามล้อถีบพิษณุโลก.

       สามล้อถีบจำนวนหลายพันคัน เหลือเพียงหลักร้อย และมีทีท่าว่าจะลดลงเรื่อย ๆ ทั้งนี้สามล้อถีบที่ยังหลงเหลือในปัจจุบันแบ่งออกได้เป็น 2  กลุ่มใหญ่ ๆ คือ สามล้อดั้งเดิมและสามล้อเพื่อการท่องเที่ยว

          “สามล้อดั้งเดิมแบ่งออกเป็น ๓ กลุ่ม คือ กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่มีอายุ 50-60 ปี รับจ้างปั่นแบบไม่เร่งรีบ เนื่องจากมีลูกหลานเลี้ยงดูอยู่แล้ว กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มดั้งเดิมที่ปรับตัวเข้ากับสังคมเมือง คือ ปั่นสามล้อแบบหารายได้จากทั้งรับบริการทั่วไปกับให้บริการนักท่องเที่ยว มีรายได้พอเลี้ยงตัวเองได้ ส่วนกลุ่มที่ 3  คือกลุ่มสามล้อเพื่อการเอาชีวิตรอด ส่วนใหญ่เป็นคนยากจน ปั่นสามล้อเพื่อเลี้ยงชีพ”

         “สามล้ออีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นภายหลังคือ สามล้อเพื่อการท่องเที่ยว ได้กลายเป็นเอกลักษณ์ เป็นสีสันและวัฒนธรรมของเมืองพิษณุโลก นับตั้งแต่ยุคของนายไพฑูรย์ สุนทรวิภาคเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก มีนโยบายสนับสนุน ส่งเสริมอาชีพสามล้อถีบ โดยต้องการให้เป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวยามค่ำคืน เราจึงมักเห็นนักท่องเที่ยวซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติสนุกสนานกับการนั่งสามล้อทัวร์ชมเมืองพิษณุโลกชมแสง สี เป็นส่วนใหญ่”

สามล้อถีบพิษณุโลก.

      จากผลการวิจัย นายอภิสิทธิ์ ปานอิน ตั้งข้อสันนิษฐานว่า กาลข้างหน้ากลุ่มสามล้อดั้งเดิมคงจะหายไป เนื่องจากคนปั่นอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนสามล้อทัวร์เพื่อการท่องเที่ยวก็จะลดความนิยมลง จนกระทั่งหายไปในที่สุด

        “คนมองว่าเอกลักษณ์ของเมืองพิษณุโลกคือตัวรถสามล้อ แต่ไม่เคยมองที่คนปั่น ดังนั้น ทัวร์สามล้อจึงมีรถสามล้อเป็นเอกลักษณ์ คนปั่นสามล้อไม่ได้เป็นเอกลักษณ์ สิ่งที่ยังคงอยู่คือรถสามล้อ ในขณะที่คนปั่นเริ่มหายไป คนนั่งสามล้อก็ลดลง จึงอาจกล่าวได้ว่า การเปลี่ยนแปลงเกิดจากคนมากกว่า ช่วงเวลานี้เป็นช่วงก้ำกึ่งอาจยังมองไม่เห็น นึกภาพไม่ออก แต่เชื่อว่าอีก10-20 ปีข้างหน้า สามล้อทัวร์จะไม่มีแล้ว”

     อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานวิจัยเรื่อง พลวัตของคนประกอบอาชีพสามล้อถีบเมืองพิษณุโลก อาจไม่ใช่บทสรุปของอาชีพสามล้อถีบของจังหวัดพิษณุโลก ในอนาคตสามล้อถีบอาจกลายเป็นจดหมายเหตุ ความทรงจำของชาวพิษณุโลก หรือไม่แน่ว่าอาจได้รับการพลิกฟื้นให้กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งก็เป็นได้

“สุราษฎร์โมเดล” สอนน้องรู้วิธีกู้ชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295020

“สุราษฎร์โมเดล” สอนน้องรู้วิธีกู้ชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉิน

ช่วยชีวิตฉุกเฉิน, สุราษฎร์ธานีโมเดล, สพฉ, สุราษฎร์โมเดล

“เยาวชนต้นกล้าสุราษฏร์ธานีโมเดล” เรียนรู้ช่วยชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉิน เพิ่มอัตรารอดชีวิตและหยุดวิกฤตการเสียชีวิตของผู้ป่วย ณ จุดเกิดเหตุ

      ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินในยุคปัจจุบัน นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจาก เป็นการช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วยให้รอดพ้นจากภาวะวิกฤตได้ โดยเฉพาะการเริ่มช่วยในการปฐมพยาบาลเบื้องต้นตั้งแต่ที่เราพบผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วยฉุกเฉินก็จะมีเพิ่มมากยิ่งขึ้น จึงต้องส่งต่อความรู้ดังกล่าวนี้ โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน ต้องปลูกฝังตั้งแต่อายุยังน้อยเพื่อให้เขากลายเป็นต้นกล้าที่สามารถสานต่องานช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินตามวิธีการและขั้นตอนที่ถูกต้องได้

จึงเกิดการรวมตัวกันของหน่วยกู้ชีพภาคเอกชน ภายในจังหวัดสุราษฏร์ธานี รวมทั้งแรงสนับสนุนที่สำคัญจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือ สพฉ. จัดโครงการเพื่อฝึกอบรมและถ่ายทอดความรู้ขั้นพื้นฐานในการช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉินอย่างถูกขั้นตอน และการใช้งานสายด่วน 1669 ให้เกิดประสิทธิภาพ

"สุราษฎร์โมเดล" สอนน้องรู้วิธีกู้ชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉิน

ร.อ.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา

ร.อ.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา หรือ “หมออัจ” เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ยืนยัน สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ พร้อมให้การสนับสนุนท้องถิ่นอย่างเต็มที่ ถ้ายิ่งเป็นพื้นที่ห่างไกล หากมีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินอย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพ จะสามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยได้

หมออัจ บอกด้วยว่า พื้นที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี นับว่ามีความเข้มแข็งด้านการให้บริการ การแพทย์ฉุกเฉิน เนื่องจากมีระบบเครือข่าย ที่สอดประสานทั้งภาครัฐและเอกชนได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การถ่ายทอดองค์ความรู้ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินขั้นพื้นฐานให้กับเยาวชน เกิดเป็นเครือข่ายที่ยั่งยืนเกี่ยวกับการแพทย์ฉุกเฉินในท้องถิ่นต่อไป

ฟังหน่วยงานผู้ให้การสนับสนุนหลักกันไปแล้ว มาฟังท้องถิ่นกันบ้าง ว่าเค้ามีแนวทางในการดำเนินการถ่ายทอดองค์ความรู้ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินขั้นพื้นฐาน ให้กับกลุ่มเยาวชนอย่างไร แต่ขอบอกว่าไม่ธรรมดา เพราะมีการนำรถบัส ที่เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์เกี่ยวกับการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินขั้นพื้นฐาน ขับตระเวนไปยังสถานศึกษาต่างๆ ภายในจังหวัดสุราษฏร์ธานี เพื่อทำการสาธิตและถ่ายทอดองค์ความรู้ โดยทำมาแล้วร่วม 1 ปี

"สุราษฎร์โมเดล" สอนน้องรู้วิธีกู้ชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉิน

นิติศักดิ์ บุญมานนท์

นิติศักดิ์ บุญมานนท์ หรือ  “พี่อ้น” หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการมูลนิธิกุศลศรัทธา สุราษฏร์ธานีและหนึ่งในคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินเล่าให้ฟังว่า โครงการนี้เริ่มจากการที่พวกเราออกไปปฏิบัติการช่วยเหลือเกี่ยวกับภัยพิบัติน้ำท่วม ทั้งในส่วนของจังหวัดสุราษฏร์ธานี กรุงเทพมหานคร รวมถึงเหตุการณ์ สึนามิในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ที่ผ่านมา   ซึ่งการช่วยเหลือดังกล่าว เราเล็งเห็นถึงปัญหาว่า ประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่ยังไม่รู้จัก ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินขั้นพื้นฐาน หรือรู้ก็รู้แบบผิดวิธี ยกตัวอย่างการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉิน ที่ต้องทำอย่างไรไม่ให้ผู้ป่วยบาดเจ็บก่อนถึงโรงพยาบาล การปฐมพยาบาลเบื้องต้น หากเกิดบาดแผลขึ้น รวมถึงการช่วยเหลือคนจมน้ำอย่างถูกวิธี

“เพื่อให้การทำงานของทีมกู้ภัยทำงานได้ง่ายขึ้น จึงเกิดแนวคิดว่าทำอย่างไรให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วม สุดท้ายความคิดนี้จึงตกผลึก และมุ่งตรงไปยังการให้ความรู้ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินขั้นพื้นฐานให้กับกลุ่มเด็กและเยาวชนเป็นสำคัญ เนื่องจากมีความสะดวก มีความเป็นกลุ่มก้อนเพราะอยู่ในสถานศึกษา และที่สำคัญเมื่อเด็กได้เรียนรู้องค์ความรู้นี้แล้ว ยังสามารถถ่ายทอดไปยังผู้ปกครองรวมไปถึงผู้ใกล้ชิดได้ด้วย”

"สุราษฎร์โมเดล" สอนน้องรู้วิธีกู้ชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉิน      พี่อ้น บอกอีกว่า เมื่อเรามีจุดมุ่งหมายการให้ความรู้คือกลุ่มเยาวชนแล้ว เราจึงคิดหายานพาหนะเคลื่อนที่ ที่สามารถขนย้ายอุปกรณ์กู้ชีพฉุกเฉินเพื่อไปสาธิตให้กับสถานศึกษาภายในจังหวัด ซึ่งโชคดีมีผู้บริจาครถบัสมา 1 คัน สมามารถเคลื่อนย้ายอุปกรณ์กู้ชีพฉุกเฉินเพื่อทำการสาธิตแบบครบครัน พร้อมกับมีทีมงานประจำรถไปด้วยประมาณ 4-5 คน รวมเจ้าหน้าที่ ที่ทำการหมุนเวียนกันให้ความรู้ประมาณ 57 คน แล้วแต่ใครสะดวกหรือมีเวลาว่าง ทั้งนี้เราไม่ได้จำกัดเฉพาะสถานศึกษาเท่านั้น หากมีหน่วยงานไหนประสานมา เราก็พร้อมที่จะออกพื้นที่เพื่อนำความรู้ไปเผยแพร่ให้

สำหรับองค์ความรู้ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินขั้นพื้นฐานที่เรานำไปเผยแพร่นั้น มีอยู่ 3 ข้อหลัก ประกอบด้วย 1.ระบบสื่อสาร ยกตัวอย่าง การโทรสายด่วน 1669 เมื่อนักเรียนเห็นเหตุการณ์การเกิดอุบัติเหตุขึ้น ก็สามารถโทรไปที่สายด่วนนี้ได้ โดยเน้นย้ำว่า ห้ามโทรเล่นหรือก่อกวน รวมถึงให้รู้ถึงกระบวนการสื่อสารของหน่วยกู้ชีพว่าเขามีขั้นตอนอย่างไร มีอุปกรณ์ชนิดไหน ซึ่งเรามีวิทยุสื่อสารมาให้เด็กดู ว่ามีการติดต่อสื่อสารทั้งระยะใกล้และไกล ที่คลอบคลุมทุกเครือข่าย โดยที่ทางกรุงเทพมหานคร สามารถที่จะมอนิเตอร์เหตุการณ์จากตรงนี้ได้ด้วย โดยเฉพาะการเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมที่ผ่านมา

"สุราษฎร์โมเดล" สอนน้องรู้วิธีกู้ชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉิน

2.ระบบการปฐมพยาบาล โดยเราทำการถ่ายทอดความรู้การปฐมพยาบาลเบื้องต้น เช่นการผายปอดที่ถูกวิธีควรทำอย่างไร การปั้มหัวใจแบบถูกวิธีเป็นอย่างไร การช่วยเหลือคนจมน้ำอย่างถูกวิธีเป็นอย่างไร การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุอย่างถูกวิธีควรทำอย่างไร เป็นต้น และข้อ 3.เรื่องอุปกรณ์ช่วยเหลือกู้ภัย ซึ่งในส่วนของเราได้นำอุปกรณ์ที่มีมาให้ความรู้ เช่น เครื่องปั้มหัวใจ เตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วย รวมถึงชุดนักดับเพลิง ซึ่งในส่วนของชุดดับเพลิงนี้ เราทำการแต่งให้ดูเลย เพราะเมื่อเด็กเห็น เขาจะได้รู้สึกเคยชิน รวมถึงอุปกรณ์การเซฟตี้ต่างๆ

พี่อ้น บอกด้วยว่า หลังดำเนินการถ่ายทอดองค์ความรู้มาแล้วร่วม 1ปี ปรากฏว่าผลตอบรับดีมาก มีสถานศึกษา รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ภายในจังหวัดให้ความสนใจ จนบางครั้งต้องต่อคิวกันเลยทีเดียว มั่นใจว่า นับจากนี้ ระบบการแพทย์ฉุกเฉินภายในจังหวัดจะมีความเข้มแข็งขึ้น และยั่งยืนต่อไปในอนาคตอย่างแน่นอน

"สุราษฎร์โมเดล" สอนน้องรู้วิธีกู้ชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉิน

“น้องโอม” หรือ ณัฐชนน น้ำตาลพอด

หลังจากฟังการดำเนินการของการให้ความรู้ของเจ้าหน้าที่กู้ภัยในพื้นที่แล้ว มาฟังเสียงสะท้อนจากกลุ่มเยาวชนที่ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้กันบ้างว่าเขามีความคิดเห็นในเรื่องนี้อย่างไร เริ่มที่“น้องโอม” หรือ ณัฐชนน น้ำตาลพอด อายุ 14 ปี นักเรียนชั้นม.3 โรงเรียนเมืองสุราษฏร์ธานี บอกว่า หลังจากพี่ๆกู้ภัยมาให้ความรู้ จึงเกิดแนวคิดที่จะทำงานช่วยเหลือสังคม โดยเป็นนักกู้ภัยน้อย ประกอบกับพ่อและแม่เคยประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ จนต้องล้มหมอนนอนเสื่อ ซึ่งเมื่อมาเป็นกู้ภัยน้อยแล้ว อย่างน้อยก็สามารถช่วยเหลือชีวิตคนได้ โดยเฉพาะคนใกล้ตัว

น้องโอม บอกด้วยว่า หลังจากฝึกการกู้ภัยขั้นพื้นที่จากพี่ๆเป็นเวลา 2 เดือนแล้ว ก็เริ่มออกพื้นที่จริง โดยใช้เวลาว่างอาทิตย์ละ 1 วัน ซึ่งงานส่วนใหญ่เป็นการทำแผลให้ผู้ป่วย รวมทั้งช่วยหยิบอุปกรณ์ต่างๆ โดยพวกพี่ๆกู้ภัยบอกว่า ช่วงนี้เริ่มจากขั้นพื้นฐานไปก่อนเมื่อโตกว่านี้ จะให้มาช่วยการกู้ชีพในระดับสูงต่อไป

“การที่ได้มาช่วยเหลือพี่กู้ภัยในระยะเวลาเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา ผมรู้สึกภูมิใจเป็นอย่างมาก เพราะถือเป็นการช่วยเหลือสังคม โดยเฉพาะการช่วยเหลือชีวิตคน ซึ่งผลตอบแทนเพียงคำขอบคุณ ก็ทำให้ผมมีกำลังใจในการทำงานเป็นอย่างมาก”น้องโอมกล่าวพร้อมแนะว่า การทำงานประเภทนี้ สิ่งแรกต้องมีใจสาธารณะในการช่วยเหลือสังคม และที่สำคัญต้องไม่กลัวเลือด เพราะหากมีความกลัว การทำงานกู้ภัยก็จะยากขึ้น

"สุราษฎร์โมเดล" สอนน้องรู้วิธีกู้ชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉิน

“น้องแก้ม”โสรญา เพชรด้วง

ขณะที่“น้องแก้ม”โสรญา เพชรด้วง นักศึกษาชั้นปีที่ 5 คณะคุรุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฏร์ธานี ในฐานะประธานชมรมกู้ภัยน้อย บอกว่า หลังจากพี่กู้ภัยมาให้ความรู้เรื่องการกู้ชีพฉุกเฉินขั้นพื้นฐาน ทางมหาลัยเห็นว่าเป็นโครงการที่ดี จึงทำการจัดตั้งชมรมกู้ภัยน้อยขึ้น โดยหน้าที่หลักของชมรม คือการเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับการปฐมพยาบาลขั้นพื้นฐาน แก่เพื่อนนักศึกษา เช่น เมื่อถูกงูกัดการปฐมพยาบาลเบื้องต้นควรทำอย่างไร การใช้ปากดูดพิษ รวมถึงการขันชะเนาะ แบบผิดวิธี อาจทำให้ผู้ช่วยเหลือและผู้ป่วยเกิดอันตรายได้ รวมไปถึง การช่วยเหลือผู้ป่วยที่จมน้ำที่ถูกวิธีควรทำอย่างไร การปั้มหัวใจ ผายปอดที่ถูกต้องควรทำอย่างไร เป็นต้น

“จากการให้ความรู้เรื่องการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแก่เพื่อนนักศึกษา ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 เดือนที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มจัดตั้งโครงการ เพื่อนนักศึกษาหลายคน ยังไม่รู้ว่าการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ถูกวิธีนั้นเป็นอย่างไร บางคนมองเป็นเรื่องแปลกใหม่ด้วยซ้ำ แต่เมื่อเราเน้นย้ำว่าการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรรู้ในชีวิตประจำวัน เพื่อนหลายคนเริ่มเข้าใจ ยกตัวอย่างเช่น ระหว่างขับขี่รถจักรยานยนต์ อาจเกิดอุบัติเหตุเมื่อไหร่ก็ได้ หรือหากพบเห็นก็สามารถทำการช่วยเหลือในเบื้องต้นได้ หรือต้องอยู่ในเหตุการณ์ที่มีคนจมน้ำ เราก็สามารถช่วยเหลือแบบถูกวิธีในเบื้องต้นได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน และอาจเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวของเพื่อนนักศึกษาเองก็ได้”

"สุราษฎร์โมเดล" สอนน้องรู้วิธีกู้ชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉิน       น้องแก้ม ทิ้งท้ายว่า หากมีการขยายองค์ความรู้นี้ ไปยังสถานศึกษาต่างๆ แบบคลอบคลุมทั่วทั้งจังหวัด ขึ้นตอนต่อไปคือ การสร้างเครือข่ายที่ต้องมีการประสานงานร่วมกัน เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืนเกี่ยวกับ ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินขั้นพื้นฐาน ต่อไป ซึ่งไม่แน่ว่า อาจมีกู้ภัยหน้าใหม่เพิ่มมากขึ้นในจังหวัดก็เป็นได้

“เยาวชนต้นกล้าสุราษฏร์ธานีโมเดล” จึงนับเป็นพื้นที่ต้นแบบ ในการส่งต่อความรู้ เรื่องการแพทย์ฉุกเฉินขึ้นพื้นฐาน ที่ควรเอาแบบอย่าง โดยคำนึงถึงกลุ่มเยาวชนเป็นสำคัญ ที่สามารถส่งต่อความรู้นี้ไปยังผู้ปกครอง รวมไปถึงผู้ใกล้ชิด เกิดเป็นความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินขั้นพื้นฐานในอนาคต

เด็กสถาปัตย์ มข.ชนะเลิศ “สุขซูมื่อ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295001

เด็กสถาปัตย์ มข.ชนะเลิศ “สุขซูมื่อ”

ขอนแก่น, ออกแบบสร้างสรรค์, สุขซูมื่อ, ภูมิริน

นักศึกษาสถาปัตย์ ม.ขอนแก่น คว้า 7 จาก 8 รางวัลโครงการ สุขซูมื่อ คือ ขอนแก่นเมืองสร้างสรรค์ “ภูมิริน” คว้าชนะเลิศ ผสมผสานวัฒนธรรมอีสานแรงบันดาลใจจากแคน ผ้าขาวม้า

      นักศึกษา สาขาวิชาการออกแบบอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มหาวิทยสลัยขอนแก่น คว้ารางวัล ชนะเลิศ รองชนะเลิศ และรางวัลชมเชยจำนวน 7 รางวัล จากทั้งหมด 8 รางวัล จากการประกวดกิจกรรมในการขับเคลื่อนเพื่อการพัฒนา  เมืองขอนแก่น ด้านจราจรสร้างสรรค์ จากนายธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธุ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น ในโครงการสุขซูมื่อ คือขอนแก่นเมืองสร้างสรรค์ (Khon Kaen Smart City) โครงการดังกล่าวเป็นอีกส่วนหนึ่งของกิจกรรมในการขับเคลื่อนเพื่อการพัฒนาเมืองขอนแก่น ด้านจราจรสร้างสรรค์  ในงาน Smart Day  Smart  City จัดขึ้นเมื่อวันที่  26  สิงหาคม  2560  ณ  บริเวณลานหน้าอาคารธนาคารแห่งประเทศไทย สาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เด็กสถาปัตย์ มข.ชนะเลิศ "สุขซูมื่อ"

ผู้รับรางวัลในครั้งนี้ประกอบด้วย    รางวัลชนะเลิศ นายภูมิริน   บุญเพชร รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่  นายจิระภัทร  อุทยานานนท์  รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่  น.ส.จุฑาทิตย์  มณีวันสุข    รางวัลชมเชย อีก 4 รางวัล  ได้แก่ น.ส.กฤษณวรรษ  ลาวงศ์ น.ส.พชรภรณ์  น้อยนิมิตร  น.ส.ชนากานต์   วรรณมาศ และ นายฮาซันกัณติชล

เด็กสถาปัตย์ มข.ชนะเลิศ "สุขซูมื่อ"

นายภูมิริน บุญเพชร เจ้าของรางวัลชนะเลิศ ได้เล่าถึงการประกวดครั้งนี้ว่า จุดเด่นของงานที่ออกแบบคือจังหวัดขอนแก่นอยู่ในภาคอีสานจึงนำการผสมผสานความเป็นวัฒนธรรมของภาคอีสานกับการใช้งานของคนในพื้นที่ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากแคนซึ่งเป็นเครื่องดนตรีของภาคอีสานที่มีเอกลักษณ์ และลวดลายสีสันของผ้าขาวม้าของภาคอีสานที่เป็นเครื่องแต่งกายที่ใช้ในชีวิตประจำวันของคนภาคอีสาน  นำมาประยุกต์ใช้กับพื้นที่ของโครงการ  ให้มีความเป็นเอกลักษณ์ทาง วัฒนธรรมและสามารถใช้งานและเข้าถึงได้กับคนในปัจจุบัน

เด็กสถาปัตย์ มข.ชนะเลิศ "สุขซูมื่อ"

“จากการออกแบบโครงการ ในครั้งนี้จะคำนึงถึงการใช้งานของคนในพื้นที่ให้สามารถตอบสนองส่งเสริมการใช้ชีวิตประจำวันของคนในพื้นที่ให้ดีขึ้นและยังคงความเป็นเอกลักษณ์วัฒนธรรมของภาคอีสานให้เป็นจุดเด่นและเป็นที่ภาคภูมิใจของคนในจังหวัดขอนแก่นและสร้างความสนใจให้ผู้อื่นที่มาท่องเที่ยวในจังหวัดขอนแก่น ต้องขอขอบคุณอาจารย์ ดร.ขาม จาตุรงคกุล ที่ได้แนะนำโครงการออกแบบ Cretive street  ครั้งนี้ และเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำแนวความคิดและข้อมูลในการออกแบบ  ช่วยสนับสนุนและตรวจแบบพัฒนาแบบปรับปรุงการทำงาน การทำความเข้าใจในการออกแบบ จนทำให้สามารถสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจในงานออกแบบของเรา”นายภูมิริน กล่าว