น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/370014

น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

วันเสาร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้เนื่องในโอกาสครบรอบ 2 ปีแห่งการสวรรคต 13 ตุลาคม 2561 ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้พสกนิกรชาวไทยมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรงวางรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศไทย

หนังสือพิมพ์แนวหน้าขออนุญาตนำเนื้อหาบางส่วนใน หนังสือ “สัจธรรมแห่งแนวพระราชดำริ เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทยอย่างยั่งยืน” ซึ่ง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร (86 พรรษา 5 ธันวาคม 2556) และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 (81 พรรษา 12 สิงหาคม 2556) มาเผยแพร่เพื่อให้พสกนิกรชาวไทยได้น้อมนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานและดำเนินชีวิตสู่ความสุขอย่างยั่งยืนต่อไป

ทรงเริ่มวางรากฐานนำสู่ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ย้อนไปเมื่อ 67 ปีก่อน ในขณะที่ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศต่างๆ ทั่วโลกยังอุดมสมบูรณ์ ธรรมชาติยังคงดำเนินไปอย่างเป็นวัฏจักร จนมนุษย์สามารถพยากรณ์ปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรายังน่ารื่นรมย์ คนส่วนใหญ่จึงไม่คำนึงถึงการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างอาศัยเกื้อกูลกันแต่พระมหากษัตริย์และพระราชินีของประเทศไทยทรงมองการณ์ไกลถึงผลร้ายของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างฟุ่มเฟือย และความจำเป็นที่จะต้องอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างอาศัยเกื้อกูลกัน จึงทรงเริ่มวางรากฐานเพื่อนำสู่ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ซึ่งเป็นคำที่บัญญัติขึ้นมาในภายหลัง โดยทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาในทุกด้านและทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีประชาชนเป็นเป้าหมายของการพัฒนา เพื่อให้เกิดความอยู่ดีกินดี และมีความสุขอย่างยั่งยืน

ตลอดระยะเวลากว่า 67 ปีภายหลังจากทรงครองสิริราชสมบัติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 จึงทรงมุ่งมั่นปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเคียงคู่กันมาตลอด พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ทรงดำเนินการทุกวิถีทางด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงรักและ
ห่วงใยราษฎรของพระองค์ เหมือน “พ่อและแม่ ที่รักและห่วงใยลูกอยู่ตลอดเวลา”โดยเสด็จพระราชดำเนินไปทรงงานในทุกหนแห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทุรกันดาร ไม่ว่าจะเป็นป่าลึก ขุนเขา หรือต้องทรงพระดำเนินฝ่าหนองน้ำและลำธารอันยากลำบาก เพื่อช่วยขจัดปัดเป่าความทุกข์ยากเดือดร้อนในทุกๆ เรื่องของราษฎร โดยเฉพาะผู้ยากไร้และด้อยโอกาส ด้วยพระวิริยะอุตสาหะและตรากตรำพระวรกายอย่างไม่ทรงเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย และมิได้ทรงย่อท้อต่อความยากลำบาก จนอาจกล่าวได้ว่า “ทรงร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน” อย่างแท้จริง เพื่อนำพาประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าและประชาชนมีความผาสุก ร่มเย็น สมดังพระราชปณิธานที่พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 ความว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

พระปฐมบรมราชโองการนี้มีความหมายลึกซึ้ง แสดงถึงพระราชปณิธานตั้งมั่นที่จะทรงอุทิศบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ เพื่อให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขทั่วแผ่นดิน ทรงศึกษา ค้นคว้า ทดลอง และคิดค้นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเป็นจำนวนมาก เพื่อช่วยเหลือเหล่าพสกนิกรให้พ้นจากความยากจน ไปสู่ความพออยู่พอกินและมีความสุข ขณะเดียวกันทรงอนุรักษ์ พิทักษ์รักษา และแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของแผ่นดินตั้งแต่ท้องฟ้า ผืนดิน จรดใต้ท้องทะเล เพื่อความสมดุลของสรรพชีวิตให้มีความยั่งยืน

สัจธรรมแห่งการทรงงานเพื่อความสุขของประชาชน การที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรทั่วประเทศ พระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะทรง “เข้าใจและเข้าถึง” ความเดือดร้อนและความต้องการของราษฎร เพื่อที่จะทรงใช้ทรัพยากรทั้งหลายทั้งปวงที่พระองค์มีอยู่มาช่วยเหลือ หรือ “พัฒนา” เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้พ้นจากความยากจน โดยทรงยึดหลักการสำคัญคือ ความสอดคล้องกับภูมิสังคมที่แตกต่างกัน และจะต้องสร้างความเข้มแข็งให้คนในชุมชนที่จะเข้าไปพัฒนามีสภาพพร้อมที่จะรับการพัฒนา รวมทั้งทรงยึดหลักการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และให้ถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ

หลักการสำคัญของพระองค์ทรงคำนึงถึงความสอดคล้องเกื้อกูลกันระหว่างการพัฒนาและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัดมาตลอด ทรงเข้าพระราชหฤทัยอย่างถ่องแท้ถึงธรรมชาติและสภาวะตามธรรมชาติ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ จึงทรงนำความรู้จริงในความเป็นไปแห่งธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของธรรมชาติมาใช้ในการแก้ไขปัญหา และปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสภาวะที่ไม่ปกติให้เข้าสู่ระบบปกติ ทรงใช้หลัก “ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ” อันเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยทรงใช้หลักอธรรมปราบอธรรม คือการใช้สิ่งที่ไม่พึงปรารถนามาหักล้างกันให้มีผลออกมาเป็น “ธรรม” ได้ ตลอดจนทรงอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืนโดยการใช้วิธีปลูกป่าในใจคน และใช้หญ้าแฝกแก้ไขปัญหาดินพังทลาย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงใช้ “การบริหารแบบบูรณาการ” โดยทรงมีวิธีคิดอย่างเป็นระบบครบวงจร ทำตามลำดับขั้น และจัดบริการรวมที่จุดเดียว เพื่ออำนวยความสะดวกและประโยชน์แก่ประชาชน และไม่ว่าจะทรงงานใดก็ตามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จึงทรงทำทุกวิถีทางเพื่อ “มุ่งผลสัมฤทธิ์” เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์คือความอยู่ดีมีสุขของประชาชน ไม่ทรงคำนึงถึงผลกำไรที่เป็นตัวเงิน ไม่ทรงยึดติดตำรา เป็นการพัฒนาที่อนุโลมและรอมชอมกับสภาพแห่งธรรมชาติ และสภาพของสังคมจิตวิทยาแห่งชุมชน และหัวใจสำคัญของการทรงงานคือพระองค์โปรดที่จะทำสิ่งที่ยากให้กลายเป็นง่าย ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการพัฒนาของทุกโครงการ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริว่า การพัฒนาก็คือการทำสงครามกับความยากจน หากสามารถช่วยให้ประชาชนมีความกินดีอยู่ดีได้ จึงจะถือได้ว่าประสบความสำเร็จ เป็น “ชัยชนะของการพัฒนา” อย่างแท้จริง พระองค์จึงทรงงานอย่างหนักในการต่อสู้กับความยากจน เพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร ให้สามารถพึ่งตนเองได้ อันจะนำไปสู่การเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

พระราชทาน “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เส้นทางสู่ความยั่งยืน จุดหมายของการพัฒนาที่มีพระราชประสงค์ให้ประชาชนมีความ “กินดีอยู่ดี” หรือ “พออยู่พอกิน” นั้น เป็นพระราชดำรัสที่ทรงชี้แนะให้ประชาชนนำมาเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตมาเกือบ 40 ปีแล้ว และต่อมาพระราชทานให้ใช้คำว่า “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” โดยในปัจจุบันได้มีภาคส่วนต่างๆ น้อมนำไปปฏิบัติเป็นจำนวนมาก

การพัฒนาประเทศตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง นั้น คือ การพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ประมาท โดยคำนึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกัน
ในตัวที่ดี ตลอดจน ใช้หลักวิชาความรู้มีคุณธรรม ดำเนินชีวิตด้วยความเพียร อย่างรอบคอบ ประกอบการวางแผน การตัดสินใจและในการกระทำ ทำงานอย่างมีความสุข รู้ รัก สามัคคี ก็จะนำไปสู่ ความก้าวหน้าอย่างสมดุล มั่นคง และยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคมสิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี

ประโยชน์สุขอย่างยั่งยืนจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ การที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยือนราษฎรทั่วประเทศ เป็นการทรงงานเพื่อรับทราบทุกข์สุข และปัญหาความเดือดร้อนที่แท้จริงของประชาชน ด้วยการศึกษาข้อมูลจากสภาพความเป็นอยู่และวิถีชีวิตที่แท้จริง ตามสภาพทางภูมิศาสตร์และภูมิสังคมของแต่ละภูมิภาค เพื่อสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด จนมีคำกล่าวว่า “ไม่มีที่ไหนในประเทศไทยที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ ไปไม่ถึง”

นับเป็นการทรงงานอย่างหนักเพื่อต่อสู้กับความยากจน ความด้อยโอกาสทางการศึกษาและสาธารณสุข ซึ่งทำให้ราษฎรจมอยู่กับความทุกข์ยาก พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์ไปโอบอุ้มและดึงเขาเหล่านั้นขึ้นมาให้ได้พบกับความสุขในชีวิตอย่างยั่งยืน ต่อมาได้ขยายไปสู่โครงการพัฒนาด้านต่างๆ ครอบคลุมวิถีชีวิตทุกด้านของประชาชน ซึ่งขอยกตัวอย่างโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่นับเป็นโครงการแรกที่สำคัญใน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 รวมทั้งผลสำเร็จที่นำสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนพอสังเขป ดังนี้

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งแรก คือ โครงการถนนห้วยมงคลอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พระราชทานเมื่อปี 2495 เพื่อให้ราษฎรใช้สัญจรและนำผลผลิตออกมาจำหน่ายยังชุมชนภายนอกได้สะดวก ปีถัดมาได้พระราชทานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำแห่งแรก โดยมีพระราชดำริให้สร้างอ่างเก็บน้ำเขาเต่า อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และในปี 2498 มีพระราชดำริให้ศึกษาทดลองการทำฝนเทียมหรือฝนหลวง เพื่อแก้ไขปัญหาความแห้งแล้งให้แก่พสกนิกร ทรงใช้ความวิริยะอุตสาหะถึง 14 ปีจึงประสบความสำเร็จในปี 2512 หลังจากนั้นได้พระราชทานฝนหลวงเพื่อแก้ไขปัญหาความแห้งแล้งให้แก่ราษฎรจวบจนถึงปัจจุบัน

ปี 2506 ได้พระราชทานโรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ 1 ที่บ้านแม้วดอยปุย ตำบลหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้การศึกษาแก่เด็กชาวเขา ซึ่งนับเป็นโรงเรียนพระราชทานแห่งแรก และปี 2508 สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโต ทูลเกล้าฯ ถวายปลานิล จึงทรงทดลองเลี้ยงในสวนจิตรลดา จนได้ผลดีจึง พระราชทานปลานิลแก่ประชาชน เพื่อเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่สำคัญ จนถึงวันนี้ปลานิลได้กลายเป็นปลายอดนิยมของคนไทยทีเดียว

ปี 2512 มีพระราชดำริพัฒนาให้ชาวเขาปลูกกาแฟแทนฝิ่น จากนั้นได้เสด็จฯ ไปทรงแนะนำและทรงให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2515 ได้พระราชทานความช่วยเหลือชาวเขาและชาวไร่ด้านเกษตรกรรม และจัดให้มีตลาดรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรในราคายุติธรรม อีกทั้ง ทรงจัดตั้งโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 1 ณ อำเภอฝาง ซึ่งนับเป็นโรงงานหลวงพระราชทานแห่งแรกจากนั้นสินค้าภายใต้ชื่อ “ดอยคำ” ก็แพร่หลายในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง

ปี 2516 ทรงเปิดโรงเรียนร่มเกล้าแห่งแรกที่บ้านหนองแคน ตำบลดงหลวง จังหวัดนครพนม อันเป็นการพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคงของประเทศ โดยขณะนั้นเป็นทางผ่านของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ และได้พระราชทานพระราชดำรัสอันเป็นที่มาของยุทธศาสตร์“เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และในปี 2518พระราชทานพระราชทรัพย์ให้จัดสร้างสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง อันเป็นสหกรณ์การเกษตรอันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งแรก ก่อนที่จะมีสหกรณ์การเกษตรเกิดขึ้นอีกมากมายในเวลาต่อมา

ปี 2519 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น“มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” เพื่อส่งเสริมงานศิลปาชีพให้เป็นอาชีพเสริมแก่ราษฎร รวมทั้งทรงก่อตั้งโรงฝึกศิลปาชีพสวนจิตรลดาและศูนย์ศิลปาชีพทั่วประเทศ โดยมีการดำเนินงานนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ช่วยให้ราษฎรมีรายได้ดี จนบางครอบครัวยึดเป็นอาชีพหลัก

ปี 2522 มีพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งแรกที่เขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อเป็นตัวอย่างความสำเร็จในด้านการเกษตรกรรมและการพัฒนาอาชีพให้แก่เกษตรกรและผู้ที่สนใจนำไปประยุกต์ใช้ ซึ่งต่อมาได้พระราชทานศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ในภาคต่างๆ รวมเป็น 6 แห่ง จนถึงปี 2556 มีผลการศึกษาวิจัยถึง 1,240 เรื่อง

ปี 2525 มีพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการป่ารักน้ำ เริ่มทดลองเป็นครั้งแรกที่บ้านน้ำติ้ว อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร เพื่อฟื้นฟูสภาพป่าที่เสื่อมโทรมให้เป็นบริเวณต้นน้ำลำธาร กักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ และอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้เดิมไว้ ขณะเดียวกันก็ปลูกป่าเสริมด้วย โดยราษฎรเป็นผู้ลงแรงปลูกและดูแลบำรุงเลี้ยง บนพื้นดินที่ทรงซื้อและทรงเช่าพระราชทาน รวมทั้งพระราชทานเงินเดือนแก่ราษฎรผู้ยากจนที่เข้าโครงการ ช่วยให้มีอาชีพและรายได้เลี้ยงครอบครัว เกิดความรักและหวงแหนทรัพยากรป่าไม้ โครงการนี้ได้ขยายไปอีกหลายพื้นที่ มีราษฎรเข้าร่วมโครงการและถวายที่ดินเป็นจำนวนมาก

ปี 2531 มีพระราชดำริให้พัฒนาบริเวณวัดมงคลชัยพัฒนา จังหวัดสระบุรี เพื่อศึกษาและจัดทำเป็นศูนย์สาธิตการทำเกษตรทฤษฎีใหม่อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เกษตรกรนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเอง ซึ่งนับเป็นจุดกำเนิดของเกษตรทฤษฎีใหม่แห่งแรก ประชาชนได้ใช้เป็นที่ศึกษาดูงานจนเกิดความเข้าใจและนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเองเป็นจำนวนมาก

ปี 2534 มีพระราชดำริให้ศึกษาและใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ จนถึงปัจจุบันมีการส่งเสริมและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกไปแล้ว 4,500 ล้านกล้า อนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่กว่า 10 ล้านไร่ทั่วประเทศ และมีการวิจัยเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝกกว่า 200 เรื่อง

ปี 2535 เสด็จฯ ไปสำรวจพื้นที่ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลำพะยัง จังหวัดกาฬสินธุ์ ส่งเสริมให้ราษฎรพัฒนาอาชีพการเกษตรทฤษฎีใหม่ และระหว่างปี 2546-2549 ได้พัฒนาให้มีความจุมากขึ้น และผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยไผ่มาเพิ่มเติมให้พื้นที่ลุ่มน้ำลำพะยัง และได้พระราชทานภาพร่างฝีพระหัตถ์ตัวยึกยือ เป็นแนวทางพัฒนาล่มน้ำก่ำ จังหวัดสกลนคร-นครพนม โดยการสร้างประตูระบายน้ำเป็นตอนๆ กักเก็บน้ำได้รวม 68.3 ลูกบาศก์เมตร ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรได้ 165,000 ไร่

นอกจากนี้ มีพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่แห่งแรก ที่บ้านทันสมัย ตำบลมหาชัย อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม เพื่อให้คน ป่า และสัตว์ป่า สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างอาศัยเกื้อกูลกัน พร้อมทั้งส่งเสริมอาชีพเสริมให้กับประชาชน เพื่อมีรายได้เพียงพอต่อการเลี้ยงครอบครัวและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งช่วยให้ประชาชนหยุดการบุกรุกทำลายป่าไม้ และช่วยดูแลรักษาให้มีสภาพสมบูรณ์ดังเดิม จนปัจจุบันได้ขยายการดำเนินงานไปในหลายพื้นที่ช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่บนแผ่นดินไทย

ปี 2536 มีพระราชดำริให้พัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช แก้ปัญหาน้ำเค็มรุกเข้าไปในลำน้ำ ฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรและนาร้าง 1.9 ล้านไร่ แบ่งเขตทำกินระหว่างการเลี้ยงกุ้งที่ใช้น้ำเค็มและการเกษตรที่ใช้น้ำจืด อันเป็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของคนในพื้นที่ นอกจากนี้ มีพระราชดำริให้สร้างเขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก ความจุ 224 ล้านลูกบาศก์เมตร แก้ปัญหาน้ำท่วม ชะล้างดินเปรี้ยว และช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร 185,000 ไร่

ปี 2537 มีพระราชดำริให้พัฒนาลุ่มน้ำห้วยบางทราย จังหวัดมุกดาหาร โดยสร้างอ่างเก็นน้ำ 7 แห่ง ความจุรวม 24.5 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่งน้ำได้ 8,900 ไร่ พัฒนาอาชีพแบบบูรณาการและฟื้นฟูป่าไม้ และจัดตั้งศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ช่วยเหลือการประกอบอาชีพของราษฎรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง อีกทั้งพระราชทานโครงการศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตร (หลัก 22) นครหลวงเวียงจันทร์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เพื่อให้บริการด้านความรู้ ปัจจัยการผลิต พัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตประชาชนลาว 9 หมู่บ้าน เป็นการขยายผลการพัฒนาสู่สากล และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ต่อมา สปป.ลาว ได้ขยายผลโครงการไปยังแขวงอื่นๆ ทั่วประเทศ

ปี 2542 มีพระราชดำริให้สร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี ความจุ 960 ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร 174,500 ไร่ รวมทั้งช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง และกรุงเทพฯ และโปรดเกล้าฯ ให้กองทัพภาคที่ 3 จัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดนแห่งแรกขึ้น ในพื้นที่บ้านมะโอโคะ อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก และบ้านปางคอง อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นหมู่บ้านจัดตั้งใหม่บนเขา เพื่อให้ชาวเขาที่อยู่ตามแนวชายแดนร่วมปกป้องรักษาประเทศ ด้วยการให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ทั้งที่อยู่อาศัยและการพัฒนาอาชีพ และต่อมาจัดตั้งเพิ่มเติมอีก 3 แห่ง ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ช่วยสร้างความผาสุกให้แก่ราษฎรชาวเขา อีกทั้งสร้างสำนึกรักป่า และที่สำคัญยิ่งคือช่วยปกป้องรักษาแผ่นดินไทยตามแนวชายแดนเป็นอย่างดี

ปี 2546 มีพระราชดำริให้สร้างเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จังหวัดพิษณุโลก ความจุ 939 ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร 75,000 ไร่ และบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก และภาคเหนือตอนล่าง นอกจากนี้ มีพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริภูพยัคฆ์ ณ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ขึ้นเป็นแห่งแรก โดยขณะนี้มีจำนวน 17 แห่ง กระจายอยู่ใน 6 จังหวัดทางภาคเหนือ ช่วยสร้างความผาสุกให้แก่ราษฎรในพื้นที่เป็นอย่างมาก ชาวไทยภูเขาได้มีอาชีพเกษตรตามหลักวิชาการแผนใหม่ ทดแทนการทำไร่เลื่อนลอย มีอาชีพ รายได้ และความเป็นอยู่ดีขึ้น ตลอดจนมีส่วนร่วมฟื้นฟู อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ปี 2554-2555 นอกจากโครงการที่มีพระราชดำริดังตัวอย่างข้างต้น ยังมีโครงการที่ทรงรับฎีการาษฎรไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอีกเป็นจำนวนมาก โดยในช่วงปี 2554-2555 มีจำนวน 79 โครงการกระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆ ทุกภูมิภาค

4,350 โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้ประมวลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านต่างๆ จนถึงเดือนกันยายน 2555 รวมแล้วมีจำนวนถึง 4,350 โครงการ และจะเพิ่มจำนวนขึ้นทุกปี กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคทุกจังหวัดของประเทศ ประเภทที่มีจำนวนมากที่สุดคือ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ 2,955 โครงการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นความหมายที่พระองค์มีพระราชดำริว่า “น้ำคือชีวิต” ซึ่งทรงให้ความสำคัญในเรื่องการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ ทั้งในมิติของน้ำท่วม น้ำแล้ง และน้ำเสีย

โครงการที่มีจำนวนมากรองลงมาตามลำดับ ได้แก่ โครงการพัฒนาด้านสวัสดิการสังคมและการศึกษา 395 โครงการ โครงการพัฒนาส่งเสริมด้านอาชีพ 325 โครงการ โครงการพัฒนาแบบบูรณาการและอื่นๆ 234 โครงการ โครงการพัฒนาด้านการเกษตร 165 โครงการ โครงการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม 145 โครงการ โครงการพัฒนาด้านคมนาคมและการสื่อสาร 76 โครงการ และโครงการพัฒนาด้านสาธารณสุข 55 โครงการ

หากพิจารณาถึงการกระจายตัวของโครงการไปในภูมิภาคต่างๆ แล้ว ปรากฏว่า มีโครงการในภาคเหนือมากที่สุดถึง 1,660 โครงการ รองลงมาตามลำดับได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1,088 โครงการ ภาคใต้ 822 โครงการ ภาคกลาง 766 โครงการ และไม่ระบุภาค 14 โครงการ

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเหล่านี้ สามารถเข้าไปแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เป็นต้นแบบและแหล่งเรียนรู้ที่เข้าถึงได้ง่าย สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง เป็นการเรียนรู้ที่มีรากฐานมาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทย แนวพระราชดำริอันเป็นสัจธรรมแห่งการพัฒนาเกิดจากพระวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ลุ่มลึก และรอบด้าน ทรงแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการ มีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า จวบจนวันนี้ได้ปรากฏผลสัมฤทธิ์ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมแล้วในทุกๆ ด้าน

ผู้ทรงงานเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนอย่างยั่งยืน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงงานเพื่อประชาชนที่พระองค์ทรงรักอย่างต่อเนื่อง ผลที่ได้รับจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากมายดังกล่าว รวมทั้งจากการที่พระองค์ทรงร่วมมีบทบาทในการแนะนำแนวทางเพื่อพัฒนาประเทศมาโดยตลอด ย่อมเป็นประจักษ์พยานว่า การทรงงานพัฒนาประเทศเพื่อต่อสู้กับความยากจนของพระองค์ได้ประสบชัยชนะแล้วอย่างงดงาม

จึงกล่าวได้ว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อแผ่นดินไทยและประชาชนชาวไทยอย่างใหญ่หลวง รวมทั้งยังแผ่ไพศาลไปยังนานาประเทศ การทรงงานพัฒนาของพระองค์ได้หยั่งรากการพัฒนาที่มั่นคงและยั่งยืนให้แก่ประเทศไทยอย่างครบถ้วนในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันทรงสอนให้เจ้าหน้าที่และประชาชนเกิดการเรียนรู้เพื่อการพึ่งตนเอง อันนำสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

พระราชกรณียกิจทั้งปวงที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงปฏิบัติด้วยพระปรีชาสามารถและพระวิริยะอุตสาหะที่หนังสือเล่มนี้ได้นำมาเสนอ เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนของแนวพระราชดำริและโครงการพัฒนาเท่านั้น ซึ่งได้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า “การทรงงานช่วยเหลือประชาชนของพระองค์ เป็นการวางรากฐานการพัฒนาสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง” ควรค่าที่พสกนิกรชาวไทยจะน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และน้อมนำมาแนวทางในการปฏิบัติงานและดำเนินชีวิตสู่ความสุขอย่างยั่งยืนต่อไป

ส่องภาพถ่ายชนะแคมเปญ HUAWEI NEXT-IMAGE Awards 2018

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/369790

ส่องภาพถ่ายชนะแคมเปญ HUAWEI NEXT-IMAGE Awards 2018

ส่องภาพถ่ายชนะแคมเปญ HUAWEI NEXT-IMAGE Awards 2018

วันศุกร์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เดินทางมาถึงปีที่ 2 ของการประกวดภาพถ่ายด้วยสมาร์ทโฟนระดับโลก “HUAWEI NEXT IMAGE Awards 2018” โดยความร่วมมือของ Huawei และ International Center of Photography (ICP) สถาบันการศึกษาด้านภาพถ่ายชั้นนำของโลก เฟ้นหานักสร้างสรรค์ภาพทั่วโลกเพื่อร่วมสร้างนิยามใหม่ให้กับการถ่ายทอดแรงบันดาลใจผ่านรูปภาพด้วยสมาร์ทโฟนหัวเว่ย

“HUAWEI NEXT IMAGE Awards 2018” มีผู้เข้าร่วมประกวดจากกว่า 130 ประเทศทั่วโลก ที่ส่งภาพถ่ายกว่า 4 แสนภาพ โดย 5,300 ภาพเป็นภาพถ่ายจากผู้เข้าประกวดชาวไทย ใช้เวลาคัดเลือกกว่า 80 วัน โดยปรมาจารย์การถ่ายภาพระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Alec Soth ช่างภาพชื่อดังจากสมาคมภาพถ่ายนานาชาติ Magnum Photos, Liu Heung Shing ช่างภาพข่าวเจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์ และคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญในแวดวงภาพถ่ายอีก 10 ท่าน ได้คัดเลือกภาพถ่ายจากทั้งหมด 4 แสนภาพให้เหลือเพียง 56 ภาพ และในที่สุดก็ได้ประกาศภาพถ่ายที่ได้รับรางวัลชนะเลิศสูงสุด พร้อมทั้งภาพชนะเลิศ และรองชนะเลิศในแต่ละประเภท และภาพจากประเทศไทยได้รางวัลรองชนะเลิศจำนวน 3 ภาพ

ผลงานที่ได้รับ รางวัลชนะเลิศสูงสุด (Grand Prize Winner) จากหัวข้อ Good Night ชื่อภาพ Caught in a Beam Light ผลงานของ Michat Wesotek ถ่ายด้วย HUAWEI Mate 10 Proและรางวัลชนะเลิศประเภทต่างๆ ประกอบด้วย Winner of Check-In ชื่อภาพ Born With Love ผลงานของ Wang Yanping ถ่ายด้วย HUAWEI P10, Winner of Hello, Life! ชื่อภาพ Sun Drying ผลงานของ Wen Zhicheng ถ่ายด้วย HUAWEI Mate 10, Winner of Storyboard ชื่อภาพ Mobile Paying ผลงานของ Li Caiping ถ่ายด้วย HUAWEI Mate 9, Winner of Faces ชื่อภาพ Ambos ผลงานของ Adriana A Navarro ถ่ายด้วยHUAWEI P20 และ Winner of Timeline ชื่อภาพThe World in My Eyes ผลงานของ Huang Zheng ถ่ายด้วย Honor V9

ชัชวาล จันทโชติบุตร Leica Ambassador ประเทศไทยและช่างภาพมืออาชีพ หนึ่งในคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้ร่วมตัดสินในแคมเปญระดับโลกในปีนี้ ได้ฝากเอาไว้ว่า “การประกวด HUAWEI NEXT-IMAGE Awards 2018 นี้ แบ่งเกณฑ์การให้คะแนนออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่การสื่อสารบวกกับอารมณ์และความสวยงามในการวางตำแหน่งของภาพ ซึ่งหากผู้ที่สนใจจะเข้าร่วมประกวดภาพถ่ายในแคมเปญ NEXT-IMAGE ครั้งต่อไป หลักการง่ายๆ คือต้องทำความเข้าใจภาพของตนเองพร้อมกับตีโจทย์ของหัวข้อให้แตก มิเช่นนั้นอาจจะทำให้ส่งภาพถ่ายผิดหัวข้อและพลาดโอกาสที่จะเป็นผู้ชนะไป”

หัวเว่ยเชื่อในพลังของภาพถ่ายที่ช่วยทำลายกำแพงด้านภาษาของผู้คนทั่วโลก ให้สามารถเข้าใจถึงความหมายและอารมณ์ที่ผู้ถ่ายภาพต้องการจะสื่อสารได้อย่างมหัศจรรย์ และด้วยสมาร์ทโฟนของหัวเว่ยที่มาพร้อมสุดยอดเทคโนโลยีกล้องถ่ายภาพบนสมาร์ทโฟน ร่วมกันเทคโนโลยี AI ทั้งใน HUAWEI P20 Series ที่ยังคงรักษาคะแนนสูงสุดเป็นอันดับ 1 จากมาตรฐาน DxOMark แม้ว่าจะผ่านมาแล้ว 6 เดือน ร่วมไปถึง HUAWEI nova 3 Series และรุ่นอื่นๆ อีกมากมายที่จะทำให้ทุกคนสนุกกับการถ่ายรูปด้วยอุปกรณ์เล็กๆ บนมือ อย่างสมาร์ทโฟนได้อย่างเต็มที่

ชมแกลเลอรี่ภาพถ่ายทั้งหมดจาก HUAWEI NEXT-IMAGE Awards 2018 ได้ที่ gallery.consumer.huawei.com

พุททิชู (Puttisu) เมคอัพสำหรับเด็ก เติมเต็มความคิดสร้างสรรค์ให้ลูกสาวตัวน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/369779

พุททิชู (Puttisu) เมคอัพสำหรับเด็ก เติมเต็มความคิดสร้างสรรค์ให้ลูกสาวตัวน้อย

พุททิชู (Puttisu) เมคอัพสำหรับเด็ก เติมเต็มความคิดสร้างสรรค์ให้ลูกสาวตัวน้อย

วันศุกร์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เพราะในวัยเด็กมักเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ และความต้องการที่จะทดลองสิ่งใหม่ โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป เพราะเป็นวัยที่กำลังช่างสังเกต และเริ่มจดจำพฤติกรรมของคนใกล้ตัวอย่างคุณแม่ ซึ่งลูกสาวตัวน้อยมักจะต้องอยากสวยตามคุณแม่เป็นเรื่องธรรมดา เด็กจึงจดจำการแต่งหน้าแต่งตัวของคุณแม่และนำมาทำตาม ล่าสุด บริษัท กู๊ด ฟอร์ คิดส์ จำกัด เปิดตัวผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสำหรับเด็กแบรนด์ พุททิชู (Puttisu) เอาใจเหล่าคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ที่ต้องการเติมเต็มความคิดสร้างสรรค์ให้กับลูกน้อยและคำนึงถึงความปลอดภัยมาเป็นอันดับหนึ่ง เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ร้านเลดี้ นารา เซ็นทรัล เอ็มบาสซี่

พรทิพย์ ตันสิริธเนศ กรรมการบริหาร บริษัท กู๊ด ฟอร์ คิดส์ จำกัด กล่าวว่า “เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่มักชอบทาเล็บอยากแต่งหน้าตามคุณแม่ อีกทั้งวัยของเขาก็เป็นช่วงที่กำลังอยากทดลองอะไรใหม่ๆ ซึ่งเครื่องสำอางของผู้ใหญ่ก็มีสารเคมีอาจก่อให้เกิดความระคายเคืองต่อผิวเด็กได้เราก็เลยเริ่มศึกษาหาข้อมูลอย่างจริงจัง กระทั่งไปเจอพุททิชู (Puttisu) ซึ่งเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศเกาหลี จุดเด่นคือการใช้ส่วนผสมที่เป็นสารสกัดจากธรรมชาติที่มั่นใจได้ว่าไม่ก่อให้เกิดการแพ้ ไม่ทำร้ายผิวบอบบางของเด็ก อีกทั้งยังช่วยเรื่องการบำรุงและปกป้องผิวของเด็กผลิตภัณฑ์พุททิชูมีโทนสีที่สดใส ให้เด็กๆ ได้สนุกสนานกับการแต่งแต้มสีสันได้อย่างสมวัย รวมถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่มีความโดดเด่น สะดุดตา จึงเลือกนำแบรนด์นี้เข้ามาในเมืองไทย เพราะคิดว่าน่าจะตอบโจทย์เด็กๆ และคุณพ่อคุณแม่ ที่ต้องการให้ลูกได้เสริมสร้างจินตนาการในช่วงวัยของพวกเขา”

ในงานมีเซเลบริตี้คู่แม่ลูกมาร่วมแต่งแต้มสีสันจากเครื่องสำอางกันอย่างสนุกสนาน พร้อมเผยเคล็ดลับเสริมสร้างพัฒนาการอย่างสมวัย และมุมน่ารักๆ ของลูกน้อยในเรื่องความรักสวยรักงาม เริ่มจากคุณแม่คนเก่ง แพร์-ปาลาวี บุนนาคควงคู่มากับ น้องเวฬา-ทอแสง อิสสระ เผยว่า “เวฬาเขาเป็นเด็กที่มีพัฒนาการเร็วช่างสงสัย พูดเก่งมาตั้งแต่เด็ก อาจเพราะเราคอยปลูกฝังสิ่งที่ดีมาให้โดยตลอดอย่างช่วง 3-4 ขวบ ที่เขาเริ่มรักสวยรักงามพอเห็นเราแต่งหน้าก็จะเดินมาเลย อยากลองทำบ้าง แต่ก็จะบอกเขาว่าแต่งไม่ได้มันมีสารเคมี ซึ่งเขาก็จำคำนี้มาตลอด ก็แค่จะนั่งทำท่าตามข้างๆ พอรู้ว่าผลิตภัณฑ์ที่เขาสามารถใช้ได้ก็ดีใจใหญ่เลย ส่วนพัฒนาการด้านอื่นๆ พอโตขึ้นมาหน่อยเราจะให้เขาทำกิจกรรมค่อนข้างเยอะ เพื่อให้เขารู้ว่าตัวเองว่าชอบอะไรที่สุด อย่างตอนนี้ก็จะชอบเล่นเปียโน ชอบร้องเพลง แล้วก็ชอบวาดรูป”

ถัดมาที่คุณแม่ยังสวย อุ๊-เจนนิส ยังพิชิต จูงมือ น้องจาณีน โสภณพนิชยังพิชิต มาเลือกไอเท็มเด็ด เผยว่า “จาณีนเขารักสวยรักงามมาตั้งแต่เด็กเลย ตั้งแต่ 2 ขวบ ก็ชอบแอบเอาลิปเราไปเล่นจนพังไปหลายแท่ง แต่พอโตมาเขาก็เริ่มรู้เรื่องว่ามันเล่นไม่ได้ ก็จะเปลี่ยนมาขอเป็นลูกมือเราแทน เวลาแต่งหน้าเขาก็จะคอยยื่นแป้ง มาสคาร่า บลัชออน ให้ แต่ตอนนี้น้องใกล้ 5 ขวบแล้ว เราก็ให้เขามีเครื่องสำอางเป็นของตัวเอง แต่ก็จะเลือกแบบที่เหมาะสำหรับเด็กคือต้องไม่มีสารเคมี สีสันสมกับวัยของเขา ซึ่งเขาจะชอบทาเล็บทาลิปมันมาก มันก็เป็นเหมือนกิจกรรมหนึ่งในช่วงวัยเขาที่จะได้ทดลองอะไรใหม่ๆ เราก็จะสนับสนุนในสิ่งที่เขาอยากจะเรียนรู้เสมอ”

ด้านคุณแม่ยังสาว หนูใหม่-ตะวันนาธารา มาพร้อมลูกสาวคนโต น้องมิลลี่-มิลรณี เกริกฤทธิ์วณิช เล่าว่า “ตอนนี้มิลลี่อยู่ในช่วงวัยที่ชอบเลียนแบบ ก็ต้องคอยระวังและสอนเขาว่าอะไรได้ อะไรไม่ได้อย่างเรื่องการแต่งตัว แต่งหน้าก็เช่นกันพอเขาเห็นว่าคุณแม่แต่งหน้าแต่งตัวสวยๆ ก็อยากทำบ้าง เมื่อก่อนก็ยอมให้แค่ทาเล็บเท้า เพราะกลัวจะเป็นอันตรายถ้าทามือแล้วเขาเผลอเอาเข้าปาก แต่พอได้รู้จักพุททิชูก็สบายใจขึ้น เพราะเชื่อว่าปลอดภัยต่อลูก ก็เลยซื้อยาทาเล็บให้เป็นของเขาเองเลย เวลาที่เขานั่งเล่นนั่งทาเองมันก็เหมือนเป็นการฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กของเขาไปในตัว ส่วนเคล็ดลับการเลี้ยงลูกสิ่งสำคัญอันดับหนึ่งของบ้านเราเลยก็คือการใช้เวลาอยู่ด้วยกัน เล่นกับลูก ทำอาหารกินกัน เพราะเชื่อว่าถ้าเราให้ความรักเขามากพอเขาจะเติบโตมาเป็นคนมีจิตใจที่ดี”

ผลิตภัณฑ์ของพุททิชู (Puttisu) เครื่องสำอางที่ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์เด็กๆ ให้ได้สนุกกับการแต่งแต้มสีสันได้อย่างสมวัย มีทั้ง ยาทาเล็บ ครีมกันแดด ซัน คุชชั่น เอสพีเอฟ 43 พีเอ++ (Sun Cushion SPF 43 PA++), บลัชเชอร์(Blusher) แต่งแต้มความสดใสให้พวงแก้ม,ลิปเครยอน (Lip Crayon) และ แผ่นมาส์กหน้า(Face Mask) ชมและเลือกซื้อได้แล้ววันนี้ทางเว็บไซต์ https://puttisuthailand.bentoweb.com/th, เฟซบุ๊ค แฟนเพจ: Puttisu เครื่องสำอางเด็ก, อินสตาแกรมputtisu_thailand และไลน์ @puttisu_thailand

งานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ระดับนานาชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/369784

งานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ระดับนานาชาติ

งานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ระดับนานาชาติ

วันศุกร์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ประกาศศักยภาพความเป็นผู้นำด้านไลฟ์สไตล์ของเอเชีย จัดงาน STYLE Bangkok(สไตล์แบงค็อก) งานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ระดับนานาชาติ นำเสนอสินค้า ไลฟ์สไตล์ครอบคลุมในทุกมิติ มีพื้นที่จัดแสดงใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย (สำหรับงานที่มีรูปแบบเดียวกัน) ตอบสนองไลฟ์สไตล์ใหม่ของผู้บริโภค เป็นงานเดียวที่รวม 3 งานแสดงสินค้าใหญ่ระดับนานาชาติเข้าไว้ด้วยกัน ประกอบไปด้วย งานแสดงสินค้าแฟชั่นและงานแสดงสินค้าเครื่องหนัง (BIFF&BIL), งานแสดงสินค้าของขวัญและงานแสดงสินค้าของใช้ในบ้าน (BIG+BIH) และ งานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์ (TIFF) ตลอดจนความร่วมมือของหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน และสมาคมต่างๆ กว่า 24 สมาคม ระหว่างวันที่ 17- 21 ตุลาคม 2561 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

นางวรรณภรณ์ เกตุทัต รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ยังคงตอกย้ำแนวคิด “CrenovativeOrigin : ภูมิปัญญา สรรค์สร้าง อย่างมีสไตล์” นำเสนองานออกแบบสร้างสรรค์ (Creative) นวัตกรรมสุดล้ำ (Innovative) และ สินค้าไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างไม่เหมือนใคร (Original) จากความสำเร็จของการจัดงานที่ผ่านมา STYLE Bangkok ได้ประกาศศักยภาพการเป็นผู้นำเรื่องไลฟ์สไตล์ของภูมิภาค เราเป็นงานใหญ่งานเดียวที่รวบรวมสินค้าไลฟ์สไตล์ไว้มากที่สุด ตั้งแต่ สินค้าแฟชั่น เครื่องหนังของขวัญ ของแต่งบ้าน และ เฟอร์นิเจอร์ ทำให้งานมีรูปแบบที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ผู้เข้าชมสามารถเห็นความเชื่อมโยงของความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนแนวโน้มจากสินค้าหลากหลายหมวดหมู่ได้ เพราะโลกยุคใหม่ที่เชื่อมโยงถึงกันหมด เทรนด์จากสินค้าหมวดหมู่หนึ่งนั้นส่งอิทธิพลกับงานสร้างสรรค์สาขาอื่นๆ ได้ จึงอยากเชิญชวนให้มาชมงานกันมากๆ เรียกว่ามางานเดียวได้เห็นครบทุกไอเดีย

ความเปลี่ยนแปลงของ “งานสไตล์แบงค็อก เดือนตุลาคม 2561” ที่จะเกิดขึ้นคือ ความพิถีพิถันในการคัดสรรผู้แสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศที่มีคุณภาพสูงที่จะมาแสดงในงาน เพื่อดึงดูดผู้นำเข้าจากทั่วโลก นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างเทศ ยังพุ่งเป้าไปยังธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าไลฟ์สไตล์ เช่น ธุรกิจโรงแรมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนบริษัทสถาปนิกและอินทีเรียร์เพื่อขยายฐานของผู้ซื้อและชมงานให้มากยิ่งขึ้น

ด้าน จิรชัย ตั้งกิจงามวงศ์ ตัวแทนผู้แสดงสินค้าจาก Deesawat กล่าวว่า เราเป็นประเทศที่ต้อนรับชาวต่างชาติได้ดีผู้ประกอบการที่มาออกงานเป็นผู้ผลิตทั้งหมด คนที่มาดูงานหรือเจรจาธุรกิจสามารถต่อรองพูดคุยกับเจ้าของได้โดยตรง สามารถสั่งทำหรือเลือกดีไซน์บางอย่างได้เอง ข้อดีนอกจากจะสามารถขายของที่ออกแบบเองได้แล้ว ยังสามารถผลิตตามความต้องการของผู้ซื้อได้อีกด้วย เพราะที่ผ่านมาแบรนด์ของไทยเป็นลักษณะ OEM หรือการรับจ้างผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ต่างประเทศมากมาย แต่ในด้านสินค้าไลฟ์สไตล์บริษัทผู้ผลิตจะนำเสนอผ่านการสร้างแบรนด์ของตัวเอง จุดเด่นของแบรนด์ไทยคือมีความประณีตบรรจง เห็นได้จากการที่เราได้ความไว้วางใจจากการทำส่งให้กับแบรนด์ชื่อดังทั่วโลก

ฟรองซัวร์ รุซโซ ผู้ออกแบบนิทรรศการพิเศษ The Residenceกล่าวว่า สำหรับนิทรรศการนี้จะมอบประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์ให้ผู้ร่วมงาน เมื่อก้าวเข้าไปในห้องจัดแสดงจะได้พบกับโลกของดีไซน์ เราจะนำเอาผลงานที่มีชื่อเสียงของศิลปินชาวไทย มาวางเคียงคู่กับผลงานศิลปะของศิลปินชื่อดังฝั่งตะวันตกที่ได้รับการยอมรับอยู่แล้ว เพื่อผู้ชมงานจะได้เห็นว่าฝีมือของชาวไทยว่ามีความงดงามเทียบเท่ากับศิลปินตะวันตก สามารถวางผสมผสานร่วมกันได้ นอกจากนี้ เรายังจัดแสดงผลงานของศิลปินรุ่นใหม่ ที่ได้รับการยอมรับและมีมูลค่าสูงเทียบเท่ากับศิลปินไทยชื่อดัง เป็นการแสดงให้เห็นว่าเราสามารถภาคภูมิใจในผลงานฝีมือชาวไทยได้ จากการที่มีโอกาสได้เดินทางร่วมกันกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้พบกับผู้ซื้อและนักธุรกิจมากมาย ที่ก่อนหน้านี้มักจะเลือกซื้อสินค้าจากนักออกแบบที่มีชื่อเสียงระดับโลก แต่เมื่อเขาได้เห็นผลิตภัณฑ์ของคนไทย ไม่ว่าจะเป็น เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน เสื้อผ้า แล้วก็ได้ให้ความเห็นว่า “ตลาดต่อไปถ้าจะหาผลิตภัณฑ์ที่มีความงดงาม ละเอียดละออ ก็สามารถหาได้จากตลาดของประเทศไทย”

ยิ่งกว่านั้นภายในงานยังมีนิทรรศการพิเศษที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ นิทรรศการ T-Style สินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์จากนักออกแบบไทย, นิทรรศการ Innovation and Design Zoneจัดแสดงผลงานออกแบบสุดล้ำและนวัตกรรมล่าสุด, นิทรรศการ Creative Asian รวมผลงานสร้างสรรค์ของนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์หน้าใหม่ทั่วเอเชีย, นิทรรศการส่งเสริมธุรกิจบริการสร้างสรรค์ (Creative Services) นำเสนอศักยภาพของสินค้าเชิงสุขภาพ (Wellness & Medical) การผลิตดิจิตอลคอนเทนท์ (Character Licensing) และธุรกิจสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ของประเทศไทย(Printing & Packaging) นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มนิทรรศการThe Niche Markets ที่รวบรวมสินค้าสำหรับตลาดเฉพาะกลุ่ม อาทิ สินค้าสำหรับแม่และเด็ก (Mom & Kids) สินค้าสัตว์เลี้ยง (Pets), 60+ (สินค้าสำหรับตลาดผู้สูงอายุ) และสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ที่ได้รับการคัดสรรแล้วมีการออกแบบที่ดีเยี่ยม

STYLE Bangkok จัดขึ้นวันที่ 17-21 ตุลาคม 2561 วันเจรจาธุรกิจ 17-19 ตุลาคม เวลา 10.00-18.00 น. วันสำหรับประชาชนทั่วไป 20-21 ตุลาคม 2561 เวลา 10.00-21.00 น.ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา www.stylebangkokfair.com, www.ditp.go.th

ข้อควรรู้กินเจให้เหมาะกับร่างกายคุณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/369776

ข้อควรรู้กินเจให้เหมาะกับร่างกายคุณ

ข้อควรรู้กินเจให้เหมาะกับร่างกายคุณ

วันศุกร์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เทศกาลกินเจครั้งใหญ่แห่งปีได้เริ่มขึ้นแล้ว ฟู้ดแพนด้า ไทยแลนด์ เว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นสั่งอาหารออนไลน์ชั้นนำจากประเทศเยอรมนี มีข้อควรรู้เกี่ยวกับการทานอาหารในช่วงเทศกาลนี้ที่คุณควรระวังและเลือกรับประทานให้เหมาะกับร่างกายของคุณมานำเสนอ

ข้อควรรู้ 1: เทศกาลการกินเจคืออะไร? หนึ่งในงานเฉลิมฉลองที่สำคัญที่สุดในประเทศไทย คือเทศกาลกินเจที่มีขึ้นในทุกๆ ปี และมักจะจัดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน โดยเทศกาลกินเจนั้นมีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน จากในช่วงแรกของเทศกาลกินเจที่เฉลิมฉลองเฉพาะในชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนเท่านั้น ปัจจุบันได้มีการขยายไปสู่คนไทยที่ไม่มีเชื้อสายจีนโดยมีจุดเด่นคือการไม่กินเนื้อ 9 วัน ในปีนี้เทศกาลกินเจประจำปี 2018 อยู่ระหว่างวันที่ 8 ถึง 17 ตุลาคม

ข้อควรรู้ 2: อาหารที่ควร/ไม่ควรทานในเทศกาลกินเจ แม้ว่าเทศกาลนี้จะเรียกว่าเทศกาลกินเจ แต่อาหารที่คุณสามารถทานได้ในช่วงเวลานี้คือผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนผสมของนมวัว หรือนมของสัตว์ประเภทอื่น ไปจนถึงชีส หรือแม้กระทั่งน้ำปลาหรือซอสหอยนางรม ซึ่งนอกเหนือจากผลิตภัณฑ์จากสัตว์แล้ว ผู้ปฏิบัติในช่วงเทศกาลกินเจที่เคร่งครัดต้องหลีกเลี่ยงผักที่มีกลิ่นแรง เช่น กระเทียม ผักชี หอมแดง หรือกุ่ยช่าย รวมถึงอาหารรสจัด นอกจากนี้คุณยังต้องหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่อีกด้วย

ข้อควรรู้ 3: ความเชื่อทางศาสนาเกี่ยวกับการกินเจ ตามความเชื่อแล้ว (แต่ก็มีข้อถกเถียงอยู่มากว่าถูกต้องหรือไม่) หลักๆ เทศกาลกินเจมีจุดมุ่งหมาย 2 ประการ ประการแรกคือการสร้างสมดุลและล้างพิษออกจากร่างกาย ประการที่สองคือเพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์ซึ่งเชื่อกันว่าจะเป็นการช่วยสนับสุนการไม่ฆ่าสัตว์และลดปริมาณการฆ่าสัตว์ในช่วงของเทศกาล

ข้อควรรู้ #4: การกินเจและการลดน้ำหนัก มีความเข้าใจผิดที่ว่า การไม่บริโภคเนื้อสัตว์จะสามารถช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้ แต่ในจริงๆ แล้วอาหารเจที่ขายอยู่ทั่วไปนั้น ประกอบไปด้วยแป้งและไขมันจำนวนมาก นอกจากนี้ อาหารเจส่วนใหญ่ยังมีซีอิ๊วและน้ำตาล ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาวอีกด้วย อย่างไรก็ดี หากคุณต้องการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตามมาตรฐานการกินเจคุณสามารถเลือกโปรตีนทดแทนเนื้อสัตว์ เช่น โปรตีนที่ทำมาจากเต้าหู้และถั่วคุณอาจรับประทานขนมปังธัญพืชหรือ ข้าวไรซ์เบอร์รี่แทนข้าวขาวทั่วไปก็ได้

สุดท้ายนี้ ถ้าอาหารเจไม่เหมาะกับร่างกายคุณ อย่าฝืน เลือกรักษาสุขภาพในรูปแบบอื่นที่เหมาะกับคุณการกินอาหารเจในปริมาณมากอาจสร้างโทษมากกว่าประโยชน์ให้แก่ร่างกาย ทางที่ดีควรเลือกทานอาหารที่เหมาะกับร่างกาย และไม่ควรฝืนร่างกายให้รับประทานอาหารที่ไม่เหมาะกับคุณ ในแอพพลิเคชั่นและเว็บไซต์ของฟู้ดแพนด้ามีตัวเลือกอาหารเพื่อสุขภาพมากมายขึ้นอยู่กับความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นอาหารเจ มังสวิรัติหรืออาหารเพื่อสุขภาพทั่วไป นี่เป็นตัวอย่างร้านอาหารที่น่าสนใจในช่วงเทศกาลกินเจปีนี้ อาหารเจ Broccoli Revolution, Veganerie Concept อาหารมังสวิรัติ Brekkie, Tonic, Summer Bowl อาหารเพื่อสุขภาพทั่วไป On the Table, Dressed, Healthbox

ฟู้ดแพนด้า ไทยแลนด์ พร้อมจัดส่งอาหารเจ อาหารมังสวิรัติ อาหารเพื่อสุขภาพ และเมนูเด็ดจากร้านอาหารที่ดีที่สุดในกรงเทพฯ เชียงใหม่ พัทยา รวมไปถึงภูเก็ต สามารถสั่งอาหารผ่านหน้าเว็บไซต์ https://www.foodpanda.co.th/ หรือผ่านแอพพลิเคชั่นมือถือที่สามารถโหลดได้ใน Apple App Store และ Google Play Store หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ facebook.com/foodpandaThailand

Asia Books แหล่งเรียนรู้คู่ใจ รูปโฉมใหม่สำหรับทุกคนในครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/369785

Asia Books แหล่งเรียนรู้คู่ใจ รูปโฉมใหม่สำหรับทุกคนในครอบครัว

Asia Books แหล่งเรียนรู้คู่ใจ รูปโฉมใหม่สำหรับทุกคนในครอบครัว

วันศุกร์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

Asia Books Central World ก้าวข้ามมิติเดิม เปิดสโตร์รูปแบบใหม่เอาใจผู้หลงรักในการอ่านหนังสือ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ทุกเพศทุกวัยในยุค 4.0 ผ่านบรรยากาศร้านหนังสือที่แตกต่างไปจากเดิมไม่ว่าจะเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเด็กๆ “Kid’s Corner” ในรูปโฉมที่มีสีสันสดใสและขนาดใหญ่กว่าเดิม เพื่อตอบโจทย์การเรียนรู้ของเด็กๆ ได้เพิ่มการอำนวยความสะดวกในการค้นหาหนังสือสินค้าต่างๆ จากเทคโนโลยีและพนักงานภายในร้าน

ยิ่งไปกว่านั้น Asia Books Central World จะเป็นศูนย์รวมแหล่งเรียนรู้สำหรับทุกคนในครอบครัวที่ได้ใช้เวลาร่วมกันในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว ได้เข้ามาอ่านหนังสือฝึกทักษะได้มากยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ยังได้เพิ่มเติมสินค้าอุปกรณ์เครื่องเขียนที่เอาใจวัยรุ่นมากขึ้น โดยมีการนำเข้าแบรนด์ Art Box ร้านเครื่องเขียนชื่อดังจากประเทศเกาหลีเข้ามาจำหน่ายให้ได้เลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดอย่างเกินความคาดหมายชนิดที่ว่าไม่ต้องคิดจะบินไปเกาหลีกันเลยทีเดียว

ตลอดระยะเวลากว่า 49 ปี Asia Books ก้าวหน้าและเติบโตเป็นธุรกิจร้านหนังสือที่อยู่คู่ประเทศไทยมาโดยตลอดมีสินค้าให้เลือกหลากหลายหมวดหมู่หลายประเภท อาทิ หนังสือภาษาอังกฤษ หนังสือภาษาไทย นิตยสารต่างประเทศ ของขวัญ ของที่ระลึก และอุปกรณ์เครื่องเขียน มีการขยายการลงทุนเพื่อต่อยอดทางธุรกิจผ่านการเปิดสาขาใหม่ภายใต้แบรนด์ Asia Books มากกว่า 70 สาขาทั่วประเทศ เปิดให้บริการทั้งคนไทย ชาวต่างชาติ และพัฒนาช่องทางจำหน่ายสินค้าออนไลน์ผ่าน http://www.asiabooks.comที่มีสินค้าให้เลือกซื้อกว่า 1,000,000 รายการอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนตัวของ Asia Books ในครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการเปลี่ยนแนวคิดจากร้านหนังสือในรูปแบบเดิมที่เป็นผู้นำเฉพาะการขายเพียงหนังสือภาษาอังกฤษมากที่สุดในประเทศ มาสู่การขายสินค้าและบริการที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น เพื่อมอบประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ๆ และตอกย้ำความเชื่อมั่นให้กับคนรุ่นใหม่ว่าเราจะเป็นร้านหนังสือชั้นนำ ที่พร้อมจะก้าวทันความต้องการของผู้อ่านด้วยความสร้างสรรค์มอบความหลากหลายในการบริการ รวมทั้งธำรงเอกลักษณ์และมนต์เสน่ห์ของการอ่านหนังสือ การสัมผัสบรรยากาศของร้านหนังสือที่อยู่กับมนุษย์มาอย่างยาวนาน ไม่ให้สูญหายไปท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์การพัฒนาและการเติบโตของเทคโนโลยีรอบด้านที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

เตรียมพบกับ Asia Books Central World เปิดสโตร์รูปแบบใหม่เอาใจผู้หลงรักในการอ่านหนังสือ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ได้ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไป

คุณแหน : 12 ตุลาคม 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/369789

คุณแหน : 12 ตุลาคม 2561

วันศุกร์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ll “คิดถึง..สมเด็จย่า” นิทรรศการบอกเล่าพระจริยวัตรของ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ..สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯทรงเปิด วันที่ 17 ต.ค.เวลา 17.30 น. ณ ไลฟ์สไตล์ ฮอลล์ สยามพารากอน…

ll ลูกศิษย์ลูกหาจิตรลดา CD หลายรุ่น ร่วมถวายปัจจัยทำบุญครบรอบวันคล้ายวันเกิดของ2 ปูชนียครู..ท่านผู้หญิง ดร.ทัศนีย์บุณยคุปต์ และท่านผู้หญิงอังกาบ บุณยัษฐิติ ณ วัดไผ่ดำ สิงห์บุรี..สาธุด้วยปัจจัยนี้จะเป็น “กองทุนการศึกษา” แด่พระสงฆ์ ในระดับปริญญาแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์…

ll วิ่งตาม “พี่ตูน บอดี้สแลม” คงไม่ทัน ..แต่จะทำบุญด้วยคงไม่ยาก..อาทิวราห์ คงมาลัย ชวนผู้มีจิตศรัทธาวิ่ง “เปลี่ยนเหงื่อเป็นเสื้อเกราะ” ..กันกระสุนให้ทหารหาญที่เสี่ยงภัยปกป้องประเทศ.. “น้องก้อย” วิ่งเคียงคู่ด้วย..ช่วยประกาศ…

ll ศิลปินแห่งชาติ นักเขียนดัง..ชมัยภร บางคมบาง ช่วยงานสาราณียกรของหนังสือ “น้องใหม่จุฬา” รุ่นเข้า 2511 ..ปลื้มกับข่าวดี..รับพระราชทานดุษฎีบัณฑิต สาขาภาษาไทยของ ม.สงขลานครินทร์..ทีมงานเลี้ยงฉลองให้ปลื้มขึ้นไปอีก…

ll คนไทยที่อยู่อเมริกา ได้ชื่นชมผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร หัวหน้าทีมช่วยเด็กติดถ้ำ..ให้สัมภาษณ์ได้คมคาย..ที่น่าสงสารเห็นจะเป็น Elon Musk นักธุรกิจ-นักคิดสมองเลิศ หลังอาสามาช่วยพร้อม “อุปกรณ์”ออกแบบพิเศษ..แต่ไม่ทันได้ใช้..แถมกระทบกระทั่งกับนักดำน้ำ Hero ชาวอังกฤษ..กลับไปอเมริกา หุ้นตก โดนปรับหลายร้อยล้าน..และต้องออกจาก CEO…

llยังเป็น “พี่” ที่มีน้ำใจกับชมรมศิษย์เก่า IIT Chicago สถาบันศึกษาชั้นนำของ Illinois ..ธงชัย ล่ำซำ เปิดห้องจัดเลี้ยงหรู “ล็อกซเล่ย์” ..ให้พี่ๆ น้องๆ ได้มาเจอกันตามประเพณี 11 เดือน 11…

ll ถนอมวงศ์ มังคลรังษี อดีตนักปิงปองระดับทีมชาติของ มธ. ..เปลี่ยนมาเล่นกอล์ฟตอนเป็นสาวใหญ่..ฝีมือก็ยังจัดจ้าน..ไล่กินนักกอล์ฟชายทุกสนาม..ระหว่างนี้กำลังรวมนักกอล์ฟทุกโครงการของคณะพาณิชย์ฯ ธรรมศาสตร์เป็นทีม TBS ..เตรียมสู้กับ จุฬาฯ นิด้า เกษตรศาสตร์…

ll พุทธศาสนา สอนว่าการบริโภคเนื้อสัตว์ไม่บาป ..ส่วนคนกิน“เจ” ช่วงนี้ ถ้าจะเป็นการพักท้องไส้จากเนื้อบ้าง..การแพทย์คงยอมรับได้..ที่ต้องการคือกินเจปลอม กินอาหารมันมากๆ ..พญ.ลลิตา ธีระสิริ หมอนักเขียนเล่าว่าหลังเทศกาล..คนไข้แยะ…

ll เป็นหมอบริหารโรงพยาบาลดังๆ ตั้งแต่ ศิริราช, บำรุงราษฎร์ ..ตอนนี้มาดูแลโรงแรมหรูกิจการของครอบครัว..นพ.อภิชาติ ศิวะยาทรไม่ยอมปล่อยเนื้อปล่อยตัว…เข้าค่ายกายภาพบำบัดของโรงพยาบาลดังย่านสุขุมวิท ดูอุปกรณ์แล้ว..เหมือนฟิตนักบินอวกาศ..จบคอร์สเข้ม..น่าจะเป็นนักกายกรรมโอลิมปิก…ll

ภิญญ์สิรี

เซเลบฯ อัพเดทเครื่องสำอางลดริ้วรอย ครั้งแรกของโลกกับ ‘โพลา ริงเคิล ช็อท’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/369787

เซเลบฯ อัพเดทเครื่องสำอางลดริ้วรอย ครั้งแรกของโลกกับ ‘โพลา ริงเคิล ช็อท’

เซเลบฯ อัพเดทเครื่องสำอางลดริ้วรอย ครั้งแรกของโลกกับ ‘โพลา ริงเคิล ช็อท’

วันศุกร์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

POLA (โพลา) แบรนด์เครื่องสำอางสุดหรูและทรงประสิทธิภาพจากประเทศญี่ปุ่น นำโดย ฮิเดกิ โคบายาชิผู้จัดการทั่วไป บริษัท โพลาคอสเมติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ ดวงพร เผื่อนพงศ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โพลาคอสเมติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดงานเปิดตัวสินค้าใหม่นำสู่ความงามแห่งอนาคตที่เหนือระดับ “The New Era of Wrinkle Free Skin” เปิดตัวนวัตกรรมความงามใหม่ล่าสุดเพื่อผิวอ่อนเยาว์ POLA Wrinkle Shot นับเป็นครั้งแรกของโลกที่เครื่องสำอางสามารถทำให้ริ้วรอยลึกๆ ตื้นขึ้นได้ โดยงานจัดขึ้น ณ ห้องโซระ ชั้น 3 โรงแรมดิโอกุระ เพรสทีจ

ภายในงานได้รับเกียรติจาก ฌาร์ม โอสถานนท์ (มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส ปี 2549) มาเผยเคล็ดลับความอ่อนเยาว์ตามแบบฉบับของตัวเอง พร้อมบรรดาเซเลบริตี้สาวสวยร่วมอัพเดทผลิตภัณฑ์ อาทิ แป้ง-อัชฌา เจริญรัศมีเกียรติ, โบว์-ชมพูนุท โรจน์ศิริรัตน์, พอลลี่-พรพรรณ สิทธินววิธ, หนูใหม่-ตะวันนา ธารา, พลอย-พลอยพรรณ ทวีรัตน์, มิ้งค์-ณัฏฐิ์ประภา ชุณหะวัณ, ดาว-พิมพ์ทอง วชิราคม, ไอซ์-อามีนา กูล, มายด์-ณภศศิ สุวรรณ,หวานหวาน-อรุณณภา พาณิชจรูญ และ มะนาว-ศรศิลป์ มณีวรรณ์ โดยมี โน้ต-ณัฐกานต์ ประสพสายพรกุล รับหน้าที่พิธีกร

ฮิเดกิ โคบายาชิ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โพลา คอสเมติคส์ (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า “แบรนด์ POLA ได้ทุ่มเทใช้เวลานานถึง 15 ปี ในการคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์นี้ขึ้น โดยทำการวิจัยส่วนผสมกว่า 5,400 ชนิด อย่างละเอียดทีละชนิด เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดเลือนริ้วรอยบนใบหน้าได้ดีที่สุดและมีความภูมิใจเป็นอย่างมากเพราะวันนี้ POLA Wrinkle Shot Serum ผลิตภัณฑ์แรกของประเทศญี่ปุ่นที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานของรัฐบาลญี่ปุ่นว่าเป็นผลิตภัณฑ์เวชสำอางที่สามารถลดเลือนริ้วรอยได้”

ดวงพร เผื่อนพงศ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โพลา คอสเมติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “คนญี่ปุ่นจริงจังมากเรื่อง Innovation ในเรื่องการดูแลผิวพรรณ ซึ่งใช้เวลาค้นคว้าวิจัยและพัฒนาหลายปีเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด POLA Wrinkle Shot Serum อุดมไปด้วย NEI-L1, ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของ POLA โดยมีส่วนผสมสำคัญของกลไกการลดเลือนริ้วรอย ที่จะซึมลึกลงสู่ผิวชั้นหนังแท้เพื่อแก้ปัญหาได้อย่างลึกที่สุด ดีที่สุดอีกด้วย”

ทั้งนี้ NEI-L1 เป็นส่วนผสมที่มีอนุพันธ์ของกรดอะมิโนถึง 4 ชนิด ซึ่งสามารถยับยั้งเอนไซม์ “Neutrophil Elastase” อันเป็นสาเหตุของการเกิด
ริ้วรอย NEI-L1 จะเข้าไปควบคุมสมดุลของการสร้างใหม่และยับยั้งการเสื่อมสภาพของผิวชั้นในเพื่อริ้วรอยที่ลดเลือนลงดังนั้น POLA Wrinkle Shot Serumถูกรังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษเพื่อให้ NEI-L1 บำรุงลึกถึงผิวชั้นใน ซึ่งจะแตกต่างไปจากการคิดค้นสูตรแบบทั่วไปที่เน้นทำให้ริ้วรอย ดูเรียบเนียนจากภายนอกด้วยความชุ่มชื้น เพียงแค่ใช้ POLA Wrinkle Shot Serum เป็นประจำทุกวันทั้งเช้าและก่อนนอน โดยจากการทดลองพบว่าเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นเมื่อใช้เป็นประจำติดต่อกันเป็นเวลา 12 สัปดาห์”

ด้าน ฌาร์ม โอสถานนท์ มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส ปี 2549 เผยเคล็ดลับการดูแลผิวของตัวเอง “ฌาร์มคิดว่าผู้หญิงไม่ว่าจะวัยไหน ก็ต้องกังวลเรื่องริ้วรอยเป็นอันดับแรกแทบทุกคน ดังนั้นการดูแลตัวเอง การใช้ สกินแคร์ดีๆ ช่วยได้แน่นอน และต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ต้องรอเวลาว่าอายุเข้าเลข 3 หรือเลข 4 ถึงจะต้องระวังเรื่องริ้วรอย การใช้ชีวิตประจำวัน แสงแดด ความเครียด เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดริ้วรอยได้ ดังนั้น ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ต้องใส่ใจเรื่องการดูแลผิวเป็นประจำทุกวัน

ปกติแล้วการดูแลผิวหน้าก็จะไม่แตกต่างจากคนอื่น คือ ใช้สกินแคร์ดูแลผิวเช้าและก่อนนอน อารมณ์ดี และทานอาหารที่มีประโยชน์ ส่วนเคล็ดลับการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับผิวหน้า ฌาร์มจะศึกษาโดยละเอียดว่ามีส่วนผสมของอะไรบ้างมีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมอะไรที่จะช่วยดูแลผิว และเลือกเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มั่นใจเท่านั้น ยิ่งสมัยนี้นวัตกรรมที่ก้าวหน้าของ Skincare ก้าวไปไกลมากและช่วยเรื่องการลดริ้วรอยได้ ขอให้เลือกใช้แบรนด์ที่ไว้ใจได้ว่าเขาทุ่มเทจริงจัง ในเรื่องนี้จริงๆ อย่าง POLA”

3 เหตุผลที่แซลมอนจะช่วยเยียวยาเราได้ ทั้งตัว…และหัวใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/369482

3 เหตุผลที่แซลมอนจะช่วยเยียวยาเราได้ ทั้งตัว...และหัวใจ

3 เหตุผลที่แซลมอนจะช่วยเยียวยาเราได้ ทั้งตัว…และหัวใจ

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

วันหัวใจโลกสากลอาจเป็นเพียงอีกหนึ่งวันสำหรับใครหลายคน แต่สำหรับผู้ที่รักสุขภาพและการกิน วันนี้สำคัญอย่างยิ่ง เพราะ วันหัวใจโลก(29 กันยายน 2561) เป็นวันที่สมาพันธ์หัวใจโลกรณรงค์ให้ผู้คนมีความตระหนักในเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น และสำหรับผู้ที่ละเลยการดูแล “หัวใจ” ของตนเองมาในตลอดปีที่ผ่านมา นี่คือโอกาสดีที่จะกลับมารักษาสุขภาพหัวใจ เยียวยาหัวใจที่แตกสลาย และให้รางวัลชีวิตกับตัวเอง… ด้วยการทานแซลมอน

หัวใจแข็งแรงด้วยคุณประโยชน์ของแซลมอน

แซลมอนเป็นปลาที่อุดมไปด้วยไขมัน มีกรดไขมันโอเมกา-3 สูง การรับประทานแซลมอนในปริมาณมากไม่ได้ทำให้อ้วนหรือส่งผลเสียต่อสุขภาพ เว้นแต่จะทานพร้อมกับครีมและมันบด
ฉ่ำเนย ที่จริงแล้วกรดไขมันโอเมกา-3 ส่งผลดีต่อสุขภาพหัวใจอย่างยิ่ง งานวิจัยเปิดเผยว่าผู้ที่บริโภคแซลมอนสองถึงสามครั้งต่อสัปดาห์จะสามารถลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจลงเกือบครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่รับประทานแซลมอน และนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจแล้ว กรดไขมันโอเมกา-3ในแซลมอนยังช่วยลดความดันโลหิตและเพิ่มปริมาณไขมันดี (HDL) ในร่างกายอีกด้วย สรุปได้ว่าการทานบุฟเฟ่ต์แซลมอนสัปดาห์ละสองครั้งนั้นนอกจากจะทำให้หัวใจแข็งแรงแล้ว ยังส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาวอีกด้วย

แซลมอนเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในไทยแม้ว่าในประเทศเองจะไม่สามารถผลิตแซลมอนทั้งจากการทำฟาร์มเลี้ยงหรือการจับจากแหล่งน้ำได้ เพราะปลาเนื้อสีส้มชนิดนี้ไม่สามารถดำรงชีพอยู่ท่ามกลางอากาศอันร้อนระอุแห่งสยามประเทศได้ ทุกๆ วันแซลมอนปริมาณมหาศาลจะถูกส่งตรงทางเครื่องบินมาจาก นอร์เวย์ ซึ่งเป็นประเทศผู้บุกเบิกและเชี่ยวชาญด้านการผลิตแซลมอนเป็นอันดับหนึ่งของโลก กระแสน้ำอันเย็นเฉียบและสะอาดบริสุทธิ์ของนอร์เวย์ส่งผลให้แซลมอนมีความอ้วนท้วน เต็มไปด้วยไขมันดีและมีรสชาติอร่อย เพียงแค่ 48 ชั่วโมง แซลมอนที่ว่ายน้ำอยู่ในทะเลก็จะถูกส่งตรงสู่จานอาหารของคุณ กลายเป็นซาชิมิที่สดที่สุดในร้านอาหารญี่ปุ่นของไทย

แซลมอน…กินแล้วฟิน (จริงๆ นะ)

ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าการกินจะสร้างความสุขให้กับเราได้หรือไม่ ทว่าอาหารบางชนิด(เช่นแซลมอน) ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าทำให้ผู้บริโภคมีอารมณ์ดี และนอนหลับได้ง่ายขึ้น แซลมอนมีกรดอมิโนทริปโตเฟนที่ช่วยให้ร่างกายผลิตเซโรโทนินหรือ “สารแห่งความสุข” มีคุณสมบัติทำให้รู้สึกอารมณ์ดี เพราะฉะนั้นแม้เงินจะซื้อความสุขให้คุณไม่ได้ แต่เราก็ใช้เงินซื้อแซลมอนได้! และถ้าการได้ทานซาชิมิจานโปรดยังทำให้คุณมีความสุขไม่ได้ รับรองว่าเซโรโทนินจะช่วยได้แน่นอน จึงไม่น่าแปลกใจว่านอร์เวย์ ประเทศผู้ริเริ่มการผลิตและส่งออกแซลมอนจะเป็นชาติที่ประชาชนมีความสุขเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด แซลมอนทานแล้วสวยขึ้นกล้อง

กล่าวกันว่าดัชนีชี้วัดความสุขแห่งยุคโซเชียลคืออินสตาแกรม และแซลมอนก็คือกุญแจสู่การชนะใจทั้งตัวคุณและฟอโลวเวอร์ เพราะปลาสีส้มสดแทรกด้วยชั้นไขมันดีอันแสนอร่อยนี้ นอกจากจะถ่ายรูปออกมาได้สวยสด ดูดีมีราคาเวลาอยู่บนจานอาหารแล้ว ยิ่งทานหน้าและผิวจะยิ่งเปล่งประกาย ดูมีสุขภาพดีจากภายใน พร้อมให้คุณถ่ายช็อตเด็ดลงสตอรี่แบบไม่พึ่งฟิลเตอร์สารอาหารต่างๆ รวมถึงกรดไขมันโอเมกา-3ที่อยู่ในแซลมอนช่วยส่งเสริมการมองเห็นและช่วยป้องกันภาวะตาแห้ง นอกจากนี้แซลมอนยังมีวิตามินบีหลายชนิดที่ช่วยซ่อมแซมดีเอ็นเอ และยังมีวิตามินดีที่ส่งเสริมการเจริญเติบโตและสร้างเซลผิวหนัง ทำให้ผิวดูเปล่งปลั่งและอ่อนเยาว์โชคดีที่ไทยเป็นผู้นำเข้าแซลมอนนอร์เวย์รายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงทำให้อาหาร “ซุปเปอร์ฟู้ด” มากประโยชน์นี้มีให้เราได้เลือกทานได้ทั่วไป

นิทรรศการศิลปะ‘วาดด้วยหัวใจ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/369507

นิทรรศการศิลปะ‘วาดด้วยหัวใจ’

นิทรรศการศิลปะ‘วาดด้วยหัวใจ’

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ขอเชิญร่วมชมงานนิทรรศการศิลปะ “วาดด้วยหัวใจ” จัดแสดงผลงานภาพวาดสีน้ำของศิลปินผู้คร่ำหวอดในวงการศิลปะ ลุงน้อย สุรินทร์สนธิระติ โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายผลงานศิลปะร่วมสมทบทุนแก่มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก หน่วยงานที่มีสถานรองรับเด็กด้อยโอกาสทางสังคม ให้ได้รับการศึกษาและการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม

ลุงน้อย ผู้ก่อตั้งสวนซ่อนศิลป์ เขาใหญ่ ผู้ที่หลงใหลการวาดภาพสีน้ำ โดยได้นำเงินจากการจำหน่ายผลงานภาพวาดของตนเอง บริจาคเป็นทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนด้อยโอกาส
ในชนบท มากว่า 20 ปี โดยการวาดภาพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ชุดนี้ ลุงน้อยใช้เวลาวาดกว่า 1 ปี จำนวน 99 ภาพ ด้วยความจงรักภักดี และเพื่อเป็นการเตือนตนเองว่า “ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป”

นิทรรศการจัดแสดง ณ บริเวณสกายล็อบบี้ ชั้น 23 ของโรงแรม ตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2561 จนถึงวันที่ 22 มกราคมผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร.02-1001234 ต่อ 6753-5