มพล.ประสบความสำเร็จในการจัดประชุมพุทธมรรคสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/573339

  • วันที่ 09 ธ.ค. 2561 เวลา 09:05 น.

มพล.ประสบความสำเร็จในการจัดประชุมพุทธมรรคสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

โดย สสต.

ตามที่คอลัมน์นี้เสนอไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 ธ.ค. 2561 เรื่องการประชุมนานาชาติ พุทธมรรคสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (The Buddhist Path to Sustainable Development Goals) ที่สำนักงานใหญ่องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) ซึ่งจัดวันที่ 4-5 ธ.ค. 2561 นั้น งานผ่านไปด้วยความราบรื่น เป็นไปตามเป้าหมายที่มหาวิทยาลัยพุทธศาสนาแห่งโลก (มพล.) ตั้งไว้ ดังที่ท่านศากยวงศ์วิสุทธิ์ (อนิลมาน ธมฺมสากิโย) อธิการบดี มพล. และผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เขียนขอบคุณผู้ร่วมงาน และจิตอาสาทุกท่าน หลังจากงานจบลงด้วยดี ดังนี้

“พระพุทธศาสดากล่าวไว้ว่า ‘ความสามัคคีของหมู่คณะนำสุขมาให้’ ข้อ 17 ของ SDGs ก็คือ Partnership for Goal และในอุปนิษัทของพระเวท มีกล่าวไว้ว่า อติถี เทโว ภวะ แปลว่า ‘แขกผู้มาเยือนเราเป็นเสมือนเทวดา’

ขออนุโมทนาอำนวยพร ขอบคุณ ทุกท่านที่ได้ทุ่มเทให้กับการจัดประชุมนานาชาติเชิงวิชาการในครั้งนี้ ทุกท่านคงได้เห็นเป็นประจักษ์แล้วว่า งานที่ท่านได้ทำไปได้ก่อประโยชน์อะไรให้กับ ตน องค์กร ประเทศ และโลก เท่าที่อาตมาได้คุยกับแขกต่างชาติเห็นทุกคนประทับใจกับการต้อนรับดูแลของทุกท่าน

ฝั่งแขกวีไอพีของไทยที่มาในงาน ทุกคนประทับใจเช่นเดียวกัน ส่วนเนื้อหาการประชุมเป็นเช่นใด ทุกคนก็คงได้ทราบแก่ใจของตนด้วยตนเองแล้ว

วันที่ 4-5 ธ.ค. ถือได้ว่า เราได้น้อมรำลึกสมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าพระองค์นั้น ผู้เป็นที่รักของพวกเราทุกคนอย่างสร้างสรรค์ ทำให้นานาชาติได้เข้าใจ ‘ศาสตร์แห่งเศรษฐกิจพอเพียง’

การทำงานของทุกหน่วยงานอย่างไม่ย่อท้อ ตั้งแต่ พ.ส.ล. ยพสล. และโดยเฉพาะยุวพุทธฯ นับว่านิมิตหมายที่ดีในการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อพระศาสนา

วันนี้ (6 ธ.ค.) ฝ่ายดูแลแขกก็ต้องทยอยส่งแขกกลับประเทศของตน ยังต้องเหนื่อยอีกวัน ขอฝากดูแลและฝากขอบคุณแขกทุกท่าน

สำหรับเหล่าจิตอาสาทั้งหลาย อาจารย์ไม่ทราบว่า จะขอบคุณทุกท่านอย่างไรให้สมกับที่ทุกท่านได้ทุ่มเทจนเกิดความสำเร็จของการจัดประชุมในครั้งนี้

ด้วยพุทธบารมีแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยธรรมบารมีแห่งคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยพระสังฆบารมีแห่งสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช และด้วยพระราชบารมี แห่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จงอำนวยให้ทุกท่านประสบสันติสุขโดยธรรมทั่วกัน”

งานนี้จัดโดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) องค์การยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (ยพสล.) และมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก (มพล.) ร่วมกับโครงการกำลังใจในพระดำริ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ The Caux Round Table ศูนย์บริหารจัดการเพื่อความยั่งยืนของสถาบันศศินทร์ และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อเป็นการรำลึกและเทิดพระเกียรติใน 2 โอกาส คือ วันพ่อแห่งชาติ รำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระบิดาแห่งศาสตร์เศรษฐกิจพอเพียง และสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

เมื่อเริ่มพิธีอย่างเป็นทางการ พัลลภ ไทยอารี รองประธาน และเลขาธิการกิตติมศักดิ์ พ.ส.ล. จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ นำสวดมนต์ไหว้พระ เสร็จแล้ว พัลลภ อ่านสารของท่านแผน วรรณเมธี ประธาน พ.ส.ล. เพื่อแสดงความยินดีและต้อนรับนักวิชาการ และผู้เข้าร่วมประชุมนานาประเทศ

พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ ปาฐกถานำ เรื่องการตีความใหม่ของเศรษฐกิจพอเพียงสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งได้รับความสนใจจากที่ประชุมเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อเข้าสู่โหมดการสัมมนาช่วงที่ 1 ในเวลา 10.00 น. ดร.สตีเฟน บี ยัง เป็นผู้นำการอภิปราย ตามด้วย ดร.เอ็มมาโทมาลิน พูดถึงพระพุทธศาสนาและเป้าหมายที่ยั่งยืนข้อ 5 (การบรรลุความเท่าเทียมทางเพศสภาพและการให้อำนาจแก่สภาพสตรีและเด็กผู้หญิง) ปัญหาและการขับเคลื่อนไปสู่ความเปลี่ยนแปลง ซึ่งได้รับความสนใจจากที่ประชุม จะเห็นได้จากผู้ร่วมประชุมหลายท่าน เช่น นพ.มโนเลาหวนิช Dr.Yo Hsiang Chou จากไต้หวัน และผู้แทนจากเนปาล ลุกขึ้นแสดงความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ

ดร.แพททริก เมนดิส ชาวศรีลังกา แต่ถือสัญชาติอเมริกัน อดีตวุฒิสมาชิกสหรัฐอเมริกา (ยุคประธานาธิบดีคลินตัน) ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนหนังสือในมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกาและประเทศจีน พูดถึงเรื่องว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนอะไรเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยแสดงกราฟฟิกหลักการที่มีการวิเคราะห์ว่าสามารถใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาให้บรรลุเป้าหมายได้

ในการประชุมวันที่ 5 ธ.ค. 2561 ที่หอประชุมพุทธมณฑล ในช่วงบ่าย พระพรหมบัณฑิต (ศ.ดร.ประยูร Ph.D. ป.ธ.9) กรรมการมหาเถรสมาคม เดินทางมาเปิดการสัมมนา และบรรยายพิเศษ ในการนี้ พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ แนะนำวิทยากรระดับโลกให้รู้จักกับพระพรหมบัณฑิตอย่างทั่วถึง

หลังจากนั้น มีการอภิปรายอีก 2 จนกระทั่งเวลา 17.50 น. พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ กล่าวปิดการประชุม

สรุปว่าเป็นงานชิ้นโบแดงของ มพล.ที่จัดงานวิชาการระดับนานาชาติประสบผลสำเร็จน่าพอใจทุกฝ่าย

การประชุมพุทธมรรค สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/572627

  • วันที่ 02 ธ.ค. 2561 เวลา 09:07 น.

การประชุมพุทธมรรค สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

โดย วรธาร ทัดแก้ว

การประชุมนานาชาติ “พุทธมรรคสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” (The Buddhist Path to Sustainable Development Goals) จะเริ่มขึ้นในวันที่ 4-5 ธ.ค.นี้แล้ว ถือเป็นการประชุมสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาสังคมโลกในทุกด้าน และครอบคลุมเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 17 ประการของสหประชาชาติ เช่น การขจัดความยากจน การขจัดความหิวโหย การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี การได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ ความเท่าเทียมทางเพศ การสร้างสังคมสันติสุข การลดความเหลื่อมล้ำ เป็นต้น

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พ.ศ.) องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) องค์การยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก และมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก ร่วมกับโครงการกำลังใจในพระดำริ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ The Caux Round Table ศูนย์บริหารจัดการเพื่อความยั่งยืนของสถาบันศศินทร์ และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกันจัดขึ้นเพื่อเป็นการรำลึกและเทิดพระเกียรติใน 2 วโรกาส คือ วันพ่อแห่งชาติ รำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระบิดาแห่งศาสตร์เศรษฐกิจพอเพียง และสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ (อนิลมาน ธมฺมสากิโย) วัดบวรนิเวศวิหาร อธิการบดีกิตติมศักดิ์มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 คือผู้สร้างและพัฒนาศาสตร์แห่งเศรษฐกิจพอเพียงที่ทั่วโลกยอมรับ อย่าง อิรีนา โบโควา อดีตผู้อำนวยการสำนักงานใหญ่ยูเนสโก ได้เคยกล่าวเทิดพระเกียรติพระองค์ไว้ในการประชุมพุทธศาสนานานาชาติ ที่ยูเนสโก กรุงปารีส เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2560 ว่า “พระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลแห่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน มิใช่เฉพาะในประเทศไทย แต่ทั่วสากลโลก พระองค์ทรงได้สร้างประวัติศาสตร์แห่งศตวรรษที่ 20 แต่พระวิสัยทัศน์ของพระองค์ซึ่งดิฉันเรียกว่าเป็นปัญญามากกว่าจะสร้างประวัติศาสตร์แห่งศตวรรษที่ 21 ด้วย พระองค์ได้พระราชทานพระวิสัยทัศน์แห่งการพัฒนามนุษย์อย่างบูรณาการ เพื่อให้ผู้ด้อยโอกาสมีอำนาจที่จะบรรลุความเท่าเทียมกันทางสังคม ด้วยการท้าทายรูปแบบของการพัฒนาทั่วๆ ไป แนวพระราชดำรินี้สอดคล้องอย่างลึกซึ้งกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติที่ได้ตั้งเป้าบรรลุในปี 2573 ซึ่งประกาศไปเมื่อปี 2559 นับเป็นการตั้งพระราชปณิธานและเป็นต้นแบบพิมพ์เขียวที่ชัดเจนในการพัฒนาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และการปกป้องโลกของเรา”

การประชุมนานาชาติพุทธมรรคสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนนี้ ได้กำหนดรูปแบบการประชุมเพื่อจัดทำหนังสืออ้างอิงทางวิชาการทางด้านเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ โดยวันแรกของการประชุมและการประชุมในช่วงเช้าของวันที่ 2 เป็นการนำเสนอแนวคิดทางวิชาการ โดยได้เปิดให้บุคคลที่มีความรู้ทางวิชาการด้านต่างๆ เข้าร่วมรับฟังและให้ร่วมวิเคราะห์วิจารณ์ เพื่อให้แนวคิดที่นำเสนอนั้นมีความถูกต้องแม่นยำ มีหลักการคิดที่รอบด้านเหมือนรูปแบบการนำเสนองานวิจัยระดับปริญญาเอก ส่วนการประชุมช่วงบ่ายของวันที่ 2 จะเปิดให้นักวิชาการทั่วไป ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เจ้าหน้าที่รัฐและเอกชน นิสิตนักศึกษา และพระสงฆ์ ตลอดจนถึงประชาชนทั่วไปได้เข้าร่วมรับฟังข้อสรุปจากงานวิชาการทั้งหมด แล้วจักได้รวบรวมงานทั้งหมดไปจัดพิมพ์เป็นหนังสืออ้างอิงทางวิชาการเรื่องแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ (อนิลมาน ธมฺมสากิโย) วัดบวรนิเวศวิหาร อธิการบดีกิตติมศักดิ์มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้ได้เชิญนักวิชาการผู้มีผลงานที่สอดคล้องกับหัวข้อของหนังสืออ้างอิงที่ตั้งไว้ และได้ขอให้นักวิชาการแต่ละท่านร่วมค้นคว้าและผลิตชิ้นงานตามหัวข้อ โดยเปิดให้นำเสนอแนวคิดในมุมกว้าง เพื่อให้ผลงานที่ออกมามีหลักการแนวคิดและข้อมูลวิชาการที่หลากหลาย น่าเชื่อถือ และสร้างให้เกิดการยอมรับจากสังคมทั่วโลก

เมื่อกระบวนการค้นคว้าได้เสร็จสิ้นลงแล้วตามกำหนดการ ก็ได้ขอให้ทุกท่านนำเสนอผลงานที่นักวิชาการแต่ละท่านมานำเสนอต่อที่ประชุมในกลุ่มย่อย ซึ่งได้รับเชิญให้มาร่วมวิเคราะห์และวิจารณ์งานที่นำเสนอ โดยนักวิชาการผู้มีผลงานที่สอดคล้องกับหัวข้อของหนังสืออ้างอิงที่ตั้งไว้ที่เข้าร่วมในครั้งนี้ ประกอบด้วย

1.พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ (อนิลมาน ธมฺมสากิโย) อธิการบดีกิตติมศักดิ์มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก จะแสดงมุขกถาเรื่อง การตีความใหม่ เศรษฐกิจพอเพียงสู่เป้าหมายการพัฒนายั่งยืน

2.ดร.อิสาเบลลา บันน์ (Isabella Bunn) อาจารย์สอนวิทยาลัยริเจนต์พาร์ค มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด เชี่ยวชาญเรื่องความยุติธรรมและจริยธรรมในระดับโลก มุมมองของกฎหมายเศรษฐกิจนานาชาติ ทั้งมีประสบการณ์ในการเป็นที่ปรึกษากฎหมายระดับนานาชาติทั้งภาครัฐและเอกชน พื้นฐานด้านวิชาการ ปริญญาตรี ด้าน Foreign Service ปริญญาโท ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและด้านเทววิทยา ปริญญาเอก กฎหมายสิทธิมนุษยชน จะมานำเสนอในหัวข้อ “บริบทของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน”

3.ดร.แพททริก โอซุลิแวน (Patrick O’Sullivan) เคยสอนที่มหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ ใน Business School ที่ประเทศอังกฤษ เป็นเวลา 25 ปี ก่อนย้ายมาทำงานในสถาบันการบริหารเกรโนเบิล เกรโนเบิล ประเทศฝรั่งเศส จะนำเสนอในเรื่อง “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นยูโทเปีย การโฆษณาชวนเชื่อ หรือสัจธรรมที่ปฏิบัติได้”

4.ดร.สตีเฟน บี ยัง (Stephen B. Young) อาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยมินิอาโซตา สหรัฐอเมริกา ผู้ค้นพบโบราณสถานบ้านเชียง ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการบริหาร Caux Round Table for Moral Capitallism สหรัฐอเมริกา นำเสนอในเรื่อง “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนสู่รัฐบาลคุณธรรม เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติในฐานะเป็นวิถีทางของรัฐบาลคุณธรรม”

5.ดร.พูมใจ นาคสกุล อดีตที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์การพัฒนาเพื่อความยั่งยืน มูลนิธิมั่นพัฒนา และรองประธานอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ จะนำเสนอเรื่อง “การบริหารความเสี่ยงและคุณค่าทางความยั่งยืนสำหรับบริษัท”

6.ดร.โจ แมกนุสัน (Joel Magnuson) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน จากพอร์ตแลนด์ โอเรกอน นักเขียนชื่อดัง ผู้เขียนหนังสือ “From Greed to Well-Being” “Mindful Economy” เป็นต้น ล้วนแล้วแต่เป็นหนังสือที่ได้รับความนิยมในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น จะนำเสนอเรื่อง “เปลี่ยนแนวทางคิดเพื่อเปลี่ยนเศรษฐกิจ-โครงสร้างสถาบันทางพุทธศาสนาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน”

7.นิกม์ พิศลยบุตร ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการ ศูนย์บริหารจัดการเพื่อความยั่งยืนของสถาบันศศินทร์ และตัวแทนในประเทศไทยของ โคซ์ ราวด์ เทเบิล (Caux Round Table) เครือข่ายระหว่างประเทศ เพื่อสนับสนุนธรรมาภิบาลในภาครัฐและเอกชน ออกแบบกลยุทธ์ทางปัญญาและเครื่องมือในการสร้างสังคมโลกยั่งยืน และวสุ ศรีวิภา Senior ResearchAssociate and Strategic Coordinator ศูนย์บริหารจัดการเพื่อความยั่งยืนของสถาบันศศินทร์ นำเสนอเรื่อง “กรณีศึกษาของความยั่งยืนตามวิถีธรรมในที่ทำงานตามบริษัทในประเทศไทย”

8.ดร.เอ็มมา โทมาลิน (Emma Tomalin) ศาสตราจารย์ทางด้านศาสนาและชีวิตสาธารณะ มหาวิทยาลัยลีดส์ สหราชอาณาจักร เป็นนักเขียนที่มีผลงานที่ได้รับความนิยมมากมายจากผลงานวิจัยที่ทำ ปัจจุบันกำลังดำเนินโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจาก The Arts and Humanities ResearchCouncil สหราชอาณาจักร จะนำเสนอในเรื่อง “พระพุทธศาสนา และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อ 5 (การบรรลุความเท่าเทียมทางเพศสภาพและการให้อำนาจแก่สุภาพสตรีและเด็กผู้หญิง)-ปัญหาและการขับเคลื่อนไปสู่ความเปลี่ยนแปลง”

9.ดร.แพททริก เมนดิส (Patrick Mendis) อดีตวุฒิสมาชิกสหรัฐ (ยุคคลินตัน) ปัจจุบันเป็น Associate-in-Research ศูนย์แฟร์แบงก์เพื่อจีนศึกษา มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัย George Mason, Fairfax รัฐเวอร์จิเนียจะนำเสนอในเรื่อง “พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนอะไรเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืน”

10.อินทิรา พี. บาเฮรามศาห์ (Indira P. Baheramsyah) ผู้บริหารมูลนิธิ The United in Diversity ประเทศอินโดนีเซีย นำเสนอเรื่อง “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน พีระมิดแห่งความสุข กรณีศึกษาจากประเทศอินโดนีเซีย”

11.นีนา ซารด์จนานี (Nina Sardjunani) สำนักเลขาธิการ กระทรวงแผนพัฒนาชาติ ประเทศอินโดนีเซีย จะนำเสนอในเรื่อง “ประเทศอินโดนีเซียนำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนไปใช้อย่างไร”

ขณะที่การเชิญผู้เข้าร่วมการประชุมกลุ่มย่อยเพื่อเข้าร่วมรับฟังและให้ร่วมวิเคราะห์วิจารณ์นี้ได้พิจารณาผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่ครอบคลุมเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 17 ด้านของสหประชาชาติ ตลอดจนด้านศาสนาและจิตวิญญาณ เพื่อให้หนังสืออ้างอิงฉบับนี้มีความสมบูรณ์ ครอบคลุมเนื้อหาและปัญหาหลักของสังคมโลก

ประกอบด้วยนักวิชาการด้านต่างๆ เช่น นักวิชาการทางด้านพระพุทธศาสนา ด้านการพัฒนายั่งยืน ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านการพัฒนา สื่อมวลชน นักการเมือง นักอนุรักษ์ นักสิทธิมนุษยชน นักสิ่งแวดล้อม โดยผู้เข้าร่วมมีทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติที่อาศัยในประเทศไทย และแขกรับเชิญ อาทิ ผู้แทนประธานาธิบดีศรีลังกา อดีต รมว.วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ประเทศเนปาล กรรมการบริหารขององค์การ พ.ส.ล. จากญี่ปุ่น ศรีลังกา สิงคโปร์ มาเลเซีย ออสเตรเลีย เนปาล ตัวแทนจากยูเอ็น ยูนิเซฟ ยูเนสโก (ประเทศไทย) เป็นต้น

การจัดประชุมจะจัดเป็น 2 วัน วันแรก (วันที่ 4 ธ.ค.) จัดที่สำนักงานใหญ่องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ในสวนเบญจสิริ ถนนสุขุมวิท 24 และวันที่สอง (วันที่ 5 ธ.ค.) จัดที่อาคารหอสมุดพระพุทธศาสนานานาชาติ มหาสิรินาถ พุทธมณฑล จ.นครปฐม

มูลนิธิพระปกเกล้า จัดบวชพระที่อินเดีย รุ่นที่ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/571874

  • วันที่ 25 พ.ย. 2561 เวลา 09:23 น.

มูลนิธิพระปกเกล้า จัดบวชพระที่อินเดีย รุ่นที่ 2

โดย สธน เปลี่ยนจันทรสิริตระกูล ภาพ มูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม

“ไม่มีบุญใดจะยิ่งไปกว่าการบวชเป็นพุทธสาวกณ พุทธภูมิ และจาริกตามรอยพระพุทธยาตราไป 4 สังเวชนียสถานครบถ้วนในคราวเดียวกัน”คติธรรมของ ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมการมูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม ที่กล่าวต่อพระภิกษุ 95 รูป ผู้บวชในโครงการอุปสมบทพระภิกษุ ณ ดินแดนพุทธภูมิ ประเทศอินเดีย ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก รุ่นที่ 1 (วันที่ 30 พ.ย.-9 ธ.ค. 2560)

โครงการบวชรุ่นแรกนั้นถือว่าประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ และสามารถสร้างการรับรู้โครงการให้กับประชาชนอย่างมาก หากจะระบุโครงการบวชพระ ณ ประเทศอินเดีย โครงการอุปสมบทพระภิกษุ ณ ดินแดนพุทธภูมิ ประเทศอินเดีย ของมูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคมนั้นถือว่าได้รับการกล่าวถึงมากขึ้น และหลายคนปรารถนาอยากบวชในโครงการนี้

มาในปี 2561 มูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม โดยการนำของ ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์อุวรรณโณ ก็ได้จัดโครงการดังกล่าวเป็นรุ่นที่ 2 จำนวน 72 รูป ระหว่างวันที่ 1-12 ธ.ค. 2561 เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในโอกาสมีพระชันษา 92 ปี ในวันที่ 26 มิ.ย. 2562 รวมทั้งเพื่อส่งเสริมให้บุรุษชนได้มีโอกาสประพฤติปฏิบัติบำเพ็ญบุญอุทิศตนในการขัดเกลาจิตใจต่อสู้กับเหล่าอกุศลจิตตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า และเพื่อเป็นการสืบทอดวิถีธรรมและหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ และเจริญมั่นคงด้วยความร่วมมือร่วมใจกันของพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย

โครงการบวชรุ่นที่ 2 นี้ ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ ร่วมอุปสมบทด้วย พร้อมเป็นผู้นำคณะจาริกไปนมัสการ ทำวัตร สวดมนต์ เจริญจิตตภาวนา ณ สังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ ลุมพินีวัน สถานที่ประสูติในเขตประเทศเนปาล ต้นโพธิ์ที่พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ สารนาถ แขวงเมืองพาราณสี สถานที่แสดงปฐมเทศนา และสาลวโนทยาน เมืองกุสินารา สถานที่เสด็จปรินิพพาน รวมพุทธสถานสำคัญอื่นๆ หลายแห่ง

“ผู้ใดที่ไม่เคยมาอินเดียแล้วได้มาในลักษณะพุทธสาวกเต็มตัว (บวชพระ) นี้ เชื่อว่าผู้นั้นน่าจะได้อะไรหลายอย่าง เช่น ได้เห็นประจักษ์ว่าพระพุทธเจ้านั้นมีอยู่จริง สถานที่สำคัญๆ ที่เกี่ยวกับพระพุทธองค์มีหลักฐานอยู่จริง สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนนั้นก็ยังเป็นผลเป็นสัจธรรมอยู่จริงโดยไร้ข้อสงสัย ได้รู้ความเป็นบรมครูที่ยิ่งใหญ่ของพระพุทธองค์ที่ไม่มีครูคนไหนที่สอนคนจนลมหายใจเฮือกสุดท้ายบนเตียงปรินิพพาน รวมทั้งได้เกิดศรัทธาในพระพุทธศาสนามากขึ้น และหันมาดำรงชีวิตต่อไปด้วยความไม่ประมาท เป็นต้น นี่คือเหตุผลของการจัดบวชและจาริกไปใน 4 สังเวชนียสถาน” ดร.บวรศักดิ์ กล่าว

ปลงผมฉลองนาควันที่ 30 พ.ย. ที่วัดราชบพิธ

กำหนดการพิธีมอบถวายนาค ปลงผม และฉลองนาคทั้ง 72 นาค จะมีขึ้นในวันที่ 30 พ.ย. 2562 ณ หอประชุมด้านหน้าพระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เริ่มเวลา 11.00-17.30 น. โดยประมาณ ทั้งนี้ในระหว่างเวลา 11.00-13.00 น. จะมีการถวายภัตตาหารเพล ซักซ้อมพิธีการ ถ่ายภาพหมู่ด้านหน้าพระอุโบสถ ขริบผมนาค เสร็จแล้วพร้อมกันในสถานที่ประกอบพิธี

เวลา 14.30 น. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชฯ จะเสด็จลงสู่สถานที่ประกอบพิธี ทรงรับการถวายสักการะดอกไม้ธูปเทียนแพจาก ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ ทรงรับฟังการกราบทูลถวายรายงานโครงการจาก ดร.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ เลขานุการมูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม จากนั้นประทานพระโอวาทและผ้าไตรจีวรแก่นาคทั้ง 72 เสร็จแล้วเป็นพิธีโกนผมและเจริญพระพุทธมนต์ฉลองนาค

1 ธ.ค. ผู้อุปสมบทเดินทางสู่ประเทศอินเดีย

คณะผู้อุปสมบททั้งหมดจะเดินทางไปประเทศอินเดีย เพื่อประกอบพิธีบรรพชาสามเณรพร้อมกัน ณ ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พุทธคยา และเข้าสู่พิธีอุปสมบท ณ พระอุโบสถวัดไทยพุทธคยา โดยมีพระธรรมโพธิวงศ์(วีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล เป็นพระอุปัชฌาย์

หลังอุปสมบทแล้ว วันที่ 2-4 ธ.ค. ปฏิบัติศาสนกิจที่พุทธคยา วันที่ 5 ธ.ค. เดินทางไปราชคฤห์ เมืองที่พระพุทธเจ้าทรงเลือกประกาศศาสนาเป็นที่แรก วันที่ 6 ธ.ค. ไปเมืองพาราณสี เป้าหมายสารนาถ ที่แสดงปฐมเทศนา วันที่ 7-8 ธ.ค. ไปกุสินารา สถานที่ปรินิพพาน วันที่ 9 ธ.ค. ไปลุมพินี สถานที่ประสูติ ประเทศเนปาล วันที่ 10-11 ธ.ค. กลับเข้าอินเดียไปเมืองสาวัตถี และวันที่ 12 ธ.ค. ลาสิกขาที่วัดไทยเชตวันมหาวิหาร แล้วเดินทางกลับประเทศไทย

ว.วชิรเมธี ผู้อุปถัมภ์ UNHCR ด้านสันติภาพและความเมตตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/571146

  • วันที่ 18 พ.ย. 2561 เวลา 09:40 น.

ว.วชิรเมธี ผู้อุปถัมภ์ UNHCR ด้านสันติภาพและความเมตตา

โดย สธน เปลี่ยนจันทรสิริตระกูล

ถือเป็นเกียรติของประเทศไทยและคณะสงฆ์ไทยอย่างยิ่ง เมื่อพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัยและผู้ก่อตั้งสำนักวิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน พระนักคิด นักเขียนและนักพัฒนาสังคมผู้ได้รับความนับถือจากคนไทยและนานาชาติ ได้รับการถวายตำแหน่งผู้อุปถัมภ์ UNHCR ด้านสันติภาพและความเมตตา จากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR)

ในโอกาสเดียวกัน UNHCR ได้ถวายตำแหน่งผู้อุปถัมภ์ฯ ด้านสุขภาพแม่และทารกแรกเกิด แด่เจ้าหญิงซาร่า ซิด แห่งจอร์แดนด้วย ซึ่งพิธีมอบถวายได้ถูกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2561 ที่ผ่านมา ณ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมี เคลลี เคลเมนตส์ รองข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ถวายประกาศนียบัตรแด่ผู้อุปถัมภ์ทั้งสอง

ตำแหน่งผู้อุปถัมภ์ (UNHCR Patron) ถือเป็นครั้งแรกที่ UNHCR ตั้งขึ้นเพื่อมอบให้แก่ผู้อุทิศตนในการสร้างความเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้ลี้ภัยและส่งเสริมการทำงานของ UNHCR รวมทั้งเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาผู้ลี้ภัยต่อสังคมอันส่งผลให้คนทั่วไปเข้าใจสถานการณ์ถูกต้องและนำไปสู่การสนับสนุนจากทุกภาคส่วน

ในการนี้ UNHCR ได้กล่าวถึงพระผู้ทำงานเพื่อสังคมโลกรูปนี้ว่า “เป็นเวลากว่า 3 ปีแล้วที่ ท่าน ว.วชิรเมธี ให้ความกรุณาต่อ UNHCR ในการร่วมสนับสนุนแคมเปญ ‘เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างนอก Nobody Left Outside’ เพื่อเสริมสร้างการรับรู้ และระดมทุนแก่ผู้ลี้ภัยที่ขาดแคลนที่พักอาศัยเป็นจำนวน 2 ล้านคน

ท่ามกลางวิกฤตผู้ลี้ภัยที่กำลังเกิดขึ้นและกลายเป็นปัญหาใหญ่ของโลกอยู่ในขณะนี้ สิ่งที่จำเป็นที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้ คือ ความเมตตาการุณย์ หรือความเห็นอกเห็นใจกันโดยไม่แบ่งแยก ท่าน ว.วชิรเมธีได้สร้างการเปลี่ยนแปลงโดยการเชื่อมโยงผู้นำทางศาสนากับการสนับสนุนการทำงานด้านมนุษยธรรมของ UNHCR

ท่านได้เดินทางเยี่ยมค่ายผู้ลี้ภัย 2 แห่ง ในประเทศไทย และเยี่ยมผู้ลี้ภัยที่อาศัยในเมืองที่มาเลเซีย นอกจากนี้ยังได้ริเริ่มการนิมนต์พระสงฆ์ 200 รูป จาก 13 ประเทศเข้าร่วมงานประชุม ‘พุทธศาสนาและมนุษยธรรมในเอเชีย’ ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงหลักพุทธศาสนาเพื่อสังคมและการทำงานด้านมนุษยธรรม รวมถึงการทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยของ UNHCR

ท่าน ว.วชิรเมธี กล่าวว่า ไม่ว่าเราจะนับถือศาสนาอะไรก็ตาม แต่เนื้อในเราต่างก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน ความสุข ความทุกข์ ของเราล้วนขึ้นต่อกันและกัน เชื่อมโยงถึงกันและกันอย่างแยกไม่ออก เราทุกคนในฐานะที่เป็นสมาชิกครอบครัวโลกใบนี้ต่างก็มีหน้าที่ที่จะทำให้โลกของเราเป็นโลกที่น่าอยู่ ร่มเย็น เป็นสุข และมีสันติภาพที่ยั่งยืน ความรัก ความเมตตาการุณย์ หรือความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน คือจุดเริ่มต้นของสันติภาพโลก”

พระมหาวุฒิชัย มีกำหนดเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 18 พ.ย.นี้ และวันที่ 19 พ.ย. เวลา 14.00 น.เป็นต้นไป UNHCR ประเทศไทยจะจัดงานมุทิตาจิตถวาย โดยมี ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก ทูตสันถวไมตรีของ UNHCR ประเทศไทยมาร่วมมุทิตาจิตด้วย

คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มจรปฏิบัติศาสนกิจที่ฮังการี

ช่วงระหว่างวันที่ 2-22 พ.ย. 2561 พระมหาสมบูรณ์ วุฑฺฒิกโร (พรรณา) คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ได้เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจที่ประเทศฮังการี โดยท่านได้รับหนังสือนิมนต์จากอธิการบดีวิทยาลัยพระพุทธศาสนาธรรมเกต (Dharma Gate Buddhist College) ประเทศฮังการี ผ่านการอนุมัติของอธิการบดี มจร ให้มาสอนนิสิตที่วิทยาลัยดังกล่าว

สำหรับวิชาที่ท่านสอน ประกอบด้วย 1.ประเทศพระพุทธศาสนาเถรวาท (Theravada Buddhist Countries) 2.วิชาธรรมบท (Dhammapada) และ 3. พุทธจิตวิทยา (Buddhist Psychology) รวมทั้งกิจกรรมพิเศษ ด้วยการนำพานิสิตปฏิบัติกรรมฐานเป็นเวลา 2 วัน

พ.ส.ล.จัดบรรยายครอบครัวครั้งที่ 11

องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ​(พ.ส.ล.)​ ขอเชิญผู้สนใจร่วมสัมมนาหัวข้อ​ “อยากให้ลูกเปลี่ยนให้ได้ดั่งใจ​ พ่อแม่ควรเปลี่ยนตัวอย่างไร” โดยอาจารย์ทาคาเอะ นาคานิชิ สถาบันวิจัยครอบครัวศึกษาแห่งโตเกียว ในวันที่ ​24​ พ.ย. ณ​ ห้องประชุมสัญญา​ ธรรมศักดิ์​ ชั้น​ 2 ลงทะเบียนเวลา 08.30 น. บรรยายเวลา 09.00-12.00 น.ช่วงบ่ายเวลา 13.00-15.00 น. ตอบข้อซักถาม ค่าสัมมนา 150 บาทรวมค่าอาหาร สอบถามได้ที่คุณแฟร์ 02-716-8216-7, 08-1815-9526 ไอดีไลน์ fairytell_fair เฟซบุ๊กแฟนเพจ “ครอบครัวศึกษา”

สิ้น “หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต” อารยะสองฝั่งโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/570835

  • วันที่ 15 พ.ย. 2561 เวลา 01:09 น.

สิ้น "หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต" อารยะสองฝั่งโลก

“หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต” แห่ง วัดสวนป่าบุญฤทธิ์ ได้ละสังขารอย่างสงบ สิริอายุ 104 ปี 73 พรรษา

เมื่อวันที่ 14 พ.ย. หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต แห่ง วัดสวนป่าบุญฤทธิ์ ได้ละสังขารอย่างสงบเมื่อวันที่่ 14 พ.ย.61 เวลา 22.22 น. สิริอายุ 104 ปี 73 พรรษา ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย หลังเข้ารับการรักษาอาการอาพาธตั้งแต่วันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา

โพสต์ทูเดย์ขอนำประวัติ “หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต” ที่เคยตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 24 มิ.ย. 2555 มานำเสนออีกครั้งดังนี้

*************************************************

อารยะสองฝั่งโลก “หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต”

โดย…ภัทระ คำพิทักษ์

สำหรับคนสมัยใหม่ที่อ่อนศรัทธา แต่มีใจจะเรียนรู้พุทธศาสนาขอแนะนำให้ศึกษาประวัติและเทศนาของ หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต

เรื่องราวของหลวงปู่บุญฤทธิ์ เป็นจุดบรรจบระหว่างโลกสมัยใหม่ คือ มีกลิ่นอายความเป็นโลกตะวันตก กับแก่นสารที่ก่อรูปมาจากศาสนา วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของโลกตะวันออก

ในส่วนของความเป็นตะวันตกนั้นมิเพียงท่านจะพูดภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว ท่านยังเป็นกำลังสำคัญในการนำพุทธศาสนาออกไปเผยแผ่ในต่างประเทศ โดยสามารถเชื่อมโยงความรู้แจ้งทางพุทธศาสนาเข้ากับวิทยาศาสตร์ชั้นสูงได้ชนิดที่คนที่ไม่มีพื้นไม่อาจจะตามทัน ท่านเป็นพระป่าที่รจนาคำเทศน์เป็นภาษาต่างประเทศ จาริกอยู่ในต่างประเทศเป็นเวลานาน มีศิษย์เป็นชาวต่างชาติอยู่ในหลายประเทศจำนวนมาก

ก่อนละโลกฆราวาสเข้าสู่โลก บรรพชิต ท่านมิได้กำเนิดในตระกูล ลูกชาวนา มีความทุกข์ยากในชีวิตเหมือนกับพระอริยะหลายๆ รูปที่เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์หรือเป็นบรรพชิตรุ่นเดียวกัน หากแต่กำเนิดในตระกูลในคหบดีอุตรดิตถ์ มารดาท่านอยู่ในวัง ตัวท่านเองได้รับการศึกษาสูง เป็นนักเรียนทุนต่างประเทศ

ยิ่งถ้าไม่ลืมว่า ช่วงเวลาที่ท่านได้รับทุนไปต่างประเทศนั้นเป็นช่วงกึ่งศตวรรษก่อน เป็นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และผู้ที่แนะนำให้ท่านสอบทุนไปต่างประเทศคือ พระยาอนุมานราชธน ซึ่งเป็นปราชญ์คนสำคัญท่านหนึ่งของประเทศ คนที่ทีโอกาสทางสังคมในระดับนั้นย่อมมีไม่มากคนนัก

ปัญญาชนที่ไปศึกษาในต่างประเทศยุคโน้นก็มักจะกลับมารับราชการและมีความก้าวหน้าอย่างสูงในสาขาที่ตนเลือก แต่หนุ่มบุญฤทธิ์เลือกทางที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง

ท่านมุ่งเข้าสู่วิถีแห่งตะวันออก ตัดตรงเข้าสู่การรู้แจ้งเห็นจริงตามหนทางของพุทธองค์

หลังได้ระดมยิงคำถามใส่ท่านพระอาจารย์กู่ ธัมมทิโน ศิษย์อาวุโสของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต แล้วพบว่า การยิงคำถามเหล่านั้นเป็นเสมือนการยิงลูกศรไปในอากาศ ต่อมาไม่นานนักท่านก็เปลื้องชุดปารีส สละโอเวอร์โค้ตผ้า สักหลาดที่ “นุ่มยังกับลูบขนแมว” อันเป็นสัญลักษณ์การแต่งกายแบบ ขุนนางนักเรียนนอกออกโกนผม ถือครองผ้า 3 ผืน

เมื่อสิ้นพระอาจารย์กู่ ท่านก็บุกป่าฝ่าดงขึ้นเขาไปอยู่กับ หลวงปู่ชอบ ฐานสโมอีกหนึ่งซึ่งเป็นศิษย์อาวุโสของหลวงปู่มั่นบนยอดภูกระดึง อยู่กุฏิใบตองตึง นอนกับพื้น มิหนำซ้ำยังปวารณาอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนยอดภูเป็นเวลาถึง 3 ปี

หนทางของการเรียนรู้พระสัทธรรมของท่านนั้น น่าสนใจเรียนรู้ยิ่งนัก แม้รากบางส่วนของท่านจะมีกลิ่นอายของความเจริญสมัยใหม่ และความรู้แบบตะวันตก แต่มิอาจอธิบายด้วยชุดความรู้จากโลกตะวันตก และเมื่อปะทะสังสรรค์กับรากแก้วที่เป็นพุทธแบบพระป่าแท้ๆ แล้ว หากเป็นภาพวาด ภูมิหลังกับภูมิใหม่ก็เป็นเสมือนแม่สี ที่ตัดกัน แต่ลงตัวอย่างน่าทึ่ง

ท่านเล่าถึงเหตุที่ทำให้บวชว่า หลังได้พบสนทนากับพระอาจารย์กู่อยู่เนืองๆ แล้ว วันหนึ่งขณะเดินอยู่หน้าจวนข้าหลวง จ.หนองคาย นั้น “ก็เกิดว่างวาบขึ้นในทันใด ว่างขึ้นในจิตใจ คล้ายๆ meditation come to me, not I go to meditation เกิดโล่งขึ้นมาอย่างประหลาด แต่ก่อนอย่างคนปกติ ทำอะไรไปไหนมาไหน มันก็คิดโน่นคิดนี่ เดินไปก็คิดไป แต่นี่มัน “โล่งหมด” พยายามจะคิดอะไรสักอย่าง มันก็ไม่คิด ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในสมองความคิดเลย ใจมันว่างโล่งไปหมด ก็หยุดยืนกึกเลย เหมือนเอามือควานลงไปในโอ่ง ก็เกิดความรู้ขึ้นว่า “หมดห่วงแล้ว” คนไทยแต่โบราณมา ก่อนที่จะมามีวัตถุนิยมรุนแรงอย่างเดี๋ยวนี้ การรู้ว่า “หมดห่วง” ก็คือ “เข้าวัด” ก็บอกตัวเองเลยว่า “งั้นก็ไปบวชซี”

บวชแล้วท่านก็อยู่ศึกษากับพระอาจารย์กู่ ท่านพระอาจารย์กู่ บอกแต่ว่า ภาวนาบ้าง แต่ก็ไม่ได้บอกว่าภาวนาอย่างไร อยู่มาคืนหนึ่งท่านก็คิดขึ้นมาเองว่า จะเพ่งดวงจันทร์ กุฏิที่ท่านอยู่นั้นเป็นกุฏิที่ “ไม่เคยเห็นที่ไหนเหมือนหลังนั้นอีกเลย” กล่าวคือ เป็นกุฏิไม้ 2 ชั้นเล็กๆ ใต้ถุนสูง ชั้นบนมีระเบียงกว้างราว 1 เมตร โดยรอบ ปีกชายคาสั้นมากสามารถมองเห็นท้องฟ้าสบายๆ

ในคืนจันทร์เต็มดวงค่อยๆ เคลื่อนขึ้นมาทอดตัวอยู่เหนือยอดกอไผ่นั้น ภิกษุหนุ่มนั่งจ้องดวงจันทร์อยู่ โดยไม่ยอมหลับตา และหารู้ไม่ว่านั่นคือ การคือ เพ่งกสิณอย่างหนึ่ง

ท่านเพ่งอยู่ 5 วัน

“เมื่อมองดูพระจันทร์แล้วมองดูเงามืดที่กอไผ่ ปรากฏดวงสว่างคงที่แล้ว พร้อมกันนั้น จิตใจที่ไม่เคยนิ่งเลยแต่ก่อน ก็เกิดนิ่งพร้อมกันทันที นิ่งอยู่พร้อมนิมิต บังคับให้สว่าง บังคับให้ดับ ให้เกิดได้ทุกที ให้ปรากฏขึ้นตรงไหนก็ได้ ทำเมื่อใดก็ได้”

ท่านเล่าในกาลต่อมาว่า นั่นคือ กสิณนิมิตภาวนา

เมื่อไปกราบเรียนท่านพระอาจารย์กู่ ท่านก็แนะว่า “ดูข้างในกายเธอซิ- จ้องไปในตัว” ครั้นทำตามก็ “เกิดเป็น แสงสว่างจ้านวลราวกับแสงไฟฉายกระบอกใหม่ปรากฏขึ้นภายใน ทันทีนั้นก็เกิดปีติสุขอย่างมากขึ้นพร้อมกัน”

เมื่อท่านอาจารย์กำกับว่า “ดูเส้นผมซิ” ขณะหลับตามองนั้นเองก็ “เกิดแสงสว่างนวล แบบนีออนเห็นนิมิตเส้นผมทันที ขนาดใหญ่ราวสายไฟฟ้า ท่านอาจารย์แนะให้ใช้แสงตรวจดูในเส้นผมก็เกิดเป็นอัตโนมัติเลย นึกขึ้นได้เองว่า อย่างนี้เองที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงพุทธญาณส่องแสงสว่างเหนือโลก ดัง Super computer, internet ทรงต้องการรู้อะไร ก็กดปุ่มจิตสมาธิ อภิญญาเหมือนกดปุ่ม เพ่ง จิต…พรึบ…ภาพคำตอบก็ปรากฏทันที อดีต ปัจจุบัน อนาคต สถานที่ บุคคลในจักรวาล Cosmos นอกจักรวาลนี้ ไม่มีขอบเขต…”

หลังได้กสิณ ท่านก็เลี้ยวเข้าสู่ทางหลักคือ จับสติปัฏฐาน ฝึกตนอย่างเข้มข้นจนกระทั่งวันหนึ่งขณะที่ท่านสรงน้ำอยู่ ก็เกิดแสงสว่างพรึบขึ้นรอบกาย สังเกตดูจิตก็ไม่รู้สึกปีติสุขอะไร ขณะที่กายก็เคลื่อนไหวอยู่เป็นปกติอยู่ สรงน้ำเสร็จไปนั่งภาวนา วงแสงนั้นก็ยังอยู่ พิจารณาดูแล้วจึงคิดว่า นั่นคือสมาธิ เมื่อดูต่อไปโดยไม่อยากรู้อยากเห็นอะไร ก็มีเสียงคน 2 คนถามตอบปัญหาธรรมกัน

“เสียงโต้กันสักพัก ก็รู้ขึ้นว่าจิตนี่เองมันมืด อวิชชา สังขารา จิตมันหลง ก็รู้ปฏิจจสมุปบาทตอนต้น…ความคิดที่จะสึกหายไปหมดสิ้น”

ท่านมิได้บอกแต่การที่ความคิดที่จะสึกหายไปหมดสิ้นนั้นเปิดพระไตรปิฎกหาความรู้ ก็คือ ความลังเลสงสัยสิ้นแล้ว เป็นหนึ่งในบาทฐานของวิถีแห่งมรรคผลแห่งพระอริยะบุคคลขึ้นต้นคือ พระโสดาบันนั่นเอง

ต่อมาท่านปีนเขาบุกป่าไปหาหลวงปู่ชอบ อยู่กับหลวงปู่ชอบ 2 องค์ จนวันหนึ่งหลวงปู่ชอบจะกลับลงมา แต่เมื่อเรียนท่านไปว่า ได้อธิษฐานจิตไว้แล้วว่าจะขออยู่ที่นั่น 3 ปี หลวงปู่ชอบจึงพูดขึ้นมาชนิดแหวะหัวใจดูว่า “บุญฤทธิ์ที่ภาวนามาแล้วนั่น มันไม่ถูกนะ ไม่คิดเลยได้อย่างไร”

หลวงปู่บุญฤทธิ์ เล่าว่า เพราะคิดว่าทำถูกแล้วเวลาภาวนาเลยไม่ได้บอกใครว่า ทำแบบไหน แต่ทำไมหลวงปู่ชอบจึงรู้ได้?

หลวงปู่ชอบ แนะกับท่านสั้นๆ ก่อนลงเขาไปว่า “เอานิพพานเสียที่นี่ซี…”

จากนั้นท่านหันมาใช้วิธีอานาปานสติ เย็นวันหนึ่ง ขณะเดินจงกรมภาวนาเจริญสติปัฏฐานอยู่นั่นเอง ก็มีเสียงดังลั่นฟ้าไปหมดว่า “ธรรมเป็นธรรม”

ท่านว่า เมื่อได้ยินเสียงนั้น ทั้งกายและใจละลายไปหมด จึงเข้าที่นั่งภาวนาไปจิตแน่นลง ได้ยินภาษาบาลีว่า นะ โส เหตวัง วิวาโท แล้วหยุดนิ่งอยู่จน เมื่อจิตรวมลงจนนิ่งไปอีกรอบคราวนี้มีคาถาอีกบทดังขึ้นว่า “โลกุตตรสันตัง” อันมีความหมายว่า “พระพุทธศาสนาโลกุตรธรรม ธรรมโลกมืดหลง เป็นที่สันติที่สุดแล้ว”

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในขณะนั้นคือ…

“รู้สึกว่าตัวเองลงไปนั่งอยู่ก้นมหาสมุทร มองขึ้นไปเห็นเรือเดินสมุทร เห็นซากศพลอย มันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเราสักอย่าง ไม่มีอันตรายมาถึงเราด้วย มันสบายตามธรรมชาติ ไม่เคยนั่งสบายเช่นนี้มาก่อนเลย นั่งอยู่ราว 3-4 ชั่วโมง จากนั้นพูดกับตัวเองว่า ตั้งแต่นี้ต่อไป คนหมดโลกนี้ไม่เชื่อพุทธศาสนาหลวงปู่ก็เฉย ต่อไปนี้คนหมดโลกเชื่อพุทธศาสนา หลวงปู่ก็เฉยๆ หมดเรื่องเท่านั้น”

เทศนาหลายบทของหลวงปู่ บุญฤทธิ์ ได้แนะการปฏิบัติไว้อย่างละเอียด แต่ก็ได้สรุปสายเดินของจิต ในสติปัฏฐานภาวนาว่า เมื่อได้ยิน เห็น ก็เจริญภาวนาสติ “รู้” สักแต่ “รู้”

“ธรรมทั้งหลายไม่พึงถือมั่น เป็นยอดพุทธสติ นั่นคือ รู้สักแต่รู้ (hearing, hearing only–no doing–end, the world” หรือธรรมเป็นธรรม (Dhamma be Dhamma) นะ โส เหตวัง วิวาโท ปรากฏ (สุดสมมติภาษา ไม่มีถามตอบ) นะ ตะลัง กา สลัง โลกุตตรสันตัง เป็นสันติสุขเหนือโลก เท่านี้ล่ะโยม ทั้งหมด”

อะไรคือ 1?

ครั้งหนึ่ง หลวงปู่ บุญฤทธิ์ เคยเทศนาให้ชาวต่างชาติฟังว่า

“ท่านทั้งหลายเป็นชาวตะวันตก ชาวตะวันตกสมัยใหม่ไม่สนใจแม้แต่ Christ สนใจแต่ Science แต่ที่เป็นวิทยาศาสตร์จริงๆ คือ Pure Science เป็นเรื่องการคำนวณล้วนๆ สูตร EMC(ยกกำลัง 2) ของ ไอสไตน์ เรื่อง พลังงาน = วัตถุเป็นเยี่ยมยอดทางวัตถุทั่วจักรวาลเรื่องการคำนวณชั้นสูงของไอสไตน์ คือ พลังงานเท่ากับวัตถุ คูณด้วยความเร็วแสงพลังสอง

สูตรของจักรวาล ก็ได้มาด้วย mathematics การคำนวณต้องอาศัยตัวเลข number ตัวเลขมาก 1 (หนึ่ง) Basic 1 – what is one (1). all professors in the world don, t know – I think I am here, I feel I am here that gives the concept number 1. But e conception I, is delusion, because ” my ” “I” เป็นความคิด หลงในขันธ์ห้า เพราะฉะนั้น คิดว่า I ในกายใจ ชีวิตเป็นความหลง เพราะฉะนั้นเลข 1 (หนึ่ง) เป็น I ก็คือ Delustion

วิทยาศาสตร์ทั้งหมด คือ หลง

What is time, I am sitting here with consciousness without

I am here=delusion

Concept of time is delution.

สรุปปัญหาใหญ่ทางวิทยาศาสตร์ ปรัชญา อภิปรัชญา Space time เป็น Delustion

No 1 เชื่อเลข คิดว่า หนึ่งเราในขันธ์ห้า อนิจจัง อนัตตา เป็นโมหะ มิจฉาทิฐิ Delustion

No 2 สัญญาทั้งหมด อดีต ปัจจุบัน อนาคต คือ เวลา Time มาจากนึกว่า เราอยู่ที่นี่ I am here คือ หลง

ในสมัยพุทธกาล มีนางพราหมณีผู้เชี่ยวชาญคำภีร์พระเวท (ซึ่งในพระสูตรว่ามีกว่า 60 ลัทธิ) นางพราหมณีผู้นี้เก่งทางโต้วาที นางจะหักกิ่งไม้อันหนึ่งไปปักบนกองทราย ถ้าใครมาโต้วาทีก็ให้มาถอนกิ่งไม้นี้ออก เวลานั้นไม่มีใครกล้าสู้ จนวันหนึ่งพระอรหันต์มาบิณฑบาต คือ นางคนนั้นเอากิ่งไม้ไปปักใกล้ๆที่ท่านพัก

เช้านั้นท่านออกบิณฑบาต เห็นเด็กๆมาห้อมล้อมที่กองทราย ท่านเห็นแล้วก็ปัดกิ่งไม้นั้นทิ้งไป ท่านไปบิณฑบาตแล้วก็กลับวัด นางพราหมณีวิ่งตามไป พระอรหันต์ท่านก็อนุญาตให้ถามคำถาม นางถามอะไรท่านตอบได้หมดทุกข้อ

ท่านก็บอกว่า ทีนี้ท่านจะขอถามบ้าง ” อะไรคือ 1(หนึ่ง) ”

นางตอบไม่ได้ท่านก็เลยบอกว่า ” ถ้าอยากจะเรียน อยากจะทราบคำตอบต้องบวช”

หลวงปู่บุญฤทธิ์ เป็นพระมหาสมณะเพราะที่มีกาลพรรษาสูง และเป็นหน่อแนวของพระกรรมฐาน ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของพระวงศ์ พระกรรมฐานและประชาชนทั่วไป เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ก็กราบอาราธนาหลวงปู่บุญฤทธิ์ ไปจำพรรษาที่กุฏิหลังเขาพระตำหนักด้วย

ท่านได้อธิษฐานจิตวัตถุมงคลไว้ในหลายโอกาส ส่วนมากเป็นการรับนิมนต์ เมื่อมีการจัดสร้างวัตถุมงคลในสายพระกรรมฐาน เช่น การจัดสร้างวัตถุมงคลของวัดบรมนิวาสเนื่องในโอกาสครบ 100 ปี เจ้าคุณอุบาลี (จันทร์ สิริจันโท) วัตถุมงคลที่เป็นรูปองค์ท่านเองนั้นมีศิษย์สร้างเป็นล็อกเกตบ้าง และเหรียญบ้าง แต่ก็มีไม่มากรุ่นนัก

ทหารที่ลงไปปฏิบัติราชการในภาคใต้ช่วงที่ท่านไปจำพรรษาอยู่ที่นั่น จะได้รับแจกเกศาของท่านไว้เป็นที่สักการบูชา

*************************************************

ภาพจาก วัดสวนป่าบุญฤทธิ์, วัดป่าเชิงเลน : วัดป่ากลางกรุง

เปิด‘บทสวดธัมมจักร’ ให้ต้นมังคุดฟัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/570410

  • วันที่ 11 พ.ย. 2561 เวลา 09:18 น.

เปิด‘บทสวดธัมมจักร’ ให้ต้นมังคุดฟัง

โดย วรธาร ทัดแก้ว

บทสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ซึ่งขึ้นต้นว่า เอวัมเมสุตัง เอกัง สะมะยัง ภะคะวา พาราณะสิยัง วิหะระติ อิสิปะตะเน มิคะทาเย ฯ ตัตระ โข ภะคะวา ปัญจะวัคคิเย ภิกขู อามันเตสิ เทวเม ภิกขะเว อันตา ปัพพะชิเตนะ นะ เสวิตัพพา ฯลฯ ผู้ที่ชอบสวดมนต์คงเคยสวดมาแล้ว แม้เนื้อหาค่อนข้างยาว หลายคนก็ยังอุตสาหะตั้งใจสวด

บางคนสวดทุกวันก่อนเข้านอน บางคนสวดเฉพาะวันพระหรือวันสำคัญต่างๆ เพราะเชื่อว่าการสวดมนต์เป็นการบูชาพระรัตนตรัย ทำให้จิตใจสงบ คิดพูดทำแต่สิ่งที่ดี หลายคนเชื่อว่าเป็น “คาถาสารพัดนึก” สวดประจำจะมีแต่ความโชคดี จิตใจสงบ ชีวิตเจริญรุ่งเรือง ประสบแต่ความสุข ผู้คนรักใคร่ ทำมาค้าขึ้น

ถือเป็นบทสวดที่ชาวพุทธ (ไม่นับพระสงฆ์) นิยมสวด ซึ่งไม่เฉพาะชาวไทยที่สวดกันแพร่หลาย ต่างชาติก็นิยมสวดเช่นกัน หากยังจำกันได้ คลิปฝรั่งคนหนึ่งสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตรขณะขับรถ เป็นคลิปที่ใครดูแล้วก็ต้องอนุโมทนาสาธุการ เวลาที่เขาสวดใบหน้าของเขาบ่งบอกถึงความสุขที่อยู่ข้างใน ลองไปเสิร์ชหาดูได้

การสวดมนต์ปกติจะสวดให้คนฟัง ส่วนเทวดาพรหมจะถือโอกาสมาฟังด้วยก็เป็นไปได้ทั้งนั้น อย่าลืมว่าก่อนพระสวดมนต์จะมีการกล่าวบทชุมนุมเทวดาเพื่ออัญเชิญเหล่าเทวดามาฟังและอนุโมทนาด้วย แต่เชื่อไหมว่ามีคนนำบทสวดมนต์โดยเฉพาะบทธัมมจักกัปปวัตตนสูตรไปเปิดให้ต้นไม้ฟัง ช่างเป็นไอเดียที่เลิศมาก

เจ้าของแนวคิดคือ “สมาย-ศิริภา กาญจนพันธ์” หรือเรียกสั้นๆ ว่ามาย เจ้าของบ้านในสวน (The Secret Garden) อยู่ที่ อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช เปิดธัมมจักกัปปวัตตนสูตรให้กับต้นมังคุดฟัง โดยที่บ้านเธอมีสวนมังคุด 7 ไร่ จำนวน 220 ต้น เป็นมังคุดที่ปลูกและดูแลด้วยวิถีแบบอินทรีย์ ไม่มีการใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลง

“สวนนี้มายทำเป็นสวนมังคุดอารมณ์ดี หรือสมายล์ แมงโกสทีน ด้วยการเปิดเพลงให้มังคุดฟังทุกวัน ไอเดียได้จากมายเห็นแม่ชอบเปิดวิทยุและพ่อชอบเพลงไมค์ ภิรมย์พร เลยเอาเพลงมาเปิดให้ต้นมังคุดฟัง เพราะมายเชื่อว่าต้นไม้เป็นสิ่งมีชีวิตสามารถสื่อสารและรับรู้ความรู้สึกถึงกันได้

หลากหลายบทเพลงที่เปิด แต่ที่เปิดทุกวัน เช้า กลางวัน เย็น คือ บทธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เราฟังไปด้วย จิตใจรู้สึกถึงความผ่อนคลายและสงบ มายเชื่อว่าการเปิดเพลงและบทสวดธัมมจักรมีปฏิกิริยาในเชิงบวกต่อต้นมังคุด เห็นได้ชัดว่าต้นมังคุดออกดอกดกมาก เหมือนว่าบทสวดทำให้มันผ่อนคลายและส่งผลต่อการออกดอกออกผล

ลูกมังคุดจะโตกว่าขนาดปกติ ลูกสวยด้วย ใหญ่สุดวัดเส้นรอบลูกได้ 25 ซม. รสหวานอร่อยดีมีอมเปรี้ยวนิดๆ ลูกค้าชมตลอดเมื่อเปรียบกับสวนอื่น ที่พิเศษคือสวนเราเป็นออร์แกนิก ฝากฟ้า ฝากฝน ฝากเทวดาดูแล (หัวเราะ) ช่วงนี้กำลังออกดอกสะพรั่ง คาดว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ช่วงวันที่ 14 ก.พ.ปีหน้า” มาย กล่าว

นอกจากทำสวนมังคุดแล้ว เธอมีจิตใจงามและมีความกตัญญูอยู่ในหัวใจ โครงการก้าวคนละก้าวที่ก่อตั้งโดย ตูน บอดี้สแลม นักร้องชื่อดัง ที่ผ่านมามายได้เปิดให้คนจองต้นมังคุด 26 ต้น (จองคนละ 1 ต้น) ผลผลิตแต่ละต้นเป็นของผู้จอง และผู้จองสามารถเลือกเพลงที่จะเปิดให้ต้นไม้ของตัวเองได้ด้วย ซึ่งรายได้จากการเปิดให้จองครั้งนั้น ส่วนหนึ่งเธอได้บริจาคเข้ากองทุนของนักร้องดังเพื่อซื้อเครื่องมือแพทย์ด้วย

ล่าสุด วันนี้ 11 พ.ย. 2561 มายได้เปิดให้คนจองต้นมังคุดอารมณ์ดี จำนวน 11 ต้น ที่กำลังออกดอกดกหนาในเวลานี้ ต้นละ 11,111 บาท หรือหากต้องการสั่งเป็นลัง ขายลังละ 1,111 บาท หรือถ้าสั่งเป็นลูก ขายลูกละ 5 บาท โดยผลผลิตผู้จองจะได้รับในช่วงวันที่ 14 ก.พ. 2562 อันเป็นช่วงของการเก็บเกี่ยวและส่งให้ผู้จอง

“รายได้ส่วนหนึ่งจะมอบให้กับ ‘กองทุนปรมาจารย์ รศ.ดร.ไพบูลย์ หังสพฤกษ์ ในมูลนิธิประภา-สมพงษ์ เพื่อ มจธ.’ หรือเรียกสั้นๆ ว่ามูลนิธิประภา-สมพงษ์ ซึ่งเป็นกองทุนสำหรับด้านการวิจัย ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ที่มายมอบให้กองทุนนี้ เพราะตอนมายเรียน ม.5 ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาคใต้ จ.นครศรีธรรมราช ได้เข้าแข่งขันโครงการ 2B-KMUTT award ที่ มจธ.จัดขึ้นเพื่อเฟ้นหานักวิจัยรุ่นเยาว์ระดับประเทศเมื่อปี 2549 ทั้งหมด 11 สาขา

ครั้งนั้นมายไม่ได้รับรางวัลในสาขาที่สมัครคือคณิตศาสตร์ แต่ได้รางวัล The best and the brightest of 2B-KMUTT award สุดยอดนักวิจัยที่อายุน้อยที่สุดในประเทศ และได้รับทุนเพชรพระจอม ที่ รศ.ดร.ไพบูลย์ หังสพฤกษ์ พิจารณามอบให้เพื่อศึกษาต่อปริญญาตรีถึงปริญญาเอก แต่มายสละสิทธิเนื่องจากแม่เป็นห่วงในการเดินทางมาเรียน จึงเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช บ้านเกิด แต่โอกาสที่ได้รับครั้งนั้นหนูไม่เคยลืมรู้สึกสำนึกในพระคุณของ รศ.ดร.ไพบูลย์ หังสพฤกษ์ ที่มอบทุนให้ วันนี้พอทราบว่าทางกองทุนกำลังหาเงินเข้ากองทุน มายจึงอยากทำค่ะ”

มายเล่าต่อว่า รู้สึกดีใจมากที่ได้รู้จักกับ พญ.เพียงทิพย์ หังสพฤกษ์ ลูกสาวของอาจารย์ไพบูลย์ หังสพฤกษ์ ทำให้ทราบถึงความต้องการของกองทุน และทำให้เป็นที่มาของการเปิดให้คนจองต้นมังคุด 11 ต้น

“มายดีใจมาก ทราบว่าท่านอาจารย์ไพบูลย์ชอบมังคุดด้วย มายต้องขอบคุณคุณหมอเพียงทิพย์ที่ได้ประเดิมจองเป็นคนแรก ส่วนท่านใดอยากร่วมบุญและได้กินมังคุดอารมณ์ดีด้วยนั้น สามารถจองเป็นต้น หรือจองเป็นลัง โดยติดต่อมาได้ที่เพจ The secret garden และเฟซบุ๊ก Siri Kanjanapan โทร. 08-5881-4316 เปิดจอง 11 วัน เริ่มจองวันที่ 11 พ.ย.เป็นวันแรก”

หลังจากมายหาเงินเข้ากองทุนมูลนิธิประภา-สมพงษ์ของ มจธ.แล้ว ต่อไปก็จะทำให้กับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ซึ่งเป็นสถานที่ที่เธอจบการศึกษาด้านการท่องเที่ยวและโรงแรมต่อไป

“วิชัย ศรีวัฒนประภา” มหาอุบาสกพุทธภูมิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/569708

  • วันที่ 04 พ.ย. 2561 เวลา 09:16 น.

"วิชัย ศรีวัฒนประภา" มหาอุบาสกพุทธภูมิ

อีกแง่มุมของ “วิชัย ศรีวัฒนประภา” เจ้าของธุรกิจกลุ่มคิงเพาเวอร์ผู้ล่วงลับ จากคำบอกเล่าของ พระธรรมโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา และหัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล

*****************************

โดย….วรธาร ทัดแก้ว

การจากไปโดยไม่มีวันกลับของ “วิชัย ศรีวัฒนประภา” เจ้าของธุรกิจกลุ่มคิง เพาเวอร์ และประธานสโมสรฟุตบอล เลสเตอร์ ซิตี้ มิเพียงเป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญของครอบครัว “ศรีวัฒนประภา” เท่านั้น แต่เป็นความสูญเสียบุคคลสำคัญของประเทศ ของโลก และของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะบุคคลสำคัญของพระพุทธศาสนาทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

โยมวิชัยเป็นคนชอบทำบุญและสร้างคุณงามความดีที่เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองและพระพุทธศาสนามากมายสุดจะพรรณนาได้ แต่ชอบทำแบบเงียบๆ ไม่ให้คนรู้ ซึ่งเป็นนิสัยของโยมวิชัย เพราะฉะนั้นคนไทยก็จะรู้บ้างไม่รู้บ้างว่าท่านทำประโยชน์หรือคุณความดีอะไรที่ไหนบ้าง แต่อาตมากล้าพูดเลยว่าท่านทำเยอะ โดยเฉพาะการทำบุญในพระพุทธศาสนา อาตมารู้จักดีในสิ่งที่ท่านทำ พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา และหัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล เล่าถึงอุปนิสัยในการทำบุญของเจ้าสัววิชัย เจ้าของและผู้ก่อตั้งอาณาจักร คิง เพาเวอร์

พระธรรมโพธิวงศ์ เล่าต่อว่า ทุกปีเจ้าของคิง เพาเวอร์ จะทำบุญกับวัดต่างๆ ทั้งที่อยู่ในประเทศไทยและในต่างประเทศมากมาย แต่ชอบทำเงียบๆ ตามที่บอก ซึ่งในฐานะที่เป็นหัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล จึงขอพูดถึงการทำบุญคร่าวๆ กับวัดไทยในดินแดนพุทธภูมิ และวัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี จ.สมุทรปราการ

“ช่วงก่อนเข้าพรรษาโยมวิชัยจะถวายเทียนจำนำพรรษา เทียนเข้าพรรษา เทียนปาติโมกข์ ผ้าอาบน้ำฝน พร้อมปัจจัย ถวายค่าภัตตาหารให้กับวัดไทยที่เป็นศูนย์กลางในการรับรองผู้มาแสวงบุญ เช่น วัดไทยพุทธคยา วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ วัดไทยลุมพินี อาตมาในฐานะหัวหน้าพระธรรมทูตก็จะจัดพระสงฆ์ไทยจากอินเดียเป็นตัวแทนมารับที่คิง เพาเวอร์ เพื่อฉลองศรัทธา

พร้อมกันนี้ โยมวิชัยยังจัดเครื่องบูชาพระบรมสารีริกธาตุไปบูชา ณ พระมหาเจดีย์ วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ทุกปีเช่นกันไม่ขาด พร้อมฝากปัจจัยไปทำบุญกับวัดด้วย บางปีท่านก็เดินทางไปเอง ไปกับครอบครัวบ้าง ส่วนที่วัดไทยพุทธคยา ได้ร่วมบูรณะหอสมุดสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับคณะหลายคน ซึ่งมี คุณกนกศักดิ์ ปิ่นแสง คุณเนวิน ชิดชอบ คุณรชต ลีลาประชากุล เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังดูแลพระภิกษุสามเณรในเรื่องการศึกษาด้วยการถวายทุนการศึกษา ก่อตั้งกองทุนต้นกล้าราชกุมารี ที่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เพื่อเป็นทุนการศึกษาแก่นักเรียนเด็กอินเดียที่มาเรียนและให้แก่ครูผู้สอนด้วย นอกจากนี้ยังทำบุญซื้อยาให้กับโรงพยาบาลพระพุทธเจ้าในวัดไทยสำหรับให้คุณหมอของไทยที่เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ใช้รักษาคนป่วยที่เป็นทั้งคนไทยที่เดินทางไปแสวงบุญที่อินเดียและคนอินเดียท้องถิ่นที่มาใช้บริการที่โรงพยาบาล

ทว่า สิ่งที่เชิดหน้าชูตาประเทศก็คือ โยมวิชัยได้บริจาคเงินสร้างตึกขนาดใหญ่ 2 ชั้น ทันสมัย มีห้องพักและสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจร ที่วัดไทยพุทธคยา เพื่อใช้เป็นสถานที่รองรับการประชุมของคณะสงฆ์และรองรับผู้ใหญ่ทางบ้านเมืองทั้งของไทยและอินเดีย รวมทั้งรองรับผู้ที่มาแสวงบุญบางส่วน ขณะนี้อยู่ในช่วงของการก่อสร้าง ส่วนชื่ออาคารยังไม่ตกลงว่าจะใช้ชื่ออะไรแต่มีชื่ออยู่ในใจไว้แล้ว”

หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล เล่าต่ออีกว่า โครงการบวชอุปสมบทพระภิกษุุ ณ แดนพุทธภูมิ ที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดเทพศิรินทราวาส จัดก็ดี โครงการอุปสมบทพระภิกษุ ณ แดนพุทธภูมิ ที่วัดไทยพุทธคยา ก็ดี เจ้าของคิง เพาเวอร์ผู้ใจบุญผู้นี้จะร่วมทำบุญด้วยทุกครั้งไม่เคยขาด

“นอกจากเป็นคนที่ชอบทำบุญแล้ว ยังชอบสวดมนต์และปฏิบัติธรรมอีกด้วย ทุกครั้งที่โยมวิชัยเดินทางมาแสวงบุญที่อินเดีย ก็จะพักค้างคืนและรับประทานอาหารที่วัดไทยพุทธคยา ซึ่งสิ่งที่อาตมาเห็น คือ โยมวิชัยสามารถที่จะพักโรงแรม 5 ดาว 6 ดาว และกินอาหารหรูๆ ได้สบาย แต่ท่านเลือกนอนในที่ที่ไม่มีดาวคือนอนวัด และรับประทานอาหารที่วัดทำให้เหมือนกับผู้ที่มาแสวงบุญคนอื่นๆ

ตกตอนเย็นก็จะใส่กางเกงและเสื้อคอกลมสีขาว เดินทางไปสวดมนต์และนั่งสมาธิที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เดินไปเอง บางครั้งก็นั่งสามล้อไป หลังจากปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิเสร็จ ออกมาจากพุทธคยาก็จะทำบุญกับแขกคนขอทาน สิ่งหนึ่งที่ทำประจำคือถวายค่าไฟในพุทธคยาทุกครั้งที่มา นี่คือสิ่งที่โยมวิชัยและครอบครัวทำและอาตมาเห็น” พระธรรมโพธิวงศ์ กล่าว

ขณะที่การทำบุญกับวัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี จ.สมุทรปราการ พระธรรมโพธิวงศ์เล่าว่า เจ้าของคิง เพาเวอร์ ยังเป็นเจ้าภาพสร้างพระมหาเจดีย์พุทธคยาและพระพุทธเมตตา ซึ่งเป็นพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ในพระมหาเจดีย์อีกด้วย ซึ่งพระพุทธรูปองค์นี้ได้แกะสลักที่อินเดียและโดยช่างชาวอินเดีย

พระวิทยากรสันติภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/569043

  • วันที่ 28 ต.ค. 2561 เวลา 09:34 น.

พระวิทยากรสันติภาพ

โดย พระครูปลัดสุวัฒนวชิรคุณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดยานนาวา

มากกว่าเพื่อนคือกัลยาณมิตร มากกว่าวิธีคิดคือวิถีแห่งปัญญา คำแรกจากใจ คือ “ขอขอบคุณเวทีแห่งปัญญา” ที่ท่านปราโมทย์ได้หยิบยื่นให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเข้าร่วมสนทนากลุ่มเฉพาะ (Focus Group Discussion) รูปแบบการพัฒนาวิทยากรต้นแบบธรรมะโอดี โดยพุทธสันติวิธี ซึ่งเป็นงานดุษฎีนิพนธ์ของพระปราโมทย์ วาทโกวิโท (พันธพัฒน์) พระนิสิตปริญญาเอก สาขาสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ผู้เป็นกัลยาณมิตรตั้งแต่เมื่อครั้งเรียนรู้ฝึกหัด เรียนถูกลองผิดมาด้วยกันในฝ่ายบริการฝึกอบรม ส่วนธรรมนิเทศ มจร เมื่อเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา

จากวันนั้นถึงวันนี้ ความเพียรอันหนักแน่นของท่านยังไม่เสื่อมคลาย ยิ่งคมชัดและลึกดิ่งลงให้ข้ออรรถข้อธรรม ด้วยวัยวุฒิที่เจริญขึ้น สันติภายในของท่านยิ่งผลิบาน จากพระหนุ่มที่ไฟแรง มาถึงวันนี้คือพระเถระผู้งามนอกและเย็นใน งามนอกด้วยคุณวุฒิที่สูงขึ้น เย็นในด้วยสันติที่ท่านได้บ่มเพาะมาช่วง 5 ปี ในการเรียนสันติศึกษา

ผู้เป็นกัลยาณมิตรหลายรูปปรารภในทิศทางเดียวกันว่า “ท่านปราโมทย์เปิดใจหนักแน่น งานนอกก็เจริญงานในก็เยือกเย็น การได้นั่งร่วมสนทนาในวงเวทีของดุษฎีชน นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญด้านพระพุทธศาสนา ด้านวิจัย ด้านสันติวิธี ด้านกระบวนการอบรม ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ได้ร่วมเจียระไนเพชรให้ครบเหลี่ยมเปี่ยมด้วยวิชาและจรณะ นับเป็นเวทีที่อุดมด้วยปัญญาที่ฉายแสงให้ผู้วิจัยและผู้ร่วมสนทนาได้ของขวัญทางปัญญาเต็มเปี่ยมเกือบ 5 ชั่วโมง เสมือนได้อ่านหนังสือคัมภีร์วิทยากรและงานวิจัย 100 เล่ม และได้ฟังคำสอนของอาจารย์เป็น 100 ชั่วโมง

ขอถวายกำลังใจเพื่อนผู้เป็นกัลยาณมิตร ด้วยคำสอนอันเป็นพรธรรมในหลวงพ่อพระพรหมวชิรญาณว่า “คนชมอย่างเดียวไม่มี คนติอย่างเดียวไม่มี” ความโชคดีของนักเผยแผ่ คือทนกับความแตกต่างกับคนที่เราต้องทำงาน เราไม่สามารถเปลี่ยนทุกคนดั่งใจเราได้ การทำงานที่ดีคือทำงานร่วมกับคนอื่นได้ ไม่ใช่เก่งคนเดียว เพราะความท้าทายคือเราต้องสร้างความสุขและสันติเกื้อกูลแก่คณะสงฆ์และสังคม

การเผยแผ่และเผยแพร่ในสถานการณ์ เราต้องทบทวนว่าเราคิดไม่ใหญ่พอหรือทำได้ไม่ดีพอ ในบริบทสังคมที่กินเร็ว อิ่มเร็ว เราทำกับโมเดลเดิมๆ ไปต่อไม่ได้ แต่เราทำงานเดิมได้แต่วิธีการต้องเปลี่ยน เราฝึกทำงานให้เป็นวิถีจะได้มีวิธีในการทำงาน สถานการณ์อย่างนี้ดีที่สุดก็แค่ไปแย่งน้ำเพื่อนกิน แต่เราควรสร้างหรือหาบ่อน้ำแห่งใหม่ดื่มกินและแบ่งปันจะสง่างามกว่า ดังนวัตธรรมที่ท่านปราโมทย์กำลังสร้างบ่อน้ำแห่งปัญญาแก่พระวิทยากรธรรมะโอดีด้วยพุทธสันติวิธี

พระวิทยากรยุคโซเชียล อย่าหมดความหวัง ต้องฟังให้เป็น เชื่อมโยงประเด็น ปรับทุกข์เข็ญใจ เทศน์ทันสถานการณ์ ทำตนให้เป็นที่พึ่ง ปักธงให้ถูก สื่อธรรมทั้งกายและใจ อย่าตอบจากการคาดเดา ต้องทำงานเผยแผ่ให้หนักแน่น อดทนอดกลั้นต่อคำดูหมิ่นได้ดี ดังโบราณท่านเตือนใจเราว่า “ฟังคำสอนจากราชสีห์ ดีกว่าฟังเสียงเห่าหอนของสุนัข” บ่มเพาะความเพียรให้เต็มที่ เส้นทางที่ยาวไกลพิสูจน์หัวใจและความมุ่งมั่น ค้นหาให้เจอจุดบรรจบของความใช่ ภารกิจของคนเก่งคือเดินไปหาความพอดี

“วิชฺชา จรณ สมฺปนฺโน” พระวิทยากรที่ตอบโจทย์สังคมได้ในวันนี้คือ ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชาและจรณะ กล่าวคือวิชาจะดีเพียงไรก็ขาดความประพฤติที่ดีไม่ได้ ดังคำของครูบาอาจารย์ว่า “คนดีทุกคนเป็นคนเก่ง แต่คนเก่งทุกคนอาจไม่ใช่คนดี” ดังคำสอนโบราณว่า “เป็นแค่เด็กถือย่าม อย่าหลงตัวว่าเป็นราชสีห์”

วิชาชีวิต วิถีพระเณร วิธีสันติ วิวิธจิตบริหาร คือคำตอบและปริญญาของพระวิทยากรพุทธสันติวิธี ดังโจทย์การเผยแผ่ในยุค 4.0 ว่า อะไรที่เราได้จากเทคโนโลยี อะไรที่เราจะนำเสนอในเทคโนโลยี และเราจะนำเทคโนโลยีมารับใช้การเผยแผ่และการเผยแพร่พระพุทธศาสนาได้อย่างไร ในภาววิสัยของพระนักเผยแผ่ตามพระธรรมวินัยเราจะได้คำตอบจากงานวิจัยดุษฎีนิพนธ์เล่มนี้

คนที่จะประสบความสำเร็จคือ ทำในสิ่งที่รัก แต่หากไม่สามารถทำได้ก็ขอให้รักในสิ่งที่ทำ การตรวจทานความตั้งใจ อย่าเผลอในสิ่งที่มีวันนี้ ความเชื่อมั่นที่ล้นเกินไป จะเป็นอุปสรรคต่อก้าวต่อไป

พระวิทยากรธรรมะโอดีโดยพุทธสันติวิธี ตามปณิธานอันงามยิ่งคือสิ่งที่ท่านปราโมทย์กำลังทำหน้าที่ของนายช่างวิศวกรสันติภาพที่กำลังออกแบบถนน ออกแบบโค้ง ออกแบบระบบไฟเขียว ไฟแดง และความเร็วของการใช้ถนน ส่วนการใช้รถ ใช้ถนนนั้น พระวิทยากรจะเลือกใช้ถนนคอนกรีต ถนนลาดยาง หรือลูกรัง สุดแต่บริบทในฉันทะและวิริยะของท่านพระวิทยากร แต่มีอุปกรณ์คอยเตือนสติเป็นกัลยาณมิตรคือ การเผยแผ่ธรรมตามรอยทางคือพระบรมศาสดาผู้เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายได้มอบมรดกธรรมแก่นักเผยแผ่ไว้คือโอวาทปาฏิโมกข์ หัวใจของพระนักเผยแผ่คือ หลักการ3 วิธีการ 4 อุดมการณ์ 6 และอุดมไปด้วยอริยมรรคมีองค์8 ผู้เขียนขอเรียนรู้และเติมเต็มด้วยความสามารถอันน้อยนิดและความรู้เท่าเพียงกระดาษเปล่าแผ่นหนึ่งที่ช่วยรองรับความรู้ความสามารถและศักยภาพของผู้วิจัย ให้ท่านทำหน้าที่เจียระไนเพชรแห่งพุทธสันติวิธี และเกื้อกูลสังคมสืบไปด้วยสันติศึกษา พัฒนาชีวิตและสังคม อุดมสันติ

ขอบคุณความฝันที่เต็มเปี่ยมด้วยความเพียรอันบริสุทธิ์ของท่านปราโมทย์ที่ทำให้พระธรรมวิทยากรทั่วประเทศชื่นใจว่างานเผยแผ่ที่เราเรียนรู้ฝึกหัดกันมามีงานวิจัยมารองรับ และสามารถพัฒนาตามมรรควิธีพระมหาชนก คือ บ่มเพาะ บำรุงรากแก้ว ชำกิ่ง ทาบกิ่ง ต่อยอด ตอนกิ่ง รมควัน และส่งออก ในนามเพื่อนพ้องน้องพี่เครือข่ายธรรมะอารมณ์ดี ขอถวายกำลังใจอีกครั้งว่า “งานดุษฎีนิพนธ์ของท่านปราโมทย์คืออีกหนึ่งความหวังและคำตอบของพระธรรมวิทยากร” วันที่ 29 ต.ค.นี้ การเดินทางของพระวิทยากรต้นแบบสันติภาพจะเริ่มโบยบิน

ห้องพัก‘วัดสุทธิ’ สำหรับพระ นักเรียน ประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/568285

  • วันที่ 21 ต.ค. 2561 เวลา 09:15 น.

ห้องพัก‘วัดสุทธิ’ สำหรับพระ นักเรียน ประชาชน

โดย วรธาร ทัดแก้ว ภาพ วัดสุทธิวราราม

ในห้วงเวลา 1-2 อาทิตย์ที่ผ่านมามีการแชร์ข่าววัดสุทธิวราราม แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพฯ เปิดห้องพักให้ประชาชนได้เข้าพักฟรี ซึ่งข่าวนี้สร้างความสนใจและการกล่าวขวัญในหมู่ประชาชนเป็นอย่างมาก พร้อมแสดงความเห็นชื่นชมและอนุโมทนากับสิ่งที่วัดทำ หลายคนแสดงความเห็นถึงขนาดว่า วัดอื่นๆ ที่มีความพร้อมในเรื่องสถานที่ ถ้าทำอย่างวัดสุทธิวรารามได้ก็เป็นสิ่งที่ดี

ความจริงการที่วัดสุทธิวราราม เปิดห้องพักฟรีสำหรับประชาชนนี้ ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปลายปี 2560 โดยเป็นแนวคิดของ พระสุธีรัตนบัณฑิต (สุทิตย์ อาภากโร) รศ.ดร., เจ้าอาวาสวัดสุทธิวราราม ที่ต้องการบรรเทาความลำบากเรื่องค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับที่พักของคนที่เดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ ด้วยเหตุจำเป็นจริงๆ ย้ำว่าต้องมีเหตุจำเป็นจริงๆ เท่านั้นทางวัดจึงจะอนุญาต

“ในสมัยพุทธกาลเวลาญาติโยมสร้างกุฏิ ศาลา วิหาร ถวายวัดก็จะสร้างเพื่อรองรับพระสงฆ์ที่เดินทางมาจากสี่ทิศเพื่อศึกษาพระธรรมวินัย ปฏิบัติศาสนกิจ อาตมาได้แนวคิดนี้เลยเอามาดัดแปลง โดยใช้ศูนย์การเรียนรู้พระพุทธศาสนาและการพัฒนาสังคมของวัด ซึ่งมีห้องพักหลายห้องเปิดให้คนมาพักโดยเปิดรับเพียง 3 กลุ่มเท่านั้น

กลุ่มแรก คือ ภิกษุสามเณรต่างจังหวัดหรือพระธรรมทูตที่เดินทางจากต่างประเทศเพื่อมาปฏิบัติศาสนกิจ หรือเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ กลุ่มที่ 2 นักเรียน นักศึกษา สถาบันการศึกษาที่เดินทางมาเพื่อแข่งขันทักษะด้านวิชาการ กีฬา หรือทัศนศึกษา กลุ่มที่ 3 ประชาชนที่มีเหตุจำเป็นจริงๆ เช่น พาแม่มาไปหมอ ไม่มีที่พัก มาสอบที่กรุงเทพฯ ไม่มีที่พัก เป็นต้น

ทุกกลุ่มที่มาเข้าพักต้องแสดงตัว เช่น ภิกษุสามเณรต้องแสดงหนังสือสุทธิหรือบัตรประจำตัวประชาชน เอกสารการปฏิบัติศาสนกิจ หรือเอกสารการพบแพทย์ นักเรียน นักศึกษา สถาบันการศึกษาให้ทำหนังสือแจ้งมาถึงวัดบอกวัตถุประสงค์และขออนุญาตเข้าพัก มีการรับรองจากสถาบันการศึกษาหรือต้นสังกัด ซึ่งต้องมีผู้ควบคุมดูแลมาด้วย บุคคลทั่วไปให้แสดงบัตรประจำตัวประชาชน เอกสารการพบแพทย์ หรือเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง”

อย่างไรก็ตาม 3 กลุ่มที่เข้ามาพักทางวัดจะเน้นไปที่สองกลุ่มแรกเป็นหลัก คือ กลุ่มพระเณรกับนักเรียน นักศึกษา สถาบันการศึกษาที่มีหนังสือแจ้งมาเป็นทางการเป็นหลัก ส่วนบุคคลทั่วไปทางวัดขอพิจารณาเป็นรายๆ เลือกเฉพาะที่มีความจำเป็นจริงๆ เช่น พาแม่มาหาหมอ มาสอบที่กรุงเทพฯ ไม่มีที่พัก เป็นต้น ส่วนบุคคลทั่วไปที่ไม่มีที่พักอาศัย ตกงาน ไม่มีงานทำ มาขอนอนวัดเป็นเดือนทางวัดจะไม่รับ

“จริงๆ แล้วศูนย์แห่งนี้โดยบทบาทหลักเป็นสถานที่รองรับการจัดกิจกรรมทางด้านพระพุทธศาสนาและการพัฒนาสังคม ซึ่งที่ผ่านมามีการอบรมหลายอย่าง เช่น อบรมโค้ชวิถีพุทธของชมรมโค้ชไทย การอบรมการดูแลผู้สูงอายุของโรงพยาบาลเลิดสิน การอบรมค่ายเยาวชนต้นแบบของโรงเรียนวัดสุทธิวราราม การอบรมพระคิลานุปัฏฐากจิตอาสาคิลานธรรมของพระสงฆ์ทั่วประเทศ แม้กระทั่งโครงการวัดบันดาลใจที่เป็นการพัฒนาภาพถ่ายดิจิทัลสำหรับสังคมเมืองรุ่นใหม่ การจัดกิจกรรมดูหนังหาแก่นธรรม ก็มาจัดที่ศูนย์แห่งนี้

อย่างที่สอง เป็นศูนย์รวมสำหรับทำกิจกรรมทางสังคมของชุมชนในกรุงเทพฯ หรือพื้นที่ไหนก็ได้แต่ว่ามีกิจกรรมที่จะมาเรียนรู้ร่วมกัน เช่น เครือข่ายประธานนักเรียนโรงเรียนในกรุงเทพมหานคร อาทิ โรงเรียนวัดสุทธิวราราม สวนกุหลาบ เตรียมอุดม บดินทรเดชา พระโขนงวิทยาลัย อัสสัมชัญ ไม่มีสถานที่ที่เป็นโนว์เลดจ์เซ็นเตอร์ก็มาอาศัยศูนย์การเรียนรู้ของวัดทำกิจกรรมร่วมกัน ทั้งนี้ ทุกกิจกรรมที่มาจัดหรือมีการนอนพักค้างคืนที่นี่ไม่มีค่าใช้จ่าย ทุกอย่างฟรีหมด นี่คือบทบาทของศูนย์ ถ้าช่วงไหนมีกิจกรรมของเด็กเยาวชน หรือหน่วยงานต่างๆ มีการค้างคืนทางวัดก็จะไม่รับคนเข้ามาพักเพราะเกรงจะเกิดปัญหา

สำหรับเวลาเข้าพักและออกสำหรับผู้เข้าพัก กำหนดเข้าพักตั้งแต่เวลา 17.00-20.00 น. ของวันที่เข้าพักเท่านั้นนอกเหนือจากนี้ไม่ได้ ส่วนเวลาออกที่พักไปข้างนอกเวลา 06.00-08.00 น.เท่านั้น และต้องคืนกุญแจทุกวัน ณ จุดลงทะเบียนวันต่อวัน เพื่อความสะดวกในการทำความสะอาดห้องพัก ส่วนกฎ กติกา ข้อบังคับสำหรับผู้เข้าพักต้องเข้าพักตามที่ทางวัดกำหนดและอนุญาตเท่านั้น ห้ามนำผู้อื่นที่ไม่ได้ลงทะเบียน บุคคลภายนอกเข้าห้องพักเด็ดขาด ห้ามผู้เข้าพักกระทำการใดๆ ที่ผิดต่อหลักศีลธรรม จริยธรรม กฎหมาย เช่น สิ่งเสพติด เล่นการพนัน ฯลฯ

กรณีสิ่งของใดๆ ของวัดมีการชำรุดเสียหาย หรือสูญหาย อันเกิดขึ้นจากการกระทำของผู้เข้าพัก ผู้เข้าพักต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายตามที่ทางวัดประเมินความเสียหาย และในการเข้าพักทางวัดไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

ไขที่มา วัดป่าถ้ำวัว วัดวิปัสสนานานาชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/567548

  • วันที่ 14 ต.ค. 2561 เวลา 09:05 น.

ไขที่มา วัดป่าถ้ำวัว วัดวิปัสสนานานาชาติ

โดย วรธาร ทัดแก้ว

วัดป่าถ้ำวัว จ.แม่ฮ่องสอน เป็นวัดไทยสายปฏิบัติที่ชาวต่างชาติมากกว่า 140 ประเทศ รู้จักดี และเคยเดินทางมาปฏิบัติธรรมที่วัดปีละไม่ต่ำกว่า 4,000 คน โดยเฉพาะในช่วงหลังๆ ฝรั่งมีมากถึง 80% ในจำนวนนี้มีเหล่าคนดังระดับโลก ทั้งศิลปิน นักร้อง นักแสดงและผู้สร้างภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด นักการเมือง นักการทูตนักธุรกิจ สื่อมวลชน ฯลฯ ทุกเชื้อชาติ ศาสนา

วัดป่าถ้ำวัว ตั้งอยู่ที่บ้านสุยะ ต.ห้วยผา อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน เป็นวัดที่สะอาด สงบ ร่มรื่น และเป็นสถานที่สัปปายะเหมาะกับการปฏิบัติธรรมที่ดีที่สุดติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก มีที่พักรองรับสำหรับผู้ปฏิบัติธรรมได้มากถึง 300 คน/วัน ปัจจุบันมีพระครูวิมลภาวนานุสาสน์ หรือหลวงพ่อสายหยุด ปญฺญาธโร อายุ 66 ปี พรรษา 45 เป็นเจ้าอาวาส

เริ่มสร้างขึ้นในปี 2536 แต่ทว่าเริ่มสร้างอย่างจริงจังในปี 2540 แต่จุดเริ่มต้นของการสร้างวัดมาจากพระอาจารย์สายหยุด เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน หลังจากบวชพระเมื่อปี 2517 ได้มีโอกาสปฏิบัติสมาธิกับศิษย์ของพระอาจารย์ชา แห่งวัดหนองป่าพง รวมทั้งได้ศึกษาจากพระอาจารย์รูปอื่นๆ เช่น หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี หลวงพ่อพุธ ฐานิโย หลวงพ่อพุทธทาส ฯลฯ จากนั้นได้ออกเดินธุดงค์ไปทั่วประเทศเป็นเวลา 10 ปี ก่อนที่ต่อมาได้ธุดงค์มาที่ จ.แม่ฮ่องสอน อันเป็นสถานที่ตั้งวัดในปัจจุบัน

“สถานที่บริเวณนี้เป็นที่นาของชาวบ้าน เป็นสถานที่ที่สงบเงียบและร่มเย็นดี อาตมาได้ธุดงค์มากับพระเณร 2-3 รูป ปักหลักอยู่หลายวัน กำลังจะธุดงค์ต่อไปที่อื่น เพราะเห็นว่าบริเวณนี้เป็นที่นาชาวบ้าน กำลังจะออกเดินทาง ก็มีชาวบ้านมานิมนต์ให้อยู่ต่อบอกว่าใกล้ๆ ที่นี่มีถ้ำให้อยู่ปฏิบัติไปก่อน อยู่ไปๆ ก็มีชาวบ้านมาฝึกสมาธิด้วย

สมัยนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ชื่อ ประมวล รุจนเสรี (ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2531-2533) ได้เข้ามานมัสการสนทนาธรรมและเห็นคุณค่าของการฝึกสมาธิว่ามีประโยชน์ต่อการทำงาน เช่น มีความอดทน หนักแน่น มีสติในการทำงาน ได้นำผู้ใหญ่บ้าน กำนันทั้งจังหวัดมาปฏิบัติธรรม สมัยก่อนเรียกแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง สมัยนี้เรียกอบรมคุณธรรมจริยธรรมสำหรับผู้นำ

ต่อมาท่านผู้ว่าฯ ประมวล ได้ประชุมข้าราชการ ชาวบ้าน ใครเห็นด้วยไหมที่จะสร้างวัด เอาเสียงส่วนใหญ่ ทุกคนยินดียกมือให้ พอดีเจ้าของนารายหนึ่งอยากขายที่นาจำนวนหนึ่ง ราคา 5 หมื่นบาท ท่านผู้ว่าฯ ก็ไปหาคนมาช่วยได้เงินมา 1 แสนบาท ก็มอบให้เจ้าของที่หมดเลย อีกเจ้าหนึ่งอยากขายเพื่อนำเงินส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัยในราคา 3 หมื่นบาท พอดีมีโยมมาปฏิบัติธรรมซื้อถวายให้เงินมา 1 แสนบาท ก็มอบให้เจ้าของนาไปหมดเลย

การสร้างวัดได้เริ่มในปี 2536 โดยทางกรมป่าไม้ได้ให้ที่มา 15 ไร่ ส่วนกรมศาสนาก็ไปจัดการเกี่ยวกับการสร้างวัดเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่เริ่มการสร้างจริงจังในปี 2540 โดยผู้ว่าฯ สมัยนั้นชวนชาวบ้านมาพัฒนา เอาไม้ไผ่มาสร้างเป็นกระต๊อบหลังเล็กๆ มุงด้วยหญ้าคา จากนั้นก็เปิดอบรมสั่งสอนคุณธรรมจริยธรรมตั้งแต่นั้นมา ทุกหน่วยงานทั้งเอกชนและภาครัฐ คนก็เริ่มรู้จัก แต่ถ้าชาวต่างชาติจะรู้จักหลังจากปี 2545 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน”

พระอาจารย์สายหยุด เล่าว่า ช่วงปี 2545 มีฝรั่งคนหนึ่ง (ทราบต่อมาเป็นบรรณาธิการสื่อหนังสือพิมพ์ในประเทศเนเธอร์แลนด์) ได้หลงเข้ามาสนทนาธรรมและได้ปฏิบัติสมาธิด้วย พร้อมกันนี้ได้สัมภาษณ์และเขียนบทความเกี่ยวกับวัดและรูปแบบการปฏิบัติสมาธิของวัด โดยใช้เวลาเขียนนานถึง 7 วัน จึงเดินทางกลับประเทศ พร้อมลงบทความในหนังสือพิมพ์ของเขาเป็นเวลานานถึง 1 สัปดาห์ จากนั้นก็มีสื่อจากสหรัฐอเมริกาและจากประเทศในยุโรปหลายประเทศเดินทางมาสัมภาษณ์ทำสกู๊ปอยู่เป็นระยะ

“ด้วยอานิสงส์นี้ทำให้คนทั่วโลกเดินทางมาปฏิบัติธรรมที่วัดจำนวนมาก ช่วงแรกอาจจะวันละ 3-4 คน ต่อมาเพิ่มเป็น 10, 20, 30 ปัจจุบันวันละ 100 คนก็มี แต่ปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า 4,000 คนที่เป็นชาวต่างชาติ มีทุกเชื้อชาติศาสนา ทั้งยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และเอเชีย ทั้งจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน โดยเฉพาะญี่ปุ่นถือว่ามากที่สุดในเอเชียถ้าไม่นับไทย

ต้องยอมรับว่าคนตะวันตกสนใจสมาธิมาก โดยเฉพาะฝรั่งที่มาปฏิบัติมากถึง 80% ทุกคนมาแล้วชอบทุกคน เห็นได้หลังจากฝึกสมาธิเสร็จแล้วก่อนเดินทางกลับจะมีแบบสอบถามให้ทุกคนได้เขียน เขาเขียนจากประสบการณ์จากใจของเขาได้เยี่ยมมาก หลายคนบอกว่าถ้ารู้อย่างนี้ฉันฝึกสมาธิตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เยี่ยมมาก ทำให้เขามีความสุข ทำให้เขารู้จักปล่อยวาง รู้จักความเป็นจริงของชีวิต

บางคนเป็นโรคมะเร็งมาฝึกสมาธิ ปรากฏเวทนาทางกายมี แต่จิตไม่มีแล้ว คือ ป่วยแต่กายแต่ใจของเขาไม่ป่วย มีแต่ความสุขใจ บางคนคิดที่จะฆ่าตัวตาย แต่พอมาที่นี่ได้ฝึกสมาธิ ความคิดเปลี่ยน ชีวิตเปลี่ยน จากคนที่เคยคิดฆ่าตัวตายกลายเป็นคนที่มีความสุขและมีชีวิตในการสร้างประโยชน์เพื่อสังคมต่อไป”

พระอาจารย์สายหยุด กล่าวว่า คนเรามีธรรม 3 ประการประจำตัว คือ มีสติอยู่เสมอ เพราะสติจะทำให้งดงามทุกเวลา สอง มีสมาธิ รู้จักข่มใจ อย่าเป็นคนวู่วาม คิดอะไรต้องมีสติ ทำอะไรต้องให้ใจสงบ แล้วทุกอย่างจะเคลียร์ และสาม มีปัญญากลั่นกรองสิ่งดีและไม่ดี เรื่องดีสิ่งดีก็ทำไป ส่วนเรื่องไม่ดี ถ้าทำแล้วเสียหาย เกิดทุกข์ เกิดโทษ เบียดเบียนคนอื่น อย่าไปทำ ให้ใช้หลักเมตตาและปัญญาดีที่สุด โดยเฉพาะสติ ฝึกกันเยอะๆ