ยก ‘เวียดนาม’ มาไว้กลางเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/360466

ยก ‘เวียดนาม’ มาไว้กลางเมือง

ยก ‘เวียดนาม’ มาไว้กลางเมือง

วันอังคาร ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.กระทรวงพาณิชย์ และ โด ทัง ไฮ รมช.กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนาม ร่วมเปิดงาน

ประสบความสำเร็จเกินคาดกับงาน “เวียดนามีส กู๊ดส์ แอนด์ ทัวริซึ่ม วีค อิน ไทยแลนด์ 2018” ครั้งที่ 3 (Vietnamese Goods & Tourism Week in Thailand 2018) จัดแสดงและจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์และบริการด้านการท่องเที่ยวเวียดนาม ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ จัดโดย กลุ่มเซ็นทรัล และกลุ่มเซ็นทรัลเวียดนาม ร่วมกับ กระทวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม และการท่องเที่ยวเวียดนาม

งาน “เวียดนามีส กู๊ดส์ แอนด์ ทัวริซึ่ม วีค อิน ไทยแลนด์ 2018”ครั้งที่ 3 ได้รับเกียรติจาก นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ นายโด ทัง ไฮ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนาม มาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน ปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 และมีความพิเศษที่แตกต่าง คือเพิ่มบูธกิจกรรมที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเวียดนาม ในขณะที่ 2 ปีที่ผ่านมา เน้นเฉพาะการขายสินค้าเวียดนามเท่านั้น พร้อมยังได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวเวียดนาม และภาคเอกชนต่างๆ จากทั้งสองประเทศ ภายในพิธีเปิดงานยังมีการแสดงที่น่าสนใจต่างๆ อาทิ แฟชั่นโชว์ชุดอ๋าวหญ่ายโดยนางแบบชาวเวียดนาม นำโดย เฮวี่ยน มี (Huyen My) มิสแกรนด์เวียดนามปี 2017 และรองอันดับ 1 มิสเวียดนามปี 2014 ควงคู่มากับนักแสดงชาวไทย เต้ย-พงศกร เมตตาริกานนท์ พร้อมเหล่าคนดังร่วมงานคับคั่ง อาทิ สุทธิธรรม จิราธิวัฒน์, ทศ จิราธิวัฒน์, บุษบา จิราธิวัฒน์, จริยา จิราธิวัฒน์, สุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์, มร.ปาสคาล บิลโลว์, รศ.ดร.กฤษติกา คงสมพงษ์, จิตรลดา ดิษยนันทน์, อรรถรส ลิปตพัลลภ, วันทิตา ลิ่วเฉลิมวงศ์, สุวรา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา และ ศรัณภัค เพ็ญชาติ รวมถึงยังมีการแสดงอาหารประจำชาติเวียดนาม การโชว์กาแฟเย็น และการชงกาแฟแบบเวียดนามแท้ๆ อีกด้วย

ในส่วนของบูธการท่องเที่ยว มีผู้ประกอบการจากไทยและเวียดนามเข้าร่วมหลายราย อาทิ สายการบินเวียดเจ็ท, แอร์เอเชีย, เซ็นทารา, แอ็คคอร์, เอเชียฮอลิเดย์ส โดย ฟีนิกซ์ โวยาจ, และเอเชียนา ทราเวล นับเป็นโอกาสอันดีสำหรับธุรกิจการท่องเที่ยวในเวียดนามที่จะได้ทำความรู้จักกับชาวไทย เพื่อเข้าใจความต้องการของนักท่องเที่ยวไทย และสามารถแนะนำสถานที่น่าสนใจต่างๆ ในเวียดนามให้คนไทยรู้จักเพิ่มขึ้นด้วย โดยบูธท่องเที่ยวต่างๆได้จัดเตรียมโปรโมชั่นน่าสนใจไว้มากมายสำหรับคนไทย อาทิ ตั๋วเครื่องบิน 0 บาท จากสายการบินเวียดเจ็ท, ทัวร์ราคาพิเศษ, บัตรกำนัลสำหรับการพักผ่อนในเวียดนาม และบัตรเข้าชมการแสดงศิลปะต่างๆ ในเวียดนาม

นอกจากนี้ มีการแสดงศิลปะ, การทำอาหาร, ชงกาแฟ, แฟชั่น, การแสดงดั้งเดิมของเวียดนาม และนิทรรศการภาพถ่ายเวียดนาม นอกจากจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวเวียดนามแล้ว ยังทำให้ชาวไทยรู้จักเวียดนามอย่างใกล้ชิด และเข้าใจวัฒนธรรมเวียดนาม ซึ่งมีเสน่ห์เฉพาะตัวและคล้ายคลึงกับวัฒนธรรมไทยมากยิ่งขึ้น

บุษบา จิราธิวัฒน์ และ เหวียน เจิ่น เฮวี่ยน มี 
มิสแกรนด์เวียดนาม 2017

บุษบา จิราธิวัฒน์ และ เหวียน เจิ่น เฮวี่ยน มี มิสแกรนด์เวียดนาม 2017
(ซ้าย) วันทิตา ลิ่วเฉลิมวงศ์, สุวรา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา และ ศรัณภัค เพ็ญชาติ และ อรรถรส ลิปตพัลลภ

(ซ้าย) วันทิตา ลิ่วเฉลิมวงศ์, สุวรา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา และ ศรัณภัค เพ็ญชาติ และ อรรถรส ลิปตพัลลภ
การแสดงพื้นเมืองจากเวียดนาม

การแสดงพื้นเมืองจากเวียดนาม

เทศกาลอาหารและไวน์ระดับโลก พบสุดยอด 13 เชฟมิชลินสตาร์จาก 9 ประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/360243

เทศกาลอาหารและไวน์ระดับโลก พบสุดยอด 13 เชฟมิชลินสตาร์จาก 9 ประเทศ

เทศกาลอาหารและไวน์ระดับโลก พบสุดยอด 13 เชฟมิชลินสตาร์จาก 9 ประเทศ

วันจันทร์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เชฟมิชลินสตาร์ 2 ดาว เบอร์นาร์ด บาค

กลับมาอีกครั้งสำหรับงานเทศกาลอาหารและไวน์ระดับโลก ครั้งที่ 19 งานยิ่งใหญ่ประจำปีของโรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ รวมสุดยอด 13 เชฟมิชลินสตาร์ชื่อดังจาก 9 ประเทศทั่วโลก เมนูชั้นเลิศ อาหารและไวน์ชั้นเยี่ยม ตั้งแต่วันที่ 3-9 กันยายน 2561

ปีนี้ โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ ร่วมกับ ซานเปลเลกรีโน (Sanpellegrino) และ แกสโทรนอทส์ เอเชีย (Gastronauts Asia) ได้เชิญเชฟระดับมิชลินสตาร์และเชฟชื่อดังที่ได้รับรางวัลรับรองฝีมือและรสชาติอาหารในระดับสากล มากกว่า 13 คน บินตรงมาจาก 9 ประเทศทั่วโลก เพื่อมาปรุงอาหารรสเลิศ ให้ได้ลิ้มรสสุดยอดฝีมือเชฟ ตลอดเวลาหนึ่งสัปดาห์เต็ม นั่นคือ เชฟมิชลินสตาร์ 2 ดาว โฮเซ อวิลเลซ (José Avillez) จากห้องอาหาร Belcanto โปรตุเกส, เชฟเชฟมิชลินสตาร์ 2 ดาว เบอร์นาร์ด บาค (Bernard Bach) จากห้องอาหาร Le Puits Saint-Jacques ฝรั่งเศส, เชฟมิชลินสตาร์ 2 ดาว เรียวเฮ ฮิเอดะ (Ryohei Hieda) จากห้องอาหาร Shoun RyuGin ไต้หวัน, เชฟมิชลินสตาร์ 2 ดาว จอง โฮ คิม (Jeong Ho Kim) จากห้องอาหาร Jungsik ประเทศเกาหลีใต้

เชฟมิชลินสตาร์ 1 ดาว มาร์ตินดาลซัซ (Martin Dalsass) จากห้องอาหาร Talvo by Dalsass สวิตเซอร์แลนด์,เชฟมิชลินสตาร์ 1 ดาว อเลสซานดรา เดล ฟาเวโร่ และ โอลิเวอร์ ปิราส (Alessandradel Favero and Oliver Piras) จากห้องอาหาร AGA Ristorante สาธารณรัฐอิตาลี ซึ่งได้ เชฟมิชลินสตาร์ 1 ดาวสรีจิต โกพินาธัน (Srijith Gopinathan) จากห้องอาหาร TAJ Campton Place สหรัฐอเมริกา, เชฟมิชลินสตาร์ระดับ 1 ดาว ฮัน ลี กวง (Han Li Guang) จากห้องอาหาร Labyrinth สาธารณรัฐสิงคโปร์, เชฟมิชลินสตาร์ระดับ 1 ดาวจูเซ็ปเป้ เอียนนอตติ (Giuseppe Iannotti) จากห้องอาหาร Krèsios สาธารณรัฐอิตาลี, เชฟมิชลินสตาร์ระดับ 1 ดาว ชินจิ อิชิดะ (Shinji Ishida) จากห้องอาหาร Nogizaka Shin ญี่ปุ่น, เชฟมิชลินสตาร์ระดับ 1 ดาว ชินยะ โอทสึชิฮาชิ (Shinya Otsuchihashi) จากห้องอาหาร CRAFTALE ญี่ปุ่น, เชฟมิชลินสตาร์ระดับ 1 ดาว ลุยจิ ทาเกลียนติ (Luigi Taglienti) จากห้องอาหาร LUME สาธารณรัฐอิตาลี

เชฟรับเชิญแต่ละคนจะเป็นเจ้าภาพดูแล 2 ไวน์ดินเนอร์และมาสเตอร์คลาส รวมถึงรังสรรค์เมนูสำหรับเวิลด์ กูร์เมต์ บรั้นช์ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่อลังการและได้รับความนิยมที่สุด โดยจะมีขึ้นในวันที่ 9 กันยายน 2561 (วันสุดท้ายของเทศกาล) อีกทั้ง ในครั้งนี้ยังมีกิจกรรมมาสเตอร์คลาส ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่จะได้ลิ้มรสชาติอาหารจานพิเศษระดับมิชลินสตาร์ ซึ่งเชฟรับเชิญจะมาเผยเทคนิคพร้อมสาธิตการทำอาหารอย่างใกล้ชิด โดยในวันที่ 6 กันยายน 2561 กิจกรรมมาสเตอร์คลาสพิเศษโดยเชฟชาวญี่ปุ่น จะร่วมนำเสนอคู่กับสาเกระดับพรีเมียมซึ่งจับคู่อย่างลงตัวโดยเชฟและซอมเมอลิเยร์ชื่อดัง เซจู ยาง (Seju Yang) จากห้องอาหาร S’accapau ประเทศญี่ปุ่น อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมี 2 เซเลบริตี้เชฟ ร่วมรังสรรค์ประสบการณ์พิเศษสำหรับปีนี้ คือ พอล เอ ยัง (Paul A Young) ผู้เชี่ยวชาญและนักรังสรรค์ช็อกโกแลตจากสหราชอาณาจักร เจ้าของหนังสือ Adventures with Chocolate ซึ่งได้รับรางวัลตำราช็อกโกแลตที่ดีที่สุดในโลก (World’s Best Chocolate Book) จากเวที Gourmand Cookbook Awards ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และยังเป็นเจ้าของรางวัลการันตีระดับนานาชาติมากมาย ซึ่งเขาได้จัดกิจกรรมช็อกโกแลตมาสเตอร์คลาส รวมถึงรังสรรค์ขนมหวานและช็อกโกแลตสำหรับชุดน้ำชายามบ่ายสุดพิเศษ และพบกับเชฟบ็อบบี้ ชิน (Bobby Chinn) ที่จะมอบความบันเทิงให้กับค่ำคืนสุดแสนพิเศษ “ดิอาจิโอ ไนท์ (Diageo Night)” โดยจะได้เพลิดเพลินไปกับการแสดงดนตรีสดจากเชฟบ็อบบี้ ชิน และเพื่อน ในวันเสาร์ที่ 8กันยายน 2561 กับบรรยากาศสบายๆ ของ อควา บาร์ ณ บริเวณปาริชาติ คอร์ท พิเศษสำหรับเทศกาลครั้งนี้เท่านั้น

รายได้จากการจำหน่ายบัตรรับประทานอาหารมื้อค่ำ 600 บาทต่อ 1 ใบ และรายได้ทั้งหมดจากการประมูลของรางวัลจะนำไปร่วมบริจาคสมทบทุนกองทุนพระวรราชาทินัดดามาตุ เพื่อช่วยลดการติดเอดส์ สภากาชาดไทย ต่อไป สอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่โทร.02-1268866 ต่อ 1707 อี-เมล์ : wgf.asia@anantara.com ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.WorldGourmetFestival.asia

เชฟมิชลินสตาร์ระดับ 1 ดาว ลุยจิ ทาเกลียนติ

เชฟมิชลินสตาร์ระดับ 1 ดาว ลุยจิ ทาเกลียนติ

ภาวะตาแห้ง ผลกระทบจากพฤติกรรมยุคดิจิตอล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/360246

ภาวะตาแห้ง ผลกระทบจากพฤติกรรมยุคดิจิตอล

ภาวะตาแห้ง ผลกระทบจากพฤติกรรมยุคดิจิตอล

วันจันทร์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ด้วยการใช้ชีวิตของคนไทยในยุคไทยแลนด์ 4.0 คงหลีกหนีไม่พ้นการใช้เทคโนโลยีในการตอบสนองต่อการชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน แท็บเลต และคอมพิวเตอร์ เกิดพฤติกรรมการเพ่งอยู่กับหน้าจอเป็นเวลานานหลายชั่วโมงต่อวัน ส่งผลต่อความเมื่อยล้าของดวงตาและเกิดอาการตาแห้ง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัยโดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่พบได้มากกว่าวัยอื่นๆ เนื่องจากต่อมน้ำตาสามารถสร้างน้ำตาได้ลดลงตามช่วงอายุ ซึ่งปัจจุบันไม่ว่าจะช่วงอายุใด ก็สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ทุกคน

แพทย์หญิงชญาตา เหลี่ยมศิริเจริญ จักษุแพทย์ โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า สาเหตุของอาการตาแห้งมีหลายสาเหตุ อาทิ การอ่านหนังสือติดต่อกันเป็นเวลานาน แต่สาเหตุที่พบได้บ่อย คือการเพ่งจ้องหน้าจอโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งการเพ่งนานๆ จะทำให้เรากะพริบตาน้อยลงถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งโดยปกติการกะพริบตาจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ 20-22 ครั้งต่อนาที แต่เมื่อเราจดจ่ออยู่กับหน้าจอจะทำให้การกะพริบตาลดลงเหลือ 6-8 ครั้งต่อนาทีและทำให้ตาแห้ง เพราะขณะที่เรากะพริบตาชั้นน้ำตาจะถูกกระจายเคลือบไปทั่วด้านหน้าของดวงตา เพื่อคงความชุ่มชื้นและหล่อลื่นดวงตาไว้ซึ่งชั้นน้ำตา ประกอบด้วย น้ำเป็นส่วนประกอบหลักและมีชั้นไขมันบางๆ ที่สร้างมาจากต่อมไขมันบริเวณเปลือกตาเคลือบด้านหน้าไว้ ป้องกันไม่ให้น้ำตาระเหยเร็วเกินไป แต่หากเกิดปัญหาที่ชั้นใดชั้นหนึ่งจะทำให้ชั้นน้ำตาไม่แข็งแรงและเกิดอาการตาแห้งตามมา

สัญญาณเตือนบ่งบอกว่าเริ่มมีอาการตาแห้ง คือเคืองที่ดวงตาทั้ง 2 ข้าง รู้สึกเหมือนมีฝุ่นผงในตา แสบตา คันตา หากเป็นมากจะเกิดอาการตาแดง ตาสู้แสงไม่ได้ ปวดรอบกระบอกตา มีอาการอ่อนล้าทางประสาทตาได้ มองภาพไม่ชัดเป็นๆ หายๆ หากสวมคอนแทคเลนส์จะยิ่งทำให้ไม่สบายตามากขึ้น

ทั้งนี้ คุณหมอแนะนำว่า หากมีอาการตาแห้ง สามารถบรรเทาได้ด้วยการหยอดน้ำตาเทียม ลดการเพ่งหน้าจอโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์โดยพักสายตาทุกๆ 20 นาที กะพริบตาให้บ่อยขึ้น ปรับแสงสว่างและขนาดตัวหนังสือให้เหมาะสมเพื่อให้สบายตามากที่สุด หากอาการไม่ดีขึ้นควรมาพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพตา นอกจากนี้ อาการตาแห้งอาจเกิดจากการมีภาวะต่อมไขมันที่เปลือกตาอุดตันร่วมด้วย ซึ่งทำให้ไขมันเคลือบชั้นน้ำตาลดน้อยลง ชั้นน้ำตาระเหยง่ายและทำให้การหยอดน้ำตาเทียมเพียงอย่างเดียวไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ซึ่งการทำความสะอาดเปลือกตา เพื่อลดการอุดตันของต่อมไขมัน เป็นการรักษาตาแห้งชนิดที่มีภาวะต่อมไขมันอุดตันร่วมด้วย โดยปกติจะแนะนำให้ประคบอุ่นด้วยเจลสำหรับประคบตาหรือผ้าชุบน้ำอุ่น ประมาณ 40 องศา นาน 5-10 นาที จากนั้นจึงนวดเปลือกตา และเช็ดทำความสะอาดเปลือกตาด้วยแชมพูเด็กหรือน้ำยาทำความสะอาดเปลือกตาโดยเฉพาะโดยควรทำวันละ 2 ครั้ง จนอาการดีขึ้น จากนั้นสามารถลดเหลือวันละ 1 ครั้ง อย่างต่อเนื่อง

การรักษาที่ดีที่สุดคือ การป้องกัน คนไข้ควรปรับพฤติกรรมในเรื่องของการใช้สายตา คนที่ต้องทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือจำเป็นต้องใช้โทรศัพท์เป็นเครื่องมือในการทำงานเป็นประจำ ก็ควรจัดสรรเวลา และมีการพักสายตาทุก 20-30 นาที นาน 20-30 วินาที ด้วยการทอดสายตามองออกไปไกลๆ หรือหลับตานิ่งๆ สักครู่ ก่อนกลับมาใช้งานหน้าจอต่อ รวมถึงการปรับความสว่างของหน้าจอไม่ให้สว่างจนเกินไป และกะพริบตาบ่อยๆ เพื่อป้องกันอาการตาแห้ง ซึ่งการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีต่างๆ อย่างรู้เท่าทัน จะช่วยลดความเสี่ยงและอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับดวงตาของเราได้

พญ.ชญาตา เหลี่ยมศิริเจริญ

พญ.ชญาตา เหลี่ยมศิริเจริญ

เพราะในภาวะฉุกเฉิน‘เวลา’เป็นสิ่งสำคัญมาก แนะตั้งเครือข่ายศูนย์อุบัติเหตุทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/360248

เพราะในภาวะฉุกเฉิน‘เวลา’เป็นสิ่งสำคัญมาก แนะตั้งเครือข่ายศูนย์อุบัติเหตุทั่วประเทศ

เพราะในภาวะฉุกเฉิน‘เวลา’เป็นสิ่งสำคัญมาก แนะตั้งเครือข่ายศูนย์อุบัติเหตุทั่วประเทศ

วันจันทร์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การบาดเจ็บ เป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทย โดยการบาดเจ็บจากการจราจรทางบก เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตสูงขึ้น ผู้รอดชีวิตจากอุบัติเหตุมักได้รับผลกระทบทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ซึ่งล้วนเป็นอุปสรรคต่อการกลับไปทำงานและใช้ชีวิตกับครอบครัว ทั้งยังต้องประสบกับปัญหาค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลอีกด้วย ทั้งนี้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งในไทยและต่างประเทศ ได้กล่าวถึงความสำคัญของการจัดตั้งเครือข่ายศูนย์อุบัติเหตุ (Trauma Centres) ทั่วประเทศ ในงานประชุมวิชาการ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ประจำปีพุทธศักราช 2561 ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ภายใต้แนวคิด Excellent Healthcare Network: Medical advances Meet Compassion เพราะในภาวะฉุกเฉิน “เวลา” เป็นสิ่งสำคัญมาก การรักษาพยาบาลฉุกเฉิน ถือเป็นหัวใจหลักในการรองรับอุบัติเหตุ ไม่ว่าอาการของผู้บาดเจ็บจะรุนแรงมากขนาดไหนก็ตาม

นายแพทย์สุทร บวรรัตนเวช ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์กระดูกและข้อกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า “เราอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตระหนักถึงความสำคัญของเครือข่ายศูนย์อุบัติเหตุ (Trauma Centres) ทั่วประเทศ และกำหนดให้เป็นนโยบายแห่งชาติ โดยแพทย์พยาบาลที่ศูนย์อุบัติเหตุ จะทำหน้าที่ประเมินอาการผู้บาดเจ็บเพื่อส่งต่อไปยังสถานพยาบาลและโรงพยาบาลที่มีความพร้อมด้านเครื่องมือ บุคลากรทางแพทย์ที่สามารถให้บริการทางการแพทย์ การพยาบาลได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที เพราะในภาวะฉุกเฉินเวลาเป็นสิ่งสำคัญมาก การรักษาพยาบาลฉุกเฉินถือเป็นหัวใจหลักในการรองรับอุบัติเหตุ ไม่ว่าอาการของผู้บาดเจ็บจะรุนแรงมากขนาดไหนก็ตาม เพราะอาการบาดเจ็บอาจทำให้เสียชีวิตได้ในบางราย

ทั้งนี้ จากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) มีผู้เสียชีวิต 5,500 คน จากอุบัติเหตุจากการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ในประเทศไทย ซึ่งถือได้ว่าสูงสุดในโลก และจากสถิติประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นอันดับ 2 ของโลกเป็นรองจากประเทศลิเบีย เครือข่ายศูนย์อุบัติเหตุ อาจช่วยกันสร้างโครงการรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุ และประชาชนสามารถจัดการขอความช่วยเหลือเบื้องต้นอย่างไร เพื่อช่วยลดอันตรายหรือผลกระทบต่อผู้รอดชีวิตที่ประสบอุบัติเหตุ รวมไปถึงการรณรงค์ให้ขับขี่อย่างปลอดภัย เพื่อการลดจำนวนผู้เสียชีวิตลง “มันถึงเวลาแล้วที่เราควรจะมีเครือข่ายศูนย์อุบัติเหตุทั่วประเทศ”

บีดีเอ็มเอส ได้จัดตั้งศูนย์ BDMS Alarm Centre ขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา โดยศูนย์มีเครื่องมือทางการแพทย์ครบครัน และเทคโนโลยีที่นำมาใช้ โดยมีทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความพร้อมให้บริการทางการแพทย์แบบสหสาขา รวมถึงการพยาบาลฉุกเฉินทุกรูปแบบเพื่อรองรับอุบัติเหตุ ตั้งแต่การประเมินอาการผู้บาดเจ็บ การเคลื่อนย้าย การรักษา โดยทุกขั้นตอนเป็นไปตามหลักเกณฑ์สากล ไม่ว่าจะเป็นผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากอุบัติเหตุ ผู้ป่วยกระดูกแตก กระดูกหักอันเนื่องจากการลื่น หกล้ม ที่ต้องการการดูแลอย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ ศูนย์ยังมีหน่วยบริการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินทั้งทางอากาศ ทางบก และทางทะเล

มร.คริสเตียน เครทเทค จาก Hannover Medical School ประเทศเยอรมนี กล่าวว่า เยอรมนีมีเครือข่ายศูนย์อุบัติเหตุที่เป็นระบบ โดยเครือข่ายได้จัดตั้งขึ้นเมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว เพื่อทำให้ผู้บาดเจ็บเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพได้ทันท่วงที ในแต่ละศูนย์จะมีเครื่องมือทางแพทย์ ทีมแพทย์สหสาขา ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ ที่สามารถให้บริการทางการแพทย์กับผู้ป่วยประสบอุบัติเหตุในหลายระบบ (polytrauma) ตลอดจนการติดตามอาการ นอกจากนี้ยังมีระบบการบริการก่อนถึงโรงพยาบาล (pre-hospital care system) ที่มีประสิทธิภาพไม่ว่าจะเป็นรถพยาบาลและเฮลิคอปเตอร์ ในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุอีกทั้ง มร.เครทเทค ยังได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับ ศูนย์อุบัติเหตุของ BDMS ด้วยว่า ศูนย์มีระบบโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรที่ดีมาก รวมถึงทีมแพทย์ที่สามารถวินิจฉัยสาเหตุของปัญหาได้เป็นอย่างดี

ปรับมายาคติ”แก้บทเรียนล้าหลัง”ลดความรุนแรงในสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/352901

ปรับมายาคติ”แก้บทเรียนล้าหลัง”ลดความรุนแรงในสังคม

แก้บทเรียนล้าหลัง

ปรับมายาคติ”แก้บทเรียนล้าหลัง”ลดความรุนแรงในสังคม : รายงาน  โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

ผลสำรวจของพม.โพลล์ ซึ่งดำเนินการสำรวจระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2561 กลุ่มตัวอย่างอายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 4,800 คน พบว่า ความรุนแรงในสังคมที่นึกถึงมากที่สุด 55.04% คือการทำร้ายร่างกาย 23.85% การล่วงละเมิดทางเพศ 15.38% การทำร้ายจิตใจ และ 4.81% การทำร้ายทางเพศ โดย 5 ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดความรุนแรง ได้แก่ 29.55% สุราและยาเสพติด, 17.88% การอบรมเลี้ยงดู, 11.25% การคบเพื่อน, 8.40% ความเครียด และ 6.84% นิสัยส่วนตัว ตามลำดับ

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน พม.โพลล์ โดยศูนย์สำรวจความคิดเห็นทางสังคม สำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ (สสว.) 1-12 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับนิด้าโพล เปิดเผยผลสำรวจความรุนแรงในสังคมไทย สร้างความตระหนักปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ภาครัฐและภาคสังคมแนะควรปรับทัศนคติตั้งแต่เด็ก ปลูกฝังกฎหมาย และแก้ไขบทเรียนที่ล้าหลัง

ปรับมายาคติ"แก้บทเรียนล้าหลัง"ลดความรุนแรงในสังคม

โดย ปรเมธี วิมลศิริ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวในงานแถลงผล “พม.โพลล์” จัดโดยศูนย์สำรวจความคิดเห็นทางสังคม สำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ (สสว.) 1-12 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับนิด้าโพล เนื่องในเดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรีถึงปัญหาความรุนแรงทางสังคมในปัจจุบันที่นับวันจะมากขึ้น

          โดยจากสถิติการให้บริการศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 พบสถิติความรุนแรงปี 2561 จำนวน 2,710 ราย เฉลี่ย 6-7 รายต่อวัน แบ่งเป็นความรุนแรงนอกครอบครัว 936 ราย และความรุนแรงในครอบครัว 1,774 ราย ผู้ถูกกระทำเป็นผู้หญิง 2,043 ราย ผู้ชาย 667 ราย โดยกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นเด็กกว่า 1,222 ราย และเยาวชน 1,046 ราย พื้นที่แจ้งเบาะแสสูงสุดคือกรุงเทพฯ 665 ราย

ปรับมายาคติ"แก้บทเรียนล้าหลัง"ลดความรุนแรงในสังคม

ทั้งนี้จากผลสำรวจของพม.โพลล์  ซึ่งดำเนินการสำรวจระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2561 กลุ่มตัวอย่างอายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 4,800 คน พบว่าความรุนแรงในสังคมที่นึกถึงมากที่สุด 55.04% คือ การทำร้ายร่างกาย 23.85% การล่วงละเมิดทางเพศ 15.38% การทำร้ายจิตใจ และ 4.81% การทำร้ายทางเพศ โดย 5 ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดความรุนแรง ได้แก่ 29.55% สุราและยาเสพติด, 17.88% การอบรมเลี้ยงดู, 11.25% การคบเพื่อน, 8.40% ความเครียด และ 6.84% นิสัยส่วนตัว ตามลำดับ

  มายาคติผิดๆ จากสื่อละคร
จเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ตัวแทนภาคประชาสังคม กล่าวในช่วงเสวนาประเด็น “ความรุนแรงในสังคมไทย ลดลงได้ด้วย (ใคร) คุณ” ว่าจากที่ได้ลงไปเก็บข้อมูลของทางมูลนิธิเองและเคสที่ติดต่อเข้ามาค่อนข้างชัดว่าปัญหาหลักๆ มาจากวิธีคิดโดยเฉพาะเรื่องความรุนแรงทางเพศและการเลี้ยงดู เช่น ความคิดชายเป็นใหญ่ นี่คือสาเหตุหลัก ผลโพลล์ก็ตอบโจทย์ แต่จุดหนึ่งคือ เหล้ายา
ต้นเหตุที่แท้จริงมาจาก “ความคิด”

ปรับมายาคติ"แก้บทเรียนล้าหลัง"ลดความรุนแรงในสังคม

นอกจากนี้ 5 อันดับ สื่อที่กลุ่มตัวอย่างคิดว่านำเสนอความรุนแรงทางสังคม มีผลต่อพฤติกรรมเลียนแบบในการกระทำความรุนแรงในสังคมมากที่สุด ได้แก่ สื่ออินเทอร์เน็ต/เว็บไซต์/ยูทูบ, สื่อสังคมออนไลน์/คลิปวิดีโอ/ไลฟ์สด, ละคร, เกมที่ใช้ความรุนแรง และข่าว

จเด็จ กล่าวเพิ่มเติมว่า สื่อมวลชนทำให้ผู้ชายไม่รู้สึกว่าเรื่องการคุกคามทางเพศเป็นเรื่องผิด เพราะฉากข่มขืนในละครไปสร้างความชอบธรรมให้ผู้ชาย นี่คือมายาคติที่ละครสร้างแบบผิดๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องอันตรายมาก พยายามเรียกร้องต่อคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่าไม่ควรมีฉากแบบนี้ เพราะเขาโดนสอนมาจากครอบครัวอยู่แล้วยังมีการตอกย้ำจากละครอีก

นอกจากนี้หลักสูตรการศึกษาซึ่งล้าหลังมาก มีหลักสูตรหนึ่งที่ออกมาพูดชัดเจนว่าถ้าผู้หญิงแต่งงานแล้วห้ามพูดเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศและเป็นได้แค่แม่บ้าน เพศทางเลือกก็ถูกกดลงไปอีกในหลักสูตรจึงควรปรับทัศนคติของเด็กในเรื่องนี้และให้ความรู้ด้านความรุนแรงตั้งแต่เด็ก แต่ในหลักสูตรไม่ตอบโจทย์ตรงนี้ เราไม่ได้วิจารณ์การศึกษา แต่อยากจะแนะนำว่าอันไหนที่ล้าหลังก็ควรจะเปลี่ยน และถ้าอยากจะเปลี่ยนความคิดคนก็ต้องเปลี่ยนการเลี้ยงดูด้วย ต้องแก้ปัญหาเชิงป้องกันให้ได้”

    ปลูกฝัง “กฎหมาย วินัย” ตั้งแต่เด็ก
เลิศปัญญา บูรณบัณฑิต อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ให้ความเห็นในฐานะภาครัฐว่า ทุกๆ ปี จะเห็นว่ามีความรุนแรงเกิดขึ้นมากมาย ทุกๆ คนพยายามแก้ปัญหาเหล่านี้แต่มันคือปลายเหตุ ที่ผ่านมาภาครัฐเองเรามองในหลายมิติ ในเชิงนโยบาย มีคณะกรรมการระดับชาติถึง 3 คณะ ทั้งด้านสตรี ครอบครัว และระหว่างเพศ ทุกคณะเชื่อมโยงกันหมด ในการประชุมเห็นด้วยว่าควรจะมีการปรับในเรื่องของการศึกษา เคยมีผู้พิพากษาแนะนำว่าต้องปลูกฝังกฎหมายตั้งแต่เด็กจะได้รู้ว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไร สิ่งไหนถูกผิด รู้ในความเท่าเทียมระหว่างเพศ การสร้างครอบครัว อารมณ์ จิตใจ เพศสภาพ ถ้าอบรมตั้งแต่เด็ก เคารพกัน ปัญหาจะไม่เกิด ถ้าไม่เริ่มทำวันนี้อีกสิบปีก็ไม่เกิด ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่ต้องอาศัยทุกภาคส่วน คุยกัน และวางระบบให้ดี ต้องเริ่มจากศูนย์ ถ้าอยากให้ความรุนแรงเป็น “ซีโร่” ต้องเริ่มจาก “ซีโร่” แต่จะมานั่งเปลี่ยนความคิดคนอื่นอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเปลี่ยนความคิคของคนทำงานและของประชาชนด้วย นี้คือสิ่งที่สำคัญ

ปรับมายาคติ"แก้บทเรียนล้าหลัง"ลดความรุนแรงในสังคม

 คนไทยตระหนักการมีส่วนร่วม
ทั้งนี้จากการสำรวจความคิดเห็นที่ว่า “การลดปัญหาความรุนแรงในสังคมควรเป็นหน้าที่ของใครมากที่สุด” โดยกว่า 42.79% ตอบว่าเป็นหน้าที่ของ “ตนเอง” ถัดมาคือครอบครัว 34.06% ตำรวจและพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐ 10.15% ชุมชน 6.46% คนไทยทุกคนและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง 3.85% โรงเรียน 1.40% ภาคเอกชน 0.73% องค์กรไม่แสวงหากำไร 0.54% และสำนักพระพุทธศาสนา 0.02% ตามลำดับ
จากทัศนคตินำไปสู่ในส่วนของพฤติกรรมในด้านการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสังคม โดยกว่า 26.27% คิดว่าจะไม่เป็นผู้กระทำความรุนแรง 25.29% ไม่ใช้อารมณ์ กำลัง ในการตัดสินปัญหา 22.23% เคารพสิทธิ์และให้เกียรติผู้อื่น 20.27% แจ้งเหตุเมื่อพบเห็นเหตุการณ์ความรุนแรง 5.33% เข้าช่วยเหลือ และ 0.60% อื่นๆ เช่น ให้ความร่วมมือทุกภาคส่วนในการรณรงค์ ตามลำดับ

ปรับมายาคติ"แก้บทเรียนล้าหลัง"ลดความรุนแรงในสังคม

ศรัญญา จิตต์ต่างวงศ์ ที่ปรึกษาโครงการ UN Women ในฐานะตัวแทนทำงานภาคสังคมทั้งในและต่างประเทศ ให้ความเห็นว่า มากกว่า 40% มองว่าเป็นปัญหาหนึ่งของสังคมที่ตนเองมีส่วนร่วม ไม่ได้โยนให้หน่วยงานต่างๆ แสดงว่าผลงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องสร้างความตระหนักเริ่มเห็นผล สิ่งที่อยากให้ผลสำรวจเพิ่มเติม คือ ช่องทางข้อมูลเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น เพราะบางทีเห็นเหตุการณ์อยากช่วยเหลือแต่ไม่รู้ว่าจะไปหาข้อมูลที่ไหน การช่วยในแบบผิดๆ อาจทำให้เกิดเหตุการณ์ไม่ดีได้เนื่องจากประเภทของความรุนแรงมีหลายรูปแบบ ประชาชนจะได้รู้ว่าบทบาทของเขาในตอนนี้สามารถช่วยอะไรได้บ้าง และในเดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ทาง UN Women จะเปิดเว็บไซต์เพื่อให้ประชาชนคนทำงานเข้าไปหาข้อมูลและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

ปรับมายาคติ"แก้บทเรียนล้าหลัง"ลดความรุนแรงในสังคม

ก.พ.จัดหาทุนเรียนต่อต่างประเทศ หวังจูงใจดึงคนรุ่นใหม่รับราชก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/352752

ก.พ.จัดหาทุนเรียนต่อต่างประเทศ หวังจูงใจดึงคนรุ่นใหม่รับราชก

กพ,ทุนเรียนต่อต่างประเทศ

ก.พ.จัดหาทุนเรียนต่อต่างประเทศ หวังจูงใจดึงคนรุ่นใหม่รับราชการ  : รายงาน  โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร

การสรรหาและเลือกสรรบุคคลเข้ารับราชการสำนักงาน ก.พ. ได้พัฒนารูปแบบใหม่ เน้นเชิงรุกด้วยการชักชวนนิสิต นักศึกษา หรือบัณฑิตจบใหม่ที่มีคุณสมบัติตรงตามความต้องการของหน่วยงานราชการเข้ามาทดสอบความสามารถ ความมุ่งมั่นพัฒนาประเทศร่วมกัน เมื่อผ่านการทดสอบต่างๆ แล้วจะได้รับทุนการศึกษา แล้วกลับมารับราชการหรือทำงานในหน่วยงานของรัฐตามระยะเวลาที่กำหนด

เมธินี เทพมณี เลขาธิการ ก.พ. กล่าวว่า ทุกปีสำนักงาน ก.พ. ได้จัดให้ทุนการศึกษาในสาขาวิชาชีพต่างๆ ให้แก่ผู้ที่สนใจเข้าทำงานราชการ โดยขณะนี้สำนักงาน ก.พ. ได้เตรียมความพร้อมในการพัฒนากำลังคนภาครัฐตามแผนกำลังคนของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยร่วมกับสมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลจัดสัมมนานักเรียนทุนดีเด่นเพื่อรวบรวมสาขาวิชาสำคัญที่ควรจัดสรรทุนของรัฐบาลโดยวางรากฐานให้ข้าราชการพลเรือนที่มีอยู่กว่า 3 แสนคน ปรับตัวเพื่อก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล รวมถึงการสรรหาข้าราชการรุ่นใหม่เข้ามาทดแทนข้าราชการพลเรือนที่เกษียณอายุเป็นจำนวนมาก

ก.พ.จัดหาทุนเรียนต่อต่างประเทศ หวังจูงใจดึงคนรุ่นใหม่รับราชก

ปัจจุบันการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการเป็นเรื่องที่ท้าทายส่วนราชการ เนื่องจากตลาดแรงงานที่มีการแข่งขันสูง ทักษะและรูปแบบการทำงานที่ท้าทายของหน่วยงานอื่นๆ และค่านิยมรูปแบบการทำงานของคนรุ่นใหม่ ดังนั้นการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการไม่เพียงพิจารณาจากความเก่ง ฉลาด แต่ต้องเป็นคนที่มีคุณธรรมและมีใจรักพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า

การจัดงานมหกรรมการศึกษาต่อต่างประเทศครั้งที่ 15 ที่ผ่านมาเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียน นิสิตนักศึกษาและผู้สนใจไปศึกษาต่อต่างประเทศ ได้เข้าถึงข้อมูลสถาบัน หลักสูตร และเตรียมพร้อมในการไปศึกษาต่อต่างประเทศ รวมถึงเข้ารับทุน 700 ทุน แบ่งเป็นทุนรัฐบาล 500 ทุน และทุนจากเอกชน 200 ทุนเลยทีเดียว

ก.พ.จัดหาทุนเรียนต่อต่างประเทศ หวังจูงใจดึงคนรุ่นใหม่รับราชก

    เตรียมพร้อมเรียนต่อต่างประเทศ
เลขาธิการ ก.พ. กล่าวว่า นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับหน่วยงานแหล่งทุนในการจัดสรรทุนในสาขาวิชาที่ประเทศไทยยังขาดแคลนทรัพยากรบุคคล อาทิ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศด้วย  ขณะนี้มีนักเรียนไทย 2,237 คน ที่ไปเรียนต่อต่างประเทศโดยผ่านสำนักงานก.พ. ซึ่งผู้ที่สนใจศึกษาต่อต่างประเทศ สามารถขอรับทุนรัฐบาลตามที่ก.พ.ประกาศรับ หรือมาฟังคำแนะนำจากรุ่นพี่ที่ได้รับทุนรัฐบาลจากสำนักงาน ก.พ. รวมถึงรับคำปรึกษาด้านการเงินในการไปเรียนต่อต่างประเทศ และจะได้ทดลองทำแนวข้อสอบทุนรัฐบาลและทดลองสอบเข้ารับราชการ เป็นต้น

ก.พ.จัดหาทุนเรียนต่อต่างประเทศ หวังจูงใจดึงคนรุ่นใหม่รับราชก

        วางไทม์ไลน์-ค่าใช้จ่ายก่อนบิน
สำหรับผู้ที่สนใจจะต้องหาข้อมูล โดยศึกษาคุณสมบัติ ข้อกำหนดในการสมัครทุนของปีที่ผ่านมาจากเว็บไซต์ของก.พ. และรุ่นพี่ที่เคยผ่านการคัดเลือกเพื่อวางไทม์ไลน์ระยะเวลาในการดำเนินการ เตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง หรือเตรียมสอบภาษาเพื่อนำไปยื่นสมัครทุน นอกจากนี้ศึกษาสาขาวิชาที่กรมเคยให้ทุน เพื่อดูหลักสูตรของมหาวิทยาลัยที่เราสนใจและเตรียมตัวยื่นสมัครเข้ามหาวิทยาลัยไปพร้อมๆ กัน
ที่สำคัญควรเตรียมตัวด้านภาษา ซึ่งหลังจากรู้ไทม์ไลน์ของก.พ.ที่เปิดรับสมัครทุนเหล่านี้ช่วงปลายปี-ต้นปีถัดไป ให้วางแผนเรื่องภาษา ได้แก่ การเตรียมตัวสอบ IELTS เพื่อให้ได้คะแนนถึงเกณฑ์การสมัครทุนและสมัครมหาลัยที่สนใจ โดยพยายามฝึกทั้ง 4 ทักษะ ฟัง พูด อ่าน เขียน และพยายามฝึกทำข้อสอบเก่าเพื่อให้รู้ตัวว่าไม่ถนัดทักษะไหนและเน้นทักษะนั้นๆ เป็นพิเศษ รวมถึงต้องเตรียมค่าใช้จ่ายต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นค่าเล่าเรียน ค่าครองชีพ ทั้งก่อนไปเรียน ขณะไปเรียนที่นั่นร่วมด้วย

ก.พ.จัดหาทุนเรียนต่อต่างประเทศ หวังจูงใจดึงคนรุ่นใหม่รับราชก

น.ส.สุชานาถ ปาทาน นักเรียนโรงเรียนนานาชาติเอกมัย กล่าวว่า ตั้งใจจะไปศึกษาต่อต่างประเทศเพราะคณะวิทยาศาสตร์ทางทะเลในประเทศไทยยังไม่ได้เป็นสาขายอดนิยม และเมื่อเรียนแล้วไม่แน่ใจตำแหน่งงานที่รองรับ แต่หากได้ไปเรียนคณะดังกล่าวที่ต่างประเทศเชื่อว่าจะทำให้มีโอกาสในการทำงานมากขึ้น อีกทั้งได้เรียนรู้การใช้ชีวิตและทักษะภาษาที่จะช่วยในการทำงาน โลกอนาคตการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษมีความสำคัญอย่างมาก การไปเรียนต่างประเทศอาจจะต้องใช้เงินจำนวนมาก แต่ศักยภาพ ความรู้ ทักษะภาษาที่ได้รับ และตำแหน่งในการทำงานน่าจะสูงมากกว่าเดิม

ก.พ.จัดหาทุนเรียนต่อต่างประเทศ หวังจูงใจดึงคนรุ่นใหม่รับราชก

“ตอนนี้ได้ศึกษาข้อมูลของแต่ละมหาวิทยาลัย แต่ละประเทศว่าสาขา คณะที่สนใจนั้นควรจะไปเรียนที่ไหนและต้องใช้ค่าใช้จ่ายเท่าใด รวมถึงศึกษาวัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ของคนแต่ละประเทศ ที่สำคัญต้องเรียนภาษาให้มากขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมก่อนจะไปเรียนที่ประเทศนั้นๆ เพราะการเรียนต่อต่างประเทศต้องใช้ภาษาอังกฤษ หรือภาษาที่ 3 ในการสื่อสาร จำเป็นต้องใช้ทักษะทั้งฟังพูดอ่านเขียนได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันเราต้องเตรียมตัวเตรียมใจรู้จักการเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้เข้ากับสังคมใหม่ๆ ที่เราไปอยู่ ซึ่งตอนนี้มีการสอบถามไปยังรุ่นพี่ที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศ หรือหาข้อมูลจากที่ต่างๆ” น.ส.สุชานาถ กล่าว

ก.พ.จัดหาทุนเรียนต่อต่างประเทศ หวังจูงใจดึงคนรุ่นใหม่รับราชก

อย่างไรก็ตามข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2561 พบว่านักเรียนส่วนใหญ่สนใจไปเรียนต่อต่างประเทศมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ 1.สหราชอาณาจักร 2. สหรัฐอเมริกา 3.เยอรมนี 4.ญี่ปุ่น 5.ออสเตรเลีย 6.เนเธอร์แลนด์ 7.จีน 8.ฝรั่งเศส 9.นิวซีแลนด์ และ 10.แคนาดา 22 คน 0.72%
ซึ่งการไปศึกษาต่อต่างประเทศสามารถศึกษารายละเอียดหลักเกณฑ์ต่างๆ ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเกณฑ์ค่าใช่จ่ายของนักเรียนทุน และรายละเอียดอื่นๆ เพื่อเตรียมพร้อมก่อนจะไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ ได้ที่ https://www.ocsc.go.th/education/budget

ก.พ.จัดหาทุนเรียนต่อต่างประเทศ หวังจูงใจดึงคนรุ่นใหม่รับราชก

ผู้หญิงเจ็บได้..แต่ห้ามยอมเปลี่ยนเป็นพลังลุกขึ้นสู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/352430

ผู้หญิงเจ็บได้..แต่ห้ามยอมเปลี่ยนเป็นพลังลุกขึ้นสู้

ยติรุนแรง,ผู้หญิงเจ็บได้

ผู้หญิงเจ็บได้..แต่ห้ามยอมเปลี่ยนเป็นพลังลุกขึ้นสู้ ยุติรุนแรง : รายงาน  โดย…  ปาริชาติ บุญเอก  qualitylife4444@gmail.com

เนื่องในเดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรีและบุคคลในครอบครัว นอกจากกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว “รณรงค์สร้างกระแสสังคมไม่ยอมรับ ไม่นิ่งเฉย ไม่กระทำความรุนแรงในสังคมทุกรูปแบบ” ภายใต้แนวคิด “He For She ปรับพฤติกรรม เปลี่ยนความคิด ยุติความรุนแรง” มอบชุดความรู้ด้านครอบครัวและเข็มกลัดริบบิ้นสีขาว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สากลที่มีความหมายถึงการไม่ยอมรับ ไม่นิ่งเฉย และไม่กระทำรุนแรงต่อเด็กและสตรีในทุกรูปแบบ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) รณรงค์แคมเปญ #เจ็บแต่ไม่ยอม เนื่องในวันยุติความรุนแรงต่อสตรีสากล เพื่อลดความรุนแรงต่อผู้หญิงด้วยเช่นกัน

ผู้หญิงเจ็บได้..แต่ห้ามยอมเปลี่ยนเป็นพลังลุกขึ้นสู้

   พ.ย.เดือนรณรงค์ยุติความรุนแรง 
นายเลิศปัญญา บูรณบัณฑิต อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2542 ให้เดือนพฤศจิกายนของทุกปีเป็น “เดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี” ปีนี้การรณรงค์เน้นให้สื่อมวลชนและคนในสังคมตระหนักถึงปัญหาความรุนแรง โดยเฉพาะเรื่องการปรับเจตคติของคนในสังคม ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญและเป็นประเด็นหลักในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสังคม

ผู้หญิงเจ็บได้..แต่ห้ามยอมเปลี่ยนเป็นพลังลุกขึ้นสู้

โดยใช้แนวคิด “He For She ปรับพฤติกรรม เปลี่ยนความคิด ยุติความรุนแรง” ซึ่งอยากให้สังคมได้เห็นว่าผู้ชายก็สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีได้ในการไม่กระทำความรุนแรงต่อเด็ก สตรีหรือคนในครอบครัวทุกรูปแบบ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ โดยวันที่ 23 พฤศจิกายน 2561 “ประกาศเจตนารมณ์ในการยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี บุคคลในครอบครัว และความรุนแรงในสังคมทุกรูปแบบ” ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล และในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 ขบวนเดินรณรงค์เชิงสัญลักษณ์

ผู้หญิงเจ็บได้..แต่ห้ามยอมเปลี่ยนเป็นพลังลุกขึ้นสู้

โดยปีนี้สื่อให้เห็นถึงปัญหาของความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว สามารถขยายไปถึงความรุนแรงในรูปแบบอื่นๆ ในสังคม เช่น ความรุนแรงผ่านทางสื่อโซเชียล ความรุนแรงในที่ทำงาน ความรุนแรงทางเพศ ความรุนแรงจากวาจาและท่าทางที่นำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งที่รุนแรงในสังคม ส่งผลให้เกิดความรุนแรงในชุมชนและสังคมในที่สุด
ขณะที่มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้รณรงค์แคมเปญ #เจ็บแต่ไม่ยอม เช่นกัน ที่บริเวณอนุสารีย์ชัยสมรภูมิเมื่อวานนี้ (15 พ.ย.) โดยมีการเสวนา “ยุติความรุนแรง เจ็บแต่ไม่ยอม” เนื่องในวันยุติความรุนแรงต่อสตรีสากล 2561 ซึ่ง จรีย์ ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่ายมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มผู้หญิงอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,655 ชุด ในพื้นที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 1-8 พฤศจิกายน 2561 พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อายุ 31-40 ปี 38.4% เคยเห็นเพื่อน/คนใกล้ชิดประสบปัญหา ถัดมา 10.4% เคยเห็นคนใกล้ชิดโดนทำร้ายและเคยเจอมากับตัวเองด้วย และ 7.8% เคยประสบปัญหาด้วยตัวเอง

ผู้หญิงเจ็บได้..แต่ห้ามยอมเปลี่ยนเป็นพลังลุกขึ้นสู้

นอกจากนี้ยังเห็นการสะท้อนความรุนแรงทางเพศผ่านสื่อละคร เช่น มองว่า “ฉากละครตบ-จูบ เป็นเรื่องปกติ” มีผู้เห็นด้วยถึง 44.7% ถัดมา คือ “นางร้ายในละครถูกลงโทษด้วยความรุนแรงเป็นสิ่งที่สมควรแล้ว” 39.0% “สื่อส่วนใหญ่มักนำเสนอภาพผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ” 32.1% และ “ฉากพระเอกข่มขืนนางเอกเป็นเรื่องปกติ ยอมรับได้” 25.3% ตามลำดับ

ประโยคที่กลุ่มตัวอย่างคุ้นหู/เคยชินมากที่สุด ได้แก่ “สามี-ภรรยา เปรียบเหมือนลิ้นกับฟัน กระทบกระทั่งกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา” หรือ “ความในอย่านำออก ความนอกอย่านำเข้า” และ “ผู้ชายเป็นหัวหน้าครอบครัว” “เป็นผู้หญิงต้องอดทนเพื่อลูกและครอบครัว” ประโยคดังกล่าวนี้ หากมองเพียงชั้นเดียวเหมือนไม่มีอะไร แต่ในความเป็นจริง นี่คือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นและปลูกฝังตีกรอบผู้หญิงจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้ความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องปกติไม่ใช่ปัญหา

ผู้หญิงเจ็บได้..แต่ห้ามยอมเปลี่ยนเป็นพลังลุกขึ้นสู้

  “ความอดทน” ไม่ใช่ทางออก
“ซินดี้” สิรินยา บิซอฟ ดารานางแบบชื่อดัง กล่าวว่า เหตุผลต่างๆ ที่สังคมมักทำให้ผู้ชายคิดว่ามีสิทธิ์ทำกับผู้หญิง เช่น “เป็นเรื่องครอบครัว” หรือ “อดทนเพื่อลูก” หรือบอก “ทำไปเพราะรัก” ขอฝากตรงนี้ว่า ผู้หญิงมีสิทธิ์และมีทางเลือก เครือข่ายทั้งหมดพร้อมหาทางออก อยากให้ผู้หญิงไทยทุกคนสู้เพื่อตัวเอง ครอบครัว และลูก

 เปลี่ยนความเจ็บเป็นพลัง
ด้าน ดาว (นามสมมุติ) ผู้เผชิญเหตุการณ์ความรุนแรงทางเพศจากคนในครอบครัว ร่วมเผยประสบการณ์ถูกสามีบังคับให้ขายบริการทางเพศร่วมเดือน โดยขู่ว่าถ้าไม่ทำจะไม่ให้พบหน้าลูกอีก จึงตัดสินใจหนีมาต่างจังหวัด และเขียนจดหมายถึงมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลและได้รับความช่วยเหลือในที่สุด ขณะนี้อดีตสามีถูกตัดสินจำคุกแล้ว

ผู้หญิงเจ็บได้..แต่ห้ามยอมเปลี่ยนเป็นพลังลุกขึ้นสู้

ด้าน เค (นามสมมุติ) ถือเป็นอีกหนึ่งคนที่เผชิญเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัว โดยลูกสาวถูกสามีซึ่งเป็นพ่อแท้ๆ ล่วงละเมิดทางเพศถึง 2 ครั้ง พร้อมข่มขู่ไม่ให้แจ้งความ แม้จะมีความคิดว่าอยากฆ่าสามีให้ตาย แต่สิ่งหนึ่งที่เตือนสติคือ “ใครจะดูแลลูก” จึงตัดสินใจแจ้งความ และหันหน้าพึ่งมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ฝากบอกทุกคนว่า ต้องไม่ยอมในเมื่อเจ็บอยู่แล้ว แต่ต้องไม่ยอม

เปลี่ยน “ทัศนคติ-ก.ม.-การศึกษา”
ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ กล่าวว่า สิ่งที่เป็นอุปสรรคในการที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะกล้าก้าวออกจากปัญหาอยู่ที่ทัศนคติ ความคิด ความเชื่อ ที่ปลูกฝังมานาน บทเรียนในระบบการศึกษาบางทีก็ไม่ช่วยแก้ทัศนคติในเรื่องนี้ ในละครยังตอกย้ำทัศนคติดดังกล่าว สิ่งเหล่านี้อยู่รอบตัวเราทำให้ความรุนแรงกลายเป็นเรื่องธรรมดา ต้องเปลี่ยนความเจ็บเป็นอำนาจ ลุกขึ้นต่อสู้และก้าวออกมา สังคมคนรอบข้าง กฎหมายไกล่เกลี่ยรักษาความเป็นครอบครัวไว้ ซึ่งนี่เป็นตัวอย่างของทัศนติที่แทรกอยู่ในกฎหมาย หน่วยงานต่างๆ ทางภาครัฐเอง ต้องเสริมพลังให้มีการแก้ไขในเรื่องนี้

ผู้หญิงเจ็บได้..แต่ห้ามยอมเปลี่ยนเป็นพลังลุกขึ้นสู้

นัยนา ยลจอหอ ตัวแทนผู้ผ่านพ้นปัญหาและอาสาสมัครช่วยเหลือผู้ประสบปัญหา กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่ควรกลับมาทบทวนและช่วยกันปรับเปลี่ยนวิธีคิด ที่มีผลต่อการสืบทอดความคิดความเชื่อแบบชายเป็นใหญ่  กระทรวงศึกษาธิการควรปรับหลักสูตรการเรียนการสอนที่เน้นความเท่าเทียมทางเพศ ความเสมอภาคทางเพศ และการเคารพสิทธิร่างกายของคนทุกเพศอย่างจริงจัง เพื่อปัญหาจะไม่วนกลับมาเหมือนเดิม

ผู้หญิงเจ็บได้..แต่ห้ามยอมเปลี่ยนเป็นพลังลุกขึ้นสู้

“หมอธี”สั่งสพฐ.กวาดล้างรายชื่อนร.ผี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/352332

“หมอธี”สั่งสพฐ.กวาดล้างรายชื่อนร.ผี

นพธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์,นักเรียนผี,โรงเรียน,ผอ

“หมอธี”สั่ง สพฐ.กวาดล้างปัญหา นร.ผี ชี้ผอ.โรงเรียนแจ้งข้อมูลเท็จ ถือผิดวินัยร้ายแรง

“หมอธี” สั่ง สพฐ.กวาดล้างปัญหา นร.ผี  ชี้ ผอ.โรงเรียนแจ้งข้อมูลเท็จ ถือผิดวินัยร้ายแรง-มอบ ผอ.เขตพื้นที่ทุกแห่งสำรวจข้อมูลนักเรียนแต่ละโรงเรียนให้ชัดเจน ห้ามโรงเรียนมีปัญหาเด็กผีเกิดขึ้น เตรียมส่งทีมงานสุ่มตรวจ ย้ำต้องสะท้อนความเป็นจริงของข้อมูล สพฐ. เตรียมประชุมสร้างบัญชีรายชื่อนักเรียนให้สมบูรณ์ พร้อมวางกลไกที่ดูแลและติดตามให้บัญชีรายชื่อนักเรียนตามจริง

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นายอัมพร พินะสา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้รายงานให้ทราบว่าพบข้อมูลตัวเลขนักเรียนซ้ำซ้อน หรือเด็กผี ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.อุบลราชธานี และโรงเรียนอีกแห่งหนึ่งใน จ.ร้อยเอ็ด โดยมีรายละเอียดว่ามีการย้ายรายชื่อเด็กจากโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ห่างออกไป 60 กม.มาใส่ข้อมูลที่โรงเรียน จำนวน 40 คน และผู้อำนวยการโรงเรียนดังกล่าว ที่ทำเรื่องนี้เป็นคนเก่าที่ย้ายไปอยู่โรงเรียนอื่นแล้ว แต่จะเรียกมาสอบสวนอย่างแน่นอน จึงได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สะสางเรื่องปัญหาเด็กผีครั้งใหญ่เหมือนโครงการอาหารกลางวัน เพราะนโยบายที่กำหนดไว้ ใครก็ตามที่เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน และยังแจ้งข้อมูลเท็จในลักษณะนี้ให้ถือว่าผิดวินัยร้ายแรง ความจริงคือมีปัญหาเรื่องเด็กผีแน่นอน แต่คิดว่ามีจำนวนไม่มาก ดังนั้น จะต้องมีการสอบสวนเรื่องที่เกิดขึ้น

“ผมจะให้มีการกวาดล้างเรื่องนี้ครั้งใหญ่ โดยผู้อำนวยการเขตพื้นที่ทุกแห่งจะต้องไปสำรวจข้อมูลนักเรียนแต่ละโรงเรียนให้ชัดเจน ซึ่งเรื่องนี้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่จะเป็นผู้รับผิดชอบ ห้ามโรงเรียนมีปัญหาเด็กผีเกิดขึ้น และผมจะมีทีมงานลงไปสุ่มดูด้วย ส่วนที่มีการพบปัญหาเด็กผีของโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ด้วยนั้น ปัญหาเด็กผีของโรงเรียนสังกัด สช.มีมานานแล้ว และผมก็จัดการไปแล้ว แต่หากพบอีกก็ต้องถูกตรวจสอบ สำหรับการนำข้อมูลบิ๊กดาต้าของกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ที่ดำเนินการอยู่ผมคิดว่าจะต้องนำมาเชื่อมโยงกันทั้งระบบ ทั้งโรงเรียน สช. และโรงเรียน สพฐ.” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

สำหรับคำชี้แจงของ สพฐ.ว่าเรื่องนี้เป็นเพราะเด็กนักเรียนไม่มาแจ้งลาออกและไปเรียนอยู่นอกระบบ ทำให้ไม่สามารถคัดชื่อเด็กออกได้ คิดว่าเป็นการให้เหตุผลไม่ยืดหยุ่น เพราะสพฐ.ตีความเด็กทุกคนต้องมีชื่ออยู่ในระบบการศึกษาถึงแม้ไปเรียนที่อื่นก็จะต้องรู้ว่าเด็กไปเรียนอยู่ที่ไหน สพฐ.จะต้องสะท้อนความเป็นจริงของข้อมูล ต้องทำโปรแกรมที่ระบุข้อมูลได้อย่างชัดจัดเจนว่าเด็กไปเรียนอยู่ที่ไหนและเงินต้องไปอยู่ตรงนั้น ซึ่ง เลขาธิการกพฐ.รับปากว่า หากไม่มีข้อมูลเด็กเป็นตัวตนจริง และ สพฐ.ยังออกแบบโปรแกรมแก้ปัญหานักเรียนซ้ำซ้อนไม่เสร็จก็จะไม่มีการโอนเงินลงไปให้ สำหรับกรณีการซื้อขายเลื่อนตำแหน่งที่ระบุว่าหากใครอยากย้ายไปโรงเรียนขนาดใหญ่ขึ้นให้แฉข้อมูลเด็กผีออกมา ซึ่งในประเด็นนี้เท่าที่ทราบในการตรวจสอบทางลับยังไม่มีเรื่องนี้รายงานมา

นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ในเร็วๆ นี้ สพฐ.จะจัดประชุมภายในเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว รวมถึงมีข้อกฎหมายใดบ้างที่เกี่ยวข้องจนทำให้ระบบเด็กมีปัญหาซ้ำซ้อน เพื่อที่จะสร้างบัญชีรายชื่อนักเรียนให้สมบูรณ์และเป็นข้อมูลปัจจุบัน อีกทั้งจะดูในเรื่องการจัดสรรงบประมาณด้วยว่า ในกรณีที่ไม่มีเด็กจะดำเนินการอย่างไร หรือจะโอนกลับมาที่ส่วนกลางอย่างไร ทั้งนี้ สพฐ.จะสร้างกลไกที่จะทำหน้าที่ดูแลและติดตามบัญชีรายชื่อนักเรียน โดยการตั้งคณะกรรมการตรวจนับรับรองจำนวนนักเรียนทุกโรงเรียน โดยกรรมการจะมาจากตัวแทนกรรมการสถานศึกษา ครู และประชาชนที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ การที่สพฐ.เปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมจะสามารถยืนยันในกรณีเด็กหายไปไม่มาเรียน หรือเด็กที่ขาดเรียนสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ดำเนินการออกสุ่มตรวจนับหลังจากที่มีการรายงานจำนวนนักเรียนด้วย โดยอาจจะสังเกตจากโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนมากขึ้นผิดปกติ

อย่างไรก็ตาม สพฐ.จะมีคณะกรรมการตรวจติดตามลงพื้นที่ ตรวจสอบในทุกจังหวัด เพื่อเป็นการเตือนว่าการรายงานจำนวนนักเรียนต้องตรงไปตรงมา และการตรวจนับนักเรียนจะต้องถูกต้อง โดยจะมีการสุ่มในช่วงก่อนที่จะมีการสรุปจำนวนนักเรียน คือ วันที่ 10 มิถุนายน และวันที่ 10 พฤศจิกายน ของทุกปีการศึกษา เนื่องจากเป็นช่วงระยะเวลาที่โรงเรียนจะสรุปข้อมูลนักเรียนให้ สพฐ.

ชี้”มวยเด็ก”กระทบสมองหนุนรัฐแก้พ.ร.บ.กีฬามวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/352287

ชี้”มวยเด็ก”กระทบสมองหนุนรัฐแก้พ.ร.บ.กีฬามวย

กระทรวงแรงงาน,มวยเด็ก,พรบกีฬามวย,ศพญจิรพร เหล่าธรรมทัศน์,สหรัฐห้ามไม่ให้มีการชกมวยในเด็ก,ดรแกรี่ เอ สมิธ

ชี้”มวยเด็ก”กระทบสมองหนุนรัฐแก้พ.ร.บ.กีฬามวย : รายงาน  โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

กระทรวงแรงงานของสหรัฐอเมริการะบุว่า มวยเด็กเป็นการทารุณกรรม หรือเป็นการใช้แรงงานเด็กในขั้นเลวร้ายที่สุด และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในระดับเทียร์ 3 ด้านการค้ามนุษย์ ล่าสุดแพทย์ และเครือข่ายคุ้มครองเด็ก ได้ออกมาเปิดเผยงานวิจัยการชกมวยในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ส่งผลต่อสมองเด็ก ความจำลด และไอคิวต่ำ เสนอรัฐบาลแก้ไข พ.ร.บ. กีฬามวย 2542 เพื่อปกป้องสมองเด็ก

จากผลงานวิจัย โครงการวิจัยและติดตามกลุ่มนักมวยเด็ก ศูนย์รังสีวินิจฉัยก้าวหน้า (ไอแมค) คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยใช้เครื่องมือสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า หรือเครื่อง MRI ขนาด 3 เทสล่า เพื่อศึกษาความแตกต่างระหว่างสมองของ เด็กที่ชกมวย (335 คน) เปรียบเทียบกับเด็กทั่วไปจากสถานะการเงินทางบ้านและสภาพแวดล้อมใกล้เคียงกัน แต่ไม่ได้ชกมวย (252 คน) พบว่า การชกมวยในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี มีผลต่อสมองของเด็ก คือ หนึ่ง ทำให้เลือดออกในสมองจากการถูกชกหัว ทำให้มีธาตุเหล็กสะสมซึ่งเป็นพิษต่อเนื้อสมอง, สอง เซลล์สมองและใยประสาทฉีกขาด ถูกทำลาย ทำให้สมองไม่สามารถสั่งการได้ตามปกติ

ชี้"มวยเด็ก"กระทบสมองหนุนรัฐแก้พ.ร.บ.กีฬามวย

สาม ความจำลดลง นำไปสู่อาการบกพร่องทางปัญญา หรือภาวะสมองเสื่อม และ สุดท้าย ระดับสติปัญญา (IQ) ของเด็กที่ชกมวยต่ำที่สุดในบรรดาเด็กไทย และหากชกต่อเนื่อง 5 ปี จะน้อยกว่าเด็กทั่วไปเกือบ 10 คะแนน นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลให้มีโรคทางระบบประสาท เช่น อัลไซเมอร์ (โรคหลงลืม) หรือพาร์กินสัน (โรคสั่น) ในอนาคต

ศ.พญ.จิรพร เหล่าธรรมทัศน์ คณบดีคณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ หนึ่งในผู้ร่วมวิจัย เปิดเผยในการประชุมการป้องกันการบาดเจ็บระดับโลก World Safety 2018 เวทีกลุ่มย่อย บูธ Child Safety ว่า ระดับไอคิวเด็กทั่วไปในไทยอยู่ระหว่าง 90-110 ซึ่งสามารถเรียนจบระดับอนุปริญญาตรีหรือปริญญาตรี ส่วนนักมวยเด็กที่ขึ้นชกมากกว่า 5 ปี มีไอคิว 84 คะแนน ซึ่งคะแนนระหว่าง 80-89 จะสามารถเรียนจบระดับมัธยมปลายเท่านั้น จากการประเมินคร่าวๆ เด็กในกลุ่มนี้มีอยู่ราวๆ 3 แสนคน หรือประมาณ 2.5-3% ของ จำนวนประชากรวัย 0-14 ปี ซึ่งอายุเฉลี่ยของคนไทยคือ 80 กว่าปี ถ้าเขาชกมวยตั้งแต่อายุ 15 แล้วเขาจะมีชีวิตเหลืออยู่อย่างไรในอีก 50-60 ปีข้างหน้า

ชี้"มวยเด็ก"กระทบสมองหนุนรัฐแก้พ.ร.บ.กีฬามวย

สหรัฐห้ามไม่ให้มีการชกมวยในเด็ก
ดร.แกรี่ เอ. สมิธ เครือข่ายป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ให้ความเห็นว่า ในสหรัฐอเมริกา สั่งห้ามไม่ให้มีการชกมวยในเด็ก เนื่องจากแรงกระทำต่างๆ มีผลต่อสมอง กีฬาหลายชนิดในสหรัฐ ที่มีการกระแทกกัน เช่น อเมริกันฟุตบอล ต้องใช้เครื่องป้องกันให้ดี จึงเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ทุกคน และรัฐบาลที่จะปกป้องสิทธิเด็ก เพราะการกระทบกระแทกแบบนี้ ทำให้ตัวเด็กเองไม่สามารถพัฒนาไปถึงจุดสูงสุดของศักยภาพได้

เช่นเดียวกับ ดร.ลิวิว เวดราสโก้ ผู้แทนจากองค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่า จากผลการวิจัยเห็นได้ชัดว่าการชกมวยมีผลต่อสมองของเด็ก อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่มีการกระทบกระเทือนทางสมองเลย การเอาเด็กไปชกบนเวทีก็เป็นการใช้แรงงานเด็ก การทารุณกรรมเด็ก ทางหน่วยงานภาครัฐ ควรเข้ามาควบคุม แม้จะเป็นการแสดงทางวัฒนธรรมก็ตาม ควรมีรูปแบบที่ปลอดภัยมากขึ้น

ชี้"มวยเด็ก"กระทบสมองหนุนรัฐแก้พ.ร.บ.กีฬามวย

ต่ำ 13 ปีฝึกเชิงวัฒนธรรมสุขภาพ
ศ.พญ.จิรพร แนะว่า เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี จึงควรฝึกมวยในเชิงวัฒนธรรมและสุขภาพ โดยเป็นกีฬาแบบไม่ปะทะ (Noncontact Sport) และช่วงอายุ 13-15 ปี เป็นกีฬาปะทะต้องปรับเปลี่ยนกฎกติกา หาอุปกรณ์และมาตรการต่างๆ จากความรู้ทางวิทยาศาสตร์การกีฬามาลดผลกระทบต่อสมอง มีการดูแลนักมวยหลังหยุดชกอย่างเหมาะสม ซึ่งเคยส่งคนไปนับข้างเวทีพบว่าเด็กถูกชกเฉลี่ยยกละ 20-30 ครั้ง ถ้าชกสามยก คือถูกตีหัววันนั้น 60-90 ครั้ง

เปิดใจนักชกเพราะชอบตั้งแต่ป.1
“น้องทีม” ด.ช.ภูมินทร์ ผู้มีสัตย์  นักมวยวัย 14 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเมืองจันทร์วิทยาคม สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ เล่าว่า ชอบการชกมวยมาตั้งแต่ ป.1 เพราะเห็นเขาเปรียบมวยกัน พ่อจึงพาไปเปรียบและได้เป็นนักมวยตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน ชกมาแล้วนับ 100 ครั้ง เฉลี่ยสัปดาห์ละ 5 ครั้ง บางวันชก 2 รอบเช้าเย็น ทุกวันจะตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อมาวิ่งรอบหมู่บ้าน ก่อนอาบน้ำไปโรงเรียน และมาซ้อมอีกทีหลังเลิกเรียน

ชี้"มวยเด็ก"กระทบสมองหนุนรัฐแก้พ.ร.บ.กีฬามวย

นอกจากนี้ ยังเคยมาเก็บตัวฝึกซ้อมที่ค่ายมวยในกรุงเทพฯ ช่วงปิดเทอมอีกด้วย ในการชกมวย แรกๆ ก็เจ็บ แต่หลังๆ เริ่มชินเพราะโดนต่อยมานับครั้งไม่ถ้วน เก็บเงินจากการชกมวยและซื้อวัวให้พ่อได้ตัวหนึ่ง ปัจจุบัน เลิกชกมวยมาแล้ว 2 เดือน เนื่องจากเริ่มชกแพ้บ่อยทำให้ท้อและเริ่มรู้สึกว่าร่างกายไม่ไหว โดยพักหลังในระหว่างขึ้นชก เริ่มเกิดอาการเวียนหัว คล้ายจะอาเจียน ซึ่งแต่ก่อนไม่เคยเป็น ตอนนี้พ่อจึงให้กลับมาตั้งใจเรียน แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเสียดายที่ต้องเลิกชกมวย เพราะมีความใฝ่ฝันว่าอยากเป็นทหาร

  แนะทุกฝ่ายควรให้ความร่วมมือ
สำหรับความเห็นของผู้แทนหลายกระทรวงในการประชุมเรื่องมวยเด็กมีหลากหลาย อาทิ กระทรวงแรงงาน ให้ความเห็นต่อการแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าวว่า นักมวยเด็กไม่ใช่แรงงานเด็กเนื่องจากไม่ได้รับเงินเดือนจากเจ้าของค่าย จึงไม่ผิดกฎหมายแรงงานเด็ก กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ บอกว่าได้แก้ไขโดยการออก พ.ร.บ.ส่งเสริมความปลอดภัยในการกีฬาและนันทนาการของเด็ก ซึ่งอยู่ระหว่างการร่าง ซึ่ง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก สามารถดำเนินการกับการชกมวยเด็ก ซึ่งเป็นการละเมิดต่อสิทธิความปลอดภัยการอยู่รอดของเด็กได้

ชี้"มวยเด็ก"กระทบสมองหนุนรัฐแก้พ.ร.บ.กีฬามวย

ในส่วนของ กระทรวงวัฒนธรรม เคยให้ความเห็นว่าเป็นสิ่งที่ต้องดำรงรักษาไว้ ความจริงแล้ว แม้เด็กไทยจะต้องเรียนต้องฝึกหัดมวยไทยกันตั้งแต่เล็ก แต่ไม่ใช่นำมาสู่การแข่งขันที่มีการปะทะกันอย่างรุนแรงจนก่อให้เกิดอันตรายต่อสมองเด็ก และในส่วนของ กระทรวงศึกษาธิการ ให้ความเห็นว่าเป็นการฝึกความรักต่อครอบครัว ความกตัญญูของเด็ก ส่วน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นเรื่องที่ควรจะออกกฎห้ามหรือลดความรุนแรง โดยใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์การกีฬาเพื่อแก้ไขปัญหา กระทรวงสาธารณสุข ได้ส่งแพทย์ไปประจำสนามมวย

ขณะเดียวกันตัวแทนสมาคมกีฬามวยไทย และค่ายมวยต่างๆ คัดค้านร่างแก้ไข พ.ร.บ.กีฬามวยใหม่ 2561 ว่าด้วยการห้ามเด็กต่ำกว่า 12 ปี ทำการแข่งขันมวยไทย เพราะมองว่ากีฬามวยนั้นเป็นพื้นฐานของคนจนที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุด อีกทั้งยังเป็นวิชาชีพเลี้ยงตัว นักมวยไทยที่เติบโตสร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติ ก็ล้วนแต่ชกมวยมาตั้งแต่เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีแทบทั้งสิ้น

ชี้"มวยเด็ก"กระทบสมองหนุนรัฐแก้พ.ร.บ.กีฬามวย

ดร.ลิวิว เวดราสโก้

 ประเด็นแก้ไขร่างพ.ร.บ.มวย
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้พิจารณาร่างแก้ไข พ.ร.บ.มวย 2542 ที่ พล.อ.อดุลยเดช อินทะพงษ์ และคณะ รวม 39 คนเป็นผู้เสนอ โดยมีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นผู้ชี้แจงต่อที่ประชุม สนช. ว่า ครม.จะรับร่างนี้ไปศึกษาและเสนอกลับมาที่ สนช.อีกครั้งใน 30 วัน

โดยมีสาระสำคัญคือนักกีฬามวยที่ประสงค์จะเข้าแข่งขันกีฬามวยต้องขึ้นทะเบียนต่อนายทะเบียน ผู้เยาว์ที่ประสงค์ขึ้นทะเบียนเป็นนักกีฬามวย ต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน

ห้ามไม่ให้ผู้จัดรายการแข่งขันกีฬามวยและนายสนามมวยอนุญาตให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปีเข้าร่วมแข่งขัน เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียน ส่วนเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี ไม่สามารถเข้าร่วมแข่งขันได้ ฝ่าฝืนโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ”ฟรีทุกสิทธิ์…รักษาได้ทุกที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/352162

“เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ”ฟรีทุกสิทธิ์…รักษาได้ทุกที่

เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ,ฟรีทุกสิทธิ์,โรงพยาบาล,บัตรทอง,ประกันสังคม,ข้าราชการ

“เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ”ฟรีทุกสิทธิ์…รักษาได้ทุกที่ : รายงาน  โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ -qualitylife4444@gmail.com –

ในการเข้ารับบริการรักษาพยาบาลในกรณีฉุกเฉิน สถานพยาบาลไม่มีสิทธิที่จะปฏิเสธการให้การดูแลรักษาผู้ป่วย อย่างน้อย “ช่วยเหลือเยียวยาผู้ป่วย ซึ่งอยู่ในสภาพอันตรายและจำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลโดยฉุกเฉิน เพื่อให้ผู้ป่วยพ้นจากอันตรายตามมาตรฐานวิชาชีพ” โดยค่าใช้จ่ายหากเป็นการเข้ารับการรักษาใน รพ.นอกสิทธิ์ประกันภาครัฐที่มีสิทธิ์อยู่ทั้งหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทอง ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ ผู้ป่วยจะต้องจ่ายเอง เว้นแต่เป็นการ “เจ็บป่วยฉุกเฉิน ถึงแก่ชีวิต” ผู้ป่วยไม่ต้องจ่ายเป็นไปตามนโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ มีสิทธิทุกที่” หรือ UCEP (Universal Coverage for Emergency Patients) ดำเนินการมาแล้วตั้งแต่ 1 เมษายน 2560

นพ.การุณย์ คุณติรานนท์ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อธิบายว่า คนไทยทุกคนหากเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติสามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ไม่จำเป็นต้องเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิ์ โดยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นใน 72 ชั่วโมงแรก ผู้ป่วยไม่ต้องจ่าย แต่ละกองทุนประกันสุขภาพภาครัฐที่ผู้ป่วยมีสิทธิ์จะดำเนินการจ่ายให้โรงพยาบาลตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงแต่ไม่เกินอัตราที่กำหนด

"เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ"ฟรีทุกสิทธิ์...รักษาได้ทุกที่

หากเป็นการเข้ารับการรักษาโรงพยาบาลนอกสิทธิ์ที่ตนสังกัดอยู่แล้ว ไม่ใช่ฉุกเฉินวิกฤติ แพทย์ต้องแจ้งให้ผู้ป่วยทราบ หากผู้ป่วยตัดสินใจที่จะรับบริการที่โรงพยาบาลนอกสิทธิ์ แต่ละกองทุนจะจ่ายให้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นไม่ครอบคลุมทั้งหมด หลักเกณฑ์ขึ้นอยู่กับแต่ละกองทุนกำหนด ส่วนที่เหลือผู้ป่วยจะต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเอง อย่างเช่น สวัสดิการข้าราชการจ่ายให้ครึ่งหนึ่งแต่ไม่เกิน 8,000 บาท เป็นต้น

นพ.การุณย์ กล่าวว่า ในการประเมินภาวะฉุกเฉินวิกฤตินั้นแพทย์สามารถดำเนินการวินิจฉัยได้ แต่หากมีความเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่างแพทย์ คนไข้หรือญาติ สามารถปรึกษาสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ(สพฉ.) ว่าความเจ็บป่วยนั้นเข้าข่ายฉุกเฉินวิกฤติหรือไม่ เพื่อลดความขัดแย้งระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย ที่ผ่านมาดำเนินการมากว่า 1 ปี มีการจ่ายเงินชดเชยตามนโยบายนี้ไปแล้วราว 460 ล้านบาท

"เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ"ฟรีทุกสิทธิ์...รักษาได้ทุกที่

“การดำเนินนโยบายนี้ที่ผ่านมา ในภาพรวมไปได้ด้วยดี สามารถแก้ปัญหาในเรื่องความขัดแย้งระหว่างโรงพยาบาลกับผู้ป่วยในการโต้เถียงว่าฉุกเฉินวิกฤติหรือไม่ และแก้ปัญหาเดิมที่มีโรงพยาบาลเอกชนเรียกเก็บเงินจากผู้ป่วยในกรณีเข้ารับการรักษาฉุกเฉินวิกฤติใน 72 ชม.แรกได้เช่นกัน ยังมีปัญหาเพียงส่วนน้อย คือ มีสิทธิรักษาพยาบาลที่ยังไม่มีการแก้ระเบียบรองรับในการจ่ายเงินชดเชยให้แก่โรงพยาบาลเอกชน เช่น รัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีคนไทยอยู่ในสิทธิ์นี้ 8 แสนคน จากคนไทยกว่า 65 ล้านคน แต่ผู้ป่วยในสิทธิ์นี้ก็สามารถรับการรักษาตามนโยบายนี้ได้เช่นกัน” นพ.การุณย์ กล่าว

ในการรับบริการตามนโยบายนี้ กรณีที่เจ็บป่วยฉุกเฉินสีแดง คือ ระดับวิกฤติ ใน 72 ชม.แรกให้กองทุนเป็นผู้จ่าย หลังจาก 72 ชม.หากผู้ป่วยสามารถย้ายกลับสถานพยาบาลตามสิทธิ์ได้ให้ย้ายกลับ เว้นกรณีที่ไม่สามารถย้ายกลับได้ทั้งในกรณีที่สถานพยาบาลต้นสังกัดไม่มีเตียงรองรับหรือ/และอาการผู้ป่วยยังไม่ดีขึ้น กองทุนจะจ่าย แต่หากย้ายได้แต่ผู้ป่วยไม่ต้องการย้ายเองนั้น ผู้ป่วยจะต้องเป็นผู้จ่ายค่ารักษาพยาบาลในส่วนหลัง 72 ชม.เอง กรณีผู้ป่วยฉุกเฉินระดับสีเหลืองหรือฉุกเฉินเร่งด่วน และสีเขียวคือฉุกเฉินไม่เร่งด่วน หากผู้ป่วยตัดสินใจรักษาที่โรงพยาบาลนอกสิทธิ์ กองทุนจะจ่ายให้ตามข้อกำหนดแต่ละกองทุน ไม่ครอบคลุมทั้งหมด ส่วนที่เหลือผู้ป่วยจะต้องจ่ายเอง

ทั้งนี้ ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2561 ผลการจ่ายเงินชดเชย UCEP แยกตามสิทธิ์ พบว่า 1.บัตรทอง มีคำร้องผ่านการพิจารณาเงินชดเชย 13,651 ครั้งจาก 15,780 ครั้ง เงินชดเชย 72 ชม.แรก 307.2 ล้านบาท เงินชดเชยหลัง 72 ชม. 28.9 ล้านบาท 2.สวัสดิการข้าราชการ ผ่านการพิจารณา จำนวน 3,693 ครั้ง จาก 4,277 ครั้ง เงินชดเชย 72 ชม.แรก 93.2 ล้านบาท 3.ประกันสังคม ผ่านการพิจารณา 226 ครั้ง จาก 3,384 ครั้ง เงินชดเชย 72 ชม.แรก 8.4 ล้านบาท 4.สิทธิข้าราชการท้องถิ่น ผ่านการพิจารณา 246 ครั้ง จาก 297 ครั้ง เงินชดเชย 72 ชม.แรก 4.6 ล้านบาท 5.สิทธิอื่นๆ เช่น รัฐวิสาหกิจ ผ่านการพิจารณา 348 ครั้ง จาก 409 ครั้ง เงินชดเชย 7.7 ล้านบาท โดยลำดับ 2-5 ไม่มีเงินชดเชยหลัง 72 ชม.

"เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ"ฟรีทุกสิทธิ์...รักษาได้ทุกที่

หากเป็นการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติคนไทยทุกคนไม่ต้องกังวลกับค่าใช้จ่ายในการรักษา สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้ในโรงพยาบาลใกล้ที่สุดทั้งรัฐและเอกชน โดยรัฐจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นใน 72 ชั่วโมงแรก !!!

       6 อาการที่เข้าข่ายภาวะฉุกเฉินวิกฤติ
1.หมดสติ ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ
2.หายใจเร็ว หอบเหนื่อยรุนแรง หายใจติดขัดมีเสียงดัง
3.ซึมลง เหงื่อแตก ตัวเย็น
4.เจ็บหน้าอกเฉียบพลัน รุนแรง
5.แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัดแบบปัจจุบันทันด่วน หรือชักต่อเนื่องไม่หยุด
6.อาการอื่นที่มีผลต่อการหายใจ ระบบการไหลเวียนโลหิตและระบบสมองที่เป็นอันตรายต่อชีวิต

  นิยามผู้ป่วยฉุกเฉิน
ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต(สีแดง)ได้แก่ บุคคลซึ่งได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการป่วยกะทันหันซึ่งมีภาวะคุกคามต่อชีวิต ซึ่งหากไม่ได้รับปฏิบัติการแพทย์ทันทีเพื่อแก้ไขระบบการหายใจ ระบบไหลเวียนเลือด หรือระบบประสาทแล้ว ผู้ป่วยจะมีโอกาสเสียชีวิตได้สูง หรือทำให้การบาดเจ็บหรืออาการป่วยของผู้ป่วยฉุกเฉินนั้นรุนแรงขึ้นหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้อย่างฉับไว

ผู้ป่วยฉุกเฉินเร่งด่วน(สีเหลือง)ได้แก่ บุคคลที่ได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการป่วยซึ่งมีภาวะเฉียบพลันมาก หรือเจ็บปวดรุนแรง อันอาจจำเป็นต้องได้รับปฏิบัติการแพทย์อย่างรีบด่วน มิฉะนั้นจะทำให้การบาดเจ็บหรืออาการป่วย ของผู้ป่วยฉุกเฉินนั้นรุนแรงขึ้นหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้น ซึ่งส่งผลให้เสียชีวิต หรือพิการในระยะต่อมาได้

ผู้ป่วยฉุกเฉินไม่รุนแรง(สีเขียว)ได้แก่ บุคคลซึ่งได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการป่วยซึ่งมีภาวะเฉียบพลันไม่รุนแรง อาจรอรับปฏิบัติการแพทย์ได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่งหรือเดินทางไปรับบริการสาธารณสุขด้วยตนเองได้ แต่จำ เป็น ต้องใช้ทรัพยากรและหากปล่อยไว้เกินเวลาอันสมควรแล้วจะทำ ให้การบาดเจ็บหรืออาการป่วยของผู้ป่วยฉุกเฉินนั้น รุนแรงขึ้นหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้