หมอไม่กล้าผ่า-เลือกส่งต่อ ไส้ติ่งคร่าชีวิตคนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/543251

  • วันที่ 06 มี.ค. 2561 เวลา 06:29 น.

หมอไม่กล้าผ่า-เลือกส่งต่อ ไส้ติ่งคร่าชีวิตคนไทย

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เป็นสถิติที่ต้องหันมามองในทันที เพราะจากการรายงานของ นพ.วัชรพงศ์ พุทธิสวัสดิ์ ประธานคณะอนุกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุขระดับพื้นที่ และผู้แทนราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า ทุกวันนี้คนไทยต้องเสียชีวิตจากไส้ติ่งอักเสบมากเป็นอันดับที่ 5 ของโลก

เป็นอันดับที่ใกล้เคียงกับประเทศด้อยพัฒนาในแถบแอฟริกา

จึงเป็นปัญหาภายในประเทศที่กระทบต่อชีวิตของคนไทยในแง่ของสุขภาพอย่างหนักหน่วง

ขยายความจากข้อมูลการเสียชีวิตจากไส้ติ่งอักเสบ นพ.วัชรพงศ์ บอกเล่าว่า ข้อมูลที่คนไทยตายเพราะไส้ติ่งอักเสบสูงเป็นอันดับ 5 ของโลกนั้น นำมาจากการจัดเก็บขององค์กรในชื่อว่า Health Problems in The World ซึ่งเป็นการจัดเก็บสถิติของโรคภัยต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของคนทั่วโลก เมื่อเห็นว่าเป็นประโยชน์และเกี่ยวข้องกับบ้านเรา จึงต้องเผยแพร่ต่อเพื่อให้เกิดกระบวนการมองปัญหาและแสวงหาทางออกเพื่อแก้ไข

และองค์ประกอบของสาเหตุที่ไส้ติ่งอักเสบต้องคร่าชีวิตคนไทย ในความหมายของ นพ.วัชรพงศ์ มองว่า การผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบนั้น สำหรับแพทย์ผ่าตัดแล้วถือว่าเป็นเรื่องง่าย แต่ภาพแห่งความเป็นจริงในปัจจุบัน กลับพบว่าแพทย์ประจำโรงพยาบาลอำเภอไม่กล้าที่จะผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบให้กับคนไข้ที่เข้ามารับการรักษา แต่เลือกวิธีส่งต่อไปยังโรงพยาบาลใหญ่หรือโรงพยาบาลประจำจังหวัดแทน

“แพทย์กลัวถูกฟ้องร้องมาก และกลัวติดคุก เพราะจากกรณีเมื่อปี 2550 แพทย์โรงพยาบาลอำเภอร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช ผ่าตัดคนไข้ไส้ติ่งอักเสบแล้วเกิดเสียชีวิต ต้องถูกคำพิพากษาจำคุก 3 ปี จึงทำให้ไม่กล้าผ่า และบางส่วนก็ถือโอกาสที่จะไม่ผ่าและส่งต่อแทน มันทำให้ย้อนรอยว่าทุกการผ่าตัดต้องส่งไปที่โรงพยาบาลใหญ่แทน เหมือนกับ 40 ปีก่อนเลย ทั้งๆ ที่ทำกันได้”

นพ.วัชรพงศ์ สะท้อนภาพต่อว่า เมื่อคนไข้ต้องได้รับการผ่าตัดเร่งด่วนจากไส้ติ่งอักเสบแบบรอไม่ได้ แต่ถูกส่งต่อเมื่อมาถึงโรงพยาบาลใหญ่ก็ต้องรอคิวผ่าตัดอีก ความล่าช้าที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งสาเหตุที่แพทย์ประจำโรงพยาบาลอำเภอไม่กล้าที่จะผ่าตัด ก็เพราะยังมีปัญหาเรื่องของวิสัญญีแพทย์ หรือแพทย์ดมยา ที่ทุกวันนี้โรงเรียนแพทย์หลายแห่งไม่อาจผลิตวิสัญญีแพทย์ได้เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถกระจายกำลังคนไปยังพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างทั่วถึง

“ปัญหาค่อนข้างจะหนัก เพราะโรงพยาบาลอำเภอมีอยู่ราว 700-800 แห่ง บางแห่งมีแพทย์ดมยาแค่คนเดียว และแน่นอนว่าแพทย์ก็ไม่ได้อยู่ประจำทุกวัน อีกทั้งผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบก็ไม่ได้มารักษาวันที่แพทย์ดมยาอยู่แน่ๆ มันระบุไม่ได้ แพทย์ที่ประจำอยู่ก็ไม่กล้าจะรับหน้า เลยเลือกที่จะส่งต่อ และอย่าว่าแค่แพทย์ดมยาเลย โรงพยาบาลบางแห่งยังไม่มีศัลยแพทย์อยู่เลยด้วยซ้ำ เพราะเราผลิตแพทย์ออกไปไม่ทัน” นพ.วัชรพงศ์ ย้ำ

แต่กระนั้น นพ.วัชรพงศ์ ยังคงยืนยันว่า จากการที่ได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยือนโรงพยาบาลหลายแห่ง ก็ยังปรากฏภาพที่น่าชื่นอกชื่นใจ เพราะโรงพยาบาลอำเภอบางแห่งที่เจ้าหน้าที่ ทั้งแพทย์ และพยาบาล ยังคงกล้าที่จะทำการรักษาผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบ โดยเป็นการเห็นความเป็นความตายของผู้ป่วยเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าความกลัว เพราะผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบจำต้องได้รับการผ่าตัดทันที

“ก็มีหลายโรงพยาบาลที่แพทย์ยังมีความกล้าหาญ โดยใช้พยาบาลดมยา และแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า ซึ่งเป็นความกล้าหาญมาก แพทย์และพยาบาลพวกนี้เห็นประโยชน์ของคนไข้เป็นหลัก เพราะไม่แน่ว่าจะส่งต่อไปแล้วผู้ป่วยอาจมีอันตรายมากกว่า” นพ.วัชรพงศ์ ย้ำ

อย่างไรก็ตาม อีกบทบาทของ นพ.วัชรพงศ์ ที่นอกเหนือจะเป็นศัลยแพทย์แล้ว หมวกอีกใบคือเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุขระดับพื้นที่ ซึ่งแน่นอนว่าปัญหาไส้ติ่งอักเสบที่คร่าชีวิตคนไทยสูงเป็นอันดับที่ 5 ของโลกนั้น จะมีทางแก้ไขได้อย่างไรบ้างอย่างเร่งด่วน นอกเหนือจากปัจจัยที่ผลิตแพทย์ไม่ทัน และความกล้าของแพทย์บางส่วนอาจมีไม่เพียงพอ

นพ.วัชรพงศ์ ตอบคำถามทิ้งท้ายว่า เคยหยิบยกปัญหานี้พูดคุยในคณะอนุกรรมการเช่นกัน แต่อย่างที่บอกเอาไว้ว่า การที่ผลิตแพทย์ไม่ทัน ไม่พอกับการไปอยู่ตามโรงพยาบาลชุมชน ปัญหาก็ยากที่จะได้รับการแก้ไข บวกกับปัญหาแพทย์กลัวการฟ้องร้อง แต่เดิมเคยทำได้พอมามีข่าว ก็กลัวว่าจะติดคุกเลยไม่ผ่าตัดให้คนไข้

ภาพประกอบข่าว

“บิ๊กตู่” ลุย ครม.สัญจรเมืองรอง โกยคะแนนนิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/543097

  • วันที่ 05 มี.ค. 2561 เวลา 08:07 น.

"บิ๊กตู่" ลุย ครม.สัญจรเมืองรอง โกยคะแนนนิยม

ยิ่งใกล้เลือกตั้งยิ่งได้เห็น “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เร่งสปีดลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนอย่างหนัก

*****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ยิ่งใกล้เลือกตั้งยิ่งได้เห็น “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เร่งสปีดลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนอย่างหนัก ล่าสุดเตรียมจัดทัพใหญ่ลงพื้นที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร แต่คราวนี้ต่างจากการประชุม ครม.สัญจรครั้งก่อนๆ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ เน้นลงพื้นที่ “เมืองรอง” เป็นหลัก โดยระหว่างวันที่ 5-6 มี.ค.นี้ เลือกลงพื้นที่ จ.สมุทรสาคร และเพชรบุรี ต่างจากก่อนหน้านี้ที่เน้นลงพื้นที่จังหวัดใหญ่ ขนาดเศรษฐกิจหรือศักยภาพด้านการพัฒนาสูง

หากจำกันได้เมื่อเดือนก่อน ระหว่างวันที่ 5-6 ก.พ. 2561 การประชุม ครม.สัญจรที่ จ.จันทบุรี พร้อมกับตรวจราชการที่ จ.ตราด ลงพื้นที่เพื่อไปผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐที่ “บิ๊กตู่” คาดหวังจะฝากไว้เป็นผลงานชิ้นโบแดง โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน กรุงเทพฯ-ระยอง (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) และโครงการลงทุนของภาครัฐในโครงการรถไฟทางคู่เชื่อม 3 ท่าเรือ (มาบตาพุด-แหลมฉบัง-สัตหีบ) ยิ่ง “บิ๊กตู่” ควบตำแหน่งประธานคณะกรรมการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซีด้วยแล้ว จึงต้องลงพื้นที่จริงด้วยตัวเองเพื่อไปขันนอตกันหน้างาน

ถัดมาการประชุม ครม.สัญจรที่จัดขึ้นเมื่อเดือนก่อน ระหว่างวันที่ 25-26 ธ.ค. 2560 นายกรัฐมนตรี เลือกลงพื้นที่จังหวัดยุทธศาสตร์ภาคกลางนั่นคือ จ.พิษณุโลก และสุโขทัย นับเป็นสองจังหวัดใหญ่ที่เป็นแหล่งอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศไทย ในฐานะที่เป็นฐานการผลิตอาหารของไทย ที่สำคัญ “บิ๊กตู่” ใช้โอกาสนี้ลงพื้นที่พบปะประชาชนและเข็นโครงการพัฒนาระบบคมนาคมภาคเหนือแบบเบ็ดเสร็จ ทั้งถนนและระบบราง เช่น รถไฟทางคู่ ลพบุรี-ปากน้ำโพ รถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ที่มีระยะแรกคือ กรุงเทพฯ-พิษณุโลก ระยะทาง 380 กิโลเมตร

ยิ่งการประชุม ครม.สัญจรก่อนหน้านี้ ระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย. 2560 “บิ๊กตู่” เลือกลงพื้นที่และจัดประชุม ครม.สัญจรนอกสถานที่ใน 2 จังหวัดใหญ่แห่งปลายด้ามขวาน คือ จ.ปัตตานี และสงขลา ต้องยอมรับว่าทั้งสองจังหวัดเป็นเสมือนเมืองหลวงแห่งภาคใต้ มาคราวนี้ “บิ๊กตู่” เน้นเทงบประมาณช่วยเหลือด้านการเงินกับกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ พร้อมกับขยายเวลาพักชำระหนี้ลูกหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวสวนยางพาราและปาล์ม ฐานเสียงสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)

เช่นเดียวกับการประชุม ครม.สัญจรที่จัดขึ้นครั้งแรกที่ จ.นครราชสีมา ระหว่างวันที่ 21-22 ส.ค. 2560 รัฐบาลเอาใจคนภาคอีสานแบบเทงบสนับสนุนทั้งภูมิภาคด้วยงบประมาณกว่า 3 หมื่นล้านบาท เพื่อพัฒนาภาคอีสานให้มีระบบขนส่งมวลชนที่ทันสมัยด้วยโครงการรถไฟทางคู่

แต่ยุทธศาสตร์หรือกลยุทธ์ในการจัดประชุม ครม.สัญจร ครั้งต่อๆ ไปเน้นลงพื้นที่ “เมืองรอง” หวังเป้าหมายทางการเมืองสำคัญคือ เน้นอัดฉีดโครงการช่วยเหลือเกษตรกร ขับเคลื่อนนโยบายประชารัฐ และโครงการไทยนิยม รวมถึงต้องการเช็กเรตติ้งความนิยมในตัวผู้นำรัฐบาล ดังนั้นจากนี้ไปจะได้เห็นภาพ “บิ๊กตู่” ลงพื้นที่จังหวัดเล็กๆ ที่มีอยู่ราว 55 จังหวัดทั่วประเทศ อาทิ จ.หนองคาย สระแก้ว เพชรบูรณ์ มุกดาหาร พัทลุง สตูล เป็นต้น โดยมีนโยบายสำคัญคือ ต้องการพบปะติดตามและทราบปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่จริงแบบไปฟังจากปากของชาวบ้าน

ดังนั้น จะเห็นภาพ “บิ๊กตู่” ลงพื้นที่จ.สมุทรสาคร มาประกาศนโยบายสนับสนุนและผลักดันให้ จ.สมุทรสาคร เป็นศูนย์กลางอาหารทะเล หรือ Hub of Seafood ของประเทศ เพราะมีความเพียบพร้อมในหลายๆ ด้าน อาทิ สะพานปลา กลุ่มบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่เข้ามาลงทุนตั้งโรงงานอุตสาหกรรมสินค้าประมงแปรรูป รวมถึงต้องการมาติดตามความก้าวหน้าในการแก้ปัญหาประมงผิดกฎหมาย หรือไอยูยู และการดูแลแรงงานต่างด้าว

แม้ไทยจะถูกยกระดับขึ้นมาเป็นเทียร์ 2 จากเดิมตกชั้นไปอยู่เทียร์ 3 ดังนั้นการมาคราวนี้ “บิ๊กตู่” ต้องมาโชว์ความพร้อมและศักยภาพของรัฐบาลในการแก้ปัญหาไอยูยู กับปัญหาค้ามนุษย์ ส่วน จ.เพชรบุรี เมืองรองที่ขึ้นชื่อในการเป็นจังหวัดต้นแบบโครงการพระราชดำริต่างๆ มากมาย จุดแข็งอันสำคัญคือชุมชนเข้มแข็ง โดยเฉพาะวิสาหกิจชุมชนนับเป็นจังหวัดตัวอย่างที่สามารถนำไปต่อยอดหรือเป็นตัวอย่าง เช่น  ธนาคารปู แพปลา จังหวัดที่เป็นฐานทรัพยากรทางทะเลอันอุดมสมบูรณ์

การยกทัพ ครม.ประชุมสัญจรครั้งต่อๆ ไปจะเห็น “บิ๊กตู่” ตะลุยลงพื้นที่ตรวจราชการในจังหวัดเล็กๆ พร้อมกับออกตระเวนชูนโยบาย “ประชารัฐ” และ “ไทยนิยม” ไปพร้อมๆ กัน ดังนั้นบรรยากาศการทำงานรัฐบาลนับจากนี้ไป จึงคล้ายเป็นการซ้อมใหญ่หาเสียงเลือกตั้งแต่เนิ่นๆ ชิงความได้เปรียบทางการเมือง

“พรรคเกรียน” ถอดแบบต่างประเทศ ไม่เพี้ยนแต่จริงจัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/542952

  • วันที่ 04 มี.ค. 2561 เวลา 09:41 น.

"พรรคเกรียน" ถอดแบบต่างประเทศ ไม่เพี้ยนแต่จริงจัง

“ผมนั่งคิด คิดมาหลายปีแล้ว จริงหรือเปล่าที่ทำไม่ได้ เพราะโลกเปลี่ยนไปเยอะ ต่างประเทศมีโมเดลเกิดขึ้นมาก ที่เป็นพรรคมาจากประชาชน มีลักษณะเป็นพรรคมวลชนสูงมาก หากเกิดขึ้นในเมืองไทยจะทำได้หรือไม่ คนที่สนใจการเมืองแต่มองในกรอบก็คิดว่าทำไม่ได้​ ผมจึงคิดว่าเราน่าจะทดลองดู”

*****************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

สปอตไลต์การเมืองจับจ้องไปยัง ​สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด นักคิดนักเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อเขาโพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กส่วนตัวประกาศหาผู้ร่วมก่อตั้ง “พรรคเกรียน” ในช่วงที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดให้กลุ่มการเมืองเริ่มแสดงตัวจดแจ้งตั้งพรรคใหม่

ในวันที่ทุกอย่างกำลังเริ่มต้น สมบัติเปิดใจกับโพสต์ทูเดย์ถึงที่มาที่ไปกับการกระโดดจากข้างสนามเข้าสู่ถนนการเมืองแบบเต็มรูปแบบ เริ่มตั้งแต่ชื่อ “พรรคเกรียน” ที่ต้องการให้ดูสนุก ต่างประเทศมี ไพเรตปาร์ตี้ หรือ พรรคโจรสลัด จึงอยากให้สนุกเหมือนกัน แต่มาคิดว่าหากใช้คำว่าโจรสลัดก็ดูจะไม่เข้ากับเมืองไทย จึงหาอะไรที่คล้ายกัน จนมาลงตัวที่พรรคเกรียน

“ตั้งใจให้ดูสนุก แต่ก็ไม่ใช่เล่นๆ คนจะไปตีความ มองทั้ง ไม่จริงจัง ล้อเล่น แต่ไม่ใช่ เป็นการทำอะไรจริงจังทั้งหมด แต่คนจะรู้สึกดี สนุก ดูไม่ซีเรียส​”

สำหรับที่มาที่ไปของการตั้งพรรคนั้น เริ่มจากเมื่อพูดถึงวิกฤตการณ์ทางการเมืองส่วนหนึ่งเพราะ “พรรคการเมือง” ไม่สามารถวิวัฒนาการไปได้สุด วนอยู่กับพรรคนายทุน ​การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อพรรคการเมือง จนมีคำถามว่า พรรคการเมืองในอุดมคติเป็นยังไง ซึ่งคนก็คิดในใจว่าการเมืองไทยทำไม่ได้เพราะต้องใช้เงิน ไม่ใช่คนธรรมดาจะทำได้

สมบัติ เปรียบเทียบว่า การตั้งพรรคครั้งนี้เป็น “แอ็กชั่น รีเสิร์ช” ที่เป็นการทดลองผ่านปฏิบัติการจริง โดยใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการพรรค ที่มีข้อดีคือลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ หากไปดู ไพเรตปาร์ตี้ของตะวันตกมีเป็น 10 ประเทศ แต่ที่ประสบความสำเร็จคือของเยอรมนี ซึ่งสามารถได้รับเลือกเป็น สส.​ในสภา และยังได้ไปนั่งในสภายุโรปด้วย

ทั้งนี้ ไพเรตปาร์ตี้ของตะวันตกที่จะใช้อินเทอร์เน็ตเป็นแพลตฟอร์มในการทำงาน ทั้งการสื่อสาร การทำธิงค์แท็งก์ ​ซึ่งมีการสร้างแพลตฟอร์ม “ลิควิด ฟีดแบ็ก”ช่วยทั้งการจัดอันดับ โหวต อภิปราย ซึ่งที่มาที่ไปของต่างประเทศก็มาจากคนรุ่นใหม่อายุ 20-30 ปี

ประวัติศาสตร์จุดเริ่มต้นมาจากยุคควบคุมการเข้าถึงออนไลน์ ซึ่งต่อมาก็วิวัฒนาการการเมืองในพรรคนำเสนอสิ่งที่เรียกว่า “ลิควิด ดีมอคเครซี” ซึ่งก้าวหน้ากว่าประชาธิปไตยตัวแทน เพราะเวลาคุณเลือกตั้งเสียงก็จะไปอยู่ในมือ สส.​ ซึ่งไม่รู้ว่า สส.จะโหวตในสิ่งที่ประชาชนคนเลือกเขาต้องการหรือไ​ม่

แต่สำหรับ ​ลิควิด ดีมอคเครซี เวลามีนโยบาย สส.ก็ไม่ได้โหวตกันแบบฝักถั่ว แต่ต้องนำประเด็นเหล่านั้นกลับมาที่พรรค มีการใช้แอพพลิเคชั่นเปิดให้ถกเถียงกัน ซึ่งถือว่าสร้างการมีส่วนร่วมสูงมาก และเป็นพรรคของมวลชนอย่างแท้จริง คอนเซ็ปต์นี้ก็จะนำไปปรับใช้กับพรรคเกรียน

“เราจะมาอภิปรายภายใน แสวงหารูปแบบประชาธิปไตยก้าวหน้า เวลาศึกษาเรื่องนี้ดูว่ามีรูปแบบใดบ้าง เราก็จะถึงทางตันว่าในประเทศมีแค่พรรคทหารกับพรรคนายทุน สองแบบมันไม่ไปไหน พรรคนายทุนใหญ่กับนายทุนเล็ก นายทุนท้องถิ่น เป็นการถอยหลัง ไม่มีวิวัฒนาการ

…ที่ผ่านมาแนวคิดที่จะตั้งพรรคการเมืองใหม่ มีคนหน้าใหม่เข้ามา แต่รูปแบบก็ไม่เห็นว่าใหม่ ในความรู้สึกผม หากมีพรรคที่แตกต่างแบบสุดลิ่มทิ่มประตู โดยไม่สนใจว่าจะได้เสียงเท่าไร นั่นไม่ใช่ประเด็น แต่คุณจะทำการทดลอง ทฤษฎี หลักการ”

ถามว่าหากไม่สนคะแนนเสียงจะทำให้พรรคไม่มีพลังไปผลักดันนโยบายในสภา สมบัติ ตอบทันทีว่า ไม่จริง เป็นเรื่องที่โต้เถียงกันมาพอสมควร อย่างพรรคหมาแมวของอังกฤษไม่มีเสียงในสภา แต่ก็สามารถทำเรื่องเล็กๆ ส่งเสียงอยู่ข้างนอก พรรคการเมืองถือเป็นองค์กรทางการเมืองของประชาชน ถ้าคุณมีตัวแทนก็เข้าไปทำงานในสภา ถ้าไม่มีตัวแทนก็ทำงานนอกสภาได้

ส่วนที่มองกันว่า บก.ลายจุดเปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนไหวจากนอกสภาเข้ามาสู่ในสภานั้น สมบัติ ชี้แจงว่า พรรคการเมืองเป็นเพียงแค่แพลตฟอร์มเคลื่อนไหว ซึ่งแมสกว่าการเคลื่อนไหวนอกสภา เพราะไม่ต้องทำภายใต้สถานการณ์การเมือง โดยพรรคการเมืองสามารถทำธิงค์แท็งก์เก็บไปเรื่อยๆ

สมบัติ ย้ำว่า เรื่องการตั้งพรรคไม่ใช่เพิ่งมาคิด แต่พูดเรื่องนี้มาร่วม 2 ปีได้ จนถึงช่วงเปิดรับสมัครจึงมีการหารือกับคนอื่นๆ ที่ทำให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น และจากที่เปิดรับสมัครไปทางเฟซบุ๊กมีคนหลังไมค์เข้ามาแสดงความคิดเห็นแบบซีเรียสจริงจัง ไม่ใช่แค่ให้กำลังใจ ก็รับเข้ามาอยู่ในกลุ่มเฟซบุ๊กที่เปิดขึ้นมาเวลานี้มีร่วม 30 คน ซึ่งยังไม่ขอเปิดเผยว่ามีใครบ้าง แต่หากเปิดชื่อมาจะเห็นว่ามี “บิ๊กเนม” ซึ่งพูดคุยกันมาเป็นปี

ถามว่าจะส่งผู้สมัครครบ 350 เขต หรือไม่ บก.ลายจุด ย้ำทันทีว่า ไม่สนใจอยู่แล้ว ไม่ได้สนใจเรื่องจำนวน สส. หรือเก้าอี้ในสภาเลย มีก็ดี แต่การส่งผู้สมัคร สส. ต้องคำนึงถึง “คุณภาพ” ก่อน เช่น ถ้ามีคนอยากลงแต่พิจารณาแล้วเกณฑ์ยังไม่ได้ ส่วนตัวคิดว่าไม่ควรส่ง ถ้าส่งแล้วชาวบ้านยี้ก็ไม่เอา

ส่วนจุดแข็งของพรรคที่จะไปแข่งกับพรรคอื่นๆ ที่มีประสบการณ์ ฐานเสียง ชัดเจน คืออะไร สมบัติ ชี้แจงว่า พรรคไม่สนใจ ไม่มีแรงกดดัน หมายความว่าเราไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องชนะเลือกตั้งเหมือนพรรคอื่น ซึ่งคิดว่าไม่ใช่แค่จะเอาชนะ แต่ต้องชนะให้ได้ปริมาณมากเพื่อเป็นรัฐบาล ซึ่งเป็นวิธีคิดแบบตกร่อง ทำให้คนตกร่อง ​

“เราจะไม่ใช้ตังค์ ไม่ใช้ป้าย แต่จะทำกระแส หรือมีป้ายก็อาจจะยอมให้มีเขตละป้าย​ เลยบอกว่าเป็นห้องทดลอง เป็นแอ็กชั่นรีเสิร์ช ซึ่งต้องไปถามว่าจำเป็นไหมต้องส่ง สส.ทุกเขต หรือคำถามเดิมๆ จำเป็นไหมต้องมีป้าย มีป้ายแบบไหน ไม่เบื่อป้ายสี่เหลี่ยมตั้งๆ ซึ่งเชย ไม่สร้างสรรค์ เปลืองเงิน เป็นอุจาดทัศน์​”

ในแง่ของกฎระเบียบใหม่สำหรับการตั้งพรรค ทั้งการหาสมาชิก เงินระดมทุน ไปจนถึงเรื่องไพรมารีโหวตนั้น เป็นเงื่อนไขทางกฎหมายที่จะต้องปฏิบัติตาม ถามว่าเป็นอุปสรรคไหม ก็เป็นอยู่บ้าง แต่จะทำให้ได้ตามกติกา ถ้าทำไม่ได้ก็จะได้รู้ว่ามีข้อจำกัดอะไร เรียนรู้ไป แต่ส่วนตัวคิดว่าทำได้

ถามว่าถูกตั้งคำถามว่าเป็นพรรคนอมินีของ “เสื้อแดง” หรือ “เพื่อไทย” หรือไม่ บก.ลายจุด ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกัน ส่วนใครจะตั้งคำถามก็ตั้งไป ซึ่งเวลานี้ยังไม่รู้ว่าจะไปจดแจ้งกับ กกต.เมื่อไหร่ ขึ้นอยู่กับความพร้อม แต่ตอนนี้ยังไม่พร้อม ซึ่งยืนยันอีกครั้งว่าเป็นพรรคการเมืองจริง ไม่ใช่ตั้งเล่น หรือเป็นพรรคเฉพาะกิจ​

“เป็นพรรคการเมืองจริงๆ แต่เรามีบุคลิกของเราเอง เราจะทำการเมืองแบบใหม่ ซึ่งจะทำการเมืองในระยะยาว และเคยให้สัมภาษณ์หลายทีแล้วว่าไม่ได้ทำพื้นที่การเมือง​ระดับชาติเท่านั้น แต่สนใจตั้งแต่ระดับผู้ใหญ่บ้าน หรือจะทำให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันการเมืองที่แท้จริง ต้องลงไปถึงระดับโรงเรียน มหาวิทยาลัย อย่างเลือกตั้งประธานนักเรียน ซึ่งฟังดูเพี้ยน แต่การทำพรรคครั้งนี้จริงจัง จริงจังมาก จริงจังกว่าพรรคการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบันมาก”

ปิดท้ายด้วยคำถามว่าคาดหวังอะไรจากการตั้งพรรคครั้งนี้ สมบัติ กล่าวว่า ​สามารถสร้างพรรคมวลชนจากประชาชนได้จริง มีประสิทธิภาพสูง ใช้งบประมาณต่ำ สร้างการมีส่วนร่วม เป็นพรรคที่มีรูปแบบก้าวหน้ากว่าพรคการเมืองที่มีอยู่ในระบบ ส่วนประชาชนจะเลือกหรือไม่ ​เรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องที่คาดหวัง แค่ฟังเราก็พอแล้ว

วันแรกแห่จองชื่อพรึบ มาแปลกตั้ง ‘พรรคเห็นแก่ตัว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/542824

  • วันที่ 03 มี.ค. 2561 เวลา 07:50 น.

วันแรกแห่จองชื่อพรึบ มาแปลกตั้ง ‘พรรคเห็นแก่ตัว’

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

บรรยากาศการขอจดตั้งพรรค หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เปิดให้มีการยื่นจดได้ เมื่อวันที่ 2 มี.ค.เป็นวันแรก ปรากฏว่าเป็นไปด้วยความคึกคัก ไม่แพ้วันรับสมัครรับเลือกตั้ง สส.ที่ผ่านมา ที่มีทั้งการเข้าคิวแย่งกัน สร้างสีสัน สร้างความครื้นเครง เรียกความสนใจกันอย่างเต็มที่ โดยมียอดกลุ่มการเมืองที่เข้าจดตั้งพรรคสูงถึง 42 กลุ่ม

เมื่อส่องรายชื่อเหล่าพรรคการเมือง ซึ่งเคยส่งสัญญาณก่อนหน้านี้แบบชัดเจน ว่าจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นนายกฯ อีกสมัยมากันครบครัน เริ่มจาก พรรคประชาชนปฏิรูป ซึ่งส่ง ธนพัฒน์ สุขเกษม มาในฐานะผู้จดแจ้ง แต่ ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เป็นผู้กุมบังเหียน ซึ่งเคยประกาศเจตนารมณ์ไว้อย่างชัดเจน คือ พร้อมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ให้กลับมาดำรงตำแหน่งนายกฯ อีกครั้ง ด้วยเหตุผล เป็นคนดี มีความรู้ความสามารถ

ถัดมา พรรคพลังธรรมใหม่ ซึ่งห่างหายจากการเมืองมานานกว่า 10 ปี โดยมีนพ.ระวี มาศฉมาดล มาดำเนินการจดแจ้ง ประกอบกับเมื่อไม่นานมานี้ได้รวบรวมบรรดาอดีต สส.พรรคพลังธรรม และสมบูรณ์ ทองบุราณ อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ร่วมกันแถลงข่าวเปิดตัวพรรคอย่างเป็นทางการ

โดยมีจุดยืนเพื่อนำประเทศไทยให้หลุดพ้นจากวิกฤตความขัดแย้งและความแตกแยก รวมถึงคอร์รัปชั่นโกงกินทุกรัฐบาล นำประเทศไปสู่สังคมธรรมาธิปไตย ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบตะวันตก และพรรคจะมีคณะธรรมาภิบาลเพื่อให้ระบบตรวจสอบการทุจริตอย่างเข้มแข็ง ขณะเดียวกันพร้อมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ถ้าต้องมีนายกฯ คนนอก

ไล่มาถือว่าน่าจับตากับ พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมี ชวน ชูจันทร์ มาทำหน้าที่จดแจ้ง โดยพรรคนี้มีนโยบายสำคัญและเป็นที่รู้กันดี คือ “นโยบายประชารัฐ” มาเป็นแนวทางในการดำเนินการทางการเมือง เพื่อให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับรัฐบาล คสช.

ตามมาด้วย พรรคพลังชาติไทย โดยมี กิ่งฟ้า อรพันธ์ เป็นผู้จดตั้ง ซึ่งอยู่ภายใต้การนำของ พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ แม้ชื่ออาจไม่คุ้นหูหรือรู้จักมากนักในทางการเมือง ทว่าถือเป็นพรรคน่าจับตาเพราะมีความเชื่อมโยงกับรัฐบาล คสช. เนื่องด้วยตัว พล.ต.ทรงกลด เป็นนายทหารประจำสำนักงานปลัดกลาโหม จึงได้รับมอบหมายให้อยู่ใน “คณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ”

อีกหนึ่งสีสัน พรรคเพื่อชาติไทย ของ อัมพาพันธ์ ธเนศเดชสุนทร อดีตภรรยา พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) มีว่าที่ พ.ต.กรพต รุ่งพิรัญวัฒน์ กับคณะมายื่นจดแจ้ง พร้อมขนกองเชียร์สวมเสื้อยืดสีขาว ข้างหน้าสกรีนรูปของอัมพาพันธ์ พร้อมข้อความ “ย่ายุ้ย อัมพาพันธ์” เพื่อชาติไทย ส่วนด้านหลังเสื้อสกรีนรูปภาพหน้าของนักการเมืองที่เป็นคู่ขัดแย้ง เช่น ทักษิณ ชินวัตร ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส.

ที่เรียกเสียงฮือฮาไม่น้อย คือ พรรคเห็นแก่ตัว โดยมี “กริช ตรรกบุตร” ว่าที่หัวหน้าพรรคและผู้ดำเนินการจดแจ้ง พร้อมให้เหตุผลกับการตั้งชื่อพรรค ว่า สังคมทุกวันนี้ทุกคนล้วนมีความเห็นแก่ตัว เชื่อว่าไม่มีใครเห็นแก่ประเทศชาติ ดังนั้น สมาชิกในพรรคจึงเห็นพ้องที่จะใช้ชื่อนี้ เป็นชื่อพรรค และเชื่อว่าชื่อนี้จะผ่านการตรวจสอบของคณะกรรมการ และทำให้ประชาชนจดจำ และหากชื่อนี้ไม่ผ่าน ก็เตรียมเปลี่ยนชื่อพรรคเป็น พรรคเห็นแก่ชาติ เป็นชื่อสำรองไว้

สำหรับ “กริช ตรรกบุตร” จบการศึกษาปริญญาโท รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เคยลงสมัครเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปี 2547 จากนั้นปี 2550 เป็นผู้สมัคร สส.แบบสัดส่วน พรรคพลังเกษตรกร ของ ศรีภิญโญ ดอนท้วม ลำดับที่ 2 ก่อนที่ในปี 2554 เป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคมาตุภูมิ ของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ลำดับที่ 40 ไม่ได้รับการเลือกตั้งแต่อย่างใด นอกจากนี้เขายังมีชื่อเป็นหนึ่งในคณะกรรมการภาคีเครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติ ของ พล.อ.จรัล กุลละวณิชย์ ศ.ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน และ พล.อ.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนหลังจากพรรคการเมืองได้ทำการจดตั้งพรรคการเมืองแล้ว นายทะเบียนพรรคการเมืองจะตรวจสอบลักษณะต้องห้ามการเป็นสมาชิกพรรค ก่อนส่งไปให้กับ 9 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กรมราชทัณฑ์ สำนักงาน ก.พ. ศาลยุติธรรม สำนักงานเลขาวุฒิสภา ป.ป.ช.และศาลรัฐธรรมนูญ ดำเนินการต่อไป

โดยจะตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารภายใน 30 วัน ก่อนออกใบหนังสือรับแจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมือง เพื่อให้กลุ่มการเมืองไปดำเนินการในเรื่องหาผู้ร่วมจัดตั้งไม่น้อยกว่า 500 คน ประชุมผู้ร่วมจัดตั้งพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า 250 คน รวบรวมเงินทุนประเดิมไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท ทั้งหมดจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับแต่ได้รับหนังสือรับแจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมือง

ส่วนการขออนุญาตดำเนินกิจกรรมทางการเมือง จะต้องทำหนังสือส่งให้กับ กกต.เพื่อส่ง คสช.พิจารณา โดยต้องนำส่งด้วยตัวบุคคล ไม่ใช่ทางไปรษณีย์หรือผ่านสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ การขออนุญาตจะต้องระบุเหตุผลความจำเป็น ตลอดจนรายละเอียดที่ชัดเจน อาทิ ประเภทกิจกรรม ห้วงเวลา จำนวนผู้เข้าร่วมโดยประมาณ และผู้รับผิดชอบการจัดกิจกรรมในแต่ละครั้ง

ศุภชัย สมเจริญ ประธาน กตต. กล่าวว่า ภาพรวมพอใจที่มีผู้สนใจจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ ถึง 42 กลุ่ม ไม่คาดคิดว่าจะมีมากขนาดนี้ ซึ่ง กกต.จะทำให้เร็วที่สุด ส่วนจะมีการเลือกตั้งในปี 2562 หรือไม่นั้น ถ้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรีบดำเนินการก็ทัน เพราะ กกต.รีบดำเนินการอยู่แล้ว ส่วนเรื่องพรรคนอมินีนั้นไม่อาจทราบได้ หากยื่นถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดก็ต้องรับจดทะเบียน

42 รายชื่อขอจดตั้งพรรคใหม่

พลังชาติไทย ประชาไทย พลังประชารัฐ ประชาชนปฏิรูป สังคมประชาธิปไตยประชาชน ประชาชาติ ชาวนาไทย พัฒนาไทย เครือข่ายประชาชนไทย เศรษฐกิจใหม่ พลเมืองไทย พลังธรรมใหม่ ไทยเอกภาพ ประชาภิวัฒน์ สหประชาไทย ทางเลือกใหม่ ชาติพันธุ์ไทย รักษ์แผ่นดินไทย แผ่นดินธรรม เพื่อชาติไทย กรีน ประชานิยม พลังสยาม สยามธิปัตย์ ของประชาชน พลังอีสาน รวมใจไทย ไทยศรีวิไลย์ ประชามติ พลังไทยยุคใหม่ ไทยรุ่งเรือง เพื่อสตรีไทย รากแก้วไทย น้ำใจไทย เสรีประชาธิปไตย คนสร้างชาติ รวมไทยใหม่ สามัญชน สยามไทยแลนด์ ปฏิรูปประเทศไทย เห็นแก่ตัว และภาคีเครือข่ายไทย

สร้าง‘คนดี’นำ‘คนเก่ง’ อย่าหลงเชื่อโดยไม่ไตร่ตรอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/542628

  • วันที่ 02 มี.ค. 2561 เวลา 10:40 น.

สร้าง‘คนดี’นำ‘คนเก่ง’ อย่าหลงเชื่อโดยไม่ไตร่ตรอง

คณะอนุกรรมการเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 ร่วมกับองค์กรเครือข่ายสร้างกระบวนทัศน์และหลักคิดที่เหมาะสมสำหรับคนไทย ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน จัดงาน “การสร้างกระบวนทัศน์และหลักคิดที่เหมาะสมสำหรับคนไทย” โดยประกาศเจตนารมณ์องค์กรภาคีเครือข่าย 275 เครือข่าย กว่า 500 คน เพื่อร่วมสร้างกระบวนทัศน์และหลักคิดสำหรับคนไทย

นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “หลักคิดที่เหมาะสม สำหรับคนไทย” ว่า สังคมไทยในอดีตได้รับการยกย่องจากต่างชาติในเรื่องความอ่อนโยน มนุษยธรรม กตัญญู แต่ปัจจุบันเราเผชิญกับวิกฤตคุณธรรม ต้นทุนเหล่านี้ลดต่ำลงจากกระแสความเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกประเทศที่กระทบเข้ามา ทำให้ถึงเวลาที่จะต้องคิดว่า จะปล่อยให้กระแสไหลบ่าจนพาตกเหว หรือลุกขึ้นมาสู้กับมัน

ทั้งนี้ ปัจจุบันจำเป็นต้องทำให้ต้นทุนที่เรามีอยู่มีคุณค่าขึ้นมา โดยสถาบันหลักของไทย คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันศาสนา สถาบันครอบครัวและชุมชน ซึ่งการปรับกระบวนทัศน์ทั้ง 5 ข้อ คือ 1.พอเพียง 2.วินัย 3.สุจริต 4.จิตสาธารณะ 5.รับผิดชอบ จำเป็นต้องทำให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงให้สอนกันในโรงเรียนและให้เด็กท่องจำเพื่อหวังคะแนนอย่างเดียว แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องนำไปปฏิบัติต่อให้เกิดผล ซึ่งโครงการโรงเรียนคุณธรรม ที่พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้ทรงริเริ่มไว้เป็นต้นแบบสำคัญของการปรับใช้เป็นกระบวนทัศน์ 5 ข้อ ซึ่งตรัสว่า “การสร้างคนดีให้แก่บ้านเมืองเป็นเรื่องที่ยากและยาวแต่ก็ต้องทำ”

“การเรียนการสอนจะไม่ได้เน้นให้เด็กเก่ง แต่ทำให้เด็กมีน้ำใจ มีจิตอาสา สามัคคี หันมาช่วยเหลือกัน ซึ่งพบว่าการที่เด็กมีน้ำใจ มีคุณธรรม ส่งผลให้เด็กเรียนดีขึ้นกว่าเดิม วัดได้จากสถิติการสอบโอเน็ตอยู่ในลำดับที่ดีขึ้นเรื่อยๆ” นพ.เกษม กล่าว

องคมนตรี กล่าวว่า หากจะสร้างให้เด็กมีวินัยได้ต้องเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งปัจจุบันเด็กอยู่ในระบบการศึกษา จึงต้องให้ความสำคัญในประเด็นการสร้างคน โดยเน้นคนดี มากกว่าคนเรียนเก่ง ไม่ใช่แข่งกันเรียน แข่งกันกวดวิชา แต่ต้องปรับความคิดมีจิตอาสา เด็กช่วยกันติว ให้คำแนะนำกันเรื่องการเรียน เน้นเรื่องระบบธรรมาภิบาล ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้องค์กรหรือโรงเรียนมีคุณภาพ คุณธรรม จัดสิ่งแวดล้อม เชื่อว่า 5-10 ปีนี้ ประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

นพ.เกษม กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้า อยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงเห็นความสำคัญด้านการศึกษา และพระราชทานราโชบายด้านการศึกษา ซึ่งทรงต้องการให้การศึกษาต้อง มุ่งสร้างพื้นฐานให้แก่ผู้เรียน คือ 1.ทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง เข้าใจในพื้นฐานของบ้านเมือง ยึดมั่นในศาสนา มั่นคงในสถาบันพระมหากษัตริย์ และเอื้ออาทรต่อครอบครัวชุมชน 2.พื้นฐานชีวิตที่มั่นคงเข้มแข็ง รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี ปฏิบัติแต่สิ่งที่ชอบ สิ่งที่ดี ปฏิเสธสิ่งที่ผิด สิ่งที่ชั่ว ช่วยกันสร้างคนดีแก่บ้านเมือง 3.มีอาชีพ มีงานทำ ไม่ใช่เรียนอย่างเดียวแต่ไม่สามารถนำมาปฏิบัติใช้ได้ และ 4.เป็นพลเมืองดี ไม่ว่าครอบครัว สถานศึกษา สถานประกอบการ ต้องส่งเสริมให้โอกาสทำหน้าที่พลเมืองดี โดยเห็นอะไรที่ดีต่อชาติบ้านเมืองก็ต้องทำ เช่น งานจิตอาสา เป็นต้น

เทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานคณะอนุกรรมการเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 กล่าวว่า ปัญหาคนไทยยุคปัจจุบัน มีแนวโน้มการใช้พฤติกรรมเสี่ยงมากขึ้น ขาดคุณธรรม วินัย ความซื่อสัตย์ มีปัญหาด้านคุณภาพเกือบทุกช่วงวัย ดูแล ลูกหลานพ่อแม่ไม่ดีพอ สิ่งที่หนักที่สุด คือ ขาดดุลพินิจเปราะบางอ่อนไหว ในการเลือกใช้ชีวิตทั้งพฤติกรรม เทคโนโลยี ทำให้เราหลงเชื่อเร็วโดยไม่ไตร่ตรอง เป้าหมายจริงๆ ที่อยากเห็นคือ การที่คนไทยมีจิตสำนึก เห็นแก่ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน กว่าที่จะไปถึงเป้าหมายยาวไกลนี้มีหลายวิธีด้วยกัน

สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า นโยบายสำคัญของกระทรวงวิทย์ฯ ที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ คือ การเตรียมคนไทยเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ผ่านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม หรือ “วิทย์สร้างคน” ซึ่งเน้นทุกช่วงวัย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ให้มีกระบวนการความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล เป็นเชิงวิทยาศาสตร์ ที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ มีความตระหนักในหลักธรรมาภิบาล เสริมสร้างให้เกิดวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์อย่างทั่วถึง โจทย์สำคัญที่นายกรัฐมนตรีฝากไว้คือ ทำให้คนไทยมีความคิดความอ่าน แบบมีเหตุผล เป็นพลเมืองดีที่ตื่นรู้

เรื่องดีๆ ในโครงการ บวชพระถวายพระสังฆราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/575401

  • วันที่ 30 ธ.ค. 2561 เวลา 09:31 น.

เรื่องดีๆ ในโครงการ บวชพระถวายพระสังฆราช

โดย วรธาร ทัดแก้ว

โครงการอุปสมบทพระภิกษุ ณ ดินแดนพุทธภูมิ ประเทศอินเดีย เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อมฺพโร) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ในโอกาสทรงเจริญพระชันษา 92 ปี ในวันที่ 26 มิ.ย. 2562 โดยมูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม ภายใต้การนำของ ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์อุวรรณโณ ประธานกรรมการมูลนิธิฯซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 1-12 ธ.ค. 2561 ที่ผ่านมา มีเรื่องราวดีๆ เรื่องที่เป็นมงคล ให้ได้เห็น ให้ได้ยิน ให้ได้รับรู้ และควรแก่การนำมากล่าวอนุโมทนาสาธุการมากมาย

หากท่านใดรู้จักผู้ที่บวชพระ ผู้ถือศีล 8 หรือผู้ที่แสวงบุญร่วมไปกับคณะของโครงการนี้ตลอดทั้ง 12 วัน ลองสอบถามดู เชื่อว่าแต่ละคนที่ไปย่อมจะได้รับประสบการณ์ดีๆ จากการไปอินเดีย-เนปาลครั้งนี้ โดยเฉพาะการจาริกไปสังเวชนียสถานทั้งสี่แห่ง ที่ประสูติ (ลุมพินีวัน) ที่ตรัสรู้ (พุทธคยา) ที่แสดงปฐมเทศนา (สารนาถ) และที่ปรินิพพาน (กุสินารา)

มีหลายคนที่เกิดปีติ ขนลุก บางคนน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว เมื่อไปเห็นสถานที่จริงและนึกย้อนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล เช่น อาจารย์วงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อธิบดีอัยการ สำนักคดีพิเศษ น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัวเมื่อเข้าไปภายในพระสถูปปรินิพพาน เห็นพระพุทธปรินิพพาน ที่สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา บางคนจิตเข้าสมาธิได้เร็ว เช่น อาจารย์บวรศักดิ์อุวรรณโณ ท่านว่าเข้าสมาธิได้เร็วมากเมื่อนั่งที่ใต้พระศรีมหาโพธิ์ พุทธคยา และที่พระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์

อีกเรื่องหนึ่ง ในคณะมีแพทย์ที่ร่วมเดินทางไปด้วย เมื่อคณะถึงวัดไทยลุมพินี ประเทศเนปาล หลังทำวัตรสวดมนต์และทำบุญผ้าป่าถวายวัดไทยลุมพินีพระศรีโพธิวิเทศ (เจ้าคุณสุพจน์) กล่าวกับคณะว่า ท่านได้ทำโครงการผ่าตัดดวงตาให้กับคนเนปาลที่มีปัญหาทางด้านการมองเห็นเพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสวันพระบรมราชสมภพ วันที่ 5 ธ.ค. ซึ่งทางแพทย์ที่ไปก็อาสาว่าปีหน้าจะพาทีมแพทย์ไปช่วย ทุกคนต่างก็สาธุการ

เรื่องทำบุญ มีสถานที่และเหตุการณ์หนึ่งที่รู้แล้วก็ได้แต่สาธุรัวๆ อาจารย์บวรศักดิ์ (ขณะเป็นพระญาณปวรโพธิ) ตอนคณะไปพักวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เมืองกุสินารา ท่านได้เดินจงกรมรอบพระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา 65 รอบ (เกินอายุ 1 รอบ) แล้วมองเห็นป้ายเชิญชวนร่วมทำบุญผ้าป่าบูรณะพระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา จำนวน 99 กองกองละ 9,999 บาท ที่ทางวัดขึ้นไว้

อาจารย์บวรศักดิ์ได้กล่าวกับพระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ (พระอาจารย์สมพงษ์) ผู้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลและบริหารวัด ในเวลาต่อมาก่อนที่คณะจะออกเดินทางต่อไปลุมพินีวัน ประเทศเนปาล ว่าขอรับเป็นเจ้าภาพ ปรากฏพอท่านเป็นผู้นำทำบุญและบอกบุญกับคณะ ทั้งพระและฆราวาสก็ได้แจ้งความประสงค์ ร่วมทำบุญครบตามจำนวนกองที่ทางวัดระบุในชั่วเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ จนท่านพระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ได้ฝากเจริญพรขอบคุณมายังอาจารย์บวรศักด์และคณะ

อีกเรื่องที่สร้างความอัศจรรย์ใจ คือ “พระธาตุเสด็จมาเอง” เป็นพระธาตุของคุณนิติสิทธิ์ ศรียี่ทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็นไอไอ ที่อาสามาทำหน้าที่เด็กวัดให้กับพระนวกะของโครงการ ได้นำติดตัวไปด้วยโดยบรรจุในผอบ 6 องค์ เพื่อความเป็นสิริมงคล ก็ได้สร้างความอัศจรรย์ให้พระ 2-3 รูป รวมผู้เขียน เมื่อคุณนิติสิทธิ์เปิดผอบที่วัดไทยเชตวันมหาวิหาร กลายเป็นว่าพระธาตุเสด็จมาเพิ่มอีก 3 รวมเป็น 9 องค์ ซึ่งเรื่องนี้รู้กันไม่กี่คนเพราะคุณนิติสิทธิ์ไม่ได้บอกใคร

ยังมีเรื่องดีๆ อีกหลายเรื่องที่ได้ยินแล้วก็พลอยอนุโมทนาสาธุไปด้วย เช่นมีพระนวกะในโครงการรูปหนึ่ง คือ พระไพรัตน์ ชมศิริ บวชลำดับที่ 7 ถือธุดงค์เอกาสนิกังคะ ฉันมื้อเดียวตลอด 10 วันที่อยู่ในสมณเพศ ท่านบอกว่าเป็นความตั้งใจตั้งแต่ก่อนบวชในโครงการว่าถ้าบวชแล้วจะฉันมื้อเดียว

อีกความประทับใจหนึ่งที่ต้องบอกว่าได้ใจของคณะไปเต็มๆ ก็คือ คุณหมอโชคชัย ลีโทชวลิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ที่อาสาไปเป็นแพทย์ดูแลคณะของโครงการตลอด 12 วัน เป็นอย่างดี หยูกยาพร้อม ใครป่วยไม่สบายก็รีบไปดูแลทันที ความเป็นกันเองของคุณหมอ ไม่ถือเนื้อถือตัว ก็ทำให้คุณหมอเป็นที่รักของทุกคนในคณะ

ทว่ามีเรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนรู้สึกประทับใจเป็นพิเศษ มีผู้บวชท่านหนึ่งที่ผ่านการบวชมาแล้วทั้งหมด 8 ครั้ง คือ อาจารย์วงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อธิบดีอัยการพิเศษ สำนักคดีพิเศษ ซึ่งเป็นการบวชที่ดินแดนพุทธภูมิทั้งสิ้น ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 9 และเป็นครั้งที่ 2 ของการบวชในโครงการฯ ของมูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม

อาจารย์วงศ์สกุล ตอนเป็นพระตั้งใจปฏิบัติมาก มีความสำรวมระวังในสิกขาบทและไม่เคยถือตัวกับทุกคน ชอบสวดมนต์เป็นพิเศษ ท่านบอกว่า การที่ท่านตั้งใจปฏิบัติเพราะเห็นว่าการได้มาดินแดนพุทธภูมิไม่ใช่ง่ายๆ ยิ่งได้มาในเพศบรรพชิตยิ่งไม่ง่ายมากขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นจึงต้องตักตวงทำให้เต็มที่ เพราะเวลากลับไปกรุงเทพฯ การที่จะได้ทำแบบนี้มันยาก เพราะมีภารกิจหน้าที่ต้องทำมากมาย บางครั้งจิตใจเองก็เขวไปทางอื่น ไม่มีเวลาที่จะปฏิบัติ

“การได้บวชกับโครงการของมูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าฯ นับว่าได้สิ่งที่ได้ (ลาภะ) ที่พิเศษกว่าโครงการอื่นที่เคยบวชมา คือ นอกจากได้ความรู้ธรรมะและประวัติของสถานที่สำคัญๆจากพระวิทยากรเหมือนกันแล้ว แต่โครงการนี้อาจารย์บวรศักดิ์จะให้เกร็ดความรู้มากมาย เช่น เกี่ยวกับธรรมะ วินัยสงฆ์บทสวดมนต์ ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาสถานที่ต่างๆ ที่คณะได้เดินทางไป” อาจารย์วงศ์สกุล กล่าว

73 พระนวกโพธิ 12 วันในแดนพุทธภูมิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/574805

  • วันที่ 23 ธ.ค. 2561 เวลา 11:15 น.

73 พระนวกโพธิ 12 วันในแดนพุทธภูมิ

เรื่อง…วรธาร ทัดแก้ว ภาพ พัทธดนฐ์ กัญญาบุตร

เป็นครั้งที่ 2 ที่ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปอินเดีย-เนปาล แดนดินถิ่นพุทธภูมิ กับคณะโครงการอุปสมบทพระภิกษุ ณ ดินแดนพุทธภูมิ ประเทศอินเดีย เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ระหว่างวันที่ 1-12 ธ.ค. 2561

โครงการนี้มูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม นำโดย ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ จัดเป็นปีที่ 2 มีผู้สมัครบวชจากหลายอาชีพ อาทิ อัยการ ตำรวจ ทหาร แพทย์ ข้าราชการ อาจารย์มหาวิทยาลัย เจ้าของธุรกิจ ผู้บริหารระดับสูงในองค์กรเอกชน ข้าราชการบำนาญ เป็นต้น จำนวน 73 คน นำโดยอาจารย์บวรศักดิ์ พร้อมผู้ถือศีล 8 นุ่งขาวห่มขาวประมาณ 40 คน ทั้งชายและหญิง ทีมจัดงาน ทีมเด็กวัด ทีมแพทย์ ทีมสื่อมวลชน และผู้แสวงบุญ รวมประมาณ 150 ชีวิต

รับพระเมตตาจากประมุขสงฆ์

ทั้ง 73 คนได้รับพระเมตตาจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช ให้เข้ารับประทานผ้าไตรจีวร ณ พระวิหารวัดราชบพิธฯ ในวันที่ 30 พ.ย. จากนั้นเช้าวันที่ 1 ธ.ค. ก็บินสู่สาธารณรัฐอินเดีย โดยสายการบินไทยสมายล์เพื่อประกอบพิธีบรรพชาและอุปสมบทใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่พุทธคยา และในอุโบสถวัดไทยพุทธคยา ตามลำดับ โดยมีพระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา เป็นพระอุปัชฌาย์

ฉายา…โพธิ ความปีติของทุกคน

ผู้อุปสมบทได้นามฉายาต่อท้ายด้วยคำว่า “โพธิ” ซึ่งเป็นรูปแบบการให้ฉายาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของพระธรรมโพธิวงศ์ ที่ไม่ว่าใครมาบวชที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์โดยมีท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ จะต้องได้รับนามฉายาที่ลงท้ายด้วย “โพธิ” เสมอ เพื่อเป็นเครื่องแสดงให้รู้ว่าผู้บวชได้บวชใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ สถานที่ตรัสรู้ หนึ่งในสังเวชนียสถานทั้งสี่จริง ซึ่งนับเป็นความปีติของทุกคน และหลังจากบวชเป็นพระใหม่ก็ไม่ได้เรียกพระนวกะเฉยๆ แต่เรียกพระนวกโพธิ (นะวะกะโพธิ) อีกด้วย

โพธิ มีความหมายหลายอย่าง เช่น หมายถึงต้นไม้เป็นที่ตรัสรู้ก็ได้ ปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ก็ได้ ซึ่งมิใช่ปัญญาธรรมดา แต่เป็นปัญญาที่ทำให้หมดสิ้นกิเลสทั้งปวง ดังนั้นเมื่อ “โพธิ” อยู่ในฉายา ก็ขอให้รู้ว่าทุกคนได้ชื่อที่เป็นสิริมงคลแก่ชีวิต เช่น ญาณปวรโพธิ ฉายาของพระบวรศักดิ์ (อุวรรณโณ)เป็นต้น ขณะที่ผู้รักษาศีล 8 (บวชชีพราหมณ์) ก็ได้รับชื่อใหม่เป็นภาษาบาลีลงท้ายด้วย “โพธิ” มีวุฒิบัตรรับรองเช่นเดียวกัน

5 วันที่พุทธคยา กิจกรรมแน่น

ความที่โครงการมีกำหนด 12 วัน และผู้บวชมีเวลาปฏิบัติธรรมในสมณเพศแค่ 10 วัน เพราะต้องลาสิกขาวันที่ 10 ธ.ค. ที่ลุมพินีวัน ประเทศเนปาล กิจกรรมจึงค่อนข้างแน่น เฉพาะการอุปสมบทต้องทำ 2 วัน ที่อุโบสถวัดไทยพุทธคยา (วันที่ 1-2 ธ.ค.) ช่วงประกอบพิธีอุปสมบท มีญาติผู้บวชบางส่วนที่ร่วมเดินทางมากับคณะ ผู้บวชชีพราหมณ์ ผู้แสวงบุญ คณะทำงาน นำโดย ดร.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์, บุษบา สังขวิภา, พรรณี จารุสมบัติ, ณัฐรินทร์ บุณยรัตน์วานิช, สมฤดี วัฒนาวงศ์, สุเทพ ไทยสวัสดิ์, ภาวินี ซำศิริพงษ์, วราภรณ์ สุริยา ทีมเด็กวัดแพทย์ และช่างภาพของโครงการ ก็ทำหน้าที่ด้วยอุตสาหะตลอดพิธีบวช พอบวชจบแต่ละชุดก็ลั่นฆ้องและระฆังเป็นชัยมงคลให้เหล่าเทวดาสัมมาทิฐิได้ร่วมอนุโมทนาบุญไปด้วยกัน

กิจวัตรของพระนวกโพธิทั้ง 73 รูป ช่วงอยู่วัดไทยพุทธคยา 5 วัน หลักๆ คือ ทำวัตรสวดมนต์ เช้าและเย็นทุกวัน (มีการปรับเปลี่ยนบ้าง) ตื่นตี 5 ทำวัตรเช้า 6 โมง 1 ทุ่ม ทำวัตรเย็น มีบิณฑบาตในวัด บางวันตอนเช้า บางทีตอนเพล มีฉันในบาตร บางวันนั่งล้อมวงฉัน ก่อนฉันกล่าวคำพิจารณาบิณฑบาตก่อนเสมอ นอกจากนี้ทุกรูปยังได้เรียนรู้การพินทุผ้า การอธิษฐานบริขาร การห่มผ้าจากพระครูอุดมโพธิวิเทศ (พระครูณรงค์)

ช่วงบ่ายวันที่ 3 พระนวกโพธิและคณะเดินทางไปดงคสิริที่ที่พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา 6 ปี ในถ้ำที่ดงคสิริมีพระพุทธรูปปางบำเพ็ญทุกรกิริยาประดิษฐานอยู่ พระภาวนาวิริยคุณ (เจ้าคุณไสว) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ นำสวดบทอิติปิโสต่อด้วยพาหุงมหากา และนำปฏิบัติกรรมฐานถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราช เสร็จแล้วเดินทางไปบ้านนางสุชาดาผู้ถวายข้าวมธุปายาสแด่พระมหาบุรุษที่เสวยแล้วได้บำเพ็ญเพียรทางใจจนได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในคืนวันเพ็ญเดือน 6

วันที่ 4 ธ.ค. พระครูปริยัติโพธิวิเทศ(คมสรณ์) หัวหน้าพระธรรมวิทยากร นำพระนวกโพธิและคณะไปราชคฤห์ จุดหมายคือวัดเวฬุวันมหาวิหาร วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนาที่พระเจ้าพิมพิสารสร้างถวาย ขึ้นเขาคิชฌกูฏ 1 ใน 5 ภูเขาที่ล้อมรอบเมืองราชคฤห์ จุดที่ไปคือมูลคันธกุฎีของพระพุทธเจ้า เสร็จแล้วไปกราบพระพุทธรูปองค์ดำและเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยนาลันทา

วันที่ 5 ธ.ค. ภาคเช้า คณะได้เข้าร่วมพิธีสวดสาธยายพระไตรปิฎกในงานสวดสาธยายพระไตรปิฎกที่จัดขึ้นเป็นปีที่ 14 ที่พุทธคยา ซึ่งปีนี้วัดไทยในอินเดียเป็นเจ้าภาพ ถือเป็นโอกาสที่หาได้ยากของคณะ พระญาณปวรโพธิ (ดร.บวรศักดิ์) พูดถึงการสาธยายพระไตรปิฎกว่า ในแง่ที่เป็น Symbolism ถือว่าได้มาก คือได้ระลึกถึงพระธรรมของพระพุทธเจ้าว่ายังคงมีอยู่จริง เป็นอกาลิโก ตราบใดที่พระธรรมมีอยู่และมีผู้ปฏิบัติพระอรหันต์คนมีศีลมีธรรมก็จะไม่สิ้นไปจากโลก ส่วนเนื้อหาที่สวดด้วยภาษาบาลี ภาษาพม่า หรือภาษาอื่นๆ นั้น ส่วนใหญ่คงฟังไม่รู้เรื่อง แต่พูดได้เลยว่าเป็นพิธีที่ดี

ภาคบ่าย มีการประกอบพิธีทำบุญอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เนื่องในวันพระบรมราชสมภพ 5 ธ.ค. โดยนิมนต์พระสงฆ์ 10 รูป มีพระธรรมโพธิวงศ์ เป็นต้น เป็นประธานสวดพระพุทธมนต์ เสร็จแล้วพระธรรมโพธิวงศ์ได้มอบฉายาบัตรให้แก่พระนวกโพธิและชีพรหมโพธิ (ชีพราหมณ์) จากนั้นคณะนำโดยพระญาณปวรโพธิได้มีน้ำใจมอบเงินให้กับเด็กนักเรียนโรงเรียนปัญจศีล ซึ่งป็นโรงเรียนแนวพุทธประมาณ 100 คน ที่เดินทางมาวัดโดยการนำของครูพระชาวอินเดีย สร้างความดีใจให้กับเด็กๆ เป็นอย่างมาก

ไปสารนาถ กุสินารา และลุมพินีวัน

วันที่ 6 คณะออกเดินทางไปจากวัดไทยพุทธคยามุ่งสู่สารนาถ ป่าอิสิปนตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี สถานที่แสดงปฐมเทศนา ถึงสารนาถประมาณ 16.00 น. สวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เจริญจิตตภาวนา ทำประทักษิณธัมเมกขสถูป 3 รอบ เสร็จแล้วเดินทางไปลอยเส้นผม (ที่เก็บไว้ตอนปลงผม) ที่แม่น้ำคงคา และเข้าพักที่โรงแรม เช้าวันที่ 7 เดินทางไปกุสินารา ถึงวัดไทยกุสินาราฯ เกือบ 1 ทุ่ม พร้อมกันที่อุโบสถทำวัตรสวดมนต์เย็น

เช้าวันที่ 8 หลังทำวัตรฉันเช้าเสร็จได้ออกบิณฑบาตที่หมู่บ้านอนรุทธวา ซึ่งปีนี้มีชาวบ้านใส่บาตรประมาณ 30-40 ครอบครัว มากกว่าปีที่แล้ว ช่วงบ่ายเดินทางไปห่มผ้าพระพุทธปรินิพพาน สวดมหาปรินิพพานสูตร ที่สาลวโนทยาน จากนั้นไปสวดมนต์ทำประทักษิณรอบมกุฏพันธนเจดีย์ สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพ

วันที่ 9 ออกเดินทางไปลุมพินีวัน ประเทศเนปาล พักฉันเพลที่วัดไทย 960 ข้ามด่านโสเนาลีไปฝั่งเนปาล แวะไปสวดมนต์ที่รามคราม ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ยังมีพระบรมสารีริกธาตุ จากนั้นเข้าพักวัดไทยลุมพินี ทำวัตรเย็นและถวายผ้าป่า ส่วนวันที่ 10 ตอนเช้าได้ไปทำพิธีลาสิกขาที่ลุมพินีวัน ใกล้กับวิหารมายาเทวี เสร็จแล้วเดินทางกลับเข้าอินเดีย ไปวัดไทยเชตวันมหาวิหาร ส่วนวันที่ 11 ได้ไปเยี่ยมชมบ้านอนาถบิณฑิกเศรษฐี บ้านบิดาของพระองคุลิมาล สถานที่แสดงยมกปาฏิหาริย์ วัดบุพพารามที่นางวิสาขาสร้างถวาย และวัดเชตวันมหาวิหารที่อนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างถวายพระพุทธเจ้า วันที่ 12 เดินทางสู่เมืองลัคเนา บินกลับประเทศไทย

อยากสำเร็จ ต้องทำแบบเจ้าชายสิทธัตถะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/574803

  • วันที่ 23 ธ.ค. 2561 เวลา 11:00 น.

อยากสำเร็จ ต้องทำแบบเจ้าชายสิทธัตถะ

เรื่อง…ราช รามัญ

การเกิดมาเป็นมนุษย์ครั้งหนึ่งในชีวิต หลายคนต่างแสวงหาความสำเร็จ และพยายามเรียนรู้ถึงความสำเร็จที่ตนเองต้องการ แต่หลายคนในยุคนี้ ไปตีความของคำว่าสำเร็จเอาไว้ที่ ความร่ำรวย เพียงอย่างเดียว

แต่ในความเป็นจริงคำว่า ความสำเร็จ มิได้หมายถึงการมีเงินทองมากมายแล้วจึงบอกว่า สำเร็จในชีวิต โดยเนื้อแท้ของคำว่าความสำเร็จนั้นอันที่จริงสื่อถึง เราตั้งเป้าหมายอะไรเอาไว้ในชีวิต แล้วเราสามารถทำให้ไปถึงเป้าหมายนั้นได้ นั่นต่างหาก คือ ความสำเร็จที่แท้จริง

เจ้าชายของเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง ที่มีพระนามว่า สิทธัตถะ เป็นแบบอย่างที่ดีของการใช้ชีวิตเพื่อความสำเร็จ หลายคนอาจเคยเรียนท่องจำพุทธประวัติของพระพุทธเจ้า และทราบว่าพระนามเดิมของพระพุทธเจ้า คือ สิทธัตถะ แต่สักกี่คนที่อ่านแล้วได้สังเกตสารประโยชน์ของเรื่องนั้น ถึงมุมวิธีคิดบ้าง

เจ้าชายสิทธัตถะ ตั้งหมายชีวิตทันทีที่เริ่มรู้สึกตัวแล้วว่า โลกนี้มีแต่ความเป็นทุกข์ประชาชนของพระองค์ต่างก็เป็นทุกข์ ความเกิด แก่ ชรา เจ็บป่วย และตาย ต่างเป็นทุกข์อย่างแท้จริง การที่รับทราบก็เป็นเวลาที่เสด็จออกจากพระราชวังคราวแรก

พระทัยของพระองค์จึงตั้งมั่นเหลือคณานับกับการค้นหาวิธี เพื่อที่จะเอามาช่วยเหลือประชาชนของพระองค์ไม่ต้องเป็นทุกข์

ความทุกข์ทางกายล้วนมีรากมาจากจิตใจทั้งสิ้น ในวันนั้นทรงเห็นว่า วรรณะการแบ่งชั้นแบบเจ้ายศเจ้าอย่าง ก็สามารถทำให้ผู้คนนั้นมีความทุกข์มากขึ้นไปอีก

ในที่สุดทรงตั้งเป้าหมาย…จะทำอย่างไรให้มนุษย์มีความสุข หมดทุกข์กับเรื่องของการเกิด แก่ เจ็บป่วยไม่สบาย เป็นการตั้งโจทย์ที่ยากจะค้นหาคำตอบได้อย่างแท้จริง เป็นโจทย์ที่ฟังแล้วดูดีแต่จะทำได้จริงหรือไม่

พระองค์จึงพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่า มีหนทางเดียว คือ การโฟกัสกับเรื่องการค้นหาวิธีที่จะทำให้หมดความทุกข์ และต้องใช้เวลาในการทุ่มเทอย่างมาก หนทางเดียว ต้องอาศัยในฝ่ายจิตวิญญาณเท่านั้นจึงจะทำให้เรารอดออกจากความทุกข์นั้นได้

เมื่อทรงตั้งเป้าหมายชัดแล้วเดินหน้าลุย เดินไปโดยที่ไม่มีความรู้อะไรเลย รู้แต่เรื่องของทางโลกเพียงอย่างเดียว ท่านไปอาศัยสำนักดังในยุคนั้นเพื่อปฏิบัติทางจิตวิญญาณอยู่ 2 สำนัก

เมื่อเรียนรู้เจนจบก็พบว่า ยังไม่ใช่สิ่งที่พระองค์ท่านต้องการอย่างแท้จริง จึงมุ่งหน้าต่อไปในการปฏิบัติเพื่อหาวิธีการที่ทำให้ได้เห็นในสิ่งที่ตัวท่านเองต้องการ คือ หนทางของการดับความทุกข์

ท่านใช้เวลาเกือบ 5-6 ปี ในการลองผิดลองถูก ทำวิธีหนึ่งแล้วผิดก็เลิกทำใหม่ ทำในสิ่งใหม่แล้วก็ผิดจึงทำวิธีใหม่ เป็นแบบนี้อยู่เรื่อยๆ กระทั่งบางครั้งทำผิดจะเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด อาทิ การอดอาหาร และในการทำนั้นบางทีท่านก็มาเปลี่ยนวิธีการจากอดอาหารมาทานอาหารแทน ทำให้ใครหลายคนไม่เข้าใจทิ้งท่านไป อาทิ ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5

แต่พระองค์ก็ไม่ใส่ใจ…อยากทิ้งไปก็ไป แต่ทรงเชื่อมั่นว่า วิธีที่เคยทำมันผิด ก็ทรงแน่วแน่ในทางใหม่ต่อไป ทำไปจนกระทั่งได้พบความสำเร็จ ได้พบความจริงว่า วิธีที่จะทำให้คนดับทุกข์ได้ต้องไม่กลับมาเกิดซึ่งมีวิธีการขบวนการอยู่แท้จริง

จากการเรียนรู้เรื่องของพุทธประวัติ ในช่วงที่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะนั้น ทำให้เราได้ทราบว่า การโฟกัสเป้าหมายโดยไม่เปลี่ยนนั้น สามารถทำให้เราประสบความสำเร็จได้อย่างแท้จริงบนโลกนี้

แต่ที่เราไม่สำเร็จในการใช้ชีวิตนั้น เพราะมีปัจจัยหลายส่วนมากมาย โดยหลักๆ คือ

1.โฟกัสไม่ชัดเจน

2.ไม่ลงมือทำอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

3.ไม่ศึกษาใคร่ครวญในระหว่างที่ลงมือทำแบบลองผิดลองถูก

ถ้านำเอาแบบอย่างของเจ้าชายสิทธัตถะ ที่ลงมือทำจริง ทุ่มเทจริงไปใช้ ผมเชื่อเหลือเกินว่า ความสำเร็จทั้งปวงย่อมเกิดขึ้น ไม่ว่าจะนำเอาไปใช้ในเรื่องอะไรก็ตาม กับการแสวงหาความสำเร็จในปัจจุบัน หรือการใช้ชีวิต ย่อมเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุด

อยากสำเร็จต้องทำแบบเจ้าชายสิทธัตถะ

‘วิรัตน์ มนัสสนิทวงศ์’ ทุกอย่างคือการทำบุญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/574802

  • วันที่ 23 ธ.ค. 2561 เวลา 11:00 น.

‘วิรัตน์ มนัสสนิทวงศ์’ ทุกอย่างคือการทำบุญ

เรื่อง…เอกชัย จั่นทอง

ใกล้ปีใหม่นี้ คอลัมน์ “พุทธานุภาพ” ยังคงคัดสรรพระเครื่องสวยพร้อมแทรกเรื่องราวชวนน่าอ่าน มาให้มิตรรักทุกท่านเหมือนเช่นเคย คราวนี้ขอพาไปทำความรู้จักกับผู้ชายวัยกลางคน “หนุ่มหน้ามน คนจังหวัดสุพรรณ” อย่าง “พี่ก้อ”วิรัตน์ มนัสสนิทวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานประชาสัมพันธ์กรุงเทพมหานคร ที่มีบทบาทสำคัญค่อยรวบรวมข่าวสาร กิจกรรมต่างๆ ของกรุงเทพฯ สู่การรับรู้ถึงมือประชาชนอย่างทั่วถึง

วิรัตน์ นับเป็นอีกผู้เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะพระเครื่องที่แขวนเป็นประจำ แม้อาจไม่มีความรู้เรื่องพระเครื่องเท่าเซียนใหญ่ ด้วยหัวใจศรัทธาพุทธศาสนาจึงเป็นเครื่องค่อยค้ำจุนชีวิตยึดเหนี่ยวจิตใจ เนื่องจากเชื่อว่าพระจะคุ้มครอง ย้ำเตือนสติให้เราปฏิบัติตัวอยู่ในความถูกต้อง แม้บางครั้งแวดล้อมข้างกายอาจนำพาไปในทางไม่ดีก็ตาม

สำหรับตัว “วิรัตน์” เองนั้น ชีวิตเริ่มเข้าสู่การรับราชการครั้งแรกปี 2538 เป็นนักพัฒนาชุมชน สำนักงานเขตพญาไท ถัดมาปี 2541 เป็นนักพัฒนาชุมชน สำนักงานเขตสะพานสูง ในปีเดียวกันขยับตำแหน่งเป็น เจ้าพนักงานปกครอง สำนักงานเขตดุสิต ปี 2543 เป็นเจ้าหน้าที่วินัย กองวินัย สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร

ต่อมาในปี 2550 เป็นนิติกร สำนักงานกฎหมายและคดี สำนักปลัดกรุงเทพฯ ยาวเรื่อยมาจนถึงปี 2560 เป็นผู้อำนวยการกองนันทนาการ สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว ในปีเดียวกันขยับไปนั่งเก้าอี้ ผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์ ก่อนจะถูกสถานะขึ้นเป็นสำนักงานประชาสัมพันธ์ กรุงเทพฯ จนปัจจุบันนี้ ปี 2561 นั่งเก้าอี้ ผู้อำนวยการสำนักงานประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร

ศึกษาชีวิตหน้าที่การทำงานมาพอสมควร จะขาดไม่ได้เลยคือพระเครื่องคู่ใจที่ “วิรัตน์” แขวนติดตัวอยู่เป็นประจำนั้น ซึ่งเจ้าตัวให้เกียรติเปิดพระเครื่ององค์โปรดให้ชม ปรากฏว่า คือ “พระเม็ดขนุนปางลีลา เนื้อดิน ปี 2500 หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม จ.ชัยนาท” เลี่ยมกรอบเงินสภาพเก่า ดูผ่านการใช้งานมาไม่น้อย ที่สำคัญพระองค์นี้เป็นมรดกตกทอดจากคุณแม่ จึงนับว่าให้คุณค่าทางใจอย่างมาก

“สมัยก่อนแม่ชอบไปทำบุญตามวัด ทางวัดมักจะให้พระเครื่องกลับมาอยู่เสมอ ที่บ้านเลยมีพระเก็บไว้ในกำปั่นอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ส่วนตัวไม่ได้สนใจอะไรมากแจกจ่ายให้เพื่อนฝูง คนรู้จักไปหมด เนื่องจากเราเชื่อว่าพระคุ้มครองคนดีอยู่แล้ว แต่เราต้องปฏิบัติดีด้วย อีกอย่างการคล้องพระมันคอยเตือนไม่ให้เราทำสิ่งไม่ดี ทุกครั้งที่ไม่สบายใจเราจะสวดมนต์” ผู้อำนวยการสำนักงานประชาสัมพันธ์ เล่า

วิรัตน์ ยังเล่าให้ฟังว่า เหนืออื่นใดถ้าจะให้สำเร็จเราต้องเชื่อมั่นตัวเอง เชื่อในบารมีพระเพื่อให้ผ่านพ้นอุปสรรคไปได้ หลายครั้งหลายปัญหาทุกอย่างราบรื่น หรือมีปัญหาไม่รุนแรงใหญ่โต ขณะที่ส่วนตัวทุกเช้าก่อนแขวนพระจะสวดมนต์ไหว้พระก่อนตลอด เพื่อขอให้คุ้มครองตัวเอง และครอบครัว ให้ปลอดภัยจากอันตราย

ในฐานะผู้บริหารต้องดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา“วิรัตน์” จึงนำหลักธรรมพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้อย่างได้ผล เลือกปกครองคนแบบครอบครัว ไม่ใช้อำนาจสั่งเพียงอย่างเดียว บางครั้งต้องมีหลักคิดหลักทำเข้ามาเกื้อหนุนกัน หากใครติดขัดปัญหาอะไร แลกเปลี่ยน ปรึกษาช่วยเหลือกัน บางครั้งตึงเกินไปก็ไม่เกิดประโยชน์ สู้การอยู่แบบเข้าใจกลมเกลียวกันจะตอบโจทย์การทำงานดีที่สุด

วิรัตน์ ทิ้งท้ายว่า ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็ตาม เช่น การให้โอกาส ช่วยเหลือ ปรึกษา ฯลฯ ทุกอย่างคือการทำบุญ แล้วบุญนั้นจะส่งผลให้เราทุกคนประสบความสำเร็จ ภายใต้มิตรไมตรีและน้ำใจที่ได้กลับคืนมา เพราะการทำดีย่อมได้ดี มั่นใจว่าการช่วยกันก็ถือเป็นบุญอย่างหนึ่งเช่นกัน

รัฐมนตรีอินเดีย ชื่นชมคณะสงฆ์และชาวไทย ที่สร้างโรงพยาบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/574053

  • วันที่ 16 ธ.ค. 2561 เวลา 09:35 น.

รัฐมนตรีอินเดีย ชื่นชมคณะสงฆ์และชาวไทย ที่สร้างโรงพยาบาล

โดย สมาน สุดโต

Sarwan Kumar รัฐมนตรีพัฒนาชนบททุรกันดารแห่งรัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ชื่นชมคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนชาวไทย ที่สร้างโรงพยาบาลให้บริการประชาชน เพราะโรงพยาบาลเป็นความสำคัญของมนุษย์ พร้อมทั้งชื่นชมชาวพุทธไทยที่สร้างความเจริญให้พุทธสถาน หากชาวพุทธไทยไม่มา ก็จะไม่เห็นพุทธคยาในปัจจุบัน จึงหวังว่าชาวพุทธไทยจะช่วยสร้างความเจริญให้พุทธสถานที่อื่นๆ ในอินเดียต่อไป

เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2561 คณะศิษย์พระเทพโพธิวิเทศ (ทองยอด ภูริปาโล ป.ธ.9 Ph.D.) อดีตหัวหน้าพระธรรมทูตไทย สายอินเดีย-เนปาล อดีตเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา จัดพิธีวางศิลาฤกษ์ โรงพยาบาล BhuripaloHospital & Meditation Center ที่ถนน Sujata bypass Road คยา รัฐพิหาร โดยเชิญ Sarwan Kumar รัฐมนตรีพัฒนาชนบททุรกันดารแห่งรัฐพิหาร มาเป็นประธานฝ่ายฆราวาส และพระธรรมปัญญาบดี (พีร์ สุชาโต) อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุ กรุงเทพมหานคร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ในการวางศิลาฤกษ์

พระครูสิทธิปริยัติวิเทศ (ดร.ฉลองจนฺทสิริ) รองประธานโครงการ กล่าวรายงานการสร้างโรงพยาบาลต่อที่ประชุมว่า การสร้างโรงพยาบาลแห่งนี้ เพื่อสนองปณิธานพระเทพโพธิวิเทศ ที่มีความประสงค์ในการช่วยเหลือผู้แสวงบุญชาวพุทธและประชาชนชาวอินเดียที่เจ็บป่วย บริเวณพุทธคยา ทั้งนี้เพราะโรงพยาบาลที่มีในวัดไทยพุทธคยามีขนาดเล็ก ไม่เพียงพอกับความต้องการของประชาชนที่เดินทางมาบูชามหาเจดีย์ และต้นพระศรีมหาโพธิ์จำนวนมาก

พระครูสิทธิปริยัติวิเทศ ซึ่งเป็นเลขานุการพระธรรมทูตไทยในครั้งนั้น ได้ดำเนินการจัดซื้อที่ดินตั้งแต่ปี 2553 เรื่อยมาถึงปัจจุบัน รวมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 8 ไร่

ดร.พระครูวินัยธรสมุทร ถาวรธมฺโมรองประธานโครงการจัดสร้างโรงพยาบาลกล่าวว่า เมื่อสร้างเป็นโรงพยาบาลตามเป้าหมาย จะสนองความต้องการประชาชนชาวพุทธที่มาแสวงบุญ โดยเฉพาะชาวไทยทั้งพระสงฆ์และฆราวาสจำนวนนับแสนคน ที่เดินทางมาบูชาที่พุทธคยาแต่ละปี และประชาชนชาวอินเดียทั่วไป

สถานที่ตั้งโรงพยาบาลนั้น ตามโครงการแล้วจะไม่มีแค่โรงพยาบาล แต่จะเป็นที่ตั้งสถานที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน พระอุโบสถ และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ปัจจุบันได้สร้างที่พักเป็นอาคาร 3 ชั้น 40 ห้อง โดยมีชั้นใต้ดินเป็นที่ประกอบกิจกรรมทางสงฆ์ในหลายกรณีด้วยกัน เช่น สถานที่บำเพ็ญกุศล เป็นต้น

ประวัติย่อพระเทพโพธิวิเทศ หรือหลวงพ่อทองยอด ภูริปาโล อดีตหัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล อดีตเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยานั้น ท่านได้มาปฏิบัติศาสนกิจที่พุทธคยา สาธารณรัฐอินเดียนี้ เป็นเวลา 53 กว่าปี หลังจากสอบ ป.ธ.9 ได้เมื่อปี 2502 ได้เดินทางมาศึกษาภาษาอังกฤษที่เดลี จากนั้นเข้าเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยศานตินิเกตัน และปริญญาเอกมหาวิทยาลัยมคธ จนมีดีกรีเป็น พระมหา ดร.ทองยอด ป.ธ.9 เมื่อ พ.ศ. 2523

ส่วนงานปกครองในอินเดียนั้น ท่านดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการกำกับดูแลวัดไทยนาลันทา เป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา รัฐพิหาร และ พ.ศ. 2532 เป็นหัวหน้าพระธรรมทูตไทย สายอินเดีย-เนปาล

ผลงานและปฏิปทาที่ชาวพุทธชื่นชม คือ ความเมตตา กรุณา และให้ความช่วยเหลือประชาชนทุกชั้นโดยไม่เลือกเชื้อชาติ ศาสนา ถือได้ว่าพระเทพโพธิวิเทศเป็นพระมหาเถระรูปหนึ่งที่สำคัญของวัดมหาธาตุและคณะสงฆ์ไทย ถึงกับมหาเถรสมาคมมอบความไว้วางใจให้เป็นหัวหน้าพระธรรมทูตซึ่งปฏิบัติหน้าที่ที่ดีงาม จนกระทั่งมรณภาพ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ประเทศไทย เมื่อเวลา 09.00 น.เช้าวันที่ 28 พ.ค. 2554 สิริอายุ 83 ปี พรรษา 63 พระราชทานเพลิงวันที่ 22​ ส.ค. 2554 ณ วัดสระเกศฯ กรุงเทพมหานคร