ชงงดรับนศ.ใหม่อุเทน-ปทุมวันแก้ตีกันคาด4ปีปิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294677

ชงงดรับนศ.ใหม่อุเทน-ปทุมวันแก้ตีกันคาด4ปีปิด

ชงปิดอุเทน-ปทุมวันแก้ตีกัน

เสนอแก้อุเทน-ปทุมวันตีกัน งดรับศึกษาเข้าใหม่ทุกระดับชั้น เริ่มปีการศึกษา2561 นี้ คาดไม่เกิน 4 ปีการศึกษาก็สิ้นสุดบัณฑิตของทั้งสองสถาบัน

       เมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา ร.ต.ประพาส ลิมปะพันธ์ ได้ทำหนังสือเสนอแนวทางการแก้ปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย กับสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันอย่างยั่งยืน ถึง หม่อมหลวงปนัดดา ดิสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษา โดยให้สถาบันทั้งสองแห่งงดรับนักศึกษาปี 1 ของทุกระดับการศึกษา ตั้งแต่ปีการศึกษา 2561 เป็นต้นไป หรือเร็วที่สุดที่สามารถดำเนินการได้

       และย้าย ครู อาจารย์ และบุคลากร ของสถาบันทั้งสองจำนวนที่เกินความจำเป็นในการดำเนินการเรียนการอสอนในระดับชั้นปีที่ยังคงเปิดการเรียนการสอนอยู่ให้บ้าไปปฏิบัติหน้าที่ในสถาบันการศึกษาอื่นที่ต้องการบุคลากรเพิ่ม และให้ดำเนินการโยกย้ายต่อเนื่องจนกว่าสิ้นสุดบัณฑิตรุ่นสุดท้ายของสถาบัน โดยในระยะเวลาไม่เกิน 4 ปีการศึกษา หรืออาจจะมากกว่านั้นเล็กน้อยก็สิ้นสุดบัณฑิตของทั้งสองสถาบัน จะไม่มีนักศึกษาที่จบจากสถาบันทั้งสองนี้อีก

ชงงดรับนศ.ใหม่อุเทน-ปทุมวันแก้ตีกันคาด4ปีปิด

       ในส่วนของอาคารสถานที่ของสถาบันคู่อริใจกลางกรุงเทพมหานคร ควรพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม และลบล้างความทรงจำที่ไม่ดีในอดีตของสถาบันทั้งสอง โดยที่ตั้งของสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยเขตอุเทนถวาย ควรยกให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำไปพัฒนาเป็นอาคารเพื่อการเรียนการสอนต่อไป ซึ่งทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเคยขอพื้นที่คืน และในส่วนของสถานที่ของสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ก็จัดให้โรงเรียนสตรีในย่านใกล้เคียงที่ต้องการขยายวิทยาเขตเข้ามาดำเนินการ

       ทั้งนี้เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา “ดร.สุภัทร จำปาทอง” ได้ส่งมอบหนังสือดังกล่าวให้ประธานสภามหาวิทยาลัยทั้ง 2 แห่งได้พิจารณาเรียบร้อยเมื่อวันที่ 24 ส.ค.เนื่องจากเป็นอำนาจของสภามหาวิทยาลัยจะดำเนินการ

       เลขาธิการคณะกรรรมการการอุดมศึกษา กล่าวว่าการเสนอให้มีการงดรับนักศึกษา หรือปิดสถาบันการศึกษาทั้ง 2  แห่งเพื่อแก้ไขปัญหาทะเลาะวิวาท เป็นสิทธิที่สามารถทำได้ แต่ต้องให้สภามหาวิทยาลัยเป็นผู้ดำเนินการ เพราะมีอำนาจตามกฏหมาย

ชงงดรับนศ.ใหม่อุเทน-ปทุมวันแก้ตีกันคาด4ปีปิด

       “ใครจะเสนออะไรก็เสนอได้ แต่การดำเนินการต้องเป็นไปตามกฏหมาย เป็นขั้นตอนที่กำหนดให้สภามหาวิทยาลัยแต่ละแห่งเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งผมได้ส่งเรื่องไปให้แล้ว ต้องไปถามทางสภามหาวิทยาลัยว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ”เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา กล่าว

       ทั้งนี้ในหนังสือของ ร.ต.ประพาส ระบุด้วยว่าการทะเลาะวิวาทระหว่างสองสถาบันมีมาตลอดระยะเวลา 40 ปี แต่ละครั้งมีเหตุผลเดียวคือ การไม่พอใจ อิจฉา ล้างแค้น และเอาคืนเพื่อแสดงอำนาจที่เหนือว่าที่เรียก “มีแค้นต้องชำระ” ส่วนหนึ่งมาจากค่านิยมในสถาบันที่ได้รับการบ่มเพาะของนักศึกษารุ่นพี่ๆ และครูอาจารย์ที่เคยเป็นรุ่นพี่มาก่อน

       ปัจจุบันการทะเลาะวิวาทได้พัฒนาเครื่องทุ่นแรงมาเป็นอาวุธปืน มีด และระเบิดทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายมากบ้างน้อยบ้าง ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงประเทศชาติ บรรยากาศการลงทุนและนักท่องเที่ยวย่านธุรกิจการค้าสยามสแควร์ ประตูน้ำ อนุสาวรีย์ ที่เป็นอัตลักษณ์ย่านสำคัญของกรุงเทพ

       ถึงเวลาแล้วที่จะต้องได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังยั่งยืน รัฐบาลที่ผ่านมาได้แก้ปัญหาให้นักศึกษาทั้งสองสถาบันที่ทะเลาะวิวาทกันเ้ข้ารับการอบรมใช้ชีวิตอยู่ในค่ายทหารด้วยกัน ได้ผลบ้างในระยะสั้นๆ หากต้องการแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทในย่านปทุมวันนี้ ควรที่จะมีการดำเนินการอย่างเด็ดขาด ด้วยวิธีการละมุนละม่อมโดยใช้ระยะเวลาเป็นตัวกำหนดการสิ้นสุดสงตรมแห่งศักดิ์ศรีของทั้งสองสถาบัน โดยกำหนดให้ยุบสลายคู่กรณีทั้งสองฝ่าย ความแค้นทั้งหลายก็จะหายไป คงเ้หลือเพียงชื่อเสียงที่ดีของทั้งสองสถาบันที่จะคงอยู่ในความทรงจำของประชาชนตลอดไป

ชงงดรับนศ.ใหม่อุเทน-ปทุมวันแก้ตีกันคาด4ปีปิด

       ด้านนาย จรูญ ชูลาภ นายกสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน กล่าวว่าได้รับข้อเสนอดังกล่าวแล้วแต่ยังไม่ได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าพิจารณาในสภาสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน แต่อย่างใด การเสนอความเห็นต่างๆเป็นสิทธฺที่ทุกคนทำได้ แต่การนำไปปฏิบัติไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ ต้องพิจารณารอบคอบหลายๆด้าน

       จริงๆแล้วปัจจุบันนี้ ทั้งสองสถาบันต่างตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแก้ไขปัญหานี้ีร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ครูอาจารย์ และฝ่ายอื่นๆในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง แล้ว มั่นใจว่าในพื้นที่ส่วนกลางที่ใกล้ที่ตั้งทั้งสองไม่น่าจะมีปัญหาในการเฝ้าระวัง แต่เป็นห่วงพื้นที่รอบนอกมากกว่า หากเด็กมีปัญหาขัดแย้งกันก็อาจจะเกิดการทะเลาะวิวาทได้หากพวกเขาไปเจอกันตามพื้นที่รอบนอก

       ด้าน ผศ.สืบพงษ์ ม่วงชู ที่ปรึกษาอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาเด็กที่ทะเลาะวิวาท สามารถทำได้ด้วยการเข้มงวดในระเบียบและกฏหมาย ซึ่งในปี 2553 ได้เคยดำเนินการมาแล้วได้ผลไม่มีปัญหาเด็กตีกัน ด้วยการขอความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากพบเด็กกระทำความผิดก็ลงโทษตามกฏหมาย จับดำเนินคดี

       ส่วนของอาจารย์ของแต่ละสถาบันหากพบว่าไม่เอาใจใส่ไม่สอดส่องดูแล ปล่อยปละละเลยนักเรียน ผู้บังคับบัญชาต้องโทษทางวินัยให้เด็ดขาด เชื่อว่าเมื่อทุกฝ่ายทำตามหน้าที่ของตนเองอย่างเข็มงวดแล้ว ปัญหาทะเลาะวิวาทก็จะหมดไป

       “เด็กตีกัน มีความผิดตำรวจก็จับ อาจารย์ไม่เอาใจใส่นักเรียนปล่อยให้มีเรื่องกันก็โดนลงโทษทางวินัย เมื่อทุกฝ่ายใช้เครื่องมือที่ตนเองมีอย่างเต็มที่แล้วเชื่อว่าจะแก้ปัญหาดังกล่าวได้” ผศ.สืบพงษ์ กล่าว

อ้วนอยากผอมผ่าตัดกระเพาะช่วยได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294676

อ้วนอยากผอมผ่าตัดกระเพาะช่วยได้

รพ.กรุงเทพ ระดมทีมศัลยแพทย์ยดูแลผู้ป่วยโรคอ้วน เสนอเทคนิคการผ่าตัดส่องกล้องลดขนาดกระเพาะอาหาร ช่วยลดเสี่ยงโรค ลดน้ำหนัก ให้คนไข้กลับมามีสุขภาพดี มีความสุข

               รศ.นพ.สุเทพ อุดมแสวงทรัพย์ ศัลยแพทย์ส่องกล้องและการผ่าตัดโรคอ้วน ศูนย์ศัลยกรรม โรงพยาบาลกรุงเทพ แถลงข่าวการผ่าตัดส่องกล้องลดขนาดกระเพาะอาหาร เพื่อรักษาโรคอ้วน ว่า   “โรคอ้วน” ภาวะที่ร่างกายมีไขมันสะสมในส่วนต่างๆของร่างกายเกินปกติ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงหรือสาเหตุให้เกิดโรคต่างๆที่ส่งผลถึงสุขภาพ อาจเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้ ปัจจุบันมีผู้ป่วยที่เข้าข่ายโรคอ้วนจำนวนมากขึ้น อีกทั้งโรคนี้เกิดขึ้นได้กลับทุกคน จากการรับประทานอาหารในปริมาณที่เกินความต้องการและขาดการออกกำลังกาย หรือการป่วยโรคแทรกซ้อนต่างๆก็เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อ เช่น โรคเบาหวาน โรคเส้นเลือดสมองอุดตัน หยุดหายใจขณะนอนหลับ ฯลฯ หรือเกิดจากยีนและความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ อย่างไรก็ตาม ผู้มีภาวะโรคอ้วน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีค่าดัชนีมวลกายไม่เกิน 32.5 ใช้วิธีคุมปริมาณอาหาร ลดแป้ง น้ำตาล ไขมัน และกลุ่มที่มีดัชนีมวลกายมากกว่า 32.5 ขึ้นไปและมีโรคแทรกซ้อน

อ้วนอยากผอมผ่าตัดกระเพาะช่วยได้

สาธิตการใช้อุปกรณ์

ทั้งนี้ ในทางการแพทย์มีวิธีลดน้ำหนักด้วยการผ่านส่องกล้องแบบ  Minimally Invassive Surgery คือ “การผ่าตัดส่องกล้องลดขนาดกระเพาะอาหาร” เพื่อลดขนาดกระเพราะอาหารและการดูดซึม แผลมีขนาดเล็กคนไข้จะฟื้นตัวได้เร็ว ซึ่งเทคโนโลยีนี้ช่วยให้คนโรคอ้วนลดน้ำหนักได้ดีขึ้น ผ่าตัดส่องกล้องเพื่อรักษาผู้ป่วยโรคอ้วนผ่าตัดเข้าไปเพื่อจัดการกับกระเพาะอาหารเพื่อปรับและเปลี่ยนขนาดกระเพราะอาหารให้มีขนาดเล็ก

โดยวิธีการผ่าตัดส่องกล้องลดขนาดกระเพาะมี 3 วิธี ได้แก่ คือ 1.การใส่หูรูดรัดกระเพาะ (Laparoscopic Gastric banding) เป็นการนำซิลิโคนรัดบริเวณส่วนต้นของกระเพราะอาหารให้มีขนาด 30 ซีซี ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วเพราะกระเพาะเล็กลง ไขมันที่ห่อหุ้มกระเพาะจะหายไป คนไข้ทานได้เกือบปกติ น้ำหนักจะลดลง 60% ของน้ำหนักส่วนเกิน ซึ่งวิธีนี้ไม่เหมาะกับคนที่อ้วนมากๆและต้องดูแลหลังการผ่าตัดใกล้ชิด คนไข้ต้องมีวินัยสูงในการรับประทานอาหารหลังการผ่าตัดอย่างมีกำหนด

อ้วนอยากผอมผ่าตัดกระเพาะช่วยได้

ทีมศัลยแพทย์ รพ.กรุงเทพ ดูแลการผ่าตัดส่องกล้องลดขนาดกระเพราะอาหาร

2.การผ่าตัดกระเพาะแบบบายพาส (Laparoscopic REY Bypass Gastrectomy) ใช้วิธีการสอดกล้องทำการผ่าตัดผ่าแผลขนาดเล็กบริเวณหน้าท้อง จากนั้นแพทย์จะทำการสอดใส่เครื่องมือเข้าไป ทำการผ่าตัดกระเพาะให้เล็กลงเป็นกระเปาะและตัดลำไส้บายพาส 150 เซนติเมตร แล้วนำเอามาต่อกระเปาะและไปเชื่อมกับกระเพาะอาหารลำไส้ส่วนแรกไป (บายพาส) มาต่อกับลำไส้ส่วนที่สอง การผ่าตัดวิธีนี้คนไข้ต้องเคี้ยวอาหารให้ละเอียดที่สุด เพราะอาหารไม่ผ่านการย่อยในกระเพาะ

และ 3.การผ่าตัดส่องกล้องลดขนาดกระเพาะอาหารแบบสลีฟ (Laparoscopic Sleeve Gastrectomy – LSG) วิธีนี้เหมาะกับคนไข้ที่มีดัชนีมวลกายประมาณ 35 ขึ้นไปและมีโรคแทรกซ้อนมากกว่า 2 โรคขึ้นไปเป็นการผ่าตัดเพื่อนำกระเพาะออกไปประมาณ 80% รวมส่วนที่ผลิตฮอร์โมนที่ควบคุมความหิว จะตัดกระเพาะให้เป็นรูปท่อเรียวเหมือนกล้วยหอม มีความกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร มีความจุ 150 ซีซี คนไข้จะทานได้น้อยลง วิธีนี้สามารถลดน้ำหนักได้มากถึง 40-60% จากน้ำหนักตั้งต้น

อ้วนอยากผอมผ่าตัดกระเพาะช่วยได้

รศ.นพ.สุเทพ อุดมแสวงทรัพย์ (ซ้าย) กระเพาะขนาดปกติ (ขวา) กระเพาะที่ผ่าตัดลดขนาด

รศ.นพ.สุเทพ กล่าวต่อไปว่า ขั้นตอนการผ่าตัดแบบสลีฟจะใช้วิธีการส่องกล้อง มีแผลขนาดเล็ก 0.5 เซนติเมตร ประมาณ 3-4 รูเล็กๆเป็นการผ่าตัดแผลเล็ก เจ็บน้อย การผ่าตัดไม่ยุ่งยากซับซ้อน ผลการผ่าตัดใกล้เคียงกับวิธีการผ่าตัดแบบบายพาส คนไข้ดูแลตนเองหลังผ่าตัดไม่ยุ่งยาก ประสบภาวะขาดสารอาหารหลังผ่าตัดน้อยกว่า ทั้งนี้ การผ่าตัดแบบสลีฟแพทย์ผู้ผ่าตัดต้องมีความเชี่ยวชาญพิเศษ ในการวัดขนาดกระเพาะอาหารที่เหมาะสม ซึ่งประโยชน์ของการผ่าตัดรูปแบบนี้จะช่วยให้กระเพาะอาหารเล็กลง คนไข้รับประทานอาหารได้น้อยลงโดยไม่รู้สึกหิว รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น ช่วยจำกัดปริมาณการบริโภคอาหารนำไปสู่การลดน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพ

“อายุที่ของคนไข้ที่เหมาะสมกับการผ่าตัดอายุไม่น้อยกว่า 16 ปีและไม่เกิน 65 ปี ส่วนระยะเวลาที่ใช้ในการผ่าตัดประมาณ 1 ชั่วโมงคนไข้ต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล 2-3 วันจากนั้นกลับไปพักรักษาตัวที่บ้านประมาณ 1 สัปดาห์ จุดเด่นของการผ่าตัดส่องกล้องลดขนาดกระเพราะอาหารของโรงพยาบาลกรุงเทพ นั้น คือการรวมทีมศัลยแพทย์มาดูแลคนไข้โรคอ้วน โรคแทรกซ้อนให้ได้รับการรักษาใกล้ชิดทั้งการฟื้นฟูร่างกาย สภาพจิตใจตั้งแต่ก่อนเริ่มผ่าตัด ระหว่างผ่าตัด และหลังการผ่าตัด ทั้งนี้ คนไข้ที่รับการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะ แต่สำคัญ ต้องมีวินัยในการดูแลตนเองด้วยเพื่อให้ห่างไกลจากโรค และกลับมามีสุขภาพที่ดี”

อ้วนอยากผอมผ่าตัดกระเพาะช่วยได้

ด้าน พญ.สุภัค กาญจนาภรณ์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู กล่าวว่า คนไข้ที่จะรับการผ่าตัดส่องกล้องลดขนาดกระเพราะ ก่อนผ่าตัดต้องเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพทางกาย 2 สัปดาห์ เช่น ฝึกควบคุมการหายใจ ขับเสมหะป้องกันภาวะแทรกซ้อนระหว่างการผ่าตัด โดยต้องระวังการออกกำลังกายที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บของข้อต่อและกล้ามเนื้อ ต้องเลือกรูปแบบออกกำลังกายเหมาะสม เช่น การปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ แอโรบิค ส่วนหลังผ่าตัด ในช่วง แรกยังไม่สามารถออกกำลังกายหนักมากและไม่ออกกำลังที่เกร็งกล้ามเนื้อท้อง แต่สามารถออกด้วยวิธีการเดินหรือบริหารทุกส่วน และค่อยqเพิ่มหลังผ่านพ้นช่วง 3-4 สัปดาห์ ทั้งนี้ ระยะยาว 3 เดือนเชื่อเปลี่ยนพฤติกรรม ทำให้คนไข้ติดการออกกำลังกายและออกกำลังกายด้วยตนเอง

อ้วนอยากผอมผ่าตัดกระเพาะช่วยได้

ขณะที่ พญ.วีรนุช โรจน์ยินดีเลิศ อายุรแพทย์ด้านโภชนาการ กล่าวว่า การดูแลทางด้านโภชนาการก่อนผ่าตัดใช้เทคนิดง่ายสุดคือ  2:1:1 หรือ ผัก 2 ส่วน แป้ง 1 ส่วน โปรตีน 1 ส่วน ในการรับประทานอาหารซึ่งคนไข้ไม่จำเป็นต้องนับแคลลอรี สามารถทานได้อิ่มเหมือนเดิมแต่ได้สารอาหารครบถ้วน จากนั้นหลังผ่าตัด ช่วงแรกจะงดอาหารเหลว 1-3 สัปดาห์ จากนั้นทานปกติเน้นการนับคำ 5-6 คำอิ่มโดยต้องทานโปรตีนในจากให้หมดก่อนเสมอ อาหารที่เป็นคำ อย่างไรก็ตาม คนไข้ที่ผ่าตัดแล้วต้องระวังภาวะการขาดน้ำ เนื่องจากหลังรับประทานอาหารต้องเว้นช่วงการดื่มน้ำ 30-45 นาที ในแต่ละวันจะเน้นดื่มน้ำน้อยแต่จิบบ่อยๆ ที่สำคัญต้องงดเครื่องดื่มชา กาแฟ และเพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดสารอาหารก็ต้องรับวิตามินเสริม เช่น วิตามินรวม แคลเซียม เป็นต้น โดยการดูแลโภชนาการจะต้องทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกายและติดตามภาวะแทรกซ้อน

สมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ หนุนฝ่ายบริหารจุฬา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294657

สมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ หนุนฝ่ายบริหารจุฬา

สมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ หนุนฝ่ายบริหารจุฬา

สมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ แสดงจุดยืน หนุนการดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้องของฝ่ายบริหารจุฬาฯกรณีเกิดความไม่เรียบร้อยในพิธีถวายสัตย์

      นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี นายกสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า จากเหตุการณ์ความไม่เรียบร้อยในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนของนิสิตชั้นปีที่ 1  เมื่อวันที่ 3  สิงหาคม 2560  และคณะกรรมการส่งเสริมวินัยนิสิตได้ดำเนินการตามขั้นตอนตามระเบียบที่มีใช้บังคับอยู่แล้ว และได้พิจารณาลงโทษทางวินัยนิสิตด้วยการตัดคะแนนตามหลักเกณฑ์ จนเป็นผลทำให้นิสิตดังกล่าวบางคนที่มีสถานะเป็นสมาชิกสภานิสิต ขาดคุณสมบัติจนพ้นสภาพจากการเป็นสมาชิกสภานิสิตนั้น

     สมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ โดยกรรมการอำนวยการ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนของนิสิตเก่าทุกคณะ ทุกภูมิภาค ได้รับทราบข้อเท็จจริงและเห็นว่าเป็นการดำเนินการที่รอบคอบ เป็นธรรม และเป็นไปตามระเบียบของมหาวิทยาลัย จึงขอแสดงจุดยืนสนับสนุนการดำเนินการของฝ่ายบริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

​            “สมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ ขอเป็นกำลังใจให้ฝ่ายบริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการแก้ปัญหาที่มีความละเอียดอ่อนนี้ เพื่อร่วมกันรักษาชื่อเสียง ขนบธรรมเนียมประเพณี และระเบียบวินัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคมต่อไป” นายสหรัฐ กล่าว

แผ่นพับที่ระลึกงานพระราชพิธีฯพกพาง่ายใส่กรอบบูชาได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294632

แผ่นพับที่ระลึกงานพระราชพิธีฯพกพาง่ายใส่กรอบบูชาได้

คืบหน้าจัดพิมพ์หนังสือที่ระลึกและจดหมายเหตุงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงในหลวงร.9 ระบุจัดทำแผ่นพับ 3 รูปแบบภาษาไทย-อังกฤษแจกประชาชน-ทูต เน้นพกพาง่ายใส่กรอบบูชา

      เมื่อวันที่ 6 ก.ย.60- ที่หอสมุดแห่งชาติ  นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการฝ่ายจัดทำหนังสือที่ระลึกและจดหมายเหตุงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่า ที่ประชุมมีมติรับทราบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพิ่มเติม 2 ชุด ได้แก่ ชุดแรก คณะอนุกรรมการจัดทำหนังสือจดหมายเหตุงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ฉบับประชาชน และชุดสอง คณะอนุกรรมการจัดทำแผ่นพับที่ระลึกเนื่องในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เพิ่มเติม

ทั้งนี้ ความคืบหน้าการจัดทำหนังสือที่ระลึก10 รายการ ประกอบด้วย จดหมายเหตุงานพระราชพิธีฯ  6 รายการ หนังสือที่ระลึก 3 รายการ  และแผ่นพับที่ระลึก 1 รายการนั้น ในส่วนจดหมายเหตุงานพระราชพิธีฯอยู่ระหว่างบันทึกเหตุการณ์ และรวบรวมข้อมูลเอกสาร แบ่งเป็น เบื้องต้นบันทึกได้ 254 ครั้ง เรียบเรียงเหตุการณ์เสร็จแล้ว 2,185 หน้า ส่วนจดหมายเหตุฯฉบับประชาชน อยู่ระหว่างการจัดทำต้นฉบับ คืบหน้า 30% เพิ่มเติมเนื้อหาความรู้สึกประชาชนและจิตอาสา ขณะที่จดหมายเหตุฯฉบับสื่อมวลชน แบ่งเป็นฉบับสื่อมวลชนไทย และสื่อมวลชนต่างประเทศ อยู่ระหว่างการขออนุญาต ใช้ข้อมูลข่าวจากสำนักพิมพ์ต่างๆ ของสื่อไทยจำนวน 14 ฉบับ สำหรับการคัดเลือกเอกสารข่าวของต่างประเทศ ได้ประสานกระทรวงการต่างประเทศ ช่วยตรวจสอบและแปลข่าว ที่ตีพิมพ์ของแต่ละประเทศ และมอบหมายกรมศิลปากรประสานกับกระทรวงการต่างประเทศ ในการรวบรวมข่าวของประเทศต่างๆ เพิ่มเติม

นายวีระ กล่าวต่อไปว่า บทกวีนิพนธ์โครงการกานท์กวีคีตการปวงประชาน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้คัดเลือกร้อยกรองของประชาชนจาก 1 หมื่นบท เหลือ 189 บท จัดพิมพ์เป็นหนังสือ ชื่อ “พระเสด็จสู่ฟ้า ราษฎร์ล้วนอาลัย” ภาพประกอบอยู่ระหว่างการคัดเลือก  สำหรับหนังสือและซีดีบทเพลงแสดงความอาลัยดำเนินการคัดเลือกบทเพลงที่มีความไพเราะ เหมาะสม โดยแยกเป็น เพลงไทยลูกทุ่ง 99 บทเพลง และเพลงไทยสากล 99  บทเพลง เพื่อนำมาจัดทำหนังสือและซีดีบทเพลง โดยใช้ชื่อว่า บทเพลงจากดวงใจแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 “พระผู้สถิตในหทัยราษฎร์” จดหมายเหตุฉบับวีดิทัศน์ “ทรงสถิตย์ในดวงใจไทยนิรันดร์” แล้วเสร็จ 9 ตอน สามารถรับชมได้ที่เว็บไซด์ของ วธ.

หนังสือพระเมรุมาศสมัยรัตนโกสินทร์  ต้นฉบับเสร็จเรียบร้อย เป็นข้อมูลของพระเมรุมาศสมัยรัตนโกสินทร์ 13 พระองค์ โดยเพิ่มเติมเนื้อหาเกี่ยวกับพระเมรุมาศในสมัยอยุธยา และหนังสือพระเมรุในรัชสมัยพระบาทสมเด็จหนังสือพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รวบรวมข้อมูล ได้แล้ว 63 พระองค์

สำหรับหนังสือเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศงานพระบรมศพฯมีเนื้อหาเกี่ยวกับเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ อาทิ ราชรถ ราชยาน พระยานมาศ ริ้วขบวนพยุหยาตรา ต้นฉบับเสร็จแล้ว 30% และหนังสือ “นวมินทราศิรวาทราชสดุดี” ร้อยกรองเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ประสานเรียนเชิญกวี 9 ท่านร่วมรังสรรค์กวีนิพนธ์ โดยนำข้อความจากพระบรมราโชวาทและกระแสพระราชดำรัสที่ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานในโอกาสต่าง ๆ ประกอบด้วยหัวข้อในการประพันธ์  9 หัวข้อ ต้นฉบับเสร็จสมบูรณ์แล้ว อยู่ระหว่างการจัดพิมพ์

ในส่วนข้อมูลแผ่นพับที่ระลึกทั้ง 3 รูปแบบ ดำเนินการออกแบบแล้วเสร็จแล้ว โดย ดร.ยอดขวัญ สวัสดี รองคณบดี  ฝ่ายวิชาการและอาจารย์ประจำภาควิจัยออกแบบเครื่องประดับ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จัดพิมพ์ทั้งหมด 10.3 ล้านฉบับ แบ่งเป็น ฉบับภาษาไทย 10.2 ล้านฉบับ ภาษาอังกฤษ 1 แสนฉบับ โดยรูปแบบที่ 1,2 มีเนื้อหาเดียวกัน 8 หัวข้อ ได้แก่ พระราชประวัติจอมกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่    พระปรีชาเกริกไกรไปทั่วหล้า พระราชกรณียกิจเพื่อปวงประชา พระราชดำริพัฒนาเทิดถาวร พระเกียรติยศปรากฏทั่วสากล ดิเรกดลถวายพระเพลิงเถกิงนุสรณ์ พระเมรุมาศสูงส่งอลงกรณ์ และเจิดกำจร กำหนดการพระราชพิธี โดยแบบแรกจัดพิมพ์ภาษาไทย จำนวน 9.6 ล้านแผ่น แจกจ่ายผู้เข้าร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่วนแบบที่ 2 เป็นฉบับภาษาอังกฤษ จัดพิมพ์ 1 แสนแผ่น แจกจ่ายแก่คณะทูตานุทูตและชาวต่างชาติ

ส่วนแบบที่ 3 มีเนื้อหาเกี่ยวกับพระราชประวัติ ทศพิธราชธรรม พระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ ราชรถ พระยานมาศ และซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ จัดพิมพ์จำนวน 6 แสนแผ่น แจกจ่ายในงานนิทรรศการ ณ บริเวณ ท้องสนามหลวง ภายหลังงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ      ระหว่างวันที่ 1-30 พฤศจิกายน 2560

“แผ่นพับที่ระลึกทั้ง 3 รูปแบบ ออกแบบให้มีขนาดพกพาได้สะดวก เหมาะสมสำหรับการนำไปใส่กรอบเพื่อบูชา และได้นำเทคโนโลยีดิจิทัล เออาร์โค้ด (AR – Augmented Reality) หรือ เทคโนโลยีความเป็นเสมือนจริง มานำเสนอเนื้อหาผ่านแอปพลิเคชั่นบน Smart Phone หรือ Tablet โดยมี 2 รูปแบบ ดังนี้ 1. แอปพลิเคชั่น ชื่อ แซปป้า (Zappar) เข้าชมข้อมูล อาทิ วีดิทัศน์สารคดี “ทรงสถิตในดวงใจไทยนิรันดร์” หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (eBook) ประมวลภาพเหตุการณ์งานพระบรมศพฯ รวมทั้งข้อมูลแผ่นพับที่ระลึกฉบับดิจิทัลทั้ง 3 รูปแบบ และแอปพลิเคชั่นชื่อ ARZIO เพื่อสแกนแผ่นพับ ที่ระลึกชมภาพ พร้อมเสียงประกอบ รวมทั้งภาพพระเมรุมาศ 3 มิติ

อ.ดราม่าถวายสัตย์จุฬาฯออกจากผช.อธิการบดีแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294629

อ.ดราม่าถวายสัตย์จุฬาฯออกจากผช.อธิการบดีแล้ว

อาจารย์ที่ล้อคคอลาออกจากผู้ช่วยอธิการบดีแล้ว, ดราม่าจุฬารับน้อง, ดราม่าถวายสัตย์

จุฬาฯชี้แจงดราม่าถวายสัตย์ขอรับรองว่าการพิจารณาทางวินัยของกลุ่มนิสิตดังกล่าว เป็นไปตามขั้นตอน และกฎ ระเบียบตามปกติของมหาวิทยาลัย แจงอาจารย์ที่ล็อคคอนิสิตลาออกแล

 

     เนื่องจากมีข้อเขียนและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในสื่อไทยและต่างประเทศเกี่ยวกับคำตัดสินลงโทษทางวินัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยต่อกลุ่มนิสิตที่มีพฤติกรรมอันก่อให้เกิดความไม่เรียบร้อยในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนของนิสิตชั้นปีที่หนึ่งเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ.2560 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขอขอบคุณสื่อมวลชนที่ให้ความสนใจกับกิจการภายในของจุฬาฯ แต่ขออนุญาตอธิบายชี้แจงข้อมูลบางประการเพื่อให้พิจารณาเพิ่มเติมดังต่อไปนี้

    ประการแรก ในกรณีการลงโทษทางวินัยอื่นๆที่ผ่านมา จุฬาฯ มิได้เปิดเผยรายละเอียดคำตัดสินลงโทษต่างๆ ด้วยเกรงว่าจะส่งผลต่ออนาคตของนิสิตที่ถูกลงโทษ แต่ปรากฏว่าในกรณีนี้มีการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นเท็จและบิดเบือนในสื่อต่างๆ ดังนั้นมหาวิทยาลัยจึงจำเป็นต้องแถลงให้ทราบถึงข้อมูลที่ถูกต้อง โดยละเว้นการเปิดเผยรายชื่อของนิสิตที่เกี่ยวข้อง

       ประการที่สอง จุฬาฯขอรับรองว่าการพิจารณาทางวินัยของกลุ่มนิสิตดังกล่าว เป็นไปตามขั้นตอน และกฎ ระเบียบตามปกติของมหาวิทยาลัย ซึ่งระเบียบทางวินัยเช่นนี้มีในทุกมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก คณะกรรมการส่งเสริมวินัยนิสิตมีกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการพิจารณาที่เป็นอิสระ และดำเนินการในรูปแบบเดียวกันกับกรณีสอบสวนทางวินัยเรื่องอื่นๆ หากนิสิตไม่พอใจกับผลการตัดสินก็มีสิทธิอุทธรณ์ในลำดับต่อไปได้

   ประการที่สาม ท่ามกลางเสียงวิพากษ์เกี่ยวกับความเป็นอนุรักษ์นิยมของมหาวิทยาลัย พร้อมคำวิจารณ์ว่า จุฬาฯ ไม่ได้เปิดกว้างสำหรับความคิดที่แตกต่าง ทางจุฬาฯ ขอย้ำว่ามหาวิทยาลัยเคารพความคิดเห็นที่แตกต่างและพร้อมรับความแตกต่างนั้น พิธีการทั้งหมดภายในมหาวิทยาลัยเป็นกิจกรรมที่นิสิตเข้าร่วมโดยสมัครใจและมีสิทธิที่จะไม่เข้าร่วมโดยไม่มีผลเสียใด ๆ ต่อตัวนิสิต         แนวปฏิบัตินี้ใช้กับพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 สำหรับนิสิตชั้นปีที่หนึ่งทุกคน เพื่อแสดงความเคารพและปฏิญาณตนต่อหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระปิยมหาราชและสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าในฐานะผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยด้วย

    นอกจากนี้ “การถวายบังคม” ยังเป็นรูปแบบการแสดงความเคารพที่ปฏิบัติกันมาอย่างต่อเนื่องสำหรับพิธีถวายสัตย์ฯต่อพระบรมราชานุสาวรีย์สองรัชกาล โดยในปีนี้ ทางผู้จัดได้มีการกำหนดพื้นที่ในการแสดงความเคารพด้วยวิธีอื่นเช่น การถวายคำนับ

     สำหรับนิสิตที่มีข้อจำกัดด้านสภาพร่างกายที่เป็นอุปสรรคต่อการคุกเข่าและถวายบังคม และสำหรับนิสิตที่มีความเชื่อทางศาสนา ทัศนคติทางการเมือง และอุดมการณ์ที่ไม่เห็นด้วยกับวิถีปฏิบัตินี้ ทั้งนี้นิสิตที่เข้าร่วมพิธีในวันนั้นได้รับทราบถึงพื้นที่ที่ว่านี้อย่างทั่วถึง

    กลุ่มนิสิตที่ถูกตัดสินลงโทษทางวินัยต่างก็ตระหนักดีว่า มีพื้นที่เฉพาะที่จัดไว้แล้ว ดังเห็นได้จากการที่นิสิตกลุ่มนี้ได้นำเสนอข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดียในเชิงสนับสนุนให้มีพื้นที่เพื่อการถวายคำนับแทน

    อย่างไรก็ดี นิสิตกลุ่มนี้เลือกที่จะก่อให้เกิดความไม่เรียบร้อยในพิธีการโดยการเดินออกไปจากแถวที่จัดไว้สำหรับพวกเขาในฐานะสมาชิกสภานิสิตจุฬาฯ และแสดง “พฤติกรรมเชิงสัญลักษณ์” โดยการยืนโค้งคำนับ ในขณะที่นิสิตคนอื่น ๆ นับพันคนถวายบังคมอย่างพร้อมเพรียงเป็นระเบียบ (อ่านเพิ่มเติมความแตกต่างระหว่าง “การถวายบังคม” กับ “การหมอบกราบ”)

     กลุ่มนิสิตที่ถูกตัดสินลงโทษทางวินัย มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก แต่ขณะเดียวกัน ทุกชุมชนและสังคมมีสิทธิที่จะเรียกร้องมิให้การแสดงออกนั้นละเมิดสิทธิและความเชื่อของบุคคลอื่น โดยเฉพาะเมื่อการแสดงออกนั้นกระทบต่อความศักดิ์สิทธิ์ ความอ่อนไหว และทำร้ายความรู้สึกของบุคคล พิธีถวายสัตย์ฯ แม้จะกำเนิดขึ้นมากว่า 20 ปี

       หลังการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สองรัชกาล ในปี พ.ศ. 2534 แต่ก็ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่า เป็นพิธีการศักดิ์สิทธิ์ของจุฬาฯ ซึ่งเชื่อมโยงสายสัมพันธ์ระหว่างนิสิต เจ้าหน้าที่และนิสิตเก่า (อ่านเพิ่มเติมพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนของนิสิตจุฬาฯ)

        ในขณะนี้ ทางมหาวิทยาลัยกำลังดำเนินการกระบวนการสอบสวนทางวินัยสำหรับอาจารย์ที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์และได้การแสดงออกอย่างไม่สมควรยิ่งกับนิสิตคนหนึ่งในเหตุการณ์วันที่ 3 สิงหาคมดังปรากฏเป็นข่าวไปกว้างขวาง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องที่น่าเสียใจและน่าอับอายยิ่งสำหรับมหาวิทยาลัย

     แต่เป็นการกระทำของบุคคลเพียงคนเดียวและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับนโยบายของมหาวิทยาลัย อาจารย์ท่านนี้ลาออกจากตำแหน่งผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต ตั้งแต่ วันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2560 ไม่กี่วันหลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

       สุดท้ายนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเข้าใจว่าสื่อมีเสรีภาพในการนำเสนอข่าว แต่จุฬาฯ ใคร่ขอให้สื่อมวลชนและผู้เกี่ยวข้องเสนอข่าวด้วยความถูกต้อง ไม่ลำเอียง และเป็นธรรมต่อสถานการณ์ของจุฬาฯ การจัดการกับสถานการณ์เช่นนี้ เป็นกิจการภายในที่ไม่ควรถูกเชื่อมโยงกับการแบ่งขั้วทางการเมือง และการควบคุมปราบปรามผู้เห็นต่าง ซึ่งมักนิยมใช้เป็นวาทกรรมและกรอบการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนทั้งในและนอกประเทศ

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีประวัติอันยาวนานที่ผูกพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งความเชื่อและประเพณีปฏิบัติที่สืบทอดกันมานี้อาจเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยากสำหรับผู้ที่ยึดถือในแนวคิดเสรีนิยมแบบตะวันตก แม้ว่าจุฬาฯ จะสนับสนุนความคิดเสรีนิยมและเสรีภาพในการแสดงออก

     แต่มหาวิทยาลัยก็มีรากฐานทางวัฒนธรรมและพันธกิจในการสร้างนิสิตที่เคารพในประเพณีปฎิบัติของสถาบัน ตลอดจนสิทธิเสรีภาพและความคิดของผู้อื่นด้วย จุฬาฯ ไม่คาดหวังให้สื่อตะวันตกเห็นชอบกับการตัดสินใจและวิธีการในเรื่องนี้ แต่เราขอขอบคุณท่านที่รายงานข่าวด้วยความเข้าใจต่อจุดยืนของมหาวิทยาลัย

   จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย4 กันยายน 2560

ที่มา http://www.chula.ac.th/th/archive/65905

‘บิ๊กจิน’ ย้ำเดินหน้าปฐมวัยสร้างชาติ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294618

‘บิ๊กจิน’ ย้ำเดินหน้าปฐมวัยสร้างชาติ 4.0

การศึกษาปฐมวัย, บิ๊กจิน

สกศ.จัดงาน มหกรรมรวมใจปฐมวัยสร้างชาติ ผนึกทุกภาคส่วนร่วมพัฒนาคุณภาพการเรียนการ ชีวิตเด็กปฐมวัย พร้อมนำเสนอกิจกรรมต้นแบบแก่ครู

       ที่ศูนย์ประชุมวายุภักดิ์ แจ้งวัฒนะ พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงาน “มหกรรมรวมใจปฐมวัยสร้างชาติ” ว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ (ก.พ.ป.) ได้จัดงานดังกล่าวเพื่อนำเสนอกิจกรรมการดำเนินงานด้นปฐมวัยของ ก.พ.ป. ซึ่งมีการบูรณาการงานพัฒนาเด็กปฐมวัยระหว่าง 38 หน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคส่วนต่าง ๆ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย ฯลฯ ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพเด็กปฐมวัย และส่งเสริมผลักดันการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมประกาศเจตนารมย์ “ประชารัฐรวมใจปฐมวัยสร้างชาติ”

โดยรัฐบาลเชื่อมั่นว่าการพัฒนาสมองของเด็กวัย 0 – 6 ปี เป็นช่วงเวลาที่สำคัญและจำเป็นที่สุดในการพัฒนาสมอง ซึ่งมีงานวิจัยของศ. ดร.เจมส์ เจ เอคแมน ระบุว่า การลงทุนพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า โดยให้ผลตอบแทนกลับคืนประเทศในอนาคตถึง 7 เท่าตัว

'บิ๊กจิน' ย้ำเดินหน้าปฐมวัยสร้างชาติ 4.0
พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การดำเนินงานที่สำคัญของ ก.พ.ป. ที่ดำเนินการขณะนี้มี 4 เรื่องสำคัญ 1.การจัดทำร่างนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ด้านเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2560 – 2564 2.เร่งขับเคลื่อนการพัฒนาระบบสารสนเทศ เพื่อแสดงผลข้อมูลของเด็กปฐมวัย 3.จัดทำร่างมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ พ.ศ. 2560 และ 4.ปรับปรุงและจัดทำเอกสารสมรรถนะดด็กปฐมวัยในการพัฒนาตามวัย 0 – 5 ปี เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานร่วมกันสำหรับทุกกระทรวงและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เพื่อตอบสนองเป้าประสงค์ที่สำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ หรือ เอสดีจี 2030 เป้าหมายที่ 4 โดยตั้งเป้าหมายภายในปี 2573 ประเทศไทยสามารถรับประกันว่า เด็กหญิงและเด็กชายทุกคนสามารถเข้าถึงการพัฒนาด้านปฐมวัยอย่างมีคุณภาพ ได้รับการดูแลและให้การศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเรียนระดับประถมศึกษาต่อไป

ตามที่มีกำหนดชัดเจนในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 54 มาตรา 258 และมาตรา 261 โดยเด็กเล็กจะได้รับการดูแลและพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษาภาคบังคับ เพื่อพัฒนาร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาสมกับวัย โดยส่งเสริมและสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงาน
“รัฐบาลและพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มุ่งเน้นการปฏิรูปประเทศเพื่อมุ่งสู่ประเทศไทย 4.0 พร้อมกำหนดจุดเน้นการเตรียมพร้อมด้านกำลังคน การพัฒนาคนทุกมิติและทุกช่วงวัยให้เป็นทุนมนุษย์ที่มีศักยภาพสูง โดย ก.พ.ป.มอบหมายสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ในฐานะฝ่ายเลขานุการ ก.พ.ป. เร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านปฐมวัย เพื่อสร้างศักยภาพและสมรรถนะเด็กให้สามารถเติบโตอย่างมีการพัฒนาสมวัย พร้อมเรียนรู้ในช่วงวัยต่อไปอย่างมั่นคง” พลอากาศเอก ประจิน กล่าว

'บิ๊กจิน' ย้ำเดินหน้าปฐมวัยสร้างชาติ 4.0
ด้าน ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า สกศ. พร้อมขับเคลื่อนนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ด้านเด็กปฐมวัยตามแนวทางรัฐบาล และ ก.พ.ป. ซึ่งต้องมีการบูรณาการร่วมกับทั้ง 38 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งระดับกระทรวงและหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อสร้างแนวทางขับเคลื่อนทิศทางเดียวกันด้านการพัฒนาปฐมวัย ที่เริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิ การตั้งครรภ์จนคลอด ครอบครัว สังคม บริบท สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษา เพื่อให้เด็กปฐมวัยทุกคนได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ.

โชว์มหกรรมนาฏศิลป์สร้างสรรค์ อุดมศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294611

โชว์มหกรรมนาฏศิลป์สร้างสรรค์ อุดมศึกษา

นาฏศิลป์ สื่อแสดงที่สะท้อนรากเหง้าชาติไทย, ศิลป มศว

มศว ร่วมเครือข่าย โชว์มหกรรมเครือข่ายนาฏศิลป์สร้างสรรค์ ระดับอุดมศึกษา สื่อการแสดงที่สะท้อนศิลปวัฒนธรรมรากเหง้าแห่งความเป็นชาติไทย

            “น่าเสียดายที่คนไทยเราโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ รุ่นหลังๆ รู้จักความเป็นชาติของตัวเองน้อยมาก” นี่คือคำกล่าวของนักวิชาการผู้รู้และศึกษาเรื่องราวทางศิลปวัฒนธรรมความเป็นไทยท่านหนึ่ง สะท้อนให้เห็นว่าศาสตร์และศิลป์ของชาติไทยเราหลายอย่าง กำลังอยู่ในภาวะถดถอย

สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ก็ตระหนักถึงความสำคัญของการเผยแพร่ “นาฎศิลป์ไทย” ให้เข้มแข็งและยังก้าวไปสู่การปรับเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการนำเสนอการแสดงร่ายรำระบำฟ้อนให้สอดคล้องกับยุคสมัยและจริตสื่อสังคมยุคใหม่ เพราะความเชื่อว่านาฎศิลป์คือสื่อการแสดงที่สะท้อนศิลปวัฒนธรรมรากเหง้าแห่งความเป็นชาติไทย

โชว์มหกรรมนาฏศิลป์สร้างสรรค์ อุดมศึกษา

ล่าสุด มศว จัดการแสดงให้ประชาชนผู้สนใจเข้าชมฟรี เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้มีเวทีแสดงผลงานนาฎศิลป์สร้างสรรค์ ใน โครงการเครือข่ายศิลปกรรม : มหกรรมศิลปะการออกแบบ ดนตรีและศิลปะการแสดงนิพนธ์ ระดับอุดมศึกษา ระดมคณาจารย์หลักสูตรวิชานาฏศิลป์ นักศึกษาเจ้าของผลงานและนักแสดงจากหลายมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ ที่มีการเปิดการเรียนการสอนวิชานี้ มาแสดงให้เห็นถึงมหกรรมศิลปะการออกแบบดนตรีและศิลปะการร่ายรำ ผสมผสานกับเรื่องราวคติชนท้องถิ่นนั้นๆ วัฒนธรรมสมัยใหม่ เป็นต้น

โชว์มหกรรมนาฏศิลป์สร้างสรรค์ อุดมศึกษา

อาทิ ผลงานการแสดงจากสถาบันการศึกษาอุดมศึกษาต่างๆ ได้แก่ ตะเกียงปลายเท้า – มศว ซึ่งมีแนวคิดการแสดงจากความเชื่อท้องถิ่นชาวอีสาน ผ่านกลุ่มคนสี่จำพวกที่มีที่มาทั้งมืดและสว่างและมีทางไปสว่างและมืด เป็นปริศนาธรรมนำชีวิต ไม่ให้ยึดติดกับที่มา แต่ให้หาหนทางไปทางสว่างเป็นแนวทางปฏิบัติเสมือนสื่อส่องทางในวาระสุดท้ายของชีวิต

ส่วนการแสดงชื่อชุดรูปรอยของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม สื่อแนวคิดว่า เกมส์ออนไลน์ สื่อโฆษณาโทรทัศน์ นำมาสู้การแสดงที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพเขียนฝาผนังถ้ำ บอกเล่าเรื่องราวการเคลื่อนไหว เป็นภาพต่างๆ เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกแห่งร่องรอยทางอารยธรรมในยุคก่อนประวัติศาสตร์ การแสดงชุดหัตถศิลป์ถิ่นราชบุรีของ

โชว์มหกรรมนาฏศิลป์สร้างสรรค์ อุดมศึกษา

  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี สะท้อนความสำคัญและคุณค่าของโอ่งมังกร งานหัตถศิลป์ขึ้นชื่อของราชบุรี การแสดงชุด Self Esteem เกิดจากแนวคิดที่เห็นว่าชีวิตวัยรุ่นเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ จึงต้องการแสดงงานที่ให้เห็นปัญหาวัยรุ่นและให้เห็นคุณค่าของตัวเอง เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการแสดงชุดสุรานารี การแสดงชุดหัวใจไทดำ การแสดงชุดปันหยี สะมิหรัง ของ มศวเป็นการสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบนาฎศิลป์ไทยร่วมสมัยที่มีกลิ่นอายวัฒนธรรมอินโดนีเซีย ต้องการให้เห็นการฝ่าฟันอุปสรรคโดยมีความรัก ความหวังและกำลังใจเป็นแรงผลักดันผ่านตัวละครจันตะหรา ในเรื่องหิกะยัต ปันหยี สะมิหรัง

โชว์มหกรรมนาฏศิลป์สร้างสรรค์ อุดมศึกษา

เอาฮูปเอาฮอยของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม นำเอาพิธีกรรมเอาฮูปเอาฮอยของชาวภูไทบ้านโนยาง อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร มาแสดงให้เห็นว่าเป็นพิธีกรรมที่จะทำให้บ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุขและเป็นการเล่นเพื่อความสนุกสนาน การแสดงชุดนารีศรีญัฮกุรของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

Equality Gender ของมหาวิทยาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ศรัทธาอมราวดี นาฎศิลป์ร่วมสมัยเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวบ้านในสมัยอมราวดีที่มีความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา และ เทพเทียนหวาง ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการแสดงอุปรากรจีนมาผสมผสานกับนาฎกรรมของไทยคือโขนเข้าไว้ด้วยกันจากมหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม

โชว์มหกรรมนาฏศิลป์สร้างสรรค์ อุดมศึกษา

ระบำมิตจินตีของวิทยาลัยนาฎศิลป์อ่างทอง นำเสนอกิริยาของปลาตะเพียนในแม่น้ำที่ต้องผจญกับสภาวะต่างๆ ตามธรรมชาติและสะท้อนความเชื่อเกี่ยวกับปลาตะเพียน ความมงคลของความเจริญก้าวหน้าและความพากเพียร ผ่านเรื่องราวของปลา 3 ตัวที่เป็นสหายกัน เป็นต้น
ความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจในงานมหกรรมการออกแบบ ดนตรีและศิลปะการแสดงนิพนธ์ ระดับอุดมศึกษา ครั้งนี้ จะเป็นประตูเปิดสู่ความการเรียนการสอนนาฎศิลป์ไทยให้ก้าวหน้าในยุคไทยแลนด์ 4.0

อีกทั้งยังเป็นนิมิตหมายที่ดีของการแดงเอกลักษณ์วัฒนธรรมของชาติไทยในด้านนาฏศิลป์ให้คงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป เพื่อส่งต่อให้กับนักศึกษาคนรุ่นใหม่ที่วันนี้ได้มาจัดแสดงผลงานกันด้วยความภูมิใจ.

โรงเรียนนี้ไม่มียูนิฟอร์มสาธิตฯมธ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294609

โรงเรียนนี้ไม่มียูนิฟอร์มสาธิตฯมธ.

สาธิตธรรมศาสตร์, นวัตกรสังคม

สาธิตฯ ธรรมศาสตร์ ปั้นหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ ที่เน้นสร้างเด็กให้เป็น “นวัตกรสังคม” มากกว่าการส่งเข้าสู่กระบวนการแข่งขันวัดเกรดแบบเก่า

          เบื้องหลังความไม่มียูนิฟอร์มของ โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  โรงเรียนใหม่ที่เพิ่งเปิดเรียนเทอมแรกไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา คือการออกแบบการเรียนรู้ที่เน้นสร้างเด็กให้เป็น “นวัตกรสังคม” มากกว่าการส่งเข้าสู่กระบวนการแข่งขันวัดเกรดแบบเก่า

จากกรณีเกิดการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับชุดเครื่องแบบนักเรียนของโรงเรียนสาธิตแห่ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ล่าสุดรศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะต้นสังกัดโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยืนยันว่า โรงเรียน “มี” เครื่องแบบเฉพาะของโรงเรียน

โรงเรียนนี้ไม่มียูนิฟอร์มสาธิตฯมธ.

รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี

ซึ่งจะมีความเฉพาะตัว โดยชุดเครื่องแบบของโรงเรียนจะเป็นเสื้อยืดคอโปโล มีตราธรรมจักรอยู่ที่กระเป๋าเสื้อด้านซ้าย โดยขอความร่วมมือกับเด็กให้ใส่ทุกวันจันทร์ พฤหัสบดี และวันที่มีกิจกรรมสำคัญของทางโรงเรียนเท่านั้น

ซึ่งประเด็นนี้ได้ผ่านการหารือร่วมกับผู้ปกครองและนักเรียนแล้ว สำหรับเบื้องหลังการออกแบบชุดเครื่องแบบนั้นเป็นไปตามแนวคิดและการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน ที่เน้นกิจกรรมซึ่งผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ของตัวเอง (Active Learning)

โดยเด็กจะมีการเคลื่อนไหวลุกนั่งอยู่ตลอดเวลา และต้องมีส่วนร่วมในห้องเรียนอย่างมาก การที่เด็กใส่กางเกงหรือเสื้อผ้าที่สะดวกสบายผ่อนคลาย จะทำให้เกิดความคล่องตัวในกระบวนการเรียนรู้

รศ.ดร.อนุชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนอยากให้สังคมทำความเข้าใจเรื่องเหตุแห่งการก่อตั้งโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยและผู้ร่วมก่อตั้งต้องการให้เป็นโรงเรียนที่ร่วมสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา

โรงเรียนนี้ไม่มียูนิฟอร์มสาธิตฯมธ.

ด้วยการออกแบบการเรียนรู้ที่เรียกกว่า “ระบบนิเวศการเรียนรู้”ซึ่งมีครู ผู้ปกครอง และนักเรียน มาทำงานร่วมกัน บนโจทย์ที่ว่า เราจะสร้างเยาวชนในอนาคตที่ดีได้อย่างไร

โดยให้ “ผู้เรียนเป็นเจ้าของการเรียนรู้”เพราะที่ผ่านมาเด็กไม่อยากไปโรงเรียน เบื่อโรงเรียน ไม่ชอบครูที่ยัดเยียดความรู้ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้เรียนไม่รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของการเรียนรู้

“เรามุ่งจัดการศึกษาที่ตอบโจทย์การพัฒนาศักยภาพเป็นรายบุคคล เราจะไม่สร้างลูกหลานที่เติบโตเป็นคนแบบเดียวกันหมด เพราะคิดว่าเด็กแต่ละคนควรมีแบบฉบับการเติบโตเป็นของตัวเอง ซึ่งการจะเติบโตเช่นนั้นได้ เด็กต้องค้นให้พบก่อนว่า เขาอยากทำอะไร สนใจอะไร มีทักษะและมีความรักอะไรเป็นพิเศษ โรงเรียนจึงจะสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้เขาเหล่านั้นเติบโตไปในทิศทางตามที่เขาต้องการได้

หมายความว่าเด็กต้องเห็นตัวเป้าหมายชีวิตของตัวเอง โรงเรียนหรือครูมีหน้าที่เติมเครื่องมือและทักษะที่จำเป็น เพื่อให้เขาเติบโตไปสู่จุดหมายปลายทางที่ตั้งไว้ โดยเราตั้งเป้าไว้ว่า เมื่อเด็กเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 เขาควรจะต้องรู้ตัวเองว่า เขาอยากเป็นอะไร เพื่อที่ว่าเมื่อเรียนต่อในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 โรงเรียนจะได้ร่วมมือกับตัวเด็กนักเรียนเองในการพัฒนาให้ตัวเขาเชี่ยวชาญในเรื่องที่เขาอยากเรียนรู้

โรงเรียนนี้ไม่มียูนิฟอร์มสาธิตฯมธ.

       ที่ผ่านมาเด็กเรียนหนักมาก เยอะมาก แต่ไม่สามารถเชื่อมโยงความรู้กับชีวิตจริงได้ เช่น การสอนให้เด็กท่องสูตรสารพัด หนึ่งปีผ่านไปสุดท้ายเด็กก็ลืมอยู่ดี ฉะนั้น สิ่งที่เราพยายามทำคือ การออกแบบหลักสูตรที่บูรณาการและเชื่อมโยงกับความเป็นจริงของชีวิต ทั้งวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ศิลปะ คอมพิวเตอร์ สังคม จะเชื่อมร้อยเป็นโครงงานเดียวกันอย่างแนบแน่น บนปรากฏการณ์ที่ครู ผู้ปกครอง และเด็ก เห็นชอบร่วมกัน”

นอกจากนี้ รศ.ดร.อนุชาติ  ยังกล่าวด้วยว่า พัฒนาการและการเติบโตของมนุษย์ที่มีคุณภาพหนึ่งคน ต้องเติบโตทั้ง 3 ฐานคือ Head Heart Hand แน่นอนว่าเด็กต้องเฉลียวฉลาดมีความรู้ ภาษาต้องดี วรรณกรรมต้องอ่าน ไม่ว่าเขาจะเป็นนักคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์ ความรู้ทางสติปัญญาต้องแม่นยำถูกต้อง

แต่ขณะเดียวกันเขาต้องมีร่างกายสมบูรณ์ครบทุกส่วน ใช้กล้ามเนื้อทุกมัดให้ได้ เราเชื่อว่าเมื่อเขามีร่างกายที่สมบูรณ์จะส่งผลให้สมองมีพัฒนาการต่อเนื่อง แต่แค่ 2 Head และ Hand ยังไม่พอ เด็กต้องถูกพัฒนาด้านความเป็นมนุษย์หรือจิตใจ Heart ควบคู่กันไปด้วย

โรงเรียนนี้ไม่มียูนิฟอร์มสาธิตฯมธ.

เพราะหากเด็กเป็นคนที่เก่งอย่างเดียว แต่ไม่รู้จักการเข้าสังคม ไม่มีทักษะความสามารถในการควบคุมตนเอง สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนและคนรอบข้าง อนาคตเขาก็จะไปไม่รอด โรงเรียนจึงให้ความสำคัญกับการเติบโตทั้ง 3 ด้านเพื่อสร้างสมดุลให้เด็กเติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพของสังคม

      “โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพิ่งเปิดเรียนได้ 1 เดือน รับเด็กเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เพียง 100 กว่าคน ตามกระบวนการที่เราคิดออกแบบไว้ข้างต้น คงเป็นเรื่องที่ยากจะทำนายว่าสิ่งที่เราออกแบบหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ทั้งหมด 6 ปี จะปั้นให้เด็กคนหนึ่งออกมาเป็นหน้าตาเป็นอย่างไร แต่เราวาดฝันไว้ว่า เด็กของเราจะเติบโตไปใน 2 มิติคือ หนึ่งเมื่อเด็กเรียนถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เขาควรจะต้องรู้ตัวเองแล้วว่า เขาอยากจะเป็นพลเมืองแบบไหนในสังคม มีภาวะผู้นำเพียงพอ และทำงานกับผู้อื่นเป็น และสองเราอยากให้เด็กของเราเติบโตไปเป็น “นวัตกรสังคม” หรือผู้ที่สร้างสรรค์สังคมด้วยวิธีคิดวิธีปฏิบัติแบบใหม่ๆ เพื่อให้สังคมนี้น่าอยู่ยิ่งขึ้น”

เปิดอุทยานการเรียนรู้นครภูเก็ต (PK PARK)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294530

เปิดอุทยานการเรียนรู้นครภูเก็ต (PK PARK)

ห้องสมุดมีชีวิต, อุทยานการเรียนรู้นครภูเก็ต, PK park

โชว์จุดแข็งด้านไอซีที พัฒนาสองแหล่งเรียนรู้ เชื่อมโยงระบบห้องสมุดมีชีวิต “อุทยานการเรียนรู้นครภูเก็ต (PK park)”พื้นที่สร้างสรรค์ พัฒนาคนทุกช่วงวัย

      เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้ว (วันที่ 31 สิงหาคม 2560)  สำหรับอุทยานการเรียนรู้นครภูเก็ต หรือ พีเค พาร์ค (PK park)  แหล่งเรียนรู้สร้างสรรค์ตามแนวคิด “ห้องสมุดมีชีวิต” จากความร่วมมือของ เทศบาลนครภูเก็ต ร่วมกับ สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (สอร.) หรือ TK park หน่วยงานในสังกัดสำนักงานบริการและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)  และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต  

ด้วยการพัฒนาแหล่งเรียนรู้สำคัญสองแห่งที่แตกต่างกันตามบริบทพื้นที่ของเทศบาลนครภูเก็ต  เชื่อมโยงการทำงานและการบริหารจัดการให้เป็นรูปแบบของอุทยานการเรียนรู้ตามแนวคิดห้องสมุดมีชีวิต  เพื่อส่งเสริมให้เกิดพื้นที่สร้างสรรค์ ทั้งด้านการอ่าน การคิด และการแสวงหาความรู้อย่างกว้างขวางให้กับเด็ก เยาวชน ตลอดจนประชาชนทั่วไป ผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย เพื่อการนำไปสู่การประดิษฐ์คิดค้นเพื่อสิ่งใหม่หรือต่อยอดพัฒนาจากสิ่งประดิษฐ์พื้นฐาน รองรับกับเทคโนโลยี 4.0 รวมทั้งพัฒนาคนและสร้างคนรุ่นใหม่ เพื่อรองรับ Smart City ของจังหวัดภูเก็ตอย่างยั่งยืน

เปิดอุทยานการเรียนรู้นครภูเก็ต (PK park)
เปิดอุทยานการเรียนรู้นครภูเก็ต (PK park)
“การพัฒนาอุทยานการเรียนรู้นครภูเก็ต หรือ PK park  ครั้งนี้ มาได้อย่างถูกที่ถูกเวลา โดยเฉพาะความคิดริเริ่มที่จะพัฒนาเมืองภูเก็ตไปสู่เมืองที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้อย่างเท่าเทียม  ปัจจัยสำคัญ คือ การพัฒนาคนในทุกช่วงวัย ให้มีความพร้อมและสามารถสนับสนุนการเจริญเติบโตของเมืองและของประเทศ ซึ่งการพัฒนาคนหรือทุนมนุษย์ให้มีความเข้มแข็ง จำเป็นต้องสร้างทัศนคติการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับคนไทยทุกคน มีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องการศึกษา ทักษะการทำงาน และการดำเนินชีวิต” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พลตำรวจโท วรศักดิ์ นพสิทธิพร กล่าว

นายอธิปัตย์ บำรุง  ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หน่วยงานกลางมีหน้าที่บริหารจัดการ สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (สอร.) หรือ TK park กล่าวว่า การแบ่งปันและกระจายโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ที่ทันสมัยและสอดคล้องกับความสนใจให้กับเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ ถือเป็นภารกิจสำคัญของ สอร. โดยจะดำเนินการร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความพร้อมและมุ่งมั่นที่จะพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในรูปแบบของอุทยานการเรียนรู้ หรือ ห้องสมุดมีชีวิต ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยงานที่ทำความร่วมมือกับเราแล้วจำนวน 34 แห่ง ใน 24 จังหวัด

เปิดอุทยานการเรียนรู้นครภูเก็ต (PK park)เปิดอุทยานการเรียนรู้นครภูเก็ต (PK park)เปิดอุทยานการเรียนรู้นครภูเก็ต (PK park)

สำหรับอุทยานการเรียนรู้นครภูเก็ต หรือ PK park นี้ สอร. ได้ทำบันทึกลงนามความร่วมมือกับเทศบาลนครภูเก็ต และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต ตั้งแต่ปี  2557 จากนั้นได้มีการปรับปรุงพื้นที่อาคาร 2 แห่ง ให้เป็นรูปแบบของอุทยานการเรียนรู้ แห่งแรก ได้แก่ Life Long Learning Center ซึ่งพัฒนาจากพื้นที่อาคารห้องสมุดประชาชนเทศบาลนครภูเก็ต เน้นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็กและประชาชนทั่วไป มีหนังสือและสื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย และกิจกรรมสำหรับทุกช่วงวัย แห่งที่สอง ได้แก่ Creativity & Innovation Center ปรับปรุงจากพื้นที่อาคารศูนย์พัฒนาทักษะและการเรียนรู้ ICT ภูเก็ต เน้นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเยาวชนและคนรุ่นใหม่ มีหนังสือและสื่อการเรียนรู้ด้านไอที และกิจกรรมที่หลากหลาย รวมทั้งเป็นเวทีสำหรับเยาวชนในการแสดงออกด้านความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม  โดยเชื่อมโยงการทำงานและการบริหารจัดการให้เป็นรูปแบบของอุทยานการเรียนรู้ตามแนวคิดห้องสมุดมีชีวิต

“PK park จึงเป็นอุทยานการเรียนรู้ที่มีความพิเศษ เพราะมีพื้นที่ให้บริการถึงสองแห่งที่เชื่อมโยงกัน แต่มีจุดเน้นที่แตกต่างกัน จึงรองรับประชาชนทุกช่วงวัย ส่งผลต่อการเรียนรู้อย่างยั่งยืนของชาวภูเก็ต” ในส่วนความร่วมมือ สอร. นอกจากให้คำปรึกษาด้านกายภาพ การพัฒนาบุคลากร การให้คำปรึกษาด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ระบบห้องสมุดอัตโนมัติ และการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ยังได้มอบ สื่อการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ และมัลติมีเดียที่เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ ประกอบด้วย สื่อการเรียนรู้ชุด “ขุมทรัพย์ของแผ่นดิน”  ชุด “วัตถุเล่าเรื่อง”  สื่อการเรียนรู้ในรูปแบบหนังสือเสียง และ “เกมสร้างสรรค์”  รวมทั้งการให้บริการห้องสมุดสาธารณะออนไลน์ (TK Public Online Library) ที่มีหนังสือและสื่อจากทั่วโลกให้บริการผ่านแอพพลิเคฃั่น ดาวน์โหลดได้ฟรี ทั้งในระบบ iOS และ Android

เปิดอุทยานการเรียนรู้นครภูเก็ต (PK park)

เปิดอุทยานการเรียนรู้นครภูเก็ต (PK park)เปิดอุทยานการเรียนรู้นครภูเก็ต (PK park)
    “นอกจากห้องสมุดเทคโนโลยีในพื้นที่ชั้น 2 ซึ่งสนับสนุนโดย TK park แล้ว ภายใน Creativity & Innovation Center จะมีพื้นที่ Maker Space ให้เยาวชนได้เรียนรู้ ทดลองและสร้างสรรค์นวัตกรรมตามความสนใจของตนเอง ในพื้นที่ดังกล่าวเยาวชนรุ่นพี่จาก Phuket Maker Club จะเป็นต้นแบบและเป็นพี่เลี้ยงในการสร้างแรงบันดาลใจร่วมกับเจ้าหน้าที่จากอุทยานการเรียนรู้นครภูเก็ตให้กับเยาวชนรุ่นน้องๆ นอกนี้ ทางศูนย์ฯ ยังมีความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช./NATDA), สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลภูเก็ต (DEPA Phuket), Biz Club Phuket, บริษัท ภูเก็ตพัฒนาเมือง (PKCD) และพลังงานจังหวัดภูเก็ต ส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างนวัตกรรมในเยาวชน”

ทั้งนี้ อุทยานการเรียนรู้นครภูเก็ต (PK park) ประกอบด้วยอุทยานการเรียนรู้นครภูเก็ต (PK park) Life Long Learning Center ซึ่งพัฒนาจากพื้นที่อาคารห้องสมุดประชาชนเทศบาลนครภูเก็ต ตั้งอยู่ที่ ถนนภูเก็ต ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต และอุทยานการเรียนรู้นครภูเก็ต (PK park) Creativity & Innovation Center ที่ปรับปรุงจากพื้นที่อาคารศูนย์พัฒนาทักษะและการเรียนรู้ ICT ภูเก็ต ซึ่งอยู่ที่ ตำบลวิชิต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต เปิดให้บริการทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์

“คนไร้บ้าน” ขอแค่สังคมเข้าใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294532

“คนไร้บ้าน” ขอแค่สังคมเข้าใจ

มีคลิป, คนไร้บ้าน, คนไร้บ้านหรือHomeless

“คนไร้บ้านหรือHomeless” คนอีกกลุ่มในสังคมไทยที่สามารถพบเห็นได้บ่อยมาก ตามท้องถนน สนามหลวง ป้ายรถเมล์ พื้นที่สาธารณะเนื่องด้วยสัดส่วนผู้ที่ก้าวสู่วิถีคนไร้บ้าน

       ทำไม?เขาไม่มีบ้าน ไม่ทำงาน มาเดินขอเงิน เก็บของตามถังขยะ…??

       จากการสำรวจคนไร้บ้านในกรุงเทพมหานคร ตามที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสถาบันวิจัยสังคมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่าสถานการณ์ของคนไร้บ้าน หรือกลุ่มประชากรที่อยู่ในภาวะยากจน ไร้ที่พึ่งและประสบกับความไม่แน่นอนในการใช้ชีวิตและทรัพย์ทั่วประเทศ ตัวเลขคาดการณ์ประมาณ 20,000-30,000 คน เป็นผู้ชาย 90% และผู้หญิง 10% โดยส่วนหนึ่งอยู่ในพื้นที่สาธารณะ และอีกส่วนอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว หรือสถานสงเคราะห์ของรัฐ ซึ่งในกรุงเทพฯและปริมณฑล มีคนไร้บ้านทั้งหมด ประมาณ 5,000 คน แบ่งเป็นอยู่ตามพื้นที่สาธารณะ มี 1,307 คน และอยู่ในศูนย์พักพิงต่างๆ มีประมาณ 3,000 กว่าคน

"คนไร้บ้าน" ขอแค่สังคมเข้าใจ

 ลุงสนั่น ปานเฟือง

     ลุงสนั่น ปานเฟือง อายุ 60 ปี หนึ่งในคนไร้บ้านพื้นเพเป็นคนกรุงเทพมหานคร เล่าเรื่องราวชีวิตด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า 10 กว่าปีแล้วที่ลุงได้ใช้ชีวิตตามวิถีของคนไร้บ้าน ซึ่งเหตุที่ต้องมาใช้ชีวิตดังกล่าวนั้น เพราะลุงมีปัญหาหลายอย่าง และไม่อยากเป็นภาระของครอบครัว ถึงแม้ลุงจะไม่มีบ้าน ต้องอาศัยนอนตามสถานที่ต่างๆ สนามหลวงบ้าง บางซื่อบ้าง หาอะไรขายไปเรื่อยๆ เก็บของเก่าตามถังขยะ วันไหนไม่มีเงินสักบาทก็รอรับบริจาคอาหารตามที่ต่างๆ แต่ลุงก็ไม่เคยสร้างความเดือนร้อนหรือขโมยเงินของใคร

     “ลุงจบชั้นป.4 มีพี่น้องทั้งหมด 5 คน มีแม่คอยเลี้ยงดู ส่งเสียให้เรียนหนังสือ แต่ครอบครัวก็ไม่ได้มีฐานะมากมาย พอเข้าสู่วัยรุ่นเราเกเร ไม่เรียนหนังสือ ออกมาทำงาน เที่ยวเล่น เจอสังคมเจอเพื่อนๆ ที่ไม่ได้เรียนหนังสือด้วยกันก็ชวนกันไปทำงานตามที่ต่างๆ ไปออกเรือหาปลา ใช้ชีวิตอย่างอิสระไม่มีใครมาบังคับ ทำงานเลี้ยงตัวเองไปเรื่อยๆ จนกระทั่งอายุ 20 กว่าๆ ก็มาเจอภรรยา อยู่กินสร้างครอบครัวกันที่ต่างจังหวัดจนมีลูก 2 คน แต่ด้วยความรักอิสระของเรา ก็ขอภรรยามาทำงานที่กรุงเทพฯอาศัยอยู่กับแม่ และความที่กรุงเทพฯเป็นเสมือนบ้านของเรามีเพื่อน มีสังคม เราก็ไม่อยากกลับไปต่างจังหวัด ทำให้ต้องแยกทางกับภรรยาและลูก จนภรรยาไปแต่งงานใหม่และลูกอยู่กับครอบครัวใหม่ ลุงจึงไม่กล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับครอบครัวใหม่ของภรรยา ทำได้เพียงติดต่อกับลูกๆ ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยว เพราะเรายังมีบ้าน มีแม่ มีงานทำไปเรื่อยๆ พอมาวันที่แม่เสียชีวิต บ้านที่มีอยู่ต้องขายและแบ่งเงินกับพี่น้อง เราก็มาใช้ชีวิตแบบคนไร้บ้าน ดึกไหน นอนนั่น”

"คนไร้บ้าน" ขอแค่สังคมเข้าใจ

       โดยกลุ่มคนไร้บ้าน มากกว่าร้อยละ 70 ประกอบอาชีพที่มีความไม่แน่นอนทางรายได้ และหลักประกันในการใช้ชีวิต ประมาณร้อยละ 40 มีรายได้จากการทำงานรับจ้างทั่วไป รองลงมาร้อยละ 20 มีรายได้จากการหาของเก่า และร้อยละ 12 มีรายได้จากการค้าขาย ทั้งนี้ คนไร้บ้านเกินกว่าครึ่งเป็นประชากรที่มีต้นทุนด้านการประกอบอาชีพ แต่เงื่อนไขของการใช้ชีวิตของพวกเขาไม่เอื้ออำนวยให้แปรต้นทุนด้านอาชีพดังกล่าวเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและมีความมั่นคงที่เพิ่มมากขึ้น โดยสาเหตุหลักๆ มาจากปัญหาความยากจน เศรษฐกิจ สภาวะการทำงานไม่มั่นคง สภาพร่างกายที่ไม่เอื้อต่อการทำงาน และปัญหาครอบครัว

      ลุงสนั่น เล่าต่อไปว่าก่อนที่จะมาอยู่กับทางเครือข่ายคนไร้บ้านบางกอกน้อย และเข้าร่วมหจก.คนไร้บ้าน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสสส. ในการดำเนินการให้คนไร้บ้านที่มีอยู่อาศัยหลักแหล่ง มีอาชีพ มีรายได้ ทำให้คุณภาพชีวิตของลุงดีขึ้นเมื่อเทียบกับชีวิตที่ผ่านมา อดีตมีกินบ้างไม่มีกินบ้าง บางวันก็มีของขายบางวันก็ไม่มี ชีวิตตอนนั้นลำบาก มีท้อบ้างแต่ไม่ถอย  บอกตัวเองเสมอว่าเราต้องเข้มแข็ง อยู่ให้ได้อย่างมีความสุขในแต่ละวัน

"คนไร้บ้าน" ขอแค่สังคมเข้าใจ "คนไร้บ้าน" ขอแค่สังคมเข้าใจ

        ไม่มีใครอยากไร้คนข้างกาย ไม่ได้อยู่กับครอบครัว แต่เมื่อชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน บางทางออก “วิถีคนไร้บ้าน” ดูจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับ ลุงสนั่น เล่าต่อไปว่าลุงไม่เคยท้อ หรือโทษตัวเอง สังคม หรือใครก็ตามว่าทำไมต้องมีชีวิตแบบนี้ เมื่อชีวิตเลือกได้เท่าที่จะเป็นไป เราต้องยอมรับและใช้ชีวิตให้มีความสุขมากที่สุด

       “ลุงมีในหลวงร. 9 เป็นต้นแบบในการใช้ชีวิต คำสอนแนวปฏิบัติของพระองค์ท่านสอนให้เรารู้ว่า เราควรใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ยอมรับในสิ่งที่เราเป็น และไม่สร้างความเดือนร้อนให้ใคร คนเราแม้จะเลือกเกิดไม่ได้แต่เราเลือกชีวิตของตัวเองได้ เมื่อโอกาสได้เข้ามาหาเรา หรือเราเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบนี้แล้ว ก็ต้องใช้ชีวิตดังกล่าวให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ คนไร้บ้านไม่ใช่คนไม่ดี คนไร้บ้านมีหลากหลาย แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน อย่ามองว่า การที่คนหนึ่งคนนอนตามท้องถนน พื้นที่สาธารณะแล้วค่าความเป็นคนของเขาจะน้อยกว่าเรา เขาก็ไม่ได้แตกต่างจากเราเพียงแต่โอกาส เส้นทางเดินของชีวิตไม่เหมือนกัน ฝากคนในสังคม เปลี่ยนมุมมองต่อคนไร้บ้าน ให้มองด้วยความเข้าใจ ยอมรับ และคอยช่วยเหลือพวกเขา ขณะเดียวกัน คนไร้บ้านเองต้องประพฤติตัวให้ดีอย่างสร้างความเดือนร้อนให้ผู้อื่น หากไม่มีเงิน ไม่มีอาหาร ลองเข้าไปยังมูลนิธิ เครือข่าย หรือองค์กรต่างๆ ที่พร้อมช่วยเหลือ อย่าไปขโมย หรือเดินขอเงินสร้างความหวาดกลัวให้แก่ผู้อื่น”

"คนไร้บ้าน" ขอแค่สังคมเข้าใจ

       ปัจจุบัน “ลุงสนั่น” ยังมีการติดต่อกับลูกๆ และรู้ว่าลูกอยู่ที่ไหน แต่ด้วยภาวะทางเศรษฐกิจและอะไรหลายๆ อย่าง ลุงไม่ขอกลับไปเป็นภาระของลูกๆ แต่จะใช้ “ชีวิตคนไร้บ้าน”ต่อไป

      ลุงสนั่น กล่าวปิดท้ายว่า ทุกคนล้วนมีบทบาทหน้าที่ ใช้ชีวิตตามสิ่งที่เลือก ไม่มีใครถูกผิดหากการเลือกชีวิตนั้นไม่สร้างปัญหาให้ผู้อื่น หากใครที่กำลังท้อแท้ หรือเจอปัญหาชีวิต อยากให้ปรับทัศนคติ มุมมองของตนเอง วันนี้ถ้าท้อ อ่อนแอ ทุกข์ มันก็คือวันนี้ แล้วมันจะผ่านไป ชีวิตของคนเราไม่ได้มีเพียงความทุกข์ อย่างลุง เมื่อก่อนเร่ร่อน ค่ำไหนนอนนั้น ตอนนี้มีบ้าน มีความสุข มีเพื่อนสังคม ทุกคนควรให้กำลังใจตนเองและมองโลกในแง่ดีตามความเป็นจริง

     0 ชุลีพร อร่ามเนตร 0 qualitylife4444@gmail.com 0