เริ่มที่ความคิด “เด็กตีกัน” จบได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294804

เริ่มที่ความคิด “เด็กตีกัน” จบได้

สถาบันอุดมศึกษา, สอศ, มาตรการ, แก้เด็กตีกัน, เด็กตีกัน

เด็กตีกัน ทะเลาะวิวาท ไล่ฟัน ไล่ยิง ความซ้ำซาก ที่หลายๆเหตุการณ์กลายเป็นโศกนาฏกรรม สูญเสียทั้งตัวคนก่อเหตุ ร้ายกว่านั้นชีวิตของผู้บริสุทธิตกเป็นเหยื่อความรุนแรง

       …ที่ผ่านมามีความพยายามของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)เจ้าหน้าที่ตำรวจ เครือข่ายต่างๆ งัดสารพัด สารพันมาตรการเพื่อนำมาใช้แก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียน นักศึกษา ความเข้มข้นของมาตรการต่างๆ ที่กำหนดขึ้นจะเป็นไปตามความร้ายแรงของการก่อเหตุในช่วงนั้นๆ

ดังเช่นกรณี 2 สถาบันอุดมศึกษาคู่อริ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย กับสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน (สปท.) ถือเป็นรุ่นพี่ใหญ่เติบโตมาจากเด็กช่างอาชีวะ ก่อเหตุทะเลาะวิวาท ยกพวกตีกันบริเวณสกายวอล์คของห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านปทุมวัน มีทั้งผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ทิ้งเวลาไม่นานฝ่ายบริหาร “จรูญ ชูลาภ” นายกสภา สปท.รับประสานฝ่ายตำรวจ “พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร” ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ฝ่ายและเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องมาวางแผนสกัดปัญหา กำหนดจุดพื้นที่ “เรดโซน” ที่ห้ามขาดไม่ให้นักศึกษา 2 สถาบันเข้าไป ห้ามสวมชุดช็อป สัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นตราสัญลักษณ์ที่สุ่มเสี่ยงก่อให้เกิดการยั่วยุ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ อาจารย์เฝ้าระวังในจุดเสี่ยงต่างๆ ระยะยาวลดความหวาดระแวงของนักศึกษาทั้ง 2 สถาบัน และส่งเสริมให้ทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อให้เกิดความสามัคคีระหว่างนักศึกษา 2 สถาบันประจำทุกเดือน

เริ่มที่ความคิด "เด็กตีกัน" จบได้

อย่างไรก็ดี แม้ต้นสังกัดจะพยายามหามาตรการออกมาแก้ไข แต่เมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมาอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ “ร.ต.ประพาส ลิมปะพันธ์” ได้ทำหนังสือเสนอแนวทางการแก้ปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักศึกษา 2 สถาบันอย่างยั่งยืนถึง ม.ล.ปนัดดา ดิสกุล รมช.ศึกษาธิการ ระบุให้งดรับนักศึกษาปี 1 ของทุกระดับการศึกษา ตั้งแต่ปีการศึกษา 2561 เป็นต้นไปหรือเร็วที่สุดที่สามารถดำเนินการได้

ยังเสนอให้ ย้าย ครู อาจารย์ และบุคลากรของ 2 สถาบันที่เกินความจำเป็น ไปสอนระดับชั้นปีที่ยังคงเปิดการเรียนการสอนอยู่ หรือให้ไปปฏิบัติหน้าที่ในสถาบันการศึกษาอื่นที่ต้องการบุคลากรเพิ่ม และโยกย้ายต่อเนื่องจนกว่าสิ้นสุดบัณฑิตรุ่นสุดท้ายของสถาบัน ระยะเวลาไม่เกิน 4 ปีการศึกษา หรืออาจจะมากกว่านั้นเล็กน้อยก็สิ้นสุดบัณฑิตของทั้ง 2 สถาบัน จะไม่มีนักศึกษาที่จบจากสถาบันทั้ง 2 แห่งนี้อีก อาคารสถานที่ก็นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์

เมื่อไร้คนเรียน..ก็หมายความว่า สถาบันก็ต้องปิดตัวลง??

เริ่มที่ความคิด "เด็กตีกัน" จบได้

ทว่า..ปลายทางการแก้ปัญหา “เด็กตีกัน” จะหมดไปหรือไม่ ยังไม่มีใครกล้าการันตี และเมื่อย้อนมองดูมาตรการต่างๆที่ปรากฎออกมา โดยเฉพาะ “คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 30/2559 เรื่อง มาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียน นักศึกษา ลงวันที่ 21 มิ.ย.2559” เป็น “ยาแรง” ขนานหนึ่งเพราะเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่รัฐกักตัวเด็ก หากพบว่ามีพฤติกรรมเสี่ยงจะไปก่อเหตุ หรือไปก่อเหตุมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง กำหนดให้พ่อแม่ต้องมีส่วนรับผิดชอบ เมื่อลูกของตนไปก่อเหตุ ทั้งคำสั่ง คสช.ฉบับนี้ทุกหน่วยงาน สถานศึกษา จะต้องนำไปสู่การกำหนดมาตรการต่างๆด้วย

“ทวีศักดิ์ คิ้วทอง” ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ กล่าวว่า ในอดีตพื้นที่สมุทรปราการมีปัญหาทะเลาะวิวาทต่อเนื่อง ซึ่งวท.สมุทรปราการ อยู่ในกลุ่มสวนหลวงร. 9 ซึ่งเป็น 1ใน 6 กลุ่มวิทยาลัยกลุ่มเสี่ยงที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดกลุ่มไว้อีก 5 กลุ่มคือ กลุ่มมีนบุรี กลุ่มอนุสรณ์สถาน(ดอนเมือง) กลุ่มกรุงเก่า (โซนพื้นที่อยุธยา) กลุ่มชัยสมรภูมิ และกลุ่มธนบุรี (ฝั่งธนบุรี บางบอน สมุทรปราการ และนครปฐม) ซึ่งทุกกลุ่มต้องปฏิบัติตามมาตรการกลางของ สอศ. คือ ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจจุดเสี่ยงที่เด็กจะรวมตัวกัน เฝ้าระวังติดตามข่าวสาร ประสานสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับชุมชนในพื้นที่ช่วยเป็นหูเป็นตา ทำความเข้าใจและร่วมมือกับศิษย์เก่าฯ ขึ้นบัญชีดำรุ่นพี่ ศิษย์เก่าที่เป็นหัวโจกในการก่อเหตุ มีการตรวจค้นอาวธุ เป็นต้น

เริ่มที่ความคิด "เด็กตีกัน" จบได้

ทวีศักดิ์ คิ้วทอง

นอกจากนี้ ยังมีการจัดอบรมให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่นักเรียน นักศึกษา ผ่านกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ เช่น Fix it Center ให้บริการประชาชน กิจกรรมทางศาสนาเพื่ออบรมกล่อมเกลาจิตใจเด็ก โครงการเรียนทวิภาคีรูปแบบพิเศษที่ร่วมมือกับสถานประกอบการ นำเด็กนักเรียนระดับประกาศนียบัติวิชาชีพชั้นปีที่ 2 สาขาช่างอุตสาหกรรม ช่างไฟฟ้า ฯลฯ ได้ไปเรียนรู้จริงในสถานประกอบการ

ตรงนี้ช่วยให้เด็กไม่เข้าไปเสี่ยงในจุดล่อแหลม เป้าหมายสำคัญคือ เด็กได้มองเห็นภาพอนาคตตัวเองชัดเจนขึ้น ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมายังมีโครงการเตรียมความพร้อมอาชีวศึกษา (พรี-อาชีวะ) ที่นำเด็กนักศึกษาปีที่ 1 มาเข้าค่ายทำกิจกรรมร่วมกันที่โรงเรียนชุมพลทหารเรือ เพื่อสร้างความรักความสามัคคีร่วมกัน โครงการนี้ทำมาต่อเนื่อง 3 ปีแล้ว

ทวีศักดิ์ กล่าวด้วยว่า มาตรการต่างๆของ สอศ.และมาตรการของหัวหน้า คสช.เป็นมาตรการที่ดี ซึ่งแต่ละวิทยาลัยต้องนำไปปรับสู่การปฏิบัติ ทำงานเชิงรุกทั้งในงานปกครอง ซึ่งของวท.สมุทรปราการ ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมาใช้หลัก ปะ ฉะ ดะ ภายใต้สมุทรปราการโมเดล เป็นการร่วมมือกับทุกฝ่ายตั้งแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ศิษย์เก่า ชุมชน ผู้ปกครอง คิดวิเคราะห์ ดูจุดเสี่ยงวางแผนร่วมกัน มีการเฝ้าระวัง ติดตามข่าวสารเมื่อรู้ก็ต้องรีบเข้าสกัดไม่ให้เกิดเหตุ จุดอันตรายเก็บอาวุธต้องไม่มี โดยตรวจตราเข้มงวดตลอดภาคเรียน

เริ่มที่ความคิด "เด็กตีกัน" จบได้

ซึ่งแนวทางนี้ช่วยลดปัญหาทะเลาะวิวาทของเด็กในพื้นที่ไปได้มาก และได้มีการขยายผลครอบคลุมไป 17 จุดในจ.สมุทรปราการ ขณะเดียวกัน ก็จะหาพื้นที่กิจกรรมให้เด็กได้แสดงพลังในทางที่ถูกต้อง นำพาทำกิจกรรมที่เกิดประโยชน์กับส่วนรวม ทำบ่อยๆต่อเนื่องเพื่อปลูกฝังสิ่งดีๆให้เด็ก

“ต้องตัดทุกโอกาสที่จะนำไปสู่การก่อเหตุ การแก้ไขปัญหาเด็กทะเลาะวิวาทต้องทำงานเชิงรุก เฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา และทำต่อเนื่อง เชื่อว่าวันหนึ่งวัฒนธรรมผิดๆ เรื่องตีกันรับน้อง การล้างแค้นจะแก้ไขได้ แต่ถ้าคิดว่าแก้ไขไม่ได้ ก็จะแพ้ตั้งแต่ตอนเริ่มคิดแล้ว”ทวีศักดิ์ กล่าวย้ำ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเด็กตีกันทะเลาะวิวาท อาจจะต้องใช้เวลาในการแก้ไขอีกยาวนาน ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องหาคำตอบให้ชัดเจนว่า ตีกันเพราะอะไร การขัดแย้งส่วนตัว การเหมารวมสถาบัน การย้ายสถาบันที่สุดแล้วอาจก็ไม่แก้ไขความคิด ความเชื่อได้ แต่ควรสร้างความเข้าใจ หาคนประสานรอยร้าว สร้างความปรารถนาดีต่อกัน เพราะหากปิดสถาบันไปมองในภาพรวมก็จะเกิดผลกระทบในภาพใหญ่ ตัวนักเรียน นักศึกษา ครูบุคลากร และสถานประกอบการที่ต้องการกำลังคนในการพัฒนาประเทศ.

0 เกศกาญจน์  บุญเพ็ญ 0

qualitylife44444@gmail.com 0

คิดเปลี่ยนโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294810

คิดเปลี่ยนโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

One Young World2017, อาซีลา ดอรอแต จากสมาคมเด็กและเยาวชนเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ หรือกลุ่มลูกเหรียง

กลุ่มลูกเหรียง” นำเสนอมุมมองเรื่องสันติภาพ “ร่วมเวทีประชุมผู้นำเยาวชนระดับโลกOne Young World2017 ณ ประเทศโคลอมเบีย

   “การเปลี่ยนแปลงนั้นสามารถเริ่มต้นได้ที่ตัวเรา ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สามารถทำได้ในทันที แต่ในขณะเดียวกันเราก็จะต้องไม่ละความสนใจที่จะทำให้ส่วนร่วมดีขึ้นด้วย ซึ่งเป็นหัวใจของการประชุมOne Young Worldที่เชื่อมั่นว่าผู้นำรุ่นใหม่คือคนที่จะขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลง และขับเคลื่อนโลกไปสู่ความยั่งยืน”

คิดเปลี่ยนโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

 ศุภชัย เจียรวนนท์

  ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) เชื่อมั่นในพลังของเยาวชนคนรุ่นใหม่ จึงได้เดินหน้าโครงการ“ซีพีสานฝัน ปันโอกาส สู่ผู้นำรุ่นใหม่One Young World” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยสนับสนุนผู้นำรุ่นใหม่จากกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ในเครือเจริญโภคภัณฑ์จำนวน 15 คน และผู้นำเยาวชนจากองค์กรภายนอกอีก 5 คน รวม 20 คน เป็นตัวแทนจากประเทศไทยเข้าร่วมในการประชุมสุดยอดผู้นำเยาวชนระดับโลก“One Young World2017” ณ เมืองโบโกตา ประเทศโคลอมเบีย

คิดเปลี่ยนโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

     ภายใต้แนวคิด“คิดเปลี่ยนโลก เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน”โดยผู้นำเยาวชนรุ่นใหม่กว่า 1,300 คนจาก 190 ประเทศทั่วโลก จะใช้เวทีนี้ในการแลกเปลี่ยนความคิดเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงประเด็นปัญหาสำคัญ5ด้านของโลก ได้แก่1.ความยากจน (Poverty)2.การศึกษา (Education)3.สันติภาพและความปรองดอง (Peace & Reconciliation)4. ความเป็นผู้นำ (Leadership & Government) และ5. สิ่งแวดล้อม (Environment)

     ในปีนี้เปิดโอกาสให้ 2 ตัวแทนเยาวชนจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ หรือ“กลุ่มลูกเหรียง” ซึ่งเป็นกลุ่มเยาวชนที่สูญเสียครอบครัวจากเหตุการณ์ไม่สงบภาคใต้ที่รวมตัวกันโดยใช้ความรักเป็นเครื่องมือในการฟื้นคืนความสงบสุขให้กลับคืนมาสู่บ้านเกิด ไดเเป็นตัวแทนประเทศไทย ร่วมนำเสนอมุมมองของการสร้างสันติภาพด้วยความรักและการให้อภัย ซึ่งเป็น 1 ใน 5 ประเด็นปัญหาสำคัญของโลกที่ถูกกำหนดเป็นหัวข้อในการประชุมครั้งนี้ สรุปว่า“ความรัก” “ความฝัน”และ “การพึ่งพาซึ่งกันและกัน” จะสามารถสร้างความมั่นคงที่แท้จริงให้เกิดขึ้น และจะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้

คิดเปลี่ยนโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

      “One Young Worldเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ส่งเสียงและสะท้อนมุมมองต่อประเด็นปัญหาต่างๆ ของประเทศและโลก ซึ่งจะเป็นโลกของพวกเขาเองต่อไปในอนาคต เพื่อที่จะได้ร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลง ซึ่งการได้ไปร่วมในเวทีนี้จะทำให้เราเห็นภาพใหญ่มากขึ้น ได้เห็นโจทย์และปัญหาที่ใหญ่ในระดับโลก และได้มองเห็นเป้าหมายของคนรุ่นใหม่ที่จะมาร่วมขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

คิดเปลี่ยนโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

    ซึ่งจะทำให้เรามองเห็นบทบาทของตัวเองที่ชัดเจนขึ้น มองเห็นว่าตัวเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโลก ซึ่งองค์ความรู้และแรงบันดาลใจต่างๆ ที่ตัวแทนทั้ง 20 คนได้รับจากเวทีนี้ จะช่วยทำให้ทุกคนเกิดการพัฒนาตนเอง แล้วนำความรู้กลับมาพัฒนาส่วนงานที่เกี่ยวข้อง และถ่ายทอดให้กับคนอื่นๆ เพื่อร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นกับองค์กรและสังคมไทยของเรา ซึ่งทุกคนที่เป็นตัวแทนของประเทศไทยในครั้งนี้อาจจะมีความสนใจในเรื่องราวต่างๆ ที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่สำคัญคือทุกคนมีจิตใจเดียวกันคือมีความมุ่งมั่นและมีความฝันที่จะเปลี่ยนแปลงโลกของเราใบนี้ให้ดียิ่งขึ้น”

คิดเปลี่ยนโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

        อาซีลา ดอรอแต จากสมาคมเด็กและเยาวชนเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ หรือกลุ่มลูกเหรียง ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ 3 ในจังหวัดชายแดนใต้ กล่าวว่าเป็นโอกาสที่ดีและโชคดีมากที่ได้รับโอกาสจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ให้เป็นตัวแทนของประเทศไทยไปสื่อสารให้โลกได้รู้ว่าเยาวชนคนหนึ่งก็มีพลังและก็มีความศรัทธาที่จะเปลี่ยนแปลงบ้านเกิดตัวเองให้ดีขึ้นได้ ถึงแม้ว่าสิ่งที่ทำอยู่ในตอนนี้มันอาจจะยังไม่เห็นผลอะไรมาก เพราะการทำงานกับเด็กและเยาวชนที่จะต้องใช้เวลาในการสร้างความเปลี่ยนแปลง

     “สิ่งที่จะนำเสนอบนเวทีเชื่อว่าจะทำให้คนทั่วมุมโลกจะหันไปมองภาคใต้ของเรามากขึ้น จะกลับมาโฟกัสที่ปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ แล้วก็ได้เข้ามาช่วยกันแก้ปัญหา รวมไปถึงได้รับมุมมองหรือคำแนะนำใหม่ๆ กลับมาสร้างความเปลี่ยนแปลง เพื่อฟื้นคืนความสงบสุขให้เกิดขึ้นกับบ้านของเรา เพื่อให้เด็กๆ ทุกคนมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัย หรืออย่างน้อยก็อยากให้ทุกคนหันมาร่วมกันแก้ปัญหาอย่างจริงจัง” คิดเปลี่ยนโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

  อาซีลา ดอรอแต

    สำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำรุ่นใหม่ “One Young World Summit2017” มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 ถึง 7 ตุลาคม 2560 ณ เมืองโบโกตา ประเทศโคลอมเบีย ซึ่งนับว่าเป็นการจัดการประชุมขึ้นเป็นครั้งแรกในทวีปอเมริกาใต้ โดยได้รับเกียรติจากผู้นำระดับโลกอาทิ นายมูฮัมหมัด ยูนูส ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ นายโคฟี อันนัน อดีตรองเลขาธิการสหประชาชาติ

     รวมไปถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงในระดับโลกหลากสาขาอาชีพ มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้นำเยาวชนจากทั่วโลก เพื่อร่วมกันสร้างเครือข่ายผู้นำและเยาวชนคนรุ่นใหม่เพื่อผลักดันให้โลกใบนี้ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน

    ซึ่งปัจจุบันมีเครือข่ายผู้นำเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นจากเวทีนี้จำนวนกว่า 8,000 คนทั่วโลก และมีผู้คนมากกว่า 8.5 ล้านคนที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นจากโครงการที่ดำเนินงานโดยทูตเยาวชนOne Young Worldโดยประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพเมื่อปี พ.ศ.2558

รู้ไว้!! 7 ทักษะวิศวกรมืออาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294812

รู้ไว้!! 7 ทักษะวิศวกรมืออาชีพ

1 ทักษะวิศวกรนานาชาติ, นานาชาติ, 7 ทักษะวิศวกรมืออาชีพ, วิศวกร

“วิศวกร” เป็นหนึ่งอาชีพท็อปฮิตของเด็กไทย เพราะด้วยค่าตอบแทนที่สูง และเป็นอาชีพที่สามารถไปทำงานในกลุ่มประเทศอาเซียนได้

      เกือบทุกมหาวิทยาลัยไม่ว่าจะรัฐ หรือเอกชนต่างเปิดการเรียนการสอนวิศวกรรมศาสตร์…ต่อให้มีการเปิดหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์จนเรียกได้ว่า “วิศวกรล้นตลาด” แต่ในมุมสถานประกอบการ ยังคงถามหา “วิศวกรมืออาชีพ”

      เมื่อปริมาณและคุณภาพไม่ได้สอดคล้องกัน แล้วควรผลิตวิศวกรอย่างไร ?ให้ตอบโจทย์สถานประกอบการ (เรียนจบแล้วทำงานได้ทันที)  ศ.ดร. สมนึก ตั้งเติมสิริกุล ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร หรือ SIIT Sirindhorn International Institute of Technology มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)เล่าว่า SIIT สถาบันการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีนานาชาติ จัดการเรียนในหลักสูตร คณาจารย์ สภาพแวดล้อม อุปกรณ์การเรียนการสอนอินเตอร์เทียบเท่ามหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ

รู้ไว้!! 7 ทักษะวิศวกรมืออาชีพ
ซึ่งปัจจุบันมีโครงการความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ 70 กว่าแห่งทั่วประเทศ และได้มีการผลิตบัณฑิตระดับปริญญาตรีประมาณ 7,000 กว่าคน และปริญญาโท-ปริญญาเอก 2,000 กว่าคน ตอบสนองความต้องการของประเทศ

“ตลอดระยะเวลา 25 ปี ของการจัดตั้งสถาบัน SIIT เรามุ่งสร้างความเป็นเลิศทั้งทางด้านวิชาการ ความเป็นนานาชาติ และความยั่งยืน โดยการเป็นสถาบันนานาชาติไม่ใช่เพียงการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ แต่การผลิตบัณฑิต ผลงานวิจัย ผลงานวิชาการของอาจารย์และนักศึกษา หลักสูตรต้องมีความเป็นนานาชาติ ทันสมัย นักศึกษาที่เรียนต้องสามารถแลกเปลี่ยนกับมหาวิทยาลัยชั้นนำได้ทั่วโลก ถ้านักศึกษาอยากไปมหาวิทยาลัยต้องได้รับการสนับสนุน และสามารถจบภายในระยะเวลาของหลักสูตร เพราะหลักสูตรเราสามารถเชื่อมโยงการเรียนการสอนกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ”ศ.ดร. สมนึก กล่าว

รู้ไว้!! 7 ทักษะวิศวกรมืออาชีพ

  ศ.ดร. สมนึก ตั้งเติมสิริกุล

   ส่วนความเป็นเลิศของอาจารย์ นอกจากสนับสนุนให้ทำงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ได้จริงๆแล้ว สถาบัน SIIT มีอาจารย์ต่างชาติ 20% มีนักเรียนต่างชาติประมาณ 10% มาจาก 37-38 ประเทศ มีสภาพแวดล้อมและอุปกรณ์ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ มีระบบการดูแลนักศึกษาที่ดี ทั้งนักศึกษาต่างชาติและนักศึกษาไทย โดยมีระบบบัดดี้ 1 ต่อ 1 ให้เด็กได้เรียนรู้ อยู่ร่วมกัน มีโอกาสได้พูดคุย แลกเปลี่ยนทั้งความคิด ทางวัฒนธรรม มีความสามารถในการสื่อสาร และมีความสุขในการใช้ชีวิต

รู้ไว้!! 7 ทักษะวิศวกรมืออาชีพ

     ศ.ดร. สมนึก กล่าวต่อว่า การจัดการเรียนการสอนของสถาบัน SIIT เกือบทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ แต่นักศึกษาที่อาจจะมีทักษะภาษาอังกฤษไม่ได้ดีมากก็สามารถเรียนหลักสูตรต่างๆ ของสถาบันได้ เพราะก่อนที่จะเข้าเรียนจะมีการประเมินคุณภาพนักศึกษา เพื่อช่วยฝึกภาษาอังกฤษ โดยมีคอร์สพิเศษให้เด็กไทยได้เรียนภาษาอังกฤษ โดยไม่ได้มีการบังคับแต่มีหน่วยฝึกภาษาอังกฤษ มีคลินิกภาษาอังกฤษ จัดเวลาให้นักศึกษา

รู้ไว้!! 7 ทักษะวิศวกรมืออาชีพ

     “บัณฑิตจะต้องมี 7 ทักษะ ได้แก่ 1.ทักษะด้านวิชาการ ความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขา คณะที่ตนเองเรียน 2.ทักษะด้านภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ 3.ทักษะการสื่อสารและการนำเสนอข้อมูลต่างๆ และการ 4.ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 5.ความสามารถในการวิเคราะห์และวิจัย ยิ่งในยุค 4.0 ถ้าวิเคราะห์วิจัย ไม่สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้นมาได้ 6.สามารถเชื่อมโยงกับนานาชาติ เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก และ7.ความสามารถในการทำงานเป็นทีม ทำงานร่วมกับผู้อื่น เพราะในโลกนี้ไม่สามารถทำอะไรคนเดียวได้ ต้องมีทีม มีเครือข่าย ซึ่งทักษะเหล่านี้ล้วนตอบสนองประเทศไทย 4.0 และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้บัณฑิตของเราจบออกไปมีงานทำ เป็นที่ต้องการของสถานประกอบการ”

รู้ไว้!! 7 ทักษะวิศวกรมืออาชีพ

      ตามผลการสำรวจสัดส่วนการมีงานทำ และออกไปเรียนต่อ พบว่า บัณฑิต SIIT จบออกไปมีงานทำ 50% และอีก 50% ได้ทุนไปศึกษาต่อ เช่น ได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่น มากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ ขณะที่ผลสำรวจความพึงพอใจของผู้ประกอบการ พบว่าบัณฑิต SIIT เป็นที่พึงพอใจของสถานประกอบการในระดับดีมาก รายได้เฉลี่ยของบัณฑิตสูงสุดในประเทศไทย ส่วนผลการประเมินของอาจารย์อยู่ในระดับดีมาก ขณะที่ผลงานวิจัย และวารสารที่ตีพิมพ์ในสาขาวิศวกรรมและเทคโนโลยี รวมถึงการอ้างอิงบทความต่ออาจารย์ก็สูงเช่นเดียวกัน

รู้ไว้!! 7 ทักษะวิศวกรมืออาชีพ

     ผอ.สถาบัน SIIT กล่าวต่อไปว่าการเรียนในสาขา หรือคณะใดในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าเด็กเรียนตามความชอบ แตกต่างจากอดีตที่เด็กเลือกเรียนโดยดูว่าเมื่อจบออกมาแล้วมีงานทำหรือไม่ เลี้ยงชีพตนเองได้หรือไม่ ซึ่งการที่เด็กเลือกเรียนตามความชอบ ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้าในยุคนี้ สาขาคณะด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยี ด้านนวัตกรรมมีความจำเป็นต่อความต้องการของประเทศ เพราะประเทศต้องมีทรัพยากรบุคคลที่สามารถคิดค้น ประดิษฐ์นวัตกรรม ทำเองได้ หรือมีความร่วมมือกับประเทศต่างๆ

       “การเลือกเรียนสาขา คณะมหาวิทยาลัย อยากให้นักศึกษาศึกษาข้อมูลดีๆ เพราะขณะนี้มหาวิทยาลัยมีการเปิดการเรียนการสอนจำนวนมาก ต้องดูว่าดีจริงหรือไม่ อย่าดูเพียงชื่อมหาวิทยาลัยอย่างเดียว ต้องศึกษาข้อมูลเชิงลึก ต้องดูคุณภาพบัณฑิตที่จบการศึกษา และผลงานของคณาจารย์ ผลงานวิชาการ ผลงานวิจัย และส่วนประกอบอื่นๆ รวมถึงระบบการดูแลนักศึกษา”ศ.ดร. สมนึกกล่าว

รู้ไว้!! 7 ทักษะวิศวกรมืออาชีพ

      ประเทศไทยตอนนี้มีการผลิตวิศวกรจำนวนมาก เพราะมีหลายมหาวิทยาลัยเปิดการเรียนการสอน ศ.ดร.สมนึก บอกว่าปริมาณของวิศวกรมีจำนวนมากจริง แต่ขาดแคลนคุณภาพ ตอนนี้ทุกแห่งต่างเปิดหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์ โดยลืมนึกไปว่าเด็กจบออกมาแล้วจะมีงานทำหรือไม่ เพราะวิศวกรถ้าไม่มีทักษะตามที่สถานประกอบการต้องการ ก็ได้เพียงใบปริญญา มีวุฒิ แต่ไม่มีทักษะฝีมือ ทำงานไม่เป็น สถานประกอบการก็ไม่ต้องการ

รู้ไว้!! 7 ทักษะวิศวกรมืออาชีพ

     ฉะนั้น การเรียนการสอนด้านวิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยี ไม่ใช่มีเพียงวุฒิการศึกษา แต่ต้องทำงานได้จริงด้วย ยิ่งยุค 4.0 การเตรียมพร้อมกำลังคน แรงงานต้องตอบโจทย์ด้วย   ความเป็นจริงแน่ชัดว่าประเทศไทย กำลังก้าวสู่ 4.0 แต่จะทำอย่างไร? ให้ทุกอาชีพ ทุกคนเดินไปถึงจุดนั้น หาคำตอบได้ในงานสัมมนา    “เทคโนโลยีและคนแบบไหน ถึงจะใช่ Thailand 4.0” การผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพในแบบที่จะตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่ยุค Thailand 4.0  วันที่ 29 กันยายน 2560 เวลาบ่ายโมงเป็นต้นไป ณ อาคารเรียนและปฏิบัติการรวม (อาคารใหม่ ด้านข้างอาคารปิยชาติ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต สอบถามได้ที่02 986 9009 ต่อ 1002 และ 1004

0 ชุลีพร  อร่ามเนตร 0

qualitylife44444@gmail.com

นางรำ ส.บัณฑิตพัฒนศิลป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294787

นางรำ ส.บัณฑิตพัฒนศิลป์

นางรำ สบัณฑิตพัฒนศิลป์, บวรนรรฎ อัญญะโพธิ์

เปิดโลกมุสลิม ตอน “บวรนรรฎ อัญญะโพธิ์ ” นางรำ ส.บัณฑิตพัฒนศิลป์ ในชุดสีเหลืองอร่ามที่เรียกเสียงฮือฮาและเสียงปรบมือในขณะที่เดินร่ายรำออกมาจากหลังเวที ในการแสดง

   ยังคงติดตา ติดใจในการแสดงของทีมที่มาจากสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม เมื่อวันก่อนได้ทำการถอดหน้ากากหนุมานไปแล้ว วันนี้จะขอนำเสนอนางรำในชุดสีเหลืองอร่ามที่เรียกเสียงฮือฮาและเสียงปรบมือในขณะที่เดินร่ายรำออกมาจากหลังเวที ในการแสดง Thai Festival 2017 in Egypt ณ ศูนย์วัฒนธรรมเอลซอวี ในไคโร

 นางรำ ส.บัณฑิตพัฒนศิลป์

      ซึ่งเป็นงานฝ่ายสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ของสถานเอกอัครราชทูตไทย ไคโร เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2560 วันนี้ขอนำเสนอเรื่องของอาจารย์บวรนรรฎ อัญญะโพธิ์  อาจารย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งเป็นทั้งนางรำและอาจารย์ในเวลาเดียวกัน

 “จุดเด่นของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรมคือ เป็นสถาบันการศึกษาเฉพาะทางศิลปะ ที่มีความพร้อมในทุกๆ ด้าน เป็นแหล่งข้อมูลและเป็นศูนย์กลางทางการเรียนรู้ด้านศิลปะ มีผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้และความชำนาญ มีทั้งศิลปิน ศิลปินพื้นบ้าน ศิลปินแห่งชาติ ที่เราภูมิใจ นอกจากนี้นักศึกษาที่จบการศึกษาไปล้วนมีคุณภาพและมีคุณสมบัติเป็นที่ต้องการของสังคมอีกด้วย” บวรนรรฏ พูดด้วยรอยยิ้ม

 นางรำ ส.บัณฑิตพัฒนศิลป์

       หลังจากจบการศึกษาปริญญาตรี ศึกษาศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชานาฏศิลป์ไทยศึกษา คณะศิลปศึกษาสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม  บวรนรรฏ  ได้บรรจุเป็นอาจารย์สอนในระดับปริญญาตรี ที่สถาบันแห่งนี้ต่อมาได้ศึกษาต่อปริญญาโท การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษามหาวิทยาลัยบูรพา

   อาจารย์บวรนรรฏ ชอบการรำและการแสดงออกมาตั้งแต่เด็ก รวมทั้งครอบครัวสนับสนุน จึงได้มาสอบเข้าที่วิทยาลัยนาฏศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ตั้งแต่มัธยมศึกษาปีที่ 1 จนจบปริญญาตรี ใช้เวลาเรียนทั้งหมด 10 ปี  ปรัชญาสมัยตอนเรียนที่วิทยาลัยนาฏศิลป ที่ว่า “ขึ้นชื่อว่าศิลปะ แม้เช่นใดเช่นหนึ่ง ก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้” ศิลปะการร่ายรำมีคุณค่าอยู่ในตัวของมันเอง อยู่ในที่ที่ควรอยู่การหยิบจับหรือการนำไปใช้นั้นขึ้นอยู่กับเวลา โอกาส สถานที่

 นางรำ ส.บัณฑิตพัฒนศิลป์

      รวมทั้งผู้ที่นำไปใช้ว่าจะสามารถนำเสนอให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร ศิลปะเป็นสิ่งจรรโลงใจผู้คนได้เป็นอย่างดี ศิลปะจึงสามารถดึงดูดผู้คนให้มีความสนใจในตัวของมันเองได้ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องพึ่งสื่ออื่นเพื่อช่วยในการสร้างแรงจูงใจให้ผู้คนสนใจหรือเข้าหา

 นางรำ ส.บัณฑิตพัฒนศิลป์

     ถ้าให้มองปัจจุบันถึงวัยรุ่นกับเรื่องวัฒนธรรมคิดว่า แม้ว่ายุคปัจจุบันจะอยู่ท่ามกลางกระแสต่างชาติที่เข้ามามีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตของเด็กไทยนั้น ก็ยังมีกลุ่มที่ต้องการความแตกต่าง โดยนำความแตกต่างมาเป็นจุดเด่นให้กับตนเองหรือกลุ่มของพวกเขา เช่น การแต่งกายด้วยชุดไทยไปดูคอนเสิร์ตนักร้องเกาหลี การสร้างพื้นที่เล็กๆ ในการโชว์การแสดง ตามแหล่งวัยรุ่นทั่วไป เช่น ตลาดนัดรถไฟ สยามสแควร์ เป็นต้น จึงมั่นใจได้ว่าน้องนักศึกษาวัยรุ่น หรือรุ่นใหม่ยังคงให้ความนิยมให้ความรัก ความหวงแหนและไม่มีทางหายไปอย่างแน่นอน

 นางรำ ส.บัณฑิตพัฒนศิลป์

     การได้มาแสดงในประเทศอียิปต์ ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ เป็นโอกาสดีมากที่ทำให้น้องๆนักศึกษาได้มาเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับสิ่งต่างๆทั้ง ภาษา วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ อาหาร เวลา อากาศ ฯลฯ ที่ได้สัมผัสมานั้นล้วนเป็นสิ่งสามารถนำไปเพิ่มพูนเป็นต้นทุนของประสบการณ์เรื่องราวในชีวิตของพวกเขาได้เป็นอย่างมาก

        การแสดงทั้งในไคโร และที่ต่างจังหวัดเมืองชาร์มเอลเชคนั้น เป็นการแสดงที่เห็นได้รับความสนใจจากผู้ชมจับจ้องมองเราเหมือนกับทุกคนเป็นรูปปั้น นั่งนิ่งเหมือนโดนมนต์สะกดไปกับการแสดงของพวกเราในทุกชุด

 นางรำ ส.บัณฑิตพัฒนศิลป์

     ยิ่งทำให้รู้สึกถึงคุณค่าของการแสดงที่ทำให้ทุกคนอึ้งได้เพียงนี้เชียวหรือ ยิ่งรู้สึกรักประเทศไทย รู้สึกหวงแหนในการเป็นครูสอนนาฏศิลป์ให้ดียิ่งขึ้น เพราะนี่คือการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยที่ดีที่สุดอีกหนึ่งเส้นทาง

ย้ำยึดหลักสวัสดิการแก้หนี้ครูวิกฤตไม่ล่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294781

ย้ำยึดหลักสวัสดิการแก้หนี้ครูวิกฤตไม่ล่ม

หลักสวัสดิการ, อีสาน, จังหวัด, สกสค, พิษณุ

“พิษณุ” เดินสายอีสานประชุมคกก.จัดสวัสดิการ 8 จังหวัด ย้ำคัดครูแก้หนี้วิกฤตต้องให้ความสำคัญกับทุกข้อมูล ทุกตัวเลข สร้างความเข้าใจถูกต้อง ยึดหลักสวัสดิการนำ

      ดร.พิษณุ  ตุลสุข รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) กล่าวระหว่างเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดสวัสดิการจังหวัด ในโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินแบบครบวงจร กลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ว่า คณะกรรมการจัดสวัสดิการจังหวัด ถือเป็นผู้แทนสำคัญของ สกสค. มีหน้าที่ในการคัดเลือก คัดกรองผู้ที่จะเข้าโครงการฯ ในระดับจังหวัด ก่อนจะส่งให้ สกสค.ส่วนกลางจะพิจารณาอีกครั้ง ดังนั้น ขอให้คณะกรรมการทุกคนทำงานด้วยความละเอียด รอบคอบ ให้ความสำคัญกับทุกข้อมูล และทุกตัวเลข  ไม่เช่นนั้น จะกลายเป็นการเริ่มต้นที่ล้มเหลว ขาดความเชื่อมั่น และศรัทธาจากสมาชิก และผู้ที่รับรู้ จึงจำเป็นที่ทุกฝ่ายที่ทำงานจะต้องเข้าใจถึงและหมายและความชัดเจนของโครงการฯ

“การแก้ไขปัญหาหนี้สินในครั้งนี้จะไม่ล้มเหลวหากยึดหลักของสวัสดิการเป็นตัวตั้ง เพราะหากยึดตามหลักของธุรกิจจะกลายเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ มากกว่าเป็นการแก้ไข ซึ่งขณะนี้ สกสค.มีสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูไปแล้ว 44 แห่ง” ดร.พิษณุ  กล่าว

สำหรับคณะกรรมการจัดสวัสดิการในกลุุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา อุดรธานี หนองบัวลำภู ยโสธร มุกดาหาร สุรินทร์ และ เลย

เครื่องดื่มอายุวัฒนะชลอแก่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294777

เครื่องดื่มอายุวัฒนะชลอแก่

เครื่องดื่มน้ำว่านหางจระเข้ผสมสารสกัดตำรับยาอายุ      วัฒนะจากสมุนไพรไทย(POLVERA ANTI-AGEING DRINK), เครื่องดื่มชะลอความแก่

เครื่องดื่มน้ำว่านหางจระเข้ผสมสารสกัดตำรับยาอายุวัฒนะจากสมุนไพรไทยมทร.ธัญบุรีคว้าเหรียญเงิน  Life scienceในประกวดNOVEL RESEARCH AND INNOVATION COMPETITON2017

 

อีกหนึ่งผลงาน เครื่องดื่มน้ำว่านหางจระเข้ผสมสารสกัดตำรับยาอายุ      วัฒนะจากสมุนไพรไทย(POLVERA ANTI-AGEING DRINK) นำทีมโดย ผศ.ดร.กรวินท์วิชญ์ บุญพิสุทธินันท์ นักวิจัยและอาจารย์วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย เป็นผู้ควบคุมและที่ปรึกษา “เติ้ล”- ตรีภพ เฉลิมพร “โบ๊ต”-วรเมศ ยอดเถื่อน และ “เรียว”-ฉัตรชัย ชนะสัตย์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 วิทยาการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี  คว้าเหรียญเงิน ประเภท Life science ในการประกวดNOVEL RESEARCH AND INNOVATION COMPETITON 2017 ณ ประเทศมาเลเซีย โดยมีผลงานเข้าร่วมประกวดกว่า 82 ทีม จากทั่วโลกเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้

เครื่องดื่มอายุวัฒนะชลอแก่

ผศ.ดร.กรวินท์วิชญ์ บุญพิสุทธินันท์ เปิดเผยว่า ทาง มทร.ธัญบุรี ได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้นักศึกษาทุกคณะได้เข้าประกวดตามเวทีต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งรับทุนสนับสนุนจากกองพัฒนานักศึกษาของมหาวิทยาลัย เพื่อให้ให้นักศึกษาได้ออกไปแสดงศักยภาพ เปิดประสบการณ์อีกมุมมองหนึ่งยังเวทีโลก

โดยผลงานของนักศึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยเป็นอีกผลงานที่ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุน  เครื่องดื่มว่านหางจระเข้ผสมสารสกัดตำรับยาอายุวัฒนะ ของนักศึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนไทย เป็นผลงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ผสมผสานน้ำว่านหางจระเข้กับสมุนไพรได้อย่างลงตัว

เครื่องดื่มอายุวัฒนะชลอแก่

โดยส่วนใหญ่สมุนไพรมักจะอยู่ในรูปแบบของแคปซูล จึงลองเปลี่ยนมาในเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ โดยได้ความอนุเคราะห์จากห้างหุ้นส่วน บางกอกอะโล จำกัด ช่วยในเรื่องของการจัดหาวัตถุดิบว่านหางจระเข้และขั้นตอนบรรจุผลิตภัณฑ์ให้สะอาด นอกจากความสะดวกในการดื่มและรสชาติอร่อยแล้ว ยังมีสรรพคุณทางยาที่สามารถชะลอความแก่ได้ โดยสูตรตำรับยาเป็นสูตรโบราณที่สืบทอดกันมา โดยเป็นสูตรโบราณของคุณทวด นายฉัตรชัย ชนะสัตย์

เครื่องดื่มอายุวัฒนะชลอแก่

“เรียว” ฉัตรชัย ชนะสัตย์ เล่าว่า  ตำรับยาอายุวัฒนะโบราณเป็นสูตรของคุณทวด เนื่องด้วยคุณทวดเป็นหมอยาโบราณที่ได้สืบทอดต่อๆ กันมา รุ่นสู่รุ่น ด้วยความเชื่อทานยาขนานนี้แล้วจะไม่แก่

ซึ่งตำรายาดังกล่าวมีส่วนผสมของสมุนไพรกว่า 22 ชนิด เช่น รากตองแตก หัสคุณ ดีปลี และกานพลู จากการทดสอบ พบว่า สารสกัดจากตำรับยานี้สามารถกระตุ้นการเจริญของเซลล์ได้สูงถึง 44% และสามารถฤทธิ์การกระตุ้นการแสดงออกของยีนชะลอความแก่ได้ถึง80% เมื่อเทียบกับสารมาตรฐานเรสเวอราทอล  จากนั้นนำสารสกัดที่ได้มาผสมในน้ำว่านหางจระเข้ กลายเป็นเครื่องดื่มว่านหางจระเข้ผสมสารสกัดตำรับยาอายุวัฒนะแบบใหม่ขึ้น

เครื่องดื่มอายุวัฒนะชลอแก่

“เติ้ล” ตรีภพ เฉลิมพร เล่าว่า สรรพคุณของเครื่องเครื่องดื่มว่านหางจระเข้ ผสมสารสกัดตำรับยาสมุนไพรไทย ช่วยชะลอวัย ยังสามารถต้านอนุมูลอิสระที่ดีมาก และกระตุ้นยีนในร่างกายที่ชื่อว่า SIRT-I , Foxo-I โดยเป็นเอนไซม์ที่ช่วยยับยั้งการแก่ตัวของเซลล์ ทำให้เซลล์มีอายุ ยืดอายุขึ้น ซึ่งอาจสามารถป้องกันโรคที่เกิดจากการเสื่อมของเซลล์ต่างๆ เช่น อัลไซเมอร์ เบาหวาน มะเร็ง และยังช่วยส่งเสริมสุขภาพความงามได้อีกด้วย

เครื่องดื่มอายุวัฒนะชลอแก่

ทางด้าน “โบ๊ต” วรเมศ ยอดเถื่อน เล่าเพิ่มเติมว่า เพื่อกลบกลิ่นของสารสกัดตำรับยาสมุนไพร ได้ผสมน้ำองุ่นขาวลงไปในน้ำว่านหางจระเข้ด้วย ทำให้กลิ่นของสมุนไพรอ่อนลงทานง่ายขึ้น และเพิ่มเนื้อว่านหางจระเข้ลงไป ซึ่งเครื่องดื่มดังกล่าวสามารถดื่มได้ตั้งแต่ 7 ปี ขึ้นไป

สำหรับการนำผลงานเข้าร่วมแข่งขัน โดยเวทีนี้เป็นเวทีใหญ่ของพวกเรา ดีใจภูมิใจที่ได้เข้าร่วมการแข่งขัน เป็นการเปิดประสบการณ์ยังต่างประเทศ ต้องใช้ภาษาอังกฤษในการนำเสนอผลงาน ทำให้กล้าแสดงออกในเรื่องของทักษะการใช้ภาษามากขึ้น ร่วมไปถึงการได้นำความรู้ศาสตร์สมุนไพร วิทยาการทางการแพทย์แผนไทย ไปเผยแพร่ให้ทั่วโลกได้รู้จัก และสุดท้ายนี้ต้องขอบคุณทุนสนับสนุนจากกองพัฒนานักศึกษา

เครื่องดื่มอายุวัฒนะชลอแก่

ปรบมือให้กับผลงานของอาจารย์และนักศึกษาจากวิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี หน่วยงานหรือบริษัทใดสนใจนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย โทร  0-2592-1999 ต่อ 1112

8กย.วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294774

8กย.วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ’

วันที่ระลึกสากลแห่่งการรู้หนังสือ, 8กยวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ

กศน. ร่วม ยูเนสโก จัดใหญ่..“วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ’60”  8 กันยายน 2560 เมืองทองธานี ชูการรู้หนังสือในโลกยุคดิจิทัล

           นายกฤตชัย อรุณรัตน์ เลขาธิการ กศน. เปิดเผยว่า ตามที่ องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือ ยูเนสโก (UNESCO)ได้มองเห็นความสำคัญของการรู้หนังสือของประชากรโลก โดยกำหนดให้วันที่ 8 กันยายน ของทุกปีเป็นวันเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาส “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” และเชิญชวนให้ประเทศสมาชิกทั่วโลกร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสสำคัญดังกล่าวด้วย

8กย.วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ’

สำนักงาน กศน. ในฐานะองค์กรหลักของประเทศไทยที่ทำงานในด้านส่งเสริมการรู้หนังสือของประชาชนมาเป็นระยะเวลายาวนาน และมีกิจกรรมร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสดังกล่าวมาโดยตลอด ปีนี้ สำนักงาน กศน.ได้กำหนดจัดงานวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ ประจำปี 2560 ขึ้น ณ ห้องแกรนด์ไดมอนด์ บอลรูม อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ภายใต้แนวคิดหลัก “Literacy in digital world” ของยูเนสโก

8กย.วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ’

      นายกฤตชัย กล่าวต่อไปถึงแนวคิดหลัก “Literacy in digital world” ที่ยูเนสโกได้กำหนดขึ้นเป็นธีมส์หลักในการเฉลิมฉลองวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ ประจำปี 2560 ว่า มองว่าในยุคที่เทคโนโลยีเจริญสูงสุด สิ่งที่จำเป็นมากกว่าการก้าวให้ทันเทคโนโลยี คือ การสอนให้คนไทยรู้จักคิดวิเคราะห์ให้มากขึ้น รู้เท่าทันเทคโนโลยี และข่าวสารให้มากขึ้น แยกแยะได้ว่าข้อมูลใดเป็นข้อเท็จจริง ข้อมูลใดเป็นข้อมูลลวง มีทักษะในการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนจะปักใจเชื่อข้อมูลข่าวสารนั้นๆ

8กย.วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ’

สิ่งนี้จำเป็นมากในการส่งเสริมการรู้หนังสือในโลกยุคนี้ สำหรับการส่งเสริมการรู้หนังสือในประเทศไทย  ซึ่งในส่วนของสำนักงาน กศน. ขณะนี้กำลังดำเนินการเพื่อขับเคลื่อน “การอ่านออกเขียนได้” คู่ขนานไปกับการส่งเสริมการอ่านที่รุกสู่ชุมชนแบบประชิดติดตัว

8กย.วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ’

โดยการสำรวจผู้ไม่รู้หนังสือในทุกชุมชนทั่วประเทศ หาเส้นแบ่งระหว่างกลุ่มเป้าหมายผู้ไม่รู้หนังสือ ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่มีสัญชาติไทย และไม่ใช้ภาษาไทยในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน

8กย.วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ’

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้ลืมหนังสือ ที่เคยได้ศึกษาเรียนรู้มาระยะหนึ่ง เมื่อไม่ได้ใช้ ไม่ได้ฝึกฝน จึงเกิดการลืมหนังสือขึ้น ทั้ง 2 กลุ่มนี้ ต้องใช้วิธีการจัดและส่งเสริมในเรื่องการอ่านออกเขียนได้ที่แตกต่างกันออกไป ต้องมีการวางแผนในการจัดการเรียนการสอน ด้วยวิธีการและกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับบริบทและวิถีชีวิตของกลุ่มเป้าหมาย สอดคล้องกับสภาพทางสังคม เศรษฐกิจ ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม

8กย.วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ’

ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงห่วงใยเรื่องนี้มาก ทรงมีพระราชดำรัสฝากให้ สำนักงาน กศน. ช่วยดูแลอย่างเต็มที่ และได้จัดทำโครงการนำร่องการสอนผู้ไม่รู้หนังสือขึ้น ที่ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ และ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก หลังจากประเมินผลแล้ว จะนำไปขยายผลในทุกพื้นที่ตามบริบทของแต่ละสังคม

 

8กย.วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ’

ในส่วนของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นเขตเฉพาะกิจ ที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ใช้ภาษามลายูเป็นภาษาหลัก ก็ได้นำหลักสูตรการสอนผู้ไม่รู้หนังสือไปปรับใช้ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของพี่น้องชาวมุสลิม เพื่อให้สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ด้วย เพื่อประโยชน์ในการเข้ารับบริการจากทางภาครัฐต่อไปอีกด้วย

 

8กย.วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ’


วิจัย”คราม”มีสารต้านอนุมูลอิสระ !

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294771

วิจัย”คราม”มีสารต้านอนุมูลอิสระ !

คราม

ครั้งแรก!! คณะวิทย์ มธ.วิจัยพบสารต้านอนุมูลอิสระ’ ใน “คราม” จ.สกลนคร แค่นำไปสกัดผ่าน 3 กระบวนการ เพิ่มช่องทางสร้างรายได้เกษตรกร ลดการนำเข้า ผนึกเอกชนต่อยอดวิจัย

      ผศ.ดร.นิรมล ศากยวงศ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. กล่าวว่า ‘ผ้าย้อมคราม’ ถือเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นอย่างยาวนาน ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากคนโบราณนำกิ่งครามมาแช่น้ำด่างเพื่อหมักเอานำครามมาย้อมผ้าและมัดเป็นลวดลายต่างๆ ด้วยเล็งเห็นคุณสมบัติของการสวมใส่ที่เย็นสบาย ระบายความร้อนได้ดี และสามารถปกป้องผิวกายได้จากแสงยูวี ฯลฯวิจัย"คราม"มีสารต้านอนุมูลอิสระ !

ทั้งนี้ พื้นที่ปลูกครามในประเทศไทย จะพบมากในจังหวัดสกลนคร ดังนั้น จึงนำไปสู่งานวิจัย ‘ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสารสกัดจากคราม’ (Indigofera Tinctoria)เพื่อศึกษาวิจัยสารเคมีธรรมชาติที่แฝงอยู่ในแต่ละส่วนของคราม จ.สกลนคร ผ่านการทดลองสกัดสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์ ในแง่ของการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์เวชสำอางจากสารสกัดธรรมชาติ ที่ได้มาตรฐาน และไม่ทิ้งสารเคมีตกค้างในผิว ที่สามารถสร้างรายได้เพิ่มแก่เกษตรผู้ปลูกครามและผู้ประกอบการ รวมถึงลดการนำเข้าสารเคมีบางชนิดจากต่างประเทศ

วิจัย"คราม"มีสารต้านอนุมูลอิสระ !

ภาพประกอบการคัดแยก

ผศ.ดร.นิรมล กล่าวต่อว่า สำหรับขั้นตอนในการสกัดหา ‘สารต้านอนุมูลอิสระ’ สามารถทำการทดสอบได้ใน 3 ขั้นตอน คือ ขั้นคัดแยก การคัดแยกส่วนต่างๆ ของพืชไปตากแห้ง และนำมาบดด้วยเครื่องปั่นจนละเอียด เพื่อให้สามารถสกัดสารต้านอนุมูลอิสระได้ง่ายยิ่งขึ้น

วิจัย"คราม"มีสารต้านอนุมูลอิสระ !

ขั้นสกัดสาร

ขั้นสกัดสาร การสกัดแบบต่อเนื่องโดยใช้ความร้อนสูง ผ่านตัวทำละลายที่มีจุดเดือดต่ำที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1 ชั่วโมง เพื่อให้ได้ผงครามตัวอย่าง

วิจัย"คราม"มีสารต้านอนุมูลอิสระ !

ขั้นตรวจสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ

 ขั้นตรวจสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ การตรวจสอบสารเคมีตามธรรมชาติที่พบในพืช และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ผ่านการทดสอบความเข้มข้นของสี ซึ่งหากสารดังกล่าว มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในปริมาณมาก จะมีสีน้ำเงินอมดำเข้ม แต่ในกรณีที่มีฤทธิ์เบาบาง ความเข้มของสีก็จะเจือจางลงไป โดยอาจจะปรากฎเป็นสีน้ำเงิน หรือสีฟ้า ฯลฯ ควบคู่ไปกับการหาความเข้มข้นของสารสกัดที่สามารถยับยั้งอนุมูลอิสระได้ที่ 50% ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงของสีจากสีม่วงเป็นสีเหลือง

วิจัย"คราม"มีสารต้านอนุมูลอิสระ !

ผศ.ดร.นิรมล กล่าวต่อไปว่า จากผลการศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระใน ‘คราม’ ทั้ง 3 ส่วนนั้น พบว่า ส่วนที่พบสารต้านอนุมูลอิสระมากที่สุดคือ ‘เมล็ด’ โดยพบเป็นสัดส่วนถึง 3-5% ต่อสารสกัดจำนวน 50 กรัม โดยส่วนใหญ่จะพบสารต้านอนุมูลอิสระจำพวก รูติน (Rutin) ที่ช่วยยับยั้งอาการภูมิแพ้ และเพิ่มความแข็งแรงของเส้นเลือดฝอย อิพิคาเทซิน (Epicatachin) ที่ช่วยขับสารพิษในร่างกาย และลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็ง และ กรดแกลลิค (Gallic Acid) ที่ช่วยยับยั้งแบคทีเรียในช่องปาก และลดความดันเลือด ขณะที่ประเทศญี่ปุ่น จะพบสารต้านอนุมูลอิสระในใบแก่มากที่สุด (ที่มา : งานวิจัยโดยนายคยอง ซูคิม (Kyung-suKim) และคณะ ฉบับที่ 46, ปี 2555)

วิจัย"คราม"มีสารต้านอนุมูลอิสระ !

เมล็ดคราม อ้างอิงจาก manncraftthailand.blogspot.com

ซึ่งต่อมาญี่ปุ่นได้นำสารสกัดมาต่อยอดสู่ผลิตเวชสำอางในสหรัฐอเมริกาหลากชนิด อาทิ ครีมทามือ ครีมลดเลือนริ้วรอย ครีมบำรุงผิวกาย ฯลฯ ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ประกอบการแล้ว ยังสามารถสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรผู้ปลูกต้นครามอีกทางหนึ่ง ซึ่งในปัจจุบัน อุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทย มีการนำเข้าสารเคมีและสารสกัดจากธรรมชาติที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจากต่างประเทศ

วิจัย"คราม"มีสารต้านอนุมูลอิสระ !

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี 2548 พบว่า วัตถุดิบที่ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยมากที่สุดคือ “เคมีภัณฑ์ขั้นมูลฐาน” คิดเป็นมูลค่า 6,968 ล้านบาท โดยสัดส่วนการใช้วัตถุดิบของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทย แบ่งเป็นวัตถุดิบในประเทศ คิดเป็นร้อยละ 62.15 กับวัตถุดิบที่นำเข้าจากต่างประเทศ คิดเป็นร้อยละ37.85 เพื่อนำมาเป็นส่วนผสมหนึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์เวชสำอาง ในปริมาณ 5% ต่อ 1 ผลิตภัณฑ์ ขณะที่ข้อมูลจากศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากรล่าสุด พบว่าในปี 2559 ประเทศไทยมีการนำเข้าเครื่องสำอางจากต่างประเทศมีมูลค่ารวม 35,566.71 ล้านบาท ซึ่งขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 27.78%

วิจัย"คราม"มีสารต้านอนุมูลอิสระ !

นางสาวญาดา พูลเกษม เจ้าของผลงานการศึกษาวิจัย

สำหรับงานวิจัย ‘ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสารสกัดจากคราม’ เป็นผลงานการศึกษาวิจัยของ นางสาวญาดา พูลเกษม บัณฑิตสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. โดยมี ผศ.ดร.สมจิต ดำริห์อนันต์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาร่วม โดยที่ล่าสุด อยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนาต่อยอดร่วมกับภาคเอกชน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีคุณภาพในอนาคต คณะวิทยาศาสตร์ฯ มธ. โดยสาขาเทคโนโลยีชีวภาพ มีความมุ่งมั่นเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาบุคลากรและงานวิจัยให้มีความก้าวหน้าเป็นลำดับ ด้วยการบูรณาการองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ร่วมกัน เพื่อหนุนภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมในการลดต้นทุนการนำเข้าสารสกัดที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจากต่างประเทศ ควบคู่ไปการช่วยภาคการเกษตรลดปริมาณวัสดุเหลือทิ้งได้เป็นจำนวนมาก เพียงผ่านกระบวนการนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร อย่าง ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ที่ให้วิตามินซีสูง ฯลฯ มาทดลองสกัด เพื่อค้นหาสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นต้น

ผู้สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ โทรศัพท์ 02-564-4440 ต่อ 2452 หรือฝ่ายประชาสัมพันธ์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ.ศูนย์รังสิต โทรศัพท์ 02-564- 4440-59 ต่อ 2010 เว็บไซต์ www.sci.tu.ac.th

ส้มตำเชียร์ลีดดิ้ง แซ่บเวอร์จนต้องลอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294737

ส้มตำเชียร์ลีดดิ้ง แซ่บเวอร์จนต้องลอง

ส้มตำอมร, ส้มตำอมรอร่อยเว่อร์, ส้มตำเชียร์ลีดดิ้ง

“ส้มตำอมร” รสชาติที่แซ่ปเว่อร์แล้ว พ่อครัวยังแซ่ปอีก เพราะอดีตเป็นถึงนักกีฬาทุนเชียร์ลีดดิ้ง มหาวิทยาลัยรังสิต ที่ใช้ชีวิตโกอินเตอร์มากว่า 8 ปี

       หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบเสิรซ์หาของกินอร่อยๆ ในกรุงเทพฯ “ส้มตำอมร” เป็นหนึ่งชื่อที่ปรากฎให้เห็นกันบนแอพพลิเคชั่นที่คุณค้นหาอย่าง Wongnai หรือรีวิวร้านอาหารต่างๆ อย่างแน่นอน เพราะร้านนี้ไม่ธรรมดา นอกจากรสชาติที่แซ่ปเว่อร์แล้ว พ่อครัวยังแซ่ปอีก เพราะอดีตเป็นถึงนักกีฬาทุนเชียร์ลีดดิ้ง มหาวิทยาลัยรังสิต ที่ใช้ชีวิตโกอินเตอร์มากว่า 8 ปี ก่อนเบนเข็มเปลี่ยนทิศทางมาทำธุรกิจเป็นของตัวเอง

ส้มตำเชียร์ลีดดิ้ง  แซ่บเวอร์จนต้องลอง

      นนทกานต์ ซ้ายกาละคำ หรือ ยอด เจ้าของร้านส้มตำอมร ช่องนนทรี (Somtam Amorn Chongnonsi) ชื่อดังโดนใจทั้งวัยรุ่น วัยทำงาน ตั้งโดนเด่นริมถนนย่านพระราม 3 กรุงเทพฯ ระหว่างเรียนที่มหาวิทยาลัยรังสิตได้มีโอกาสเข้าร่วมแข่งขันกับทีมเชียร์ลีดดิ้งมหาวิทยาลัยรังสิต และคว้ารางวัลต่างๆ อาทิแชมป์รายการ Seacon Square National Cheerleader Contest 2 สมัย แชมป์ รายการ Red Bull Extra Boom แชมป์ รายการ To Be Number One 2 สมัย และด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาขณะเรียนมหาวิทยาลัย

    นอกจากการเรียนอย่างหนัก ประกอบกับมีงานแสดงโชว์ ออกรายการทีวีต่างๆ แต่สามารถเรียนจบได้ภายใน 2 ปี และคว้าปริญญามาครอบครองได้สำเร็จ จากนั้นเริ่มต้นทำงานด้วยการเป็นหนุ่มแบงค์ ทำงานประจำที่ธนาคารแห่งหนึ่งได้ไม่นาน

     จากนั้นก็ค้นหาตัวตนว่าที่เราจบมานั้นเราอยากทำอะไร สุดท้ายได้ไปเป็นโค้ชทีมเชียร์ลีดดิ้งให้กับทีมของมหาวิทยาลัย Nanyang Technological University (NTU) ประเทศสิงค์โปร์ โดยสามารถพาทีมไปแข่งชิงแชมป์ Cheerobics ณ ประเทศญี่ปุ่น และสามารถคว้าแชมป์ 3 ปีซ้อน เรียกว่าสร้างผลงานสร้างชื่อให้กับประเทศสิงคโปร์เป็นอย่างมาก

ส้มตำเชียร์ลีดดิ้ง  แซ่บเวอร์จนต้องลอง

      จากนั้นย้ายมาเป็นโค้ชให้กับทีมเล็กๆ เด็กหอพักของมหาวิทยาลัย National University of Singapore (NUS) โดยยอดสามารถสร้างทีม no-name กลายเป็นทีม well-known สามารถพาทีมเด็กหอพักไปกวาดรางวัลรายการ Asia international cheerleading competition ที่สำคัญคือชนะทีมที่เดิมที่เคยเป็นโค้ชให้ ซึ่งถือว่ากว่า 8 ปีที่ยอดเป็นโค้ชให้กับทีมต่างประเทศและสร้างผลงานได้ดี เป็นบทพิสูจน์ที่มีคุณค่ามาก

     เมื่อชีวิตมีขึ้น ก็ต้องมีลง บนเส้นทางการเป็นโค้ชก็เหมือนวัฎจักร ทีมเก่าไปทีมใหม่มา ถามว่า..เราจะมีพลังเริ่มต้นวัฎจักรแบบนี้ได้นานเท่าไร? ด้วยคำถามที่ผุดขึ้นในใจ ทำให้ยอดเริ่มไตร่ตรองเป้าหมายในชีวิตอีกครั้งว่า ตอนนี้เราต้องการอะไร? ระหว่างทางการคิดไปคิดมาของยอด ก็มีจังหวะเล็กๆที่ไม่น่าเชื่อว่าวันนี้จะกลานเป็นจังหวะที่ใหญ่สำหรับยอด

      เมื่อการกลับบ้านช่วงปิดเทอมของมหาวิทยาลัยในสิงคโปร์ ยอดมีโอกาสมาพักสมองช่วยพี่สาวขายเสื้อผ้าไปพลางๆ ประกอบกับเป็นคนต่างจังหวัดชอบตำส้มตำทานเองกับครอบครัว เลยมีความคิดหารายได้ขำขัน ตั้งโต๊ะขายส้มตำหน้าร้านเสื้อผ้าเล็กๆของพี่สาว 3 ชั่วโมงผ่านไป ไม่มีคนซื้อเลย พี่สาวจึงบอกเทคนิคการตลาด ให้ตำใส่ถาดไว้ให้ลูกค้าที่ผ่านไปผ่านมาชิม เป็นไปตามคาดหมายทุกคนที่ได้ลิ้มชิมรสก็ต้องซื้อกลับกันทุกคน

ส้มตำเชียร์ลีดดิ้ง  แซ่บเวอร์จนต้องลอง

      จนกลายเป็นที่เรื่องลือ คิวยาวเหยียด ขายดิบขายดี ยอดยืนตำส้มตำวันละ 8-9 ชั่วโมง ตรงนี้ทำให้ฉุกคิดว่า นี่เราฝีมือใช้ได้เหมือนกันประกอบกับพี่สาวเล็งเห็นแล้วว่าน่าจะเปิดร้านส้มตำ ไม่ต้องกลับไปทำงานที่สิงคโปร์

    ชีวิตยอดถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง กับการตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาเปิดร้านส้มตำ ที่ชื่อว่า “ส้มตำอมร” ซึ่งเป็นชื่อแม่ของยอดเอง ทุกอย่างเกิดคาดมากเพียง 5 เดือนของการเปิดร้านเท่านั้น ทั้งลูกค้าเดิมก็ตามหา ลูกค้าใหม่ก็ติดใจ จากตั้งโต๊ะขายหน้าร้านเสื้อผ้าของพี่สาวก็ย้ายมาเช่าห้องแถวเปิดร้านจริงจัง

     วันนี้ “ส้มตำอมร” ของยอด มาไกลมาก ด้วยรสชาติที่อร่อยเหาะ เมนูส้มตำแบบต้นตำรับชาวอีสานแท้ๆ ผสมกับการคิดเมนูขึ้นมาใหม่ของยอดเอง รวมถึงวัตถุดิบที่คัดสรรชนิดที่เรียกว่าคุณภาพ คืนกำไรให้ผู้บริโภค เป็นที่ถูกปากถูกใจของคนทุกเพศทุกวัย

ส้มตำเชียร์ลีดดิ้ง  แซ่บเวอร์จนต้องลอง

     จนกลายเป็นการตลาดแบบปากต่อปากนี่เองทำให้ผู้คนต่างผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามารับประทานส้มตำที่ร้านจนต้องจองคิวล่วงหน้าก่อนมารับประทาน และเป็นอย่างนี้ทุกวันตั้งแต่เปิดร้านจนมาได้ระยะเวลากว่า 1 ปี 9 เดือน

     ปัจจุบันส้มตำอมร เป็นที่รู้จักทั้งในกรุงเทพฯและปริมณฑลจาก App รีวิวอาหารอย่าง Wongnai, Google รีวิวกระทู้ต่างๆ มากมาย ลูกค้าสามารถสั่งอาหารออนไลน์ผ่าน Lineman, GapGuide, Uber เป็นต้น

    นอกจากนี้ ในอนาคตเราจะได้เห็นการขยายธุรกิจของร้านส้มตำอมร อาทิ ผลิตภัณฑ์น้ำปลาร้าทำเอง ภายใต้แบรนด์ ตุ๊ดตำ (TUDTAM) แอพลิเคชั่นสั่งอาหารที่จะมีในร้านส้มตำอมรเป็นที่แรก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาให้สมบูรณ์ใช้งานได้ต่อไป

ตั้งก.การอุดมศึกษา เตรียมรวมงานวิจัยเข้าร่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294694

ตั้งก.การอุดมศึกษา เตรียมรวมงานวิจัยเข้าร่วม

หมออุดม, กการอุดมศึกษา, ศนพจรัส

หมออุดม เผยจัดตั้งก.การอุดมศึกษาเตรียมรวมงานวิจัยเข้าร่วม สอดคล้องไทยแลนด์ 4.0 “ศ.นพ.จรัส” เป็นประธานปรับปรุงร่าง ย้ำพร้อมรับฟังความคิดเห็นทุกฝ่าย

       ศ.นพ.อุดม คชินทร ประธานคณะทำงานเตรียมการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา เปิดเผยว่า จากการหารือร่วมกับ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา ซึ่งรองนายกฯ ให้ข้อเสนอแนะว่า ควรรวมงานวิจัยเข้ามาร่วมด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการผลักดันประเทศไทย 4.0 ซึ่งที่ประชุมได้ขอให้ ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา เป็นประธานปรับปรุงร่างกฎหมายที่รวมงานวิจัยเข้ามาด้วย และเสนอกลับมาที่คณะทำงานเตรียมการจัดตั้งฯ โดยเร็วที่สุด เนื่องจากรองนายฯให้เวลา 3สัปดาห์ ซึ่งศ.นพ.จรัส ได้ตั้งอนุกรรมการเฉพาะกิจขึ้น โดยจะมีการประชุมวันที่7ก.ย.นี้ที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ซึ่งคาดว่าน่าจะมีข้อสรุปเรื่องงานวิจัย

ศ.นพ.อุดม กล่าวต่อไปว่า สำหรับกรณีที่นักวิชาการและภาคเอกชนบางสวนไม่เห็นด้วยกับการตั้งกระทรวงการอุดมฯ เนื่องจากจะเป็นการนำมหาวิทยาลัยที่เป็นอิสระอยู่แล้วเข้ามาอยู่ในระบบราชการนั้นคณะทำงานฯรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วน ซึ่งคณะทำงานฯ ยอมรับว่ากังวลมากเรื่องที่จะถูกควบคุมจากรมต.ที่มาจากการเมือง ซึ่งเคยเห็นตัวอย่างทั้งที่เข้าใจและไม่เข้าใจมหาวิทยาลัยมาแล้ว จึงพยายามออกแบบอำนาจของรมต.  โดยต้องสั่งการผ่านคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ไม่สามารถสั่งการถึงมหาวิทยาลัยได้โดยตรง ส่วนการเป็นส่วนราชการนั้น ร่างกฎหมายกำหนดส่วนราชการของกระทรวงการอุดมฯมีเพียง3ส่วนคือ สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง และสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่เป็นส่วนราชการ ซึ่งได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฎ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ซึ่งอนาคตหากมีความพร้อมและความต้องการก็เป็นมหาวิทยาลัยอิสระได้

“คณะทำงานคำนึงถึงทุกภาคส่วน และพวกเราส่วนใหญ่ก็มาจากมหาวิทยาลัยซึ่งรู้ปัญหาของมหาวิทยาลัยเป็นอย่างดี เราจะไม่เพิ่มอะไรให้มาบีบรัดการทำงานของเราหรือทำให้แย่ลงและยืนยันว่าเราจะไม่มีเจ้านายมาคุมมหาวิทยาลัยเพิ่มแน่นอน”ศ.นพ.อุดม กล่าว