ZEN Beauty Trend 2018 ชวนสาวๆ กล้าสวยในแบบตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/370948

ZEN Beauty Trend 2018 ชวนสาวๆ กล้าสวยในแบบตัวเอง

ZEN Beauty Trend 2018 ชวนสาวๆ กล้าสวยในแบบตัวเอง

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสาวไทยส่วนใหญ่ปรารถนาการมีผิวขาวออร่า จนเป็นต้นเหตุให้หลายคนพยายามค้นหาวิธีเปลี่ยนแปลงสีผิวเดิมไปในแบบที่ตนเองใฝ่ฝัน หรือแม้กระทั่งสาวที่ผิวขาวอยู่แล้ว ก็พยายามทวีความขาวขึ้นไปอีกหลายระดับ ทางลัดที่นิยมกันมากหนีไม่พ้นการใช้เมคอัพเปลี่ยนสีผิว เพื่อให้สาวไทยภูมิใจความสวยในแบบตัวเอง ห้างสรรพสินค้าเซน จึงจัดแคมเปญ เซน บิวตี้ เทรนด์ 2018 (ZEN Beauty Trend 2018) หวังเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจเคียงข้างสาวยุคใหม่ให้กล้าสวยแบบไม่ตามใคร พร้อมรวบรวมไอเท็มบิวตี้นวัตกรรมล่าสุดจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลกมาไว้ที่เดียว

งานนี้มีไฮไลท์ คือการประชันฝีแปรงระหว่าง ธิชา วงศ์ทิพย์กานนท์ บล็อกเกอร์สาวหน้าเก๋ที่กำลังมาแรง และนางแบบสาวเปรี้ยว นาตาลี-นัฐลี ดูเชียง ในรูปแบบที่สนุกสนาน มั่นใจ ตัวแทนสาวไทยยุคใหม่บ่งบอกความเป็นตัวเอง ภายใต้คอนเซ็ปต์โมเดล วีเอส โนเดล (MODEL VS NODEL) ให้ได้ติดตามกันได้ใน Facebook และ Instagram @ZENMegastore นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นลดสูงสุด 15% สินค้าเคาน์เตอร์ปกติ รวมถึงรับคูปองส่วนลดแทนเงินสดสูงสุด 5,000 บาท (เมื่อช็อปครบตามเงื่อนไข) และสิทธิพิเศษอื่นๆอีกมากมาย ตั้งแต่วันนี้-21 ตุลาคม 2561 ณ ชั้น 1 เซน บิวตี้ (ZEN Beauty)ห้างสรรพสินค้าเซน

ธิชา วงศ์ทิพย์กานนท์ บอกว่า ต้องยอมรับว่าผู้หญิงจำนวนไม่น้อย ยังดูแลผิวตัวเองไม่ถูกต้อง และคุ้นเคยกับเทคนิคการแต่งหน้าแบบเดิมอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเลือกทาครีมบำรุงอะไรก็ได้ ใช้รองพื้นตามเพื่อน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว สีผิวรวมถึงสภาพผิวของเราต่างกัน ซึ่งเราต้องรู้จักตัวเองก่อนว่าเป็นคน ผิวแห้ง ผิวผสม หรือ ผิวมัน หากไม่ทราบแนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญตามเคาน์เตอร์เครื่องสำอางในห้างสรรพสินค้า จะได้เลือกใช้สกินแคร์ได้ตรงกับสภาพผิวอย่างแท้จริง เมื่อผิวสุขภาพดีแล้วก็ง่ายต่อการแต่งแต้มสีสันเมคอัพ เพิ่มมิติและความโดดเด่นบนใบหน้า

“ปัญหาหลักคือ สาวหลายคนพลาดตั้งแต่การเลือกสีรองพื้น ด้วยความคิดที่ว่าต้องขาวไว้ก่อน ทำให้เลือกรองพื้นผิดเบอร์ แนะนำว่าอย่าเกรงใจที่จะไปลองที่เคาน์เตอร์แบรนด์ เพราะพนักงานจะคอยให้คำปรึกษาที่ดีกับเรา ส่วนตัวเทคนิคคือจะเทสสีบริเวณแก้มลงไปจนถึงลำคอ ไม่ทาบริเวณหลังมือ หรือจะขอลงทั่วใบหน้าไปเลยก็ได้ และรอดูความเปลี่ยนแปลงในแสงธรรมชาติว่าเข้ากับสีผิวเรา ไม่หมองคล้ำระหว่างวัน หรือหากใครไม่ชอบรองพื้น แนะนำคูชั่นไอเท็มบิวตี้สุดฮิต เนื้อบางเบากว่า ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจตามสภาพอากาศบ้าน

ปิดท้ายในเรื่องเทรนด์ความงามที่มาแรงในช่วงนี้คือ การแต่งหน้าแบบเผยผิวสุขภาพดี ดูเป็นธรรมชาติ มีกิมมิคอยู่ที่สีปากและดวงตา ซึ่งในต่างประเทศช่วงนี้สาวผิวสีนิยมทาปากเฉดสีสดกันมาก ให้ลุคเบาๆ แต่สวยเก๋สุดๆ ฉะนั้นแล้ว อาวุธลับที่ควรมีติดกระเป๋าไว้คือ ลิปสติก เลือกสีที่ตนเองทาแล้วมั่นใจ รวมถึง มาสคาร่า และกระดาษซับมัน ข้อควรระวังคือ อย่าเขียนคิ้วเข้มจนเกินไป จะทำให้ใบหน้าดุซึ่งทั้งหมดต้องอยู่บนพื้นฐานโอกาสที่เหมาะสม และพร้อมสนุกไปกับการแต่งหน้าในทุกๆ วัน”

ธิชา วงศ์ทิพย์กานนท์

ธิชา วงศ์ทิพย์กานนท์

นาตาลี-นัฐลี ดูเชียง

นาตาลี-นัฐลี ดูเชียง

โครงการ Fit in 60 Days by Pfizer Year 2 รณรงค์คนไทยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสุขภาพที่ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/370940

โครงการ Fit in 60 Days by Pfizer Year 2 รณรงค์คนไทยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสุขภาพที่ดี

โครงการ Fit in 60 Days by Pfizer Year 2 รณรงค์คนไทยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสุขภาพที่ดี

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เซลิม เซสกิน, ภญ.ศิริวรรณ ชื่นชมสกุล, รศ.ดร.ปรียา ลีฬหกุล พร้อมด้วยเทรนเนอร์

บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ฉลองครบรอบ 60 ปี ในการมีส่วนช่วยดูแลสุขภาพและสุขภาวะที่ดีของคนไทย เปิดตัวโครงการ “Fit in 60 days by Pfizer Year 2” หรือ “พิชิตสุขภาวะใน 60 วันกับไฟเซอร์ ปี 2” เพื่อสร้างความตระหนักและรณรงค์ส่งเสริมให้คนไทยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสุขภาพที่ดีห่างไกลจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)

เซลิม เซสกิน ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทย บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทยาและเวชภัณฑ์ชั้นนำของโลก กล่าวว่า “ไฟเซอร์ประเทศไทย มีความมุ่งมั่นที่สอดคล้องกับพันธกิจของบริษัทไฟเซอร์ในระดับโลกในการร่วมกันสร้างสรรค์เพื่อสุขภาพที่ดีกว่าของคนทั่วโลก ด้วยการร่วมมือกับบุคลากรและสถาบันทางการแพทย์ต่างๆ ตลอดจนมหาวิทยาลัย รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ และชุมชนท้องถิ่นในการสนับสนุนการศึกษาด้านสุขภาพและการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคต่างๆ ตลอดจนสนับสนุนการเข้าถึงยาและวัคซีนที่มีคุณภาพเพื่อให้คนไทยมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

“เราเชื่อว่า การป้องกันดีกว่าการรักษา จึงได้ดำเนินโครงการ “Fit in 60 Days by Pfizer Year 2” หรือ “พิชิตสุขภาวะใน 60 วันกับไฟเซอร์ ปี 2” เพื่อกระตุ้นและสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยหันมาดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ด้วยการให้องค์ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการออกกำลังกาย การบริโภคและการพักผ่อนนอนหลับอย่างเหมาะสมตลอด 60 วันของโครงการเพื่อสร้างเสริมการมีสุขภาพที่ดี”

โรค NCDs หรือ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-CommunicableDiseases) ถือเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขระดับประเทศ โดยในประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังถึงร้อยละ 75 หรือประมาณ 320,000 คนต่อปี เฉลี่ยชั่วโมงละ 37 คน สาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งเกิดจากโรคหลอดเลือดสมองคิดเป็นร้อยละ 4.59 หรือประมาณ 28,000 คน รองลงมาคือโรคหัวใจขาดเลือด ตามด้วยโรคทางเดินหายใจอุดกั้นเรื้อรัง โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง ตามลำดับ สาเหตุของโรคส่วนใหญ่เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีรสหวาน มัน เค็ม การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ และออกกำลังกายไม่เพียงพอ โดยผู้ป่วยโรค NCDs ในกลุ่มประชากรวัยทำงานมีแนวโน้มการเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น1 นอกจากนี้ผู้ป่วยด้วยโรค NCDs จำนวนมากต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยเป็นอย่างมากอีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ

ด้าน ภญ.ศิริวรรณ ชื่นชมสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า “โครงการ Fit in 60 Days by Pfizer Year 2: พิชิตสุขภาวะใน60 วันกับไฟเซอร์ ปี 2 นี้ บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับ Startup Fitnessนำทีมโดย โค้ชเป้ง-สาธิก ธนะทักษ์ เทรนเนอร์ชื่อดัง พร้อมด้วย รศ.ดร.ปรียา ลีฬหกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนศาสตร์คลีนิค รักษาการแทนหัวหน้ากลุ่มสาขาวิชาโภชนศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และแพทย์หญิงณิรัชดา ทรัพย์อนันต์ แพทย์ด้านระบบประสาทวิทยา ศูนย์ตรวจการนอนหลับและศูนย์ลมชักโรงพยาบาลกรุงเทพ มาร่วมให้ความรู้และคำแนะนำเพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สร้างเสริมสุขภาวะที่ดีให้กับคนไทย โดยผู้ที่ผ่านเข้าร่วมโครงการ 60 คน จะได้เรียนรู้เรื่องการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ด้วยการสร้างสมดุลของพฤติกรรมควบคู่การออกกำลังกายและการมีโภชนาการที่ดี รวมถึงการพักผ่อนและนอนหลับอย่างเหมาะสมกับแต่ละบุคคล”

ในโลกปัจจุบัน สื่อและเครือข่ายสังคมออนไลน์เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันจนแทบจะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนทั่วไปในยุคนี้ การกระจายข่าวต่างๆ และส่งต่อข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งบ่อยครั้งที่ข้อมูลข่าวสารที่ส่งต่อกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสุขภาพอาจเกิดความคลาดเคลื่อนและขาดการคัดกรอง ผู้รับสารจึงควรพิจารณาถึงความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มา

“การจัดทำโครงการในครั้งนี้ บริษัทฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า นอกเหนือจากการสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยหันมาใส่ใจและดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพ และสุขภาวะที่ดี ห่างไกลจากโรค NCDs แล้ว ยังจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะส่งต่อข้อมูล หรือความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพอย่างถูกต้อง ที่รวบรวมจากกิจกรรมต่างๆ ภายในโครงการไปสู่คนไทยเพื่อเรียนรู้และนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเพื่อสุขภาพที่ดีอีกด้วย โดยหวังว่าข้อมูลความรู้จากโครงการของเราจะสามารถช่วยผู้ที่นำไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอให้ห่างไกลจากโรค NCDs ได้”

“ด้วยความเจริญด้านเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ส่งผลต่อวิถีชีวิตและก่อให้เกิดพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม เช่น การละเลยเรื่องการดูแลสุขภาพการบริโภคอาหารที่ไม่สมดุล พักผ่อนนอนหลับไม่เพียงพอ และขาดการออกกำลังกาย จึงอาจเป็นสาเหตุของการเกิดโรคต่างๆโดยเฉพาะโรค NCDs ซึ่งสามารถป้องกันได้ จึงอยากเชิญชวนให้มาร่วม โครงการ Fit in 60 Days by Pfizer Year 2: พิชิตสุขภาวะใน 60 วันกับไฟเซอร์ ปี 2 เพื่อดูแลสุขภาพไปด้วยกันค่ะ” ภญ.ศิริวรรณกล่าวสรุป

ภญ.ศิริวรรณ ชื่นชมสกุล

ภญ.ศิริวรรณ ชื่นชมสกุล

หมูโสร่ง @แคนทารี กบินทร์บุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/370946

หมูโสร่ง @แคนทารี กบินทร์บุรี

หมูโสร่ง @แคนทารี กบินทร์บุรี

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ตลอดเดือนตุลาคมนี้ห้องอาหารแคลิฟอร์เนีย สเต็ก ขอเชิญชวนออเจ้าทั้งหลายมาลิ้มลองความอร่อยตำรับดั้งเดิมกับเมนู “หมูโสร่ง” หรือ หมูทอดพันเส้นหมี่ หมูบดละเอียดนำมาหมักกับรากผักชี กระเทียมสับ พริกไทย และเครื่องปรุงรส และพันด้วยเส้นหมี่ซั่ว นำไปทอดจนเหลืองกรอบ จะได้กลิ่นหอมของเครื่องเทศ และมีรสชาติหวานกลมกล่อมของเนื้อหมู รับประทานกับน้ำจิ้มอีกหนึ่งเมนูที่หาทานได้ยากในราคาเพียง 250++ บาท สำรองความอร่อยล่วงหน้าได้ที่ โรงแรมแคนทารี, กบินทร์บุรี โทร.037-282699 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.kantarycollection.com

‘ซีพีสานฝัน ปันโอกาส’ ส่ง ‘เยาวชนคนรุ่นใหม่’ ร่วมประชุมสุดยอดผู้นำเยาวชนระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/370961

'ซีพีสานฝัน ปันโอกาส' ส่ง 'เยาวชนคนรุ่นใหม่' ร่วมประชุมสุดยอดผู้นำเยาวชนระดับโลก

‘ซีพีสานฝัน ปันโอกาส’ ส่ง ‘เยาวชนคนรุ่นใหม่’ ร่วมประชุมสุดยอดผู้นำเยาวชนระดับโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ตัวแทนผู้นำรุ่นใหม่ถ่ายภาพร่วมกับผู้บริหาร

เครือเจริญโภคภัณฑ์ มีความมุ่งมั่นและเชื่อในพลังคนรุ่นใหม่ เปิดบ้านต้อนรับตัวแทนเยาวชนคนรุ่นใหม่ทั้ง 20 คน จากกลุ่มธุรกิจต่างๆ ในเครือฯและจากองค์กรภายนอก เข้าร่วมเตรียมความพร้อมในงาน CP One Young World 2018 Call to Action เพื่อสร้างแรงบันดาลใจโดยผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้เปิดมุมมองความคิดให้ตัวแทนเยาวชนคนรุ่นใหม่ทั้ง 20 คน สำหรับบรรยากาศภายในงานเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้รับความรู้ จุดประกายความคิด สร้างวิสัยทัศน์ พร้อมเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำรุ่นใหม่ “One Young World Summit 2018” ครั้งที่ 9 ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 17-20 ตุลาคม 2561

ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่าเครือเจริญโภคภัณฑ์เชื่อมั่นในพลังของเยาวชนคนรุ่นใหม่ และมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักการพัฒนาที่ยั่งยืน จึงได้เดินหน้าโครงการ “ซีพีสานฝัน ปันโอ

กาส สู่ผู้นำรุ่นใหม่ One Young World” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ภายใต้แนวคิด “เชื่อในพลังของคนรุ่นใหม่ในเวทีระดับโลก เพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย และโลกให้ดียิ่งขึ้น” โดยสนับสนุนผู้นำรุ่นใหม่จากกลุ่มธุรกิจต่างๆ ในเครือเจริญโภคภัณฑ์และผู้นำเยาวชนจากองค์กรภายนอก รวม 20 คน เป็นตัวแทนจากประเทศไทยเข้าร่วมในการประชุมสุดยอดผู้นำเยาวชนระดับโลกฯ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดการเปลี่ยนโลกไปสู่ความยั่งยืน ใน 5 ประเด็นปัญหาสำคัญของโลกได้แก่ การศึกษา,สิ่งแวด ล้อม ,สุขภาพ ,สิทธิมนุษยชน และการบรรเทาปัญหาความยากจนและการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ

“เพราะเครือเจริญโภคภัณฑ์เชื่อมั่นว่าแรงบันดาลใจและองค์ความรู้ต่างๆ จากการประชุม One Young World ซึ่งเป็นที่รวมของพลังความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ จะสามารถกำหนดทิศทางและอนาคตของโลกให้เปลี่ยนแปลงไปสู่การ


ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์

พัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นความมุ่งมั่นของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในการสร้างคนรุ่นใหม่ให้เติบโตก้าวหน้ามีดีเอ็นเอความเป็นผู้นำและสร้างสรรค์นวัตกรรมรองรับการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดการพัฒนาสังคมไทยและธุรกิจของเครือฯให้เติบโตอย่างยั่งยืน บนค่านิยมองค์กรที่ถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นภายใต้ค่านิยม 3 ประโยชน์คือ เพื่อประเทศชาติ เพื่อประชาชน และเพื่อองค์

กร โดยใช้ยุทธศาสตร์ 3 Hs ได้แก่ Heart : มุ่งมั่นทำธุรกิจด้วยใจที่ยั่งยืน Health : มุ่งมั่นสร้างสังคมที่ยั่งยืน Home : มุ่งมั่นเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ทั้งนี้ เพื่อสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์การสหประชาชาติ (SDGs) หรือ Sustainable Development Goals ด้วย ”

โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์  ได้เตรียมความพร้อมเพื่อเข้าร่วมการประชุม One Young World Summit 2018 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดมุมมองต่อ 5 ประเด็นสำคัญของการประชุมในครั้งนี้  อาทิ ไปศึกษาดูงานยัง “มูลนิธิสถาบันออทิสติกไทย” และเยี่ยมชม “หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า” เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ ต่อประเด็นเรื่องการศึกษา และการบรรเทาปัญ

หาความยากจนและการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นบทบาทและภารกิจด้านความยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ในการขับ

เคลื่อนสังคมโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และยังจะได้รับการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มพูนศักยภาพและวิสัยทัศน์ผ่านเวทีการแลก

เปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับเหล่าวิทยากรชั้นนำของประเทศในหัวข้อต่างๆ ณ สถาบันผู้นำเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ CP Leadership Institute และการประชุม One Young World Summit มีการจัดประชุมมาแล้วทั้งสิ้น 8 ครั้ง ครั้งแรกจัดขึ้นในปี พ.ศ. 2553 ที่กรุงลอนดอน หลังจากนั้น ได้มีการจัดประชุมนี้อย่างต่อเนื่องที่ ซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์, พิตส์เบิร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา, โจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้, ดับลิน สาธารณรัฐไอร์แลนด์, กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย, ออตตาวา ประเทศแคนา


ตัวแทนเยาวชนคนรุ่นใหม่

ดา, โบโกตา ประเทศโคลัมเบีย  และมีจุดเด่นคือ เป็นเวทีที่สร้างแบบแผนการดำเนินงานแก่เยาวชนคนรุ่นใหม่ในการคิดและลงมือปฏิบัติในประเด็นปัญหาต่างๆ ที่โลกกำลังเผชิญเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น โดยมีองค์กรธุรกิจชั้นนำกว่า 500 องค์กรทั่วโลก (จากการระบุในนิตยสาร Fortune 500 หรือดัชนี FTSE 100) ให้การสนับสนุนการประชุม One Young World Summit มาตั้งแต่ต้น อาทิ Google, Facebook, Coca-Cola, Unilever, Barclays เป็นต้น

การประชุมสุดยอดผู้นำรุ่นใหม่ “One Young World Summit 2018” คาดว่าจะมีผู้นำเยาวชนรุ่นใหม่เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 1,700 คนจากทั่วทุกมุมโลกมารวมกัน ซึ่งจำนวนประเทศที่เข้าร่วมมีมากเทียบเท่ากับประเทศที่เข้าแข่งขันกีฬาโอลิมปิก โดยในการประชุมทุกครั้งจะได้รับเกียรติจากผู้นำระดับโลกอาทิ ศ.มูฮัมหมัด ยูนูส ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ,จัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีประเทศแคนาดา อีกทั้ง ยังมีบุคคลที่มีชื่อเสียงในระดับโลกหลากสาขาอาชีพ ที่จะมาร่วมสร้างแรงบัน

ดาลใจให้กับผู้นำเยาวชนจากทั่วโลก พร้อมผนึกกำลังสร้างเครือข่ายผู้นำและเยาวชนคนรุ่นใหม่เพื่อผลักดันให้โลกใบนี้ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน ปัจจุบันมีเครือข่ายผู้นำเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นจากเวทีนี้จำนวนกว่า 9,000 คนทั่วโลก และมีผู้คนมากกว่า 14.6 ล้านคนที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นจากโครงการที่ดำเนินงานโดยทูตเยาวชน One Young World และในปีนี้พิธีกรชื่อดังจากประเทศไทย วู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา ยังได้รับเชิญเป็นวิทยากร (Counsellor) ขึ้นแสดงความคิดเห็นในประเด็นความหลากหลายทางเพศ LGBT+ และสิทธิมนุษยชนบนเวทีการประชุมในปีนี้ด้วย

ตัดสินผลงานออกแบบโลโก้ 60 ปีไทยนํ้าทิพย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/370947

ตัดสินผลงานออกแบบโลโก้ 60 ปีไทยนํ้าทิพย์

ตัดสินผลงานออกแบบโลโก้ 60 ปีไทยนํ้าทิพย์

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด นำโดย นายพรวุฒิ สารสิน ประธานกรรมการ ชื่นชมความสามารถของ 7 เยาวชนไทย ผู้ชนะในกิจกรรมการประกวดออกแบบโลโก้ครบรอบ 60 ปี ไทยน้ำทิพย์พร้อมมอบรางวัลทุนการศึกษามูลค่ารวม 2 แสนบาท โดยรางวัลชนะเลิศเป็นของ นายจักรภัทรทาจันทร์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ที่ผ่านการคัดเลือกจากผลงานของเยาวชนทั่วประเทศ

นายจักรภัทร ทาจันทร์ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยรังสิต เจ้าของผลงานชนะเลิศการออกแบบ โลโก้ครบรอบ 60 ปี ไทยน้ำทิพย์ กล่าวว่า เริ่มต้นออกแบบโลโก้จากการศึกษาความเป็นมาของ บริษัทไทยน้ำทิพย์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มโคคา-โคลา จึงได้ไอเดียการดีไซน์ เลข 60 ปีให้เชื่อมโยงกับโลโก้โคคา-โคลา และนำมาดัดแปลงให้ส่วนปลายของเลข 6 คล้ายกับริบบิ้นเพื่อแทนความหมายของการฉลองครบรอบความสำเร็จ 60 ปีของบริษัทไทยน้ำทิพย์ พร้อมทั้งเลือกใช้สีแดงเป็นหลัก เพื่อนำเสนอความแข็งแกร่งมั่นคงของบริษัทฯ และเป็นที่จดจำของผู้พบเห็น

นายจักรภัทร ทาจันทร์ อายุ 21 ปี ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นปีที่ 3 คณะนิเทศศาสตร์ สาขามัลติมีเดียของมหาวิทยาลัยรังสิต ยามว่างน้องจักรภัทรชอบศึกษาโปรแกรมต่างๆ ที่ใช้ในการสร้างสรรค์งานกราฟิกและการออกแบบทั้งในรูปแบบวีดีโอและภาพนิ่ง อีกทั้ง ยังชอบออกแบบผลงานศิลปะเพื่อส่งเข้าประกวด โดยผ่านการประกวดมาหลายเวที ซึ่งครั้งนี้นับว่าเป็นเวทีแรกที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในอนาคตใฝ่ฝันอยากทำงานเป็นครีเอทีฟในวงการภาพยนตร์โฆษณาที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียง

กิจกรรม “การประกวดออกแบบโลโก้ครบรอบ 60 ปีไทยน้ำทิพย์” เป็นกิจกรรมที่บริษัทไทยน้ำทิพย์จัดขึ้นเพื่อเชิญชวนเยาวชนตั้งแต่นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย อาชีวศึกษา จนถึงนักศึกษาระดับปริญญาตรีร่วมส่งผลงานการออกแบบโลโก้เข้าร่วมประกวด เพื่อเปิดโอกาสและสนับสนุนความสามารถของเยาวชนไทยในด้านศิลปะและการออกแบบที่สามารถนำไปต่อยอดและใช้ได้จริงในเชิงธุรกิจการตลาดและการพาณิชย์ และเพื่อเป็นการตอกย้ำความสามารถของเยาวชนไทยให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง และเฉิดฉายออกสู่สายตานานาชาติมากยิ่งขึ้น ซึ่งหนึ่งในรางวัลของกิจกรรมครั้งนี้ คือไทยน้ำทิพย์จะนำโลโก้ของผู้ชนะเลิศไปใช้เพื่อเป็นโลโก้ครบรอบ 60 ปี และใช้ในสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ตลอดปี 2562

ทั้งนี้ น้องๆ ทั้ง 7 คน ที่ชนะการออกแบบโลโก้ครบรอบ 60 ปี ไทยน้ำทิพย์และได้รับรางวัลทุนการศึกษา พร้อมเกียรติบัตรแทนคำขอบคุณจากบริษัทฯ มูลค่ารวม 2 แสนบาท ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ ได้รับเงินสดมูลค่า 100,000 บาท คือ นายจักรภัทร ทาจันทร์คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต จากจังหวัดปทุมธานี รางวัลรองชนะเลิศได้รับเงินสดมูลค่า 50,000 บาท คือ นางสาวจิรัชญา ยันตกิจ โรงเรียนมัธยมวัดนายโรง จากกรุงเทพมหานคร รางวัลชมเชย จำนวน 5 รางวัล ได้รับเงินสดมูลค่ารางวัลละ 10,000 บาท รวม 50,000 บาท ได้แก่ นายจิรภัทรจตุรภัทรพงศ์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จากจังหวัดสงขลา นายภานุวัตน์ สุนทโรทัยคณะดิจิทัลมีเดีย มหาวิทยาลัยศรีปทุม จากกรุงเทพมหานคร นางสาวพรกมล ภิรมย์น้อย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จากจังหวัดชลบุรี นางสาวพศิกาปฐมวงศ์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จากจังหวัดลำปาง และ นางสาววราพร รัตนคันฉ่องคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จากกรุงเทพมหานคร

5 นักวิจัยหญิงคว้าทุน ‘เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/370926

5 นักวิจัยหญิงคว้าทุน ‘เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์’

5 นักวิจัยหญิงคว้าทุน ‘เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์’

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อรอนงค์ ประทักษ์พิริยะ

เพื่อเดินหน้าโครงการทุนวิจัย “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับสำนักเลขาธิการแห่งชาติ ว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) จัดงานแถลงข่าวโครงการทุนวิจัยลอรีอัลประเทศไทย ภายใต้หัวข้อ “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” (For Women in Science) ประจำปี 2561 ประกาศรายชื่อ 5 นักวิจัยสตรี ผู้มีผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่โดดเด่นสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ พร้อมมอบทุน 250,000 บาท เพื่อสานต่อการสนับสนุนงานด้านการค้นคว้าและวิจัยเพื่อนำไปสู่การพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ณ ห้องแกรนด์ บอลรูมโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ

อรอนงค์ ประทักษ์พิริยะ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า โครงการทุนวิจัยลอรีอัล ประเทศไทย “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” (For Women in Science) ดำเนินการมาแล้วกว่า 16 ปี เพื่อผลักดันนักวิจัยสตรีของไทยให้เดินหน้าสร้างผลงานการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งในปีนี้โครงการได้เห็นผลงานอันโดดเด่นจากนักวิจัยสตรีหลากหลายผลงาน จนได้มาซึ่งผลงานทางวิทยาศาสตร์ที่โดดเด่นจากนักวิจัยสตรี5 คน แบ่งเป็นสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ และสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ โดยมอบทุนวิจัยทุนละ250,000 บาท ให้กับนักวิจัยสตรีที่อายุระหว่าง 25-40 ปี ที่ล้วนมุ่งพัฒนาทั้งด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเราเชื่อว่าองค์ความรู้จากผลงานวิจัยที่ทรงคุณค่าเหล่านี้จะสามารถนำไปต่อยอดในการพัฒนาประเทศและโลกของเราได้ต่อไป


ดร.เบนโน โบเออ

ปัจจุบันโครงการทุนวิจัยลอรีอัล “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์”มีนักวิจัยสตรีที่ได้รับการสนับสนุนภายใต้โครงการนี้มากกว่า 3,122 คน จาก 117 ประเทศทั่วโลก ในประเทศไทย โครงการทุนวิจัยลอรีอัล ประเทศไทย “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 สำหรับในปีนี้ได้มีการปรับสาขาในการเปิดรับสมัครเหลือ 2 สาขา แต่ครอบคลุมวิทยาศาสตร์ทุกแขนงมากยิ่งขึ้น ได้แก่ สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ และสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ และได้มีการปรับเปลี่ยนวิธีการรับสมัครและพิจารณาทุนวิจัย ด้วยการรับสมัครผ่านทางออนไลน์ทั้งหมด เพื่อให้สอดคล้องกับยุคสังคมดิจิทัล โดยตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการในประเทศไทย มีนักวิจัยสตรีไทยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการนี้รวมแล้วทั้งสิ้น 69 คน

ทั้งนี้ ผลงานวิจัยแต่ละหัวข้อที่ได้รับทุนวิจัยต้องผ่านการคัดเลือกที่คำนึงถึงความยั่งยืนต่อสังคมและประเทศชาติเป็นหลัก นอกเหนือจากนั้นแล้วคุณค่าของงานวิจัยที่จะสร้างประโยชน์แก่สังคม กระบวนการวิจัยที่ถูกต้องและเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของโครงการ รวมไปถึงจริยธรรมในการทำงานของนักวิจัย และต้องเป็นที่ยอมรับในวงการนักวิจัยก็จำเป็นต้องได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนโดยผู้ทรงคุณวุฒิในวงการวิทยาศาสตร์จากสาขาต่างๆ ของประเทศไทยเช่นกัน


ดร.จันทร์เจ้า ล้อทองพานิชย์

ด้าน ดร.เบนโน โบเออ หัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ องค์การยูเนสโก กรุงเทพฯ กล่าวว่า ผลการศึกษาของประเทศไทยนับเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีสตรีจำนวนมากในสายงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยทางด้านวิทยาศาสตร์มีนักวิจัยสตรีถึง 53 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียและมั่นใจว่า โครงการทุนวิจัยลอรีอัล ประเทศไทย “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” จะเป็นหนึ่งในโครงการ ที่ช่วยส่งเสริมให้นักวิจัยสตรีดำเนินงานอย่างเต็มศักยภาพ และเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่เป็นกำลังใจให้สนับสนุนให้ประเทศไทยมีสตรีนักวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับ 5 นักวิจัยสตรีผู้มีผลงานอันโดดเด่นที่ได้รับทุนโครงการประจำปี 2561จาก 2 สาขา ได้แก่ สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ คือ ดร.จันทร์เจ้า ล้อทองพานิชย์ จากศูนย์ความเป็นเลิศทางงานวิจัยสเต็มเซลล์ของศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กับผลงานวิจัยหัวข้อ “การเพิ่มอัตราการผลิตเกล็ดเลือดจากเซลล์ต้นกำเนิดเพื่อประโยชน์ทางการรักษาผู้ป่วยเกล็ดเลือดพร่อง” ผศ.ภญ.ดร.วริษา พงศ์เรขนานนท์ จากภาควิชาเภสัชวิทยาและสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับผลงานวิจัยหัวข้อ “การศึกษาบทบาทของโปรตีน CAMSAP ต่อความรุนแรงของเซลล์มะเร็งปอด” และ ดร.วิรัลดาภูตะคาม จากห้องปฏิบัติการวิจัยจีโนม ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ กับผลงานวิจัยหัวข้อ “การศึกษากระบวนการตอบสนองของปะการังต่อการเพิ่มอุณหภูมิของน้ำทะเลและการประเมิน ความหลากหลายทางพันธุกรรมของปะการังในน่านน้ำไทยเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศใต้ท้องทะเลอย่างยั่งยืน”


ผศ.ภญ.ดร.วริษา พงศ์เรขนานนท์

ด้านสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ คือ ดร.จุฬารัตน์ วัฒนกิจ จากสำนักวิชาวิทยาการพลังงาน สถาบันวิทยสิริเมธี กับผลงานวิจัยหัวข้อ “การสังเคราะห์สารอิแนนทิโอเมอร์และการแยกไครัลโมเลกุลด้วยเทคนิคทางเคมีไฟฟ้าบนขั้วโลหะเคมีไฟฟ้า” และผศ.ดร.สุรภา เทียมจรัส จากห้องปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีเพื่อการฟื้นฟูและอำนวยความสะดวก ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) กับผลงานวิจัยหัวข้อ “ระบบเซ็นเซอร์อัจฉริยะสำหรับสนับสนุนการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วย”

ดร.จันทร์เจ้า ล้อทองพานิชย์ ผู้ได้รับทุนสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ กล่าวถึงงานวิจัยว่า เกล็ดเลือดคือส่วนประกอบสำคัญที่ช่วยทำให้เลือดแข็งตัวเมื่อมีบาดแผล ช่วยอุดรอยฉีกขาดของเส้นเลือด ในปัจจุบันมีผู้ป่วยที่ต้องได้รับเกล็ดเลือดเพื่อการรักษาเนื่องจากไขกระดูกสร้างได้น้อยรวมถึงผู้ป่วยที่สูญเสียเกล็ดเลือดจำนวนมากจากการเสียเลือดจากการผ่าตัดและอุบัติเหตุ ซึ่งสภาวะเลือดคงคลังของโรงพยาบาล รวมทั้งสภากาชาดไทยนั้นมีอยู่จำกัด โดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาดของไข้เลือดออก หรือช่วงเทศกาลที่มีการเดินทางที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ นั่นจึงเป็นเหตุผลให้เริ่มทำการวิจัยการเพิ่มอัตราการผลิตเกล็ดเลือดจากเซลล์ต้นกำเนิดเพื่อประโยชน์ทางการรักษาผู้ป่วยเกล็ดเลือดพร่อง ซึ่งจะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหานี้และตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยที่ต้องได้รับเกล็ดเลือดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน


ดร.วิรัลดา ภูตะคาม

ดร.วิรัลดา ภูตะคาม ผู้ได้รับทุนสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ กล่าวถึงรายละเอียดงานวิจัยว่า แนวปะการังเป็นระบบนิเวศที่มีความสำคัญใน
ท้องทะเล เป็นทั้งแหล่งอาหาร ที่อาศัย ที่หลบภัยของสัตว์น้ำหลากหลายชนิด มีประชากรกว่าหลายล้านคนบนโลกที่อาศัยพึ่งพาประโยชน์จากแนวปะการังและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงมาก การเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศโลก โดยเฉพาะการเพิ่มอุณหภูมิของน้ำทะเล เป็นปัจจัยคุกคามที่ทำลายแนวปะการังหลายแห่งทั่วโลกซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างมาก จึงเป็นที่มาของการศึกษากระบวนการตอบสนองของปะการังต่อการเพิ่มอุณหภูมิของน้ำทะเลและการประเมินความหลากหลายทางพันธุกรรมของปะการังในน่านน้ำไทย เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศใต้ท้องทะเลอย่างยั่งยืน ด้วยการวิจัยเก็บตัวอย่างปะการังที่กระจายอยู่ในอ่าวไทยและทะเลอันดามัน มาสกัดดีเอ็นเอเพื่อใช้ในการเพิ่มจำนวนชิ้นส่วนของดีเอ็นเอบาร์โค้ดและประเมินความหลากหลายทางพันธุกรรม ควบคู่ไปกับการสกัดอาร์เอ็นเอเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบระดับการแสดงออกของยีนในปะการังระหว่างสภาวะอุณหภูมิน้ำทะเลสูง เทียบกับสภาวะอุณหภูมิปกติ พร้อมกับเปรียบเทียบการแสดงออกของยีนระหว่างปะการังโคโลนีที่ทนร้อนและโคโลนีที่ฟอกขาวรุนแรงในช่วงที่อุณหภูมิน้ำสูงขึ้น

ผศ.ดร.สุรภา เทียมจรัสผู้ได้รับทุนวิจัยสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ประชากรอายุ 60 ปีและมากกว่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งประชากรสูงอายุมีความต้องการบริการด้านสุขภาพทั้งในการป้องกัน การรักษาและการฟื้นฟูอย่างมาก แต่รัฐบาลอาจไม่สามารถให้บริการได้อย่างครอบคลุม นอกจากนี้สัดส่วนที่เพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุต่อจำนวนประชากรวัยทำงาน ยังจะส่งผลทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนผู้ดูแล ดังนั้น การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาเพื่อสนับสนุนการเฝ้าระวังและดูแลผู้สูงอายุจึงเป็นสิ่งจำเป็น จึงได้ศึกษาพัฒนาเพื่อนำเทคโนโลยีโครงข่ายเซนเซอร์ร่างกายและไอโอที (Internet of Things; IoT) มาใช้สนับสนุนระบบการดูแลผู้สูงอายุในประเทศไทยเริ่มต้นจากการศึกษาความต้องการของผู้ใช้จากผู้ดูแลผู้ป่วย และผู้สูงอายุจากหลายๆแหล่ง เพื่อนำมาพัฒนาอุปกรณ์และระบบสำหรับเฝ้าระวังตรวจจับ ป้องกัน และแก้ไขปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ เช่น ปัญหาแผลกดทับและการลื่นหกล้ม เซ็นเซอร์อัจฉริยะขนาดเล็กจะคอยเฝ้าระวังผู้สวมใส่และแจ้งเตือนไปยังผู้ดูแลหากมีเหตุการณ์ไม่พึ่งประสงค์เกิดขึ้น หรือผู้สวมใส่อยู่ในสภาวะที่มีความเสี่ยง เพื่อให้ผู้ดูแลสามารถเข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงที


ผศ.ดร.สุรภา เทียมจรัส


ดร.จุฬารัตน์ วัฒนกิจ

“ผู้กองมนัส” แทงกั๊กซบ “พลังประชารัฐ” ชูปรองดอง สลายสี สามัคคีเพื่อชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/559286

  • วันที่ 31 ก.ค. 2561 เวลา 07:31 น.

"ผู้กองมนัส" แทงกั๊กซบ "พลังประชารัฐ" ชูปรองดอง สลายสี สามัคคีเพื่อชาติ

เปิดใจ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ที่กำลังเนื้อหอมในวงการการเมือง และเป็นที่จับตาของทุกกลุ่ม

**************************

โดย…อักษรา ปิ่นนราสกุล

เมื่อการเมืองเริ่มมีการขยับฟันเฟืองจากส่วนกลาง ย่อมส่งผลกระทบถึงระบบฟันเฟืองรอบๆ ทั่วประเทศ บุคคลที่เป็นคีย์แมนทางการเมือง พรรคการเมือง มีการขยับและขับเคลื่อนไปตามๆ กัน จะกล่าวถึงคีย์แมนทางการเมือง หรือบุคคลที่เป็นกุญแจสำคัญทางการเมืองในขณะนี้

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานมูลนิธิธรรมนัสพรหมเผ่าเพื่อการกุศล ลูกหลานเมืองพ่อขุนงำเมือง คนพะเยาโดยกำเนิด กำลังเนื้อหอมในวงการการเมือง และเป็นที่จับตาของทุกกลุ่มอย่างไม่อาจละสายตา และหลายฝ่ายวิเคราะห์ว่า ในอนาคต “พะเยา” อาจจะเติบโตดังเช่น สุพรรณบุรี หรือบุรีรัมย์ จากสายสัมพันธ์ทางการเมืองกับนักการเมืองทุกพรรคการเมือง ผู้ใหญ่ ผู้มากบารมีในแวดวงการเมือง แวดวงธุรกิจ รวมทั้งผู้ใหญ่ใจดีในกระทรวง กรม กองต่างๆ ล้วนไม่มีใครไม่รู้จัก “ผู้กองนัส” ดังนั้นสปอตไลต์ในสนามการเมือง ถนนทุกสายมุ่งมาที่ผู้กองทุกฝีก้าว

ร.อ.ธรรมนัส เปิดเผยมุมมองทางการเมืองว่า การเมืองศตวรรษใหม่ต้องก้าวข้ามความขัดแย้ง โดยส่วนตัวการเมืองในศตวรรษใหม่ในทัศนคติของตัวเอง เป็นสิ่งที่ควรก้าวข้ามความขัดแย้ง ทำอะไรก็ได้ที่ทำให้ประเทศไทยเดินหน้าได้ หลีกเลี่ยงจากการปะทะ หลีกเลี่ยงจากความแตกแยก เมื่อแตกแยกกันเกิดอะไรขึ้นไม่มีเลย ประชาชนยังทุกข์ยากเหมือนเดิม นักธุรกิจเอสเอ็มอีล้มหายจากวงการหมด ไม่อยากเห็นภาพอย่างนั้น

“ได้เดินหน้าทำการเมืองใหม่ โดยการรวมกลุ่มของพลังเล็กๆ ในแต่ละจังหวัดของกลุ่มคนในพื้นที่นั้นๆ รวมตัวกันเข้มแข็ง แล้วเชื่อมโยงรวมตัวเป็นพลังใหญ่ในภายหลัง เป็นแนวคิดและการทำการเมืองของผมในขณะนี้ ซึ่งผมมีความตั้งใจว่า ผมจะทำที่บ้านเกิด (พะเยา) ของผมก่อน บ้านเกิดของผม ซึ่งผมมองว่านักการเมืองรุ่นเก่าๆ ควรจะเลิกได้แล้ว หมายถึงการพักผ่อน แล้วเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มาทำงานการเมือง”

ประธานมูลนิธิธรรมนัสฯ แสดงความเห็นด้วยว่า นักการเมืองรุ่นเก่าที่ผ่านมา อาจไม่ได้ทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองเท่าที่ควร ไม่ได้หมายถึงใครแต่ควรให้นักการเมืองคนรุ่นใหม่ ที่มีความคิดนำความเจริญมาสู่ จ.พะเยา ให้ได้มีบทบาทโอกาส ด้วยการเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชนสู่สภาใหญ่

นอกจากนี้ การเมืองระดับท้องถิ่นเช่นกัน ควรให้โอกาสคนรุ่นใหม่ ที่มีความตั้งใจ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ไปปกครองบ้านปกครองเมือง ดังนั้นการเมืองในศตวรรษใหม่ในทัศนคติของตัวเอง “เราต้องเปลี่ยน ก้าวข้ามความแตกแยก นำความสุขความเจริญมาให้พี่น้องอย่างยั่งยืน” แต่ละจังหวัดมีกลุ่มพลังของตัวเอง เป็นกลุ่มพลังที่ขับเคลื่อนการเมืองตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับชาติ

สำหรับการเมืองระดับชาติ ตอนนี้พยายามติดต่อเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่รักบ้านเมือง ในหลายจังหวัดทางภาคเหนือว่า น่ารวมกลุ่มกัน สร้างอุดมการณ์ของตัวเอง เช่นอย่าง จ.ลำปาง เขาจะมีกลุ่มพลังลำปาง กลุ่มแพร่ก็มีกลุ่มพลังแพร่ กลุ่มน่านก็มีกลุ่มพลังน่าน ส่วนกลุ่ม “พลังพะเยา” หมายความว่า รู้จักสำนึกรักบ้านเกิดของตัวเอง มีความเสียสละเพื่อบ้านเมืองมาพัฒนาบ้านเมือง ส่วนคนที่มีความพร้อมในความรู้ ฐานะการเงิน มาจับมือกันสร้างบ้านแปงเมืองอย่างที่ตัวเองตั้งใจไว้

“ในเรื่องของการตั้งพรรคการเมือง ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นผมสร้างแต่ละท้องถิ่นก่อน โดยรวมตัวในกลุ่มของเราให้เป็นพลังของแต่ละจังหวัดก่อน และเมื่อถึงเวลาเป่านกหวีดปุ๊บ เราก็มารวมกัน ยกตัวอย่าง จังหวัดทางภาคเหนือเรามี 16 จังหวัด ถึงเวลาเรารวมตัวของกลุ่มแต่ละจังหวัดมารวมเป็นหนึ่ง ส่วนการเป็นหนึ่งจะเป็นพรรคการเมืองหรือไม่เป็นพรรคการเมืองเดี๋ยวค่อยว่ากัน”

ทั้งนี้ ส่วนกระแสว่า ร.อ.ธรรมนัส อาจเข้าร่วมกับ “พลังประชารัฐ” ประเด็นนี้ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวสวนกลับว่า จริงแล้ว กระแสเรื่องพลังประชารัฐเป็นกระแสที่ดังและแรงมากในยุคนี้ ซึ่งพรรคพลังประชารัฐ ในเวลานี้ยังไม่เป็นรูปธรรม เป็นเพียงแต่วจีที่มีการกล่าวออกมาว่าเป็นพรรคที่กลุ่มพี่น้องทหารทำกัน แต่ในข้อเท็จจริงแล้วยังไม่ได้เกิดขึ้น แต่ว่าการรวมตัวกันของแต่ละกลุ่มก็ยังเป็นการรวมตัวที่เป็นสัญลักษณ์เท่านั้นเอง

ผู้กองนัส ยังมองเทียบเคียงย้อนไปถึงการปฏิวัติปี 2549 สู่การเมืองในปัจจุบันว่า การเมืองในช่วง 12 ปี ตั้งแต่ปฏิวัติครั้งปี 2549 จนถึงปัจจุบัน การเมืองบ้านเราอยู่กับความแตกแยก ทำให้ประเทศชาติถอยหลังทุกเรื่อง สาเหตุที่ทำให้คนไทยจับอาวุธมาห้ำหั่นกันเองมาจากเรื่องการเมืองทั้งนั้น

ขณะเดียวกัน สังคมทราบอยู่แล้วว่า กลุ่มบุคคลเหล่านี้ทำให้บ้านเมืองเกิดความแตกแยก ขาดความรัก ความสมานสามัคคีกัน จนทำให้เราต้องใช้พื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานครเป็นสมรภูมิรบกัน ห้ำหั่นกัน คนไทยหลายชีวิตต้องเอาชีวิตไปทิ้งที่นั่น มีคนไทยที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดเอาชีวิตไปจบไว้ที่นั่น แม้กระทั่งนักต่อสู้ประชาธิปไตย และอีกหลายท่านจบชีวิตในห้องขัง

“ผมคิดว่ามันถึงเวลาแล้วที่บ้านเมืองเราจะต้องเดินหน้า เราเลิกทะเลาะกัน การเมืองไม่ควรจะมีสีต่างๆ ธงชาติไทยมีสามสีที่สง่างาม เสาหลักเราทั้งสามสถาบันคือเสาหลักที่ค้ำบ้านค้ำเมืองให้เดินต่อไปได้” ผู้กองธรรมนัส คาดหวัง

ผู้กองธรรมนัส กล่าวทิ้งท้ายถึงการเมืองไทย พร้อมยกตัวอย่างการช่วยเหลือ 13 หมูป่าฯ ทำให้เห็นว่าคนไทยมีใจรักและเป็นห่วงกัน การเมืองควรเป็นเช่นการรวมใจช่วยเหลือ 13 หมูป่า คนไทยยามมีภัยมีสงครามจะสามัคคีกัน แต่พอบ้านเมืองสงบเรารบกันเอง ตัวอย่างที่เราเห็นได้ชัด คือ กลุ่มที่คนไทยทั้งประเทศต่างก็รวมใจเป็นหนึ่งเดียวกัน ที่ช่วยเหลือน้องๆ หมูป่าอะคาเดมี่ทั้ง 13 ชีวิต นั่นหมายความว่า ยามบ้านเมืองวิกฤตคนไทยจะสามัคคีกัน ส่วนตัวเชื่อว่า ปัจจุบันเวลานี้บ้านเมืองเรามีวิกฤตทางการเมือง เราควรสามัคคีกัน

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการเมืองยุคใหม่ กลุ่มใด สิ่งเดียวที่สำคัญอย่างยิ่งยวด คือ “ความรัก สมัครสมาน สามัคคี โดยยึดผลประโยชน์ของชาติ ประชาชน” เป็นที่ตั้ง โดยการยึดโยงและค้ำจุนของ 3 สถาบันหลัก “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์”

“เศรษฐกิจชีวภาพ” ขับเคลื่อนประเทศจากความหลากหลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/559196

  • วันที่ 30 ก.ค. 2561 เวลา 10:30 น.

"เศรษฐกิจชีวภาพ" ขับเคลื่อนประเทศจากความหลากหลาย

เศรษฐกิจชีวภาพจะสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับความยั่งยืนของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของชาติ

*********************************

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เศรษฐกิจชีวภาพ หรือ Bioeconomy กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทย ด้วยคำยืนยันจาก สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โต้โผใหญ่ของแนวคิดนี้ที่เชื่อมั่นว่าจะเป็นทางออกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และทำให้ทุกคนในสังคมมีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจชีวภาพ

แต่เศรษฐกิจชีวภาพนั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร และเหมาะสมกับประเทศไทยแค่ไหนความสงสัยที่เกิดขึ้น จึงหนีไม่พ้นที่ต้องให้เจ้าของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ อย่าง สุวิทย์มาให้คำตอบ

รมว.วิทยาศาสตร์ฯ อธิบายถึงบริบทที่เรียกว่า ต้นทุนของประเทศไทยไว้อย่างน่าสนใจว่า รัฐบาลต้องการสร้างความมั่งคั่ง และทำให้คนไทยพร้อมสำหรับการเดินเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 เมื่อเรามองถึงบริบทของประเทศทำให้ต้องตระหนักว่า ไม่สามารถจะ “เก่ง” ไปทุกเรื่องเหมือนกับสหรัฐอเมริกา หรือจีนได้ เราจึงต้อง “เก่ง” ในสิ่งที่เราถนัด และต้นทุนหรือหน้าตักที่มีอยู่ และคำตอบก็คือเศรษฐกิจชีวภาพ เพราะประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมาก ทั้งพันธุ์พืช สัตว์ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม นี่คือเสน่ห์และหน้าตักของเรา

ความหลากหลายดังกล่าวนำไปสู่การใช้อย่างไรก็ไม่หมดไปง่ายๆ แต่คำถามคือ เราจะต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่ได้อย่างไร เมื่อมองย้อนกลับไปเพื่อทบทวนก่อนนำไปสู่แผนงานอนาคต ก็พบว่าเราไม่ได้มองค่าของความหลากหลายอย่างที่ควรจะเป็น ไม่ได้เติมเต็มกลับเข้าไป และไม่ได้มีการจัดการอย่างเป็นระบบ

“อย่างเช่นที่คิวบา เขามุ่งไปด้านเดียว เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจคือด้านการแพทย์ คิวบาสร้างตัวตนให้เป็นอีกประเทศหนึ่งในโลกที่มีการแพทย์ดีที่สุด ส่งออกหมอการแพทย์ไปยังทั่วโลก”

สุวิทย์เสริมว่า เศรษฐกิจชีวภาพในประเทศไทยที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ จึงถูกแบ่งออกเป็น 4 ด้านในการขับเคลื่อน คือ เกษตรกรรมอาหาร การแพทย์ พลังงานชีวภาพ และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ทั้ง 4 ขาเศรษฐกิจชีวภาพจะทำให้คนไทยทุกคนมีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจบนพื้นฐานที่เรามี ซึ่งทั้ง 4 ด้านที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ มีรายละเอียด คือ

1.การเกษตรในทิศทางข้างหน้าจะต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพื่อยกระดับไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ ซึ่งเป็นการเกษตรที่จะใช้ข้อมูล ใช้เทคโนโลยี ใช้ทุกสิ่งที่มองเห็นภาพว่าแปลงการเกษตรคือ โรงงานแห่งหนึ่งรู้ว่าจะผลิตสิ่งใด ใช้ดินแบบไหนเป็นฟาร์มปิดที่สามารถควบคุมทุกอย่างได้ผ่านเทคโนโลยี เกษตรกรต้องก้าวไปจุดนั้น อีกด้านอาหาร ที่จัดอยู่ในหมวดหมู่เกษตร เราต้องการเป็นครัวโลกซึ่งอาหารในประเทศไทยมีมูลค่านับแสนล้านบาทจากการส่งออก แต่ที่ผ่านมาเรายังผลิตอาหารแบบทำมากได้น้อย และต้องปรับทิศทางเพื่อให้สอดรับกับการบริโภคของโลก ทั้งอาหารสำหรับผู้สูงอายุอาหารเสริมสุขภาพ ซึ่งอาหารก็มาจากการเกษตรบนพื้นฐานที่เรามีอยู่เดิม

2.ด้านสุขภาพและการแพทย์ เรามีศักยภาพด้านสมุนไพรที่ดีมากแห่งหนึ่งของโลก และสามารถสู้กับสมุนไพรของประเทศจีนได้อย่างสบายหากมีการจัดการที่ดี ทั้งการสกัด การปลูก และการจัดการที่ต้องใช้วิทยาศาสตร์มากขึ้น และการแพทย์จะต้องพัฒนาให้เป็นการแพทย์แม่นยำให้ได้ เพราะเรามีมหาวิทยาลัยที่ดี มีแพทย์ที่เก่งอยู่แล้ว และยังมีนักวิทยาศาสตร์ด้านการแพทย์อีกไม่น้อย ดังนั้น ต้องผลักดันให้เกิดขึ้นให้ได้

“บ้านเราเก่งด้านการแพทย์อยู่แล้ว เพราะมีโรงพยาบาลระดับโลกที่มีชื่อเสียง แต่โรงพยาบาลคือปลายน้ำ ต้นน้ำคือการผลิตยาชีวภาพขึ้นมาเอง เราต้องทำให้ได้ ผลิตยาที่ไม่ต้องใช้สารเคมี เพราะทิศทางโลกมันไปทางนั้นกันหมดแล้ว” สุวิทย์เสริม

3.พลังงานชีวภาพ ประเทศไทยมีผลผลิตทางการเกษตรจำนวนมาก แต่ยังถูกใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะของเสียที่ไม่ได้เอามาใช้อย่างเต็มที่ ซึ่งของเสียจากอาหาร การเกษตรเป็นของเสียที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะด้านพลังงานชีวภาพ

4.การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ประเทศไทยนับว่ามีเสน่ห์ด้านวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่นอย่างมาก และเป็นต้นทุนที่สามารถต่อยอดในการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี เพราะเทรนด์การเที่ยวต่อไปจะไม่ กระจุกอยู่ตามเมืองใหญ่ๆ แต่จะเป็นการท่องเที่ยวเพื่อเรียนรู้วิถี วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเชิงสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีให้บริการอยู่บ้าง แต่ก็น้อย ดังนั้นจะต้องผลักดันจุดนี้ให้เกิดขึ้น

ทั้งหมดที่เป็นต้นทุนทางชีวภาพของประเทศ รมว.วิทยาศาสตร์ฯ ชูความสำคัญว่าประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพคิดเป็น 10 % ของทั้งโลก หากเทียบเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจก็สูงถึง 3 ล้านล้านบาทหรือ 21 % ของจีดีพี และโจทย์ต่อไปคือในอีก 5 ปีข้างหน้า ด้วยรูปแบบของเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ องค์ความรู้ จะต้องช่วยผลักดันมูลค่าตรงนี้ ให้ขยับขึ้นไปที่ 4.3 ล้านล้านบาท หรือ 25 % ของจีดีพีให้ได้

“ที่สำคัญคือทุกคนมีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจชีวภาพ เพราะคนส่วนใหญ่คือเกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อยด้านอาหาร และการท่องเที่ยวก็มีมากมาย หรือวงการแพทย์เราก็มีผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก เศรษฐกิจชีวภาพจะไม่เหมือนกับอุตสาหกรรมทั้งหุ่นยนต์ การบิน เป็นต้นที่แม้ใช้เทคโนโลยีระดับสูง แต่คนส่วนใหญ่ของประเทศก็ไม่ได้ร่วมด้วย

ท้ายสุด รมว.วิทยาศาสตร์ฯ อย่างสุวิทย์สะท้อนภาพรวมอีกว่า รัฐบาลต้องการนำพาประเทศไทยก้าวเข้าไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งด้านเศรษฐกิจจะมีขับเคลื่อนด้วย 3 วงกลมเศรษฐกิจสำคัญ คือ เศรษฐกิจขยายตัว เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจนวัตกรรม แต่เศรษฐกิจชีวภาพจะครอบคลุมร่วมวงกับทั้ง 3 วงล้อเศรษฐกิจหลัก

“เศรษฐกิจชีวภาพจะเป็นตัวสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับความยั่งยืนของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของชาติ เพราะทุกอย่างคือชีวภาพ และเป็นสิ่งที่บ้านเรามีอยู่แล้ว” สุวิทย์ กล่าวทิ้งท้าย

จับตาหลังปลดล็อก สู่ปรากฏการณ์ผึ้งแตกรัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/559082

  • วันที่ 29 ก.ค. 2561 เวลา 07:38 น.

จับตาหลังปลดล็อก สู่ปรากฏการณ์ผึ้งแตกรัง

“อิสสระ สมชัย” แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ มองปรากฏการณ์กลุ่ม สามมิตรดูดอดีต สส.เข้าร่วมก๊วนเพื่อหนุนพรรค คสช.ฝันตั้งรัฐบาลอีกวาระ

**************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

การรุกคืบของ “กลุ่มสามมิตร” กับการเดินสายตระเวนดูดอดีต สส.เข้าสังกัดพลังประชารัฐ ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมและสวนทางกับปฏิรูปที่ควรจะเป็น ตรงกันข้ามปฏิบัติการดูดยังคงทวีความรุนแรงและขยายวงกว้างไปยังหลายพื้นที่

สอดรับไปกับการลงพื้นที่จัดประชุม ครม.นอกสถานที่ของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ล่าสุดที่ จ.อุบลราชธานี พร้อมมีมติเห็นชอบโครงการที่การประชุมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 เสนอราว 1 หมื่นล้านบาท

บรรยากาศฝุ่นตลบในพื้นที่ภาคอีสานซึ่งว่ากันว่าจะเป็นอีกสมรภูมิการเมืองที่ดุเดือดในการเลือกตั้งครั้งหน้าเริ่มสะท้อนให้เห็นการขับเคี่ยวของฝักฝ่ายต่างๆ ในเวลานี้

​​​อิสสระ สมชัย อดีต รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์​รับผิดชอบดูแลพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ​ และอดีต สส.อุบลราชธานีหลายสมัย มองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ว่าทุกอย่างยังไม่มีความชัดเจน ต้องรอจนกว่าจะมีการปลดล็อกทางการเมือง

ทั้งนี้ ยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าอดีต สส.คนไหนอยู่พรรคไหน หรือตัดสินใจย้ายไปไหน ยังเป็นคน “สองสัญชาติ” คือบางคนชาวบ้านรู้ทั้งบ้านทั้งเมืองแล้วว่ามีชื่อย้ายไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ แต่เจ้าตัวยังบอกกับคนอื่นว่าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ​

“อย่างที่มีข่าวอดีต สส.ไปรับรอง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มาประชุม ครม.ที่ จ.อุบลราชธานี เช่น สุพล ฟองงาม จนมีการฟันธงว่าไปพลังประชารัฐแน่แล้ว แต่แกยังบอกว่าเป็นสมาชิกเพื่อไทย มันเลยยังประเมินไม่ออก หรือพรรคชาติไทยพัฒนา หลังจาก ตุ่น จินตะเวช เสียชีวิตลูกสาวจะมาลงแทนทางพรรคชาติไทยพัฒนาก็เรียกไปคุย แต่ในพื้นที่ก็ว่าไปอยู่กับพลังประชารัฐเลยไม่มีความชัดเจนเป็นคนสองสัญชาติ”

อิสสระประเมินว่าในพื้นที่มีความหลากหลาย ประชาชนบางคนก็ “ยึดตัวบุคคล”​​ ต่อให้ย้ายไปพรรคไหนก็เลือก แต่บ้างก็ “ยึดพรรค” ถ้าคุณย้ายออกจากพรรคนี้จะไม่เลือก เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ฟันธงตอนนี้เร็วเกินไป รอให้รัฐบาลเขาปลดล็อกชัดเจนจะได้รู้ใครอยู่กับเขาบ้าง

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ บอกท่านไม่ดูดให้เมื่อยปาก แต่ว่าขณะเดียวกันคนในรัฐบาลของท่าน ​อย่าง​ที่มา จ.อุบลราชธานี สุพลซึ่งไม่ได้คุยกับนายกฯ แต่ทาง รมว.พาณิชย์​ ​ที่มีข่าวว่าจะไปเป็นเลขาธิการ หรือหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เขาก็ยอมรับว่าไปพบกับสุพล ซึ่งมีนัยทางการเมือง

ตอนนี้ใน จ.อุบลราชธานี ต่างฝ่ายต่างก็ดูเชิงกันอยู่ เพราะเพื่อไทยเองก็มีหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่ม สุพล เกรียง กัลป์ตินันท์ สิทธิชัย โควสุรัตน์ ​ว่าใครจะไปหรือไม่ไป บางคนมีพาวเวอร์เหนือพรรคไปไหนคนก็เลือก แต่บางทีพรรคก็มีอิทธิพลพอสมควร อย่างเพื่อไทยในอีสานซึ่งเวลานี้ความนิยมมีอยู่แต่ไม่เท่าเดิมส่วนจะลดลงขนาดไหนนั้นตอบไม่ได้

ในวันที่เพื่อไทยกำลังอ่อนแอลงจะเป็นโอกาสให้ประชาธิปัตย์ได้เพิ่มเก้าอี้ในพื้นที่อีสานหรือไม่ อิสสระ กล่าวว่า คิดว่าประชาธิปัตย์จะได้เก้าอี้เพิ่มขึ้นจากเดิม เห็นได้จาก​บรรดาอดีต สส.ของพรรคไม่มีใครขยับไปไหนแม้แต่คนเดียว แสดงว่ายังมั่นใจในฐานของตัวเองว่ายังใช้ได้ ​​

ส่วนกรณี​ วุฒิพงษ์ นามบุตร อดีต สส.อุบลราชธานี ของประชาธิปัตย์ ซึ่งมีภาพไปต้อนรับคณะที่มาประชุม ครม.ที่อุบลราชธานีนั้น เขาชี้แจงแล้วเพราะ หนึ่ง ได้รับเชิญจากทางจังหวัด สอง ตรงนั้นเป็นพื้นที่เขตเลือกตั้งเขาถ้าไม่ไปเดี๋ยวชาวบ้านจะว่าเพราะเป็นเจ้าของพื้นที่โดยมารยาทต้องไป และเมื่อนักข่าวไปถามตอนนั้นเขาก็ยังบอกว่าอยู่ประชาธิปัตย์ไม่ย้ายไปไหน

“คนนี้ผมยืนยันไม่ไปแน่นอน เพราะวุฒิพงษ์​เป็นหลาน คุณวิฑูรย์ นามบุตร ซึ่งเขารักษาฐานของเขาดีอยู่แล้ว ไม่ยอมเสียฐานแน่นอน คุณวิฑูรย์เองก็ไม่ไปไหนเจอกันวันก่อนก็ยังคุยเรื่องเราจะเตรียมเลือกตั้งยังไงในพื้นที่ภาคอีสานของประชาธิปัตย์ ไม่มีปรึกษาเรื่องขยับไปพรรคอื่น ไม่ไปแน่นอน”

ถามถึงแรงดูดจากพรรครวมพลังประชาชาติไทยของสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่เริ่มขยับลงพื้นที่อีสานในช่วงเวลาที่ผ่านมา อิสสระ กล่าวทันทีว่า “ไม่มีทาง ถ้าจะดูดต้องดูดผมก่อนแล้ว เพราะผมเป็น กปปส. ซึ่งยืนยันว่าที่ทำ กปปส.ไม่ใช่เพื่อไปตั้งพรรคการเมือง เมื่อจบภารกิจก็กลับประชาธิปัตย์ และประกาศแล้วว่าเมื่ออยู่ประชาธิปัตย์ก็จะสนับสนุนอภิสิทธิ์ เป็นนายกฯ ส่วนจะได้หรือไม่ได้อีกเรื่องหนึ่งไม่มีทางเป็นอย่างอื่น”

อิสสระ เล่าให้ฟังว่า สุเทพไม่ได้มาชวนใครเลย ตอนจบภารกิจก็บอกให้กลับพรรค ในบรรดาพรรคการเมืองไม่มีพรรคไหนที่ดีที่สุดเท่ากับประชาธิปัตย์แล้ว ส่วนตอนที่มีข่าวสุเทพตั้งพรรคก็ติดตามจากข่าว ไม่เคยมีการเรียกใครไปคุย พวกเราก็ไม่มีใครลาออกจากพรรคสักคน

บางกระแสมองว่าที่ผ่านมาประชาธิปัตย์ขายยากในพื้นที่อีสานอาจเปลี่ยนแผนมาใช้พรรคของสุเทพ​เพื่อทำการเมืองในพื้นที่ภาคอีสานแทนนั้น อิสสระชี้แจงว่าเป็นไปได้ยากเพราะความนิยมในประชาธิปัตย์ในพื้นที่ยังมีอยู่ อย่างเขตของบุณย์ธิดา สมชัย ลูกสาว จะพบว่าตอนไปทำ กปปส.​ก็มีสีข้าว ไปช่วยเรี่ยไรเงินไปช่วย ซึ่งเขาไม่ได้ตั้งใจจะเคลื่อนไหวเพื่อไปตั้งพรรค แต่จะไปล้มระบอบทักษิณ

ทั้งนี้ ยอดสมาชิกพรรคใน จ.อุบลราชธานี มีถึง 2.4 แสนคน ไม่ใช่เพิ่งจะมาเป็นสมาชิกช่วง กปปส. บางคนเป็นมานานแล้ว ​ดังนั้นตอนเลิก กปปส. ทุกคนก็กลับพรรคแต่อาจมีบางคนที่อารมณ์ค้างบอกไปตั้งพรรคเถอะ แต่สมาชิก 2.4 แสนคน เชื่อว่าไม่มีความคิดนั้น

อย่างไรก็ตาม ยอดสมาชิก 2.4 แสนคน ของ จ.อุบลราชธานี หรือ 2 ล้านคนทั่วประเทศนั้น ​ไม่สามารถกลับมายืนยันความเป็นสมาชิกพรรคได้ทั้งหมดในช่วงเวลาเพียงแค่หนึ่งเดือนต่อให้เทวดาก็ทำไม่ได้ เพราะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ความเป็นสมาชิกพรรคก็เหมือนสามีภรรยา ​คุณจะอยู่ด้วยทะเบียนสมรสหรืออยู่ด้วยกันโดยไม่มีทะเบียนสมรสเหมือนเป็นสมาชิกแต่ไม่ยืนยันใน 30 วัน ขาดกันก็จริงแต่อยู่ด้วยกันแบบเหมือนผัวเมียอยู่ด้วยกันแต่ไม่มีทะเบียน

อิสสระเชื่อว่าหลังจากปลดล็อกให้พรรคทำกิจกรรมการเมืองได้ สามารถสมัครสมาชิกพรรคใหม่ได้ เชื่อว่าจะมีคนพร้อมจะมาสมัครสมาชิกใหม่อีกมาก ส่วนเรื่องข้อกำหนดต้องมีสาขาพรรคมีสมาชิก 500 คนนั้น สำหรับประชาธิปัตย์สามารถอธิบายกับประชาชนได้ไม่ยาก ต่างจากพรรคพลังประชารัฐจะไปอธิบายกับเขายังไง ทั้งเรื่องตัวบุคคลและนโยบาย

“ก่อนจะให้คนมาเป็นสมาชิกพรรคต้องทำกิจกรรมก่อน ต้องทำให้เขาเชื่อก่อนว่าคนในพรรคพลังประชารัฐจะมีใครบ้าง แต่ประชาธิปัตย์อยู่มา 70 กว่าปี บางคนเคยเอารูปถ่ายตั้งแต่สมัย ม.ร.ว.เสนีย์​ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรคมายืนยันความเป็นสมาชิก ดังนั้นแค่คำว่าประชาธิปัตย์คำเดียวก็อธิบายได้ แต่ถ้าพรรคอื่นก็ต้องอธิบายมากหน่อย”​

ส่วนพรรคของสุเทพจะมาแบ่งคะแนนกับประชาธิปัตย์ในพื้นที่อีสานมากน้อยแค่ไหนนั้น อดีตรองหัวหน้าพรรคภาคอีสานประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ความนิยมในตัวพรรคก็เรื่องหนึ่ง แต่คนทำงานในพื้นที่ขับเคลื่อนก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะจะเป็นคนเชื่อมประชาชนไปหาพรรคซึ่งเขาก็พยายามหาเพราะจะไม่มีก็ไม่ได้

ถามว่าในพื้นที่ภาคใต้มีข่าวว่ามีการดึงตัวอดีตผู้สมัครหรือประธานสาขาพรรคไปอยู่กับรวมพลังประชาชาติไทยในพื้นที่อีสานมีมากน้อยแค่ไหน อิสระ กล่าวว่า เป็นสิทธิของท่านไม่ว่าจะภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคอีสาน อาศัยเรื่องความนิยม รัก นับถือส่วนตัว ​เป็นสิทธิที่ทำได้ขึ้นกับความพอใจ

“แต่อดีต สส.อีสานของประชาธิปัตย์ไม่มีใครไปสักคน ทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อ ส่วนจะเป็นอดีตผู้สมัครซึ่งเคยสอบตกหากเขามองว่าไปตรงนู้นอาจมีโอกาสได้เป็นผู้แทนก็ห้ามไม่ได้เป็นสิทธิของเขา ​หากไปเราก็ต้องหาคนใหม่มาลงเพราะมีเป้าหมายส่งคนลงครบทุกเขต” ​

การเดินสายประชุม ครม.อัดฉีดเม็ดเงินลงพื้นที่ ล่าสุดที่ จ.อุบลราชธานี ที่เห็นชอบหลักการงบ 1 หมื่นล้านบาท จะกระตุ้นความนิยมให้รัฐบาล คสช.ได้มากน้อยแค่ไหนนั้น อิสสระ กล่าวว่า เป็นเพียงแค่การรับไว้ศึกษาคือต้องดูว่ามีความต้องการจริงไหม มีประโยชน์จริงไหมและไปดูว่ามีเงินไหม

“ไม่ใช่ประชุมวันเดียวแล้วโอเคหมด ผมเคยเป็นรัฐมนตรีมาก่อน พอเสนอมาก็รับไว้แล้วให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องดูความเป็นไปได้ แล้วถามว่ากระทรวงคลังมีงบไหม อย่างที่อุบลราชธานีขอไปหมื่นล้าน ไม่ได้หมายความว่าจะได้ทั้งหมื่นล้าน ต้องรอดูไม่รู้จะทันเดือน ก.พ. 2562 หรือไม่”

ส่วนพรรคเพื่อไทยแชมป์เก่าในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งกำลังถูกดูดต่อเนื่องจะทำให้การเลือกตั้งครั้งหน้าคะแนนกระจัดกระจายไปพรรคอื่นๆ มากน้อยแค่ไหนนั้น อิสสระกล่าวว่า ต้องรอดูผลการดำเนินการของกลุ่มสามมิตร ว่าเจาะได้มากมายแค่ไหน ทุกวันนี้พยายามเจาะ แต่ดูแล้วไม่ได้หัวโจกหรือได้เจ๋งๆ มาเท่าไร

“ต้องรอดูตอนปลดล็อกแล้ว​ ค่อยมาดูว่าผึ้งแตกรังจริงไหม ตอนนั้นค่อยมาว่ากันว่ามีผึ้งออกไปเยอะแค่ไหน นางพญาผึ้งออกไปไหม” อิสสระ กล่าว

**************************

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

“ถอดบทเรียนภัยเรือล่ม” เร่งฟื้นความเชื่อมั่นท่องเที่ยวไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/558801

  • วันที่ 25 ก.ค. 2561 เวลา 20:30 น.

"ถอดบทเรียนภัยเรือล่ม" เร่งฟื้นความเชื่อมั่นท่องเที่ยวไทย

เหตุเรือนักท่องเที่ยวล่มกลางทะเลที่ภูเก็ตเป็นเรื่องที่หน่วยงานเกี่ยวข้องต้องนำมาถอดบทเรียนเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของการท่องเที่ยวไทยให้คืนกลับมา

*****************************

โดย…..ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และคณะอนุกมธ.ด้านการท่องเที่ยว ได้จัดเสวนาเรื่อง “ท่องเที่ยว ไทยเท่ เก๋ไก๋ สดใส ทุกที่” ณ บริเวณห้องโถง อาคารรัฐสภา 1

วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.การท่องเที่ยวและการกีฬา แสดงความเห็นว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวปีนี้ในไตรมาสหนึ่ง มีนักท่องเที่ยวมากกว่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ และแนวโน้มก็จะมีมากขึ้น และการเข้ามาเกินกว่าครึ่งของนักท่องเที่ยว กระจุกอยู่ใน 20 เมืองหลักๆของไทย อาทิ กทม. ภูเก็ต ดังนั้น ต้องกระจายไปยังท่องเที่ยวเมืองรอง

ขณะเดียวกัน การส่งนักท่องเที่ยวไปเที่ยวเมืองรอง ต้องลดความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ เช่น หากจำหน่ายอะไร วัตถุดิบก็ควรจะมาจากพื้นที่นั้น นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงการท่องเที่ยวชุมชน ไม่ใช่แค่เที่ยวผ่านไปเท่านั้น อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งที่เป็นสาระ คนเที่ยว เที่ยวด้วยความรู้สึก แต่การจัดท่องเที่ยวต้องทำด้วยความรู้

นอกจากนี้ สำคัญที่สุดเมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวสูง แออัด ในบางพื้นที่ ไม่ใช่แค่ความปลอดภัย อาชญากรรม ภัยพิบัติเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงสิ่งแวดล้อม ดังนั้น เรื่องความปลอดภัยต้องไม่ต่อรอง เพราะวันนี้จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมาก และประเทศไทยนั้นมีนักท่องเที่ยวหลากหลาย

“เราได้บรรยากาศการตื่นตัวขนาดนี้ไม่ได้ง่ายๆ เราต้องมาดูคุณภาพ ความรับผิดชอบ ไม่ว่าใครจะเข้าประเทศต้องซื้อประกัน เพื่อคุ้มครองภัย นักท่องเที่ยวเพิ่มความเสี่ยงตัวเอง ต้องซื้อประกันเพิ่ม เพื่อให้เป็นมาตรฐานทางระบบป้องกันภัย สิ่งที่ต้องเร่งทำ คือ มาตรฐานการใช้ เช่น เรือนักท่องเที่ยว มาตรฐานการท่องเที่ยวถ้ำ เรือภัตตาคาร การล่องแพ เพื่อทำงานอย่างมืออาชีพ”

ด้าน พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อยากเน้นเรื่องการมีส่วนร่วมจากภาคเอกชนต่อการปฏิบัติตามกฎหมายและมีธรรมาภิบาล คือ 1.ปฏิบัติตามกฎหมายเคร่งครัด2.ไม่หลอกลวงมีจิตบริการต่อนักท่องเที่ยว 3.เข้าระบบการทำธุรกิจให้ถูกกฎหมาย โดยเฉพาะผู้ประกอบการสีเทาที่ไม่ยอมเสียภาษี ก็ต้องเข้าสู่ระบบเสียภาษีให้ถูกต้อง

และ 4.ขอให้ทำธุรกิจด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ขณะเดียว อยากฝากผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว รวมถึงองค์กรภาคเอกชนต่างๆ ควรร่วมกันออกกฎในการปฏิบัติในการกำกับดูแลกันเอง หากไม่ทำตาม ก็ให้ขับไล่ เพราะถือเป็นหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยว

ขณะที่ ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ยืนยันว่า สถานการณ์การท่องเที่ยว 6เดือนแรก มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะตลาดจีน แต่เมื่อเกิดเหตุเรือล่มในจ.ภูเก็ต สิ่งเป็นประเด็นปัญหาได้มีการแก้ไขสถานการณ์อย่างรวดเร็ว แต่อาจยังตอบโจทย์ และจากมีโอกาสพบผู้ประกอบการในจีนได้รับรายงานว่ามีการยกเลิกการจอง ส่วนใหญ่เป็นกรุ๊ปทัวร์ หรือขอเปลี่ยนสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งไม่ใช่ทะเล

“ททท. พยายามเร่งสร้างความเข้าใจ ความเชื่อมั่น และมาตรการความปลอดภัยต่างๆ ไม่ใช่เฉพาะนักท่องเที่ยวจีนเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงนักท่องเที่ยวจากชาติต่างๆด้วย เราติดตามสถานการณ์เดือนส.ค. จะส่งผลกระทบหรือไม่อย่างไร แต่การไม่เชื่อมั่นมีหลายสาเหตุ สุดท้ายเป็นความรู้สึก และโซเชียลมีการนำเสนอบางส่วนไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมด ซึ่งส่งผลต่อความรู้สึกนักท่องเที่ยวจีน เราพยายามสร้างความเชื่อมั่น และเรายังให้ความสนใจทุกเรื่องเสมอ”

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว กล่าวว่า วันนี้นักท่องเที่ยวมีจำนวนมากที่อาศัยประเทศไทย โดยใช้วีซ่าเข้ามาทำงาน แล้วบางส่วนเข้ามาประกอบอาชญากรรม โดยในปี 2558 ในเรื่องของทัวร์ศูนย์เหรียญ รัฐบาลได้ดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจัง ทำให้ทุกวันนี้ไม่มีทัวร์ศูนย์เหรียญหลงเหลือ ส่งผลให้ปี 2559 ประเทศไทยสามารถจัดเก็บภาษีจากการประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวได้ถึง 6 พันกว่าล้านบาท ขณะที่ ปี 2560 เพิ่มขึ้น 1 หมื่นล้านบาท

“ผมยืนยันว่านโยบายของนายกรัฐมนตรีในการปราบปรามเรื่องทัวร์ศูนย์เหรียญถือว่ามาถูกทางแล้ว ส่วนกรณีจ.ภูเก็ตจะต้องมีการบังคับใช้กฎหมายในทุกมิติ สร้างความปลอดภัยในทุกด้าน ทั้ง เรือ รถบัส โดยวันนี้กรมเจ้าท่าได้มีการลงไปตรวจเรือทุกชนิดที่มีอยู่กว่า 400 ลำ เบื้องต้นตรวจเรือแล้ว 100 กว่าลำ พบว่าผิดมาตรฐาน 26 ลำ ก็จะไม่ให้ออกทะเล เพื่อให้รัฐบาลจีนเห็นถึงความเข้มข้นของมาตรการความปลอดภัย”

อย่างไรก็ตาม จากนี้ในการปล่อยเรือออกทะเลแต่ละครั้ง จะต้องมีเจ้าท่ารวมกับตำรวจท่องเที่ยวทำหน้าปล่อยเรือออกสู่ทะเล ส่วนการดำเนินคดี การจับกุมผู้กระทำผิดในเรื่องทัวร์ศูนย์เหรียญจากเดิม คนต่างชาติสวมบัตรเพื่อเข้ามาทำธุรกิจ ตอนนี้ได้ปรับเปลี่ยน คนต่างชาติยังอยู่ต่างประเทศ แล้วให้คนไทยเป็นนอมินี วันนี้ก็จะจัดการทั้งนอมินีและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง