“คณบดีแพทย์ศิริราช”นัดคุยปมฆ่าหมาเอาเงินประกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295012

“คณบดีแพทย์ศิริราช”นัดคุยปมฆ่าหมาเอาเงินประกัน

ฆ่าหมาเอาเงินประกัน, แพทย์ศิริราช, คณบดีแพทย์ศิริราช

คณบดีคณะแพทย์ศิริราช เผยเชิญ นักศึกษาแพทย์-ผู้ปกครอง ให้ข้อมูลกรณีอ้างฆ่าหมาเอาเงินประกัน 11 ก.ย.นี้ คาด 1-2 วันสรุป ย้ำต้องฟังทุกฝ่าย ลั่นไม่ปกป้องคนผิด

      ตามที่มีการโพสต์ข้อความผ่านโซเชียล กรณีนักศึกษาแพทย์รายหนึ่งจ้างบริษัทรถขนส่งสัตว์เลี้ยง เพื่อมาส่งสุนัขพันธุ์ปอมมาที่โรงพยาบาลสัตว์เซ็นเตอร์เพ็ท ตั้งอยู่บริเวณริมถนนสาย 304 ต.โพธิ์กลาง อ.เมือง จ.นครราชสีมา แต่ปรากฏว่าสุนัขได้ตายก่อนที่จะถึงมือหมอ จึงทำให้หนุ่มนักศึกษาแพทย์พยายามเรียกร้องเอาเงินค่าประกันกับบริษัทรถขนส่งสัตว์เลี้ยงนั้น ซึ่งต่อมาทางโรงพยาบาลสัตว์ทำการผ่าพิสูจน์ซากสุนัข พบว่าในกระเพาะสุนัขมียาอยู่เป็นจำนวนมาก โดยมีการสันนิษฐานว่าสุนัขอาจจะถูกเจ้าของวางยาเพื่อเรียกค่าเงินประกันนั้น

เมื่อวันที่ 11 ก.ย.60 ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหดิล กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับทราบข้อมูลจากทางสัตวแพทย์ และที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ต้องรับฟังข้อมูลจากทางนักศึกษาด้วย โดยในวันจันทร์ที่ 11 ก.ย.นี้ ได้เชิญผู้ปกครองและนักศึกษา มาสอบถามข้อเท็จจริงว่าเป็นเช่นไร ซึ่งทุกอย่างมีกระบวนการในดำเนินการ แต่ใช้เวลาไม่นาน 1-2 วันก็สรุปผลและจะแถลงข้อเท็จจริงให้สื่อมวลชนได้ทราบ

“ตอนนี้สังคมตั้งคำถามในเรื่องนี้อย่างมาก ซึ่งผมเข้าใจแต่ผมจะไม่ตอบคำถามแบบคิดเอง ต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนถูกต้อง ตอนนี้ได้ข้อมูลจากส่วนอื่นๆมาแล้ว ก็ต้องขอคุยกับเด็กด้วย เมื่อได้ข้อมูลทุกอย่างครบถ้วนก็จะแจ้งให้ทราบ ยืนยันว่าไม่ปกป้องคนผิดแน่นอน”ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นักศึกษาแพทย์ฆ่าน้องหมาหวังเงินประกัน !?

แฉอีก!!วางยาสุนัขเรียกเงินประกันรพ.สัตว์

ปชช. 50.6% สับสนเส้นทางรถเมล์ใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294997

ปชช. 50.6% สับสนเส้นทางรถเมล์ใหม่

บ้านสมเด็จโพลล์, ปฏิรูปเส้นทางรถเมล์

บ้านสมเด็จโพลล์ สำรวจความเห็นประชาชนในกรุงเทพฯ การปฏิรูปเส้นทางรถเมล์ 1,228 กลุ่มตัวอย่าง พบ 50.6% สับสนใช้เส้นทางใหม่ 22.6% อยากให้ปรับมารยาทคนขับ-กระเป๋า

       ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้ดำเนินโครงการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปเส้นทางรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) โดยเก็บจากกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนที่ อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,228 กลุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลในวันที่ 29 – 31 สิงหาคม 2560 ซึ่งกลุ่มตัวอย่างในการสำรวจครั้งนี้ใช้เกณฑ์ตารางสำเร็จรูปของ Taro Yamane กำหนดว่า ประชากรเกิน 100,000 คนต้องการความเชื่อมั่น 95% และความผิดพลาดไม่เกิน 3% ต้องใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,111 กลุ่มตัวอย่าง

ผศ.สิงห์ สิงห์ขจร ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ กล่าวว่า ผลการสำรวจในครั้งนี้ต่อการปฏิรูปเส้นทางรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) เนื่องจากการปฏิรูปเส้นทางรถเมล์ใหม่ 269 สายโดยกระทรวงคมนาคม มีการแบ่งโซนดังต่อไปนี้ โซนสีเขียว หรือ G (ย่านรังสิต บางเขน มีนบุรี) โซนสีเหลือง หรือ Y (ย่านพระประแดง บางแค ศาสายา) โซนสีแดง หรือ R (ย่านปากน้ำ คลองเตย สาธุประดิษฐ์) และโซนสีฟ้า หรือ B (ย่านนนทบุรี ปากเกร็ด หมอชิต2 ดินแดง สวนสยาม) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ทดลองปฏิรูปเส้นทางเดินรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล และวันที่ 15 สิงหาคม 2560 มีการเดินรถทดสอบของ ขสมก.เส้นทางปฏิรูป 8 เส้นทาง ซึ่งผลการสำรวจในครั้งนี้ต่อการปฏิรูปเส้นทางรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) มีข้อมูลที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ทราบว่าเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2560 เป็นวันแรกของการทดลองเดินรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) สายใหม่ 8 เส้นทาง ร้อยละ 54.4. รองลงคือ ไม่ทราบ ร้อยละ 28.8 และไม่แน่ใจ ร้อยละ 16.8 และทราบว่ามีการแบ่งสีตามโซนที่รถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) วิ่งเป็น 4 สี 4 โซน สีเขียว สีแดง สีฟ้า สีเหลือง ร้อยละ 53.6 รองลงคือ ไม่ทราบ ร้อยละ 27.5 และไม่แน่ใจ ร้อยละ 18.9

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดว่า คิดว่าการปฏิรูปเส้นทางรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) จะทำให้เกิดการสับสนของผู้ใช้งานรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) ร้อยละ 50.6 รองลงคือ ไม่แน่ใจ ร้อยละ 25.7 และไม่ใช่ ร้อยละ 23.8 และคิดว่าการนำตัวอักษรภาษาอังกฤษ G R B Y เพิ่มขึ้นมาในส่วนของสายรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) จะทำให้เกิดการสับสนของผู้ใช้งานรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) ทราบว่ามีการแบ่งสีตามโซนที่รถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) วิ่งเป็น 4 สี 4 โซน สีเขียว สีแดง สีฟ้า สีเหลือง ร้อยละ 52.2 รองลงคือ ไม่แน่ใจ ร้อยละ 24.3 และไม่ใช่ ร้อยละ 23.5

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อยากให้มีการปฏิรูปรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) ในประเด็นมารยาทของคนขับและพนักงานเก็บค่าโดยสารรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) เป็นอันดับแรก ร้อยละ 22.6 อันดับที่สองคือ รถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) มีเครื่องปรับอากาศ (ติดแอร์) ร้อยละ 19.7 อันดับที่สามคือ รถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) มีตารางบอกเวลาในการเดินรถ ร้อยละ 15.5 อันดับที่สี่คือ รถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) มีเสียงประกาศและป้ายไฟแสดงชื่อป้ายรถที่กำลังจะถึง ร้อยละ 14.3 อันดับที่ห้าคือ ความปลอดภัยในการใช้บริการรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) ร้อยละ 9.5

และคิดว่าการปฏิรูปเส้นทางรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) จะทำให้รถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) ดีมากกว่าในอดีต ร้อยละ 52.7 รองลงคือ ไม่แน่ใจ ร้อยละ 26.5 และไม่ใช่ ร้อยละ 20.8

อาชีวะขุนหาญนำทีมโชว์ของดีเรียนอาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294989

อาชีวะขุนหาญนำทีมโชว์ของดีเรียนอาชีพ

อาชีวะขุนหาญ, ศรีสะเกษ, นวัตกรรม, ทวิภาคี

อาชีวะรัฐ-เอกชน จ.ศรีสะเกษ จับมือศธภ.13 จัดแสดงนิทรรศการ กิจกรรมวิชาการ ขยายผลจัดการเรียนการสอนอาชีวะ ดึงเด็กมัธยม สพฐ.-อปท.ร่วมกิจกรรม

      สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานศึกษาธิการภาค 13 ในเขตพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ จัดกิจกรรมทางวิชาการ การจัดแสดงนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ และการจัดนิทรรศการ เพื่อเป็นการขยายโอกาส  การจัดการศึกษาอาชีวศึกษาด้านวิชาชีพ โดย ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า การขยายและยกระดับคุณภาพอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี เป็นการส่งเสริมการขับเคลื่อน ในรูปแบบสานพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นการยกระดับทักษะวิชาชีพอาชีวศึกษา และเพื่อผลิต พัฒนากำลังคนด้านอาชีวศึกษา ระดับฝีมือ ระดับเทคนิค และระดับเทคโนโลยี รองรับความต้องการของสถานประกอบการ และตลาดแรงงาน

อาชีวะขุนหาญนำทีมโชว์ของดีเรียนอาชีพ

ทั้งนี้ ได้มอบให้นายคณิน สาระบูรณ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพขุนหาญ เป็นแกนนำ มีสถานศึกษาในสังกัด สอศ.ร่วมด้วย วิทยาลัยเทคนิคกันทรลักษ์ วิทยาลัยการอาชีพขุขันธ์ วิทยาลัยเทคโนโลยีศรีสะเกษบริหารธุรกิจ วิทยาลัยเทคโนโลยีบริหารรักไทยขุขันธ์ วิทยาลัยเทคโนโลยีไพรบึง และวิทยาลัยการอาชีพขุนหาญ นอกจากนี้ มีโรงเรียนที่เปิดสอนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่เป็นโรงเรียนขยายโอกาส โรงเรียนในสังกัดสำนังานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ศรีสะเกษ

อาชีวะขุนหาญนำทีมโชว์ของดีเรียนอาชีพ

การจัดกิจกรรมในงานเป็นการแสดงผลงานทางวิชาการ การแสดงนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ ผลงานของนักเรียน นักศึกษา การสอนร้อยแปดอาชีพ โดยวิทยาลัยการอาชีพขุนหาญ ในแผนกวิชาต่างๆ ได้แก่ ช่างยนต์ ช่างกลโรงงาน ช่างอิเล็กทรอนิกส์ ช่างไฟฟ้ากำลัง แผนกคอมพิวเตอร์ แผนกวิชาการบัญชี แผนกวิชาสามัญสัมพันธ์ แผนกเทคนิคพื้นฐาน ซึ่งจะสาธิตการปฏิบัติงานจริง ให้กับผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย ให้เข้าเยี่ยมชมตามแผนกต่างๆ

อาชีวะขุนหาญนำทีมโชว์ของดีเรียนอาชีพ

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า ส่วนกิจกรรมบนเวที การแสดงดนตรีของนักเรียน นักศึกษา การเสวนา บอกเล่าประสบการณ์ของศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จในชีวิต จากการเรียนอาชีวศึกษาในสาขาต่างๆ อาทิ การประกอบธุรกิจส่วนตัว และปฏิบัติงานในสถานประกอบการ ตลอดจนการเสวนาในหัวข้อ การศึกษาอาชีวศึกษา เพื่อการประกอบอาชีพ โดยมีประเด็นที่สำคัญคือ เมื่อเรียนจบมัธยมศึกษาตอนต้น หรือมัธยมศึกษาตอนปลาย ควรเลือกเรียนต่ออย่างไร จะไม่เป็นผู้ว่างงาน เรียนอย่างไรให้จบตามหลักสูตรที่กำหนด และการเรียนในระบบทวิภาคี ดีอย่างไร นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมตอบปัญหาทางวิชาการ การทดสอบความรู้ทางวิชาชีพ ของผู้ร่วมงาน ที่เป็นนักเรียน และนักศึกษา

3 แนวทาง!! รพ.44 จังหวัดพื้นที่ลุ่ม-ริมน้ำรับมือน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294992

3 แนวทาง!! รพ.44 จังหวัดพื้นที่ลุ่ม-ริมน้ำรับมือน้ำท่วม

ริมน้ำ, พื้นที่ลุ่ม, โรงพยาบาล, รับมือสถานการณ์, น้ำท่วม

สธ.กำชับ 3 แนวทางโรงพยาบาลที่ตั้งอยู่ในที่ลุ่มและริมแม่น้ำใน 44 จังหวัดเตรียมแผนป้องกันน้ำท่วม พร้อมแผนการจัดบริการผู้ป่วย ป้องกันจมน้ำยึดหลัก “3 ห้าม-2 ให้”

      นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า ได้กำชับให้โรงพยาบาลในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมใน 44 จังหวัดภาคกลาง ตะวันออก ตะวันออกเฉียงเหนือและใต้ ที่ตั้งอยู่ในที่ลุ่มและริมแม่น้ำ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและดำเนินการ ดังนี้ 1.เตรียมแผนป้องกันน้ำท่วมโรงพยาบาล ทำความสะอาดท่อระบายน้ำ จัดเตรียมกระสอบทราย เครื่องสูบน้ำ สำรองน้ำมัน และเตรียมขนย้ายอุปกรณ์การแพทย์ ยา-เวชภัณฑ์ไว้ที่ปลอดภัย ออกซิเจน อาหารและน้ำสำหรับผู้ป่วย ให้เพียงพอ

2.เตรียมแผนการจัดบริการประชาชนในภาวะน้ำท่วม เช่น การขนย้ายผู้ป่วย การส่งต่อผู้ป่วย สำรวจเส้นทางให้พร้อม รวมทั้งการจัดบริการตรวจรักษานอกโรงพยาบาล กรณีน้ำท่วมโรงพยาบาลหรือท่วมเส้นทางประชาชนเดินทางเข้าออกลำบาก ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชน สำรวจระบบสำรองไฟฟ้า ให้พร้อมใช้งาน

3.สำรวจกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ได้แก่ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้สูงอายุ ผู้พิการ หญิงตั้งครรภ์และหลังคลอดในความรับผิดชอบ จัดเตรียมยาให้เพียงพอตลอดช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงน้ำท่วมและไม่สามารถเดินทางไปรับบริการที่โรงพยาบาลได้ รวมทั้งวางแผนจัดทีมหน่วยแพทย์เคลื่อนที่และทีมหมอครอบครัวดูแลถึงบ้าน เพื่อให้การดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เตือนประชาชนอยู่ในบริเวณที่มีน้ำท่วมหรือจะเดินทางไปในบริเวณที่มีน้ำท่วม ควรยึดหลัก “3 ห้าม 2 ให้” เพื่อป้องกันการจมน้ำ ดังนี้ 3 ห้าม คือ ห้ามหาปลา/เก็บผัก ในช่วงน้ำไหลหลาก  ห้ามดื่มสุราแล้วลงเล่นน้ำ และ ห้ามเด็กเล็กลงเล่นน้ำ เพราะน้ำอาจไหลแรงทำให้เด็กพลัดตกหรือถูกน้ำพัดได้  ส่วน 2 ให้ คือ ให้สวมเสื้อชูชีพ หรือนำอุปกรณ์ที่ลอยน้ำได้ติดตัวไปด้วย เช่น ถังแกลลอน/ขวดน้ำพลาสติกเปล่าปิดฝา  และให้เดินทางเป็นกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือกัน ประชาชนเจ็บป่วยฉุกเฉินโทรขอความช่วยเหลือ 1669   ตลอด 24 ชั่วโมง

ครูต้องยึดหลักพอเพียงกู้หนี้เท่าที่จำเป็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294987

ครูต้องยึดหลักพอเพียงกู้หนี้เท่าที่จำเป็น

ครบรอบ 14 ปี สกสค, หนี้ครู, สุรยุทธ์, ครู

“สุรยุทธ์”องคมนตรี เผยในหลวงร.9 ทรงห่วงใยการศึกษา โดยเฉพาะคุณภาพชีวิต “ครู” พื้นที่ห่างไกลและปัญหาหนี้สิน แนะครูใช้ชีวิตยึดหลักพอเพียง กู้และเป็นหนี้ที่จำเป็น

      ที่หอประชุมคุรุสภา ในงานวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 14 ปี เมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ความห่วงใยของพระราชา คุณภาพชีวิตครูที่พอเพียง” โดยมี ดร.พิษณุ ตุลสุข รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. คณะผู้บริหารส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค 77 จังหวัด พนักงานเจ้าหน้าที่ และข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาร่วมงานกว่า 300 คน

พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงห่วงใยในเรื่องของการศึกษามีพระราชดำรัสถึงเรื่องสำคัญดังนี้ 1. การลดช่องว่างความแตกต่างของการศึกษาในเมืองกับพื้นที่ชายขอบ 2. ความพร้อมของครูและนักเรียนในการรับมือกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามาใช้กับระบบการศึกษาของไทย 3. ระบบการศึกษาที่ควรเน้นสร้างคนดี ก่อนที่จะสร้างคนเก่ง ซึ่งปัจจัยสำคัญคือ “ครู” ดังนั้นต้องสร้างแม่พิมพ์ที่ดีก่อน ถึงจะสร้างคนดีได้

ครูต้องยึดหลักพอเพียงกู้หนี้เท่าที่จำเป็น

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงห่วงใยครู ทั้งเรื่องคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่โดยเฉพาะที่อยู่ในพื้นที่ทุรกันดาร ห่างไกล ควรดูแลความสะดวกและปลอดภัย อีกเรื่องหนึ่งคือ ปัญหาหนี้สิน ทรงทราบว่าครูมีหนี้สินเป็นแสนๆล้านบาท ซึ่งไม่ทราบว่าพระองค์ท่านทราบได้อย่างไร แต่พระองค์ท่านทรงเป็นห่วงมากให้ไปดูจะทำอย่างไรที่จะช่วยเหลือ สำนักงาน สกสค.ถือว่ามีบทบาทสำคัญ และมีโอกาสที่จะช่วยในเรื่องหนี้สินของครูได้ จากที่ได้ติดตามอยู่ว่าผู้บริหารมีความมุ่งมั่น มีความตั้งใจในการทำหน้าที่ดูแลสวัสดิการครู สวัสดิภาพครู และแก้ปัญหาหนี้สิน

“สิ่งสำคัญที่สุด คือเมื่อผู้บริหารมีความตั้งใจดี ทำอย่างไร ที่จะให้ครูมีส่วนร่วมด้วย เราจำเป็นต้องปลูกฝัง เราเคยพูดกันมากเรื่องความพอเพียง โรงเรียนต่างๆ นำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน ครูสอนการออมให้เด็ก สอนการพอเพียงให้เด็ก ซึ่งตัวครูเองก็ต้องนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง ไม่เช่นนั้นหนี้ครู 4 แสนล้านจะเป็นเช่นนี้เหมือนเดิม จะทำอย่างไรให้การกู้ยืมเงิน การเป็นหนี้ มาจากสาเหตุที่มีความจำเป็นจริงๆ สหกรณ์ออมทรัพย์ครู ทำอย่างไรถึงจะเป็นสหกรณ์เพื่อให้ครูได้ออมอย่างแท้จริง หากตั้งใจร่วมมือกันแก้ไขปัญหา เชื่อว่าหนี้ 4 แสนล้านอาจจะเหลือ 1 แสนล้านได้ ปัญหาหนี้สินครูทั่วประเทศจะแก้ไขได้”องคมนตรี กล่าว

ครูต้องยึดหลักพอเพียงกู้หนี้เท่าที่จำเป็น

ด้าน ดร.พิษณุ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาร่วม 1 ปี ได้รับมอบหมายให้ดูแล สกสค.เรื่องต่างๆที่เป็นปัญหาการทุจริตได้ดำเนินการสะสางเกือบหมด ขณะเดียวกัน สกสค.พยายามสร้างศรัทธาให้กับเพื่อนครู ในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา 14 ปี ก็ได้มีการมอบรางวัลให้แก่ครูดี 136 คน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำงาน ส่วนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู โดยเฉพาะโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูครบวงจร ที่ดำเนินการอยู่นั้น ได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนสนับสนุนพิเศษ จำนวน1,000 ล้านบาท ได้เริ่มต้นช่วยครูประจำการและข้าราชการบำนาญที่มีหนี้อยู่ในขั้นวิกฤต โดยทำบันทึกความร่วมมือกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูไปแล้ว 44 แห่ง มีคณะกรรมการจัดสวัสดิการจังหวัดทำหน้าที่คัดกรองขั้นต้นและส่งชื่อข้อมูลให้ สกสค.ส่วนกลางคัดเลือก ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูครั้งนี้ยึดหลักสวัสดิการเป็นตัวนำ ไม่คิดแบบธุรกิจ เพราะเป็นการให้ ไม่ใช่แสวงหาผลประโยชน์ และกำลังหาวิธีการอื่นๆมาดูแลครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่กำลังอยู่ระหว่างดูรายละเอียด รูปแบบจากหลายๆบริษัท คือ การทำประกันชีวิต ซึ่งจะต่างจากในอดีต เน้นให้ครูเสียเงินน้อยที่สุดเพื่อมาทดแทนสภาวะการจ่ายเงินที่ถูกเอาเปรียบ

“ผมเคยยืนยันว่าครูจะต้องยืนหยัดอยู่ในสังคมได้อย่างผู้ทรงเกียรติ และครูจะต้องมีความเป็นอยู่ที่ดี แม้ว่าครูจะมีเงินเดือนที่สูงแต่ก็ยังมีปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้น มาจากสารพัดปัญหา เช่น หนี้เพราะนำเงินมาดูแลครอบครัว พ่อแม่เจ็บป่วย เป็นต้น มีความทุกข์ กังวลครูจะมีแก่ใจทำหน้าที่การสอนได้อย่างไร ฉะนั้นจะทำอย่างไรครูถึงจะมีความมั่นคง มีสถานภาพชีวิตที่ดี อยู่ได้สมฐานะของครู รวมถึงต้องสร้างวินัย และทักษะชีวิตการใช้ชีวิต ด้วยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ดำเนินชีวิต ขณะเดียวกัน ได้รับมอบหมายจากองคมนตรี ประสานไปยังมหาวิทยาลัยต่างๆที่เปิดสอนคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ให้มีการบรรจุเรื่องวินัยการออม ไว้ในหลักสูตรผลิตครู ปลูกฝังตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา เพื่อที่เขาจะได้เรียนรู้และวางแผนการดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง”ดร.พิษณุ กล่าว

มาที่เดียวครบ รู้ทุกเรื่องเรียน”ญี่ปุ่น”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294820

มาที่เดียวครบ รู้ทุกเรื่องเรียน”ญี่ปุ่น”

ท่องเที่ยว, เรียนต่อ, เจแปนเอ็กซ์โป, ญี่ปุ่น

ปัจจุบันมีนักเรียนไทยเดินทางไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่น ประมาณ3,800 คนส่วนใหญ่เรียนภาษาก่อนจากนั้นก็เรียนต่อระดับอุดมศึกษา ..

      แนวโน้มนักเรียนไทยที่สนใจเรียนภาษาญี่ปุ่นในสถาบันการศึกษาที่เปิดสอนก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเห็นได้จากงาน “เจแปนเอ็กซ์โป อิน ไทยแลนด์ 2017” (JAPAN EXPO IN THAILAND) มหกรรมญี่ปุ่น ที่รวมความเป็นญี่ปุ่นตั้งแต่กิน เที่ยว ช็อป ความบันเทิง เส้นทางศึกษาต่อ จัดโดย สถาบันสอนภาษาและศูนย์แนะแนวศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่นเจเอ็ดดูเคชั่น  เมืื่อเร็วๆนี้

มาที่เดียวครบ รู้ทุกเรื่องเรียน"ญี่ปุ่น"

     ผู้คนล้นหลามต่อแถวยาวเหยียดรอเวลาประตูเปิดให้เข้างาน โดยเฉพาะเด็กนักเรียนวัยมัธยม ที่มากันเป็นแก๊ง บางคนก็มากับผู้ปกครอง คาดการณ์ไว้ว่ามีคนเข้าร่วมงานราว 1 แสนคน มร.ทากุโอ ฮาเซกาวะ ประธานจัดงาน “เจแปนเอ็กซ์โป อิน ไทยแลนด์ 2017” (JAPAN EXPO IN THAILAND) บอกว่า เจแปนเอ็กซ์โปฯ เปรียบเสมือนสะพานเล็กๆที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างไทยและญี่ปุ่นให้แน่นแฟ้นขึ้น จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 เป็นหนึ่งในโอกาสเฉลิมฉลอง 130ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-ญี่ปุ่น และส่วนหนึ่งของ CoFesta Project จากประเทศญี่ปุ่น เปิดโอกาสให้ทุกคนที่สนใจได้เข้ามารู้จักกับประเทศญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด มีพื้นที่ทำกิจกรรมให้เรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจกับคนรุ่นใหม่ และหวังให้นักเรียนไทย คนไทยที่สนใจรู้จักและไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นมากขึ้น

มาที่เดียวครบ รู้ทุกเรื่องเรียน"ญี่ปุ่น"

      “งานเจแปนเอ็กซ์โปฯ จะมีกิจกรรมหลากหลายทั้งการศึกษา การทำงาน ท่องเที่ยว เฉพาะโซนการศึกษาปีนี้มีสถานศึกษามาร่วมออกบูธ 44 แห่งเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา 10% อยากให้นักเรียน นักศึกษาสนใจอยากไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นได้มาพูดคุยหาข้อมูล และไปเรียนต่อมากขึ้น เชื่อว่าผู้มาร่วมงานไม่น้อยกว่า 20-30% มีเป้าหมายในการมาหาข้อมูลในการเรียนต่อด้วย โดยเราคาดหวังให้นักเรียนไทยจบกลับมาทำงานที่บริษัทญี่ปุ่นมากขึ้น”มร.ทากุโอ กล่าว

มาที่เดียวครบ รู้ทุกเรื่องเรียน"ญี่ปุ่น"

มร.ทากุโอ ฮาเซกาวะ

       โซนกิจกรรมหลัก 4 โซน ได้แก่ โซนการศึกษา “Japan Education Fair 2017” สำหรับคนที่มีเป้าหมายเรียนต่อที่ญี่ปุ่น โซนนี้จะรวบรวมสถาบันการศึกษาทุกระดับชั้นไม่ว่าจะเป็นมัธยมปลาย มหาวิทยาลัย สถาบันสอนภาษาหรือวิทยาลัยวิชาชีพ รวมถึงหน่วยงานที่ให้ทุนศึกษาจากประเทศญี่ปุ่นมาให้ข้อมูลอย่างละเอียด อยากหางานทำไปที่ โซนการทำงาน รวมบริษัทที่ญี่ปุ่นเปิดรับสมัครงานทุกตำแหน่ง ทุกสาขาทั้งในประเทศไทยและญี่ปุ่นไม่จำเป็นต้องมีความรู้ภาษาญี่ปุ่น

มาที่เดียวครบ รู้ทุกเรื่องเรียน"ญี่ปุ่น"

      โซนท่องเที่ยว แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว ตั๋วเครื่องบิน ที่พักราคาโปรโมชั่น,ส่วนขาช้อปไม่พลาด โซนช้อปปิ้ง มีอาหาร ขนมชื่อดัง แฟชั่น ความงาม ไปจนถึงสินค้านำเข้า สินค้าพิเศษจากการ์ตูนแอนิเมะ โดยหลายร้านยังมีกิจกรรมเวิร์คชอปให้ร่วมด้วย ยังมีกิจกรรมวิชาการ นั่นคือการแข่งขัน J-Challenge เปิดโอกาสให้นักเรียน นิสิต นักศึกษาเข้าร่วมแข่งขันตอบปัญหาภาษาญี่ปุ่นและความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับ ญี่ปุ่น เพื่อชิงรางวัลทุนการศึกษาไปเรียนภาษาญี่ปุ่นและสัมผัสชีวิตของชาวญี่ปุ่น เป็นเวลา 2 สัปดาห์และกิจกรรมอื่นๆภายในงานให้ร่วมสนุก

มาที่เดียวครบ รู้ทุกเรื่องเรียน"ญี่ปุ่น"

คุณแม่สายสร้อย-น้องกช-น้องนุ๊ก

      “น้องกช”-กชกร จันทร์หอม ชั้นม.5 โรงเรียนมารีวิทย์ จ.ชลบุรี พร้อมคุณแม่ “สายสร้อย” และเพื่อน “น้องนุ๊ก”-ชนัญธิดา โลหะ ที่ตั้งใจเดินทางจากพัทยาเพื่อมางานนี้ “น้องกช” เล่าว่า มาร่วมแข่งขัน J-Challenge เพื่อหาประสบการณ์ใหม่ๆ แต่ส่วนตัวก็ตั้งตารอคอยงานนี้มาตลอดทั้งปี เพราะที่นี่รวบรวมเรื่องที่เกี่ยวกับญี่ปุ่นไว้ทั้งหมด เดินไปตรงไหน มุมไหนก็มีความสุข รู้สึก “ฟิน” มากๆ

       ที่สนใจเป็นพิเศษคือ โซนการศึกษาเพราะต้องการมาหาข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจเลือกไปศึกษาต่อมหาวิทยาลัย ส่วนตัวตั้งใจที่จะไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่น ในสาขาที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะมีความฝันอยากจะทำงานในสถานทูตไทย-ญี่ปุ่น เวลานี้ก็มีมหาวิทยาลัยที่อยู่ในใจบ้างแล้ว

มาที่เดียวครบ รู้ทุกเรื่องเรียน"ญี่ปุ่น"

       น้องกช บอกว่า ชอบญี่ปุ่นในเรื่องความเป็นระเบียบ จุดเริ่มต้นในวัยเด็กที่ทำให้ชอบประเทศญี่ปุ่นมาจากที่ได้ดูการ์ตูนอนิเมะ จนเมื่อมีโอกาสไปแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่น 1 เดือนกับทางเจเอ็ดดูเคชั่น ได้เรียนรู้ วัฒนธรรมต่างๆ สามารถปรับตัวได้และมีความสุขก็ตั้งเป้าหมายจะมาเรียนที่ญี่ปุ่น โดยพยายามศึกษาข้อมูล ฝึกฝนภาษาทั้งจากการดูหนัง ฟังเพลง เป็นต้น

       ขณะที่ “คุณแม่สายสร้อย” บอกว่า เป็นครั้งแรกที่งานนี้ได้เห็นบรรยากาศ ความตั้งใจ ความสนใจของเด็กๆทุกคนที่มา ส่วนที่น้องกช มีความตั้งใจอย่างมากที่จะไปเรียนที่ญี่ปุ่นนั้นก็พร้อมสนับสนุน ไม่ห่วงหรือกังวลเพราะน้องเองเคยเดินทางไปอยู่ที่นั่นมาบ้างแล้ว

มาที่เดียวครบ รู้ทุกเรื่องเรียน"ญี่ปุ่น"

น้องไอ -ไอริณ พงษ์ไพบูลย์

       เช่นเดียวกับ “น้องไอ”-ไอริณ พงษ์ไพบูลย์ ชั้นม.6 โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรีี ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเดินเข้าออกพูดคุยรายละเอียดสถาบันการศึกษาต่างๆ บอกว่า กำลังเตรียมตัวเพื่อสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัย อยากจะไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่น จึงได้มาหาข้อมูลเพื่อใช้ประกอบในการวางแผนศึกษาต่อ โดยที่คิดไว้จะสมัครหาทุนการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยฮอกไกโด มีทุนการศึกษาให้และส่วนตัวก็ชอบภูมิศาสตร์ของที่นั่น ขณะเดียวกันก็มองที่เรียนของมหาวิทยาลัยในไทยไว้ด้วย

       “สมัยเรียนม.5 เคยได้ทุนโครงการแลกเปลี่ยนของทางโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นไมนิจิ ให้ไปเรียนที่ญี่ปุ่น 1 ปีได้เรียนรู้วัฒนธรรมรู้สึกว่าชอบ และตั้งใจจะไปเรียนต่อที่นั่น พยายามศึกษาข้อมูลตลอดผ่านช่องทางต่างๆ แล้วก็เตรียมความพร้อมของตัวเองทั้งการเรียนภาษาทั้งในโรงเรียน เรียนพิเศษ ล่าสุดก็ได้ไปทดสอบวัดระดับความสามารถทางภาษาญี่ปุ่น ได้ผลในระดับที่น่าพอใจ”น้องไอ เล่าพร้อมรอยยิ้ม

       เรียกว่าไปงานเดียวได้ครบ สนใจเรียนต่อญี่ปุ่นหาคำตอบได้ในงานจัดขึ้นทุกปี

0 เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ 0

qualitylige4444@gmail.com

ว้าว!! เครื่องดื่มชะลอแก่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294945

ว้าว!! เครื่องดื่มชะลอแก่

82ชาติจากทั่วโลก, มาเลเซีย, NOVEL RESEARCH AND INNOVATION COMPETITON 2017, เรียวนายฉัตรชัย ชนะสัตย์, โบ๊ต นายวรเมศ ยอดเถื่อน, เติ้ล นายตรีภพ เฉลิมพร, ผศดรกรวินท์วิชญ์ บุญพิสุทธินันท์, เครื่องดื่มชะลอแก่, มทรธัญบุรี

วัยโจ๋ มทร.ธัญบุรี เจ๋ง คิดสูตร เครื่องดื่มชะลอแก่ คว้าเหรียญเงิน ที่มาเลเซีย…ติดตามเรื่องนี้กับ 0 ชลธิชา ศรีอุบล 0 มทร.ธัญบุรี

          อีกหนึ่งผลงาน เครื่องดื่มน้ำว่านหางจระเข้ผสมสารสกัดตำรับยาอายุวัฒนะจากสมุนไพรไทย (POLVERA ANTI-AGEING DRINK) นำทีมโดย ผศ.ดร.กรวินท์วิชญ์ บุญพิสุทธินันท์ นักวิจัยและอาจารย์วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย เป็นผู้ควบคุมและที่ปรึกษา “เติ้ล” นายตรีภพ เฉลิมพร “โบ๊ต” นายวรเมศ ยอดเถื่อน และ “เรียว”นายฉัตรชัย ชนะสัตย์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 วิทยาการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี คว้าเหรียญเงิน ประเภท Life science ในการประกวด NOVEL RESEARCH AND INNOVATION COMPETITON 2017 ณ ประเทศมาเลเซีย โดยมีผลงานเข้าร่วมประกวดกว่า 82 ทีม จากทั่วโลกเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้

ว้าว!! เครื่องดื่มชะลอแก่

ผศ.ดร.กรวินท์วิชญ์ บุญพิสุทธินันท์

       ผศ.ดร.กรวินท์วิชญ์ บุญพิสุทธินันท์ เล่าว่า ทาง มทร.ธัญบุรี ได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้นักศึกษาทุกคณะได้เข้าประกวดตามเวทีต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งรับทุนสนับสนุนจากกองพัฒนานักศึกษาของมหาวิทยาลัย เพื่อให้ให้นักศึกษาได้ออกไปแสดงศักยภาพ เปิดประสบการณ์อีกมุมมองหนึ่งยังเวทีโลก

       โดยผลงานของนักศึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยเป็นอีกผลงานที่ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุน เครื่องดื่มว่านหางจระเข้ผสมสารสกัดตำรับยาอายุวัฒนะ ของนักศึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนไทย เป็นผลงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ผสมผสานน้ำว่านหางจระเข้กับสมุนไพรได้อย่างลงตัว

      ส่วนใหญ่สมุนไพรมักจะอยู่ในรูปแบบของแคปซูล จึงลองเปลี่ยนมาในเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ โดยได้ความอนุเคราะห์จากห้างหุ้นส่วน บางกอกอะโล จำกัด ช่วยในเรื่องของการจัดหาวัตถุดิบว่านหางจระเข้และขั้นตอนบรรจุผลิตภัณฑ์ให้สะอาด นอกจากความสะดวกในการดื่มและรสชาติอร่อยแล้ว ยังมีสรรพคุณทางยาที่สามารถชะลอความแก่ได้ โดยสูตรตำรับยาเป็นสูตรโบราณที่สืบทอดกันมา โดยเป็นสูตรโบราณของคุณทวด นายฉัตรชัย ชนะสัตย์

ว้าว!! เครื่องดื่มชะลอแก่

“เรียว” นายฉัตรชัย  ชนะสัตย์

     “เรียว” นายฉัตรชัย ชนะสัตย์ เล่าว่า ตำรับยาอายุวัฒนะโบราณเป็นสูตรของคุณทวด เนื่องด้วยคุณทวดเป็นหมอยาโบราณที่ได้สืบทอดต่อๆ กันมา รุ่นสู่รุ่น ด้วยความเชื่อทานยาขนานนี้แล้วจะไม่แก่ ซึ่งตำรายาดังกล่าวมีส่วนผสมของสมุนไพรกว่า 22 ชนิด เช่น รากตองแตก หัสคุณ ดีปลี และกานพลู

ว้าว!! เครื่องดื่มชะลอแก่

        จากการทดสอบ พบว่า สารสกัดจากตำรับยานี้สามารถกระตุ้นการเจริญของเซลล์ได้สูงถึง 44% และสามารถฤทธิ์การกระตุ้นการแสดงออกของยีนชะลอความแก่ได้ถึง 80% เมื่อเทียบกับสารมาตรฐานเรสเวอราทอล จากนั้นนำสารสกัดที่ได้มาผสมในน้ำว่านหางจระเข้ กลายเป็นเครื่องดื่มว่านหางจระเข้ผสมสารสกัดตำรับยาอายุวัฒนะแบบใหม่ขึ้น

ว้าว!! เครื่องดื่มชะลอแก่

“เติ้ล”นายตรีภพ  เฉลิมพร

        “เติ้ล” นายตรีภพ เฉลิมพร เล่าว่า สรรพคุณของเครื่องเครื่องดื่มว่านหางจระเข้ ผสมสารสกัดตำรับยาสมุนไพรไทย ช่วยชะลอวัย ยังสามารถต้านอนุมูลอิสระที่ดีมาก และกระตุ้นยีนในร่างกายที่ชื่อว่า SIRT-I , Foxo-I โดยเป็นเอนไซม์ที่ช่วยยับยั้งการแก่ตัวของเซลล์ ทำให้เซลล์มีอายุ ยืดอายุขึ้น ซึ่งอาจสามารถป้องกันโรคที่เกิดจากการเสื่อมของเซลล์ต่างๆ เช่น อัลไซเมอร์ เบาหวาน มะเร็ง และยังช่วยส่งเสริมสุขภาพความงามได้อีกด้วย

ว้าว!! เครื่องดื่มชะลอแก่

” โบ๊ต” นายวรเมศ  ยอดเถื่อน

       ทางด้าน “โบ๊ต” นายวรเมศ ยอดเถื่อน เล่าเพิ่มเติมว่า เพื่อกลบกลิ่นของสารสกัดตำรับยาสมุนไพร ได้ผสมน้ำองุ่นขาวลงไปในน้ำว่านหางจระเข้ด้วย ทำให้กลิ่นของสมุนไพรอ่อนลงทานง่ายขึ้น และเพิ่มเนื้อว่านหางจระเข้ลงไป ซึ่งเครื่องดื่มดังกล่าวสามารถดื่มได้ตั้งแต่ 7 ปี ขึ้นไป

ว้าว!! เครื่องดื่มชะลอแก่

       “สำหรับการนำผลงานเข้าร่วมแข่งขัน โดยเวทีนี้เป็นเวทีใหญ่ของพวกเรา ดีใจภูมิใจที่ได้เข้าร่วมการแข่งขัน เป็นการเปิดประสบการณ์ยังต่างประเทศ ต้องใช้ภาษาอังกฤษในการนำเสนอผลงาน ทำให้กล้าแสดงออกในเรื่องของทักษะการใช้ภาษามากขึ้น ร่วมไปถึงการได้นำความรู้ศาสตร์สมุนไพร วิทยาการทางการแพทย์แผนไทย ไปเผยแพร่ให้ทั่วโลกได้รู้จัก และสุดท้ายนี้ต้องขอบคุณทุนสนับสนุนจากกองพัฒนานักศึกษา”

ว้าว!! เครื่องดื่มชะลอแก่

       ปรบมือให้กับผลงานของอาจารย์และนักศึกษาจากวิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี หน่วยงานหรือบริษัทใดสนใจนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย โทร 0-2592-1999 ต่อ 1112

ติดอาวุธทักษะดิจิทัลมาตรฐานสากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294921

ติดอาวุธทักษะดิจิทัลมาตรฐานสากล

ทักษะดิจิทัล, สมรรถนะดิจิมัล

สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ-ICDL จับมือร่วมประเมินสมรรถนะยุคดิจิทัลมาตรฐานสากล ICDL ที่ทั่วโลกยอมรับ พัฒนาคนทุกกลุ่มรู้ เข้าใจ ใช้เทคโนโลยีเกิดประโยชน์รับไทยแลนด์ 4.0

       ในยุคเทคโนโลยีดิจิทัล เป็นเครื่องมือหลักในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ประกอบการภาคธุรกิจ ส่งผลต่อการแข่งขันด้านเศรษฐกิจของไทย จึงเตรียมพร้อมบุคลากรทุกกลุ่ม มีทักษะการเทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดประโยชน์และสร้างสรรค์ (Digital Literacy)

เมื่อวันที่ 8 ก.ย.60-    ที่โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) หรือ สคช. และไอซีดีแอล (Internationl Computer Driving License : ICDL) ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การประเมินสมรรถนะความสามารถในการด้านการใช้ดิจิทัล (Digital Literacy) ด้วยมาตรฐานสากล ICDL” โดย นายวีระชัย ศรีขจร ผอ.สคช. กล่าวว่า สคช.มีบทบาทในการขับเคลื่อนระบบคุณวุฒิวิชาชีพและมาตรฐานวิชาชีพที่สอดคล้องกับนโยบายประเทศไทย 4.0 ในการยกระดับกำลังคนอย่างน้อย 310,000 ภายในปี 2564 ทั้งนี้ สคช.ได้เริ่มจัดทำมาตรฐานคุณวุฒิด้านทักษะความรู้ดิจิทัล (Digital Literacy) มาตั้งแต่ปลายปี 2559 และได้ร่วมกับทางไอซีดีแอล ในการพัฒนาสมรรถนะพื้นฐานเทียบเคียงระดับสากล นั่นคือ มาตรฐาน ICDL หรือ วุฒิบัตรรับรองความสามารถคอมพิวเตอร์สากล เป็นมาตรฐานที่ทั่วโลกให้การยอมรับ

“ความร่วมมือกับ ICDL ซึ่งเป็นผู้นำด้านการประเมินความรู้สมรรถนะความสามารถด้านการใช้ดิจิทัลในระดับสากล มาร่วมมือกันสนับสนุน ยกระดับความรู้และทักษะด้านการใช้ดิจิทัลให้กับบุคลากรของรัฐ นักศึกษา ตลอดจนประชาชนทั่วไป ด้วยการประเมินสมรรถนะความสามารถด้านการใช้ดิจิทัล คาดว่าในอนาคตเราจะเห็นการสร้างกำลังคนในตลาดอาชีพของคนไทย ติดอาวุธเครื่องมือที่สำคัญในการใช้ดิจิทัลอย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ”นายวีระชัย กล่าว

น.ส.จุลลดา มีจุล ผอ.สำนักผู้อำนวยการ สคช. กล่าวว่า สำหรับหลักสูตรประกาศนียบัตรมาตรฐานสมรรถนะด้านการใช้ดิจิทัล Digital Literacy Standard ที่ สคช.ร่วมกับ ICDL ดำเนินการเป็นหลักสูตรทักษะความรู้ดิจิทัลพื้นฐานสำหรับกำลังคน (ICDL Woekforce Basic ) หลักสูตรวุฒิบัตร ICDL ทั้งหมด 3 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 1 การรับรู้และเข้าถึงโลกดิจิทัล (ICDL Computer & Online Basic) พื้นฐานการใช้งานคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต ระดับที่ 2 พื้นฐานความรู้ทักษะดิจิทัล (ICDL ApplicationBasics) พื้นฐานตารางงานคำนวณ การนำเสนองาน และระดับ 3 การทำงานร่วมกันด้วยดิจิทัล (ICDL Digital Collaboration) การทำงานร่วมกันออนไลน์ การใช้โปรแกรมสร้างสื่อดิจิทัล และการใช้ดิจิทัลเพื่อความมั่นคง ซึ่งเปิดให้ผู้สนใจทุกกลุ่มเข้ารับการประเมินเพื่อทดสอบสมรรถนะได้

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเริ่มต้น สคช.ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) นำร่องประเมินสมรรถนะดิจิทัลกับกลุ่มข้าราชการและบุคลากรภาครัฐ  โครงการพัฒนาทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy Project) โดยเน้นให้เข้ารับการประเมินหลักสูตรดังกล่าวในระดับ 1 และ 2 ซึ่งดำเนินการไปแล้วกว่า 2,000 คนและในปีนี้มีเป้าหมายให้ข้าราชการได้รับการพัฒนาประมาณ 15,000 คน

ด้าน กฤษฎิ์กัญญา กานต์จิรธันย์ ผู่อำนวยการอาวุโส ICDL ประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศต่างๆทั่วโลก 140 ประเทศ  ยอมรับและนำทักษะดิจิทัลของไอซีดีแอลไปใช้ โดยเฉพาะประเทศแถวหน้าดิจิทัล เช่น อเมริกา เกาหลี หรือทางยุโรป นำไปใช้ประเมินทุกษะของคนในประเทศ ซึ่งทักษะดิจิทัลเป็นทักษะที่ทุกคนควรจะต้องมี ต้องรู้ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงระดับสูงซึ่งผู้ประเมินต้องผ่าน 75% โดยการประเมินของ ICDL เป็นระบบคอมพิวเตอร์ออนไลน์ อย่างไรก็ตาม ทักษะดิจิทัล อาจจะเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย แต่การจะพัฒนาประเทศไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 จำเป็นที่ทุกคนต้องมีความรู้ ความเข้าใจและการนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และแม้ว่าการรับรองจาก ICDL นั้นจะไม่มีวันหมดอายุ แต่ก็มีความล้าสมัยไปตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ซึ่งตรงนี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้คนเกิดการเรียนรู้ และพัฒนาตนเองตลอดเวลา

นางสาวทีน่า วู ผู้จัดการทั่วไป ไอซีดีแอล เอเชีย กล่าวว่า การทำงานสำหรับยุคดิจิทัล ซึ่งจำเป็นมากในการสร้างประสิทธิภาพ ความพร้อมในการทำงานในสายอาชีพต่างๆ ทุกระดับชั้น การที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายพัฒนาทุนมนุษย์สะท้อนวิสัยทัศน์ถึงความตั้งใจจริงที่ประเทศจะก้าวสู่ Thailand 4.0 อย่างยั่งยืน ซึ่งปัจจัยความของ Thailand 4.0 อยู่ที่กำลังคน  และสอดคล้องกับเป้าหมายของ ไอซีดีแอลที่มุ่งการพัฒนาทักษะดิจิทัลสำหรับการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ทัดเทียมในระดับสากลทั่วโลกตามทิศทางที่ภาครัฐวางไว้

สำหรับผู้สนใจดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ เว็บไซต์ สคช.www.tqpi.go.th ,เว็บไซต์ ICLD http://www.icdlthailand.org และ http://www.ecdl.org

“เอ็นอาร์” ชนะเลิศนวัตกรรม IDEA ม.หอการค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294788

“เอ็นอาร์” ชนะเลิศนวัตกรรม IDEA ม.หอการค้า

นวัตกรรมนาโน, มหอการค้าไทย, เอ็นอาร์

เอ็นอาร์ นาโนนวัตกรรมสิ่งทอชนะเลิศ IDEA ม.หอการค้าไทย ต่อยอดสู่การร่วมมือกับรพ.กรุงเทพ ผลิตถุงเท้าสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน คล้ายผ้าอ้อม ระบายได้ดี แห้งตลอดเวลา

     นวัตกรรมนาโนเทคโนโลยีใส่เส้นใยเพิ่มฟังก์ชัน เจาะกลุ่มผู้รักสุขภาพ สร้างผลิตภัณฑ์สิ่งทอเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลสุขภาพรับกระแสคนรักสุขภาพเพิ่มมากขึ้น นอกจากกางเกงเพื่อสุขภาพ ยังมีคุณสมบัติพิเศษถ่ายเทความชื้นได้ดีกว่า สามารถแห้งได้อย่างรวดเร็ว ลดการเติบโตของแบคทีเรียได้ถึง 99.83% ลด กลิ่นอับและคงความสะอาด ผิวสัมผัสมีความละเอียดสูง ช่วยลดแรงเสียดทานกับพื้นผิวทำให้ใส่สบาย ลดการระคายเคืองต่อผิวอย่างเห็นได้ชัด สามารถควบคุมอุณหภูมิได้อย่างยอดเยี่ยม ช่วยระบายความร้อนเมื่ออากาศอบอ้าว จึงทำให้เย็นสบายตลอดการใช้งาน

นอกจากนี้ยังได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม ได้แก่ เสื้อบำบัด เช่น ชุดกายภาพ ถุงเท้าสำหรับคนเบาหวาน เพราะคนที่เป็นโรคนี้จะเป็นแผลตลอดเวลา ซึ่งถุงเท้าที่ผลิตออกมาจะคล้ายกับผ้าอ้อมเด็กที่ซึมซับแผลให้แห้งตลอดเวลา โดยก้าวต่อไปจะมีการทำเป็นไลฟ์สไตล์มากขึ้น เช่น เสื้อ กางเกง ถุงเท้า ที่สวมใส่ในชีวิตประจำวันได้ แต่แฝงไปด้วยคุณสมบัติพิเศษต่างๆมากมาย

บุญญาภา บุญทองรุ่งทวี (คุณทับทิม) ผู้บริหารสินค้า NRnanofiber โดยเริ่มต้นจากธุรกิจต่อยอดของครอบครัวในการผลิต เส้นใยนวัตกรรมส่งออก โดยส่งขายที่สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ และแคนาดา มีโรงงานอยู่ทั้งในประเทศไทยและเบลเยียม ทำการออกแบบและพัฒนาสินค้ามาตั้งแต่ปี พ.ศ.2558  ล่าสุดได้รับรางวัลชนะเลิศIDEA นวัตกรรมผู้ประกอบการ รุ่นที่1 จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และได้เดินสายแนะนำสินค้าตามโรงพยาบาลต่างๆของประเทศ

บุญญาภา กล่าวว่า “ทางบริษัทได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลกรุงเทพฯ เพื่อพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคปัจจุบันมากขึ้น ถุงเท้าที่ผลิตออกมาจะคล้ายกับผ้าอ้อมเด็กที่มีคุณสมบัติแห้งตลอดเวลา เพราะผู้ที่เป็นเบาหวานกลัว 2 เรื่อง คือ 1. กลัวจะเป็นแผลเพราะถ้าเป็นแล้วหายอยาก กับ 2.ถ้าเป็นแผลแล้วป้องกันอย่างไรไม่ให้ติดเชื้อ และด้วยสมบัติของนาโนเทคโนโลยีที่มีความบางมากกว่าหนึ่งไมครอน ที่มีขนาดเล็กกว่าเส้นผมของมนุษย์ถึง 100 เท่า เมื่อนำมาทอ / ถัก เนื้อผ้าจึงมีสมบัติพิเศษ อาทิ การถ่ายเทความชื้นได้ดี แห้งเร็ว ลดการเติบโตของแบคทีเรียได้ถึง 99.83% ลดกลิ่นอับและคงความสะอาด ฯลฯ โดยใช้เทคโนโลยีจากเบลเยียมซึ่งเกิดจากการที่คุณพ่อได้ซื้อธุรกิจเส้นใยต่อจากนักลงทุนเบลเยียม”

ผู้ที่สนใจสามารถซื้อสินค้าสามารถศึกษาได้จากโรงพยาบาลกรุงเทพ แผนกเท้าเบาหวาน สาขาศูนย์วิจัย ,BananaRun(สวนลุม เมโทรมอลล์),Run2paradise,Travel store 5 สาขา (Mega Bangna, Fashion Island, Silom Complex, All Season, Siam Discovery),Cycle square พระราม3,Bike terminal,Bike Net ชลบุรี,เอนกไบค์ 2 สาขา (เชียงใหม่, แม่ฮ่องสอน),Play Bike Shop ศรีนครินทร์,Anissa Clinic,ชมพูดัง,สนามฟุตบอล เพลย์เมคเกอร์ ซ. มัยลาภ ,สนามฟุตบอล หญ้าเทียม Soccer Land (ข้างๆ Waterside )และสนามฟุตบอล Yak Football club โรงเรียนสาธิต พัฒนา

เรียนรู้วิถีไทย ที่บ้านครูธานี ปทุมธานี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294815

เรียนรู้วิถีไทย ที่บ้านครูธานี ปทุมธานี”

าลูกปลูกข้าว ณ บ้านครูธานี, เรียนรู้วิถีไทยที่บ้านครูธานี

พาลูกปลูกข้าว ณ บ้านครูธานี อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี” จัดกิจกรรมเสริมสร้างพัฒนาการ และ การเรียนรู้ของนักเรียนในทุกด้าน เน้นปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกที่ดี

     โรงเรียนอนุบาลคหกรรมศาสตร์เกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โรงเรียนที่เน้นสร้างพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญาซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการพัฒนาของเด็กปฐมวัย ในความดูแลของ“นางสาวจุไรพร รอดเชื้อ” คุณครูใหญ่ของโรงเรียน จัดกิจกรรม “พาลูกปลูกข้าว ณ บ้านครูธานี อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี” จัดกิจกรรมเสริมสร้างพัฒนาการ และ การเรียนรู้ของนักเรียนในทุกด้าน เน้นปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกที่ดี ทางสังคมและวัฒนธรรม การเลี้ยงดูของสถาบันครอบครัว

เรียนรู้วิถีไทย ที่บ้านครูธานี ปทุมธานี”

เรียนรู้วิถีไทย ที่บ้านครูธานี ปทุมธานี”

     ล่าสุดจัดกิจกรรมให้นักเรียนไปเรียนรู้ที่ “บ้านครูธานี” “สัมผัสวิถีชีวิตไทย” จากเรื่องใกล้ตัวอย่าง ที่อยู่อาศัย อาหาร รวมถึงการดำรงชีวิตแบบชาวชนบท เช่น ขูดมะพร้าว โม่แป้งทำขนม ผาดโผนปีนต้นไม้ ก้าวย่างบนสะพานแขวน อีกทั้งยังมีการสัญจรในรูปแบบ การขี่ควาย นั่งเกวียน และขับรถกระแทะ เป็นต้น

เรียนรู้วิถีไทย ที่บ้านครูธานี ปทุมธานี”

     กิจกรรมอันเป็นไฮไลท์สำคัญ คือ “การปลูกข้าว” เหยียบย่ำลงไปในผืนโคลนฉ่ำน้ำ และความรู้เรื่องข้าว ได้ทดลองสีข้าว ฝัดข้าว สร้างความสนุกสนานเป็นอย่างมาก ล้วนแล้วแต่เหมาะสำหรับทุกคนทั้งเยาวชนหรือผู้ใหญ่ ควรจะได้มาสัมผัสเรียนรู้ด้วยตนเอง ครูใหญ่เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า รอยยิ้ม และความซาบซึ้งที่มีในวันนี้ การดำเนินชีวิตแบบพอเพียง ไม่ว่าจะอดีตหรือปัจจุบันจะเป็นสิ่งที่ทุกคนค้นหาเพราะมันเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขอย่างแท้จริงตั้งใจไว้ว่า จะมีกิจกรรมเช่นนี้ให้กับลูกๆของชาวคหกรรมศาสตร์เกษตร อีกทุกๆปีอย่างแน่นอน”

เรียนรู้วิถีไทย ที่บ้านครูธานี ปทุมธานี”

      “นายธานี หอมชื่น” หรือที่รู้จักกันดีว่าครูธานี ผู้ก่อตั้งและสร้างสรรค์แหล่งการเรียนรู้ วิถีชีวิตอย่างไทยชนบทนี้ขึ้น กล่าวว่า การเล่นคือการสร้างความจดจำที่ดี อนาคตก็มีแผนที่จะขยายในส่วนของกิจกรรมที่จะเป็นประโยชน์ แยกเป็นสัดส่วนและอยู่บนพื้นฐานความปลอดภัย ทุกคนจะได้สัมผัสและเรียนรู้ด้วยการลงการปฏิบัติจริง

เรียนรู้วิถีไทย ที่บ้านครูธานี ปทุมธานี”

    โดยมีชาวบ้านจิตอาสา ในพื้นที่มาเป็นครูสอนให้ดูเป็นแบบอย่าง เราพร้อมต้อนรับทุกคนที่ตั้งใจอยากเรียนรู้วิถีชีวิตแบบดั่งเดิมของบรรพบุรุษของไทยให้ทุกคนได้มาเรียนรู้สัมผัสกับธรรมชาติ เน้นเรื่องการลงพื้นที่จริง อาจดูเหมือนเป็นการเล่น