รพ.(ไม่)รับรักษา คนไข้ต้องไม่ฉุกเฉิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/351999

รพ.(ไม่)รับรักษา คนไข้ต้องไม่ฉุกเฉิน

โรงพยาบาล,คนไข้,ฉุกเฉิน,พรบสถานพยาบาล,สถานพยาบาล

รพ.(ไม่)รับรักษา คนไข้ต้องไม่ฉุกเฉิน : รายงาน  โดย…. พวงชมพู ประเสริฐ  qualitylife4444 @gmail.com

เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น กรณีผู้เจ็บป่วยไปเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลเอกชนแล้วถูกบอกให้ไปเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่งตามสิทธิประกันสังคมของผู้ป่วย จนท้ายที่สุด “ผู้ป่วยเสียชีวิต” !!!!

ตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 36 มีสาระสำคัญ คือ “สถานพยาบาลต้องให้มีการช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ป่วย ซึ่งอยู่ในสภาพอันตรายและจำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลโดยฉุกเฉิน เพื่อให้ผู้ป่วยพ้นจากอันตรายตามมาตรฐานวิชาชีพและตามประเภทของสถานพยาบาลนั้นๆ เมื่อให้การช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ป่วยแล้ว ถ้ามีความจำเป็นต้องส่งต่อหรือผู้ป่วยมีความประสงค์จะไปรับการรักษาพยาบาลที่สถานพยาบาลอื่น ต้องจัดการให้มีการจัดส่งต่อไปยังสถานพยาบาลอื่นตามความเหมาะสม”

นั่นย่อมหมายความว่า “หากเป็นกรณีฉุกเฉิน โรงพยาบาลไม่มีสิทธิปฏิเสธคนไข้ ต้องให้การช่วยเหลือเยียวยา” จุดสำคัญจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตรวจสอบอย่างเร่งด่วนว่า สถานพยาบาลทำผิดกฎหมายในส่วนนี้หรือไม่ !!!

รพ.(ไม่)รับรักษา คนไข้ต้องไม่ฉุกเฉิน

เรื่องนี้ นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวว่า สบส.ได้ส่งพนักงานเจ้าหน้าที่เร่งเข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว จะมุ่งตรวจสอบในประเด็นสำคัญคือ ในระยะเวลาที่เกิดเหตุโรงพยาบาลเอกชนดังกล่าวมีการประเมินและช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ป่วยฉุกเฉิน ซึ่งอยู่ในสภาพอันตรายและจำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลเพื่อให้พ้นจากอันตรายตามมาตรฐานวิชาชีพ หรือถ้ามีความจำเป็นต้องส่งต่อ หรือผู้ป่วยมีความประสงค์จะไปรับการรักษาพยาบาลที่สถานพยาบาลอื่น ได้จัดให้มีการส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลอื่นอย่างเหมาะสมหรือไม่ หากพบว่าทางโรงพยาบาลมิได้ดำเนินการตามมาตรฐาน สบส.จะลงโทษตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 โดยทันที ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ประเด็นเรื่องการเจ็บป่วยฉุกเฉิน นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) อธิบายว่า เกณฑ์การฉุกเฉิน แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ วิกฤติเร่งด่วน วิกฤติไม่เร่งด่วน และวิกฤติถึงแก่ชีวิต แต่ไม่ว่าจะเข้าโรงพยาบาลด้วยเหตุฉุกเฉินแบบใด โรงพยาบาลต้องให้การรักษา อย่างน้อยต้องปฐมพยาบาลเบื้องต้น

สำหรับกรณีการสาดน้ำกรดนั้น ทราบว่าทางผู้ป่วยแจ้งว่ามีอาการปวดแสบปวดร้อน ซึ่งไม่ระบุแน่ชัดว่า โดนสารเคมี หรือน้ำร้อน เบื้องต้นก็ต้องล้างแผล ด้วยน้ำสะอาด ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะระบุสาเหตุ เพราะอาจจะมีร่องรอยไม่มาก กรณีหากถูกน้ำกรดสาดก็ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ถูกสาด แต่เมื่อไม่ทราบสาเหตุอาจจะต้องให้ผู้ป่วยอยู่โรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการ

ในการรักษาผู้ป่วยนั้นจะอ้างเรื่องสิทธิการรักษาเพื่อให้กลับไปยังต้นสังกัดไม่ได้ เพราะในมาตรา 28 พ.ร.บ.การแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 กำหนดไว้ เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ป่วยฉุกเฉิน ให้หน่วยปฏิบัติการสถานพยาบาล และผู้ปฏิบัติการดำเนินการปฏิบัติการฉุกเฉิน ตามหลักเกณฑ์ ตามความจำเป็นและข้อบ่งชี้ ทางการแพทย์ฉุกเฉิน โดยมิให้นำสิทธิประกัน การขึ้นทะเบียนสถานพยาบาล หรือความสามารถในการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยฉุกเฉินหรือเงื่อนไขใดๆ มาเป็นเหตุปฏิเสธผู้ป่วยฉุกเฉินให้ไม่ได้รับการปฏิบัติการฉุกเฉินอย่างทันท่วงที

รพ.(ไม่)รับรักษา คนไข้ต้องไม่ฉุกเฉิน

อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยอยู่ในภาวะฉุกเฉินโดยเฉพาะฉุกเฉินวิกฤติ สถานพยาบาลต้องให้การรักษาผู้ป่วยตามสิทธิ “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ มีสิทธิทุกที่” หรือยูเซ็บ (Universal Coverage for Emergency Patients : UCEP) โดยประชาชนทุกคนไม่ว่ามีสิทธิประกันสุขภาพภาครัฐใดก็ตาม เมื่อเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติถึงแก่ชีวิตภายใน 72 ชั่วโมง ต้องได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเต็มที่ โดยโรงพยาบาลที่ใกล้บ้าน หรือจุดเกิดเหตุที่สุด โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และเมื่อพ้นวิกฤติ 72 ชั่วโมงแล้วก็ต้องทำการส่งต่อไปยังโรงพยาบาลในสิทธิต่อไป ดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2560

สำหรับกรณีที่เจ็บป่วยฉุกเฉินสีแดง คือ ระดับวิกฤติ ทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ใน 72 ชั่วโมงแรกให้กองทุนสิทธิประกันสุขภาพภาครัฐที่ผู้ป่วยมีสิทธิ์อยู่เป็นผู้จ่ายค่ารักษา หลังจาก 72 ชั่วโมงหากผู้ป่วยสามารถย้ายกลับสถานพยาบาลตามสิทธิ์ได้ให้ย้ายกลับ เว้นกรณีที่ไม่สามารถย้ายกลับได้ทั้งในกรณีที่สถานพยาบาลต้นสังกัดไม่มีเตียงรองรับหรือและอาการผู้ป่วยยังไม่ดีขึ้น กองทุนจะจ่าย แต่หากย้ายได้แต่ผู้ป่วยไม่ต้องการย้ายเองนั้น ผู้ป่วยจะต้องเป็นผู้จ่ายค่ารักษาพยาบาลในส่วนหลัง 72 ชั่วโมงเอง

กรณีผู้ป่วยฉุกเฉินระดับสีเหลืองหรือฉุกเฉินเร่งด่วน และสีเขียวคือฉุกเฉินไม่เร่งด่วน ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกให้กองทุนจ่าย โดยผู้ป่วยนอกจ่าย 700 บาทต่อครั้ง ผู้ป่วยในจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่าห้องและค่าอาหาร ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินรายละ 4,500 บาทต่อครั้ง กรณีผ่าตัดใหญ่ใช้เวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง จ่ายตามจริงแต่ไม่เกินรายละ 8,000 บาทต่อครั้ง กรณีผ่าตัดใหญ่และใช้เวลาเกินกว่า 2 ชั่วโมงหรือรักษาในไอซียู จ่ายตามจริงแต่ไม่เกินรายละ 14,000 บาทต่อครั้งและค่ารถพยาบาล หรือเรือพยาบาลนำส่งจ่ายตามจริง แต่ไม่เกิน 500 บาทต่อครั้งหลังจาก 24 ชั่วโมง กรณีไม่สามารถย้ายกลับเข้าระบบได้ ทั้งไม่มีเตียงรองรับและอาการผู้ป่วยไม่ดีขึ้น ให้กองทุนจ่ายตามราคาเรียกเก็บ แต่หากไม่ย้ายกลับเพราะผู้ป่วยไม่ย้าย ผู้ป่วยจะต้องจ่ายค่ารักษาเอง

รพ.(ไม่)รับรักษา คนไข้ต้องไม่ฉุกเฉิน

นิยามการเจ็บป่วยฉุกเฉิน 
1.ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ (สีแดง) ต้องได้รับการวินิจฉัยและให้การตรวจรักษาทันที อาทิ ภาวะหัวใจหยุดเต้น ภาวะหยุดหายใจ ภาวะช็อกจากการเสียเลือดรุนแรง ชักตลอดเวลาหรือชักจนตัวเขียว อาการซึม หมดสติ ไม่รู้สึกตัว อาการเจ็บหน้าอกเฉียบพลัน รุนแรง แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัดแบบปัจจุบันทันด่วน และอาการอื่นร่วม ที่มีผลต่อการหายใจ ระบบการไหลเวียนโลหิตและระบบสมอง ที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต เป็นต้น

2.ผู้ป่วยฉุกเฉินเร่งด่วน (สีเหลือง) ต้องการช่วยเหลือโดยเร็ว รอได้บ้างแต่ไม่นาน อาทิ หายใจลำบาก หรือหายใจเหนื่อยหอบ เจ็บปวดมากหรือทุรนทุราย ชีพจรช้ากว่า 40 หรือเร็วกว่า 150 ครั้งต่อนาที อุณหภูมิร่างกายต่ำกว่า 35 องศาเซลเซียส หรือสูงกกว่า 40 องศาเซลเซียส ถูกพิษ หรือภาวะจิตเวชฉุกเฉิน เป็นต้น

3.ผู้ป่วยฉุกเฉินไม่รุนแรง (สีเขียว) ได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการป่วยซึ่งมีภาวะเฉียบพลันไม่รุนแรง อาจรอรับปฏิบัติการแพทย์ได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่งหรือเดินทางไปรับบริการสาธารณสุขด้วยตนเองได้ แต่หากปล่อยไว้เกินเวลาอันสมควรแล้วจะทำให้การบาดเจ็บหรืออาการป่วยรุนแรงขึ้นหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้

สกัดสารจาก “กระทุ-ยูคาลิปตัส”ผลิตซิลเวอร์นาโน ต้านแบคทีเรีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/351880

สกัดสารจาก “กระทุ-ยูคาลิปตัส”ผลิตซิลเวอร์นาโน ต้านแบคทีเรีย

ถุงมือยาง,ซิลเวอร์นาโน,ท่อหายใจ,ลดการติดเชื้อ,ภาควิชาจุลชีววิทยา,คณะวิทยาศาสตร์

สกัดสารจาก “กระทุ-ยูคาลิปตัส”ผลิตซิลเวอร์นาโน ต้านแบคทีเรีย : รายงาน  โดย…  ปาริชาติ บุญเอก  qualitylife4444@gmail.com

ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ และสถานวิจัยความเป็นเลิศด้านผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ค้นพบ “สารโรโดไมรโทน” (Rhodomyrtone) จาก ใบกระทุ และ ใบยูคาลิปตัส ใช้ในกระบวนการผลิต อนุภาคซิลเวอร์นาโน ขยายผลสู่การทดลองเคลือบบนท่อหายใจ และถุงมือยาง เพื่อลดการติดเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะและเชื้อแบคทีเรียในคนไข้

ศ.ดร.ศุภยางค์ วรวุฒิคุณชัย เมธีวิจัยอาวุโส สกว. สาขาจุลชีววิทยาการแพทย์ เผยว่าปัจจุบันระดับความรุนแรงของปัญหาเชื้อดื้อยาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศที่ยังไม่พัฒนา และยังคงมีรายงานแบคทีเรียดื้อยาชนิดอุบัติใหม่ซึ่งเป็นปัญหาทางการแพทย์มาโดยตลอด สำหรับในประเทศไทยประสบปัญหาเชื้อดื้อยาอันดับต้นๆ ของเอเชีย และไม่มีการผลิตยาต้านแบคทีเรียกลุ่มใหม่มากกว่า 30 ปีแล้ว ในขณะที่เชื้อแบคทีเรียกลับพัฒนาตัวมันเองอย่างต่อเนื่อง

สกัดสารจาก "กระทุ-ยูคาลิปตัส"ผลิตซิลเวอร์นาโน ต้านแบคทีเรีย

นำไปสู่การจัดตั้ง โครงการวิจัยแผนงานวิจัยแบบมุ่งเป้าเพื่อแก้ปัญหาการติดเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ ของภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ และสถานวิจัยความเป็นเลิศด้านผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งจากการวิจัยพบสารโรโดไมรโทน จากใบกระทุ และใบยูคาลิปตัส ซึ่งถือเป็นยาปฏิชีวนะกลุ่มใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงสามารถนำมาใช้ในกระบวนการผลิตอนุภาคซิลเวอร์นาโน

สกัดสารจาก "กระทุ-ยูคาลิปตัส"ผลิตซิลเวอร์นาโน ต้านแบคทีเรีย

          ต่อยอดเชิงพาณิชย์-ช่วยชุมชน
ทั้งนี้งานวิจัยดังกล่าวได้ยื่นขอจดอนุสิทธิบัตรพร้อมเดินหน้าขยายผลเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ โดยใช้ซิลเวอร์นาโนเคลือบวัสดุต่างๆ ทางการแพทย์ ปัจจุบันมีการเริ่มโครงการเพาะปลูกต้นกระทุ และพัฒนาวิธีการสกัดสารให้ได้ปริมาณสูงขึ้น โดยจับมือรัฐวิสาหกิจชุมชนศูนย์เพื่อเพาะปลูกต้นพันธุ์กระทุ ช่วยผู้สูงอายุให้มีงานทำ ถือเป็นการพัฒนาพืชท้องถิ่นที่ไม่เคยมีคุณค่าทางเศรษฐกิจมาก่อน นอกจากนี้ยังค้นพบแหล่งต้นกระทุทางฝั่งภาคตะวันออก ได้แก่ ตราด และจันทบุรี จึงร่วมกับมหาวิทยาลัยรามคำแหงในการพัฒนาแหล่งที่พบต่อไป รวมไปถึงการรับซื้อใบยูคาลิปตัสจากโรงงานทำกระดาษ ซึ่งเป็นส่วนที่โรงงานไม่ได้ใช้ประโยชน์ ถือเป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าอีกด้วย

สกัดสารจาก "กระทุ-ยูคาลิปตัส"ผลิตซิลเวอร์นาโน ต้านแบคทีเรีย

          “ท่อหายใจ” ลดการติดเชื้อ
ผศ.นพ.วีระพงศ์ วัฒนาวนิช หัวหน้าสาขาเวชบำบัดวิกฤติ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ให้ข้อมูลว่าปัญหาหนึ่งที่แพทย์พบคือการติดเชื้อปอดอักเสบของผู้ป่วยที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจเป็นเวลานานกว่า 48 ชั่วโมง และเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก แนวทางหนึ่งในการป้องกันคือใช้ท่อหายใจที่เคลือบด้วยอนุภาคซิลเวอร์นาโน ซึ่งไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย ต้องนำเข้าจากอเมริกาในราคาที่สูงกว่า 16,000 บาท ในขณะที่ท่อหายใจธรรมดาราคาเพียง 120 บาท ซึ่งใช้ได้ 4 วันต่อ 1 อันเท่านั้น นำไปสู่การต่อยอดโครงการประดิษฐ์ท่อหายใจที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้งแบคทีเรียและไบโอฟิล์ม เคลือบอนุภาคซิลเวอร์นาโนซึ่งใช้สารสกัดจากใบยูคาลิปตัสเป็นสารรีดิวซ์

สกัดสารจาก "กระทุ-ยูคาลิปตัส"ผลิตซิลเวอร์นาโน ต้านแบคทีเรีย

ศักรินทร์ เหล่ทองคำ นักศึกษาปริญญาเอก ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หนึ่งในทีมวิจัยและผู้ได้รับทุนจากโครงการพัฒนานักวิจัยและงานวิจัยเพื่ออุตสาหกรรม (พวอ.) เปิดเผยว่า จากผลการทดสอบประสิทธิภาพการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียระหว่างท่อหายใจเคลือบซิลเวอร์นาโนของอเมริกาและไทย พบว่าประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน แต่ของไทยสามารถยับยั้งเชื้อได้ดีกว่าและสามารถใช้ได้นานกว่า 1 เดือน ตอนนี้ได้มีการทดสอบประสิทธิภาพในสัตว์ทดลอง หลังจากนี้จะใช้ทดลองกับสัตว์ในโรงพยาบาลสัตว์ที่เจ้าของสมัครใจและนำไปสู่การใช้กับมนุษย์ในอนาคต คาดว่าหากงานวิจัยสามารถใช้ได้จริง จะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากภาวะปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจได้

สกัดสารจาก "กระทุ-ยูคาลิปตัส"ผลิตซิลเวอร์นาโน ต้านแบคทีเรีย

ด้าน ศ.ดร.ไพศาล กิตติศุภกร ผู้อำนวยการโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) รักษาการผู้อำนวยการโครงการพัฒนานักวิจัยและงานวิจัยเพื่ออุตสาหกรรม (พวอ.) กล่าวว่า งานวิจัยชิ้นนี้มีแนวทางชัดเจนว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ โดยพวอ.ได้ให้ทุนวิจัยแก่นักศึกษามาทำการศึกษาระดับปริญญาเอกต่อ เพื่อนำงานวิจัยระดับพื้นฐานมาพัฒนาร่วมกับภาคอุตสาหกรรม นำไปสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง เราอยากให้มีการลดการพึ่งพาเทคโนโลยี ลดการนำเข้าวัสดุจากต่างประเทศ ประเทศเราน่าจะมีจุดเริ่มต้นในการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศเอง งานวิจัยชิ้นนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้บริษัทที่ร่วมทุนเห็นความสำคัญ นำไปต่อยอดพัฒนาในเชิงพาณิชย์ต่อไป ในส่วนนิสิตนักศึกษาเองก็อยากให้เป็นนักวิจัยอาชีพ ช่วยทำให้การพัฒนางานวิจัยให้ไปใช้ประโยชน์ได้ต่อเนื่องต่อไป

สกัดสารจาก "กระทุ-ยูคาลิปตัส"ผลิตซิลเวอร์นาโน ต้านแบคทีเรีย

“ถุงมือยาง” เคลือบซิลเวอร์นาโน
อีกหนึ่งสาเหตุการติดเชื้อในโรงพยาบาล คือการสัมผัสฝุ่นละอองทางอากาศ ทางสื่อนำและสัตว์นำโรค รวมไปถึงระหว่างการผ่าตัด โดยพบการแพร่กระจายทางการสัมผัสผ่านมือของบุคลากรทางการแพทย์มากที่สุดกว่า 50% แม้จะมีการใส่ถุงมือยางก็ตาม นำไปสู่การต่อยอดโครงการถุงมือยางเคลือบอนุภาคซิลเวอร์นาโนเพื่อลดการติดเชื้อในโรงพยาบาล รวมทั้งเป็นการยกระดับคุณภาพของถุงมือยางในประเทศไทย

สุภากิจ เภาเสน นักศึกษาปริญญาเอก ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หนึ่งในผู้วิจัยกล่าวว่า อนุภาคซิลเวอร์นาโนเป็นที่นิยมในการยับยั้งเชื้อโรค เนื่องจากออกฤทธิ์ในวงกว้าง กรรมวิธีการสังเคราะห์ชั้นเคลือบมีความพิเศษคือไม่ใช่สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อร่างกายและสิ่งแวดล้อม สามารถใช้สังเคราะห์ชั้นเคลือบบนพื้นผิวได้ทั้งด้านนอกและด้านในถุงมือ ด้วยต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่า ประมาณ 30 บาทต่อคู่ (ถุงมือไม่เคลือบราคา 10 บาทต่อคู่) หากนำเข้าจากประเทศมาเลเซีย จะมีราคาสูงถึงกล่องละ 1,000 บาท (มี 25 คู่) ปัจจุบันการผลิตถุงมือยางเคลือบซิลเวอร์นาโนอยู่ในขั้นตอนการพิสูจน์การแพ้ในคนซึ่งคาดว่าน่าจะใช้เวลาในการขอจริยธรรมประมาณ 1 ปี

สกัดสารจาก "กระทุ-ยูคาลิปตัส"ผลิตซิลเวอร์นาโน ต้านแบคทีเรีย

“ด้วยราคาที่ไม่แพง จะทำให้ผู้ใช้และหน่วยงานทุกระดับสามารถเข้าถึงได้ รวมถึงเป็นการลดการติดเชื้อในโรงพยาบาลให้น้อยลง นอกจากนี้ยังช่วยยกระดับคุณภาพถุงมือยางซึ่งเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยได้อีกด้วย” สุภากิจ กล่าวทิ้งท้าย

เช็กกระแส”หนุน-ค้าน”โชว์ขุมทรัพย์นายก-กรรมการสภามหาวิทยาลัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/351562

เช็กกระแส”หนุน-ค้าน”โชว์ขุมทรัพย์นายก-กรรมการสภามหาวิทยาลัย

กรรมการสภามหาวิทยาลัย

เช็กกระแส”หนุน-ค้าน”โชว์ขุมทรัพย์นายก-กรรมการสภามหาวิทยาลัย : รายงาน โดย… ทีมข่าวคุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com

หลังประกาศฉบับใหม่ของ ป.ป.ช. ที่ให้นายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัย ทั้งของมหาวิทยาลัยรัฐและมหาวิทยาลัยนอกระบบ หรือ “มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ” ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. ออกมาเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ทำให้มีกระแสข่าวว่า “กรรมการสภามหาวิทยาลัย” โดยเฉพาะในสายผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก ซึ่งมาจากภาคเอกชน เตรียมไขก๊อกลาออกเป็นจำนวนมาก เพราะไม่อยากแสดงบัญชีทรัพย์สิน

อย่างที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล หรือ ทปอ.มทร. 9 แห่งทั่วประเทศ ภายใต้การนำของ “วิโรจน์ ลิ้มไขแสง” อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ในฐานะประธานที่ประชุม 9 อธิการบดี มทร. มีมติคัดค้านการยื่นบัญชีทรัพย์สินของกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ โดยให้เหตุผลว่าจะสร้างแรงกระเพื่อมอย่างมากในวงการอุดมศึกษา กระทั่งมีการเรียกร้องไปยังกระทรวงศึกษาธิการให้ช่วยหารือกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจรติแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อทบทวน

เช็กกระแส"หนุน-ค้าน"โชว์ขุมทรัพย์นายก-กรรมการสภามหาวิทยาลัย

“นายกสภาและกรรมการสภามหาวิทยาลัย สายผู้ทรงคุณวุฒิ แต่ละแห่งมีจำนวน 15 คน ส่วนใหญ่มาจากภาคเอกชน ต่างแสดงความจำนงที่จะขอลาออกจากการเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องยุ่งยากที่จะต้องมายื่นบัญชีทรัพย์สิน เพราะการเข้ามานั่งเป็นนายกสภา หรือกรรมการสภามหาวิทยาลัย เข้ามาด้วยใจ ไม่ได้มีผลประโยชน์”

ขณะที่ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) แม้ว่าจะเห็นด้วยในหลักการป้องกันและตรวจสอบไม่ให้มีการทุจริตในภาครัฐ ดังนั้น ผู้บริหารระดับสูง ได้แก่ อธิการบดี และรองอธิการบดี จึงควรยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ตามที่กำหนดในประกาศ แต่การที่ให้นายก และกรรมการสภา ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับด้านวิชาการเป็นหลัก ไม่ได้มีอำนาจเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างในภาครัฐโดยตรง อันจะทำให้เกิดการทุจริตในตำแหน่งหน้าที่ กรรมการสภาไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียในการบริหาร หรือเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กร จึงไม่มีความจำเป็นที่จะกำหนดให้กรรมการสภา ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.

เช็กกระแส"หนุน-ค้าน"โชว์ขุมทรัพย์นายก-กรรมการสภามหาวิทยาลัย

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในฐานะประธาน ทปอ. อธิบายว่า ผลกระทบจากประกาศฉบับนี้ ทำให้นายก และกรรมการสภาบางแห่ง ไม่ประสงค์จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไป เพราะการยื่นบัญชีทรัพย์สินแม้ว่าจะเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจ เพื่อธรรมาภิบาล แต่ก็เป็นการสร้างภาระให้แก่ผู้ที่ต้องยื่นทรัพย์สินมากเกินควร รวมทั้งต้องยื่นทรัพย์สินของคู่สมรสและบุตรด้วย

เช็กกระแส"หนุน-ค้าน"โชว์ขุมทรัพย์นายก-กรรมการสภามหาวิทยาลัย

ขณะเดียวกัน ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในประกาศเพียง 60 วัน ไม่เพียงพอต่อการยื่นบัญชีทรัพย์สินให้ถูกต้องและครบถ้วนได้ ดังนั้น หากยื่นบัญชีผิดพลาด แม้ไม่ได้เจตนาก็อาจมีโทษทางอาญาและถูกศาลพิพากษาจำคุกได้ จึงได้มีนายก และกรรมการสภาบางแห่ง ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งแล้ว ส่งผลกระทบให้สภา มีกรรมการสภาไม่ครบองค์ประชุม ไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ ส่งผลเสียต่อการบริหารงานในมหาวิทยาลัย และนิสิต นักศึกษา

“อธิการบดี ผู้แทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยทุกกลุ่มมาหารือ และมีมติร่วมกันเสนอให้ ป.ป.ช.ทบทวน เพราะตอนนี้กรรมการสภาบางแห่งได้ยื่นลาออกแล้ว ตรงนี้ทำให้เกิดปัญหาและอาจส่งผลกระทบต่อนิสิต นักศึกษา จากนี้จะทำหนังสือถึง ป.ป.ช. และเตรียมจะเข้าไปหารือกับประธาน ป.ป.ช.อย่างเป็นทางการต่อไป” ประธาน ทปอ. กล่าว

เช็กกระแส"หนุน-ค้าน"โชว์ขุมทรัพย์นายก-กรรมการสภามหาวิทยาลัย

นพ.กำจร ตติยกวี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอว่า ถ้า ป.ป.ช.ทบทวน หรือปรับวิธีการการยื่นบัญชีทรัพย์สินให้มีความสะดวกมากขึ้น เช่น ยื่นครั้งเดียวครอบคลุมทุกตำแหน่ง หรือมีระยะเวลาการยื่น เช่น 4 ปีครั้ง ก็จะทำให้สะดวกมากขึ้น เชื่อว่าขณะนี้ทุกคนกำลังรอดูท่าที ป.ป.ช. ยอมรับว่าสภาจุฬาฯ หารือเรื่องนี้กันจริง และมีบางคนมีความประสงค์ว่าหากการยื่นบัญชีทรัพย์สินของ ป.ป.ช.ทำให้เกิดความยุ่งยาก ก็อาจจะลาออกจากตำแหน่ง

นพ.จรัส สุวรรณเวลา นายกสภามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(ม.อ.) กล่าวว่า ควรจะหาทางออกที่เป็นทางสายกลางคือ ให้ยื่นบัญชีทรัพย์สินแต่เก็บข้อมูลใส่ซองไว้ในกรณีที่มีปัญหาค่อยมาเปิดดู ไม่ใช่เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ เพราะหากเป็นภาคเอกชนที่เชิญเข้ามาเชื่อว่าไม่ต้องการที่จะยื่นบัญชีทรัพย์สินแน่นอน ซึ่งในส่วนของ ม.อ.ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน ต้องรอดูว่า รมว.ศึกษาธิการ จะมีความเห็นเป็นอย่างไร

วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ สมาชิกสนช. และอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า บุคคลที่มหาวิทยาลัยเชิญมาเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจ ทำให้เกิดความกังวล หากจะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน เพราะหากยื่นผิดจะมีความผิดทางกฎหมาย จึงอยากให้ ป.ป.ช.ทบทวนเรื่องนี้ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นนักธุรกิจเหล่านี้ มีมุมมองประสบการณ์ ให้คำแนะนำด้านการบริหารงานที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนามหาวิทยาลัย คนเหล่านี้ไม่มีเงินเดือน มีแค่เบี้ยประชุมเท่านั้น อย่างสภามหาวิทยาลัยรามคำแหงขณะนี้ ก็มีกรรมการสภาหลายคนเปรยๆ จะลาออก หากต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน รวมถึงกรรมการสภามหาวิทยาลัย สายที่เป็นอาจารย์ก็อยากยื่นลาออกด้วย

เช็กกระแส"หนุน-ค้าน"โชว์ขุมทรัพย์นายก-กรรมการสภามหาวิทยาลัย

เดิมผู้บริหารมหาวิทยาลัยของรัฐ 58 แห่ง คือตำแหน่งในกลุ่มอธิการบดีที่มีสถานะเป็นข้าราชการ ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงมหาวิทยาลัยราชภัฏและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลด้วย ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินกันอยู่แล้ว แต่ประกาศของ ป.ป.ช.ฉบับใหม่ได้ขยายตำแหน่งที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินไปถึงอธิการบดี นายกสภาและกรรมการสภามหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐอีก 26 แห่ง ตลอดจนนายกสภาและกรรมการสภามหาวิทยาลัยของรัฐ 58 แห่งด้วย (เดิมให้ยื่นเฉพาะอธิการบดี แต่ล่าสุดให้ขยายไปถึงนายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัย) โดยผู้ดำรงตำแหน่งเหล่านี้ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตนเอง คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อ ป.ป.ช. มีผลตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตามเรื่องนี้มีอีกฝั่งที่เห็นต่าง ก็คือ ศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ หรือ CHES นำโดย รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ ได้เดินทางไปที่สำนักงาน ป.ป.ช เพื่อยื่นหนังสือสนับสนุนประกาศฉบับใหม่ของ ป.ป.ช. ที่ให้นายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัยของรัฐและในกำกับของรัฐทั่วประเทศ ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน เพราะเป็นหนึ่งในมาตรการป้องกันการทุจริตในแวดวงอุดมศึกษา ท่ามกลางวิกฤติปัญหาธรรมาภิบาลในปัจจุบัน พร้อมทั้งได้ขอให้ ป.ป.ช.ขยายการบังคับให้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินไปจนถึงระดับ “คณบดี” ด้วยเพราะจะเป็นผลดีต่อการสร้างธรรมาภิบาลในระบบอุดมศึกษา รวมทั้งที่ประชุมสภาคณาจารย์และข้าราชการมหาวิทยาลัยราชภัฏ หรือ ทป.มรภ. ก็มีมติเห็นชอบตามประกาศ ป.ป.ช. และสนับสนุนให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินทุกคนเช่นกัน

เรื่องนี้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็รับลูก เตรียมนัดหารือกับประธาน ป.ป.ช. ล่าสุด พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. ได้ออกมายืนยันแล้วว่าจะหารือกับรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย นายวิษณุ เครืองาม และจะยุติความสับสน ผลสุดท้ายกรรมการสภามหาวิทยาลัยต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินหรือไม่ สัปดาห์หน้าก็จะได้รู้กัน

คนไทยกินเค็มเกิน2เท่าป่วยพุ่งหนุนเก็บภาษีเค็มลดโรคอายุยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/351413

คนไทยกินเค็มเกิน2เท่าป่วยพุ่งหนุนเก็บภาษีเค็มลดโรคอายุยืน

กรมสรรพสามิต,กินเค็ม,นพเสรี ตู้จินดา,รมวสาธารณสุข

คนไทยกินเค็มเกิน2เท่าป่วยพุ่งหนุนเก็บภาษีเค็มลดโรคอายุยืน : รายงาน  โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com

ขณะนี้คนไทยกินเค็มหรือบริโภคโซเดียมเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ 2 เท่า โดยเมื่อ 8 ปีก่อนคนไทยบริโภคเกลือมากถึง 4,000 มิลลิกรัม(มก.)ต่อวัน เกินกว่าที่ร่างกายต้องการ 2 เท่า โดยสัดส่วนของการบริโภคโซเดียมที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 600 มก.ต่อมื้อ หรือ 2,000 มก.ต่อวัน แต่จากการสำรวจล่าสุดมีข้อมูลว่าคนเริ่มบริโภคเกลือลดลงเหลือประมาณ 3,500 มก.ต่อวัน ขณะที่ในอาหารกึ่งสำเร็จรูปมีปริมาณโซเดียมมากถึง 1,800 มิลลิกรัม และบางคนกินมากกว่าวันละ 2 ซอง

หลังจากที่กรมสรรพสามิต เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาแพ็กเกจภาษีใหม่ โดยจะเก็บภาษีสินค้าที่มีความเค็ม แม้ว่าจะยังไม่ชัดเจนว่าจะมีสัดส่วนจะเป็นอย่างไร ปรากฏว่าได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายลดบริโภคเค็มอย่างชัดเจน ล่าสุด ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเข้าใจว่ายังคงเป็นข้อเสนอ ยังไม่เห็นหน้าตาออกมาเป็นรูปธรรมว่า จะมีการเก็บในอัตราเท่าไรอย่างไร แต่คาดว่าคงจะได้ตัวอย่างจากภาษีน้ำตาล ซึ่งหากมีการออกกฎหมายเก็บภาษีความเค็มจริง ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะจะไปมุ่งเป้าสินค้าอาหารที่มีเกลือหรือโซเดียมสูง หากไม่อยากเสียภาษีมากก็ต้องปรับสูตรลดความเค็มลง ซึ่งการกินเค็มน้อยจะช่วยป้องกันโรค เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต เป็นต้น

คนไทยกินเค็มเกิน2เท่าป่วยพุ่งหนุนเก็บภาษีเค็มลดโรคอายุยืน

การเก็บภาษีความเค็มอาจมีผลกระทบต่อประชาชนบ้างเล็กน้อย เพราะหากปรับสูตรรสชาติทันทีเลย คนที่ยังกินรสชาติเค็มอาจจะไม่ชิน ซึ่งการปรับสูตรลดความเค็มจะต้องปรับให้ลดลงไม่เกิน 10% ซึ่งลิ้นของผู้บริโภคจะจับไม่ได้ว่าความเค็มเปลี่ยน โดยต้องค่อยๆ ลดความเค็มลงไป แต่ข้อดีคือหากปรับก็เป็นการปรับทุกบริษัท เป็นการไปลดความเค็มหรือลดเกลือตั้งแต่ต้นทาง ผู้บริโภคก็ไม่มีทางเลือก แต่คนที่อยากกินเค็มก็มีสิทธิไปเติมเอง ดังนั้น นอกจากมาตรการทางภาษีแล้ว ที่ต้องทำควบคู่กันไป คือ การรณรงค์ลดบริโภคเค็ม เพราะทุกวันนี้คนก็ยังติดการกินเค็มอยู่

ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้คนไทยกินเค็มหรือบริโภคโซเดียมเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ 2 เท่า โดยเมื่อ 8 ปีก่อนคนไทยบริโภคเกลือมากถึง 4,000 มิลลิกรัม(มก.)ต่อวัน เกินกว่าที่ร่างกายต้องการ 2 เท่า โดยสัดส่วนของการบริโภคโซเดียมที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 600 มก.ต่อมื้อ หรือ 2,000 มก.ต่อวัน แต่จากการสำรวจล่าสุดมีข้อมูลว่าคนเริ่มบริโภคเกลือลดลงเหลือประมาณ 3,500 มก.ต่อวัน ขณะที่ในอาหารกึ่งสำเร็จรูปใน บะหมี่ โจ๊กซอง โจ๊กถ้วย 1 ซองบริโภคมีปริมาณโซเดียมมากถึง 1,800 มิลลิกรัม และบางคนกินมากกว่าวันละ 2 ซอง

คนไทยกินเค็มเกิน2เท่าป่วยพุ่งหนุนเก็บภาษีเค็มลดโรคอายุยืน

“หากมีการควบคุมในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปจะทำได้ง่ายกว่า เนื่องจากมีฉลากแสดงปริมาณสัดส่วนของโซเดียมและเกลือในอาหาร ง่ายแก่การควบคุม ส่วนการควบคุมในระดับเครื่องปรุง หรือซอสต่างๆ นั้น คงเป็นเรื่องยาก และต้องมีการศึกษาก่อนตัดสินใจ อย่างไรก็ตามต้องเดินหน้ารณรงค์ลดบริโภคเค็มลงอีก ซึ่งเชื่อว่าขณะนี้คนในสังคมตื่นตัวมากขึ้น เห็นได้จากสินค้าต่างๆ เริ่มมีการปรับตัวทำสูตรลดเค็มกันมากขึ้น เช่น น้ำปลาลดโซเดียม ซีอิ๊วลดโซเดียม เป็นต้น เพราะคนต้องการสินค้าทางเลือกสุขภาพมากขึ้น การมีภาษีความเค็มออกมาเครือข่ายก็ไม่ขัดข้อง ซึ่งหากทางสรรพสามิตเห็นว่ามีผลดีก็ควรเร่งขับเคลื่อน” ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าว

คนไทยกินเค็มเกิน2เท่าป่วยพุ่งหนุนเก็บภาษีเค็มลดโรคอายุยืน

วันเดียวกัน นพ.เสรี ตู้จินดา ประธานคณะที่ปรึกษา รมว.สาธารณสุข กล่าวในการลงพื้นที่ห้างโกลเด้นเพลซ สาขาถนนสุโขทัย จัดกิจกรรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการมอบ “กระเช้าผลิตภัณฑ์สัญลักษณ์โภชนาการทางเลือกสุขภาพ (Healthier Choice)” ว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีความมุ่งหวังให้ประชาชนมีสุขภาพดี ผู้บริโภคได้เรียนรู้เรื่องการบริโภคที่เหมาะสม สามารถเข้าถึงข้อมูลโภชนาการได้ง่ายขึ้น จึงมีการแสดงฉลากโภชนาการบนผลิตภัณฑ์อาหาร เพื่อเป็นเครื่องมือสื่อสารให้ข้อมูลด้านโภชนาการกับผู้บริโภคได้รับทราบถึงข้อมูลคุณค่าทางโภชนาการที่ได้รับต่อหนึ่งหน่วยบริโภค เพื่อให้เกิดการเลือกซื้อเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมต่อสุขภาพ ช่วยป้องกันปัญหาภาวะโภชนาการเกินและลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค

“ที่ผ่านมาได้มีการออกสัญลักษณ์โภชนาการทางเลือกสุขภาพ (Healthier Choice) บนฉลากผลิตภัณฑ์ หากเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีสัญลักษณ์นี้ จะทำให้ผู้บริโภคได้เลือกบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสมต่อสุขภาพ ลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะไตวายเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น” นพ.เสรีกล่าว
นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการอย. กล่าวว่า เป็นเรื่องไม่ยากที่ผู้บริโภคสามารถดูฉลากที่มีสัญลักษณ์โภชนาการ “ทางเลือกสุขภาพ (Healthier Choice)” ด้วยตนเอง ขณะนี้มีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองสัญลักษณ์โภชนาการนี้จากสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล แล้วจำนวน 7 กลุ่มอาหาร ได้แก่ กลุ่มอาหารมื้อหลัก 13 ผลิตภัณฑ์, กลุ่มเครื่องดื่ม 582 ผลิตภัณฑ์, เครื่องปรุงรส 14 ผลิตภัณฑ์, อาหารกึ่งสำเร็จรูป 37 ผลิตภัณฑ์ (บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและโจ๊ก), ผลิตภัณฑ์นม 103 ผลิตภัณฑ์, ขนมขบเคี้ยว 35 ผลิตภัณฑ์ และไอศกรีม 28 ผลิตภัณฑ์ รวมทั้งหมด 812 ผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ผู้บริโภคสามารถหาซื้อผลิตภัณฑ์ที่แสดงสัญลักษณ์ดังกล่าวได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าเพื่อสุขภาพ และร้านค้าทั่วไป

‘สกอ.’เดินหน้าครูคืนถิ่น-หวังสร้างเลือดใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/351310

‘สกอ.’เดินหน้าครูคืนถิ่น-หวังสร้างเลือดใหม่

ดรสุภัทร  จำปาทอง,สกอ,โครงการครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น

‘สกอ.’เดินหน้าครูคืนถิ่น-หวังสร้างเลือดใหม่ ยอมรับสเปคสูงแต่คุ้มค่า   แม้รอเวลา 10 ปี

7 พ.ย.2561 ดร.สุภัทร  จำปาทอง  เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้า โครงการครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ประจำปีการศึกษา 2561 ว่า โครงการนี้อาจจะต้องใช้เวลาและความยากลำบาก ในการเลือกเฟ้นนักเรียนนักศึกษาที่สนใจเข้าร่วมโครงการจริง ๆ    อย่างน้อยประมาณ 10 ปี แต่คุ้มค่ากับการรอคอย เพราะเมื่อถึงวันนั้นเมื่อข้าราชการครูเก่าที่เกษียณไป  แต่เราจะได้ครูสายพันธุ์ใหม่ที่มีความพร้อม และเก่งเข้ามาแทนที่ ซึ่งมั่นใจว่า เมื่อวันนั้นมาถึง ทุกอย่างจะเห็นเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ผลการสอบคัดเลือกปรากฏว่า ปี 2561 สามารถคัดเลือกนิสิตนักศึกษาที่สอบผ่านเกณฑ์ได้ จำนวน 2,784 คน จากอัตราที่มีบรรจุ 4,156 คน ใน 35 สาขา ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่พอใจ

'สกอ.'เดินหน้าครูคืนถิ่น-หวังสร้างเลือดใหม่

ดร.สุภัทร กล่าวว่า ผลจากตัวเลขดังกล่าว แม้จะคัดเลือกเด็กได้ไม่ตรงตามเป้าหมายที่กำหนดไว้   แต่มีความจำเป็นที่จะต้องคงหลักเกณฑ์และคุณสมบัติผู้ที่จะตั้งใจเข้ามาอยู่ในสายวิชาชีพครู เพื่อเป็นครูที่มีคุณภาพ อย่างสมบูรณ์แบบ หรือครูสายพันธุ์ใหม่ในอนาคต การกำหนดเกณฑ์ผลการเรียน ระหว่างที่เรียนแต่ละชั้นปีจึงสูง ต้องมีผลการเรียน 3.0 ขึ้นไปแล้ว  ยังต้องผ่านการสอบวัดผลด้านภาษาอังกฤษ TOFLE  ระดับ 500 คะแนน   อีกทั้งนิสิตนักศึกษาที่สอบร่วมโครงการยังจะต้องเรียนหนักอีก 5 ปี ใน 164 หลักสูตร จากสถาบันผลิตครู จำนวน 44 แห่ง เมื่อสำเร็จการศึกษาตามเกณฑ์ที่กำหนด จะส่งชื่อให้หน่วยงานผู้ใช้บรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย จำนวน 4,195 คน

'สกอ.'เดินหน้าครูคืนถิ่น-หวังสร้างเลือดใหม่

ดร.สุภัทร กล่าวต่อว่า สำหรับการคัดเลือกจะใช้ระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา TCAS (ทีแคส) รอบที่ 2 การรับแบบโควตาที่มีการสอบข้อเขียนหรือข้อปฏิบัติ ใช้ผลจากการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) และการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านอาชีวศึกษา (วีเน็ต) กรณีผู้สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ผลการทดสอบความถนัดทั่วไป (แกต) และความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพวิชาการ (แพต) แต่ที่เกี่ยวข้องกับสาขาที่เปิดรับ เช่น แพต 5 วิชา ความถนัดทางวิชาชีพครู หรือแพต 2 ความถนัดทางด้านวิทยาศาสตร์ เป็นต้น โดยแต่ละสาขาวิชาจะกำหนดค่าน้ำหนักผลการสอบไม่เท่ากัน

'สกอ.'เดินหน้าครูคืนถิ่น-หวังสร้างเลือดใหม่

“โครงการนี้ เมื่อนิสิตนักศึกษาทั้ง 4,156 คน สำเร็จการศึกษา รายชื่อจะถูกส่งให้หน่วยงานผู้ใช้บรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งครูผู้ช่วย โดยแบ่งตามอัตราที่ใช้ในการบรรจุ ดังนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 3,935 คน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) 161 คน กรุงเทพมหานคร 50 คน และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัย (กศน.) 10 คน แต่เมื่อยอดเปิดรับไม่ได้ตามเป้า ก็ต้องคืนอัตราที่เหลือกลับคืนต้นสังกัดต่อไป ” เลขาธิการ สกอ.กล่าว

'สกอ.'เดินหน้าครูคืนถิ่น-หวังสร้างเลือดใหม่

ใช้บิ๊กดาต้าพัฒนาคนป้อนอีอีซีตั้งเป้า3เดือนยกอาชีวะสู่สากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/351093

ใช้บิ๊กดาต้าพัฒนาคนป้อนอีอีซีตั้งเป้า3เดือนยกอาชีวะสู่สากล

บิ๊กดาต้า

ใช้บิ๊กดาต้าพัฒนาคนป้อนอีอีซีตั้งเป้า3เดือนยกอาชีวะสู่สากล : รายงาน โดย… -พวงชมพู ประเสริฐ – qualitylife4444@gmail.com –

การพัฒนาประเทศต้องการกำลังคนด้านอาชีวศึกษาเป็นสำคัญในการขับเคลื่อน ซึ่งถ้าจะทำให้ประสบผลสำเร็จจะต้องเชื่อมโยงกับ ข้อมูลบิ๊กดาต้าที่มีจะได้วางแผนพัฒนาและผลิตกำลังคนให้สามารถรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สนับสนุนการพัฒนาประเทศให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ได้ในอนาคตอย่างตรงตามเป้าหมาย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พล.ต.อ.อำนาจ อันอาตม์งาม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงนามความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลบิ๊กดาต้า เพื่อวางแผนการผลิตและพัฒนากำลังคน ระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงแรงงาน โดยมี นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมลงนาม

ใช้บิ๊กดาต้าพัฒนาคนป้อนอีอีซีตั้งเป้า3เดือนยกอาชีวะสู่สากล

จากนี้ไป 5 ปี กระทรวงแรงงานจะสนับสนุนข้อมูลทะเบียนความต้องการแรงงานของสถานประกอบการ ข้อมูลทะเบียนการมีงานทำและการเป็นผู้ประกันตนของนักเรียน นักศึกษา ระดับอาชีวศึกษา ข้อมูลทะเบียนการพัฒนาฝีมือแรงงานของนักเรียน นักศึกษาระดับอาชีวศึกษา ข้อมูลสถิติด้านแรงงาน ข้อมูลแผนการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานระดับพื้นที่ให้สอดคล้องกับสาขาวิชาที่สถานศึกษาในสังกัดอาชีวศึกษาเปิดสอน

ตลอดจนให้ความร่วมมือในการใช้พื้นที่ และทรัพยากรร่วมกันในการฝึกอบรมฝีมือแรงงานและทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ รวมทั้งการพัฒนากำลังคนตามความเหมาะสม และให้บริการจัดหางานแก่นักเรียน นักศึกษาระดับอาชีวศึกษาที่ประสงค์จะทำงาน เป็นต้น

ใช้บิ๊กดาต้าพัฒนาคนป้อนอีอีซีตั้งเป้า3เดือนยกอาชีวะสู่สากล

ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จะอนุญาตให้กระทรวงแรงงานใช้ประโยชน์ข้อมูลทะเบียนนักเรียน นักศึกษา ด้านการศึกษา ข้อมูลสถิติด้านการศึกษาและให้กระทำผ่านระบบและเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ข้อมูลทะเบียนนักเรียน นักศึกษาที่กำลังจะสำเร็จการศึกษา ที่สำเร็จการศึกษาและความต้องการประกอบอาชีพ การศึกษาต่อ และการทำงานของนักเรียน นักศึกษา ข้อมูลความต้องการแรงงานของสถานประกอบกิจการจากการสำรวจ ข้อมูลสถิตินักเรียน นักศึกษาที่กำลังศึกษา และที่สำเร็จการศึกษา ข้อมูลสถิติจำนวนครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาระดับวุฒิการศึกษาในสังกัดอาชีวศึกษา

รวมทั้งการให้ความร่วมมือในการใช้พื้นที่และทรัพยากรร่วมกันในการฝึกอบรมฝีมือแรงงานและทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ตลอดจนการพัฒนากำลังคนตามความเหมาะสม ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การผลิตและพัฒนากำลังคนรองรับการพัฒนาประเทศ ที่จะช่วยสร้างการรับรู้ไปยังหน่วยงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ทำให้การบูรณาการการทำงานเกิดความชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนั่นเอง
พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นไปตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ที่ให้ 2 หน่วยงานทำงานร่วมกัน ในการบูรณาการข้อมูลเพื่อการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การผลิตและพัฒนากำลังคน รองรับการพัฒนาประเทศ ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกที่จะช่วยสร้างการรับรู้ไปยังหน่วยงานและบุคลกรที่เกี่ยวข้อง ทำให้การบูรณาการการทำงานเกิดความชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ใช้บิ๊กดาต้าพัฒนาคนป้อนอีอีซีตั้งเป้า3เดือนยกอาชีวะสู่สากล

          อาชีวะตั้งศูนย์รองรับขับเคลื่อน
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มีการจัดตั้งศูนย์ประสานงานการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา ภายใต้โครงสร้าง 1 ศูนย์กลาง 6 ศูนย์ภูมิภาค 18 ศูนย์กลุ่มจังหวัด ใน 6 ภารกิจ คือ ฝ่ายข้อมูลกลาง ฝ่ายส่งเสริมสมรรถนะผู้เรียนเข้าสู่มาตรฐานอาชีพ ฝ่ายส่งเสริมการระดมทรัพยากรและความร่วมมือ ฝ่ายจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับการมีงานทำ ฝ่ายวิจัยและพัฒนา และฝ่ายประสานงานและสร้างการรับรู้ รวมไปถึงโครงการลงทะเบียนครูพิเศษ อาชีวศึกษา และสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลมาสู่บิ๊กดาต้า ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนงานไปพร้อมกันในหลายส่วน เพื่อรองรับการขับเคลื่อนประเทศ

ใช้บิ๊กดาต้าพัฒนาคนป้อนอีอีซีตั้งเป้า3เดือนยกอาชีวะสู่สากล

    หนุนเขตเศรษฐกิจพิเศษอีอีซี
ปัจจุบันอุตสาหกรรม หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic corridor: EEC) มีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศ ดังนั้น การที่ 2 หน่วยงาน ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักเข้ามาสนับสนุนในพื้นที่เหล่านั้น ให้มีความเข้มแข็ง ด้วยการพัฒนาคนให้ตรงกับความต้องการของแต่ละพื้นที่ และการที่จะพัฒนาคนให้ตรงกับความต้องการ ต้องอาศัยข้อมูลจากกระทรวงแรงงาน มาวางแผนการผลิตและพัฒนาบุคลากร ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ดังนั้น การใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลแต่ละฝ่าย เพื่อนำมาบริหารจัดการทั้งด้านอุปสงค์ (Demand Side) ความต้องการกำลังคน และอุปทาน (Supply Side) ความสามารถในการผลิตเพื่อวางแผนการผลิต และพัฒนากำลังคนในทุกภาคทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

   3 เดือนยกระดับอาชีวสู่สากล
นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวตอนหนึ่งในการประชุมมอบนโยบายและแนวทางขับเคลื่อนการพัฒนาอาชีวศึกษาแห่งชาติสู่สากล ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นประวัติศาสตร์สำคัญ เพื่อจะสรุปทิศทางการยกระดับอาชีวศึกษาภายใน 3 เดือนจะต้องให้อาชีวศึกษาก้าวสู่มาตรฐานสากลให้ได้ คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) ต้องปลดล็อกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูสำหรับครูพิเศษที่อยู่ในโรงงานหรือสถานประกอบการ พร้อมทั้งจัดหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับโลกอนาคตและมีมาตรฐานมากขึ้น ซึ่งจะต้องทำให้การผลิตผู้เรียนสายอาชีพตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมมากที่สุด

ใช้บิ๊กดาต้าพัฒนาคนป้อนอีอีซีตั้งเป้า3เดือนยกอาชีวะสู่สากล

ขณะเดียวกันจะนำหลักสูตร Business and Technology Education Council (BTEC) เน้นสมรรถนะด้านอาชีพ มาเปิดสอนในสถาบันอาชีวศึกษาของไทยที่มีความพร้อมด้านสถานที่ หลักสูตร และบุคลากร เน้นสมรรถนะด้านอาชีพและเป็นการฝึกอบรมที่เข้มข้นส่งผลให้ผู้เรียนสามารถทำงานได้ทันทีหลังจบหลักสูตร และผู้ประกอบการก็สามารถจ่ายค่าจ้างตามความสามารถของเด็กได้

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การพัฒนาอาชีวศึกษาร่วมกัน โดยหลักสูตร BTEC มีความน่าสนใจและสำคัญมาก เพราะทุกวันนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนไปภาคอุตสาหกรรมก็ต้องปรับตัวตาม ขณะเดียวกันหลักสูตรอาชีวะของไทยข้อมีจำกัดมาก ดังนั้นการที่รัฐและเอกชนร่วมมือกันจะทำให้เราผลิตคนได้ตรงกับความต้องการของประเทศ

ใช้บิ๊กดาต้าพัฒนาคนป้อนอีอีซีตั้งเป้า3เดือนยกอาชีวะสู่สากล

       แรงงานตัวกลาง “ผู้ผลิต-ผู้ใช้แรงงาน”
พล.ต.อ.อำนาจ อันอาตม์งาม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ที่ผ่านมาปัญหาที่เกิดขึ้นคือ มีความไม่เชื่อมโยงของผู้ผลิตและผู้ใช้ ดังนั้น เราจึงเป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการที่เป็นผู้ใช้แรงงาน กับผู้ผลิตแรงงาน ในเรื่องการจัดการข้อมูล ซึ่งปัจจุบัน ศักยภาพแรงงานจำเป็นต้องมีการพัฒนาไปในระดับสากล หลักดีมานด์+ซัพพลายเป็นหลักที่สำคัญ ถ้าเราสามารถกำหนดดีมานด์ได้ตรง และสามารถใช้ได้อย่างมีคุณภาพ ก็จะทำให้การพัฒนาคนและการใช้ทรัพยากรของประเทศ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้

บริการดี-ราคาสมเหตุสมผลหนุนไทยสู่เมดิคัลฮับแพทย์ครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/350931

บริการดี-ราคาสมเหตุสมผลหนุนไทยสู่เมดิคัลฮับแพทย์ครบวงจร

เมดิคัลฮับ,การแพทย์

บริการดี-ราคาสมเหตุสมผลหนุนไทยสู่เมดิคัลฮับแพทย์ครบวงจร : รายงาน  โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ  qualitylife4444@gmail.com

ประเทศไทยประกาศนโยบาย “ศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ” หรือ เมดิคัลฮับ ตั้งแต่ปี 2547 โดยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยจำนวนชาวต่างชาติที่เข้ามารับบริการรักษาพยาบาลในประเทศไทยจากปี 2547 จำนวน 1,103,095 ครั้ง เป็นจำนวน 3,300,000 ครั้ง ในปี 2560 และกลุ่มธุรกิจบริการสุขภาพมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1.4 แสนล้านบาท

นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) อธิบายว่า ภายใต้นโยบายเมดิคัลฮับของไทยมี 4 ผลผลิตหลัก ประกอบด้วย 1.ศูนย์กลางบริการสุขภาพ (Medical Service Hub) 2.ศูนย์กลางบริการเพื่อส่งเสริมสุขภาพ (Wellness Hub) จะเป็นบริการที่เน้นการฟื้นฟูตัวเอง และเข้ามาพักเป็นระยะยาว เช่น สปา นวดไทย 3. ศูนย์กลางยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ (Product Hub) มุ่งหวังผลิตภัณฑ์จากสปาและนวดไทยที่มีลักษณะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของประเทศไทย
รวมถึงผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรแชมเปี้ยนของไทย 4 ชนิดคือ ขมิ้นชัน บัวบก ไพลและกระชายดำ เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางมาประเทศไทยแล้ว จะต้องซื้อผลิตภัณฑ์สมุนไพรกลับไป เช่น เมื่อไปจีนจะนึกถึงบัวหิมะ หรือไปเกาหลีใต้จะนึกถึงโสม และ 4.ศูนย์กลางบริการวิชาการและงานวิจัย (Academic Hub) จะเป็นการสนับสนุน 3 ข้อแรก ซึ่งจะมีการหารือกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ในการให้ทุนนักศึกษาจากประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม เข้ามาศึกษาด้านสาธารณสุขในประเทศไทย
ทั้งนี้ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี “อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร” จัดเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยจัดอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยภาพรวมของเมดิคัลฮับไทย พบว่า ปี 2561 โรงพยาบาลของไทยผ่านมาตรฐานสถานพยาบาลระดับสากล (JCI) ถึง 63 แห่ง และผ่านมาตรฐานสถานพยาบาลไทย (HA) ถึง 1,382 แห่ง ขณะที่ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ปี 2561 ระบุว่าสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศจาก 2.5% ในปี 2559 เป็น 4.8% ในปี 2560

จุดเด่นสำคัญของเมดิคัลฮับไทยในปัจจุบัน คือ “การบริการที่ดี” ซึ่งคนไทยมีลักษณะนิสัยในการดูแลผู้อื่นที่ดี และ “ราคา” ที่สมเหตุสมผล แต่การที่ประเทศไทยจะแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ด้วยราคาเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้อีกต่อไป ต้องเน้นเรื่องคุณภาพสำคัญที่สุดและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนานวัตกรรมทั้งในด้านการบริการทางการแพทย์และด้านการดูแลสุขภาพใหม่ๆ ขึ้นเพื่อแข่งขันกับนานาชาติ เพราะปัจจุบันมีหลายประเทศไทยที่ประกาศตัวขับเคลื่อนเรื่องนี้เช่นกัน อาทิ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินเดีย เป็นต้น

การสนับสนุนเมดิคัลฮับของภาครัฐ นพ.ธงชัย บอกว่า จะดำเนินการทั้งในส่วนการลดเงื่อนไขที่มีกฎระเบียบเป็นปัญหาอุปสรรคในการขับเคลื่อน และส่งเสริมในเรื่องต่างๆ ซึ่งการที่จะทำให้ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามารับบริการในประเทศไทย 1.จะต้องทำให้สถานบริการมีมาตรฐาน สร้างความน่าเชื่อถือ เชื่อมั่นมากขึ้น อย่างเช่น การออกพ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ.2559 จะทำให้ร้านสปา ร้านนวดไทยมีมาตรฐานสามารถคุ้มครองผู้รับบริการได้ เป็นต้น และ 2.คุณภาพ ทั้งคุณภาพของสถานบริการและบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ

นอกจากนี้การลดอุปสรรคอย่างหนึ่ง คือ ในกลุ่มเป้าหมายที่เดินทางเข้ามารับการรักษาพยาบาลในประเทศไทยนั้น คนไข้และญาติติดตามรวม 3 คน สามารถขอวีซ่าอยู่ในประเทศไทยได้นาน 90 วัน โดยปัจจุบันให้สิทธิ์นี้กับ 11 ประเทศ ได้แก่ จีน กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม คูเวต บาห์เรน โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกลุ่มนักท่องเที่ยวที่พำนักระยะยาว ขยายระยะเวลาอนุญาตพำนักจาก 1 ปี เป็น 10 ปี สำหรับชาวต่างชาติที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปและเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพจะต้องมีเงินในบัญชีอย่างต่ำ 3 ล้านบาทและมีประกันสุขภาพ โดยต่อวีซ่าทุก 5 ปี นำร่องใน 14 ประเทศ ได้แก่ เดนมาร์ก นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ สวีเดน ฝรั่งเศส ฟินแลนด์ อิตาลี เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรเลีย อเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น และแคนาดา

“โอกาสของเมดิคัลฮับไทยมีโอกาสเติบโตสูงมาก เนื่องจากศักยภาพทางการแพทย์ของประเทศไทยไม่ด้อยกว่าประเทศไหนในอาเซียน รวมถึง การบริการที่ดีและราคาที่สมเหตุผล ที่สำคัญโครงการสร้างประชากรโลกจะมีสัดส่วนผู้สูงอายุมากขึ้นและแนวโน้มของทั่วโลกจะมุ่งเน้นการดูแลสุขภาพตัวเองทั้งสิ้น จึงต้องทำให้ชาวต่างชาติคิดถึงเมืองไทยเป็นประเทศแรกๆ เมื่อนึกถึงการดูแลสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันบริการด้านนี้ประเทศไทยอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก” นพ.ธงชัยเชื่อมั่น

อย่างไรก็ตาม นพ.ธงชัย ยอมรับว่าเมื่อเมดิคัลฮับของประเทศไทยมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับและเชื่อมั่นจากนานาประเทศ ส่งผลให้มีเอเจนซีชักชวนคนจีนที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยจำนวนมาก เข้าตรวจสุขภาพฟรีกับสถานพยาบาลเอกชนของไทยแล้วเอเจนซีนำผลการตรวจไปปลอมแปลงเพื่อแฝงการขายอาหารเสริมให้นักท่องเที่ยว โดยสบส.ได้ประสานไปยังสมาคมโรงพยาบาลเอกชนให้รับทราบถึงปัญหานี้และระมัดระวังเรื่องการเปิดเผยผลการตรวจสุขภาพให้บุคคลอื่นแทนคนไข้ เพราะสถานพยาบาลอาจมีความผิดจากการเปิดเผยข้อมูลสุขภาพของคนไข้
“การที่ไทยประกาศนโยบายเมดิคัลฮับไม่กระทบกับระบบบริการสุขภาพคนไทย หลายคนเมื่อพูดถึงเมดิคัลฮับแล้วจะตกใจว่าคนไทยยังไม่ดูแลเลยจะไปทำอะไร อย่างไร แต่จริงๆ เมดิคัลฮับมี 4 ผลิตผล อย่ามองเพียงบริการทางการแพทย์อย่างเดียว และการแพทย์ที่เราส่งเสริมสิ่งที่จะได้รับกลับมาด้วย คือการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการใช้ดูแลทางการแพทย์คนไทยก็จะได้ประโยชน์ไปด้วย” นพ.ธงชัย เน้นย้ำปิดท้าย

เปรียบเทียบ “เมดิคัลฮับ” ไทยกับ 4 ประเทศ 
สิงคโปร์  เน้นการให้บริการการแพทย์ขั้นสูง ส่งเสริมการสร้างมาตรฐานของโรงพยาบาลให้ได้รับการับรองในระดับสากล และมีโรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI

มาเลเซีย  ชูภาพลักษณ์ประเทศมุสลิม เพื่อดึงดูดผู้ป่วยที่นับถือศาสนาอิสลาม เน้นกลุ่มผู้ป่วยที่มีฐานะจากกลุ่มประเทศที่ยังขาดแคลนสิ่งอำนวยความสะดวกทางการแพทย์

อินเดีย ราคาถูก เน้นกลุ่มผู้ทำประกันสุขภาพในประเทศตะวันตก ซึ่งอินเดียทำความร่วมมกับบริษัทประกันต่างชาติให้ส่งตัวลูกค้าที่ต้องการรับบริการมาที่อินเดีย

เกาหลีใต้ สร้างจุดเด่นด้านการหยุดพักผ่อนระยะยาวและการผ่าตัดความงาม

ไทย มีความพร้อมทั้งสถานพยาบาลที่มีคุณภาพ เทคโนโลยี บุคลากร การบริการเพื่อรองรับความต้องการใช้บริการ ที่มา:ข้อมูลจากการวิจัยของธนาคารออมสิน

ที่มา:ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) พ.ศ.2560-2569

ร่างกฎหมายกัญชา-กระท่อมอนุญาตครอบครองเพื่อรักษาโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/350569

ร่างกฎหมายกัญชา-กระท่อมอนุญาตครอบครองเพื่อรักษาโรค

ร่างกฎหมาย,กัญชา,กระท่อม,รักษาโรค,การแพทย์

ร่างกฎหมายกัญชา-กระท่อมอนุญาตครอบครองเพื่อรักษาโรค  : รายงาน  โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 จะมีการประชุมคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ เพื่อพิจารณาประกาศกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ที่จะยกระดับสารสกัดกัญชาเป็นยาเสพติดประเภท 2 (ยส.2) จากปัจจุบันอยู่ที่ประเภท 5 (ยส.5) จะทำให้สามารถนำเฉพาะส่วนที่เป็นสารสกัดกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้เท่านั้น การจะปลดล็อกกัญชาทั้งหมดและกระท่อม จะต้องรอร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่…) พ.ศ…. ที่เป็นการแก้ไข พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งเสนอโดย 44 สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) คาดว่าจะสามารถพิจารณาได้ทันและออกเป็นกฎหมายได้ภายในสมัยวาระของสนช.หรือก่อนเลือกตั้ง

ร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดฯ ฉบับ 44 สนช. มีการรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์แล้ว ผู้เข้าอ่าน 2.9 แสนครั้ง ผู้แสดงความคิดเห็น 16,431 คน เห็นด้วย 16,288 คน คิดเป็น 99.13%  ไม่เห็นด้วย 138 คน คิดเป็น 0.84% ไม่แสดงความคิดเห็น 5 คน คิดเป็น 0.03% โดยมีทั้งสิ้น 17 มาตรา ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไข 15 มาตรา สาระสำคัญ คือ 1.มาตรา 16 อนุญาตให้มีการผลิต นำเข้า หรือส่งออกยาเสพติดประเภท 2 หรือประเภท 5 กรณีได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาตเฉพาะในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ทางราชการ โดยการขอรับและการออกใบอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

ร่างกฎหมายกัญชา-กระท่อมอนุญาตครอบครองเพื่อรักษาโรค 

2.มาตรา 17 ห้ามมิให้ผู้ใดจำหน่าย หรือมีไว้ครอบครองซึ่งเยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 หรือประเภท 5 เว้นแต่ได้รับใบอนุญาต 3.มาตรา 18 อนุญาตให้มียาเสพติดในประเภท 2 หรือประเภท 5 ไว้ในครอบครองได้ ไม่เกินจำนวนที่จำเป็นสำหรับใช้รักษาโรคเฉพาะตัว โดยมีหนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือผู้ประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบันชั้นหนึ่งในสาขาทันตกรรม ซึ่งเป็นผู้ให้การรักษาและกรณีไม่เกินจำนวนที่จำเป็นสำหรับใช้ประจำในการปฐมพยาบาล หรือกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินในเรือ เครื่องบิน หรือยานพาหนะอื่นใดที่ใช้ในการขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศที่ไม่ได้จดทะเบียนในไทย

ร่างกฎหมายกัญชา-กระท่อมอนุญาตครอบครองเพื่อรักษาโรค 

4.มาตรา 19 ผู้ขออนุญาตจะได้รับใบอนุญาตให้จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครอง เมื่อเป็นกระทรวง ทบวง กรม องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น กรุงเทพมหานคร สภากาชาดไทย หรือองค์การเภสัชกรรม ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศ หรือแพทย์ เภสัชกร ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ แพทย์แผนไทยสาขาเวชกรรมไทย หรือแพทย์แผนไทยประยุกต์

5.มาตรา 19/1 กรณีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) เห็นสมควรเพื่อประโยชน์ในการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ จะกำหนดเขตพื้นที่เพื่อทดลองเพาะปลูก ผลิตและทดสอบ เสพหรือครอบครองยาเสพติดประเภท 5 ในปริมาณที่กำหนด โดยจะต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกามีมาตรการควบคุมและตรวจสอบการเสพและการครอบครอง และการกระทำดังกล่าวในเขตพื้นที่ไม่เป็นความผิด
6.มาตรา 26 ห้ามมิให้ผู้ใดผลิต จำหน่าย นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 4 เว้นแต่รัฐมนตรีจะอนุญาตโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการเป็นรายๆ ไป โดยการครอบครองตั้งแต่ 10 กิโลกรัมขึ้นไปให้สันนิษฐานว่ามีไว้เพื่อจำหน่าย 7.มาตรา 27 ห้ามมิให้ผู้ได้รับอนุญาต จำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 และ 5 นอกสถานที่ที่ระบุไว้ในใบอนุญาต 8.มาตรา 28  ผู้ได้รับอนุญาต ต้องจัดเก็บรักษายาเสพติดให้โทษในประเภท  2 หรือ 5 ไว้เป็นสัดส่วนในที่เก็บ ซึ่งมั่นคงแข็งแรงและมีกุญแจใส่ไว้ หรือเครื่องป้องกันอย่างอื่นที่มีสภาพเท่าเทียมกัน ในกรณีที่ถูกโจรกรรมหรือสูญหายหรือถูกทำลายต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้อนุญาตทราบโดยพลัน

ร่างกฎหมายกัญชา-กระท่อมอนุญาตครอบครองเพื่อรักษาโรค 

9.มาตรา 48 ห้ามไม่ให้โฆษณายาเสพติดให้โทษ ยกเว้น การโฆษณายาเสพติดให้โทษประเภท 2, 3 หรือ 5 ที่ทำโดยตรงต่อแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร สัตวแพทย์ หรือเป็นฉลากหรือเอกสารกำกับยาเสพติดให้โทษประเภท 2, 3, 4 หรือ 5 โดยต้องได้รับอนุญาตก่อน 10.มาตรา 57 ห้ามมิให้ผู้ใดเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1

11.มาตรา 58 ห้ามมิให้เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 2 เว้นแต่เป็นการเสพเพื่อการรักษาโรคโดยตามคำสั่งของแพทย์ ทันตแพทย์ที่ได้รับอนุญาต และห้ามเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 5 เว้นแต่เพื่อการรักษาโรคตามคำสั่งของแพทย์ ทันตแพทย์ แพทย์แผนไทยสาขาเวชกรรมไทย หรือแพทย์แผนไทยประยุกต์ หรือเสพเพื่อการศึกษาวิจัย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการป.ป.ส. อาจประกาศให้ท้องที่ใดเป็นท้องที่ที่ทำการเสพพืชกระท่อมได้โดยไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.นี้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

12.มาตรา 60 ในกรณีที่ผู้รับอนุญาตประสงค์จะจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 2 หรือ 5 เกินปริมาณที่กำหนดไว้ให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาต 13.มาตรา 61 กรณีผู้ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายหรือครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภท 2 หรือ 5 ตายก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุ ให้ทายาท ผู้ครอบครองหรือผู้จัดการมรดกแจ้งเจ้าหน้าที่ภายใน 90 วัน และให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจยึดยาเสพติดให้โทษที่เหลือเก็บรักษาที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)

ร่างกฎหมายกัญชา-กระท่อมอนุญาตครอบครองเพื่อรักษาโรค 

14.มาตรา 76 ผู้ที่มียาเสพติดให้โทษประเภท 5 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าเป็นพืชกระท่อมมีโทษจำคุก ไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

15.มาตรา 76/1 ผู้ที่จำหน่ายหรือครอบครองเพื่อจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 5 โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยมีจำนวนไม่ถึง 10 กิโลกรัม มีโทษจำคุกตั้งแต่ 2-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 40,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีเป็นพืชกระท่อม มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากมีจำนวนตั้งแต่ 10 กิโลกรัมขึ้นไป มีโทษจำคุกตั้งแต่ 2-15 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000-1,500,000 บาท กรณีเป็นพืชกระท่อม มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท

“กฎหมายฉบับนี้อาจไม่ใช่กฎหมายที่ดีที่สุดที่จะปลดล็อกการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ของกัญชาและกระท่อม แต่ถือเป็นการเริ่มนับ 1 ซึ่งเป็นก้าวที่ยากที่สุด หากเริ่มได้ ก้าวที่ 2 3 4 ก็จะตามมา โดยหากจะมีการออกเป็นประมวลกฎหมายยาเสพติด หรือออกเป็นกฎหมายเฉพาะที่เสนอโดยภาคประชาชน ก็จะดำเนินการไม่ยากในอนาคต” นายสมชาย แสวงการ สมาชิกสนช.กล่าว

500 นักวิทย์รุ่นใหม่ชงนายกฯหนุนวิจัยอนาคตประเทศ4ด้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/350424

500 นักวิทย์รุ่นใหม่ชงนายกฯหนุนวิจัยอนาคตประเทศ4ด้าน

นักวิทย์,นายกฯ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,วิทยาศาสตร์

500 นักวิทย์รุ่นใหม่ชงนายกฯหนุนวิจัยอนาคตประเทศ4ด้าน : รายงาน  โดย…  ปาริชาติ บุญเอก quality4444@gmail.com

“วิทยาศาสตร์” เป็นรากฐานของการวิจัยและพัฒนาประเทศหากจะพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต้องอาศัยนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งล่าสุดนักวิทยาศาตร์รุ่นใหม่ จำนวน 500 คน ร่วมยื่นสมุดปกขาวการวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในกิจกรรม “นักวิทย์รุ่นใหม่ นำไทยไปด้วยกัน” เพื่อแสดงความพร้อมนำศักยภาพนักวิทย์รุ่นใหม่ กำหนดอนาคตประเทศไทย ก้าวสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว

500 นักวิทย์รุ่นใหม่ชงนายกฯหนุนวิจัยอนาคตประเทศ4ด้าน

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  กล่าวในงานนายกรัฐมนตรีพบนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาลว่า นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ จำนวน 500 คน ได้ร่วมยื่นสมุดปกขาวการวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในกิจกรรม “นักวิทย์รุ่นใหม่ นำไทยไปด้วยกัน” เพื่อแสดงความพร้อมนำศักยภาพนักวิทย์รุ่นใหม่ กำหนดอนาคตประเทศไทย ก้าวสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว พร้อมวางกลยุทธ์กำหนดโจทย์วิจัยให้แก่ประเทศ 4 ด้าน ประกอบด้วย 1.อาหารเพื่ออนาคต 2.การแพทย์และสาธารณสุขขั้นแนวหน้า 3.พลังงานแห่งอนาคต 4.การป้องกันภัยคุกคาม รับมือความเสี่ยง และสร้างโอกาสในอนาคต ซึ่งถือเป็นโจทย์วิจัยที่มีความสำคัญต่อประเทศและสามารถต่อยอดไปสู่ระดับโลกได้ หากรัฐบาลให้การสนับสนุน

500 นักวิทย์รุ่นใหม่ชงนายกฯหนุนวิจัยอนาคตประเทศ4ด้าน

ตั้ง “ศูนย์วิสาหกิจเริ่มต้นแห่งชาติ”
นอกจากนี้ ผู้แทนวิสาหกิจเริ่มต้นหรือสตาร์ทอัพประมาณ 400 คน ได้ยื่นหนังสือให้รัฐบาล 7 ข้อ เพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ได้แก่ 1.ควรจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลวิสาหกิจเริ่มต้น รวมทั้งจัดให้มีระบบศูนย์กลางข้อมูลและการให้บริการต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง 2.ควรให้การสนับสนุนทางการตลาดรวมไปถึงการขยายกิจการวิสาหกิจเริ่มต้นไปยังต่างประเทศ

3.ควรให้การสนับสนุนเพื่อดึงดูดบุคลากรที่มีทักษะสูง ให้งบสนับสนุนจากภาครัฐเป็นค่าตอบแทนในการฝึกงานในวิสาหกิจเริ่มต้นหรือการให้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี 4.สนับสนุนเทคโนโลยีขั้นสูงตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนา โดยให้ความช่วยเหลือแก่สถาบันการศึกษาที่คิดค้นนวัตกรรมหรืออาจจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงโดยเฉพาะ

500 นักวิทย์รุ่นใหม่ชงนายกฯหนุนวิจัยอนาคตประเทศ4ด้าน

5.ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนและการระดมทุนของวิสาหกิจเริ่มต้น 6. ส่งเสริมให้มีการสร้างสังคมผู้ประกอบการโดยให้ความสำคัญต่อการพัฒนาทักษะและความรู้ด้านเทคโนโลยีและความเป็นผู้ประกอบการ และ 7.สนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมและการจัดตั้งหน่วยงานที่เป็นศูนย์รวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง หรือศูนย์วิสาหกิจเริ่มต้นแห่งชาติ

ดร.วศะพร จันทร์พุฒ อาจารย์คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตัวแทนนักวิทย์รุ่นใหม่ด้านวิจัยอาหารเพื่ออนาคต เผยถึงแนวทางในการวิจัยว่า อาหารเพื่ออนาคตเป็นการรวมกันของ 2 ศาสตร์ คือ เกษตร และอาหาร เราจะมีอาหารที่ดีและพอเพียงได้อย่างไรถ้าการเกษตรไม่เข้มแข็ง และหากเรามีวัตถุดิบที่ดีแล้ว เราจะแปรรูปอาหารอย่างไรให้เราได้อาหารที่ดีมีคุณค่าทางโภชนาการ สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยวิทยาศาสตร์ด้านอาหาร รวมถึงการแพทย์ พลังงาน และเทคโนโลยี เป็นการทำงานแบบองค์รวม

500 นักวิทย์รุ่นใหม่ชงนายกฯหนุนวิจัยอนาคตประเทศ4ด้าน

เนื่องจาก “การพัฒนาการเกษตร” ภายใต้ข้อจำกัดด้านสภาพภูมิอากาศ และไทยกำลังเข้าสู่ยุคเกษตรกรวัยแรงงานลดลง ปัจจุบันมีการทำสมาร์ทฟาร์มมิ่ง เกษตรอัจฉริยะ ที่ใช้ระบบดาวเทียม คอมพิวเตอร์ เซ็นเซอร์ เข้ามาช่วยในการทำงาน วางแผนปลูกพืช การวิเคราะห์ดีเอ็นเอพืชและสัตว์ เก็บข้อมูล และสร้างธนาคารดีเอ็นเอพืชและสัตว์ไทย รวมไปถึงการปลูกพืชในแนวตั้ง ใช้หุ่นยนต์ในการเก็บเกี่ยว ทุกอย่างไวมาก และแม่นยำ ดังนั้น ถ้าเกษตรมั่นคง อาหารก็มั่นคง

500 นักวิทย์รุ่นใหม่ชงนายกฯหนุนวิจัยอนาคตประเทศ4ด้าน

ดร.วศะพร กล่าวว่า การพัฒนาด้านอาหารปัจจุบันแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ อาหารที่เรารับประทานในชีวิตประจำวัน และอาหารเฉพาะกลุ่ม สิ่งสำคัญคือ หนึ่ง เราต้องมีอาหารที่พอเพียง ต่อมาคือ เราจะทำอย่างไรให้มีอาหารเฉพาะคนกลุ่มโรค เนื่องจากในร่างกายเรามียีนร้ายๆ แฝงตัวอยู่ ทำให้ไวต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อาทิ เบาหวาน มะเร็ง และหลอดเลือดหัวใจ แต่โรคพวกนี้สามารถป้องกันได้ด้วยอาหาร อันดับแรกเราต้องรู้ก่อนว่าเรามียีนหรือไม่ ซึ่งต้องใช้วิทยาการทางการแพทย์ในการตรวจ และศึกษาว่าอาหารชนิดใดที่สามารถควบคุมการแสดงออกของยีนพวกนี้ได้เพื่อป้องกันโรคนั้นๆ

500 นักวิทย์รุ่นใหม่ชงนายกฯหนุนวิจัยอนาคตประเทศ4ด้าน

“ประเทศไทยมีความหลากหลายมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เราจะใช้ความหลากหลายเหล่านี้อย่างไรให้เป็นประโยชน์ เป้าหมายในการดำเนินงาน เราแบ่งเป็นช่วงๆ โดยในระยะ 5 ปีแรก ถือเป็นปีที่สร้างฐานให้มั่นคงคล้ายๆ พีระมิด โดยมุ่งพัฒนาด้านเกษตรขั้นพื้นฐานทั้งหมด รวมไปถึงจัดตั้งธนาคารดีเอ็นเอทั้งคน และพืช เพื่อเก็บดาต้า นำมาประมวลผล ในห้าปีแรกอาจจะเห็นเป็นรูปธรรมยาก แต่สิ่งเหล่านี้ จะนำไปสู่ปีที่ 10 และหมุนไปสู่ปีที่ 20 ต่อไป” ดร.วศะพร กล่าวเพิ่มเติม

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วิทยาศาสตร์คือ การทำความฝันให้เป็นจริง ดังนั้น ต้องมาดูกันต่อไปว่าผลจากการวิจัยพัฒนาจะนำมาสร้างคุณค่าและมูลค่าได้อย่างไร เป้าหมายของเราคือ อยากให้คนไทยมีรายได้สูงขึ้น และสิ่งเดียวที่จะช่วยได้คือ “วิทยาศาสตร์” ซึ่งในการประชุมที่ต่างประเทศล่าสุด ประเทศที่มีรายได้สูงที่สุด ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้สินค้ามีมูลค่าสูงขึ้น แต่ประเทศที่อ่อนด้อยในเรื่องนี้ รายได้ก็น้อยลง นี่คือความแตกต่าง และความเหลื่อมล้ำของโลกใบนี้

500 นักวิทย์รุ่นใหม่ชงนายกฯหนุนวิจัยอนาคตประเทศ4ด้าน

“ประเทศไทยมีอาชีพเกษตรกรมากที่สุด ซึ่งก็เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ รองลงมาคือ ปัญหาเรื่องสุขภาพ วันนี้แรงงานการเกษตรขาดแคลน จะใช้เครื่องจักรเครื่องมือ ก็ต้องจ้างเขา โจทย์ที่เราต้องคิดคือ เราจะช่วยชนชั้นแรงงานได้อย่างไร รวมถึงพัฒนาเทคโนโลยีในทุกๆ ด้าน นำไปสู่การวิจัย และการจัดสรรงบประมาณของภาครัฐ พร้อมกับการทำงานร่วมกัน ระหว่างภาครัฐ เอกชน ประชาชน และนักวิชาการ” และตลอดเวลาในการเดินหน้างานวิจัย ต้องนำไปสู่รูปธรรมให้ได้ ในการวิจัยต้องมีคำตอบทั้งหมด ต้องเดินหน้าและทำให้ได้ตามเป้าไม่เช่นนั้นจะกลายเป็น “นักวิทย์รุ่นเก่า นำเราสู่อดีต” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวทิ้งท้าย

    งบวิจัยและพัฒนาของไทย
ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา (2557-2561) ประเทศไทยมีการใช้งบวิจัยและพัฒนารวม เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า อยู่ที่ 166,215 ล้านบาท คิดเป็น 1% ของจีดีพี โดยมีงบวิจัยเอกชน เพิ่มขึ้น 4 เท่า คิดเป็น 0.75% ของจีดีพี งบวิจัยเอกชนรวม เพิ่มขึ้น 3.4 เท่า หรือ 116,350 ล้านบาท จำนวนบุคลากรด้านวิจัย เพิ่มขึ้น 2 เท่า 138,000 คน

500 นักวิทย์รุ่นใหม่ชงนายกฯหนุนวิจัยอนาคตประเทศ4ด้าน

นอกจากนี้ ในภาคเอกชนมีการลงทุนเพิ่มขึ้นกว่า 1.5 เท่า หรือ 12,614 ล้านบาท ยกระดับขีดความสามารถของเอสเอ็มอีขึ้น 16 เท่า มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวน 7,206 ราย จาก 450 รายในปี 2557 มีบริการตรวจสอบมาตรฐานเพิ่มขึ้น 1.2 เท่า หรือ 0.70 ล้านรายการ มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่กำหนดอนาคตของประเทศเพิ่มขึ้น 6 เท่า หรือกว่า 7.8 พันล้านบาท มีผลกระทบทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นกว่า 2.2 เท่า หรือประมาณ 34,500 ล้านบาท สามารถพัฒนาบุคลากรในสาขาวิทยาศาสตร์ เพิ่มขึ้น 2.5 เท่า หรือ 5.6 ล้านคน

สามารถสร้างแรงบันดาลใจคนรุ่นใหม่ เพิ่มขึ้น 1.5 เท่า หรือกว่า 3.2 ล้านคน และต่อยอดความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น 3.7 เท่า หรือประมาณ 0.74 ล้านคน ส่งผลให้อันดับความสามารถในปัจจัยด้านนวัตกรรมของประเทศไทย (World Economic Forum) ขยับขึ้นจากอันดับที่ 66 ในปี 2557 เป็น อันดับที่ 50 ของโลกในปี 2561

“กัญชา” ทางเลือกผู้ป่วยมะเร็งใช้ได้ แต่ให้ถูกวิธี และเหมาะสม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/350135

“กัญชา” ทางเลือกผู้ป่วยมะเร็งใช้ได้ แต่ให้ถูกวิธี และเหมาะสม

กัญชา,การแพทย์,ผู้ป่วย,นพสมนึก ศิริพานทอง,มะเร็ง

“กัญชา” ทางเลือกผู้ป่วยมะเร็งใช้ได้ แต่ให้ถูกวิธี และเหมาะสม : รายงาน  โดย…  ปาริชาติ บุญเอก Qualitylife4444@gmail.com

ปัจจุบัน การใช้กัญชาในแพทย์ทางเลือกยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าสามารถใช้รักษามะเร็งได้หรือไม่ ซึ่งกัญชา 1 กิโลกรัม สกัดได้สารสกัด 100 ซีซี สามารถนำไปรักษาคนไข้ได้เพียงหนึ่งคนเท่านั้น ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อผู้ป่วยทั้งประเทศ

นพ.สมนึก ศิริพานทอง กรรมการสมาคมเซลล์บำบัดไทย  กล่าวในงานสัมมนากัญชาทางการแพทย์ ภาคประชาชน ครั้งที่ 1 เกี่ยวกับการนำกัญชามาใช้ในการรักษามะเร็งว่า มะเร็งแต่ละชนิดมีอัตราการกระจายตัวแตกต่างกัน รวมถึงแต่ละพื้นที่อวัยวะที่เกิด และอัตราการตายก็แตกต่างกัน ดังนั้น การใช้กัญชาในมะเร็งแต่ละชนิดก็แตกต่างกันตามไปด้วย แม้ว่าเราจะใช้กัญชาในการรักษา แต่ก็ต้องหมั่นตรวจสอบทุกๆ เดือนว่าเซลล์มะเร็งลดลงหรือโตขึ้น รวมไปถึงหมั่นสังเกตสุขภาพของตัวเอง ว่าทรุดหรือแข็งแรงขึ้นด้วย ทั้งนี้ การใช้กัญชาจะต้องได้ผลภายใน 90 วัน และควรใช้ให้ถูกวิธี ในปริมาณที่เหมาะสม เนื่องจากกัญชาจะส่งผลให้ความดันตก ใจเต้นเร็ว สุดท้ายอาจต้องเข้าไอซียูแทน

"กัญชา" ทางเลือกผู้ป่วยมะเร็งใช้ได้ แต่ให้ถูกวิธี และเหมาะสม

“ศาสตร์การใช้กัญชา มีความละเอียดอ่อน ต้องรู้ว่าใช้กัญชาส่วนไหนดี และต้องเลือกกัญชาที่ปลูกในพื้นที่เหมาะสม กัญชาสำหรับทำยาที่ดี ได้แก่ พันธุ์หางกระรอก ที่รับแดดยามเช้า ปลูกบนพื้นที่เทือกเขาภูพาน จ.สกลนคร และกัญชาสำหรับรักษาเบาหวาน ต้องปลูกบนพื้นที่แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ดังนั้น กัญชาแต่ละแห่ง การเก็บเกี่ยวแต่ละเวลา ก็มีความเป็นยาไม่เท่ากัน”

"กัญชา" ทางเลือกผู้ป่วยมะเร็งใช้ได้ แต่ให้ถูกวิธี และเหมาะสม

          ใช้กัญชาให้ถูกวิธี
นพ.สมนึก กล่าวเพิ่มเติมว่า การสกัดกัญชาออกมาเป็นยา อาศัยกระบวนการที่ซับซ้อน ตั้งแต่การนำมาตากแห้ง ใช้แอลกอฮอล์เป็นตัวกัด นำไปสู่ระบบความร้อนในอุณหภูมิที่เหมาะสม สกัดให้ได้ตัวยาที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันทางสมาคมมีทีมที่จัดอบรมและให้ความรู้ในเรื่องนี้ คนทั่วไปสามารถทำได้ แต่ต้องทำเป็นขั้นตอนต้องสะอาด ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่า มีสารปนเปื้อน อาจส่งผลให้ไต ตับพังได้ หากใช้กัญชาไม่มีคุณภาพ ก็ไม่ได้ผล

"กัญชา" ทางเลือกผู้ป่วยมะเร็งใช้ได้ แต่ให้ถูกวิธี และเหมาะสม

สำหรับการใช้กัญชาในการรักษามะเร็งในปัจจุบัน นิยมนำมาใช้ในการออกฤทธิ์กับ 3 ระบบ ได้แก่ CB1 การออกฤทธิ์ในระบบสมอง สามารถดูดซึมทางเส้นเลือด ผ่านเยื่อบุช่องปาก ในประเทศอังกฤษ ใช้ในรูปแบบสเปรย์ แต่ที่ไทยใช้วิธีหยดใต้ลิ้นในปริมาณที่พอเหมาะ โดยเริ่มใช้ทีละน้อย ถัดมาคือ CB2 ออกฤทธิ์ต่อต่อมน้ำเหลือง ผ่านทางม้าม โดยนำกัญชาสกัดผสมกับน้ำมันมะพร้าว ใช้สวนทวารในตำแหน่งที่เหมาะสม แล้วนอนตะแคงซ้าย 20-30 นาที และสุดท้ายคือ การรักษาเฉพาะจุด เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งช่องปาก โดยนำมาผสมกับขี้ผึ้งและนำมาทาเฉพาะจุด

หลังจากใช้กัญชา ควรนอนภายใน 2 ชั่วโมง และควรนอนไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง เนื่องจากอาจเกิดอาการบ้านหมุน อาเจียน หายใจไม่ทัน และเห็นภาพหลอนหากใช้เกินขนาด ทั้งนี้ ในช่วงที่ตื่นนอนอาจต้องการรับประทานของหวาน ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ในแง่ของการรักษา หากกินได้ นอนหลับ ถือเป็นเรื่องที่ดี

"กัญชา" ทางเลือกผู้ป่วยมะเร็งใช้ได้ แต่ให้ถูกวิธี และเหมาะสม

 “กัญชา” รักษาอาการปวด
นพ.ชนินทร์ ลีวานันท์ เวชศาสตร์ฟื้นฟู เวชศาสตร์ครอบครัว แพทย์ฝังเข็ม ผู้ทรงคุณวุฒิสมาคมแพทย์แผนไทยแห่งประเทศไทย สมาคมอาชีวเวชศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม เผยว่า นอกจากการนำกัญชามาใช้ในการรักษามะเร็งแล้ว ยังนิยมใช้บรรเทาอาการปวดต่างๆ อาทิ ไมเกรนเรื้อรัง, ปวดรูมาตอยด์, ปวดกล้ามเนื้อทั้งตัว, ปวดหลัง, ปวดเข่า และปวดระบบประสาท ด้วยตัวยาที่เรียกว่า “แคนนาบิส” หรือน้ำมันนาโน รักษาด้วยวิธีสูดดมและหยดใต้ลิ้นในปริมาณต่ำ สามารถลดอาการปวดได้ประมาณ 2-3 ระดับ ทั้งนี้ จากงานวิจัยของผู้ป่วยที่ใช้แคนนาบิส มีแนวโน้มที่ดีขึ้น มีความปลอดภัยด้วยประสิทธิภาพที่มากกว่า และผู้ป่วยอาจทนต่อการรักษาได้มากกว่า

"กัญชา" ทางเลือกผู้ป่วยมะเร็งใช้ได้ แต่ให้ถูกวิธี และเหมาะสม

แม้จะมีหลักฐานการทางแพทย์ที่ระบุว่า ผลความประทับใจองค์รวมของกัญชา อยู่ในระดับที่ต่ำ แต่ผลดังกล่าวมาจากอาการแทรกซ้อนของการใช้ คือ อาการมึนเมา แต่ในด้านประสิทธิภาพถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี โดยทางการแพทย์พบว่า อาจเพิ่มประสิทธิผลมากกว่ายาหลอกกว่า 30% นอกจากนี้ ผู้ป่วย 178 ราย จาก 405 ราย ตอบสนองการใช้แคนนาบิส และค่อนข้างชัดเจนว่า ผลลัพธ์เพิ่มขึ้น เมื่อเพิ่มปริมาณกัญชาในผู้ป่วยปวดเส้นประสาทเรื้อรัง

“อาการเมา เป็นหนึ่งในอาการที่คนไม่ชอบ เช่น อาการบ้านหมุน ประสาทหลอน ดังนั้น คนที่ลองใช้กัญชาแรกๆ แนะนำให้ใช้น้ำมันนาโน หรือ แคนนาบิส ก่อนนอน และหยดใต้ลิ้น ห้ามขับรถ ต้องตั้งสติ สำหรับวิธีการสูดดม มักใช้ในผู้ป่วยมะเร็งปอด เพื่อให้กัญชาเข้าสู่กระแสเลือด ปัจจุบัน 47 รัฐ ของประเทศสหรัฐอเมริกา มีการนำกัญชาไปใช้ และต่อไปหากมีการใช้กัญชาอย่างทั่วถึงทั้ง 52 รัฐ คาดว่าแพทย์ไทยจะหันมาสนับสนุนมากขึ้น”

"กัญชา" ทางเลือกผู้ป่วยมะเร็งใช้ได้ แต่ให้ถูกวิธี และเหมาะสม

   รักษาหาย ควรใช้ต่อหรือไม่
“หลายคนสงสัยว่าหากรักษาอาการปวด หรือมะเร็งหายแล้ว สามารถใช้กัญชาต่อได้หรือไม่ ตอบเลยว่าได้ เพราะจากงานวิจัยผลเสียระยะยาวไม่มี อัตราการติดกัญชา น้อยกว่าติดบุหรี่และเหล้ากว่า 5 หมื่นเท่า เหมือนการติดกาแฟ ติดเพราะสุขใจในการใช้ ติดใจไม่ใช่ติดลงแดงเหมือนบุหรี่และเหล้า” นพ.ชนินทร์ กล่าวทิ้งท้าย