5 เทคนิคถ่ายภาพอาหาร รูปสวย เรียกยอดไลค์กระจาย!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373704

5 เทคนิคถ่ายภาพอาหาร รูปสวย เรียกยอดไลค์กระจาย!!

วันอังคาร ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 19.18 น.

การถ่ายภาพอาหารก่อนรับประทานกลายเป็นไลฟ์สไตล์ของคนไทยไปแล้ว ตั้งแต่การถ่ายอาหารมื้อหรูไปจนถึงสตรีทฟู้ดข้างทาง เพื่อเก็บไว้ดูและแชร์กระตุ้นต่อมความหิวให้เพื่อนๆ ได้อิจฉา แต่หากเริ่มรู้สึกว่ามุมที่ถ่ายเริ่มซ้ำ หรืออาหารบางมื้อถ่ายออกมายังไงก็ไม่สวยลองมาดูเทคนิคจาก บิ๊ก คาเมร่า ได้จัดกิจกรรมเวิร์คช้อปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “ดิ แอดวานซ์เซด ออฟ พรีเมียม เอ็กซ์พีเรียนซ์  โฟโต้เวิร์คช้อป” (The Advanced of Premium Experience Photo Workshop)  ในหัวข้อ “Food Photography & Food Styling by SONY” เอาใจสายแคปเจอร์อาหารและแฟนคลับกล้องโซนี่ ได้มาร่วมเปิดไอเดียการถ่ายภาพกับ “ภูมิ-ธนะภูมิ ทรัพย์จรุงกิจ” ช่างภาพสายอาหาร (Food Photography) อันดับต้นๆ ของเมืองไทย เจ้าของเพจ PooM Photo

คุณภูมิ เล่าว่า  “การหยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมาถ่ายภาพอาหาร พร้อมโพสต์หรือแชร์สู่โลกโซเชียลก่อนรับประทาน กลายเป็นไลฟ์สไตล์ของคนในยุคปัจจุบันที่นิยมทำเป็นประจำเมื่ออาหารมาเสิร์ฟถึงโต๊ะ เพราะนอกจากจะได้โชว์สกิลด้านการถ่ายภาพแล้วยังเป็นการกระตุ้นความอยากทานของเพื่อนๆ ในโลกออนไลน์อีกด้วย ส่งผลให้ร้านค้าต่างๆ โดยเฉพาะร้านขนมหวาน หันมาเพิ่มลูกเล่นให้กับเมนูพิเศษของตัวเอง เพื่อสร้างกระแสการกดไลค์ กดแชร์ แต่นอกจากลูกเล่นของเมนูนั้นๆ แล้ว เทคนิคการถ่ายภาพก็ถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้หน้าตาอาหารออกมาน่าสนใจเพิ่มมากขึ้น

สำหรับเทคนิคการถ่ายภาพอาหารให้สวยและน่ารับประทานมีองค์ประกอบที่ต้องคำนึง 5 จุดใหญ่ๆ คือ “มุม” เมื่อได้อาหารมาหนึ่งเมนู สิ่งที่ต้องพิจารณาคือการหามุมในการนำเสนอ โดยมุมนั้นจะต้องแสดงให้เห็นถึงวัตถุดิบหลักของเมนูได้อย่างชัดเจน เช่น เมนูเบอร์เกอร์หมูคุโรบุตะ ความโดดเด่นอยู่ที่เนื้อหมู ดังนั้น ก่อนถ่ายภาพจึงควรดูมุมที่สามารถเห็นเนื้อหมูที่ชัดเจนที่สุด หรือจัดวางใหม่โดยการเปิดแผ่นแป้งเบอร์เกอร์ออกให้เห็นความฉ่ำของเนื้อหมูด้านใน เป็นต้น

จุดต่อมา คือ แสง ถือเป็นส่วนสำคัญของการถ่ายภาพทุกชนิด ซึ่งแสงธรรมชาติในช่วงเวลาเช้าและบ่ายแสงคือดีที่สุดเหมาะสำหรับการถ่ายภาพอาหาร เพราะจะทำให้ภาพของอาหารสมจริง มีความสวยงาม อีกทั้งแสงในช่วงเวลาดังกล่าวจะเป็นแสงที่ทำมุม 45 องศากับตัววัตถุ และจะเป็นแสงที่เข้าเพียงข้างใดข้างหนึ่งของอาหารไม่พุ่งลงมาตรงกลางของอาหาร ทำให้เห็นมิติของอาหารที่ชัดเจน

พร็อพ (Prop) หรืออุปกรณ์ประกอบฉากเพื่อเพิ่มความสวยงามให้กับภาพถ่าย หลักการใช้พร็อพง่ายๆ คือ มองหาสิ่งใกล้ตัวหรือสิ่งที่มีอยู่บนโต๊ะอาหาร อย่างเช่น  ช้อนส้อม ผ้ารอง เครื่องเคียงอาหาร มาวางประกอบเพื่อทำให้รูปภาพที่ได้นั้นมีความสมบูรณ์มากขึ้น หรือการนำอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับทำเมนูนั้นๆ มาจัดวาง เพื่อทำให้ภาพดูมีสีสัน ดึงความสนใจให้กับภาพถ่าย นอกจากนี้ประโยชน์ของการใช้พร็อพคือ เพื่อบอกเล่าถึงวัตถุดิบหลักของเมนูที่อาจมองไม่เห็น เช่น การนำผลสตรอเบอร์รี่มาวางประกอบข้างน้ำสตรอเบอร์รี่ปั่น เป็นต้น  รวมถึงการใช้อุปกรณ์อย่างสเปรย์ควัน มาพ่นรอบแก้วเครื่องดื่มเย็น เพื่อสื่อให้เห็นถึงความสดชื่นของเมนู

การเคลื่อนไหว (Movement) เป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจ เพิ่มความมีชีวิตเข้าไปให้กับภาพถ่าย ซึ่งปัจจุบันร้านอาหารนิยมรังสรรค์เมนูออกมาด้วยการเพิ่มลูกเล่นให้ลูกค้าได้ทำก่อนรับประทาน เช่น การราดท้อปปิ้งลงบนขนมต่างๆ การโรยผงน้ำตาล เป็นต้น ดังนั้น การถ่ายภาพเพื่อให้ดูเหมือนว่าสิ่งที่ทำนั้นกำลังเคลื่อนไหว ต้องอาศัยเทคนิคการถ่ายภาพส่วนตัวเข้ามาช่วย ไม่ว่าจะเป็นเทคนิค Stop Action เพื่อได้ภาพที่เคลื่อนไหวนั้นหยุดนิ่ง แต่ถ้าเมนูไหนที่ไม่มีลูกเล่นมา แล้วรู้สึกว่าหากถ่ายแบบปกติจะทำให้ภาพดูแบน อย่างเช่น เมนูประเภทเส้น ถ้าถ่ายปกติก็จะเห็นเส้นที่จมอยู่ในน้ำซุป วิธีการแก้คือ อาจจะให้เพื่อนช่วยคีบเส้นยกลอยขึ้นมา หรือการพันเส้นด้วยปลายส้อม เพื่อทำให้ภาพที่ได้ดูมีมิติและดูสมจริงมากขึ้น

ปิดท้ายด้วยเทคนิคการ ถ่ายระยะใกล้ (Close Up) เมนูอาหารบางชนิดเหมาะแก่การถ่ายระยะใกล้เพื่อให้เห็นรายละเอียดที่ชัดเจน และเพิ่มความพรีเมียมให้กับเมนูนั้นๆ อย่างเช่น ซูชิไข่ปลาแซลมอล ถ้าถ่ายในระยะไกลก็จะเห็นเป็นซูชิธรรมดา แต่ถ้าถ่ายในระยะใกล้โดยใช้โหมดหรือเลนซ์สำหรับการถ่ายภาพระยะใกล้ ก็จะทำให้เห็นความสด ความใสของไข่ปลาอย่างชัดเจน หรือเมนูสเต็ก ที่ต้องการให้เห็นถึงความสุกของแต่ละชั้นเนื้อ ก็สามารถใช้เทคนิคการถ่ายในระยะใกล้เข้ามาช่วยได้เช่นกัน

ใครที่เป็นสายแชะแล้วแชร์สามารถนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้ได้ หรืออยากเรียนรู้เทคนิคการถ่ายภาพที่หลากหลายสไตล์เพิ่มเติม ก็สามารถเข้าร่วมกิจกรรมเวิร์คช้อปสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับ บิ๊ก คาเมร่า เช่นนี้ได้ฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ บิ๊ก คาเมร่า (BIG CAMERA) ทั้ง 230 สาขาทั่วประเทศไทย หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bigcamera.co.th , Facebook : BIGCAMERACLUB , Instagram : BIGCAMERA_CLUB , Youtube : BIGCameraTV 

เนรมิตที่ดินเปล่าปลูกผักกินเองกันดีกว่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373596

เนรมิตที่ดินเปล่าปลูกผักกินเองกันดีกว่า

วันอังคาร ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 15.34 น.

การใช้ชีวิตให้สมดุลกินดีนอนหลับเพียงพอคือ สิ่งที่ร่างกายของมนุษย์ทุกๆคนต้องการ แต่จะดีกว่าไหมหากคุณสามารถลิ้มรสผักสดๆรสชาติหวานๆจากธรรมชาติแบบที่ไม่เจอปนสารพิษใดๆจากที่ดินของคุณเอง สำหรับใครที่มีที่ดินเปล่าอยู่ในมืออย่าให้เสียของลองนำไอเดียดีๆอย่างการปลูกผักออร์แกนิคไปต่อยอดเพื่อบริโภคแล้วเก็บผลผลิตที่เหลือไปต่อยอดสร้างกำไรให้งอกเงยเพิ่มขึ้นกันดีกว่า! วันนี้เราจะมาแนะนำขั้นตอนการปลูกผักการเตรียมดินบนที่ดินรวมไปถึงเมล็ดพันธุ์พืชต่างๆที่เหมาะกับการนำมาเพราะปลูกเอง

1.วางแผนการปลูกพืชสวนครัวบนที่ดินเปล่า … เริ่มแรกในการวางแผนเคลียร์ที่ดินของคุณเพื่อทำการปลูกพืชผักสวนครัวนั้นคุณจะต้องวางแผนให้รอบคอบเสียก่อนว่าพืชที่คุณอยากปลูกไว้กินนั้นมีกี่ชนิดแต่ละชนิดต้องการปลูกในปริมาณที่มากน้อยแค่ไหนโดยจำนวนนั้นควรจะสัมพันธ์กับขนาดที่ดินที่คุณมีอยู่เพราะการปลูกพืชที่แออัดเกินไปบนที่ดินที่มีจำกัดจะทำให้พืชผักแย่งอาหารกันเองแถมผลผลิตยังไม่สามารถเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่

2.พันธุ์ผักสวนครัวที่แนะนำให้ปลูกบนที่ดินของตัวเอง … สำหรับพืชผักที่อยากแนะนำให้ปลูกเพราะปลูกง่ายได้ผลผลิตดีกินก็ได้จะเก็บเกี่ยวไปขายต่อก็ได้อีกเช่นเดียวกันซึ่งมีทั้งพืชสวนครัวหมุนเวียนอย่างผักชีต้นหอม พริก มะนาว กะเพรา ผักบุ้ง แตงกวา มะกรูดและถั่วงอก นอกจากนี้ยังมีพันธุ์ผักไม้เลื้อยที่สามารถรับประทานได้อย่างตำลึง อัญชัน ขจร เป็นต้น

3.ออกแบบที่ดินสำหรับพืชที่ต้องการปลูก… พอเลือกชนิดของพืชผักที่ต้องการจะปลูกได้แล้วขั้นตอนต่อไปคือการออกแบบที่ดินโดยการออกแบบที่ดินให้สามารถใช้สอยได้ทุกตารางนิ้วนั้นจะต้องมีการวาดแบบร่างขึ้นมาก่อนซึ่งหลักๆมีอยู่สองวิธีคือการปลูกพืชแบบเป็นแนวร่องแถวสลับกันไป โดยมีการเว้นระยะห่างระหว่างแถว กับอีกแบบหนึ่งคือการแบ่งที่ดินออกเป็นสี่เหลี่ยมเท่าๆกันแล้วจัดการปลูกพืชผักที่ต้องการลงไป นอกจากนี้ยังสามารถใช้สิ่งของรอบๆตัวไม่ว่าจะเป็นการใช้ท่อเข้ามาช่วยสำหรับการปลูกผักริมผนังการใช้ขวดน้ำเพาะปลูกเพื่อเพิ่มผลผลิตหรือจะเปลี่ยนยางรถยนต์ที่ไม่ได้ใช้งานแล้วมาเป็นกระถางต้นไม้ก็ได้เช่นกัน

สามารถใช้วิธีการปลูกแบบ 5 ระดับคล้ายๆการไล่แบบขั้นบันไดมาปรับใช้กับการปลูกพืชผักสวนครัวได้ด้วยโดยเริ่มต้นจาก ระดับที่ 1 การปลูกพืชประเภทใช้หัวเป็นอาหารอย่างขิง ข่า หอมแดง กระเทียม ระดับที่ 2 การปลูกพืชไม้เลื้อย อาทิ ถั่วฝักยาว ถั่วพู บวบ ระดับที่ 3 การปลูกพืชแบบพุ่มเตี้ย เช่น พริก มะเขือ ว่านหางจระเข้ กระเจี๊ยบ ระดับที่ 4 การปลูกพืชความสูงระดับกลาง เช่น มะนาวขี้ เหล็ก กล้วย ชะอม ระดับที่ 5 การปลูกพืชแบบทรงสูงให้ร่มเงาที่ให้ดูเป็นเหมือนป่าเล็กๆ มีระบบนิเวศดีเยี่ยม เช่น ต้นตะเคียน ต้นสัก ต้นพะยูง ต้นมะค่า เป็นต้น

4.เตรียมดินและปุ๋ยสำหรับการเพาะปลูก… การเตรียมดินสำหรับเพาะปลูกบนที่ดินนั้นสามารถใช้ดินผสมด้วยปุ๋ยคอก เศษใบไม้ กากกาแฟ ฯลฯ นำมาผสมรวมกัน และยังสามารถนำกากน้ำตาลมาผสมรวมลงไปในดินเพื่อเพิ่มสารอาหารให้กับดิน เมื่อเตรียมดินเสร็จแล้วตามด้วยการรดน้ำให้ชุ่มและรอให้ดินเข้าที่ประมาณ 2-4 สัปดาห์สำหรับการนำไปใช้งานต่อไป เรื่องการใช้ปุ๋ยก็สำคัญไม่แพ้กันโดยต้องพิจารณาจากพันธุ์พืชซึ่งอาจเลือกใช้ปุ๋ยแบบผสมเพราะปุ๋ยแบบผสมนั้นมักเต็มไปด้วยแร่ธาตุที่จำเป็น ทั้งยังสามารถโอบอุ้มน้ำและสารอาหารได้ดีกว่าปุ๋ยดิน

เมื่อเตรียมขั้นตอนทุกๆอย่างเสร็จแล้วคราวนี้ก็ถึงเวลาลงมือแปลงโฉมที่ดินเปล่าของคุณให้กลายเป็นสวนผักออร์แกนิคอย่างที่ตั้งใจ เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นที่ดินเปล่าในเมืองหรือแม้จะมีที่ดินอยู่อย่างจำกัดก็สามารถปลูกพืชผักสวนครัวกินเองได้สบายๆเผลอๆหากใครมีที่ดินใหญ่มากพอ อาจจะได้ผลผลิตที่มากกว่าที่ตั้งใจไว้และสามารถนำไปต่อยอดธุรกิจเพื่อสร้างกำไรให้งอกเงยมากขึ้นเป็นผลพลอยได้อีกด้วย

‘ทำดีเพื่อพ่อ’ สองเยาวชนไทยรับรางวัลศิลปะแห่งการเขียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373416

ชมัยภร บางคมบาง

‘ทำดีเพื่อพ่อ’ สองเยาวชนไทยรับรางวัลศิลปะแห่งการเขียน

วันอังคาร ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ถ่ายภาพหมู่รับรางวัล

หลังเปิดโอกาสให้น้องๆ เยาวชนจากสถาบันการศึกษาทั้งมัธยมและอุดมศึกษาทั่วประเทศ ส่งผลงานการเขียนร้อยแก้วและร้อยกรองเข้าประกวดในหัวข้อ “ความดีเล็กๆ ของฉันที่มีแรงบันดาลใจจากธรรมราชา” โดยโครงการนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) มุ่งมั่นจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ในการถ่ายทอดเรื่องราวความดี โดยมีรัชกาลที่ 9เป็นแรงบันดาลใจในการทำความดีเพื่อตนเองและสังคม พร้อมต่อยอดการเป็นนักเขียนและกวี ด้วยเสวนาพิเศษจากศิลปินแห่งชาติและกวีซีไรต์ในหัวข้อ “อ่านเป็น เขียนได้ กำไรชีวิต”

ชมัยภร บางคมบาง ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2557 เล่าให้ฟังถึงแรงบันดาลใจในการเป็นนักเขียนและความสำคัญของการ “อ่านเป็น” ว่า แท้จริงแล้วการอ่านสำคัญกว่าการเขียนได้ เพราะกระบวนการอ่านถือเป็นการ “นำเข้า” การซึมซับสิ่งต่างๆ เข้ามาในตัวเราเพื่อตกผลึกและเรียนรู้ เปรียบเสมือนการซึมซับประสบการณ์ ในช่วงเวลาหลายปีของคนคนหนึ่ง ที่ได้รวบรวมข้อมูลและย่อโลกที่เขาพบเจอผ่านตัวอักษรให้อ่าน เรียนรู้ สนุกสนาน และตื่นเต้นไปกับการท่องโลกอีกใบที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน ขณะเดียวกันโลกภายในของผู้อ่านก็เติบโตและพัฒนาพร้อมกัน

“พออ่านเป็นจะเกิดกระบวนการตกผลึกที่ทำให้เรา “เขียนได้” ดิฉันโชคดีที่เติบโตมาในครอบครัวที่รักการอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ พ่อ-แม่มีรสนิยมการอ่านที่ต่างกันทุกมุมของบ้านจึงมีหนังสือวางไว้เสมอ แม้แต่สารคดีเล่มเขื่องใต้เตียงหรือบทกวีที่พ่อท่องให้ฟังก่อนนอน ดิฉันค้นพบว่า หนังสือที่อ่านมีอิทธิพลต่อความคิดของเราตั้งแต่ก่อนอายุ 15 ปี เล่มแรกที่อ่านคือเรื่องสั้น “มิใช่ของตามตลาด” (ศุภร บุนนาค) วันหนึ่งเราก็เขียนเรื่อง “มิอาจซื้อ” ที่ได้แรงบันดาลใจจากหนังสือเล่มนั้น นับแต่นั้นมาก็หลงใหลการอ่านมาโดยตลอด ยิ่งอ่านมากกระบวนการเข้าใจชีวิตของเรายิ่งชัดเจน ทุกครั้งที่เขียนเหมือนดิฉันได้ชำระล้างจิตใจให้มองเห็นตัวเองกระจ่างชัดขึ้น ขณะที่การประกวดเปรียบเสมือนกุญแจที่ไขประตูแห่งโอกาสสู่โลกใบใหม่ที่ตื่นเต้นและท้าทาย นั่นเป็นเหตุผลที่เรียกว่า “กำไรของชีวิต”

ขณะที่ เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ เจ้าของวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปี 2547 จากกวีนิพนธ์ “แม่น้ำรำลึก” เรวัตร์เติบโตมาในครอบครัวที่ค่อนข้างขาดแคลนมาก ที่บ้านไม่มีแม้หนังสือสักเล่มให้อ่าน นอกจากทรานซิสเตอร์ของแม่ไว้ฟังนิยายริมนา ความไม่มีทำให้เขาเลือกที่จะฝังตัวในห้องสมุดของโรงเรียนเพื่อลืมความหิว และความสุขเดียวของเด็กชายเรวัตร์คือ การหลบขึ้นไปอ่านหนังสือเงียบๆ บนต้นจามจุรีใหญ่ริมแม่น้ำ จินตนาการถึงวันที่สุนทรภู่จะล่องเรือผ่านคลองเล็กๆ หน้าบ้าน จนถึงวัยเกณฑ์ทหาร ว่างจากการอยู่เวรเขาจะจับปากกาบรรจงคัดลายมือเป็นบทกวี ส่งถึงบรรณาธิการนิตยสาร “ฟ้าเมืองทอง”

“ทุกคืนผมจะเขียนเรื่องสั้นบ้าง บทกวีบ้าง พอสิ้นเดือนผมจะรีบขี่จักรยานเข้าตัวเมืองเพื่อส่งบทความไปที่สำนักพิมพ์ ทำอยู่อย่างนั้นสามเดือน วันหนึ่งฟ้าเมืองทองก็ตีพิมพ์บทกวีของเรวัตร์ คิดตั้งแต่วันนั้นเลยว่า “เราเป็นนักเขียนได้” ผมพบว่า การอ่านทำให้เข้าใจผู้อื่น ทุกชีวิตบนโลกใบนี้ไม่ง่ายเลย ยิ่งเข้าใจเราจะไม่ตัดสินผู้อื่น ขณะเดียวกันผมเขียนเพื่อเข้าใจตัวเองเมื่อเข้าใจตัวเองเราจะมีกำไรชีวิตเพิ่มขึ้น”

ผู้ชนะการประกวดงานเขียนประเภทร้อยแก้ว ฉัตริน จูงฉัตราภรณ์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ โดยมีแรงบันดาลใจจากหนังสือ “บันทึกความจงรัก” ของ สสส. และพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงทำหน้าที่เป็น “ครู” สอนนักเรียนจากโรงเรียนวังไกลกังวล ที่ยังคงตราตรึงและจุดประกายความดีเล็กๆ ให้เขาฝันอยากเป็นครูที่ดีในอนาคต “พระองค์ทรงเป็นแรงบันดาลใจในการสอนด้วยความรัก ความเมตตา และด้วยใจที่อยากให้นักเรียนทุกคนของพระองค์ท่านเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมในอนาคต ผมใช้เวลา 2-3 วัน ในการเขียนเรียงความพอได้รับรางวัลแล้วรู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจมากครับ เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจให้ผมมุ่งมั่นที่จะเป็นครูที่ดีในอนาคต อีกอย่างการได้ฟังนักเขียนทั้งสองท่านทำให้ผมอยากอ่านหนังสือเยอะๆ เพราะการอ่านเป็นการเรียนรู้ที่มีคุณค่าและทำให้เราเติบโตจากภายใน”

กานดามณี รัตนพล นักศึกษาชั้นปีที่ 4คณะมนุษยศาสตร์ ม.รามคำแหง ผู้ชนะการประกวดประเภทร้อยกรอง ถ่ายทอดบทกวีอันงดงามไพเราะได้แรงบันดาลใจในการทำความดีจากการเสด็จฯ ทรงงานตามถิ่นทุรกันดารของรัชกาลที่ 9 และหนังสือ “บันทึกคำจงรัก” ของ สสส. กล่าวว่า “ชอบเดินทางไปต่างจังหวัด ในทุกที่ที่ไป เราไปเพื่อความสุขของตัวเอง เหมือนนักเดินทางทุกคนที่ต่างก็แบกสัมภาระที่เพิ่มความสะดวกสบายให้ตัวเอง แต่มีเพียงคนเดียวที่เดินทางไปทุกแห่งหนพร้อมสัมภาระอันหนักอึ้งเพื่อไปสร้างความสะดวกสบายและคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อื่น ถ้าสังคมไทยมีคนที่ให้โดยไม่หวังผลอย่างรัชกาลที่ 9 ดิฉันเชื่อว่า สังคมจะสวยงามและเป็นสังคมแห่งการให้อย่างแท้จริง การเดินทางของดิฉันเปลี่ยนแปลงไปนับแต่ได้แรงบันดาลใจจากพระองค์ท่าน ทุกที่ที่เราไปไม่จำเป็นต้องสร้างความดีอันยิ่งใหญ่ แค่ช่วยกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายธรรมชาติ และส่งต่อการทำความดีให้คนใกล้ตัว เราก็ได้ร่วมกันทำสิ่งดีๆ เพื่อตอบแทนการเป็นลูกที่ดีของพระองค์ท่านแล้วค่ะ”

ร่วมซึมซึบทุกความประทับใจในเรียงความและบทกวีของเยาวชนในหัวข้อ “ความดีเล็กๆ ของฉันที่มีแรงบันดาลใจจากธรรมราชา” พร้อมสัมผัสเรื่องราวจากแรงบันดาลใจสู่ความเปลี่ยนแปลงของชีวิตที่เพียงพอในวันที่ “พ่อ” จากไป ได้ทาง https://www.facebook.com/kingrama9myinspiration ดาวน์โหลดหนังสือ “บันทึกความจงรัก” ได้ที่ https://goo.gl/FTnAej และ “บันทึกคำจงรัก” ได้ที่ https://goo.gl/jMYLLf เพื่อเก็บทุกความรำลึกถึงรัชกาลที่ 9ให้ตราตรึงในหัวใจของคนไทยตลอดไป

ชมัยภร บางคมบาง

ชมัยภร บางคมบาง

ฉัตริน จูงฉัตราภรณ์ ร้อยแก้ว อันดับ 1

ฉัตริน จูงฉัตราภรณ์ ร้อยแก้ว อันดับ 1

กานดามณี รัตนพล ร้อยกรอง อันดับ1

กานดามณี รัตนพล ร้อยกรอง อันดับ1

เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์

เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์

คอนเสิร์ตการกุศล‘KAMALA LIVE IN CONCERT’ รายได้มอบให้ ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯแก้ไขความพิการบนใบหน้าฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373420

คอนเสิร์ตการกุศล‘KAMALA LIVE IN CONCERT’ รายได้มอบให้ ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯแก้ไขความพิการบนใบหน้าฯ

คอนเสิร์ตการกุศล‘KAMALA LIVE IN CONCERT’ รายได้มอบให้ ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯแก้ไขความพิการบนใบหน้าฯ

วันอังคาร ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เพื่อหารายได้มอบให้ “ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ สภากาชาดไทย” ซึ่งให้การดูแลเด็กไทยผู้ด้อยโอกาส สุโกศล เอ็นเตอร์เทนเมนท์ สภากาชาดไทย และ สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จัด “KAMALA LIVE IN CONCERT” คอนเสิร์ตการกุศล ร่วมกับ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงเทพ ไทยน้ำทิพย์ True Visions Eazy FM 105.5 นิตยสาร Hello! และ Covermarkระหว่าง 15-17 พฤศจิกายน 2561 ณ ห้องกมลทิพย์บอลรูม โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพ โดยจัดการแสดงรอบกาลาดินเนอร์ 1 รอบ และรอบทั่วไป 2 รอบ

ครั้งนี้ กมลา สุโกศล “The Entertainer” ผู้สร้างความบันเทิง และน้ำเสียงที่ทรงพลัง กำลังจะกลับมาสร้างความประทับใจอีกครั้ง กับคอนเสิร์ตการกุศลสุดยิ่งใหญ่ประจำปีสไตล์บรอดเวย์ ที่หาดู
ได้ยากในเมืองไทย พร้อมด้วยสมาชิกครอบครัวสุโกศล มาริสา สุโกศล หนุนภักดี “The Singer” สุกี้ “The Musician” และ น้อย (กฤษดา) “The Dancer” พร้อมด้วย ฟินนาเกน ลูกชายของน้อยที่จะมาร่วมกันนำเสนอความบันเทิงผ่านบทเพลงและการแสดงต่างๆ ที่ได้รับการคัดสรรและหาชมได้ยากมามอบให้แก่ผู้ชม

เพลิดเพลินไปกับบทเพลงอันไพเราะ ไม่ว่าจะเป็นแนวสนุกสนาน เช่น เพลง I Will Survive หรือผลงานเพลง Live & Learn สไตล์ Bossa Nova และเป็นครั้งแรกที่ น้อย วงพรู จะเปิดคอนเสิร์ตด้วยเพลง The Greatest Show จากภาพยนตร์เรื่อง The Greatest Showman นอกจากนี้เขาจะแสดงคู่กับฟินนาเกน ลูกชายวัย 11 ปี ในเพลง A Million Dreams รวมถึงการแสดงเพลงในอัลบั้มล่าสุดของเขา

คอนเสิร์ตครั้งนี้ มาริสาจะถ่ายทอดบทเพลงอันสุดซึ้ง (You Make Me Feel Like) A Natural Woman เพื่อรำลึกถึงราชินีเพลง Soul อารีธาแฟรงคลิน (Aretha Franklin) นอกจากนี้ ธานี พูนสุวรรณ และนักร้องประสานเสียงคุณภาพพร้อมที่จะสร้างความบันเทิงให้แก่ท่านเหมือนเช่นเคย จะมีเพลงเด่น Come Alive จากภาพยนตร์เรื่อง The Greatest Showman และเพลง Baba Yetu (The Lord’s Prayer in Swahili) จากภาพยนตร์เรื่อง The Black Panther รวมถึงเพลงของ Abba จากภาพยนตร์เรื่อง Mamma Mia ท่านจะได้ชมความงดงามของนาฏลีลาประกอบบทเพลงต่างๆ โดยนักเต้นจากโรงเรียนอารีย์นาฏยศิลป์ และดนตรีบรรเลงโดย วงบิ๊กแบนด์ออร์เคสตราชั้นเยี่ยมของไทย ภายใต้การควบคุมของ ปิติ เกยูรพันธ์

ที่สำคัญ นอกจากความบันเทิง ในขณะเดียวกันยังมั่นใจได้ว่าเงินที่ซื้อบัตรชมคอนเสิร์ตจะทำการกุศลได้เต็มที่ เพราะรายได้จากการจำหน่ายบัตรชมคอนเสิร์ตทั้งหมดเต็มจำนวนโดยไม่ได้หักค่าใช้จ่ายจะส่งมอบให้ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ สภากาชาดไทย เพื่อช่วยทำให้เด็กไทยที่มีความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ ผู้ด้อยโอกาสได้มีคุณภาพชีวิตในสังคมดีขึ้น

การแสดงวันที่ 15 และ 17 พฤศจิกายน เวลา 20.00 น. บัตรราคา 3,500 / 3,000 / 2,500 / 2,000 /1,500 วันที่ 16 พฤศจิกายน รอบกาลาดินเนอร์ บัตรราคา 50,000 และ 45,000 บาท สำหรับหนึ่งโต๊ะ (10 ท่าน) จำหน่ายบัตรที่ โรงแรม เดอะ สุโกศล ติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่ โทร.02-2470123 ต่อ 1928 คุณสุวรรณี

LA Collection บูติกช็อปปิ้งด้วยคะแนนสะสม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373392

LA Collection บูติกช็อปปิ้งด้วยคะแนนสะสม

LA Collection บูติกช็อปปิ้งด้วยคะแนนสะสม

วันอังคาร ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เลอ คลับ แอคคอร์โฮเทล (Le Club AccorHotels) เปิดบูติกช็อปปิ้งออนไลน์ LA Collection บูติกช็อปปิ้งด้วยคะแนนสะสมที่ไม่มีวันหมดอายุ

เลอ คลับ แอคคอร์โฮเทล (Le Club AccorHotels โปรแกรมสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกแอคคอร์โฮเทล ประกาศเปิดตัวแพลตฟอร์มบูติกช็อปปิ้งอิเล็กทรอนิกส์ “LA COLLECTION by Le Club AccorHotels” ช็อปปิ้งออนไลน์สำหรับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ช็อปง่ายและสะดวกด้วยคะแนนสะสมที่ไม่มีวันหมดอายุ เลือกช็อปได้ที่ https://lacollectionbyleclubaccorhotels.com

การเปิดแพลตฟอร์มช็อปปิ้ง LA COLLECTION by Le Club AccorHotels เป็นการมอบเอกสิทธิ์พิเศษสำหรับสมาชิกเลอคลับ แอคคอร์โฮเทล จำนวนกว่า ١٤ ล้านคน ในเอเชียแปซิฟิก สามารถเลือกซื้อสินค้าที่ถูกใจให้ตัวเองหรือคนที่รักในโอกาสพิเศษด้วยพ้อยท์สะสมอย่างสะดวก กับสินค้าจากร้านค้าพันธมิตรกว่า ٨٠٠ รายการ ทั้งอุปกรณ์ไฮเทค ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม และแฟชั่น ฯลฯ

แบรนด์ LA ORR

เปิดตัวรายการ‘หอมกลิ่นสยาม’ มรดกทางอาหารวัฒนธรรมที่ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373422

เปิดตัวรายการ‘หอมกลิ่นสยาม’ มรดกทางอาหารวัฒนธรรมที่ยั่งยืน

เปิดตัวรายการ‘หอมกลิ่นสยาม’ มรดกทางอาหารวัฒนธรรมที่ยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ไทยพีบีเอส เปิดตัวรายการวัฒนธรรมอาหารรูปแบบใหม่ จากต้นตำรับสู่สำรับไทยในครัวโลกกับรายการสารคดี “หอมกลิ่นสยาม” ออกอากาศปรุงรส ทุกวันเสาร์ เวลา 21.10-22.00 น. เริ่มสำรับแรก 1 ธันวาคมนี้ ทางช่อง Thai PBS HD หมายเลข 3

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ สถานีโทรทัศน์ ไทยพีบีเอส ร่วมกับบริษัท ธีมเมติก จำกัด ผู้ผลิตรายการ ได้จัดให้มีพิธีครอบครูช่างปากศิลปคฤหวิทยา โดยครูสมพิศ วีระณะ ครูอาวุโสผู้เชี่ยวชาญด้านคหกรรมศาสตร์ ให้กับพิธีกรรายการ (เชฟคนรุ่นใหม่) กูรูด้านอาหาร ผู้เชี่ยวชาญสำรับโบราณณ พิพิธภัณฑ์อาคาร สายสุทธานภดล (ตำหนักพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา) มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

เชิดพงษ์ ศรีสุธรรม หัวหน้าโปรดิวเซอร์ ฝ่ายรายการประเด็นทางสังคม ไทยพีบีเอส เปิดเผยถึงที่มาของรายการว่า เพื่อรื้อฟื้นและนำเสนอคุณค่าของวัฒนธรรมอาหารไทยซึ่งเป็นภูมิปัญญาอันล้ำค่า ของบรรพบุรุษที่ถือเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ทรงคุณค่าผ่านสำรับไทยที่เกิดขึ้นในอดีต(รัชกาลที่ 5 จนถึงปัจจุบัน) โดยแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ไทยในแต่ละยุคสมัย อีกทั้งให้คนไทยได้เห็นถึงความสำคัญของการรับประทานอาหารตามวัฒนธรรมไทยอีกทั้งยังปลูกฝังค่านิยม และความภาคภูมิใจในการรับประทานอาหารไทยให้กับคนรุ่นใหม่เพื่อให้อาหารไทยเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ยั่งยืนของชาติต่อไป

ชัยยุทธ์ เคหะนันทน์ โปรดิวเซอร์รายการ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส กล่าวเพิ่มเติมว่า รายการสารคดีชุดนี้ ได้ผลิตจำนวนทั้งสิ้น 5 ตอน ความยาว 1 ชั่วโมง โดยเนื้อหาจะนำเสนอสำรับไทยในสมัยโบราณ คือ “ข้าว คาว หวาน ว่าง จิ้ม” โดยมีวิธีการนำเสนอด้วยการให้เชฟรุ่นใหม่ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และวิเคราะห์ วิพากษ์เรื่องราววัฒนธรรมของอาหารไทยต่างๆ กับผู้เชี่ยวชาญด้านสำรับโบราณ ช่วงย้อนอดีตจำลองเหตุการณ์บางช่วงบางตอนในสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 7 และช่วงที่ให้เชฟรุ่นใหม่สร้างสรรค์สูตรอาหารแนวไทยโมเดิร์น อาทิ อนุสรณ์ มณีเทศ (โย่ง), กรุณพล เทียนสุวรรณ (เพชร), ร่มฉัตร ขำศิริ (เพลง), ชนากานต์ ชัยศรี (เชฟส้ม), ณัฐวุฒิ นันต๊ะแขม (เชฟปอย), และกูรูผู้เชี่ยวชาญด้านสำรับอาหารไทยโบราณ อาทิ ม.ล.ขวัญทิพย์ เทวกุล, ผศ.ทอรุ้ง จรุงกิจอนันต์, ผศ.ดร.ศันสนีย์ จะสุวรรณ์, อ.จันทรรัตน์ เหมเวช, อ.ดร.นิพัทธ์ชนก นาจพินิจ มาร่วมกันถ่ายทอดข้อมูล ความรู้และความสนุกสนาน ทั้งอาหารจานหลัก(ข้าว) เครื่องคาว เครื่องหวาน เครื่องว่าง และเครื่องจิ้ม

ติดตามรับชมรายการสารคดีวัฒนธรรมอาหาร “หอมกลิ่นสยาม” จากต้นตำรับสู่สำรับไทยในครัวโลก ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ทุกวันเสาร์ เวลา 21.10-22.00 น. ตลอดเดือนธันวาคม 2561

‘โอปอล์-ปณิสรา’ แนะเคล็ดลับเตรียมสมองลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373391

‘โอปอล์-ปณิสรา’ แนะเคล็ดลับเตรียมสมองลูก

‘โอปอล์-ปณิสรา’ แนะเคล็ดลับเตรียมสมองลูก

วันอังคาร ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เพราะโลกยุคใหม่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มีสิ่งไม่คาดฝันและมีความท้าทายใหม่ๆ กว่าแต่ก่อนมาก มีงานวิจัยของ MacArthur Foundation รายงานว่า 65% ของอาชีพในอนาคต จะเป็นอาชีพที่ทุกวันนี้ไม่เคยมีอยู่ อาจถึงขนาดที่ว่าไม่เคยมีใครคิดจินตนาการออก เพราะไม่มีใครรู้ว่าโลกใบนี้จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหนกันแน่

แบรนด์จูเนียร์ซุปไก่สกัด เปิดตัวแคมเปญ “พร้อมลอง พร้อม LEARN กับแบรนด์จูเนียร์ #แบรนด์แต่เช้า” โดย พุดตาน พงศ์พัฒนาไพบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แบรนด์ ซันโทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว โอปอล์-ปาณิสา อลิน-อลัน อารยะสกุล ไอดอลแม่ลูกต้นแบบยุคใหม่ มาเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ ชวนพ่อแม่เตรียมความพร้อมของสมองลูกน้อย ก่อนการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการก้าวทันโลกสู่ความสำเร็จแบบองค์รวมในอนาคตในงานแถลงข่าวอย่างเป็นทางการไปเมื่อเร็วๆนี้ ณ Bit Playground สวนสนุก Digital Interactive ที่นำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาผนวกเข้ากับการเรียนรู้ของเด็กๆ ณ ห้างสรรพสินค้าเอ็มควอเทียร์

ในงานยังได้รับเกียรติจาก คุณแม่เกม-ดวงพร ปฐวีกานต์ มาพร้อมลูกสาววัยน่ารัก น้องโสน และน้องสวรรค์ ร่วมด้วย คุณแม่แอน-กนกพร สิมะพิเชฐ เจ้าของ เพจดัง “2Madames.com นอกจากนี้ ยังมีพระเอกหนุ่มหล่อ อเล็กซ์ เรนเดลล์ จาก EEC Thailand ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมที่สร้างกระบวนการความคิดอย่างเป็นระบบให้กับเด็กๆ มาร่วมงานด้วย

โอปอล์-ปาณิสรา กล่าวว่า “ปอว่าเด็กๆ สมัยนี้ชอบเรียนรู้สิ่งแปลกใหม่ที่นอกเหนือจากเนื้อหาวิชาการในห้องเรียนอยู่ตลอดเวลา แถมเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วกว่าสมัยที่ปอยังเป็นเด็กอีกด้วย อย่างอลินและอลัน ที่จะมีความสุขมากๆ เวลาได้ลองจับ ลองทำอะไรใหม่ๆ ด้วยตัวเอง ดังนั้น ปอจึงให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมก่อนการเรียนรู้ของลูกทั้งสองคนเป็นอันดับแรก เพราะการเรียนรู้ในวัยเด็กเป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ในลำดับต่อไปในวัยที่โตขึ้น ปอจึงเลือกให้ลูกๆ ดื่มแบรนด์จูเนียร์ซุปไก่สกัดทุกเช้า ซึ่งลูกๆ ของปอชอบมาก โดยเฉพาะเวลาแช่เย็นๆ เพราะหอม อร่อย ดื่มง่ายมากขึ้น”

ดังนั้น หากต้องการให้ลูกๆ ประสบความสำเร็จในทุกด้าน คุณพ่อคุณแม่จึงต้องช่วยเตรียมพร้อมให้น้องๆ ก่อนการเรียนรู้ ด้วยอาหารและโภชนาการที่เหมาะสมกับวัย ซึ่งการดื่มแบรนด์จูเนียร์ซุปไก่สกัดทุกเช้า ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีกับลูกๆ เพราะอุดมไปด้วย DHA, ALA และวิตามิน B12 ที่มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง รสชาติอร่อย หอม และดื่มง่ายกับ 3 รสชาติ ประกอบด้วยรสช็อกโกลาวา รสน้ำผึ้ง และกลิ่นฟรุ๊ตลาวา เพราะการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จในอนาคต

คุณแหน : 30 ตุลาคม 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373419

คุณแหน : 30 ตุลาคม 2561

วันอังคาร ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ll ในที่สุดสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ได้ออกแถลงการณ์ด้วยความเสียใจ และอาลัยอย่างสุดซึ้งว่า วิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ และประธานกรรมการกลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์ นักธุรกิจอภิมหาเศรษฐีชาวไทย เป็น 1 ใน 5 ของผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวตก ที่บริเวณนอกสนามคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ในเมืองเลสเตอร์ซิตี้ อังกฤษ เมื่อคืนวันเสาร์ 28 ต.ค.ที่ผ่านมา…ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัว ศรีวัฒนประภา ในการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้…

ll คณะผู้บริหารระดับสูง กทม. ของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมืองเตรียมการจะไปดูงานการอนุรักษ์โบราณสถานในชุมชนท้องถิ่น ที่ประเทศไต้หวันได้รับคำชมเชยจากองค์การนานาชาติว่าสามารถดำเนินการสำเร็จตามเป้าหมายด้วยความราบรื่นสมานฉันท์กับชาวบ้านในชุมชน… นักวิชาการสำคัญหลายท่านเลยฝากถึงคณะผู้บริหารฯ ว่านอกจากเรื่องนี้แล้วขอเสนอแนะว่าให้คณะถือโอกาสยิงนกทีเดียวสองตัว โดยขอเจ้าภาพดูงานระบบบริหารจัดการรถเมล์โดยสาร BRT โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองไทจง และจาอี้ ซึ่งประสบความสำเร็จตอบโจทย์ได้รับความชื่นชมจากพลเมือง…

ll การได้ครอบครองพระเครื่องสมเด็จวัดระฆัง (แท้) สร้างปลุกเสกโดยเจ้าพระคุณ สมเด็จพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี ที่เป็นองค์สมบูรณ์แบบไม่แตกหักซ่อมชำรุด กล่าวกันว่าบุคคลผู้นั้นต้องมีบุญบารมีเหมาะสม คหบดีใหญ่ ทัศนัย สุทัศน์ ณ อยุธยา จึงรู้สึกปลาบปลื้มอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสรับช่วงการอนุรักษ์ พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ “ฐานแซม” องค์สวยสมบูรณ์จากอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ…

llย้ายสำมะโนครัวจากบ้านหมู่บ้านแมกไม้ รามอินทราไปเป็นชาวเชียงดาว เชียงใหม่เรียบร้อยแล้ว ไฉไล โกมารกุล ณ นคร ตั้งใจว่าจะทำธุรกิจChailai Grace แบบเต็มร้อย ซึ่งมีเพื่อนรักหลากหลายกลุ่มแวะเวียนไปให้กำลังใจตลอดเวลา วันก่อน ศิริวรรณ วงศ์ศิริกุล, จินตนาจิตรสมบรูณ์ ฯลฯ เพื่อนสมัยเรียน ม.เชียงใหม่ ไปใช้บริการ 2 คืนเป็นที่สนุกสนานครื้นเครงกันโดยถ้วนหน้า…

ll ช่วงสัปดาห์ที่ผ่าน สัตตกมล วรกุล ไปท่องเที่ยวพักผ่อนที่เกาะฮอกไกโด พักที่ฮาโกดาเตะ รวมทั้งเที่ยวเมืองโอตารุและอื่นๆ อีกมากมาย…

ll ไปพักผ่อนที่ตุรกีระหว่างนี้แสวง-โสมรพี ศรีประเสริฐ บันทึกภาพสวยงามมาฝากให้เพื่อนๆ ชื่นชมด้วย…

ll ใกล้สบายแล้ว สุรัตนา บุญเพียรผล แห่งการประปาภูมิภาค อดีตผอ.พีอาร์ เหลือเวลาทำงานแค่ 11 เดือนก็จะเกษียณสุขแล้ว…

ll ท่านผู้หญิงเหมือนจิต ภิรมย์ภักดี แจ้งว่าร้านจิตรลดา ทุกสาขา ยกเลิกการขายลดราคาแล้ว วันที่ 31 ต.ค.ปิดทุกร้าน เก็บสินค้าหมด…

llฝีมือตีแป้งอัลมอนด์กับไข่ขาวทำขนมชื่อไพเราะ Financiers ที่ นิยม นิตยางกูร บรรจงทำให้เพื่อนๆ ของ พันศรี ภรรยากินแล้วชื่นชมว่าอร่อยไม่ขาดปากเลยทีเดียวเชียว…

ll เป็นคุณยาย-คุณย่าที่ทรงความงามเป็นเยี่ยม แม้วัยใกล้เลข “7” คล้ายแข วงศาโรจน์ มีเคล็ดไม่ลับที่อยากจะบอกใครๆ ว่า เพราะออกกำลังกายกับศึกษาธรรมะ…ใครเดินตามรอยก็จะดีแก่ตัวเป็นอย่างยิ่ง…

ll คู่ดีเจดูโอ้คู่ใหม่ อนุสรา จิตมิตรภาพ กับ มธุรส โอสถานนท์ มาดูโอ้กันทุกบ่ายพุธ-ศุกร์ทาง Top Radio 93.5 FM 14.00-16.00 น. ทำให้ ธนฤทธิ์ พันธุเมธา ดีเจชายรู้สึกอิจฯ เพราะต้องจัดเดี่ยวเดียวดาย !!…ll

บารอนเนส

ประชุมระดับโลกกำหนดอนาคตสังคมผู้สูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373399

ประชุมระดับโลกกำหนดอนาคตสังคมผู้สูงอายุ

ประชุมระดับโลกกำหนดอนาคตสังคมผู้สูงอายุ

วันอังคาร ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สถาบันคีนันแห่งเอเชีย ร่วมจัดงานประชุมระดับโลก “NextGen Aging-Shaping A Smart Future for an Aging Society Conference” ครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งจะมาร่วมกำหนดอนาคตสังคมผู้สูงอายุในประเทศไทย ผ่านวิสัยทัศน์ทางธุรกิจและนวัตกรรมเพื่อสังคมจากบุคลากรชื่อดังระดับนานาชาติ ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 นี้ ที่โรงแรมดุสิตธานี

เพื่อสร้างเครือข่ายภาครัฐให้เข้มแข็งและสนับสนุนการประยุกต์ใช้นวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ สถาบันคีนันแห่งเอเชีย จึงร่วมกับ University of North Carolina’s Kenan-Flagler School of Business and the Gillings School of Global Public Health จัดงานเสวนาครั้งนี้ขึ้น โดยเชิญและรวบรวมผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมนำเสนอและอภิปรายผลลัพธ์จากกรณีศึกษาและโมเดลการพัฒนาจากนานาชาติ อาทิ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และไทย เพื่อจุดประกายให้เกิดความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม อันจะก่อให้เกิดแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ท้าทายด้านประชากรของประเทศไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมผู้สูงอายุ

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ให้เกียรติร่วมเป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมกล่าวถึงทิศทางการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้กับสังคมผู้อายุที่สอดรับกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และเหตุผลที่ภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมกันผลักดันให้เกิดความร่วมมือในทุกๆ ภาคส่วน

ด้าน นายปิยะบุตร ชลวิจารณ์ประธานอำนวยการและรองประธานกรรมการของสถาบันคีนันแห่งเอเชีย กล่าวถึงงานที่จะเกิดขึ้นครั้งนี้ว่า จากการคาดการณ์ว่าประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในปี 2564 ดังนั้น ทั้งภาครัฐและเอกชน ควรจะเร่งรณรงค์เพื่อให้เกิดการตื่นตัว และเตรียมความพร้อมเพื่อให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพ ซึ่งในการประชุมเสวนาในครั้งนี้ จะมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 300 คน ทั้งบุคลากรด้านการแพทย์ ผู้ประกอบการ พนักงานจากภาคเอกชน รวมถึงข้าราชการ จากทั้งในประเทศไทยและอีกหลากหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย เพื่อเข้ารับฟังและเรียนรู้ ถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านต่างๆ ที่ได้นำมาใช้ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและช่วยให้ประเทศต่างๆ สามารถเอาชนะความท้าทายด้านจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่กำลังเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมงานเสวนาจะได้รับความรู้จากผู้เชี่ยวชาญในระดับสากลที่ได้ให้เกียรติมาบรรยาย โดยเน้นรูปแบบเชื่อมโยงวาระสำคัญทั้ง4 ด้าน ได้แก่ นโยบายประเทศและการรับมือต่อภาวะก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว รวมถึงแนวโน้มจำนวนผู้สูงอายุในประเทศต่างๆ ทั่วโลกและสถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบัน ครอบคลุมทิศทางเศรษฐกิจ ระบบสาธารณูปโภคและเทคโนโลยี

งานเสวนาวิชาการครั้งนี้ จะจัดขึ้นในวันพุธที่ 7 พฤศจิกายน 2561 เวลา 08.30–17.00 น. ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ สำหรับผู้ที่สนใจอยากเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานประชุมระดับโลกครั้งแรกนี้ สามารถติดต่อสอบถาม หรือลงทะเบียนสำรองที่นั่งได้ที่เว็บไซต์ของโครงการ https://www.kenan-asia.org/nextgenaging

ปลูกฝังธรรมะให้เด็กด้วยหนังสือชุดนิทานชาดก 10 บารมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373423

ปลูกฝังธรรมะให้เด็กด้วยหนังสือชุดนิทานชาดก 10 บารมี

ปลูกฝังธรรมะให้เด็กด้วยหนังสือชุดนิทานชาดก 10 บารมี

วันอังคาร ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

โครงการ “บารมีดีที่ตน” มีความมุ่งหมายหลักที่จะนำเรื่องราวความดีงามหรือ “บารมี” ในอดีตชาติของพระพุทธเจ้าที่ปรากฏอยู่ในเรื่องเล่าชาดกมาปลูกฝังเป็นพื้นฐานความคิดของคนรุ่นใหม่ เพื่อให้เด็กที่เป็นลูกหลานของเราเติบโตในโลกปัจจุบันได้อย่างแข็งแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจ ดังนั้นหนังสือชุดนิทานชาดก 10 บารมี จึงเกิดขึ้นมาด้วยความร่วมแรงร่วมใจของคนจำนวนมาก

ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ประธานโครงการ “บารมีดีที่ตน” กล่าวว่า เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา มีหลวงปู่ที่ผมเคารพนับถือ พระราชสิทธาจารย์ วิ. (หลวงปู่ทองใบ ปภสฺสโร) ประธานสงฆ์ วัดนาหลวง จ.อุดรธานี มีดำริที่จะมีหนังสือสักชุดหนึ่งให้เด็กๆ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพุทธศาสนา ประเด็นเกี่ยวกับธรรมะ ที่ดึงเนื้อหามาจากชาดกต่างๆว่าด้วยเรื่องทศชาติ ทศบารมี จึงมาคิดกันว่า น่าจะเป็นเด็กประถม ที่ให้ผู้ใหญ่ช่วยอ่านจากนั้นได้เลือกผู้มาย่อยข้อมูล เรื่องราว ซึ่งต้องใช้ภาษาให้เหมาะสมกับคนอ่านสองวัย พร้อมกันนี้ได้นิมนต์ พระจากวัดราชบพิตรหนึ่งรูป และที่วัดชนะสงครามอีกหนึ่งรูป มีพระมหาปกรณ์ กิตติธโร ป.ธ.๙,พระมหาไมตรี ปุญญามรินโท ป.ธ.๙ ซึ่งเก่งมากเรื่องภาษาบาลี พระธรรม วินัย พระไตรปิฏก เชี่ยวชาญมาก และก็มีผม ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทองจันทรางศุ ประธานโครงการบารมีดีที่ตน และ ดร.ชัชพล ไชยพร รวมทีมกันคิด กลั่นกรอง ให้อ่านง่าย จากนั้น แต่งแต้มจินตนาการด้วยภาพประกอบน่ารักจากศิลปินโดยเฉพาะเพื่อให้ถูกใจเด็กๆ ได้แก่ ครูโต-หม่อมหลวงจิราธร จิรประวัติ, ครูปาน-สมนึก คลังนอก,แป้ง-ภัทรีดา, นวล-นวลตอง และเพียว-โลกุตรา นอกจากภาพแล้ว เรายังเพิ่มเติมอยากได้เสียงอ่านด้วย เป็นเครื่องช่วยให้เกิดอรรถรสเวลาอ่านหนังสือมากขึ้น โดยผู้ที่มาอ่านอยู่ในแวดวงการแสดง การสื่อสาร สาธารณะทั้งหลาย นับเป็นความร่วมมือร่วมใจของคนจำนวนมาก ที่ต้องการจะสนองงานพระศาสนา ได้แก่ณเดชน์ คูกิมิยะ, ญาญ่า-อุรัสยา, เจมส์-จิรายุ, ต่อ-ธนภพ,ทาทา ยัง, กาละแมร์-พัชรศรี, ปาน-ธนพร, ไก่-มีสุข,ดีเจพี่อ้อย และตูน Bodyslam ที่มีการประพันธ์ดนตรี และเสียงประกอบ กำกับการเล่านิทานด้วย

สำหรับหนังสือชุดนิทานชาดก 10 บารมี ประกอบด้วย ทานบารมี, ศีลบารมี, เนกขัมบารมี, ปัญญาบารมี, วิริยบารมี, ขันติบารมี, สัจจบารมี,อธิษฐานบารมี, เมตตาบารมี และอุเบกขาบารมี

นอกจาก หนังสือชุดนิทานชาดก 10 บารมี ชุดเสียงเล่านิทานชาดก 10 บารมี แล้ว อนาคตจะมี กิจกรรมเล่า อ่าน ฟังนิทานชาดกในโรงเรียนต้นแบบ กิจกรรมนี้จะคัดเลือกตัวแทนจากโรงเรียนทั่วประเทศ 1,200 โรงเรียนซึ่งโครงการจะมอบหนังสือชุดนิทานชาดกให้โรงเรียนละ 4 ชุด โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพื่อทำกิจกรรมเล่า อ่าน ฟัง นิทานชาดก พร้อมด้วยกิจกรรมต่อเนื่องอีกมากมาย

ผู้สนใจสามารถสนับสนุนโครงการได้หลายวิธี วิธีที่ 1.ซื้อหนังสือชุดนิทานชาดกเพื่อเก็บสะสม เป็นของขวัญของที่ระลึก ชุดละ 5,000 บาท (มีทั้งหมด 4,000 ชุด) วิธีที่ 2 ส่งมอบหนังสือชุดนิทานชาดก ให้กับโรงเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรม เล่า อ่าน ฟัง นิทานชาดก โรงเรียนละ 4 ชุด ทั่วประเทศจำนวน 1,200 โรงเรียน เป็นเจ้าภาพ หนังสือนิทานชุดละ 5,000 บาท (มีทั้งหมด 4,800 ชุด) และวิธีที่ 3 สามารถสนับสนุนโครงการตามกำลังศรัทธา

ทุกวิธีสนับสนุนตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไปสามารถขอรับอนุโมทนาบัตรออกโดยวัดนาหลวง(อภิญญาเทสิตธรรม) จ.อุดรธานี เพื่อลดหย่อนภาษีได้ สนับสนุนโครงการ “บารมีดีที่ตน” ติดต่อได้ที่ Line id: @baramidee